ธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมอินโดนีเซีย และ CLMV พัฒนาการศึกษา กลุ่มนักศึกษามุสลิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691089

ธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมอินโดนีเซีย และ CLMV  พัฒนาการศึกษา กลุ่มนักศึกษามุสลิม

ธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมอินโดนีเซีย และ CLMV พัฒนาการศึกษา กลุ่มนักศึกษามุสลิม

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำโดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีและคณะผู้บริหาร ร่วมกับสมาคมชุมชนมุสลิมอาเซียน (Associate of Muslim Community in ASEAN : AMCA) จัดการประชุมวิชาการนานาชาติหัวข้อ “Challenges of Community Development in Disruption Era” พร้อมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับสถาบันการศึกษาจากประเทศอินโดนีเซีย จำนวน 55 แห่ง และสถาบันการศึกษาในประเทศเวียดนาม กัมพูชา และลาว CLMV อีกกว่า 20 แห่ง เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาในระดับนานาชาติให้แข็งแกร่ง พร้อมทั้งพัฒนาการศึกษาเพื่อสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน ภายในงานมีผู้บริหารของสถาบันการศึกษาพันธมิตรเข้าร่วมงานกว่า 100 คนและยังเป็นการร่วมฉลองครบรอบ 55 ปี ของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายภาคีสัมพันธ์ และคณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) เปิดเผยว่า ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากพัฒนาหลักสูตรทางการศึกษาร่วมกันระหว่าง DPU และ มหาวิทยาลัยจากอินโดนีเซียและประเทศ CLMV แล้ว ยังถือเป็นการเปิดตลาดการศึกษาให้กับนักศึกษาชาวมุสลิมของทั้งสองฝ่ายอีกด้วย โดยเบื้องต้นมหาวิทยาลัยจากอินโดนีเซียเสนอทุนเรียนฟรีตลอดหลักสูตรในระดับปริญญาโทให้กับนักศึกษาของ DPU ขณะเดียวกัน DPU ก็พร้อมรับนักศึกษามุสลิมจาก
เครือข่ายพันธมิตร โดยทาง CIBA มีหลักสูตรนานาชาติในหลายสาขาวิชา โอกาสนี้ถือเป็นการขยายตลาดการศึกษาไปยังกลุ่มนักศึกษามุสลิม ซึ่งนับเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และยังถือเป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้ประเทศอีกด้วย

“การบุกตลาดการศึกษาไปยังประเทศอินโดนีเซียและกลุ่มประเทศอาเซียน หรือ CLMV นับเป็นอีกช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งมีมหาวิทยาลัยอยู่จำนวนมาก และมีบางแห่งเสนอให้ทุนเรียนฟรี 100% ในระดับปริญญาโทให้กับนักศึกษาเราขณะเดียวกันเบื้องต้นเราตั้งเป้านักศึกษาจากอินโดนีเซียมาเรียนกับเราอย่างน้อยปีละ 100 คน” คณบดี CIBA กล่าวในตอนท้าย

ส่งท้ายงานมหกรรมพุทธธรรม นำสื่อสร้างสันติสุขอย่างงดงาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691199

ส่งท้ายงานมหกรรมพุทธธรรม นำสื่อสร้างสันติสุขอย่างงดงาม

ส่งท้ายงานมหกรรมพุทธธรรม นำสื่อสร้างสันติสุขอย่างงดงาม

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 21.49 น.

