‘แม่กำปอง’ในความเป็น‘แหล่งท่องเที่ยว’ สองแพร่งการพัฒนา‘รายได้เพิ่มvsสุขใจลด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699458

‘แม่กำปอง’ในความเป็น‘แหล่งท่องเที่ยว’  สองแพร่งการพัฒนา‘รายได้เพิ่มvsสุขใจลด’

‘แม่กำปอง’ในความเป็น‘แหล่งท่องเที่ยว’ สองแพร่งการพัฒนา‘รายได้เพิ่มvsสุขใจลด’

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ต้นทุนเป็นตัวสำคัญ เช่น ต้นทุนทางธรรมชาติ ต้นทุนวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องมีอยู่ ถ้าเราไม่มีต้นทุนตรงนี้ให้ยั่งยืนอนาคตเราอาจจะเจอกับสิ่งที่เปลี่ยนไป ถ้าความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นเยอะก็จะทำให้กระแสหรือความต้องการของนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสวิถีดั้งเดิมก็จะลดน้อยลง ดังนั้นผมจะเน้นต้นทุนธรรมชาติมากที่สุด โดยเน้นการจัดการดูแลทรัพยากร และกรรมการหมู่บ้านจะตั้งกฎกติกาขึ้นมาภายในหมู่บ้าน หากใครจะสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นมาก็ต้องสร้างให้กลมกลืนกับธรรมชาติให้มากที่สุด เน้นให้เป็นวิถีแบบเดิมๆ และเน้นการปลูกฝังลูกหลานให้กลับมาทำงานบ้านเกิด”

ธีรเมศร์ ขจรพัฒนภิรมย์ ประธานเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดเชียงใหม่, ประธานการท่องเที่ยวโดยชุมชนแม่กำปอง และอดีตผู้ใหญ่บ้านแม่กำปองกล่าวกับทีมงาน “แนวหน้าออนไลน์” บอกเล่าเรื่องราว มนต์เสน่ห์ของ “แม่กำปอง”ที่หลายคนหลงใหล ซึ่งหนีไม่พ้นธรรมชาติที่ยังคงสวยงาม และอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี เหมาะสำหรับมาสูดอากาศให้เต็มปอดเดินชิลๆ ถ่ายรูป หาของกิน ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายหรือสโลว์ไลฟ์

อย่างไรก็ตาม แม่กำปองนั้นเป็นมากกว่าแหล่งท่องเที่ยว โดยเป็น “แหล่งเรียนรู้” ด้วยอีกอย่างหนึ่ง ซึ่ง ธีรเมศร์เล่าต่อไปว่า ในปี 2543 ตนเองเริ่มเปิดหมู่บ้านแม่กำปองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยรูปแบบการพักเป็นแบบโฮมสเตย์โดยให้นักท่องเที่ยวพักกับชาวบ้าน และปัจจุบันรูปแบบอย่างนั้นก็ยังมีอยู่ แต่ระยะหลังๆ มีรูปแบบของบ้านพักเพิ่มขึ้น

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการเข้ามาของนายทุน อดีตผู้ใหญ่บ้านท่านนี้ เปิดเผยว่ามีข้อกำหนดที่ชัดเจนอยู่แล้วตั้งแต่ ปี 2559 ซึ่งเวลานั้นก็เห็นว่าน่าจะมีนายทุนเข้ามาแฝงอยู่ในหมู่บ้านฯ โดยคนที่เข้ามาอยู่ที่นี่ได้ต้องเป็นทายาท หากไม่เป็นทายาทก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจได้ แต่ถ้าอยู่อย่างเดียวได้โดยไม่มีการประกอบธุรกิจใดๆแต่ต้องมาทำข้อตกลงกันก่อนในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น จึงมีข้อกำหนดว่า “ชาวบ้านจะขายที่ดินให้นายทุนมาทำกิจการภายในหมู่บ้านไม่ได้เด็ดขาด” โดยมีบทลงโทษคือตัดสวัสดิการออกทั้งหมด ทั้งนี้ บ้านทุกหลังในแม่กำปองจะต้องจ่ายสวัสดิการชุมชน เพื่อนำมาพัฒนาหมู่บ้าน และเคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้วที่ผู้ละเมิดกฎถูกผลักดันออกนอกหมู่บ้าน จึงเชื่อได้ว่าหมู่บ้านจะไม่ถูกกลืนไปโดยนายทุน

“หมู่บ้านแม่กำปองเราเปลี่ยนไป แต่เปลี่ยนไปในรูปแบบที่ว่า ลูกหลานที่ไปทำงานข้างนอกกลับเข้ามาอยู่กับพ่อแม่มาขยายกิจการ จากเดิมที่เป็นโฮมสเตย์ก็ทำเป็นบ้านพักเปิดร้านค้าขึ้นมา จึงทำให้มีจำนวนบ้านเพิ่มขึ้น ตอนนี้บ้านของชาวบ้านที่อยู่จริงๆ มีแค่ 120 หลังคาเรือนที่เหลือเป็นบ้านพักทั้งหมด เมื่อก่อนจะเป็นพื้นที่โล่งทั้งหมด แต่เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นรายได้ของชาวบ้านก็ดีขึ้น การท่องเที่ยว 10 ปีหลังมานี้ผลตอบรับดีมาก ถือว่าอยู่ในความพอดี” ธีรเมศร์ ระบุ

