15หน่วยงาน ลงนาม MOU‘โคราชเมืองสร้างสรรค์’ สร้างสุขภาพและการเรียนรู้รับมือยุค‘VUCA World’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700960

15หน่วยงาน ลงนาม MOU‘โคราชเมืองสร้างสรรค์’  สร้างสุขภาพและการเรียนรู้รับมือยุค‘VUCA World’

15หน่วยงาน ลงนาม MOU‘โคราชเมืองสร้างสรรค์’ สร้างสุขภาพและการเรียนรู้รับมือยุค‘VUCA World’

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมโคราชเมืองยิ้ม เมืองสร้างสรรค์ สร้างสุขภาพ เพื่อเด็กและเยาวชนทุกคน เปิดเวทีพลังเครือข่ายพลเมือง “ร่วมเปลี่ยนสร้างเมือง” พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง 15 หน่วยงาน ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ออกแบบเมืองสร้างสรรค์ ณ Art Gallery Korat อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมา

นายภูมิสิทธิ์ วังคีรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ประธานในพิธี กล่าวว่า การพัฒนาเมืองต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการแก้ปัญหา เมืองโคราชเห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ขอบคุณ สสส. และภาคีเครือข่ายที่ช่วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ลดช่องว่างระหว่างวัย และขับเคลื่อนเมืองให้เกิดระบบสื่อสร้างสรรค์และสื่อสุขภาวะ

นายชัชวาล วงศ์จร รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายส่งเสริมการออกแบบเมืองสร้างสรรค์ ด้วยระบบนิเวศสื่อสุขภาวะหลากหลาย ผ่านสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้เพิ่มพื้นที่สื่อสารให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ เพื่อบ่มเพาะให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ชุมชน และสังคม จนเป็นฐานทุนสำคัญของพื้นที่ ที่ได้นำภูมิปัญญา วัฒนธรรม สื่อ ศิลปะร่วมสมัย และพลังการสื่อสารมาเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่สร้างสรรค์

ซึ่งการทำให้เด็กมีสุขภาพดีทุกมิติ ช่วยสร้างเสริมพัฒนาการเด็กให้เหมาะสมตามวัย และทำให้มีทักษะชีวิตเท่าทันศตวรรษที่ 21 ที่ต้องรับมือการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีดิจิทัลได้ การให้ความรู้และแก้ปัญหาสุขภาวะเร่งด่วนในเด็กปฐมวัย และเยาวชน กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู แกนนำ อาสาสมัคร ให้ตระหนักเรื่องระบบนิเวศสื่อที่ดี จะช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบเมืองสร้างสรรค์ได้

นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันโลกอยู่ในสภาวะที่มีความผันผวน ไม่แน่นอน สลับซับซ้อนและคลุมเครือ หรือเรียกสั้นๆ ว่า VUCA World ที่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลายด้าน เช่น เทคโนโลยี โรคอุบัติใหม่ ภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจไม่เอื้อต่อการพัฒนาเมืองหรือการใช้ชีวิตของผู้คน และการใช้ความรู้แบบเดิมกับเรื่องเดิม อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป จนกระทบกับวิถีชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจในชุมชน

โดยการลงนามความร่วมมือระหว่าง15 หน่วยงานครั้งนี้ สสส. เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาเมือง ให้มีระบบนิเวศสื่อสุขภาวะด้วยพลังเยาวชน พลังชุมชนและพลังเครือข่าย ที่จะช่วยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสส่งเสริมการเรียนรู้ สู่การพัฒนาเมืองโคราชทิศทางที่ดีขึ้นเพราะหากประชาชนรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี จะช่วยให้เกิดสุขภาวะด้านต่างๆ ในชีวิต ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม ดีขึ้น หนึ่งในภารกิจของ สสส. คือการบ่มเพาะ “นักสื่อสารสุขภาวะ” ที่ช่วยให้สังคมรู้จักใช้ รู้เท่าทัน และใช้สื่อได้สร้างสรรค์

