ม.อ. เผยผลวิจัย ผู้ป่วยโควิดที่ปอดอักเสบ เสี่ยงเป็นวัณโรคสูงถึง 7 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709772

ม.อ. เผยผลวิจัย ผู้ป่วยโควิดที่ปอดอักเสบ  เสี่ยงเป็นวัณโรคสูงถึง 7 เท่า

ม.อ. เผยผลวิจัย ผู้ป่วยโควิดที่ปอดอักเสบ เสี่ยงเป็นวัณโรคสูงถึง 7 เท่า

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.นพ.พลกฤต ขำวิชา อาจารย์ประจำสาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ตนเอง และศาสตราจารย์ นพ.วีระศักดิ์จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ประธานหลักสูตรสาขาวิชาระบาดวิทยา ร่วมดำเนินโครงการวิจัย “ในพื้นที่มีการระบาดของวัณโรค ผู้ป่วยปอดบวมจากโควิด-19 มีความเสี่ยงเป็นวัณโรคปอด” โดยได้รับการสนับสนุนข้อมูลการทำวิจัยจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และทุนวิจัยจาก National Institutes of Health (NIH) ประเทศสหรัฐอเมริกา ผลการวิจัยในครั้งนี้ พบว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 และมีอาการปอดอักเสบมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรคสูงถึง 7 เท่าของคนปกติ

ผลการวิจัยความเสี่ยงเป็นวัณโรคของผู้ป่วยโควิด-19 คณะวิจัยได้เริ่มเก็บข้อมูลการติดตามการกินยารักษาวัณโรคในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 12 ใน 7 จังหวัดภาคใต้ได้แก่ จังหวัดตรัง พัทลุง สตูล สงขลาปัตตานี นราธิวาส และยะลา โดยทดลองในผู้ป่วยกว่า 2 หมื่นคน จากประวัติการรักษาของผู้ป่วยที่เป็นอาสาสมัครทุกเคส ซึ่งมาจากผู้ป่วยวัณโรคส่วนใหญ่มักมีประวัติเคยรับการรักษาโควิด-19 แบบผู้ป่วยใน ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคนไทยประมาณ 1 ใน 3 มีการติดเชื้อวัณโรคแต่ไม่มีอาการใดๆ และไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นเรียกว่าเป็นวัณโรคแฝง และเมื่อนำข้อมูลการลงทะเบียนผู้ป่วยโรคโควิด-19และผู้ป่วยวัณโรคมาศึกษาย้อนหลัง เพื่อเปรียบเทียบอุบัติการณ์การเป็นวัณโรคปอดในผู้ป่วยปอดบวมจากโควิด-19 ที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว กับอุบัติการณ์การเป็นวัณโรคปอดในคนทั่วไปที่ไม่ติดโควิด-19 โดยจากการติดตามข้อมูลผู้ป่วยทุกรายอย่างน้อย 6 เดือน พบว่าผู้ป่วยปอดบวมจากโควิด-19 หลังได้รับการรักษาจนหายดีและออกจากโรงพยาบาลแล้ว จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นวัณโรคปอดได้มากกว่าคนทั่วไป

ทั้งนี้ ผลวิจัยความเสี่ยงเป็นวัณโรคของผู้ป่วยโควิด-19 ของ ม.อ.ได้รับการตีพิมพ์ใน วารสารทางการแพทย์ eClinicalMedicine โดยผลวิจัยยังสะท้อนถึงประเทศไทยยังเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดของวัณโรค แม้ในปัจจุบันจะเป็นโรคติดเชื้อที่ไม่ได้พบได้บ่อย เพราะภูมิคุ้มกันของคนปกติทั่วไปสามารถควบคุมวัณโรคไม่ให้ก่อโรคได้ ทำให้มีข้อบ่งชี้ว่า โรคโควิด-19 อาจทำให้คนที่ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง จากความล้าของภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะเคสที่มีปอดบวมร่วมด้วย ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นวัณโรคมากกว่าคนทั่วไป

ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจครู-นักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709773

ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจครู-นักเรียน

ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจครู-นักเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 พร้อมด้วย นายกิตติพงษ์ โปร่งเจริญ นางนุชสรา ทองดอนคำ รอง ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 คณะศึกษานิเทศก์ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้บริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียนในการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติ ภาคเหนือ ครั้งที่ 70 ปีการศึกษา 2565 เมื่อต้นกุมภาพันธ์ 2566 ณ จังหวัดน่าน

‘คุณหญิงกัลยา’ นำคณะผู้แทนไทย ร่วมประชุมสภาซีเมค ฟิลิปปินส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709777

‘คุณหญิงกัลยา’ นำคณะผู้แทนไทย  ร่วมประชุมสภาซีเมค ฟิลิปปินส์

‘คุณหญิงกัลยา’ นำคณะผู้แทนไทย ร่วมประชุมสภาซีเมค ฟิลิปปินส์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วยนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการนายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ พร้อมคณะ เตรียมเข้าร่วมการประชุมสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สภาซีเมค) ครั้งที่ 52 (52nd SEAMEO Council Conference – SEAMEC) ระหว่างวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ 2566 ณ Edsa Shangri-La Hotel กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

สำหรับการประชุมสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สภาซีเมค) นี้เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีศึกษาของประเทศสมาชิก ซีมีโอ (Southeast Asian Ministers of Education Organization – SEAMEO) จำนวน 11 ประเทศ คือ บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และติมอร์ เลสเต โดยดร.คุณหญิงกัลยา จะได้ร่วมหารือประเด็นสำคัญตามวาระการประชุม พร้อมทั้งรับรองร่างข้อมติของการประชุมวาระเฉพาะและการประชุมเต็มคณะ รวมถึงการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ระดับรัฐมนตรีศึกษาของซีมีโอ

ทั้งนี้การประชุมสภาซีเมคเป็นการประชุมของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นทุก 2 ปี ผู้เข้าประชุมประกอบด้วย รัฐมนตรีศึกษาของประเทศสมาชิก 11 ประเทศ สมาชิกสมทบ 9 ประเทศ และหน่วยงานที่เป็นสมาชิกสมทบ 7 แห่ง รวมทั้งเครือข่าย/ศูนย์ระดับภูมิภาคของซีมีโอและองค์การระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายการศึกษาภายใต้กรอบความร่วมมือซีมีโอ รับทราบความก้าวหน้า ผลสำเร็จ และปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางในการพัฒนาความร่วมมือทางการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมระหว่างประเทศสมาชิกซีมีโอ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้านการศึกษาในภูมิภาค

มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมไทย สู่มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709778

มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมไทย สู่มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมโลก

มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมไทย สู่มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จากการที่รัฐบาลไทยได้มีนโยบายผลักดันให้วัฒนธรรม ที่มีรากฐานจากทุนทางวัฒนธรรมอันยาวนานของชนชาติไทย เพื่อให้ชาวต่างชาติได้รู้จักประเทศไทย ชื่นชอบคนไทย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ นำเม็ดเงินเข้าประเทศเสมอมานั้น ที่ผ่านมาถือว่ารัฐบาลทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว

บทพิสูจน์ที่เห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่การจัดอันดับประเทศที่มีมรดกวัฒนธรรมที่ดีที่สุดประจำปี 2564 (Best Countries Heritage 2021) โดย the BAV Group และ the Wharton School of the University of Pennsylvania ประเทศไทยได้อันดับ 7 ของโลก ในการจัดอันดับด้านมรดกทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ประเทศไทยได้อันดับ 1 ของอาเซียน ซึ่งประเมินจาก 5 ปัจจัย คือ การเข้าถึงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ความดีเลิศด้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม และสถานที่ท่องเที่ยวด้านภูมิศาสตร์

“มรดกทางวัฒนธรรม” ตามหลักสากล แบ่งเป็นสองประเภท คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ (Tangible Cultural Heritage) เช่น โบราณวัตถุ โบราณสถาน แหล่งโบราณคดี งานจิตรกรรม เป็นต้น และมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) หรือตามกฎหมายไทยที่เรียกว่า “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” ได้แก่ ภาษา ศิลปะการแสดง งานช่างฝีมือดั้งเดิม เป็นต้น

