‘พีคอค’ แพลตฟอร์มช่วยสถานพยาบาล บริหารจัดการ‘โลจิสติกส์-สินค้าคงคลัง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737052

‘พีคอค’ แพลตฟอร์มช่วยสถานพยาบาล  บริหารจัดการ‘โลจิสติกส์-สินค้าคงคลัง’

‘พีคอค’ แพลตฟอร์มช่วยสถานพยาบาล บริหารจัดการ‘โลจิสติกส์-สินค้าคงคลัง’

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้ทุนสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เผยความสำเร็จเฟสที่ 1 ระบบแพลตฟอร์ม “พีคอค (PCoC)” เพื่อสนับสนุนการจัดการสินค้าคงคลัง-โลจิสติกส์ในโรงพยาบาล และ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จนถึงมือผู้ใช้บริการ ช่วยลดภาระงาน (Workload) ของบุคลากรการแพทย์ อีกทั้งลดความเหลื่อมล้ำให้คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึง

รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ รองผู้อำนวยการด้านบริหารงานวิจัย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า บพข.ในฐานะองค์กรให้ทุนวิจัย ภายใต้การกำกับของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ให้การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้งานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งโครงการการศึกษาและทดสอบรูปแบบ“โรงพยาบาลเสมือน” โดยการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ในระบบเครือข่ายปฐมภูมิพีคอค เป็นโครงการที่สามารถบริหารจัดการคลังสำหรับโลจิสติกส์ในโรงพยาบาลและ รพ.สต. ได้จริง และยังสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย

รศ.ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และการจัดการทุนมนุษย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า วิศวะมหิดล ให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา “ดิจิทัลเฮลท์แคร์” และ “เฮลท์เทค” ขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ โดยศูนย์ LogHealth ได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข. ในการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มพีคอค (PCoC) เพื่อการจัดการสินค้าคงคลัง-โลจิสติกส์ในโรงพยาบาล และ รพ.สต. ต้นแบบเฟสที่ 1 แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

เนื่องด้วยการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทยในปัจจุบันยังไม่เน้นการดูแลแบบองค์รวม บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานซ้ำซ้อน ส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลงและเกิดปัญหาความแออัดในการรับบริการ ดังนั้นแพลตฟอร์มพีคอค (PCoC) จะเชื่อมต่อระหว่างสถาบันการแพทย์ในเมืองใหญ่ กับสถาบันการแพทย์ในเมืองเล็กหรือชนบทในการบริหารจัดการเวชภัณฑ์คงคลังที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การจัดสรรและกระจายทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในบริการทางการแพทย์แก่ประชาชน

รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย หัวหน้าศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความสำเร็จในการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มพีคอค หรือ Primary Care on Cloud (PCoC) เพื่อการจัดการสินค้าคงคลัง-โลจิสติกส์ ในโรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เราใช้เวลากว่า 3 ปี ในการพัฒนาระบบและซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคลังยาระหว่างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (แม่ข่าย) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. (ลูกข่าย) เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพประชาชนอย่างทั่วถึง

โดยดำเนินการผ่านพีคอค ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้โรงพยาบาลแม่ข่ายสามารถบริหารจัดการคลังยาและเวชภัณฑ์ โดยมองเห็นตัวเลขเวชภัณฑ์ของ รพ.สต. ที่เป็นลูกข่าย หากยาตัวใดหมดสต๊อกก็สามารถเติมยาและขนส่งกระจายยาไปยังรพ.สต. ซึ่งเป็นลูกข่ายได้รวดเร็ว โดยมี บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขนส่งกระจายยา (Supply Processing and Distribution -SPD) ไปยังรพ.สต. โดยในอนาคตแพลตฟอร์มนี้สามารถรองรับการส่งยาและเวชภัณฑ์ไปยังบ้านผู้ป่วยและผู้ป่วยติดตามตรวจสอบสถานะการจัดส่งได้อีกด้วย

ในการต่อยอดเฟสที่ 2 เป็นการผนึกความร่วมมือระหว่าง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับ บริษัท อินเทลลิจิสต์ จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ต่อยอดแพลตฟอร์มพีคอคนี้ให้พร้อมใช้กับเครือข่าย รพ.สต.ทั่วประเทศ โดย ชนะ สุพัฒสร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเทลลิจิสต์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้นำการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของประเทศไทย พร้อมด้วยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านบิ๊กดาต้าและเทคโนโลยีสารสนเทศ

มีความยินดีในความร่วมมือกับศูนย์ LogHealth คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาแพลตฟอร์ม“พีคอค” เฟสที่ 2 โดยจะคำนึงถึงคุณภาพ ประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย ตลอดจนการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ (Data Analytics) และปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการต้นแบบที่ดำเนินมาแล้วที่ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่ง อินเทลลิจิสต์ ยินดีสนับสนุน รพ.สต. ทั่วประเทศร่วมใช้บริการระบบแพลตฟอร์มเทคโนโลยี

โดยในปีนี้ เรายังมีนโยบายให้บริการ Digital Medical Platform สำหรับการจัดส่ง ยา เวชภัณฑ์ แบบอัตโนมัติทั่วประเทศภายใต้แพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่และมีระบบที่ปลอดภัย คำนึงถึงข้อกฎหมายต่างๆ เช่น PDPA เป็นต้น มั่นใจว่าความร่วมมือของอินเทลลิจิสต์ และศูนย์ LogHealth วิศวะมหิดลจะช่วยยกระดับ รพ.สต. และความก้าวหน้าระบบสาธารณสุขประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สกสว.พบผู้บริหารหน่วยรับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน สู่การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์-ขับเคลื่อนประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737141

สกสว.พบผู้บริหารหน่วยรับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน สู่การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์-ขับเคลื่อนประเทศ

สกสว.พบผู้บริหารหน่วยรับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน สู่การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์-ขับเคลื่อนประเทศ

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 21.22 น.