น.ส.ปรัชทิพา หวังร่วมกลาง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา (มยพ.) กล่าวว่า พบปัญหาในเด็กและเยาวชน ขาดการส่งเสริมและการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้สู่การพัฒนาสร้างสรรค์ จนทำให้มีโอกาสเข้าถึงปัจจัยเสี่ยงง่าย จากช่องว่างระหว่างวัย ถูกทิ้งขว้างแปลกแยก ขาดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองไม่เท่าทันสื่อเทคโนโลยี ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะหลายด้าน

โดยการขับเคลื่อนครั้งนี้มี 7 เป้าหมาย 1.พัฒนาความรู้ ทักษะเพื่อเติบโตอย่างสร้างสรรค์ มีทักษะเท่าทันตนเอง เท่าทันสื่อ เท่าทันสังคม เป็นพลเมืองจิตอาสา เข้าใจสิทธิเด็กขั้นพื้นฐาน และเคารพในสิทธิผู้อื่น 2.พัฒนาศักยภาพ เสริมพลัง และยกระดับครู แกนนำพลเมืองอาสา แกนนำสภาเด็กและเยาวชน แกนนำชุมชน เป็นนักปฏิบัติการขับเคลื่อนสังคม รวมถึงครอบครัว โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะ

3.ส่งเสริมพลเมืองจิตอาสา เป็นนักสร้างสรรค์นักสื่อสาร พลเมืองคนรุ่นใหม่ ที่ร่วมออกแบบปฏิบัติการเมืองสร้างสรรค์ ชุมชนสร้างสรรค์ 4.พัฒนาสร้างสรรค์ ยกระดับองค์ความรู้และเครื่องมือด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน สอดคล้องบริบทและความต้องการของเด็กเยาวชน ชุมชน ท้องถิ่น 5.พัฒนาพื้นที่เรียนรู้ แบ่งปันและจัดการความรู้ ขยายผลการดำเนินงานด้านเด็กและเยาวชน

6.สานพลัง 15 องค์กร กำหนดเป้าหมาย ออกแบบ ขับเคลื่อน สนับสนุน ติดตาม เสริมพลังร่วมสร้างนิเวศสื่อสุขภาวะ เพื่อเด็กและทุกคนมีพื้นที่ปลอดภัยสร้างสรรค์ พื้นที่เรียนรู้ พื้นที่สื่อสาร ทั้งทางนโยบาย ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และพื้นที่สาธารณะ และ 7.พัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสร้างกระแสความตระหนักต่อสังคม ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและเยาวชน สร้างสิ่งแวดล้อม ผ่านงานสื่อสารหลายช่องทาง รูปแบบออนไลน์ เทศกาลชุมชน เทศกาลโคราชเมืองสร้างสรรค์

‘ม.มหิดล’จัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลเอกสารโบราณ อนุรักษ์ภาษา-วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ไทภาคกลาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700961

‘ม.มหิดล’จัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลเอกสารโบราณ  อนุรักษ์ภาษา-วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ไทภาคกลาง

‘ม.มหิดล’จัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลเอกสารโบราณ อนุรักษ์ภาษา-วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ไทภาคกลาง

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ยุทธพร นาคสุข อาจารย์ประจำหลักสูตรภาษาศาสตร์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทุ่มเทเวลาให้กับงานด้านภาษาถิ่นจารึกและเอกสารโบราณตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดังมีผลงานวิจัยและบทความด้านนี้เผยแพร่อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานด้านภาษาจารึก และเอกสารโบราณของไทยยวนหรือของล้านนา จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น “กำลังสำคัญ” คนหนึ่งในการอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมของชาวไทยยวนในเขตภาคกลางของประเทศ