เมื่อโลกก้าวสู่ยุคใหม่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้การเคลื่อนย้ายทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นได้รวดเร็วช่วงเวลาเพียงพริบตา ภูมิปัญญาวัฒนธรรมดั้งเดิมของผู้คนหลายกลุ่มชาติพันธุ์บนโลก ถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมจากประเทศอื่นที่มีการสื่อสารด้านวัฒนธรรมที่เก่งกว่า ส่งผลให้เกิดสูญหายถูกกลืนกิน แม้กระทั่งละเลยไม่เห็นคุณค่า ซึ่งยูเนสโกได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงร่วมกับชาติต่างๆ จัดทำ “อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” (Convention for the Safeguarding of theIntangible Culture Heritage) ในปี 2549 ส่วนประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกลำดับที่ 171 ในวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2559 และได้มีการตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 ขึ้นในปีเดียวกันนั้นเอง

ก่อนจะไปต่อ ขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ (Intangible Cultural Heritage – ICH) ไม่ได้มีความหมายเดียวกับมรดกโลก(World Heritage site) UNESCO ได้แยกหมวดหมู่ไว้ชัดเจนว่า มรดกโลกใช้เรียกเฉพาะสถานที่ เช่น แหล่งโบราณคดี, อุทยานประวัติศาสตร์, อุทยานแห่งชาติ เป็นต้น ส่วน “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” ใช้เรียกเฉพาะหมวดหมู่ในวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่ก็มีคุณค่าเทียบเท่า “มรดกโลก”

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทยที่ขึ้นทะเบียนกับ UNESCO มีทั้งหมด 7 สาขา ได้แก่ 1.สาขาศิลปะการแสดงตัวอย่างเช่น ซอล้านนา หมอลำกลอน เพลงโคราช โขน หนังใหญ่ ละครชาตรี ปี่พาทย์ หุ่นกระบอก ฟ้อนนกกิงกะหร่า
ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา 2.งานช่างฝีมือดั้งเดิม ซิ่นตีนจก ผ้ามัดหมี่ ผ้าทอไทลื้อ ผ้าทอกะเหรี่ยง ก่องข้าวดอก เครื่องจักสานย่านลิเภา มีดอรัญญิกขันลงหินบ้านบุ เครื่องมุกไทย โคมล้านนาสัตตภัณฑ์ล้านนา ช่างแทงหยวก3.วรรณกรรมพื้นบ้าน นิทานตาม่องลายนิทานพระรถเมรี ตำนานพระร่วง ตำนานพระธาตุดอยตุง ตำนานปู่แสะย่าแสะ บททำขวัญช้าง ตำราพรหมชาติ ปักขทืนล้านนา 4.กีฬาภูมิปัญญาไทย มวยไทย ว่าวไทย ตะกร้อ หมากเก็บ หมากรุกไทยมวยตับจาก วิ่งควาย แข่งเรือ มวยโบราณสกลนคร ตาเขย่งหรือตังเต 5.แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล สงกรานต์ ลอยกระทง เทศน์มหาชาติ ทำขวัญข้าว การผูกเสี่ยวประเพณีสลากย้อมเมืองลำพูน ประเพณีบุญบั้งไฟ ประเพณีการละเล่นผีตาโขน พิธีทำขวัญนาค 6.ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล น้ำปลาไทย ฤๅษีดัดตน ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวาน อาหารบาบ๋า มังคุดคัด เมี่ยงคำ ข้าวหอมมะลิ ปลากัดไทยแมวไทย การย่างไฟ ลูกประคบ ภูมิปัญญา การทำเหมืองฝาย และ 7.ภาษาอักษรธรรมอีสาน อักษรธรรมล้านนา ภาษาญ้อ ภาษาพวน ภาษาบีซู ภาษามอแกน

ในปี 2566 “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” ของประเทศไทย ยังมีอีกหลายรายการเตรียมพิจารณาลงทะเบียนกับองค์การ UNESCO อย่างมวยไทย, ผีตาโขน, กัญชาไทย, อาหารไทย (ข้าวแกง) และข้าวเหนียวมะม่วง