สกสว. พบผู้บริหารหน่วยรับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน ร่วมกำหนดเป้าหมาย ทิศทางการวิจัยและนวัตกรรม สู่การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ และการขับเคลื่อนประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุม สกสว. พบผู้บริหารหน่วยรับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) ที่เกี่ยวกับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน และ ประเด็นสำคัญในการบริหารจัดการงบประมาณ และ สร้างความตระหนักให้กับผู้บริหารหน่วยงาน ต่อความสำคัญของการพัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ตลอดจนการติดตามประเมินผล และ การดำเนินการที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 โดยมี ศ.เกียรติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) รศ. ดร. ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สกสว. และ ผู้บริหารระดับสูง ผู้แทนหน่วยรับงบประมาณ สนับสนุนงานมูลฐานกว่า 140 หน่วยงาน เข้าร่วมการประชุมและร่วมแลกเปลี่ยน

โอกาสนี้ ศ.เกียรติคุณ นพ.สุทธิพร กล่าวว่า สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม และ กสว. ได้กำหนดแนวนโยบาย สำหรับการบริหารกองทุนส่งเสริม ววน. กับ การขับเคลื่อน ววน. เพื่อการพัฒนาประเทศ ในหลายมิติ อาทิ การบริหารจัดการงบประมาณแบบ “เกินดุล” และ แสวงหาแหล่งทุนจากภายนอก จากความร่วมมือของภาคเอกชน จากปัจจุบันที่มี กองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจัดสรรงบประมาณให้กองทุน ววน. กำกับดูแล 300 กว่าล้านบาท และสภาอุตสาหกรรม ยืนยันว่าในอีก 5 ปี จะจัดหางบประมาณสมทบจากกองทุนอินโนเวชั่นวัน” (INNOVATION ONE) 1 พันล้านบาท นอกจากนี้ยังมี มูลนิธิกสิกรไทย ร่วมสนับสนุนงบประมาณดำเนินการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตยาและผลิตภัณฑ์ยาจากพืชที่มีคุณภาพมาตรฐาน อีก 1 พันล้านบาท ซึ่งงบประมาณทั้งหมด สกสว. จะนำมาจัดสรร เพิ่มเติมนอกจากงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาล  

ทั้งนี้ เมื่อมีงบประมาณภายนอกเข้ามา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารจัดการงบประมาณการวิจัย ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงการติดตามประมวลและวิเคราะห์การดำเนินงานให้สามารถนำการวิจัยไปต่อยอด และสร้างโอกาสในการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ร่วมกับ สกสว. และ หน่วยบริหารและจัดการทุน ให้ประเทศไทยมีโปรดักส์แชมป์เปี้ยนมากขึ้น 

ด้าน ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ววน. เป็นทางเลือกของประเทศ และการพัฒนา ววน. ไม่ใช่เพื่อ ววน. แต่เพื่อให้ ววน. เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยการสร้างความรู้ และใช้ความรู้นั้นไปสู่การยกระดับสังคม ให้สังคมไทยเป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ที่แท้จริง มีความรู้ กับการใช้ทรัพยากร การใช้นวัตกรรม และ การใช้เทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนประเทศ และ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ  เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว โดย สกสว. พร้อมเป็น “คัดท้าย” ทำหน้าที่จัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนด้าน ววน. ของประเทศ รวมถึง จัดสรรงบประมาณด้าน ววน. ประมาณร้อยละ 60-65 สนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund)  ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ ตามแผนด้าน ววน. แก่หน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ทั้ง 9 แห่ง และ งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) ประมาณร้อยละ 35-40 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงาน ทั้ง 177 หน่วยงาน ให้สามารถผลิตผลงานด้าน ววน. และผลักดันการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ สอดคล้องกับพันธกิจของหน่วยงาน และตอบเป้าหมายของประเทศ สู่การเปลี่ยนแปลงเป้าหมายใหญ่ร่วมกัน ทั้งในส่วนของอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) และอันดับดัชนีความยั่งยืน (SDG Index)  ที่สูงขึ้น อยู่ใน 35 อันดับแรกของโลก โดยสถานการณ์ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชัน ความรุนแรง ลดลง คุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี มีความงอกงามของศิลปวัฒนธรรม และปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

โดยการจัดประชุมในครั้งนี้ มีการบรรยายและเสวนาที่น่าสนใจ ได้แก่ การบรรยายพิเศษ “ทิศทางการบริหารกองทุนส่งเสริม ววน. และการใช้ ววน. ขับเคลื่อนประเทศ” โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.สุทธิพร การเสวนา ชวนคิด ชวนคุย “บทบาทของหน่วยรับงบประมาณ FF กับการใช้กลไก ววน. ขับเคลื่อนประเทศ” โดยตัวแทนผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยรับงบประมาณ ได้แก่  ศ.ดร.นพ.ภัทรชัย กีรติสิน รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.อภิรักษ์ สงรักษ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ผศ.ดร.วิภู รุโจปการ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) คุณเพชรดา อยู่สุข รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ร่วมกับผู้อำนวยการ สกสว. และการบรรยาย “ความสำคัญของการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรม (Research Management) รวมถึง กรอบการติดตามและประเมินผลหน่วยรับงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน.” โดย รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. และกิจกรรมการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ การเตรียมความพร้อมของหน่วยงาน สำหรับพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 รวมถึงแนวปฏิบัติการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมของหน่วยรับงบประมาณ เพื่อดำเนินการต่อไป

‘วช.-มธ.’นำนวัตกรรม Smart Farmer ฟื้นฟูสวนทุเรียนปราจีนบุรี สำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737115

'วช.-มธ.'นำนวัตกรรม Smart Farmer ฟื้นฟูสวนทุเรียนปราจีนบุรี สำเร็จ

‘วช.-มธ.’นำนวัตกรรม Smart Farmer ฟื้นฟูสวนทุเรียนปราจีนบุรี สำเร็จ

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 20.13 น.