ส่งท้ายงานมหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุขอย่างงดงาม พร้อมฐานข้อ Big Data ที่เปิดให้เข้าชมแบบ Virtual Exhibition ได้ตลอดเวลา

9 พ.ย.65 ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า งานมหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 พย.65 ที่ผ่านมา ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ถือว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญ และประสบผลสำเร็จ เพราะพระเดชพระคุณให้ความเมตตา ทั้งจากในและต่างประเทศ รวมถึงประชาชนทั่วไปก็ให้ความสนใจอย่างคับคั่ง

โดยนอกจากเนื้อหาบนเวทีเสวนา จะให้ประโยชน์ต่อผู้รับชมรับฟังแล้ว พระธรรมฑูต ที่พำนัก ณ วัดไทยในต่างประเทศ ทั้ง อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน สวีเดน ต่างชื่นชมและให้ข้อคิดคำสอน เพื่อให้ประชาชนนำไปปฎิบัติในชีวิตประจำวันควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์

ดร.ธนกร กล่าวว่า การเข้าชมผ่านระบบ Virtual Exhibition เป็นการรวบรวมสื่อพระพุทธศาสนา ที่เป็น Big Data ซึ่งจะมีไอคอนประกอบด้วย 4 หัวข้อหลัก ต่อจากนี้ ผ่านทาง
http://www.มหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข.com ประกอบด้วย

ดูธรรม Dhamma  Watch เพื่อใช้ดูสื่อในรูปแบบต่างๆได้อย่างหลากหลาย เช่น ภาพยนตร์  ละครสั้น การ์ตูนแอนิเมชัน พร้อมแนะนำผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดจากทางกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ อาทิ ซีรี่ย์ แอนิเมชันเรื่อง “สัมมาทิฐิ ทะลุมิติมายา” เป็นแอนิเมชันที่ให้ความสนุกสนาน อีกทั้งยังได้เรียนรู้หลักธรรม คำสอนในพุทธศาสนา สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตของเราได้

ฟังธรรม Dhamma  Listening ในชีวิตประจำวันของทุกๆคน มักใช้การฟังเสียงเป็นหลัก ฟังธรรมจะประกอบไปด้วย เทศนา คลิปเพลง นิทานเสียง สามารถรับฟังได้สะดวก รวดเร็ว เพราะมีการแบ่งหมวดหมู่ที่ชัดเจน มาพร้อมกับแสดงรูปภาพตัวอย่าง และ รายละเอียดของคลิปเสียง  ในส่วนของฟังธรรม หรือ Dhamma  Listening จะเชื่อมโยง ไปยังไอคอนคือ

อ่านธรรม Dhamma  Reading หนังสือออนไลน์ (E-Book) ได้รวบรวมไว้เป็น E-Library ห้องสมุดขนาดใหญ่ โดยมีหนังสือที่หลากหลาย สามารถเลือกอ่านได้ตามความสนใจของตนเอง เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย

สนทนาธรรม Dhamma Talk บทสนทนากับพระอริยสงฆ์ พระเถรานุเถระ พระผู้ใหญ่ และคำสอนต่างๆที่ถูกรวบรวมไว้ต่างเวลาต่างวาระ  อีกทั้งยังมีบทสัมภาษณ์จากพระที่เป็นผู้นำในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา

‘ทางกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซาบซึ้งในความเมตตาของพระเดชพระคุณ โดยมีความตั้งใจที่จะให้ชาวไทยทุกคนน้อมนำหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องไกลตัว สื่อที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาก็มีเยอะมาก แต่ใครกัน ที่จะรวบรวมผลงานทั้งหมดและแบ่งหมวดหมู่ ทำให้ครบวงจรเช่นนี้ 

มหกรรมพุทธธรรม นำสื่อสร้างสันติสุข จะทำให้ท่านได้สนุก เพลิดเพลิน ได้ข้อคิด และหลักธรรม เรียนรู้ที่จะทำให้ตนเองและอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยเราต้องมีความเชื่อว่า เราเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการสืบสานและเผยแพร่ พุทธศาสนา’

ร่วมค้นหาและเพลิดเพลินกับสาระความรู้ที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จัดทำขึ้นในครั้งนี้ 

“อยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าร่วมรับชมได้ เพียงแค่ปลายมือสัมผัส” ดร.ธนกร กล่าวทิ้งท้าย

‘ตรีนุช’เร่งคลอด อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ 245 เขต ภาย 6 ก.พ.66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691133

'ตรีนุช'เร่งคลอด อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ 245 เขต ภาย 6 ก.พ.66

‘ตรีนุช’เร่งคลอด อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ 245 เขต ภาย 6 ก.พ.66

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 17.27 น.