ด้วยเหตุนี้ ดร.ยุทธพร จึงได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติในฐานะผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2563 ทั้งนี้ ชาวไทยยวนในเขตภาคกลางมีบรรพบุรุษอพยพมาจากเมืองเชียงแสนเมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้ว โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ได้โปรดเกล้าฯให้คนกลุ่มนี้มาตั้งถิ่นฐานในเมืองสระบุรี และเมืองราชบุรี ต่อมาก็ได้กระจายไปตั้งถิ่นฐานยังจังหวัดอื่นๆ ด้วย เช่นนครปฐม ลพบุรี พิษณุโลก ฯลฯ

โครงการวิจัยของ ดร.ยุทธพร มีชื่อว่า “อนุรักษ์เอกสารโบราณของชาวไทยยวนในเขตภาคกลาง” ดำเนินงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดภาคกลางโดยรอบมหาวิทยาลัยมหิดล โดยในปี 2564- 2565 มีพื้นที่วิจัยอยู่ที่ชุมชนไทยยวนบ้านท่าเสา ตำบลห้วยม่วง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และในปี 2566 มีพื้นที่วิจัยอยู่ที่ชุมชนไทยยวนบ้านนาหนอง และหมู่บ้านทุ่งหญ้าคมบางตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี

อันที่จริงความตั้งใจในการดำเนินโครงการของอาจารย์ คือเพื่ออนุรักษ์เอกสารของกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มในเขตภาคกลาง แต่เหตุที่เลือกจะอนุรักษ์เอกสารของคนไทยยวนก่อนกลุ่มอื่นๆ เพราะภาษาและวัฒนธรรมของคนกลุ่มนี้เริ่มจางลงไปเรื่อยๆ ภาษาและวัฒนธรรมไทยยวนถูกแทรกแซงจากภาษาและวัฒนธรรมไทยกลางค่อนข้างมาก คนไทยยวนรุ่นใหม่พูดภาษาไทยยวนไม่ค่อยได้กันแล้ว

และในส่วนของภาษาเขียนพบว่ามีความวิกฤตยิ่งกว่า กล่าวคือเอกสารใบลานไทยยวนที่จารด้วยอักษรธรรมล้านนาแทบจะไม่มีคนในชุมชนอ่านได้แล้ว หากไม่อนุรักษ์โดยเร่งด่วนเอกสารเหล่านี้อาจสูญหายไปตลอดกาล ไม่ว่าจะด้วยน้ำมือมนุษย์ หรือเสื่อมสภาพไปตามอายุการใช้งานของใบลานเอง โดยโครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกับชุมชน เนื่องจากต้องการให้คนในชุมชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของเอกสารโบราณที่มีอยู่ และร่วมกันอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมของตน

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้ามาช่วยในโครงการนี้ด้วย 2 หน่วยงาน คือ คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ตลอดจนยังมีนักศึกษาในหลักสูตรและบุคคลทั่วไปที่เคยเข้าอบรมกับ ดร.ยุทธพร มาร่วมทำกิจกรรมในโครงการนี้ด้วย เช่น พระภิกษุสงฆ์อาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา นักเรียนทั้งระดับชั้นมัธยมศึกษาและประถมศึกษา กระบวนการอนุรักษ์เอกสารโบราณเริ่มตั้งแต่การทำความสะอาด การทำทะเบียน การทำสำเนาดิจิทัล การซ่อมแซมและการจัดเก็บ

การทำสำเนาดิจิทัลจะช่วยยืดอายุของเอกสารต้นฉบับให้ยาวนานขึ้น เพราะสามารถอ่านจากสำเนาได้โดยไม่ต้องหยิบจับ
เอกสารต้นฉบับ และถึงแม้ต้นฉบับจะสูญสลายหรือเสียหาย สำเนาดิจิทัลนี้ก็ยังจะคงอยู่ต่อไป ขณะนี้มีเอกสารโบราณที่ได้รับการทำสำเนาดิจิทัลไปแล้วกว่า 400 รายการ และอยู่ระหว่างการดำเนินการอีกประมาณ 1,000 รายการ พบอักษรที่ใช้บันทึกถึง 5 ชนิด ได้แก่ อักษรธรรมล้านนา อักษรไทยสมัยรัตนโกสินทร์ อักษรขอมไทย อักษรธรรมลาว และอักษรไทยน้อย

