วิทยาลัยเกษตรฯ 24 แห่ง อบรม องค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728416

วิทยาลัยเกษตรฯ 24 แห่ง อบรม  องค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

วิทยาลัยเกษตรฯ 24 แห่ง อบรม องค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ปริเวท วรรณโกวิท ผู้จัดการโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ให้อาจารย์จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 24 แห่งทั่วประเทศ จำนวน 53 คน โดยเน้นในเรื่องการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และถ่ายทอดองค์ความรู้ในเรื่องหลักการบริหารจัดการน้ำ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตั้งแต่ฝึกทักษะการคิดเชิงระบบ (System Thinking) การสำรวจและเก็บข้อมูลเพื่อการวางผังน้ำชุมชน และการบริหารจัดการน้ำไปใช้ในชุมชน โดยเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน และใช้นวัตกรรมในการเรียนรู้ เพื่อนำความรู้ที่ได้กลับไปขยายผลต่อในวิทยาลัยฯ และชุมชนของตัวเอง และได้ลงพื้นที่สำรวจเพื่อศึกษาหน้างานจริง เมื่อปลายเดือนเมษายน 2566 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

ดร.ปริเวทกล่าวต่อไปว่านอกจากภาคทฤษฎีแล้ว ผู้เข้าอบรมยังได้ไปดูตัวอย่างชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำจากปราชญ์ชุมชน “ป้าน้อย” นางสนิท ทิพย์นางรอง ผู้นำการจัดการน้ำชุมชนบ้านลิ่มทอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีผลงานโดดเด่นในการบริหารจัดการน้ำชุมชนจนได้รับรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซาก ทำให้เกษตรกรมีอาชีพมีน้ำใช้มีรายได้เพิ่มขึ้น 300% ถือเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือ Change Agents ที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดสู่นักศึกษา และชุมชนต่อไป

นอกจากจะมีการฝึกอบรมผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากรของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังได้มีการส่งนักศึกษาหลักสูตร “ชลกร” ไปฝึกงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเรียนรู้งานจริงในพื้นที่จริง และกำลังเตรียมรับสมัครรุ่นที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักเรียนสมัครเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก

สกสว.จัดเสวนาออนไลน์แผนงานวิจัย หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: ChatGPT AI Chatbot

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728511

สกสว.จัดเสวนาออนไลน์แผนงานวิจัย หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: ChatGPT AI Chatbot

สกสว.จัดเสวนาออนไลน์แผนงานวิจัย หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: ChatGPT AI Chatbot

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.45 น.

สกสว.จัดเสวนาออนไลน์ แผนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: “ChatGPT AI Chatbot”

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  จัดเสวนาออนไลน์ แผนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: “ChatGPT AI Chatbot” เพื่อแนะนำองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะในประเด็น ChatGPT เพื่อหารือโจทย์การวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี Generative AI (เช่น ChatGPT) กับการสร้างสรรค์เศรษฐกิจดิจิทัล โดยมี ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ร่วมบรรยายพิเศษ “OpenThaiGPT: ChatGPT Opensource ภาษาไทย โดยคนไทย” ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้ร่วมก่อตั้ง ZTRUS ร่วมบรรยายพิเศษ “What we should know about Generative AI in 2023 : สิ่งที่เราน่าจะรู้ เกี่ยวกับ Generative AI ในปี 2566″  และ ดร.ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล กรรมการผู้จัดการบริษัท กสิกร แล็บส์ จำกัด ร่วมบรรยายพิเศษ “Generative AI : Challenges and Opportunities in Business” 

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร. พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.ได้จัดทำแผนด้าน ววน. 2566-2570 เพื่อเป็นเครื่องมือกำหนดเป้าหมายการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนา “พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน” ซึ่งปัจจุบัน คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติ แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ปี 2566-70 หรือแผนระยะ 5 ปี ใน 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้มี ความสามารถในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคต โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและ นวัตกรรม

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ ก้าวหน้าล้ำยุค เพื่อสร้างโอกาสใหม่และความพร้อมของประเทศในอนาคต และ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นฐานการ ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม

ในส่วนนี้ขอกล่าวถึง ยุทธศาสตร์ที่ 1 ที่มุ่งเน้นการดำเนินงาน 8 เรื่อง และ หนึ่งในจำนวนนี้เป็นเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ด้วยตระหนักว่า เทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการนำมาประยุกต์ใช้อย่างเร่งด่วนในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลได้  

ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร บรรยายว่า OpenThaiGPT จะเป็น AI Chatbot ภาษาไทย ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี AI โดยช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทำให้คนไทย และประเทศไทยมีเทคโนโลยี AI ของตัวเอง โดยปัจจุบันหลายองค์กรสามารถเข้าไปใช้บริการ ChatGPT เพื่อเพิ่มช่องทางถามตอบ หรือ แนะนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกจากการเข้าไปใช้บริการแล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถต่อยอดแอปพลิเคชัน ที่ทำให้เกิดผู้ประกอบการ หรือ สตาร์ทอัพ รายใหม่ๆ และบริการดิจิทัลใหม่ๆ เพิ่มขึ้น 

โดยที่ผ่านมามีการพัฒนา AI อย่างต่อเนื่องแบ่งเป็น 3 ยุค ยุคแรก คือ Artificial Narrow Intelligence (ANI) AI ที่มีความถนัดในศาสตร์แขนงใด แขนงหนึ่ง เท่านั้น ยุคที่ 2 Artificial General Intelligence (AGI) AI ที่มีความสามารถเรียนรู้ การใช้เหตุผล แก้ไขปัญหา สร้างกลยุทธ์และตัดสินใจได้ในสภาวะที่ไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ได้ โดยขณะนี้เราอยู่ช่วงยุคที่ 2 ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ChatGPT ที่มีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์ สามารถสอบแพทย์ กฎหมายผ่าน และ ยุคที่ 3 Artificial Super Intelligence (ASI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง มีความฉลาดเหนือมนุษย์