จากการที่ไทยได้รับจัดอันดับประเทศที่มีมรดกวัฒนธรรมที่ดีและน่าสนใจ อันดับต้นๆ ก็มีส่วนจากที่ กระทรวงวัฒนธรรมขยันขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เหมือนเป็นการการันตีให้โลกรู้ว่าไทยเรานี้มีของดีมากมาย ร่วมกับทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจ ผลักดันให้วัฒนธรรมไทยไปสู่ชาวโลกเสมอมา จึงนำมาซึ่งชื่อเสียงทางมิติสังคมและรายได้ทางมิติเศรษฐกิจได้ค่อนข้างประสบผลสำเร็จ

อธิการบดี เยี่ยมชม วิทยาลัยโลจิสติกส์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709774

อธิการบดี เยี่ยมชม วิทยาลัยโลจิสติกส์ฯ

อธิการบดี เยี่ยมชม วิทยาลัยโลจิสติกส์ฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการดิจิทัลซัพพลายเชน Digital
Supply Chain Laboratory เพื่อชมเทคโนโลยีใหม่ที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน อาทิ หุ่นยนต์โลจิสติกส์อัจฉริยะ รวมถึงระบบคลังสินค้าอัตโนมัติด้วย AGV/AMR ห้องปฏิบัติการดิจิทัลซัพพลายเชน(Digital Supply Chain Laboratory) และห้องบอร์ดเกมซัพพลายเชน โดยนวัตกรรมเหล่านี้คิดค้นและสร้างโดยทีมคณาจารย์และนักศึกษาของ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

ม.มหิดลมอบรางวัลศิษย์เก่า ผู้ได้รับรางวัล ‘มหิดลทยากร’ ปี2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709776

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบรางวัล “มหิดลทยากร” ประจำปี 2565 ให้แก่ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีคุณธรรม และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ บำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม และประสบผลสำเร็จทางด้านวิชาการและการดำรงชีวิตรวมทั้ง สร้างประโยชน์ให้กับสังคม ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ทั้งสิ้น 8 รายชื่อ ได้แก่ คุณหญิงกรกช มีเพียร คณะพยาบาลศาสตร์,รองศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ ศิวะเดชาเทพ คณะสาธารณสุขศาสตร์,ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประมุข มุทิรางกูรคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล,ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ เปรมปรีดิ์ คณะวิทยาศาสตร์, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์วินิต พัวประดิษฐ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, ดร.สามารถ รัตนสาคร วิทยาลัยราชสุดา และพลอากาศเอก นายแพทย์อวยชัย เปลื้องประสิทธิ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

การมอบรางวัล “มหิดลทยากร” จะมีขึ้นในงาน 54 ปี วันพระราชทานนาม135 ปีมหาวิทยาลัยมหิดล วันที่ 2 มีนาคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พร้อมกันนี้จะมีพิธีมอบรางวัลคนดีศรีมหิดล รางวัลอาจารย์ตัวอย่าง รางวัลผู้มีผลงานการประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรฯ รางวัล MU Researcher of the Year 2023 รางวัลข้าราชการลูกจ้าง และพนักงานมหาวิทยาลัยดีเด่น และมอบเข็มเครื่องหมายมหาวิทยาลัยมหิดล

หวด‘ครูเพชรบูรณ์’กล้อนผมนักเรียน ‘ตรีนุช’ซัดไม่ถูกต้อง ตั้งกรรมการสอบแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709704

หวด‘ครูเพชรบูรณ์’กล้อนผมนักเรียน ‘ตรีนุช’ซัดไม่ถูกต้อง ตั้งกรรมการสอบแล้ว

หวด‘ครูเพชรบูรณ์’กล้อนผมนักเรียน ‘ตรีนุช’ซัดไม่ถูกต้อง ตั้งกรรมการสอบแล้ว

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 14.25 น.

‘ตรีนุช’ จี้ ‘ผอ.สพม.’ เลย-หนองบัวลำภู -ขอนแก่น เพิ่มมาตรการความปลอดภัย-โมเดลแก้โรคซึมเศร้า ทรงผมนักเรียน

8 กุมภาพันธ์ 2566 ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น(สพม.ขอนแก่น) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย-หนองบัวลำภู (ผอ.สพม.เลย-หนองบัวลำภู) และผอ.สพม.ขอนแก่น รวมถึงผู้บริหารการศึกษาและผอ.โรงเรียน เพื่อมอบนโยบายและเน้นย้ำมาตรการเรื่องความปลอดภัยของนักเรียน ทรงผมนักเรียน โดยมีนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะผู้บริหาร ศธ.เข้าร่วมประชุมด้วย