เป้าหมายปลายทางของโครงการ คือ การสร้างฐานข้อมูลดิจิทัลเอกสารโบราณของกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตภาคกลางให้มีสำเนาดิจิทัลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถสืบค้นและดาวน์โหลดไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายขณะนี้อยู่ระหว่างการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ คาดว่าฐานข้อมูลของโครงการจะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2566

ดร.ยุทธพร กล่าวว่า ตนเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ทำงานแบบเดียวกันนี้ในภูมิภาคอื่นๆ ด้วย รวมถึงมีฐานข้อมูลเอกสารโบราณที่สังกัดหน่วยงานเหล่านี้อีกไม่น้อย แต่ปัจจุบันมีลักษณะต่างคนต่างทำ จึงหวังว่าน่าจะมีหน่วยงานเจ้าภาพที่บูรณาการงานด้านนี้เข้าด้วยกัน เพื่อให้การอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาของชาติแขนงนี้มีความเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘ตรีนุช’ สั่ง สพฐ.ตั้ง กก.สอบลงลึก ผอ.รร.-ผอ.เขตพื้นที่ฯ กรณีครูสอนพาดพิง ‘พล.อ.เปรม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700981

'ตรีนุช' สั่ง สพฐ.ตั้ง กก.สอบลงลึก ผอ.รร.-ผอ.เขตพื้นที่ฯ กรณีครูสอนพาดพิง 'พล.อ.เปรม'

‘ตรีนุช’ สั่ง สพฐ.ตั้ง กก.สอบลงลึก ผอ.รร.-ผอ.เขตพื้นที่ฯ กรณีครูสอนพาดพิง ‘พล.อ.เปรม’

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.32 น.

วันที่ 27 ธันวาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เฝ้าระวังเรื่องการเผยแพร่ความคิดที่เป็นอันตรายในสถานศึกษา และให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทุกเรื่อง ทุกประเด็น ทุกกรณี ตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติ ผู้อำนวยการ ผู้รับผิดชอบเขตพื้นที่ โดยรายงานให้ทราบเป็นระยะ นั้น 

ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีครูรายหนึ่ง ซึ่งผู้ปกครองได้ส่งคลิปวิดีโอการสอนเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ ในวิชาสังคมศึกษาระดับชั้น ม.4 โดยพาดพิง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษและอดีตประธานองคมนตรี ซึ่งทางโรงเรียนได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และสรุปลงความเห็นว่ามีมูลกรณีความผิดชัดแจ้งสมควรพิจารณาแต่งตั้งกรรมการสอบสวนดำเนินการทางวินัย  และขณะนี้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.2 กทม.)ได้ออกคำสั่งให้ ครูรายนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ สพม.2 กทม.โดยไม่ให้ปฏิบัติการสอนจนกว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้น และได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงไปแล้ว ซึ่งตนได้กำชับให้เร่งรัดดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ของโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัยที่เกิดขึ้นตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง  เพื่อตรวจสอบว่าทางโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้มีการดำเนินการในการป้องกันและแก้ไขปัญหากรณีที่มีครู หรือ บุคคลภายนอกมาให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในสถานศึกษาหรือไม่และดำเนินการอย่างไร ทั้งในส่วนของผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียน รวมถึงผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 ด้วย

‘บิ๊กป้อม’นำ พปชร.สวดมนต์เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่’พระองค์ภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700980

'บิ๊กป้อม'นำ พปชร.สวดมนต์เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่'พระองค์ภา'

‘บิ๊กป้อม’นำ พปชร.สวดมนต์เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่’พระองค์ภา’

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.32 น.