สำหรับพื้นที่ของหมู่บ้านแม่กำปองนั้นเป็นเนื้อที่ประมาณ 6 ตารางกิโลเมตรกว่า พอเข้ามาในพื้นที่แม่กำปองขึ้นไปก็จะเป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ลักษณะของหมู่บ้านฯจะเป็นเหมือนรูปตัว G ซึ่งศูนย์กลางของหมู่บ้านแม่กำปองก็คือ “วัดคันธาพฤกษา” หรือ “วัดแม่กำปอง” ซึ่งมีโบสถ์กลางน้ำ และพิพิธภัณฑ์เมี่ยงอยู่ด้วย เนื่องจากในอดีตคนที่นี่ประกอบอาชีพปลุกเมี่ยงและชา

“พี่น้อย” ชาวบ้านรายหนึ่งให้ความเห็นว่า ตนอยู่ที่แม่กำปองมาตั้งแต่ ปี 2539 ตั้งแต่ค่าแรงงานเมื่อก่อนถ้าเป็นผู้หญิง 130 บาท ผู้ชาย 150 บาท แต่ตอนนี้ ผู้หญิง 500 บาท และผู้ชายถ้าต่ำกว่า 600 บาท ก็จะไม่ทำ เป็นเพราะการท่องเที่ยวและความเจริญเข้ามาสังคมชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนเป็นคนมีจิตใจที่ดีกับเพื่อนกับฝูง แต่ตอนนี้จะกลายเป็นนักธุรกิจ คนหนุ่มที่พอมีกำลังก็จะออกรถมารับนักท่องเที่ยว ผู้หญิงก็จะมาขายของให้นักท่องเที่ยว

“วิถีชีวิตล้วนมีแต่เงินนำหน้า ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนไหว้วานเด็กๆ ทำโน้นทำนี้เล็กๆ น้อยก็อาสาช่วย แต่ตอนนี้กลับต้องจ้างถึงจะทำ ตอนนี้การท่องเที่ยวกลืนวิถีชีวิตของชาวบ้านหมด การท่องเที่ยวดีในเชิงอนุรักษ์ การท่องเที่ยวไม่ดีเพราะทำให้ของทุกอย่างแพงไป ชีวิตของชาวบ้านกลายเป็นคนเมืองคือต้องหาเงิน หากมองในแง่ความเป็นอยู่เงินทองดีขึ้น แต่สังคมความเป็นอยู่ของชาวบ้านเปลี่ยนไป แน่นอนว่าคนรุ่นเก่าไม่ชอบ เพราะเสียงดังรบกวน นักท่องเที่ยวพลุกพล่าน พักผ่อนไม่เต็มที่ จากหมู่บ้านที่สงบ แต่คนรุ่นใหม่ชอบ อย่าลืมว่า แม่กำปองดีที่สุด คืออากาศดี, อารมณ์ดี, อาหารดี” พี่น้อย กล่าว

เช่นเดียวกับผู้สูงวัยชาวแม่กำปองอีกรายหนึ่ง ที่เล่าว่า โฮมสเตย์ตอนนี้มีนิดเดียว แต่บ้านพักมีจำนวนมาก และถึงจะเป็นโฮมสเตย์ก็ไม่ได้พักกับชาวบ้านอีกแล้ว เพราะแยกออกไปคล้ายๆ บ้านพัก แต่มีห้องมาสร้างติดกับบ้าน ไม่เหมือนในอดีตจะมีนักท่องเที่ยวมาพักที่บ้านของชาวบ้านจริงๆเรียกมากินข้าวล้อมวงกัน ซึ่งแม้ทุกวันนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่มีความสุขเหมือนเมื่อก่อน ขณะที่ “ความยั่งยืน” ก็เป็นโจทย์สำคัญของบ้านแม่กำปองไม่ต่างจากที่อื่นๆ เพราะแม้ ณ จุดเริ่มต้นจะวางระบบไว้ดี แต่เมื่อเปลี่ยนผู้นำระบบที่ดีนั้นก็อาจจะไม่ได้รับการสานต่อ