น.ส.ตรีนุช กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ได้กำชับให้เพิ่มความระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยในการจัดกิจกรรมต่าง ๆในทุกมิติ และต้องมีแผนเผชิญเหตุ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นแล้วการแก้ไขก็ต้องรวดเร็วฉับไวมากกว่านี้ โดยเขตพื้นที่ฯจะต้องลงไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับเด็กและครอบครัวของเด็กอย่างรวดเร็ว เพื่อลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น และทางเขตพื้นที่ฯและโรงเรียนจะต้องมีการประเมินความเสี่ยงว่าในเขตพื้นที่ฯหรือโรงเรียนของเราอย่างเข้มข้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด นอกจากนี้ได้ให้หามาตรการในการแก้ไขปัญหาภาวะซึงเศร้าของนักเรียนเนื่องจากประสบปัญหาสังคมและปัญหารอบครัว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ มีโครงการ 1 โรงเรียน 1 ครูอนามัย ซึ่งก็ทำอยู่ดังนั้น จึงกำชับให้เขตพื้นที่การศึกษาเฝ้าระวังกลุ่มเด็กเปาะบางที่มีภาวะซึงเศร้าและให้ประสารกับทางสาธารณสุขพื้นที่คอยดูแลนักเรียนกลุ่มเปาะบางให้สามารถเรียนหนังสือและอยู่ในสังคมได้

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ได้เน้นย้ำถึงการยกเลิกระเบียบ ศธ.ที่เกี่ยวกับทรงผมนักเรียน เพื่อกระจายอำนาจให้สถานศึกษาร่วมกับผู้เกี่ยวข้องออกกฎระเบียบทรงผมเป็นของแต่ละโรงเรียนเอง ส่วนที่ใดเห็นว่าดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ที่ใดอยากปรับก็มีความยืดหยุ่นเหมาะกับพื้นที่หรือวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้นก็สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยมีคณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมในการช่วยพิจารณาแก้ไข จึงขอให้ทางสำนักงานเขตพื้นที่ฯช่วยสร้างการรับรู้กับสถานศึกษาในเขตพื้นที่ของนะเองรับทราบถึงแนวปฏิบัติมากยิ่งขึ้น

“ส่วนกรณีครูโรงเรียนใน จ.เพชรบูรณ์ จับกรรไกรกล้อนผมนักเรียนหน้าเสาธง จนผมแหว่งไม่น่าดู เศษผมตกเกลื่อนลานหน้าเสาธงของโรงเรียนนั้น สิ่งที่ครูปฏิบัติแบบนั้นไม่เหมาะสมอยู่แล้ว เพราะ ศธ. มีแนวทางการลงโทษนักเรียนตามระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา พ.ศ. 2548 เพียง 4 อย่างเท่านั้น ได้แก่ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนประพฤติ และทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หากเด็กทำอะไรผิดลงโทษ ตามขั้นตอนแต่การที่ครูไปกล้อนผมเด็กนั้นไม่ควรและเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งขณะนี้ทางเขตพื้นที่ฯ ได้ตั้งคณะกรรมการฯสอบครูรายดังกล่าวแล้ว คาดว่าภายใน 2-3 วันจะทราบผล และเมื่อผลออกมาแล้วก็ให้ปฏิบัติตามระเบียบ ขอเน้นย้ำว่าครูทุกคน หากพบเด็กทำผิดระเบียบก็ควรจะปฏิบัติตามระเบียบ ไม่ควรไปกล้อนผมเด็ก” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า จากที่มีนักเรียนใน จ.ขอนแก่น โดดตึก เนื่องจากมีภาวะซึมเศร้านั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงรับนโยบายของ รมว.ศธ.ในการให้หวัดขอนแก่น เป็นโมเดลในการแก้ไขปัญหาโรคซึมเศร้าในวัยเรียนของนักเรียน โดยเฉพาะในโรงเรียนมัธยมทั้งหมดทั่วประเทศ โดยจะมีขบวนการในการสร้างการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานต่างๆ เช่น สาธารณสุขจังหวัด สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) มาร่วมสร้างแนวทางในการแก้ไขปัญหา จากนั้นจะมีการสำรวจว่าแต่ละพื้นที่มีนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มเปาะบางจำนวนเท่าใด และจะมีวิธีการเยียวยาป้องกันรักษาอย่างไร เพราะไม่อยากให้มีเด็กคนใดต้องเจ็บป่วยโรคซึมเศร้านี้ ซึ่งคิดว่าจะเป็นกันมากขึ้นทุกวัน ดังนั้นจึงต้องเร่งหาทางป้องกัน