“บิ๊กป้อม”นำ พปชร.สวดมนต์เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 27 ธันวาคม 2565 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตภาวนา เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และเลขาธิการพรรค น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค คณะผู้บริหาร ส.ส.และสมาชิกพรรค ร่วมพิธีฯ อย่างพร้อมเพรียง ณ อาคารรัชดา วัน ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ

โดยอันเชิญบทสวดบูชาพระรัตนตรัย, บทชุมนุมเทวดา, บทพระไตรสรณคมน์, บทนะโมการะอัฏฐกะคาถา, บทระตะนะสูตร, บทอังคุลิมาละปริตร, บทโพชฌังคะปริตร, บทอภยปริตร, บทอาฏานาฏิยะปริตร, บทสวดมงคลจักรงาฬใหญ่, บทเทวะตาอุยโยชะนะคาถา, บทพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุง) และบทถวายพระพรชัยมงคล โดยร่วมอธิษฐานจิตถวายพระพร ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี

กิจกรรมครั้งนี้ได้นิมนต์พระราชพิพัฒนาภรณ์ (นิพนธ์ เขมโก ป.ธ.๗) ที่ปรึกษาเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และเจ้าอาวาสวัดหลักสี่ พระอารามหลวง พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ รวมทั้งสิ้น 10 รูป เพื่อเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายประชวรโดยเร็ววัน ให้พระองค์มีพระพลานามัยที่แข็งแรง เพื่อทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมถวายสังฆทาน และปัจจัยไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

– 006

เปิดตัวโครงการพัฒนากำลังคน สำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700942

เปิดตัวโครงการพัฒนากำลังคน สำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากล

เปิดตัวโครงการพัฒนากำลังคน สำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากล

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.18 น.

เปิดตัว “โครงการพัฒนากำลังคนสำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากล เพื่อตอบสนองเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ”

หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านพลังงานเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Center of Excellence for Eco-Energy: CEEE) ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้ดำเนินการเปิดตัว “โครงการพัฒนากำลังคนสำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากลเพื่อตอบสนองเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ” เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา ณ ห้อง Eternity Ballroom โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ

โดยในพิธีเปิดตัวโครงการฯ นี้ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) มาเป็นประธานในพิธีเปิด ซึ่งวัตถุประสงค์ของโครงการฯ คือ เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านการประเมินการรายงานก๊าซเรือนกระจก​ พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกให้มีคุณสมบัติพร้อมเป็นผู้ทวนสอบได้และเพิ่มขีดความสามารถให้หน่วยงานในประเทศไทยสามารถรับรองระบบเพื่อรับรองรายงานก๊าซเรือนกระจก​ที่เป็นมาตรฐานสากล หรือ เทียบเท่าได้ การดำเนินการโครงการฯ ประกอบไปด้วยการอบรมหลักสูตรทั้งหมด 4 หลักสูตร ได้แก่

1.หลักสูตร 1: อบรมหลักสูตรพื้นฐาน​

เหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มาจากภาคอุตสาหกรรม และองค์กรที่มีความประสงค์ในการอนุเคราะห์กรณีศึกษา (Case Study) เพื่อประเมินก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กร (Carbon Footprint of Organization: CFO) หรือ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER)

2.หลักสูตร 1: อบรมหลักสูตรพื้นฐาน ร่วมกับ หลักสูตร 2: อบรมผู้ทวนสอบ​

เหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มาจากองค์กรที่มีความประสงค์ในการพัฒนาเป็นที่ปรึกษาและผู้ทวนสอบ เช่น บุคลากรที่มาจากหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน หน่วยงานอุดมศึกษา หน่วยงานอิสระ เป็นต้น​

3.หลักสูตร 3: พัฒนาผู้ทวนสอบให้มีองค์ความรู้พร้อมสำหรับการรับรองระบบงาน​

เหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มาจากองค์กร/หน่วยงานที่ต้องการพัฒนาเป็นหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบ ​(Validation and Verification Body: VVB) ที่ได้รับการรับรองระบบงาน และมีความรู้เทียบเท่าหลักสูตร 1 และหลักสูตร 2​