ทุเรียน ราชาผลไม้ไทย ที่เป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าส่งออกกว่าแสนล้าน ทำให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกทุเรียนกันในหลายพื้นที่ของประเทศไทย แต่การปลูกต้นทุเรียนของเกษตรกรไทยประสบปัญหาเรื่องการผลิต การดูแลรักษา การให้น้ำปุ๋ย การบังคับให้เกิดดอกและผลิตผล และเมื่อติดผลแล้วทำอย่างไรให้ติดผลผลิตมีคุณภาพสำหรับตลาดส่งออกทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับโครงการท้าทายไทย โครงการพัฒนาเกษตรไทยสู่ Smart Farmer (กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออก)” ของ รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เป็นผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย เพื่อคิดค้นนวัตกรรมการให้น้ำทุเรียนแบบ Basin Fertigation และนวัตกรรมการสร้างระบบนิเวศชักนำรากลอย รวมถึงได้นำเทคโนโลยีลงไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรในหลายพื้นที่ในประเทศไทย ด้วย

รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ ผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย เปิดเผยว่า ได้นำนวัตกรรมการให้น้ำทุเรียนแบบ Basin Fertigation และนวัตกรรมการสร้างระบบนิเวศชักนำรากลอย มาถ่ายทอดให้กับ นายสุชาติ วงษ์สุเทพ เจ้าของสวนเกษตรไฮเปอร์ ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมิง จังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจาก 2 ปีที่แล้ว ต้นทุเรียนของสวนเกษตรไฮเปอร์ ประสบปัญหาใบโทรม ใบเล็ก ยอดทุเรียนแห้งเป็นก้านธูป บางแปลงมีโรครากเน่า โดนเน่า จึงนำนวัตกรรมดังกล่าวมาปรับใช้จนประสบความสำเร็จ ต้นทุเรียนฟื้นกลับมามีสุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคและแมลงได้ด้วยตัวเอง ไม่กลับมาเป็นโรคซ้ำ กิ่งแต่ละกิ่งสามารถแตกยอดได้ 3 ครั้งในหนึ่งปี เมื่อถึงเวลาออกดอกไม่ต้องกักน้ำและราดสารควบคุมการเจริญเติบโต ดอกสามารถออกมาเองเมื่อกระทบหนาวตามธรรมชาติและความสมบูรณ์ของต้น จากระบบนิเวศของรากที่พึ่งพา กับจุลินทรีย์ช่วยตรึงธาตุอาหาร เป็นผลให้สามารถลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเกษตรจากเดิมเหลือแค่ไม่เกินราคาฟางแห้งก้อนเดียว

คณะวิจัยได้ปรับเปลี่ยนระบบการให้น้ำกับต้นทุเรียนจากเดิมที่ให้น้ำตอนกลางคืนมาเป็นแบบ Basin Fertigationโดยแบ่งการให้น้ำออกเป็นสามช่วงในแต่ละวัน ช่วงเช้าก่อน 8.00 น. ให้น้ำเต็มความสามารถอุ้มน้ำของดิน พืชสามารถดึงน้ำและธาตุหลักและธาตุรองเพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสงได้ โดยไม่เกิดแสดงการขาดธาตุที่จำเป็น ช่วงที่สองเวลา 11.00-12.00 น. เป็นเวลาที่ทุเรียนและไม้ผลทั่วไปที่ปลูกในแปลงแบบไม่ยกร่องสวน มักหยุดการสังเคราะห์แสงและเป็นช่วงที่น้ำในระบบน้ำใต้ดินและระบบน้ำในแถบลุ่มน้ำมีน้ำขึ้นน้ำลงสูงสุดในช่วงวัน จึงมีการให้น้ำช่วงนี้ตามน้ำขึ้นน้ำลงจากอิทธิพลของดวงจันทร์ เป็นช่วงที่ทำให้ทุเรียนสร้างกลิ่นหอมดอกไม้เฉพาะตัวออกมา ช่วงที่สามเวลา 13.00 และ 14.00 น.ช่วงนี้ในพื้นที่ปลูกแบบไม่ยกรองสวนทุเรียนจะปิดปากใบเช่นกัน ต่อไปจนแสงสุดท้ายประมาณ 16.00 น. ซึ่งภาพรวมทำให้ทุเรียนสามารถสังเคราะห์แสงได้นาน 6-8 ชั่วโมง และพบว่าทุเรียนหมอนทองที่อายุ 90 วันหลังผสมเกสรแล้ว (หางแย้) มีน้ำหนักแห้งของเนื้อ (DM) ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 34.98 และเมื่ออายุ 115 วัน มีค่า DM เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 39.94 เนื้อทุเรียนหมอนทองและพันธุ์อื่นๆ เนื้อแห้ง ไม่เป็นไส้ซึม เต่าเผา เนื้อที่เหนียวเนียนละเอียดเป็นครีมคล้ายชีทเค้ก เนื้อมีกลิ่นหอมดอกไม้เฉพาะตัว เส้นใยละลายน้ำได้ทั้งหมด ไม่มีเส้นใยติดฟันเวลาบริโภค เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก ถึงกับต้องจองข้ามปี