“วิธีแก้ปัญหาเราคงตัดเสื้อตัวเดียวแล้วแก้ปัญหาทั้งประเทศไม่ได้ แต่เราอยากเห็นโมเดลกลาง เมื่อได้โมเดลแล้วก็ให้แต่ละเขตพื้นที่ฯนำไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพราะถ้าเราไม่มีโมเดลกลางเลยเราก็ไม่รู้ว่าต้นทุนที่จะทำนั้นคืออะไร” นายอัมพร กล่าว

‘ตรีนุช’ เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัว-นักเรียนถูกไฟไหม้ในกิจกรรมลูกเสือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709687

'ตรีนุช' เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัว-นักเรียนถูกไฟไหม้ในกิจกรรมลูกเสือ

‘ตรีนุช’ เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัว-นักเรียนถูกไฟไหม้ในกิจกรรมลูกเสือ

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 13.11 น.

เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อม นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  และคณะผู้บริหาร  ได้เดินทางไปให้กำลังใจผู้ปกครองและเยี่ยมนักเรียนจำนวน 5 ราย ที่ถูกไฟไหม้ขณะเข้าค่ายลูกเสือ ของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งขณะนี้เข้าพักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น และโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น จ.ขอนแก่น 

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า หลังจากที่ทราบข่าวที่เกิดขึ้น ตนก็ได้สั่งการให้ดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบเหตุไฟไหม้ และวันนี้ตนและผู้บริหารกระทรวงก็ได้มาให้กำลังใจกับครอบครัวของนักเรียน และนักเรียนที่ประสบเหตุไฟไหม้ พร้อมได้ประสานงานในการช่วยเหลือครอบครัวของนักเรียนทั้ง 5 ครอบครัว ทั้งนี้  จากการสอบถามแพทย์เกี่ยวกับอาการของนักเรียนที่ประสบเหตุ เบื้องต้นทราบว่าร่างกายบาดเจ็บประมาณ 45% ส่วนอวัยวะภายในของนักเรียนยังปลอดภัยดีอยู่ แต่ต้องรักษาแผลภายนอก  อย่างไรก็ตาม ศธ.จะดูแลช่วยเหลือครอบครัวนักเรียนรวมถึงตัวนักเรียนทั้ง 5 คน พร้อมกับประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกานดูแล และการฟื้นฟูหลังกลับไปอยู่บ้านจนกว่าเด็กจะสามารถกลับไปเรียนที่โรงเรียนได้ตามปกติ 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า วันนี้นอกจากมาให้กำลังใจครอบครัวของนักเรียนและเยี่ยมอาการของนักเรียนแล้ว ตนจะประชุมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา หนองบัวลำภู และผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พร้อมกำชับบนโยบาย เพราะ ศธ.เน้นย้ำนเรื่องความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสำคัญมาโดยตลอด และเหตุการณ์แบบนี้ต้องไม่ควรเกิดขึ้นอีก  ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะด้วยเหตุที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ของครู หรือเหตุใดก็ตาม  แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีมาตรการในการดูแลและการให้ความช่วยเหลือต่างๆต้องมีความรวดเร็ว  เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงไปมากกว่านี้  โดยตนจะได้กำชับให้เขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียนทบทวนมาตรการป้องกันในการสร้างความปลอดภัยให้ชัดเจนอีกครั้ง