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม บรรยายว่า Generative AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราเข้าถึงชุดข้อมูลที่มีอยู่ และ การนำข้อมูลมาสร้างใหม่ ด้วยอัลกอริทึมแบบ Generative Model ที่สามารถนำมาใช้งานหลากหลาย เช่น การสร้างภาพ การประมวลผล การสร้างเสียงดนตรี ที่เราต้องเร่งศึกษาเรียนรู้ จุดอ่อน จุดแข็งและการใช้จากเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม นอกจากการวิจัยพัฒนา ต่อยอดทางเทคโนโลยีแล้ว การพัฒนาคนให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญเช่นกัน เพราะอย่างไรมนุษย์จำเป็นต้องทำงานร่วมกับ AI 

ทั้งนี้ในบริบทของการร่วมพัฒนา AI ของไทย ยังมีโจทย์ที่ท้าทายในการผสมผสานระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี และ ด้านสังคมศาสตร์ เพื่อให้ AI สามารถเข้าใจเหตุและผล (Explainable AI) และประเด็นทางด้านการดูแล และกำหนดการใช้งานให้กับ AI ทำงานร่วมกับมนุษย์ โดยเฉพาะในบริบทของคนไทย  ท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีจะมาช่วยสร้างประโยชน์ ให้คนไทย ในหลากหลายมิติได้อย่างเหมาะสม
 
ดร.ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล บรรยายว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั้นสามารถสร้างผลลัพธ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ข้อความ, ภาพ, เสียง, วิดีโอ, โค้ดคอมพิวเตอร์ ฯลฯ จากชุดข้อมูล ชุดคำสั่ง หรือคำอธิบายที่มนุษย์ป้อนเข้าไป (Input Prompts) โดยการวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยี การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือ และการพัฒนาขีดความสามารถ ในปัจจุบันสอดคล้องกับเทรนด์ AI และ ความท้าทายในปัจจุบัน เช่น การสร้างภาพเสมือนจริงของบุคคล เพื่อทำให้เราเห็นภาพในอนาคต ว่า ร่างกาย หรือ รูปร่างของเรานั้นจะเป็นอย่างไร และจะต้องเตรียมวางแผนการดูแลตนเอง การใช้ชีวิตต่อไป เช่นเดียวกับการใช้ AI มาช่วยให้เราได้รู้เท่าทัน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หรือ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่มีการปลอมเป็นตัวบุคคล เพื่อสื่อสารข่าวปลอม การตรวจสอบสิทธิความเป็นเจ้าของในตัวของภาพถ่าย กราฟฟิกต่างๆ และ เรื่อง Interpretability and Correctness หรือ การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ที่ทุกธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญ 

การจัดงานในครั้งนี้ สกสว.ได้ข้อมูลสำคัญ ที่จะนำไปสู่การกำหนดโจทย์การพัฒนาสำคัญที่จะช่วยทำให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญของแผนงาน การพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะรวมทั้งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การบริการและพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันได้ต่อไป

กรมการพัฒนาชุมชนชูศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728491

กรมการพัฒนาชุมชนชูศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม

กรมการพัฒนาชุมชนชูศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 19.29 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ชูศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP  ผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม เปิดพื้นที่จัดแสดงสินค้าสร้างรายได้สู่ชุมชน

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สนับสนุนผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมจากผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP จัดงาน “กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตผู้ประกอบการประเภทผ้าและหัตถกรรม จุดดำเนินการที่ 1 รุ่นที่ 1 กรุงเทพมหานครฯ ”  โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดกิจกรรม ภายในงานพบกับกิจกรรมการให้คำปรึกษา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ของผู้ประกอบการประเภทผ้า และหัตถกรรม   

งานครั้งนี้ มีเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมงานอาทิ นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, นางสาวณัฐนิช อินทสระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น,  นายกัมปนาทจักรวาล วิเวศ ศรีพุทธา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน และพัฒนาการจังหวัดในโซนภาคกลาง พร้อมด้วย ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทย และงานหัตถกรรม ในเขตพื้นที่จังหวัดภาคกลาง กว่า 100 คน ร่วมในพิธีฯ  และได้รับเกียรติจากคณะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาเข้าร่วมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ  อาทิ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบลายผ้าและพัฒนาผ้าไทย, นายภูภวิศ กฤตพลนารา ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น, นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น,  นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น, อาจารย์ ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น,  นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นใยและการย้อมสีธรรมชาติ (BCG), ผศ.ดร.มยุรี ศรีกุลวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์, ผศ. ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น, อาจารย์ ดร.กรกลด คำสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น ร่วมให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทยและงานหัตกรรม ณ ห้องประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพฯ

ศูนย์คุณธรรม เฟ้นหาต้นแบบสื่อคัดเลือกรางวัล MORAL AWARDS 2022 ครั้งที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728481

ศูนย์คุณธรรม เฟ้นหาต้นแบบสื่อคัดเลือกรางวัล MORAL AWARDS 2022 ครั้งที่ 3

ศูนย์คุณธรรม เฟ้นหาต้นแบบสื่อคัดเลือกรางวัล MORAL AWARDS 2022 ครั้งที่ 3

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.45 น.