โครงการดังกล่าวได้ประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการวช. มอบหมายให้ นายชาญณรงค์ มณีรัตน์ ผู้อำนวยการกลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ วช. นำคณะสื่อมวลชน เยี่ยมชมโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่ Smart Farmer (กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออก)” ณ สวนเกษตรไฮเปอร์ ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมิง จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อให้สื่อมวลชนได้ทราบถึงผลสำเร็จของงานวิจัยดังกล่าว และได้พบปะกับนักวิจัย โดยเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานวิจัยและกิจกรรมของ วช. ไปสู่สาธารณชนและผู้ใช้ประโยชน์ต่อไป การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากเกษตรกร เจ้าของสวนทุเรียนจากทั่วทุกภูมิภาค เข้าชมสวนเกษตรไฮเปอร์ เป็นจำนวนมาก เพื่อศึกษาดูงานระบบจัดการน้ำภายในสวน

อัสสัมชัญ นำนวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ เตรียมใช้ VR เพิ่มการเรียนรู้ให้กับนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737083

อัสสัมชัญ นำนวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ เตรียมใช้ VR เพิ่มการเรียนรู้ให้กับนักเรียน

อัสสัมชัญ นำนวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ เตรียมใช้ VR เพิ่มการเรียนรู้ให้กับนักเรียน

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.47 น.

อัสสัมชัญ นำนวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ เตรียมใช้ VR เพิ่มการเรียนรู้ให้กับนักเรียน

ในปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอัสสัมชัญ กำลังจะก้าวสู่สถาบันแห่งการเรียนรู้ด้านวิศวกรรม  (School of Engineering) ในทุกแขนง อาทิ วิศวกรรมด้านการบินและอวกาศ (Space) ด้านหุ่นยนต์ (Robot) การเชื่อมโยงอิเล็กทรอนิกส์ด้วยอินเทอร์เน็ต (IoT & AI) วิทยาการข้อมูล (Data Science) รวมถึง เมตาเวิร์ส (METAVERSE) ซึ่งการจะนำนวัตกรรมมาใช้ในการเรียนการสอน โดยเฉพาะ VR (Virtual Reality) ที่จำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไปให้เสมือนจริง จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมของคุณครูโรงเรียนอัสสัมชัญ

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ โรงเรียนอัสสัมชัญ โดย มาสเตอร์พชร  จันทร์ศิริ หัวหน้ากลุ่มสาระฯ ร่วมกับ นักเรียนชมรม AC Metaverse และ มาสเตอร์พชร  ภูมิประเทศ หัวหน้างานศูนย์การเรียนรู้และวิจัยด้านนวัตกรรมการบินและอวกาศ และเทคโนโลยีชั้นสูง โรงเรียนอัสสัมชัญ จัดอบรมการใช้ VR ในการสอน สำหรับครูวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลาย กับการทดลองนำเนื้อหาในส่วนของวิชาวิทยาศาสตร์ เช่น ดาราศาสตร์ ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ ฯลฯ มาใช้กับ VR โดยมีภราดา ดร.อาวุธ  ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ ภราดาคฑาวุธ  สิทธิโชคสกุล รองผู้อำนวยการ/ผู้จัดการโรงเรียน ร่วมการอบรม ณ ห้อง Metaverse ชั้น 7 อาคารอัสสัมชัญ 2003 โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ

สกสว. จับมือ TCI และ Scopus ร่วมผลักดันและพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการไทยบนเวทีโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737081

สกสว. จับมือ TCI และ Scopus ร่วมผลักดันและพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการไทยบนเวทีโลก

สกสว. จับมือ TCI และ Scopus ร่วมผลักดันและพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการไทยบนเวทีโลก

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.38 น.

สกสว. จับมือ TCI และ Scopus ร่วมผลักดันและพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการไทยบนเวทีโลก

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (หรือศูนย์ TCI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดประชุม“นโยบาย ผลสัมฤทธิ์ และ การมอบรางวัลแก่วารสารในโครงการ TCI-TSRI-Scopus Collaboration Project” แก่บรรณาธิการและกองบรรณาธิการวารสารของไทยจำนวนมากกว่า  200 คน เพื่อสื่อสารผลดำเนินงานภายใต้ โครงการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มผลผลิต/การอ้างอิงของผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยสู่ฐานข้อมูลสากล โดยมี ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ หัวหน้าศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย รศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล ผู้อํานวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ด้านกําลังคนและสถาบันความรู้ สกสว. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อํานวยการศูนย์เนคเทค ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มจธ. เข้าร่วมการประชุมและมอบรางวัล

โอกาสนี้ ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาการเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการไทยยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนักในระดับนานาชาติมากนัก ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะมาตรฐานและคุณภาพของวารสารไทย ทั้งที่การตีพิมพ์ผลงานวิชาการนั้น เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพผลงานและความเชี่ยวชาญของนักวิจัย อีกทั้งการตีพิมพ์ผลงานวิชาการ โดยเฉพาะการตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการนานาชาติ จะช่วยให้สังคมส่วนใหญ่ และ ประชาคมโลกรับรู้ถึงความสามารถ และ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทย ดังนั้นตนในฐานะที่เคยเป็นบรรณาธิการวารสารมาก่อน จึงอยากจะขอฝากโจทย์สำคัญให้ดำเนินการต่อ ว่าจะต้องทำอย่างไรให้นักวิชาการทั่วโลกเข้าใจและยอมรับวารสารไทยมากขึ้น และทำอย่าง ให้องค์ความรู้ ที่ได้จากกระบวนการวิจัยของไทย เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลางที่นักวิชาการทั่วโลกเข้าไปค้นหาได้มากขึ้น   

ด้าน รศ.ดร.คมกฤต กล่าวว่า ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ ค.ศ.2005-2017 มีจำนวนวารสารไทยอยู่ในฐานข้อมูล Scopus เพียง 28 วารสาร (Scopus คือฐานข้อมูลสากลที่รวบรวมวารสารจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกจำนวน 27,950 รายการ และเป็นฐานข้อมูลหลักที่ใช้ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก) จากสถิติพบว่า Scopus ใช้เวลาในการพิจารณาวารสารไทยเข้าฐานข้อมูลเฉลี่ย 16 เดือน/วารสาร และอัตราการรับวารสารไทยเข้าฐานข้อมูลนี้อยู่ที่ 23% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบว่า วารสารไทยที่ได้รับการบรรจุใน Scopus แล้ว ยังมี Journal Quartile ที่ต่ำ คือวารสารส่วนใหญ่อยู่ใน Quartile 4 หรือไม่มี Quartile รวมทั้งไม่มีวารสารไทยอยู่ใน Quartile 1 เลย