“ตอนนี้กฎระเบียบของหมู่บ้านเปลี่ยนไป ตั้งแต่เปลี่ยนผู้ใหญ่บ้านมันไม่เหมือนเดิมแล้ว หละหลวมไปหมดทุกอย่างแม่กลัวธรรมชาติมันจะหายไป คนเก่าแก่แบบเราก็คิดถึงบรรยากาศแบบเดิมๆเพราะเมื่อก่อนแม่กำปองดีมากเดี่ยวนี้แย่ เงินไม่มีค่า ถ้าแลกกับความสุข ความรู้สึกเหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนเดินไปทักทายเพื่อนบ้านพูดคุยกัน แต่ปัจจุบันถ้าเราไม่ทักเขา เขาก็ไม่ทักเรา แต่เราเป็นเจ้าบ้านที่ดีเมื่อนักท่องเที่ยวมาพักเราก็ต้องต้อนรับอย่างดี” ผู้สูงวัยชาวแม่กำปองรายนี้ กล่าว

จากเรื่องราวของบ้านแม่กำปอง เห็นได้ว่าด้านหนึ่งเมื่อโลกขับเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มีเงินเป็นปัจจัยสำคัญ กระแสการพัฒนาตามแนวทางนี้จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธได้ และในความเป็นจริงมันก็สร้างความสะดวกสบายทางกายภาพให้กับมนุษย์ด้วย แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องบอกว่าไม่มีอะไรที่มีแต่ข้อดีและไร้ข้อเสีย การพัฒนาแบบทุนนิยมช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าให้แต่ละคนนำไปซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้มากขึ้น แต่คนกลับมีความสุขทางจิตใจน้อยลง อยู่แบบตัวใครตัวมันมากขึ้นกลายเป็นสภาวะสังคมเหงาทั้งที่มีคนอยู่รายรอบมากมาย

และถึงจะมองเห็นความเป็นไปทั้ง2 ด้านแบบนี้ “ทางใดถูก-ผิด” ก็ตัดสินได้ยากเหลือเกิน!!!

ผบ.ตร.ให้ตำรวจทั่วประเทศ จัดพิธีสวดมนต์อธิษฐานจิตถวายพระพรชัยมงคลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699534

ผบ.ตร.ให้ตำรวจทั่วประเทศ จัดพิธีสวดมนต์อธิษฐานจิตถวายพระพรชัยมงคลแด่'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

ผบ.ตร.ให้ตำรวจทั่วประเทศ จัดพิธีสวดมนต์อธิษฐานจิตถวายพระพรชัยมงคลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 21.50 น.

ผบ.ตร.ให้ข้าราชการตำรวจพร้อมครอบครัวทั่วประเทศ จัดพิธีสวดมนต์อธิษฐานจิตถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 20 ธันวาคม 2565 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการให้ข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ จัดพิธีสวดมนต์อธิษฐานจิตถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยในส่วนของหน่วยงานที่มีที่ตั้งใน ตร.กำหนดให้สวดมนต์ถวายพระพรชัยมงคล ณ ห้องศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ส่วนหน่วยงานอื่นๆ ทั้งในระดับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค กองบังคับการ หรือ ตำรวจภูธรจังหวัด ให้จัดพิธีสวดมนต์ ตั้งจิตอธิษฐาน ถวายพระพรมงคลชัย พร้อมกันทั่วประเทศเวลา 17.00 น.โดยจัดขึ้นที่หน่วยงาน ให้บริหารจัดการกำลังสับเปลี่ยนหมุนเวียน ตามความเหมาะสม และดำเนินการในทุกวัน โดยเชิญชวนกำลังพล ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมสวดมนต์อธิษฐานจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อถวายกำลังใจในฐานะพสกนิกรด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถวายพระพรให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน

– 006

ศธ.จัดงาน’Unlock a Better Life’ มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย มุ่งเป้าลดหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699410

ศธ.จัดงาน'Unlock a Better Life' มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย มุ่งเป้าลดหนี้

ศธ.จัดงาน’Unlock a Better Life’ มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย มุ่งเป้าลดหนี้

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.48 น.

กระทรวงศึกษาธิการ จัดงาน “Unlock a Better Life” มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย มุ่งเป้าลดหนี้ Up Skill เสริมทักษะการวางแผนการเงิน

ศธ.จัดงานเพื่อช่วยเหลือครูไทยเรื่องการเงิน พร้อมแนะแนวการวางแผนการเงิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตครูไทยและบุคลากรทางการศึกษาให้มีสภาพคล่อง ลดความเครียดในการใช้ชีวิต ส่งผลให้คุณภาพการทำงานที่ดีขึ้น ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a Better Life” สร้างโอกาสใหม่เพื่อครูไทยที่ดีกว่า พร้อมด้วย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, คณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ, คณะผู้บริหารหน่วยงานและสถาบันการเงิน โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมงาน

จากนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ตั้งเป้าให้ปี พ.ศ. 2565 เป็นปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน โดยกระทรวงศึกษาธิการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พบว่า กว่า 80% ของครูไทยในปัจจุบันประสบปัญหาภาวะหนี้สินที่มีหนี้สินรวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาท จึงแนวทางเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน โดยจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a Better Life” สร้างโอกาสใหม่ให้กับครูไทยแก้ปัญหาเรื่องภาระหนี้ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้, ลดดอกเบี้ยและค่างวดรายเดือน, จัดตั้งสถานีแก้หนี้ร่วมช่วยแก้ปัญหาลดหนี้สินพร้อมการให้ความรู้ทางด้านวินัยการเงินและการลงทุน สร้างความแข็งแรงให้กับครูไทยได้มีสุขภาพทางการเงินที่ดี

โดยการช่วยเหลือลดภาระหนี้ให้กับครูไทยกระทรวงศึกษาธิการได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมทั้งสถาบันการเงิน ร่วมกำหนดแนวทาง ลดภาระหนี้โดยรวมของครูไทยให้ลดน้อยลง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งระบบอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนกลยุทธ์ที่สำคัญคือ

– การลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้ครูได้มีภาระหนี้สินที่ลดลง

– ควบคุมยอดหนี้เพื่อไม่ให้เกินความสามารถในการชำระเพื่อให้ครูมีเงินคงเหลือไม่น้อยกว่า 30% เพื่อลดปัญหาการก่อหนี้ เพิ่มหนี้ใหม่

– ปรับโครงสร้างหนี้ โดยรวมหนี้มาไว้กับสถาบันการเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ และชะลอการดำเนินการทางกฎหมาย

– จัดตั้งสถานีแก้หนี้ให้คำปรึกษากับครู

– ติดอาวุธให้ความรู้เสริมทักษะทางการเงินแก่ครูเพื่อต่อยอดในการลงทุน สร้างความแข็งแรงทางด้านการเงินอย่างยั่งยืน

โดยในงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a Better Life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสถาบันการเงินชั้นนำและองค์กรต่างๆ ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.), กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และกรมบังคับคดี ร่วมมือกันในครั้งนี้ พร้อมมุ่งเป้าช่วยไกล่เกลี่ยหนี้ของครูไทยที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีหรือถูกบังคับคดีทางกฎหมาย รวมทั้งผู้ค้ำประกัน เป็นมูลค่ากว่า 6,021 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมหลักภายในงาน ได้แก่ การเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนของการฟ้องร้องดำเนินคดี การปรับโครงสร้างหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงิน การให้บริการวางแผนและให้คำปรึกษาการออม การกู้ยืม และการลงทุน รวมถึงการอบรมให้ความรู้ด้านการเงิน และการบริหารจัดการหนี้สิน เพื่อให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

‘หมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชัน’สวดมนต์ ถวายพระพรชัยมงคลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699406

'หมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชัน'สวดมนต์ ถวายพระพรชัยมงคลแด่'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

‘หมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชัน’สวดมนต์ ถวายพระพรชัยมงคลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.26 น.

“หมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชัน”นำตัวแทนภาคเหนือขึ้น”วัดพระธาตุดอยสุเทพ”สวดมนต์และถวายสังฆทาน เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่”สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา”

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร “พระธาตุคู่เมืองล้านนา” ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายอานนท์ แสนน่าน ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ประธานหมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชันแห่งประเทศไทย นายสมชัย แสงทอง ประธานหมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชันภาคเหนือ พร้อมตัวแทนและผู้ประสานงานภาคเหนือ ได้รับมอบหมายจาก “แรมโบ้” นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) จัดพิธีสวดมนต์ และเครื่องสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพ โดยอันเชิญบทสวดโพชฌังคปริตร ร่วมอธิษฐานจิตถวายพระพร ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี

นายอานนท์ แสนน่าน ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ประธานหมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่สำนักพระราชวัง ได้ออกแถลงการณ์ เมื่อ 15 ธันวาคม 2565 เรื่องสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวร ขณะนี้ประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พสกนิกรทั่วไทยต่างเฝ้าติดตามพระอาการ พร้อมร่วมใจถวายพระพรด้วยความจงรักภักดีและน้อมใจกันสวดมนต์บูชาธรรม อธิษฐานจิต ถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน

นายอานนท์ กล่าวอีกว่า สำหรับในวันนี้ทางตัวแทน “หมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชัน” ภาคเหนือ ได้ดำเนินการจัดพิธี สวดมนต์ และถวายเครื่องสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมกันนี้ได้อัญเชิญบทสวดโพชฌังคปริตร ร่วมอธิษฐานจิตถวายพระพร ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี “อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี”

– 006

ครม.เห็นชอบโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699390

ครม.เห็นชอบโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

ครม.เห็นชอบโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.48 น.