ศูนย์คุณธรรม จัดงาน “MORAL AWARDS 2022” ครั้งที่ 3  เพื่อค้นหาสื่อ  บุคคล  ชุมชนและองค์กร จากพื้นที่เล็ก ๆ กระจายสู่ระดับภูมิภาค จังหวัด และระดับประเทศ เพื่อขยายผลความดีสู่สาธารณะ ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ  ให้เป็นแบบอย่างที่ดีงามด้านพฤติกรรม เกิดเป็นอัตลักษณ์ของคนไทย สู่สายตานานาชาติต่อไป

3 พ.ค.66 ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “MORAL AWARDS 2022” โดยมี รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิศูนย์คุณธรรม ร่วมแถลงข่าวฯ ณ ห้อง Function Eleven ชั้น 11 โรงแรม สยามแอ็ทสยาม ดีไซน์  โฮเทล กรุงเทพฯ และถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand

โดยกิจกรรมในงาน รศ.นพ.สุริยเดว  ร่วมบรรยายพิเศษ “Digital เปลี่ยนโลก Moral เปลี่ยนคุณ” นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนา “คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม จากรางวัล MORAL AWARDS 2021” ประกอบด้วย ผู้แทนรางวัลประเภทบุคคล นพ.ฐาปนันท์ มหิศนันท์ นายแพทย์ประจำโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ จ.หนองคาย  ผู้แทนรางวัลประเภทชุมชน/องค์กร ว่าที่ร.ต.ชาติชาย ยอดมิ่ง ผู้นำชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดฝั่งคลองต.เกาะหวาย จ.นครนายก และผู้แทนรางวัลประเภทสื่อ นายประสาน อิงคนันท์ เจ้าของเพจมนุษย์ต่างวัย 

รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวว่า MORAL AWARDS 2022นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคน ทุกภาคส่วนในสังคมให้ความสำคัญ ตระหนักถึงการร่วมกันสร้างสรรค์สังคมคุณธรรม โดยเริ่มจากตัวบุคคล ชุมชน/องค์กร จากพื้นที่เล็ก ๆ กระจายสู่วงกว้าง สู่ระดับภูมิภาค จังหวัด และระดับประเทศ  โดยปีนี้ ศูนย์คุณธรรมได้ยกระดับการประกาศ ยกย่อง ให้ครอบคลุม ครบองค์ประกอบมากยิ่งขึ้น ดำเนินการภายใต้รางวัลที่ชื่อว่า MORAL AWARDS 2022 เพื่อค้นหา ยกย่อง บุคคล ชุมชน/องค์กร และสื่อ ในแต่ละ Sector ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ทั้งในพื้นที่ส่วนกลางและท้องถิ่น ของสังคมไทย ที่เป็นแบบอย่างด้านพฤติกรรมด้านคุณธรรมควรค่าแก่การยกย่อง เพื่อสื่อสาร รณรงค์และขยายผลความดีให้เป็นแนวทางต่อการนำไปปรับใช้ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ร่วมเป็นคณะทำงานในการพิจารณาคัดเลือกผลงานและผู้เหมาะสมเข้ารับรางวัล MORAL AWARDS 2022 นี้ และจะมีพิธีประกาศผลรางวัลฯ  ในงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 13  ในวันที่ 31 สิงหาคม 2566 นี้

สำหรับ รางวัล MORAL AWARDS 2022 นี้มีทั้งหมด 3 ประเภท (รวม 177 รางวัล) คือ ประเภทสื่อ แบ่งเป็น 9 สาขา ได้แก่ สื่อละคร, สื่อภาพยนตร์, คลิปวิดีโอสั้นที่เผยแพร่ทางโซเซียลมีเดีย, สื่อโฆษณา, บทเพลง, รายการวิทยุ, รายการโทรทัศน์, สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อดิจิทัล สาขาละ 3 รางวัล รวม 27 รางวัล ซึ่งจะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท ประเภทบุคคล จำนวน 100 รางวัล จะได้รับเข็มเชิดชูเกียรติ พร้อมเกียรติบัตร และประเภทชุมชนและองค์กร จำนวน 50 รางวัล จะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อสร้างพื้นที่ความดีให้เกิดขึ้นในสังคม ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมไทย รวมถึงการสื่อสารรณรงค์ ขยายผลความดีที่ควรค่าแก่การยกย่องให้เป็นแนวทางต่อการนำไปปรับใช้และขยายผลในสังคมไทย  

นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลฯ ศูนย์คุณธรรมจะรวบรวมเรื่องราวจัดทำเป็นสื่อเพื่อการเผยแพร่ขยายผลต่อสาธารณะ ผ่านช่องทางต่างๆ รวมทั้ง ประกาศ ยกย่อง เป็น Hall of Fame ในรูปแบบแพลตฟอร์มออนไลน์ (www.moralawards.com) ซึ่งนอกจากจะเป็นการโชว์คุณงามความดีแล้ว ประชาชนจะสามารถมาแชร์ และเชื่อมต่อความดีที่ปรากฏนี้ได้ผ่าน Hall of Fame แพลตฟอร์มออนไลน์ของศูนย์คุณธรรม 

รศ.นพ.สุริยเดว  กล่าวว่า หวังเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสื่อมวลชนจะให้การตอบรับที่ดีในการช่วยเป็นกระบอกเสียง ประชาสัมพันธ์โครงการนี้ออกไปให้เป็นที่รู้จักในสังคมไทย เพื่อให้เราได้ค้นพบ กลุ่มของบุคคล ชุมชน/องค์กร และสื่อ ที่น่ายกย่องในพฤติกรรมด้านคุณธรรม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคมไทย ทั้งนี้ ขอความร่วมมือพี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนร่วมกันขยายผลความดีที่ควรค่าแก่การยกย่องนั้น เพื่อสะท้อนต่อระบบที่มีคุณธรรม และเป็นแนวทางในการปรับใช้ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมบ้านเมืองเราต่อไป เพราะ คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม คุณธรรม คุณทำได้  ผอ.ศูนย์คุณธรรม กล่าว