“ส่วนจะให้มีการทบทวนเรื่องการเข้าค่ายลูกเสือหรือไม่  มองว่าต้องแยกกัน การเข้าค่ายเป็นเรื่องของการพัฒนาเด็กในหลายๆมิติ ทั้งการเป็นผู้นำ การช่วยเหลือตนเอง เพียงแต่ขบวนการและรายละเอียดในการจัดกิจกรรมจะต้องระมัดระวัง และมีความรอบคอบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีความเสี่ยง เช่น กิจกรรมรอบกองไฟ กิจกรรมอยู่ในพื้นที่สูง อาจจะเกิดอันตรายได้ ดังนั้นกิจกรรมที่มีความสเสี่ยงจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยกำกับดูแล  ส่วนผู้บริหารและครูก็จะต้องรอบคอบมากขึ้น และสอบถามผู้รู้ให้ดี ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด แต่หากเกิดเหตุการขึ่นก็จะต้องมีกลไกในการแก้ไขปัญหาให้ทันต่อเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว”  รมว.ศธ. กล่าว 

ขณะที่ นายอัมพร กล่าวเพิ่มเติมว่า  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ ซึ่งจัดเป็นปกติอยู่แล้ว และเหตุที่เกิดมาจากกิจกรรมรอบกองไฟ  จึงต้องมีการจุดไฟ  และจากการสืบข้อเท็จจริงแล้วพบว่าเตรียมน้ำมันโซล่าเพืาอจุดไฟไว้ั้งแต่กลางวัน  แต่พอจะจุดไฟจุดไม่ติด  จึงไปนำแอลกอฮอล์มาช่วยจุดไฟ  ซึ่งรงนี้อาจจะไม่ได้ระมัดระวังเท่าที่ควร จึงเกิดปัญหาข้อผิดพลาดขึ้นเป็นเหตุให้ไฟไหม้นักเรียน  ซึ่งการเรียนลูกเสือสมัยใหม่ เราไม่เน้นให้จุดไฟจากไม้อยู่แล้ว เราต้องการให้ใช้ไฟเทียมแทน ดังนั้นต่อไป สพฐ. จะหามาตรการและแจ้งให้โรงเรียนถือปฏิบัติต่อไป 

“ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เกือบจะสรุปได้แล้ว รอให้คณะกรรมการสืบข้อเท็จริงสรุปและรายงานมาว่าความผิดมาจากการเจตนาหรืออะไร” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว 

ด้านนางเสา  ไชยยะ  มารดาของ ด.ช.สุวัฒชัย ผงทอง กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจที่ทุกฝ่ายให้ความช่วยเหลือ มีกำลังในดีขึ้นกว่าวันแรกที่รู้ว่าลูกโดนไฟคลอก ส่วนอาการของลูกตอนนี้หมอบอกว่าต้องรอให้น้องหายใจเองได้ก่อน ถึงจะปลอดภัย อีกประมาณ 2 สัปดาห์อาการอาจจะดีขึ้น.-008

‘บิ๊กป้อม’หารือ’ออทคิวบา’ดึงความร่วมมือส่งเด็กไทยเรียนต่อแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709663

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.04 น.

“พล.อ.ประวิตร” หารือ ออทคิวบา แข็งขันสานต่อดึงความร่วมมือส่งเด็กไทยเรียนต่อแพทย์ 3,000 คน เล็งนำร่อง 500 คน ในพื้นที่ จชต.

เมื่อเวลา 09.30 น.ทำเนียบฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ นายเอกเตอร์ กอนเด อัลเมย์ดา  ออท. สาธารณรัฐคิวบา เข้าเยี่ยมคำนับ ณ ห้องรับรองทำเนียบรัฐบาล  โดยทั้งสองฝ่าย ได้ชื่มความสัมพันธ์และความก้าวหน้าของความร่วมมือทั้งสองประเทศด้านต่างๆ เช่น สาธารณสุขและการวิจัยทางการแพทย์ กีฬา วิชาการ โดยเฉพาะเฉพาะมิติด้านสาธารณสุข และเห็นพ้องร่วมกันที่จะสานต่อและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันให้ใกล้ชิดและครอบคลุมหลายมิติมากขึ้น 