ครม.เห็นชอบให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างส่วนราชการ หน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบท ถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้โดยไม่ถือเป็นวันลา

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ ให้ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก โดยไม่ถือเป็นวันลา เสมือนเป็นการปฏิบัติราชการและได้รับเงินเดือนตามปกติ ระหว่างวันที่ 26 ธ.ค.65 – 9 ม.ค.66

ทั้งนี้ โครงการบรรพชาอุปสมบทฯ ครั้งนี้ จะดำเนินการโดยกรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ให้หายจากอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน และเป็นการแสดงความจงรักภักดีโดยการเจริญจิตภาวนา อีกทั้งเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอุปสมบทได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา โดยการบรรพชาอุปสมบทจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 ธ.ค.65 – 9 ม.ค.66 รวมเวลา 15 วัน

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่เคยลาบรรพชาอุปสมบทระหว่างรับราชการมาแล้วก็สามารถบรรพชาอุปสมบทในครั้งนี้ได้อีก และการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้จะไม่เป็นเหตุให้เสียสิทธิในการลาบรรพชาอุปสมบทตามปกติในอนาคตด้วย

สำหรับขั้นตอนดำเนินโครงการ กรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จะเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการฯ ระหว่างวันที่ 19 – 22 ธ.ค.65 และมีการเตรียมการก่อนบรรพชาอุปสมบท ในวันที่ 23 – 24 ธ.ค.65 มีพิธีปลงผม ในวันที่ 25 ธ.ค.65 และบรรพชาอุปสมบทในวันที่ 26 ธ.ค.65 ต่อไป

สกสว.จับมือหน่วยบริหารและจัดการทุน มุ่งเป้าทำน้อยได้มากและผลผลิตร่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699310

สกสว.จับมือหน่วยบริหารและจัดการทุน มุ่งเป้าทำน้อยได้มากและผลผลิตร่วม

สกสว.จับมือหน่วยบริหารและจัดการทุน มุ่งเป้าทำน้อยได้มากและผลผลิตร่วม

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 10.24 น.

สกสว.จับมือหน่วยบริหารและจัดการทุน มุ่งเป้าทำน้อยได้มากและผลผลิตร่วม

สกสว.สานพลังหน่วยบริหารและจัดการทุนร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศในเชิงกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเป็นทีมเดียวกันที่สร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศ ทำน้อยแต่ได้มาก ไม่เพิ่มภาระ สร้างความเข้าใจร่วม มีเครื่องมือและแพลตฟอร์มการทำงานเชื่อมโยงกัน และใช้ผลผลิตร่วมในระบบติดตามประเมินผล
ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เป็นประธานเปิดการประชุม PMU Forum Retreat ประจำปี 2565 ระหว่างวันที่ 16-18 ธันวาคม 2565 ณ โรงแรม เดอะ คาวาลิ คาซ่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวน แลกเปลี่ยน และรับฟังข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นร่วมกันของหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ในเชิงกลยุทธ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประธาน กสว. ระบุว่า ที่ผ่านมาในเชิงการทำงานได้มีการวางระบบในระดับหนึ่งแล้ว การร่วมคิดและร่วมหารือกันทำงานแบบพี่น้องจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน เพื่อหาวิธีบริหารจัดการและการสื่อสารระหว่างกัน ทำให้การทำงานประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ และใช้ ‘ผลผลิตร่วม’ เป็นตัวแสดงในระบบติดตามประเมินผล ขณะที่ ศ. ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ประธานอำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สิ่งที่ยังขาดและจะทำให้เกิดความเข้มแข็งในการทำงานเชิงนโยบาย คือ การทอนยุทธศาสตร์ในภาพรวมลงมาเป็นสิ่งที่วัดได้ และต้องตอบคำถามแรกให้ได้ว่าจะทำอะไรให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังต้องมีเครื่องมือที่ใช้ร่วมกัน วางแนวคิดและติดตามผลเพื่อให้คุยกันง่ายขึ้น และมีการประเมินผลที่เข้าใจตรงกัน

ด้าน รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สิ่งที่คาดหวังจากเวทีนี้คือภาพที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกันในบทบาทของหน่วยบริหารและจัดการทุน ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบ ววน. ของประเทศ ได้ทบทวนปัญหาอุปสรรคพร้อมกับแนวทางที่จะขับเคลื่อน โดยก้าวต่อไปคือ ทำน้อยได้มาก และเป็นทีมเดียวกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศและมีผลกระทบสูง

สำหรับประเด็นสำคัญในการแสวงหาเป้าหมายร่วมกัน ได้แก่ การปรับเป้าหมายการทำงานเพื่อใช้เงินตามเป้าประสงค์ของ ววน. โดยการสร้างความเข้าใจร่วม มีแนวทางการทำงานร่วมกัน และอยากเห็นแพลตฟอร์มการทำงานที่เชื่อมโยงกัน มี Gray area ที่มีการพูดคุยกันของหน่วยบริหารและจัดการทุนทำงานในประเด็นเดียวกัน โดยมีความท้าทายในช่วง 1-5 ปี คือ กระบวนการทำงานน้อยแต่มาก และไม่สร้างภาระงานเพิ่มแก่หน่วยบริหารและจัดการทุนโดยไม่จำเป็น แลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และร่วมกันพัฒนานักวิจัยให้มีคุณภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายของ ววน. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังขาดคนวิเคราะห์ภาพใหญ่ให้ชัดเจนว่ามีช่องว่างอยู่ที่ใด สกสว.และหน่วยบริหารและจัดการทุนต้องทำอะไรเพื่อปิดช่องว่างนั้น