ผู้สนใจสามารถเสนอผลงาน/รายชื่อ ประเภทสื่อ ปิดรับผลงาน ภายในวันพฤหัสบดีที่ 15  มิ.ย. 2566 และประเภทบุคคล ชุมชนและองค์กร ภายในวันพุธ ที่ 31 พ.ค.2566 โดยถือวันส่งต้นทางประทับตราเป็นสำคัญ  ผ่าน 3 ช่องทางดังนี้1.ทางเว็บไซต์ http://www.moralawards.com 2.ทางไปรษณีย์  และ3.ส่งผลงานด้วยตนเองที่ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เลขที่ 69 /16-17 อาคารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 ทั้งนี้ จำเป็นต้องแนบไฟล์ผลงานบันทึกลงแฟลชไดรฟ์ (ไฟล์ AVI, WMV, MP4, MOV ฯลฯ ไฟล์เอกสาร PDF และ Link ผลงาน) 

สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ นางสาว วรรธนันท์ วัฒนเศรษฐบำรุง โทร.  062-631-9971 นางสาว ญาดา อาสานะพันธุ์  โทร.  089-499-4045 นางสาว นันทพร ทาวะระ  โทร.  081-552-6390 นาย จักราชัย ทองเพ็ชร์  โทร.  088-484-8840  และ นางสาว สาริณี ถูกจิตร  โทร.  089-499-0648

สพฐ.ดีเดย์! มิ.ย.สอบ’ครูผู้ช่วย’ เล็งจัดสอบ ว16 หลังเลื่อนยาว 2 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728369

สพฐ.ดีเดย์! มิ.ย.สอบ'ครูผู้ช่วย' เล็งจัดสอบ ว16 หลังเลื่อนยาว 2 ปี

สพฐ.ดีเดย์! มิ.ย.สอบ’ครูผู้ช่วย’ เล็งจัดสอบ ว16 หลังเลื่อนยาว 2 ปี

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.26 น.

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีบุคลากรสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และบุคลากรจากส่วนกลางบางคน เข้าใจผิดเรื่องการปรับโครงสร้างบริหารงานในเขตพื้นที่ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเข้าใจว่าจะมีการยุบกลุ่ม รวมกลุ่มภายในหน่วยงาน ซึ่งตนขอยืนยันว่า สพฐ. ไม่มีนโยบายเพิ่มหรือปรับลดหน่วยงานทั้งในเขตพื้นที่ฯ และส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังมีความสับสนเรื่องแบบเรียนภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประเด็นดราม่า เช่น การกินไข่ต้มครึ่งใบ การบริจาคเงิน และการกินข้าวมันไก่ใส่น้ำปลา ซึ่งขอทำความเข้าใจว่า เราใช้แบบเรียนเล่มดังกล่าวมา 13 ปีแล้ว และแบบเรียนภาษาพาทีเล่มนี้ เป็นเพียงสื่อการเรียนการสอนที่ถูกจัดทำขึ้นมาโดยผูกเรื่องราวให้ได้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน ส่งเสริมให้นักเรียนอ่านจับใจความ ต้องการให้เด็กเห็นคุณค่า คุณธรรมแห่งความดีงาม จึงได้สมมุติเรื่องราวขึ้นมา เพื่อให้นักเรียนเข้าใจว่าความสุขของการใช้ชีวิตอยู่ที่จิตใจ และการปฏิบัติตน ไม่ใช่เงินทอง เจตนารมณ์ของเนื้อเรื่อง จึงไม่ได้มุ่งไปเรื่องโภชนาการ ทั้งนี้ สพฐ. ยินดีรับฟังเพื่อนำเรื่องดังกล่าวไปปรับปรุงเนื้อหาการเรียนให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ครูสามารถเลือกสื่อเล่มนี้ไปใช้สอนเพื่อให้นักเรียนเกิดการคิดวิเคราะห์ได้

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ขณะนี้ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)  ประจำเขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาโยกย้ายข้าราชการครูเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในห้วงเวลาที่ครูเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ จึงอยากให้ครูอย่าประวิงเวลา ขอให้เร่งมอบหมายงานในหน้าที่ของตน และไปรับตำแหน่งใหม่ให้ทันเปิดภาคเรียนวันที่ 15 พฤษภาคม นี้ ส่วนโรงเรียนที่มีตำแหน่งครูว่างอยู่ ทางคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วยแล้ว ขณะนี้ สพฐ.ได้ส่งหนังสือแจ้งให้สำรวจไปแล้ว ว่า ต้องการสอบครูจำนวนเท่าไหร่ เพื่อให้ สพฐ.ดำเนินจัดการสอบครูผู้ช่วยต่อไป ซึ่งโดยกำหนดปฏิทินคร่าวๆ แล้วว่า จะดำเนินการรับสมัครในเดือนพฤษภาคม และจัดสอบเดือนมิถุนายนนี้

“หลังจากสอบครูผู้ช่วย สพฐ.จะดำเนินการสอบครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ว16 ต่อเนื่องกันไปตามลำดับ เพราะ สพฐ.เว้นว่างการสอบ ว16 เป็นเวลา 2 ปีแล้ว จึงต้องการที่จะเติมครูเข้าไปในระบบให้ทัน ส่วนการสอบผู้อำนวยการโรงเรียน และรองผู้อำนวยการโรงเรียน ก็มีแผนจัดสอบเช่นกัน โดยวางแผนไว้ว่าจะดำเนินการสอบหลังจากสอบครูผู้ช่วยแล้วเสร็จ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะดำเนินการสอบรองผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้อำนวยการโรงเรียนพร้อมในคราวเดียว เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อน” นายอัมพร กล่าว