4.หลักสูตร 4: หลักสูตรขยายขอบเขตการตรวจรับรองมาตรฐานสากล

เหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มาจากองค์กร/หน่วยงานที่อยู่ในหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบ (VVB) ที่ได้รับรองระบบงาน ISO 14065 แล้ว และมีความรู้เทียบเท่าหลักสูตร 1 และหลักสูตร 2​

การดำเนินงานภายใต้โครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาคต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่นองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน (อาร์อี 100) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการสื่อสารพัฒนาที่ยั่งยืน (สทสย.) หน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหน่วยงานเอกชน

ในวันงานเปิดตัวโครงการฯ มีการบรรยายจากวิทยากรหลายภาคส่วน ได้แก่ การบรรยายในหัวข้อ “ความสำคัญของการรายงานก๊าซเรือนกระจก และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง” โดย คุณธาดา วรุณโชติกุล อบกฯ การบรรยายในหัวข้อ “การรับรองระบบงานของมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจก” โดย คุณรัฏฐา ศรีเจริญ นักวิชาการมาตรฐานชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ สมอฯ และแนะนำรายละเอียดของโครงการฯ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช อุศุภรัตน์ รองหัวหน้าศูนย์ CEEE โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ กว่า 100 ท่านสำหรับบุคลากรที่ผ่านโครงการนี้ จะมีทักษะด้านการประเมินการรายงานก๊าซเรือนกระจก​ ทักษะด้านการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกและมีความสามารถเป็นหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบ ​(Validation and Verification Body: VVB) ที่ได้รับการรับรองระบบงาน เพื่อรับรองรายงานก๊าซเรือนกระจก​ที่เป็นมาตรฐานสากล หรือ เทียบเท่าได้

ผู้แทนหน่วยงาน-ปชช.พร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700901

ผู้แทนหน่วยงาน-ปชช.พร้อมใจลงนามถวายพระพร 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

ผู้แทนหน่วยงาน-ปชช.พร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 13.05 น.

ผู้แทนหน่วยงาน ประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

27 ธ.ค.65 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมีบุคคลสำคัญ คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด นำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าถวาย พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน อาทิ

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี,  นางอาร์มิดา  ซัลเซียะฮ์ อามิสจะฮ์บานา เลขาธิการบริหาร คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก(ESCAP), กรมอิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ, กรมการอุตสาหกรรมทหาร, วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงเรียนสารสาสน์ สมุทรปราการ, บริษัทเจบีพี จำกัด, สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, 

โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2, นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองกะดี จ.สมุทรปราการ, สมาคมโรงเรียนนานาชาติ แห่งประเทศไทย, กรมกำลังพลทหารอากาศ, สหภาพแรงงานธนาคารกรุงไทย, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (สยามเทค), บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน), โรงเรียนกง ลี้ จง ซัน กรุงเทพฯ, องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลี จ.สมุทรปราการ, คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านขอนขว้าง และคณะกรรมการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี, มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น วัชรพล กรุงเทพฯ, วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ งามวงศ์วาน กรุงเทพฯ, สโมสรโรตารีนิรมิตงามราชพฤกษ์, สมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้า แห่งประเทศไทย เป็นต้น

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จิตอาสาพระราชทาน นำอาหารพระราชทานมื้อกลางวัน ซึ่งในวันนี้เป็นเมนู “ข้าวเหนียวไก่ทอด” พร้อมน้ำดื่ม และอาหารว่างมื้อบ่าย มามอบให้กับประชาชนที่มาลงนามถวายพระพร และมารับบริการภายในโรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.เป็นต้นไป ที่ชั้น 1 หน้าอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ชั้น 1 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เวลา 08.00 – 18.00 น. สำหรับวันที่ 29 ธันวาคม 2565 จะเปิดให้ลงนามถวายพระพร เวลา 09.30 – 18.00 น.