ขณะที่การดำเนินงานเพื่อให้บรรลุผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบภายใต้แผนระยะ 5 ปี คือ การเพิ่มขีดความสามารถ และการนำความรู้ไปสร้างความยั่งยืนในมิติของสังคม โดยตั้งเป้าไว้ว่าประเทศไทยต้องมีอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) และมีอันดับดัชนีความยั่งยืน (SDG Index) ที่สูงขึ้นอยู่ใน 35 อันดับแรก เกิดผลลัพธ์ที่ได้รับจากการจัดสรรงบประมาณ ทั้งด้านสังคม ชุมชน พื้นที่ และด้านกำลังคน ระบบนิเวศ โดยมีหน่วยงานในระบบ ววน. เป็นกำลังหลักที่จะส่งมอบผลผลิตแก่ฝ่ายนิติบัญญัติในการชี้แจงงบประมาณ สามารถตอบสนองประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้เชื่อมั่นว่าการลงทุนด้าน ววน. ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศได้จริง ดังนั้นจึงต้องร่วมกันกำหนดเป้าหมายร่วมในการส่งมอบผลสัมฤทธิ์ 5 ปี และแนวทางการทำงานเพื่อนำส่งตัวชี้วัดต่าง ๆ และนำไปสู่การขับเคลื่อน ววน. ให้ประสบความสำเร็จ

ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.จะรวบรวมข้อมูลและสรุปให้เป็นระบบเพื่อสื่อสารกับหน่วยงานอันจะเป็นประโยชน์ต่อทำงาน และคิดต่อว่าจะพัฒนากลไกขับเคลื่อนอย่างไร โดยนำความเห็นของทุกคนที่ร่วมเวทีไปประกอบการทบแทนแผนด้าน ววน. ระยะ 5 ปี โดยในระยะสั้นจะทบทวนเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญ (OKRs) การสร้างศักยภาพของบุคลากร การจัดทำคู่มือหรือหลักสูตรเพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกันและเครื่องมือหนุนเสริมที่จำเป็น เช่น การสร้างวิจัยเชิงระบบ รวมถึงการติดตามประเมินผลการทำงาน ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าจะได้เห็นพลังที่มีความมุ่งมั่นและเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง สกสว. และหน่วยบริหารและจัดการทุน 

“ข้อสังเกตจากเวทีนี้คือ เราจะมีอะไรส่งมอบผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบบ้าง ซึ่งจะต้องมีความสามารถในการเล่าเรื่องและเขียนเส้นทาง มีคำตอบที่เริ่มจากกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน จะเดินทางไหนเพื่อช่วยบูรณาการโครงการต่าง ๆ ที่จะเข้ามา และเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะใช้ร่วมกันเพื่อให้เห็นความสอดคล้องของงานมากขึ้น 

นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เช่น Covid-19 เพื่อสร้างความตระหนักแก่สังคม รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกันด้วย” ประธานอำนวยการ สกสว. กล่าวสรุป

ธรรมศาสตร์ จัดงาน วันเชิดชูเกียรตินักวิจัย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้คณาจารย์-นักวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699150

ธรรมศาสตร์ จัดงาน วันเชิดชูเกียรตินักวิจัย  เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้คณาจารย์-นักวิจัย

ธรรมศาสตร์ จัดงาน วันเชิดชูเกียรตินักวิจัย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้คณาจารย์-นักวิจัย

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงาน “วันเชิดชูเกียรตินักวิจัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2565” ขึ้น โดยศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธี เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติคุณคณาจารย์และนักวิจัยของ มธ. ที่สร้างผลงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงพัฒนาทั้งต่อสังคมไทยและสังคมโลก และสามารถคว้ารางวัลได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2565 ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี กล่าวว่าช่วงที่ผ่านมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีนวัตกรรมจำนวนมากที่ได้รับรางวัลในประเทศ และสร้างชื่อเสียงในระดับโลก ซึ่งทำให้เห็นศักยภาพของบุคลากรธรรมศาสตร์ ที่มีความรู้ความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นที่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสังคม ธรรมศาสตร์ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่ให้ความสำคัญด้านวิชาการ งานวิจัย งานสร้างสรรค์ รวมถึงสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมมาโดยตลอด และมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมสร้างงานวิจัย รวมถึงนวัตกรรมต่อไป โดยได้ตั้งกองทุนส่งเสริมงานวิจัย เพื่อสนับสนุนนักวิจัยทั้งในประเทศ และต่างประเทศเพื่อให้อาจารย์และนักวิจัยของธรรมศาสตร์ผลิตงานวิจัย อันจะนำไปสู่การยกระดับงานวิจัยให้มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก

สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลในงาน “วันเชิดชูเกียรตินักวิจัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประจำปี 2565” แบ่งออกเป็น 7 ประเภทรางวัล ประกอบด้วย ผู้ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ จำนวน 7 เหรียญ ผู้ได้รับโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น เมธีวิจัยอาวุโส และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 4 เหรียญผู้ได้รับการกำหนดตำแหน่งศาสตราจารย์ ได้รับเงินเดือนขั้นสูง จำนวน 2 เหรียญ ผู้ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 19 เหรียญ 4 ผลงาน ผู้ได้รับทุนวิจัยโครงการขนาดใหญ่ จำนวน 11 เหรียญ ผู้ได้รับรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่นระดับส่วนงาน จำนวน 12 เหรียญผู้ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณทางด้านการวิจัยจากหน่วยงานภายนอก จำนวน 21 เหรียญ

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิด นิทรรศการศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699146

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิด  นิทรรศการศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิด นิทรรศการศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 20 จัดโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่างกรมศิลปากร และบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) โดยมี พลเอกจรัลกุลละวณิชย์ นายกสภามหาวิทยาลัยพร้อมด้วย รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติอธิการบดี รศ.ภิญโญ สุวรรณคีรีประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดศิลปะปูนปั้น แห่งประเทศไทย นายประทีปเลี่ยวไพรัตน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) และผศ.บรรลุวิริยาภรณ์ประภาส ผู้อำนวยการวิทยาลัยเพาะช่าง ร่วมเฝ้าฯรับเสด็จ และน.ส.ภัทรพรรณ เลี่ยวไพรัตน์ ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่สายขาย บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) และผู้แทนนักศึกษาชาย-หญิง ทูลเกล้าฯ ถวายพวงมาลัย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ อาคารพิพิธภัณฑ์เพาะช่างเฉลิมพระเกียรติ มทร.รัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่างเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2565

นิทรรศการศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 20 จัดขึ้นเพื่ออนุรักษ์ สืบสานงานศิลปะปูนปั้นซึ่งเป็นภูมิปัญญาและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เปิดโอกาสให้ประชาชน เยาวชนคนรุ่นใหม่ รวมถึงช่างปูนปั้นได้เข้ามารู้จักมีส่วนร่วม ได้แข่งขัน รับฟังแลกเปลี่ยนความรู้ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นทั้งผู้ถ่ายทอดความรู้และเป็นกรรมการตัดสินนอกจากนี้ยังมีโครงการการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เป็นกิจกรรมที่เน้นเผยแพร่ความรู้ให้แก่คนรุ่นใหม่เยาวชนหรือบุคคลทั่วไปที่สนใจรักในงานปูนปั้น การบรรยายให้ความรู้ทางศิลปะไทยเบื้องต้น การนำชมผลงานปูนปั้นที่จัดนิทรรศการเพื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะ การจัดให้เข้าร่วมรับฟังการสาธิตโดยศิลปินปูนปั้นยอดเยี่ยมที่มาเป็นวิทยากร และผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติการสร้างสรรค์งานปูนปั้น ภายในวิทยาลัยเพาะช่าง การจัดแสดงผลงานศิลปะปูนปั้น เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุน เพื่อเป็นการอนุรักษ์ เผยแพร่ความรู้และส่วนหนึ่งได้นำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนของนักศึกษาพัฒนาองค์ความรู้และประเทศชาติต่อไป

สยามราชธานี ร่วม มทร.ราชมงคลกรุงเทพ ผลิตบัณฑิตสารสนเทศและดิจิทัลเพื่อธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699148

สยามราชธานี ร่วม มทร.ราชมงคลกรุงเทพ ผลิตบัณฑิตสารสนเทศและดิจิทัลเพื่อธุรกิจ

สยามราชธานี ร่วม มทร.ราชมงคลกรุงเทพ ผลิตบัณฑิตสารสนเทศและดิจิทัลเพื่อธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฐพล วิมลเฉลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการจ้างเหมาบริการครบวงจร (Outsourcing Services) และ รองศาสตราจารย์ ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการร่วมผลิตบัณฑิตด้านระบบสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อธุรกิจ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานรูปแบบใหม่

นายณัฐพล วิมลเฉลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทฯ เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ได้เดินหน้าปรับองค์กรจากบริษัทธุรกิจการจ้างเหมาบริการครบวงจร ก้าวสู่การเป็น Tech Company หรือบริษัทที่มีการใช้เทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมใหม่ให้เกิดขึ้น และอีกหนึ่งพันธกิจหลักของบริษัทคือการส่งเสริมสนับสนุนและประสานงานเพื่อการพัฒนาทรัพยาบุคคล สยามราชธานีจึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ สถาบันการศึกษาที่มีทั้งองค์ความรู้ บุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ และสถานที่สำหรับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมสำหรับการผลักดันให้มีการพัฒนางานทางด้านวิชาการ โดยเฉพาะทางด้านไอที เทคโนโลยี