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความห่วงใยเรื่องการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ดังนั้น 1 สัปดาห์ก่อนเปิดภาคเรียน อยากให้ผู้บริหารและครูเข้าไปเตรียมความพร้อมอาคาร สถานที่ อาหารกลางวัน สื่อวัสดุอุปกรณ์ และจัดการเครื่องแบบชุดนักเรียน  รวมถึงประสานงานกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมพร้อมป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไว้รัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 เพื่อให้วันที่ 15 พฤษภาคม มีความพร้อมจัดสอนได้ทันที

‘สศร.’ประกาศ39โครงการรับทุนอุดหนุน ‘งานศิลปะร่วมสมัย’ปีงบประมาณ’66รอบ2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728262

‘สศร.’ประกาศ39โครงการรับทุนอุดหนุน  ‘งานศิลปะร่วมสมัย’ปีงบประมาณ’66รอบ2

‘สศร.’ประกาศ39โครงการรับทุนอุดหนุน ‘งานศิลปะร่วมสมัย’ปีงบประมาณ’66รอบ2

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เปิดเผยว่า สศร.ประกาศผลพิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุนโครงการเงินอุดหนุนการพัฒนาและส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2566 รอบที่ 2 โดยมีโครงการผ่านการพิจารณา รวม 39 โครงการ ดังนี้ 1.โครงการการจัดแสดง Hope, Blood and Love ที่ประเทศอิตาลี 2.โครงการบันทึกเดินทางและเสียงกระซิบจากเมล็ดพันธุ์ 3.โครงการลานประเพณีมุกดาหาร 4.โครงการเยาวชนสร้างเมือง กระบี่เมืองศิลป์ 5.โครงการเคียงข้างกันและสานฝันดนตรี

6.โครงการปฏิบัติการสร้างสรรค์ศิลปะ “ฮีตเก่าคองหลังบนผนังกำแพงบ้านเฮา” 7.โครงการเพชบุระ เมืองศิลปะร่วมสมัย ถิ่นไทหล่ม 8.โครงการกิจกรรมพิเศษรอบ 45 ปี ซีไรต์มาไกลมาก9.โครงการการแข่งขันศิลปะการเต้นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10 10.โครงการเทศกาลดนตรีและนวัตศิลป์ 11.โครงการสร้างสรรค์คืนทองสู่แผ่นดิน : จากทุนวัฒนธรรมสู่ศิลปะร่วมสมัย เครือข่ายศิลปินใหม่-เก่า 12.โครงการดนตรีพื้นบ้านภาคใต้สู่สากล 13.โครงการมนต์พิณ 14.โครงการปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมนานาชาติ ณ นครสวรรค์ ครั้งที่ 1

15.โครงการมาเหนือ-โครงการการแสดงและอบรมเชิงปฏิบัติการดนตรีคลาสสิกร่วมสมัยจากบทประพันธ์และภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ 16.โครงการสายตาของข้ามองเห็นสรรพสิ่ง 17.โครงการการศึกษารูปแบบจิตรกรรมฝาผนังจากช่างภูมิปัญญาท้องถิ่นวัดเทพนิมิตร จ.ปัตตานี สู่งานสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัย 18.โครงการสืบสานตำนานชีวิตสองฝั่งลุ่มน้ำลำสะแทดด้วยงานศิลปะร่วมสมัย 19.โครงการเสียง-ร้องขอ ของผู้คนในเมืองฝุ่นพิษ PM2.5

20.โครงการเผยแพร่งานออกแบบอัตลักษณ์จากวัฒนธรรมชุมชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการทาง
วัฒนธรรมท้องถิ่น ใน จ. นครนายก 21.โครงการ The Run (a)WAY RACE/ใครเร็วใครได้ 22.โครงการนิทรรศการพุทธศิลปกรรม ม.แม่ฟ้าหลวง 23.โครงการสุนทรียะสนทนา : จากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต 24.โครงการบทเพลงไทยร่วมสมัย “หิ่งห้อยยามสนธยา” 25.โครงการการรับรู้ศิลปภาวนาในแบบร่วมสมัย 26.โครงการพัฒนาต่อยอดการออกแบบและแฟชั่นผ้าร่วมสมัย

27.โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการทัศนศิลป์วาดเส้นเทคนิคชาร์โคลนานาชาติ 28.โครงการเทศกาลภาพยนตร์แห่งเมืองเชียงใหม่ 29.โครงการตัวจิ๋วพลังแจ๋วกับตุงแห่งดาวกระดาษสี 30.โครงการโมลานดินปั้นพื้นถิ่นสู่งานศิลป์นานาชาติ 31.โครงการส่งเสริมพัฒนาศิลปะการเต้นรำร่วมสมัยของเด็กและเยาวชนผ่านการแข่งขัน 32.โครงการสร้างสรรค์วงดุริยางค์ไทยร่วมสมัยและจัดการแสดงคอนเสิร์ตวงดุริยางค์ไทยร่วมสมัย “จากรากสู่โลก” รัตนโกสินทร์ 10 รัชกาล

33.โครงการจัดแสดงผลงานศิลปะจัดวางประเภทอินเตอร์แอคทีฟในเทศกาลงานไฟ Vivid Sydney 2023 ประเทศออสเตรเลีย 34.โครงการ ก่อร่างสร้างศิลป์ พื้นถิ่นบ้านซ้าน จ.ภูเก็ต 35.โครงการเพลงไตรรงค์36.โครงการยโสธรเมืองศิลปะ ศิลปิน วิถีถิ่นยโสธร 37.โครงการ Art News For Thailand Biennale Chiang Rai 38.โครงการศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ และ 39.โครงการ สุข สำเนียง เสียงพากย์โขนโรงละครช้าง