“ตรีนุช”เร่งคลอด อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ 245 เขตฯภาย 6 ก.พ.66 หลังราชกิจจาประกาศ พ.ร.บ.แก้คำสั่ง คสช.แล้ว

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว และมีผลให้อํานาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปเป็นของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่ ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้กำหนดให้ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา) ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ศธ.เตรียมการรองรับ พ.ร.บ.ฉบับนี้มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าให้ให้เป็นไปตามกฎหมาย และดำเนินการให้มี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา รวม 245 เขตพื้นที่ฯ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 โดยที่ผ่านมาทางสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ยกร่างจำนวน องค์ประกอบ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์ สอบถามความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.พิจารณา ทั้งนี้เมื่อคณะกรรมการ ก.ค.ศ.เห็นชอบหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ก็สามารถดำเนินการสรรหาเพื่อให้มี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลได้ทันที

“ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้ทางสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เตรียมดำเนินการถ่ายโอนภารกิจเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลไปยังเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมทั้งให้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขตเตรียมการรองรับ โดยจัดเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและอบรมให้มีความรู้ เพื่อให้ช่วงรอยต่อการถ่ายโอนการบริหารงานบุคคลไม่มีปัญหา ส่วนการบริหารงานบุคคลในระหว่างนี้ มาตรา 11 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ระบุไว้ว่าการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งของ กศจ.ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล ซึ่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดไว้ให้เป็นอำนาจของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่ค้างการดำเนินการอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการต่อไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.ลงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2560 จนกว่าจะมี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตามพระราชบัญญัตินี้” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวว่า ที่ผ่านมา ก.ค.ศ.เตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าว ทั้งการปรับแก้หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและเชี่ยวชาญ ตามข้อตกลงในการพัฒนางานหรือเกณฑ์ PA ที่เพิ่งประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม รวมถึงยกร่างจำนวน องค์ประกอบ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ โดย ก.ค.ศ.พยายามรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ร่างองค์ประกอบดังกล่าวมีความเป็นธรรม โดยองค์ประกอบของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะมีคณะกรรมการทั้งหมด 11 ราย ประกอบด้วย ประธาน ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เป็นเลขานุการโดยตำแหน่ง ร่วมด้วยไตรภาคี 3 ส่วนคือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ราย ผู้แทนส่วนราชการ 3 ราย และผู้แทนครู 3 ราย เพื่อให้การบริหารงานบุคคลของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้ โดยคาดว่า จะสามารถเสนอร่างดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.พิจารณาได้ภายในสัปดาห์หน้า จากนั้นเขตพื้นที่ฯ สามารถดำเนินการสรรหา อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯได้ทันที คิดว่าจะสามารถสรรหา อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ได้ทันภายใน 90 วันหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้

“ส่วนความคืบหน้าการแก้ไขระเบียบ ข้อบังคับ อื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายฉบับนี้นั้น ก.ค.ศ.ดำเนินการมาโดยตลอด โดยมีระเบียบ และข้อบังคับที่ต้องปรับแก้รวม ประมาณ 160 ฉบับ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่คำสั่ง คสช.มีผลบังคับใช้ ซึ่งขณระนี้ ก.ค.ศ.เตรียมปรับแก้ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด” นายประวิต กล่าว

‘อรรถพล’ สั่ง ศธภ.-ศธจ.ทำแผนการทำงานชัดเจน ลดงานซ้ำซ้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690998

‘อรรถพล’  สั่ง ศธภ.-ศธจ.ทำแผนการทำงานชัดเจน ลดงานซ้ำซ้อน

‘อรรถพล’ สั่ง ศธภ.-ศธจ.ทำแผนการทำงานชัดเจน ลดงานซ้ำซ้อน

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 12.46 น.