“นับตั้งแต่เกิดผลกระทบจากดิจิทัลดิสรัปชั่นมาจนถึงโควิด-19 ดิสรัปชั่นทำให้มีการเปลี่ยนแปลงหลากหลาย ถือเป็นความท้าทายของทั้งภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดความต้องการการจ้างงานเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงแต่มีความรู้ในสาขาที่เรียนมาเฉพาะด้าน แต่ต้องการบัณฑิตที่สามารถทำงานได้จริง ดังนั้นการพัฒนาด้านสหกิจศึกษา (Cooperative Education) ซึ่งเป็นระบบการศึกษาที่ผสมผสานการเรียนกับการปฏิบัติงาน (Work Integrated Learning) โดยเฉพาะการเรียนรู้ในสาขาด้านไอทีและเทคโนโลยี เพื่อเสริมคุณภาพของบัณฑิตผ่านประสบการณ์ทํางานในสถานประกอบการ ตามมาตรฐานวิชาการและวิชาชีพ และตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาของธุรกิจ และแก้ปัญหาการเรียนจบไม่มีงานทำ ก่อให้เกิดการจ้างงานจริง

รองศาสตราจารย์ ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กล่าวว่า ภายใต้การตกลงร่วมผลิตบัณฑิตด้านระบบสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อธุรกิจในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาหลักสูตรและศักยภาพนักศึกษา โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาบัณฑิตจบใหม่ในสาขาระบบสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อธุรกิจ รวมถึงสาขาอื่นๆ ด้านไอที ด้านเทคโนโลยี ที่ต้องการเข้ามาทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลให้มีความพร้อมผ่านการส่งเสริมทักษะที่ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมอีกทั้งสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพสากลก่อนป้อนเข้าสู่ระบบ โดยมีเป้าหมายพัฒนาบัณฑิตภายใต้หลักสูตรความร่วมมือครั้งนี้ปีละไม่น้อยกว่า 670 ราย

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงดนตรีไทย งานแสดงดนตรีไทย ครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699149

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงดนตรีไทย  งานแสดงดนตรีไทย ครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงดนตรีไทย งานแสดงดนตรีไทย ครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนิน ไปทอดพระเนตรและทรงดนตรีไทย “การแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์” พ.ศ.2565 โดยมี นายอิทธิพลคุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพาทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เฝ้าฯ รับเสด็จ จากนั้นทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ นิทรรศการครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ และทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ วงบ้านปลายเนิน และผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กราบบังคมทูลรายงานว่าการแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทรงเป็น “เอกอัครราชูปถัมภก มรดกวัฒนธรรมไทย” และ “วิศิษฏศิลปิน” ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริม และเผยแพร่งานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านดนตรีไทย ทั้งได้ทรงเกื้อหนุนอุปถัมภ์ดนตรีไทยและนักดนตรีไทยมาโดยตลอด เป็นที่ซาบซึ้งและประจักษ์ชัดในพระมหากรุณาธิคุณเป็นยิ่งนัก

ในปีนี้ การแสดงในภาคแรก จากครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ ทั้งชาย-หญิง รวม 36 ท่าน รวมถึงลูกศิษย์และลูกหลานครูอาวุโส 25 คน ร่วมขับร้องและบรรเลงบทเพลงไทยประกอบด้วยรายการแสดงโดยครูอาวุโสชายหญิงได้แก่ รำถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา พร้อมบรรเลงดนตรีไทยประกอบโดย วงดนตรีไทยกรมศิลปากร ร่วมกับวงศิษย์พระประณีตวรศัพท์การบรรเลงดนตรีไทย และขับร้องถวายพระพรแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วงมโหรีเครื่องใหญ่พิเศษ การบรรเลงดนตรีไทย เพลงลาวดวงดอกไม้ 2 ชั้น (ออกซุ้ม เดี่ยวจะเข้) วงปี่พาทย์ไม้นวม การบรรเลงดนตรีไทย เพลงแขกสาหร่าย 2 ชั้น วงดนตรีไทยเครื่องใหญ่ การบรรเลงดนตรีไทย เพลงภาษาจีน (โป๊ยกังเหล็ง) วงเครื่องสายผสมขิม และ การบรรเลงดนตรีไทยประกอบการแสดง เพลงยอยศพระลอ โดยวงปี่พาทย์ไม้นวม โดยวงลูกศิษย์ครูอาวุโส

ปิดท้ายด้วยการแสดงชุดพิเศษโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดนตรีไทย (ซอด้วง) เพลงลาวดวงเดือนร่วมกับ วงดนตรีบ้านปลายเนิน