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง  เปิดให้ลงนามถวายพระพร  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร  มหาวัชรราชธิดา  ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ชั้น1  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  เวลา 08.00 – 18.00 น.  สำหรับวันที่ 29 ธันวาคม 2565  จะเปิดให้ลงนามถวายพระพร  เวลา 09.30 -18.00 น.   

สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติแต่งตั้ง เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700793

สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติแต่งตั้ง  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนใหม่

สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติแต่งตั้ง เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนใหม่

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติแต่งตั้งให้ นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คนที่ 4 ต่อจาก ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป

นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มีความเชี่ยวชาญ ด้านการบริหารอย่างรอบด้าน มุ่งมั่นที่จะนำสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นสถาบันวิชาการชั้นนำ ด้วยวิสัยทัศน์ “สานต่อนโยบาย และพัฒนายุทธศาสตร์สถาบันพระปกเกล้าให้เป็นสถาบันวิชาการชั้นนำ ด้านการพัฒนาประชาธิปไตย ธรรมาภิบาลและสันติวิธี เพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยเน้นการพัฒนาความเข้มแข็งภาคประชาสังคมและเยาวชนให้มีความเป็นพลเมือง เพื่อความยั่งยืนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ธรรมศาสตร์ รับสมัครอาจารย์ด้านการตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700788

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับสมัครพนักงานมหาวิทยาลัย สายวิชาการ ตำแหน่งอาจารย์ ทางด้านการตลาด จำนวน 2 อัตรา ระดับปริญญาเอก หรืออยู่ระหว่างศึกษาระดับปริญญาเอกโดยผ่านการสอบประมวลวัดผล Ph.D.Candidate ทางด้านหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้ที่สนใจสามารถ Download ใบสมัคร ได้ที่ https://www.tbs.tu.ac.th/aboutus/job-opportunities สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.02-6965742 หรือ 063-9472614 ในวันและเวลาราชการ

‘ขนมชั้นแห่งอนาคต’ จากคณะวิทย์ จุฬาฯ ชนะเลิศ ‘Future Food For Sustainability 2022’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700795

‘ขนมชั้นแห่งอนาคต’ จากคณะวิทย์ จุฬาฯ  ชนะเลิศ ‘Future Food For Sustainability 2022’

‘ขนมชั้นแห่งอนาคต’ จากคณะวิทย์ จุฬาฯ ชนะเลิศ ‘Future Food For Sustainability 2022’

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โครงการ “FUTURE FOOD FOR SUSTAINABILITY” เปิดโอกาสให้ผู้สนใจในอาหารแห่งอนาคต ร่วมสร้างสรรค์เมนูอาหารภายใต้แนวคิด BCG ในคอนเซ็ปต์ “Plate to Planet” โดยครั้งนี้ มีผู้ร่วมสมัครแข่งขันทั้งหมด 2,018 ทีม และมีการประกาศผลการแข่งขันไปแล้วเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2565 ซึ่งขนมชั้นแห่งอนาคต จากทีมเลอชั้น ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 พิชิตเงินรางวัล 1,000,000 บาท และเมนูนี้ยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในเมนูอาหารที่ใส่ในชะลอมสำหรับเสิร์ฟแก่ผู้นำและแขก ในงานเลี้ยงรับรองของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก 2022 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมาอีกด้วย

ขนมชั้นแห่งอนาคต เป็นสูตรลดน้ำตาล เสริมใยอาหารและโพรไบโอติก ผลงานของทีมเลอชั้น ซึ่งประกอบด้วยนิสิตและศิษย์เก่าภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหารคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ นายนุติ หุตะสิงห นิสิตปริญญาเอก และบัณฑิตปริญญาตรี ปีการศึกษา 2564 อีก 2 คน คือนายศิริวัฒน์ จันทร์ธีรกูร และ น.ส.สุกฤตา สุขสำราญ โดยมี รศ.ดร.ขนิษฐา ธนานุวงศ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขัน Future Food For Sustainability 2022