‘ดร.คุณหญิงกัลยา’ ดันโครงการเกษตรประณีต ทฤษฎีใหม่ บนเนื้อที่ 1 ไร่ มีรายได้ 1แสนบาท/เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728276

'ดร.คุณหญิงกัลยา' ดันโครงการเกษตรประณีต ทฤษฎีใหม่  บนเนื้อที่ 1 ไร่ มีรายได้ 1แสนบาท/เดือน

‘ดร.คุณหญิงกัลยา’ ดันโครงการเกษตรประณีต ทฤษฎีใหม่ บนเนื้อที่ 1 ไร่ มีรายได้ 1แสนบาท/เดือน

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.28 น.

“ดร.คุณหญิงกัลยา” ดันโครงการเกษตรประณีต ทฤษฎีใหม่  “ทำเกษตรบนเนื้อที่ 1 ไร่ มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน” ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-มีรายได้น้อย

วันที่ 2 พฤษภาคม 2566  ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานการแถลงข่าวเปิดโครงการเกษตรประณีต ทฤษฎีใหม่ ภายใต้แนวคิด “ทำเกษตรบนเนื้อที่ 1 ไร่ มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน” โดยมี ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เรืออากาศโท สมพร  ปานดำ รองเลขาธิการ กอศ.  ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) และผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า  ตนผลักดันโครงการเกษตรประณีตทฤษฏีใหม่ ของ สอศ.ขึ้นมา เนื่องจากตระหนักถึงความสำคัญของการเกษตรและการเรียนการสอนด้านการเกษตรของประเทศ โดยเฉพาะวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีในสังกัด สอศ. ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาด้านการเกษตร ตามนโยบายที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทด้านต่าง ๆผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยการวางแผนการทำเกษตรอย่างเป็นระบบ (Coding for farm) สู่โครงการเกษตรประณีตทฤษฎีใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ทำเกษตรบนเนื้อที่ 1 ไร่ มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน” โดยหลักการที่สำคัญ คือ การทำเกษตรอินทรีย์  แบบผสมผสาน ปลูกพืชที่หลากหลายแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว การจัดการน้ำ ดิน พืช และสัตว์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดบนพื้นที่ 1 ไร่ รวมทั้งต้องปรับความคิดให้พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด เป็นเกษตรกรมืออาชีพในรูปแบบเกษตรรวมกลุ่ม เกษตรนวัตกรรม เกษตรปลอดภัย เกษตรแปรรูป เกษตรเทคโนโลยี และเกษตรพอเพียง ปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงานด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทของวิถีชีวิต ชุมชน สังคม และทันต่อบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป 

“โครงการนี้จะยกระดับทักษะอาชีพเกษตรกรไทยจากรูปแบบเดิมสู่เกษตรประณีตทฤษฎีใหม่ ให้มีความยั่งยืนและมีความเข้มแข็งในอนาคต  อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่รองรับชีวิตวิถีใหม่ โดยหลักสูตร ประกอบด้วย ภาคทฤษฎี 7 วัน (1สัปดาห์) ได้แก่ หลักสูตรการวางแผนการทำเกษตรอย่างเป็นระบบ หรือ  Coding foe farm  หลักสูตรการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ หลักสูตรการปลูกพืช และหลักสูตรการเลี้ยงสัตว์  จากนั้น เป็นภาคปฏิบัติ 21 วัน (3สัปดาห์) ซึ่งผู้เข้าโครงการจะได้รับเงินทุนคนละ 1,300 บาท เพื่อกลับไปทำในพื้นที่ของตนเอง” รมช.ศธ. กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวว่า โครงการเกษตรประณีตทฤษฎีใหม่มีวัตถุประสงค์ เพื่อขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วยการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการสร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ภาคเกษตร  และเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนเกิดรายได้และเงินหมุนเวียนในชุมชน ทำให้ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน รวมถึงเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคนในชุมชนให้มีองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพเกษตร  สามารถนำไปต่อยอดในการประกอบธุรกิจเกษตรได้ และสามารถปรับตัวให้รองรับต่อการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตได้ 

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า ด้วยความจำเป็นและสำคัญดังกล่าว รัฐบาลได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณ จำนวน 41,682,600 บาท โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเกษตรกร จำนวน 9,582 คน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19  รวมถึงผู้ที่ถูกเลิกจ้างงานและกลับถิ่นฐาน ผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนคนที่สนใจเพิ่มทักษะด้านการเกษตร  และต้องการเปลี่ยนอาชีพ ซึ่งโครงการดังกล่าว มีตัวชี้วัดที่สำคัญ คือ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ร้อยละ 80 มีรายได้ที่สูงขึ้น มีทักษะด้านการเกษตรทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง รวมทั้ง ทักษะด้านการตลาด การทำบัญชี ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเข้าถึงแหล่งทุนได้ เป็นต้น โดยในการดำเนินโครงการฯ ทาง สอศ.ได้มอบหมายให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนด้านการเกษตร รวมจำนวน 49 แห่ง ทั่วประเทศ จัดฝึกอบรมให้กับเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย โดยมีสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 4 ภาค ทำหน้าที่ติดตาม ประเมิน และรายงานผลโครงการฯต่อไป 

สกสว.ร่วมมือSTCSM จีน ยกระดับการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728274

สกสว.ร่วมมือSTCSM จีน ยกระดับการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

สกสว.ร่วมมือSTCSM จีน ยกระดับการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.27 น.