พล.อ.ประวิตร กล่าวถึง ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ จชต.ต่อเนื่องที่ผ่านมา ส่งผลให้เด็กและเยาวชน ขาดโอกาสทางด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุขและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแก้ปัญหาดังกล่าวต่อเนื่องมา  และยินดีอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลคิวบาโดย สถาบัน อิก-ร่า เข้ามาร่วมพิจารณาสนับสนุนทุนการศึกษาด้านการแพทย์แก่นักเรียนไทยที่เรียนดีทั่วประเทศ จำนวน 3,000 ทุน โดยเร่งนำร่องกับเด็กเรียนดีในพื้นที่ จชต. 5 จว.รวม 1000 ทุน เพื่อให้มีแพทย์ประจำโรงพยาบาลตำบลในพื้นที่  ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลด้านสาธารณสุข ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตบุคลากรด้านการแพทย์ที่ยังขาดแคลนอยู่  พร้อมขอบคุณการทำหน้าที่อย่างแข็งขันของ นายเอกเตอร์ฯ และฝากสานต่อการทำงานร่วมกันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

นายเอกเตอร์ กล่าวว่า รัฐบาลคิวบา พร้อมร่วมมือและให้การสนับสนุน การผลิตบุคลากรด้านสาธารณสุข รวมทั้งสาขาวิชาต่างๆในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท โดยเตรียการสอนภาษาสเปนรองรับ มุ่งเน้นผลิตแพทย์ที่มีคุณธรรม จริยธรรม ยึดหลักมนุษยธรรม เพื่อชุมชน และถือเป็นประวัติศาสตร์ฉลองความสัมพันธ์ แน่นแฟ้น 65 ปี และถือเป็นทูตสันถวไมตรีร่วมกัน

‘ตรีนุช’ ย้ำสถานศึกษาตรวจเข้ม หลังรุ่นพี่ ป.5 หลอกให้น้อง ป.1 กิน กินน้ำกระท่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709410

'ตรีนุช' ย้ำสถานศึกษาตรวจเข้ม หลังรุ่นพี่ ป.5 หลอกให้น้อง ป.1 กิน กินน้ำกระท่อม

‘ตรีนุช’ ย้ำสถานศึกษาตรวจเข้ม หลังรุ่นพี่ ป.5 หลอกให้น้อง ป.1 กิน กินน้ำกระท่อม

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 13.52 น.

‘ตรีนุช’ ย้ำสถานศึกษาตรวจเข้ม หลังรุ่นพี่ ป.5 หลอกให้น้อง ป.1 กิน กินน้ำกระท่อม

7 ก.พ.66 จากกรณีนักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ร้อยเอ็ด นำน้ำใบกระท่อมให้นักเรียนหญิงชั้น ป.1 กิน โดยหลอกว่าเป็นน้ำโออิชิ หลังจากน้อง ป.1 ดื่มน้ำใบกระท่อมแล้วมีอาการมึนหัว อยากอาเจียน และหลับสนิทหลังจากขึ้นรถตู้กลับบ้านหลังเลิกเรียน ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ชาวโซเชียลต่างเข้าไปต่อว่าการกระทำของรุ่นพี่ ป.5 ที่นำน้ำกระท่อมไปโรงเรียน พร้อมเรียกร้องให้โรงเรียนที่เกิดเหตุ และโรงเรียนอื่น ๆมีมาตราการคุมเข้มเกี่ยวกับยาเสพติด กัญชา หรือน้ำกระท่อม และให้มีความเข้มงวดในการดูแลเด็กนักเรียนให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก เพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้นั้น

ล่าสุด นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวว่า  ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ  ได้เน้นย้ำและกำกับสถานศึกษามาโดยตลอด ว่า จะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยจากสารเสพติดทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ธรรมดา บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา สารเสพติดทั้งหลาย ศธ.ได้พยายามกำกับมาโดยตลอด แต่ยอมรับว่าปัจจุบันเด็กเข้าถึงสื่อต่าง ๆได้ง่ายขึ้น ดังนั้น สถานศึกษาจะต้องทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน  ทั้งครู ผู้ปกครอง ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลบุตรหลาน                

“ศธ.ก็จะเน้นย้ำให้สถานศึกษาดูแลตรวจสอบเรื่องนี้ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น และให้เฝ้าดูแลให้ได้มากที่สุด รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับการเข้าถึงสื่อต่างๆด้วย เพราะเด็กเล็กก็สามารถเข้าถึงสือได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ศธ.อยู่ระหว่างจัดทำโครงการให้ความรู้เท่าทันสื่อออนไลน์กับนักเรียนด้วย”  น.ส.ตรีนุช กล่าว.-008