ดังนั้น สกสว.และหน่วยงานที่ร่วมจัดงานในครั้งนี้ จึงดำเนินการโครงการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มผลผลิต/การอ้างอิงของผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยสู่ฐานข้อมูลสากล โดยใช้กลไกการพัฒนาคุณภาพวารสารไทยให้มีมาตรฐานสากล และผลักดันให้ได้รับการบรรจุในฐานข้อมูล Scopus จำนวน 40 รายการ ภายใน ปี 2017-2020 ในการนี้ ศูนย์ TCI ร่วมกับบรรณาธิการวารสาร ได้ใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน ในการพัฒนาคุณภาพวารสารแต่ละรายการ  จนวารสารมีคุณภาพระดับสากล และได้รับการยอมรับบรรจุในฐานข้อมูล Scopus ทั้ง 40 รายการคือมีอัตราการรับวารสารเข้าฐานข้อมูลนี้เป็น 100% และ Scopus ใช้เวลาในการพิจารณาโดยเฉลี่ย 24 วันเท่านั้น  นอกจากนี้ ในช่วงปี 2020 เป็นต้นมา จำนวนวารสารไทยใน Scopus มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อพัฒนาคุณภาพวารสารไทยจำนวน 46 รายการในฐานข้อมูล Scopus ให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น สกสว. ได้สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมในโครงการพัฒนาระบบและปรับปรุงคุณภาพวารสารไทยในฐานข้อมูล Scopus ในปี 2020-2022 เพื่อพัฒนาคุณภาพวารสารและคุณภาพบทความของนักวิชาการไทยในวารสารไทยทั้งในเชิงการบริหารจัดการและเชิงคุณภาพ รวมทั้งยกระดับ Journal Quartile ของวารสารไทยใน Scopus ให้มี Quartile ที่สูงขึ้น 

เช่นเดียวกับ ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นว่า หลังจากสิ้นสุดการดำเนินงานทั้งสองโครงการดังกล่าว คือ จำนวนผลงานวิจัยในรูปแบบบทความประเภท article and review ของประเทศไทยระหว่างปี 2017-2022 มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นถึง 101% เมื่อเทียบกับ 37% ในช่วงก่อนมีโครงการนี้คือปี 2012-2017  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียน พบว่าประเทศไทยมีจำนวนบทความในฐานข้อมูล Scopus เพิ่มขึ้นอยู่ในอัตราที่สูงกว่าจำนวนบทความของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปีที่ประเทศไทยมีจำนวนบทความใน Scopus สูงกว่าของประเทศสิงคโปร์ในช่วงเวลาเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาเฉพาะบทความไทยที่ปรากฏในวารสารไทยในปีที่ศูนย์ TCI ได้ดำเนินโครงการฯ คือปี 2017-2022 พบว่ามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นบทความที่ปรากฏในวารสารที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนปีละมากกว่า 2,200 บทความ ส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยในระดับโลก ส่วนในด้านคุณภาพ พบว่าบทความในวารสารไทยมีคุณภาพสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยพิจารณาจาก journal quartile ที่สูงขึ้นของวารสารในโครงการฯ กล่าวคือ มีวารสารไทยที่อยู่ใน Quartile 1 จำนวน 2 รายการ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการวารสารวิชาการไทย  รวมทั้งมีวารสารใน Quartile 2 จำนวน 7 รายการ Quartile 3 จำนวน 13 รายการ และ Quartile 4 จำนวน 24 รายการ ตามลำดับ การเพิ่มขึ้นของ Journal Quartile นี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพที่สูงขึ้นของบทความวิชาการไทยบนเวทีโลกได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ความเป็นมาและผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามโครงการฯ แก่วารสารจำนวน 8 รายการที่มีผลผลิตและผลการดำเนินงานโดดเด่นในช่วงระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 3 ประเภทรางวัล

1.รางวัล Most Improved Percentile Award จำนวน 3 วารสาร ได้แก่

– ABAC Journal ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยมี ดร.อัปสร มีสิงห์ เป็นบรรณาธิการวารสาร
– Journal of Population and Social Studies ของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ศ.เกียรติคุณ ดร.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา เป็นบรรณาธิการวารสาร
– rEFLections ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยมี ผศ.ธนิศร์ ตั้งกิจเจริญกุล  เป็นบรรณาธิการวารสาร

2. รางวัล High Citation Award จำนวน 3 วารสาร ได้แก่

– Applied Science and Engineering Progress ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยมี ศ. ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน เป็นบรรณาธิการวารสาร
– Environment and Natural Resources Journal ของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี รศ.ดร.เบญจภรณ์ ประภักดี เป็นบรรณาธิการวารสาร
– Current Applied Science and Technology ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง โดยมี รศ.ดร.ดุษณี ธนะบริพัฒน์ เป็นบรรณาธิการวารสาร

3. รางวัล TCI popularity Award จำนวน 2 วารสาร ได้แก่

– Thai Journal of Obstetrics and Gynaecology ของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย โดยมี ศ. นพ.วรพงศ์ ภู่พงศ์ เป็นบรรณาธิการวารสาร
– Trends in Sciences ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยมี รศ.ดร.พงษ์พิชิต จันทร์นุ้ย เป็นบรรณาธิการวารสาร

สพฐ.สั่ง ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ถอดบทเรียนปัญหาเด็กใช้ความรุนแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736944

สพฐ.สั่ง ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ถอดบทเรียนปัญหาเด็กใช้ความรุนแรง

สพฐ.สั่ง ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ถอดบทเรียนปัญหาเด็กใช้ความรุนแรง

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 11.51 น.