สกสว. ลงนามความร่วมมือกับ คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ (STCSM) สนับสนุนและ ผลักดันการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระหว่างประเทศไทย-จีน พร้อมเปิดตัว แพลตฟอร์ม “ธนาคารเทคโนโลยีสีเขียว” ตามนโยบาย “สี จิ้นผิง” แห่งแรกในต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ นายหลัว ต้า จิ้ง ประธานคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ (Science and Technology Commission of Shanghai Municipality : STCSM) ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MoU) เพื่อร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในมิติต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย  1. ด้านชีวเภสัชภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพ 2. ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร 3. ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน 4.ด้านปัญญาประดิษฐ์และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และ 5. ธนาคารเทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology Bank) ทั้งในส่วนของการร่วมสนับสนุนโครงการวิจัย การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านนโยบายและมาตรการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สำคัญ เป็นต้น โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ สมาชิกวุฒิสภา และ ประธานคณะอนุกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม และ นาย กง เจิ้ง นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ ให้เกียรติเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม ณ Chinese Academy of Sciences Innovation Cooperation Center (Bangkok)

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ไกรสิทธิ์ กล่าวว่า “นครเซี่ยงไฮ้” เป็นตัวอย่างของความสำเร็จ ของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่น่าสนใจ ที่ประเทศไทยสามารถนำมาเป็นต้นแบบ เพื่อดำเนินการให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งในส่วนของการลงทุน การกำหนดมาตรการ นโยบายต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์และกระตุ้นความสนใจต่อการลงทุนการวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยาก และเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะการกระตุ้นความสนใจของภาคเอกชน ดังนั้นความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะมีการผลักดันและบ่มเพาะการพัฒนาการวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต่อไป 

อย่างไรก็ตาม นอกจากการวิจัยและพัฒนาด้านชีวเภสัชภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านปัญญาประดิษฐ์และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และธนาคารเทคโนโลยีสีเขียว แล้ว ตนอยากจะเสนอไว้อีกหนึ่งประเด็นเพื่อพิจารณา คือ การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) 17 เป้าหมาย (Goals) อาทิ การขจัดความยากจนทุกรูปแบบในทุกพื้นที่ การยุติความหิวโหย การสร้างหลักประกันสุขภาพดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกวัย การสร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม เป็นต้น

ด้าน นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ได้มีนโยบายให้นครเซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์กลางระดับนานาชาติ 5 เรื่อง และ การวิจัยและพัฒนา ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนี้ ปัจจุบันได้มีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากถึง 4.2 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในนครเซี่ยงไฮ้ โดยแบ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาออกเป็น 3 ระดับ คือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาขนาดใหญ่ จำนวน 3 แห่งที่มุ้งเน้นด้านเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการแพทย์ ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาระดับพื้นที่ตามมณฑลต่างๆ ที่เอื้อกับการสร้างคนและผลิตองค์ความรู้ และ ศูนย์วิจัยและพัฒนานานาชาติ ที่มีจำนวนมากกว่า 500 แห่ง ยกตัวอย่าง “หัวเว่ย” ที่รวมบุคลากรด้านการวิจัยที่มีศักยภาพสูงกว่า 2 หมื่นคน เพื่อศึกษาวิจัยระบบ 5จี และ 6จี นอกจากนี้ นครเซี่ยงไฮ้ยังคงมีแผนที่จะดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาทั้งจากวิสาหกิจต่างชาติและศูนย์วิจัยต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วย โดยมีการออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการลงทุนของศูนย์วิจัยต่างชาติให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเมืองแห่งศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนวัตกรรม

อย่างไรก็ตาม นอกจากการลงนามความร่วมมือระหว่าง สกสว. กับ STCSM ในงานเดียวนี้ ได้มีการเปิดตัว “ธนาคารเทคโนโลยีสีเขียว” แพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างประเทศที่จัดขึ้นโดยประเทศจีน เพื่อดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ 2030 เพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีสีเขียว รองรับการพัฒนาคุณภาพสูงภายใต้นโยบาย “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” และประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน ตามนโยบาย “สี จิ้นผิง” โดยธนาคารเทคโนโลยีสีเขียว มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีสีเขียว เพิ่มช่องทางในการก่อให้เกิดคาร์บอนต่ำ และ ส่งเสริมการถ่ายโอนเทคโนโลยีสีเขียวในประเทศกำลังพัฒนา พร้อมให้การสนับสนุนทางการเงินสำหรับการพัฒนาสีเขียว เพื่อให้เกิด การพัฒนาที่ยั่งยืนและการดำเนินการด้านสภาพอากาศของประเทศกำลังพัฒนาและภายในประเทศจีน  ซึ่งเป็นแห่งแรกในต่างประเทศ โดยให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ในการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสีเขียวแก่ประเทศต่างๆในภูมิภาคเดียวกันต่อไป 

อนึ่ง คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ (STCSM) เป็นหนึ่งในหน่วยงานของเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ที่รับผิดชอบด้านกิจการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการพัฒนานวัตกรรม มีหน้าที่หลักในกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การส่งเสริมสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และการปรับปรุงการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการสนับสนุนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้เป็นที่นิยม

พลังชาว DPU รันมหาวิทยาลัยและประเทศสู่ความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728058

พลังชาว DPU รันมหาวิทยาลัยและประเทศสู่ความยั่งยืน

พลังชาว DPU รันมหาวิทยาลัยและประเทศสู่ความยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 10.17 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดงาน DPU Sustainability Expo นิทรรศการการศึกษานำทุกคนสู่ความยั่งยืน รู้จัก SDGs ที่ประชาคมโลกกำลังร่วมด้วยช่วยกัน และชมนิทรรศการ Sustainability Education 2023 จากนักศึกษา คณาจารย์และบุคลากร และกิจกรรมน่าสนใจตลอดงาน เพื่อร่วมขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยและประเทศไทยให้ยั่งยืนและดีกว่าเดิม