‘อรรถพล’  สั่ง ศธภ.-ศธจ.ทำแผนการทำงานชัดเจนลดงานซ้ำซ้อน เตรียมชง ‘ตรีนุช’ เพิ่มศธภ.ครบ 12 ภาค จี้ ‘สกสค.-คุรุสภา’ ขันน็อตระบบบริหาร-บริการ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้หารือกับศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) โดยขอให้แต่ละคนดูภาระงานของตนเอง จากนั้นนำจัดทำแผนให้เกิดความชัดเจน เพื่อไม่ให้การทำงานเกิดความซ้ำซ้อน การขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา มีความเป็นรูปธรรม ทั้งนี้เท่าที่ดูทั้ง ศธจ.และศธภ. มีความเข้าใจรายละเอียด ส่วนที่จะมีปัญหาคือบางแห่งที่ยังไม่มี ศธภ.ตัวจริง จะเป็นประเด็นที่ต้องเสนอให้ น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รมว.ศธ. พิจารณา เพื่อให้เห็นภาพรวมการขับเคลื่อนนโยบายทั้งระบบ และเห็นความจำเป็นว่า ทำไมจึงต้องมี ศธภ.ให้ครบทั้ง 12 ภาค ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 พ.ศ.2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค 

“ผมได้ขอให้ ศธจ.และศธภ. จัดทำแผนการทำงาน และดูภาระงานของตัวเองให้ชัดเจน เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการศธ. พิจารณา ถึงความจำเป็นที่ต้องมี ศธภ. ครบทั้ง 12 ภาค โดยจะถึงเสนอให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบ อย่างเช่น ภาคใต้ ผู้ที่ดูแลจังหวัดใหญ่ อย่างนครศรีธรรมราช ซึ่งควรจะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย แต่มีเพียง รอง ศธภ. รักษาการแทน ไม่มีตัวจริง ทำให้การสั่งการงานบางอย่างเกิดปัญหา รวมถึงต้องปรับเปลี่ยนบางตำแหน่งให้เหมาะสม โดยไม่ต้องรอให้สภาฯเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… เพราะแม้สภาฯ จะเห็นชอบร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติแล้ว กฎหมายลูกที่เกี่ยวกับโครงสร้างก็ยังไม่แล้วเสร็จ คาดว่า จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ประมาณ 2 ปี ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องรอ สามารถดำเนินการได้ทันที “ ปลัด ศธ. กล่าว 

ปลัดศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้หารือกับนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัด ศธ.ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิกาคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และนาง อมลวรรณ  วีระธรรมโน เลขาธิการคุรุสภา โดยขอให้เร่งปรับการบริหารงานภายในและการบริการให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ขาดการขันน็อตมานาน ทำให้กระทบต่อผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ควรต้องดำเนินการให้การขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  

ตัวอย่างกระบวนการจากพื้นที่ ฟื้นฟูเด็ก‘เรียนรู้ถดถอย’หลังยุคโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690879

ตัวอย่างกระบวนการจากพื้นที่  ฟื้นฟูเด็ก‘เรียนรู้ถดถอย’หลังยุคโควิด

ตัวอย่างกระบวนการจากพื้นที่ ฟื้นฟูเด็ก‘เรียนรู้ถดถอย’หลังยุคโควิด

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตหาดใหญ่) และสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดเสวนาวิชาการ หัวข้อ “ภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้หลังโควิด-19 แนวทางฟื้นฟูรับเปิดเทอมใหม่” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ สำนักงาน กสศ. ชั้น 13 อาคารเอส พี ทาวเวอร์ พหลโยธิน