“สพฐ.”สั่ง ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ถอดบทเรียนจากปัญหาเด็กใช้ความรุนแรง และให้กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกับเพื่อนก่อนวิชาการ

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้กำชับให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ดูแลเรื่องพฤติกรรมเด็ก ซึ่งมีความผิดเพี้ยนไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้ง ความรุนแรงที่เด็กกระทำกับตัวเอง และการความรุนแรงที่เด็กกระทำกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน จนถึงขั้นมีการเสียชีวิต ซึ่งพบว่า มีปัญหาเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ดังนั้น จึงขอให้ทางเขตพื้นที่ฯ ไปถอดบทเรียนจากปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับรูปแบบโดยการให้เน้นกิจกรรมความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกับเพื่อนก่อนในช่วงแรก เพื่อให้เกิดความผูกพันธ์รักใคร่ เกิดความเป็นพี่น้อง  เพราะมองว่า การเน้นเรียนวิชาการทันทีที่เปิดภาคเรียนอาจไม่เหมาะสมกับบริบทการเรียนหลังโควิด-19 ที่ไม่ได้พบกันมา

“หลังเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ไปได้ระยะหนึ่งพบว่า มีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้นกับเด็กทั้งในและนอกโรงเรียนจำนวนมาก และมีสถานการณ์เพิ่มมากขึ้นจากเดิม ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีความรุนแรงเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตมากเท่าปัจจุบัน ส่วนจะเกิดมากขึ้นเพราะสาเหตุใดนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน โดยต้องวิเคราะห์และแก้ปัญหาเป็นรายบุคคล เรื่องนี้ต้องวางแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข กรมสุขภาพจิต เพื่อให้ครอบคุมและสามารถดำเนินการได้ตรงจุด” นายอัมพร กล่าว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ.ได้รายงานผลการเปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม ถึงวันที่ 6 มิถุนายน โดยสรุปมียอดผู้สมัครทั้งหมด 172,026 ราย ใน 205 เขตพื้นที่ฯ 63 กลุ่มวิชา อัตราว่างที่สามารถบรรจุแต่งตั้งได้ จำนวน 7,813 อัตรา โดยมีเขตพื้นที่ฯ ที่ไม่เปิดรับสมัครสอบ 41 แห่ง ภาพรวมการรับสมัครเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนปัญหาจากระบบการรับสมัคร ซึ่งกำหนด คำว่ากลุ่มวิชาเอก หรือทาง หรือสาขาวิชาเอก ทำให้บางเขตพื้นที่ฯ ที่เปิดรับสมัครมีการตีความที่แตกต่างกันนั้น ก็ทราบว่าได้มีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวปัญหาไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานที่รับสมัคร แต่อยู่ที่มหาวิทยาลัยที่ผู้สมัครจบการศึกษาไม่ได้ส่งหลักสูตรให้กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รับรอง จึงทำให้เมื่อมีการตรวจสอบเอกสารการรับสมัคร พบว่า กลุ่มวิชาเอก หรือสาขาวิชาเอก ที่สมัครไม่ตรงกับที่ ก.ค.ศ.รับรอง ทำให้ขาดคุณสมบัติการสมัคร ดังนั้น เรื่องนี้จึงขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยต้นสังกัด ซึ่งก็ได้ให้คำแนะนำไปว่า ควรส่งหลักสูตรให้สำนักงาน ก.ค.ศ.รับรองก่อนการสมัครผู้เรียน ส่วนรอบนี้ ก็คิดว่าผู้สมัครจะได้สิทธิสอบทุกคน เพราะทราบว่า ทางสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ประชุมเฉพาะกิจเพื่อรับรองหลักสูตรให้เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดสอบในวันที่ 24 – 25 มิถุนายน นี้ ตนได้ย้ำให้เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการจัดสอบ ให้มีความเป็นธรรมาภิบาล โปร่งใส ไม่ให้มีปัญหาเรื่องการทุจริต

มจธ.-โอสถสภา-หัวเว่ย จับมือ สร้างวิศวกร AI รองรับอุตสาหกรรม 4.0

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736797

มจธ.-โอสถสภา-หัวเว่ย จับมือ  สร้างวิศวกร AI รองรับอุตสาหกรรม 4.0

มจธ.-โอสถสภา-หัวเว่ย จับมือ สร้างวิศวกร AI รองรับอุตสาหกรรม 4.0

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และนายนุกิจ ชลคุป Chief Manufacturing Officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางด้านวิชาการและออกแบบหลักสูตรวิศวกรรมระบบอัจฉริยะ (Intelligence Systems Engineering : ISE) พร้อมด้วย ศ.ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุล ที่ปรึกษา มจธ.(ราชบุรี) และตัวแทนจากบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ร่วมเป็นสักขีพยาน

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ.กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีกำลังคนด้าน AI ไม่เพียงพอประกอบกับอุตสาหกรรมในประเทศกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป จึงมีความต้องการบุคลากรด้าน AI เข้าไปช่วยพัฒนาและดูแลระบบ หากไม่เร่งผลิตบุคลากรด้านนี้ ในระยะยาว จะมีปัญหาเรื่องกำลังคนอย่างแน่นอน อุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยียุค 3.0 และกำลังต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นเทคโนโลยี 4.0 หากเราสามารถสร้างคนที่มีทักษะ และมีประสบการณ์ทำงานด้าน AI กับภาคอุตสาหกรรมเข้าไปเติมในจุดนี้ นอกจากจะช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้อย่างเหมาะสมแล้ว ยังเป็นประโยชน์สูงสุด ทั้งกับตัวผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมของไทยโดยรวม หลักสูตรวิศวกรรมระบบอัจฉริยะ (Intelligence Systems Engineering: ISE) สามารถพัฒนาให้นักศึกษามีคุณลักษณะและความสามารถตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ

ศ.ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุล ที่ปรึกษา มจธ.(ราชบุรี) และประธานหลักสูตร ISE กล่าวว่า ภายใต้หลักสูตรนี้ นักศึกษาจะมีความรู้และทักษะทั้งทางด้านวิศวกรรม อุตสาหกรรมและปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงเครื่องมืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น IoT และ Cloud เพราะเป็นการเรียนรู้แบบพหุวิทยาการที่ส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ การประยุกต์และความคิดสร้างสรรค์ ให้เขาได้ใช้ความรู้ทางวิศวกรรมระบบในสาขาเครื่องกล ไฟฟ้า พลังงานและเคมี และชีวภาพ มาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาหรือความต้องการของผู้ประกอบการได้จริง รวมถึงมีการฝึกปฏิบัติงานร่วมกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

เป้าหมายของหลักสูตร คือ “ผลิตนักเทคโนโลยี AI” หรือ “วิศวกร AI” โดยจุดเด่นของหลักสูตร คือ นักศึกษาได้ปฏิบัติงานกับโรงงานอุตสาหกรรมจริง ในโรงงานของโอสถสภา ผ่านการใช้งานเครื่องจักรกล และเทคโนโลยีด้าน AI และ IoT ระดับสูงของโอสถสภา เทคโนโลยีระดับโลกตั้งแต่ปี 1 การศึกษาจะไม่จำกัดเฉพาะทฤษฎีเท่านั้น แต่เรียนกับเทคโนโลยีและโจทย์ปัญหาจริงจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ที่จบจากหลักสูตร ISE นี้ จะสามารถนำเครื่องมือและเทคโนโลยี AI ไปใช้กับงานของตนเอง ซึ่งนอกจากในโรงงานแล้ว ยังประกอบอาชีพอื่นๆ ได้ เช่น ด้านการเกษตร Smart Farming ยานยนต์อัตโนมัติ เป็นต้น

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางฯ ศศินทร์ รับรางวัลผลงานดีเด่นสาขาสังคมศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736796

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางฯ ศศินทร์  รับรางวัลผลงานดีเด่นสาขาสังคมศาสตร์

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางฯ ศศินทร์ รับรางวัลผลงานดีเด่นสาขาสังคมศาสตร์

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่องานวิจัยด้านบรรษัทภิบาลและการเงินเชิงพฤติกรรม Sasin School of Management (สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) รับรางวัลศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Center of Excellence) ที่มีผลงานดีเด่นสาขาสังคมศาสตร์ จากกองทุนรัชดาภิเษกสมโภช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยมี รศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส หัวหน้าศูนย์ฯ เป็นตัวแทนเข้ารับมอบรางวัล

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางฯ มีเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์นวัตกรรมและองค์ความรู้ทางการศึกษาและวิจัยด้านการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้ทางธุรกิจโดยเฉพาะด้านธุรกิจและการเงิน และเพื่อสร้างโอกาสให้กับภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาประเทศไทยไปสู่สังคมที่เข้มแข็งยั่งยืน

ม.เกษตรฯ ทศวรรษ 9 พร้อมเป็น ‘University at a marketplace’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736799

ม.เกษตรฯ ทศวรรษ 9 พร้อมเป็น  ‘University at a marketplace’

ม.เกษตรฯ ทศวรรษ 9 พร้อมเป็น ‘University at a marketplace’

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 80 ปีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการเฉลิมฉลองด้วยการเปิดตัวภาพยนตร์สั้น “KUniverse” เพื่อโชว์ตัวตนความเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมดึงนิสิตปัจจุบันและนิสิตเก่าชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวสร้างสรรค์ศาสตร์แห่งแผ่นดินในภาพยนตร์ดังกล่าว และการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 9 มก. จะดำเนินโครงการภายใต้ชื่อ KUniverse คือการบูรณาการการเรียนรู้ในรูปแบบที่แตกต่าง โดยให้เกษตรกรและนิสิตสร้างการเรียนรู้ร่วมกันบนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่นำงานวิจัย และนวัตกรรมมาผนวกรวมกัน โดยใช้สินค้าและบริการเป็นฐานในการเรียนรู้ ซึ่งจะพัฒนาเกษตรกรและนิสิตสู่การเป็นผู้ประกอบการและนวัตกรรม อีกทั้งต่อยอดสู่การเป็น University at a marketplace หรือ แหล่งการตลาดสินค้าพรีเมียม เพราะตลอด 80 ปีที่ผ่านมา มก.ได้นำองค์ความรู้ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ศาสตร์พระราชาศาสตร์ชุมชนและศาสตร์สากล มาวางแนวทางพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ บูรณาการผ่านโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ร่วมกับองค์ความรู้ของไทยทั้งด้านเกษตร หัตถกรรม ศิลปวัฒนธรรม และความรู้สากลจากต่างประเทศ นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ในส่วนของนักศึกษา ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความสุขให้กับนิสิต ใน 12 มิติ อาทิ Proud to be KU ที่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ ความภาคภูมิใจให้กับนิสิตใหม่ที่ก้าวเข้ามาในรั้วสถาบันผ่านกิจกรรม และแนวทางการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข KU Happy Place การเพิ่มพื้นที่และผู้ให้คำปรึกษาการใช้ชีวิต และสุขภาพจิตใจให้กับนิสิตในทุกชั้นปี รวมถึงการมีพื้นที่ที่ทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงความเท่าเทียม SDGs KU การตอกย้ำแนวทางด้านความยั่งยืน เช่น ผลงานนวัตกรรมของนิสิต พื้นที่สีเขียว การลดปล่อยคาร์บอน และกระจายองค์ความรู้ที่สำคัญไปสู่ชุมชนโดยรอบและเครือข่าย Life of KU การสร้างบรรยากาศความสมดุลระหว่างชีวิตและการเรียนให้กลับมาเป็นปกติ ภายหลังสถานการณ์โรคระบาด APSSA KU การผลักดันผลงานนิสิตที่มีความโดดเด่นเช่นในเชิงงานวิจัย วิชาการ นวัตกรรมไปสู่เวทีที่สำคัญระดับโลก และ SDKU พื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงาน สถาบัน เพื่อให้ระบบการศึกษาสอดรับกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นต้น