ขนมชั้นแห่งอนาคตมีจุดเด่นที่ดีต่อกาย ได้แก่ ลดน้ำตาลลง 40% จากสูตรเดิม โดยไม่ต้องใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เพราะใช้เทคนิคการปรับโครงสร้างขนมให้มีชั้นหวานสลับชั้นจืด และอาศัยความหวานตกค้าง (sweet aftertaste) จากชั้นหวาน ทำให้ลิ้นยังคงรับรสหวานได้ดังเดิม นอกจากนี้ ยังเสริมใยอาหารกลุ่มพรีไบโอติก (prebiotic) ในเนื้อขนม เสริมจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์พิเศษในครัมเบิ้ลมะพร้าว และเสริมโปรตีนมะพร้าวในซอสมะพร้าวเข้มข้นอีกด้วย ดีต่อใจด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามสะดุดตา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากดอกบัวในสระโบกขรณีจากวรรณคดีไทย นอกจากนี้ ยังมีกลิ่นรส รสชาติและเนื้อสัมผัสที่อร่อยและหลากหลายในจานเดียว เริ่มตั้งแต่เนื้อขนมชั้นที่นุ่มหนึบ หอมกลิ่นน้ำตาลสด เสริมด้วยซอสมะพร้าวเข้มข้นรสเค็ม-หวาน และครัมเบิ้ลมะพร้าวที่กรุบกรอบและหอมมันคล้ายมะพร้าวคั่วซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัว และยังคงเอกลักษณ์ของขนมไทยได้อย่างครบถ้วน และดีต่อโลก สีชมพูของดอกบัวได้มาจากสารสกัดของเปลือกผลแก้วมังกร ส่วนครัมเบิ้ลมะพร้าวถูกเตรียมจากผลพลอยได้จากการเคี่ยวหัวกะทิให้แตกมัน จึงเป็นการนำ food waste มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น เมนูนี้ใช้วัตถุดิบจากพืชทั้งหมด (plant-based raw materials) ซึ่งเป็นการลดการปลดปล่อยแก๊ส CO2 ได้มากกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และใช้วัตถุดิบหลักซึ่งผลิตในประเทศไทยจึงช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยได้อย่างเต็มที่

ลาซาด้า มอบคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง โครงการสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700790

ลาซาด้า มอบคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง  โครงการสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล

ลาซาด้า มอบคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง โครงการสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ลาซาด้า ประเทศไทย มอบคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป จำนวน 10 เครื่อง ให้แก่โครงการสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล ภายใต้มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลและสื่อการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของผู้ป่วยเด็กในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โดยมี ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล (กลาง) กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ (ที่ 2 จากขวา) ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กมหาราชินี และ พญ.อดิศร์สุดา เฟื่องฟู(ขวาสุด) หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล และหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก เป็นตัวแทนรับมอบจาก พันโทหญิงดร.ธมกร ศุภธนรังสี (ที่ 2 จากซ้าย) รองประธานฝ่ายรัฐสัมพันธ์ และนางสาวเรณุกา แฟงทอง (ซ้ายสุด) ผู้จัดการฝ่ายรัฐสัมพันธ์ ลาซาด้า ประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เด็กที่ป่วยเรื้อรังซึ่งขาดโอกาสทางการศึกษาในระหว่างการรักษา ได้เรียนรู้โดยใช้ไอทีเป็นสื่อกลาง และสร้างความเพลิดเพลินเพื่อให้เด็กลดความวิตกกังวลจากอาการเจ็บป่วย ปัจจุบันมีผู้ป่วยเด็กได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ราว 100,000 รายต่อปี และส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาต่อเนื่องตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง โดยคอมพิวเตอร์ที่ได้รับบริจาคจากลาซาด้า ประเทศไทย จะถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อผู้ป่วยเด็กในสถาบันฯ ต่อไป