สำหรับประเทศไทย เรื่องความยั่งยืน (Sustainability) และการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ปรากฏอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาตั้งแต่ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) ซึ่งต่อมาทางองค์การสหประชาชาติ (UN) จึงได้นำเสนอวาระการพัฒนาหลังปี พ.ศ. 2558 (Post-2015 development agenda) ภายใต้หัวข้อ “Transforming our world: the 2030 Agenda for sustainable development” โดยวาระ “การพัฒนาที่ยั่งยืน 2030” นี้ ทำให้มีการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งประกอบไปด้วย 17 เป้าหมาย (Proposed goals) และ 169 เป้าประสงค์ (Proposed targets) รวมถึงตัวชี้วัด (Indicators) ของแต่ละเป้าประสงค์ ร่วม 232 ตัวชี้วัด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือติดตามสภาวะของการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งจะเป็นประหนึ่งแผนที่นำทางสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย มีความครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ การพัฒนาด้านคน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สันติภาพความยุติธรรมและความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา โดยภายในงาน DPU Sustainability Expo ได้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นหลัก ผ่านนิทรรศการทางวิชาการ การเสวนา กิจกรรมน่าสนใจของคณาจารย์และนักศึกษา เพื่อช่วยกันสร้างสังคมแห่งการยั่งยืนที่เริ่มต้นได้ด้วยตัวเราทุกๆ คน เพียงแค่ลงมือทำ

ภายในงาน DPU Sustainability Expo มีการตั้งจุดคัดแยกขยะ มีการรีไซเคิลขวดน้ำพลาสติก ซึ่งเป็นขยะที่สามารถพบได้มากที่สุดในแต่ละวัน มีการพานำชมแปลงผักในโครงการ “มากินผักที่มอเรามั้ย” ซึ่งใช้ปุ๋ยจากเศษอาหาร มีการออกร้านสินค้าเพื่อความยั่งยืนจากบุคลากร มีการเปิดตัวสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพื่อใช้ในมหาวิทยาลัย มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเสื้อผ้ามือสองที่มีสภาพดีเพื่อลดการซื้อใหม่โดยไม่จำเป็น ชาว DPU ได้สัมผัสกับ YOUเทิร์น PLATFORM บริหารจัดการพลาสติกใช้แล้ว โดย GC นอกจากนี้ยังมีการแจกต้นไม้ พันธุ์ไม้ยืนต้นเพื่อช่วยฟอกอากาศจากกรมป่าไม้ มีกิจกรรมเวทีทอล์คโชว์จากเหล่าบรรดา Green Idol คนรุ่นใหม่ร่วมพูดคุยผลักดันสร้างอนาคตใหม่ และ มีกิจกรรมสอน “รำกระบอง” เพื่อพัฒนาส่งเสริมทั้งด้านร่างกาย สมาธิ และจิตใจ

มหาวิทยาลัยมหิดล จับมือ เอกชน ทำตลาดเครื่องดื่มจากผลงานวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727908

มหาวิทยาลัยมหิดล จับมือ เอกชน  ทำตลาดเครื่องดื่มจากผลงานวิจัย

มหาวิทยาลัยมหิดล จับมือ เอกชน ทำตลาดเครื่องดื่มจากผลงานวิจัย

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ บริษัท โอแอนด์พี ควอลิตี้เทรด จำกัด จัดพิธีลงนามอนุญาตให้ใช้สิทธิเพื่อผลิตและจำหน่าย “เครื่องดื่มสูตรครบถ้วนปรับเนื้อสัมผัสชนิดผง” พร้อมลงนามใน “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านโภชนาการ” เพื่อเป็นการสนับสนุน และยกระดับการพัฒนาผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางด้านโภชนาการ ให้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ร่วมกันต่อไปในอนาคต

รศ.ดร.ชลัท ศานติวรางคณาผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสูตรครบถ้วนปรับเนื้อสัมผัสชนิดผง เป็นผลงานวิจัยของผช.ดร.ธัญญ์นลิน วิญญูประสิทธิ์ ซึ่งมีการคำนวณปริมาณสารอาหาร ทั้ง 5 หมู่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันที่ดี วิตามินเกลือแร่ ที่จำเป็นและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย มาปรับเนื้อสัมผัสรูปแบบผง ชงทานง่าย เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างครบถ้วน

นายโอมรัตน์ เพ็ญสวัสดิ์กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอแอนด์พี ควอลิตี้เทรด จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทดแทนชนิดเครื่องดื่มสูตรครบถ้วนปรับเนื้อสัมผัสชนิดผง ที่จะช่วยแก้ไขภาวะการกลืนลำบากแก่ผู้บริโภค ซึ่งภาวะการกลืนลำบากนี้พบได้ในประชากรทั่วไปตั้งแต่ 2-20% และพบได้มากถึง 60% ในผู้สูงอายุ โดยมีแผนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางต่างๆไม่ว่าจะเป็นทางสื่อออนไลน์ ร้านค้าชั้นนำหรือแม้แต่ทางทีวีช็อปปิ้ง และความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำองค์ความรู้ และนวัตกรรมที่มีคุณค่ามาสู่ภาคอุตสาหกรรมและการค้า เพื่อตอบสนองความต้องการและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภค รวมถึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ของบริษัท ในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และก้าวสู่การเป็นผู้นำทางการค้าต่อไปในอนาคต