ดร.จงรัก กล่าวเพิ่มเติมว่า มก.ได้บูรณาการความรู้ทางเกษตรต่อยอดไปสู่การเรียนการสอนทางด้านสุขภาพ โดยได้จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะเปิดรับนิสิตในปีการศึกษา 2567 และได้สร้างโรงพยาบาลที่ทันสมัยและโดดเด่นในเรื่องของเวชศาสตร์การเกษตรเรื่องของสัตว์สู่คน มาพร้อมนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบสนองความต้องการด้านสาธารณสุขของประชาชน นอกจากนี้ ในปีการศึกษา 2568 จะเปิดคณะพยาบาลศาสตร์ เพื่อรองรับการเติบโตของการเรียนการสอนด้านสุขภาพอย่างครบวงจร

ปัจจุบัน มก. เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) อันดับ1ของประเทศไทยสองปีซ้อนมีความพร้อมที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้มีความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยทำให้ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการดูดซับอยู่ในปริมาณที่เท่ากัน เพื่อลดปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change) ที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน โดยจากนี้ไปอีก 12 ปี หรือในปี ค.ศ.2035 คาดว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนเต็มตัว และดำเนินการเต็มที่ใน 33,000 ไร่ และพื้นที่ป่าอีก 13,000 ไร่ เพื่อทำให้ป่าเหล่านั้นมีประสิทธิภาพในการดูดซับให้มากที่สุด

นักวิทย์ให้ความรู้แสงซินโครตรอน กับงานวิจัยการแพทย์ ม.มหิดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736805

นักวิทย์ให้ความรู้แสงซินโครตรอน  กับงานวิจัยการแพทย์ ม.มหิดล

นักวิทย์ให้ความรู้แสงซินโครตรอน กับงานวิจัยการแพทย์ ม.มหิดล

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ต้อนรับคณะนักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ที่มานำเสนอความรู้การใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนกับงานวิจัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข ชูตัวอย่างงานวิจัยการแพทย์จากการประยุกต์ใช้แสงซินโครตรอนที่ไม่สามารถทำได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการทั่วไป โดยมีผู้รับฟังบรรยายทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบออนไลน์กว่า 60 คน เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ศาลายา จ.นครปฐม

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ได้ตามเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงนำคณะกรรมการรางวัลนานาชาติมูลนิธิสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ไปยังสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และได้เห็นประโยชน์อย่างยิ่งของแสงซินโครตรอน จึงอยากให้บุคลากรของมหิดลได้รู้จักเทคโนโลยีนี้และมีโอกาสใช้แสงซินโครตรอนเพื่อประโยชน์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

ผศ.ดร.ศุภกร รักใหม่ รองผู้อำนวยการ ปฏิบัติการและใช้ประโยชน์ระบบลำเลียงแสง สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า ตนเองพร้อมคณะนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯ ทั้งหมด 6 คน ได้เป็นวิทยากรในโครงการ Webinar เรื่อง “แสงซินโครตรอนกับงานวิจัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงการใช้ประโยชน์ของแสงซินโครตรอนกับงานวิจัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนนั้นถือเป็นเครื่องผลิตคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดเดียวในโลก ที่ให้แสงความยาวคลื่นต่อเนื่อง ตั้งแต่รังสีอินฟราเรด แสงที่ตามองเห็น รังสียูวี และรังสีเอกซ์ และผลิตแสงที่มีความเข้มมากกว่า และใช้ทำอะไรได้มากกว่าแสงจากเครื่องมือในห้องปฏิบัติการทั่วไป

ผศ.ดร.ศุภกร กล่าวต่อไปว่า ตัวอย่างการใช้แสงซินโครตรอนในงานวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข เช่น การใช้แสงซินโครตรอนวิเคราะห์โครงสร้างยาที่มีความซับซ้อน หรือการตรวจหาสารหรือธาตุที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย และไม่สามารถใช้เครื่องในห้องปฏิบัติการทั่วไปได้ การวิเคราะห์หาสารพิษในอวัยวะต่างๆ ที่อาจเกิดจากการฝังโลหะในร่างกาย การวิเคราะห์แคลเซียมในกระดูกและฟันเพื่อการพัฒนากระดูกและฟันเทียม การใช้เทคนิคแสงซินโครตรอนศึกษาสารห่อหุ้ม mRNA เพื่อพัฒนาวัคซีน การใช้รังสีอินฟราเรดจากแสงซินโครตรอนดูระยะการแพร่ของมะเร็ง การวิเคราะห์สมองในส่วนที่เกิดการ
ตีบตัน การพัฒนาอุปกรณ์ไมโครฟลูอิดิกเพื่อการผลิตยาและวัคซีน การผลิตเข็มขนาดเล็กระดับไมโครเมตรเพื่อการให้ยาทางผิวหนังโดยไม่รู้สึกเจ็บ หรือการศึกษากระดูกด้วยเทคนิคโทโมกราฟีที่ให้รายละเอียดของภาพตัดขวางโดยไม่ต้องตัดเฉือนตัวอย่างและสามารถขึ้นรูปเป็นสามมิติได้ เป็นต้น