ผศ.พรพิมล คีรีรัตน์ โค้ชโครงงานฐานวิจัย (ป.4-ม.3) โครงการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เด็กไม่ได้ไปโรงเรียน แต่เรียนออนไลน์ (Online-เรียนผ่านอินเตอร์เนต) และออนแฮนด์ (On Hand-แจกใบงานให้ทำ) เป็นการทดแทน โดยหลังเปิดภาคการศึกษา1/2565 ได้ลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียนและผู้ปกครองใน จ.สงขลา ซึ่งพบว่า “เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เขียนหนังสือไม่เป็นตัว” เนื่องจากกล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง

นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับครูใน จ.ปัตตานี พบว่าเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ยังมีปัญหาเรื่องการจับดินสอ จับแน่นตัวก้มชิดสมุด มือเกร็ง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดพัฒนาการด้านประสาทสัมผัสในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จึงเป็นที่มาของการใช้ “เครื่องวัดแรงบีบมือ” เพื่อวัดสมรรถภาพความแข็งแรงกล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1,918 คน จาก 74 โรงเรียน ใน 6 จังหวัด ได้แก่ สตูล ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาส

ซึ่งพบว่า “เด็กร้อยละ 98 มีแรงบีบมือต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของเด็กในวัยเดียวกัน” โดยปกติค่ามาตรฐานจะอยู่ที่ 19 กิโลกรัม จากการทดสอบมีเด็กผ่านเกณฑ์เพียงร้อยละ 1.19 จึงได้ริเริ่มชวนครูมา PLC ออนไลน์ ซึ่งได้พบปัญหาจากครูที่เข้ารับการอบรมว่า ปัญหาที่พบคล้ายๆกัน คือ กล้ามเนื้อมือเด็กไม่แข็งแรง สังเกตได้จากการเขียนหนังสือของเด็ก เช่น เขียนตัวหนังสือไม่คมชัด หรือเขียนหนังสือช้าและไม่คล่องแคล่ว

จึงได้เกิดโครงการ PSU – ครูรักศิษย์ ครั้งที่ 7 เรื่อง “การพัฒนาฐานกาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ระดับอนุบาล-
ป.3” ดูแลโครงการโดย ครูนก-จรรยารักษ์ สมัตถะ โรงเรียนวัดมุจลินทวาปีวิหาร(เพชรานุกูลกิจ) อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นครูต้นเรื่องที่ได้รับอบรมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หลังจัดกิจกรรมให้เด็กได้ทำพบว่า ค่าแรงบีบมือเด็กมากขึ้นถึง 0.5-2 กิโลกรัม

ผศ.อัมพร ศรประสิทธิ์ โค้ชกระบวนการวิทยาศาสตร์ (อนุบาล-ป.3)โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวว่า เด็กมีความทุกข์ในห้องเรียนจากกล้ามเนื้อมัดเล็กอ่อนแรงจนไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ ส่งผลให้เกิดภาวะไม่เชื่อมั่นในตนเอง สุดท้ายทำให้เด็กขาดเรียนมากกว่าครึ่งห้อง โดยเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยอนุบาลที่มีความยากลำบาก ต้องประคับประคองตัวเองกับเรื่องที่ต้องการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

จึงเสนอให้ครูใช้เรื่องของการเล่นเข้าไป แต่เป็นกระบวนการเล่นเชิงวิทยาศาสตร์ซึ่งเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 เป็นวัยที่ยังโหยหาการเล่นอยู่ เห็นได้จากเด็กวิ่งไล่จับกันหรือไปเล่นที่สนามเด็กเล่นของเด็กอนุบาล จึงได้ออกแบบการเล่นที่ใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ ซึ่งเด็กจะต้องใช้กระบวนการคิดด้วย เด็กจะต้องใช้ศักยภาพทุกอย่างในชีวิตทั้งร่ายกาย สมอง อารมณ์จิตใจ และพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน

จนเกิดเป็นกิจกรรมที่นำเชือกฝ้ายสานกันเป็นใยแมงมุม โดยใช้อุปกรณ์ที่มีในโรงเรียน มีกติกาจุดใดเชือกสูงต้องข้าม เชือกต่ำต้องลอด และห้ามถูกใบไม้ที่แขวนอยู่ทำให้เด็กได้ฝึกสังเกต ฝึกกระบวนการคิดรวมรวบข้อมูล และทดลองทำ หลังทำกิจกรรม2 สัปดาห์พบว่าเด็กมีพัฒนาการดีขึ้น นอกจากนี้ ยังออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสำหรับเด็กที่อยู่ไม่นิ่ง เคลื่อนไหวเร็ว และทำงานร่วมกับเพื่อนไม่ค่อยได้ โดยการแจกไม้เสียบลูกชิ้นที่ไม่ปลายแหลมคนละ 10 อัน ซึ่งเด็กทุกคนต้องนับไม้ว่าครบ 10 อันหรือไม่

โดยจากการทำกิจกรรมของเด็กพบว่า “เด็กบางคนนับเกือบจะครบแต่กลับมาวนใหม่” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการนับเลขของเด็กยังอยู่ชั้นอนุบาล โดยเด็กถูกข้ามชั้นมาตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 จึงทำให้นับตัวเลขไม่ได้ นอกจากนี้พอนับไม่เสร็จเด็กจะต้องนำไม้วางซ้อนกันให้สูงที่สุด เล่นครั้งละ 1 คนตามลำดับ โดยให้เด็กสังเกตว่าของตนเองสูงที่สุดหรือยัง และเป็นการให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาด้วย หลังจากลองให้เด็กเล่น 2 ชั่วโมงต่อเนื่อง พบว่า เด็กไม่เบื่อกิจกรรมและไม่หยุดจากการเล่นกิจกรรม ซึ่งหมายความว่ากล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กแข็งแรง กล้ามเล็กใช้ได้ และมีความสุขกับการเล่น นอกจากนี้ยังทำให้สมองของเด็กพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ด้วย

รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกล่าวถึง “ภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss)” ที่ในปี 2565 นั้นสถานการณ์รุนแรงมีเด็กหางแถวและเกิดความเหลื่อมล้ำมากที่สุด และในปัจจุบันผู้ปกครองอ่านหนังสือให้เด็กฟังน้อยลงเนื่องจากขาดสื่อการเรียนรู้ ทำให้ทักษะภาษาและคณิตศาสตร์ของเด็กขาดหายไปกว่า ร้อยละ 90

ทั้งนี้ หลังสถานการณ์โควิด-19 ยังพบว่า “เด็กทำการบ้านและอ่านหนังสือน้อยลงแต่ใช้เวลากับอินเตอร์เนตเพิ่มมากขึ้น” จึงเสนอทางออกระยะสั้นให้มีการเปิดเรียนภาคฤดูร้อน ชดเชยเวลาที่ขาดหายไป และจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความพร้อมของเด็ก ส่วนทางออกระยะยาว ต้องพัฒนาทักษะการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และยกระดับการศึกษาปฐมวัยด้วยจัดการเรียนการสอนแบบ “Active Learning” ซึ่งเด็กทุกคนเรียนเพื่อเติบโตเป็นอนาคตของชาติ ถ้าหากไม่ได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เด็กจะมีภาวะการเรียนรู้ถดถอยไปเรื่อยๆ

และเมื่อไปอยู่ในตลาดแรงงานก็กระทบต่อความสามารถในการพัฒนาประเทศ การแก้ปัญหาจึงต้องทำแบบ “วิ่งมาราธอน” หรือแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ปัจจุบันเด็กที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มเด็กที่ไม่มีทรัพยากร ไม่ได้รับการเรียนพิเศษ ฉะนั้นข้อเสนอการเปิดเรียนภาคฤดูร้อน จึงจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้เข้าถึงของการศึกษา เพราะหากเด็กมีภาวะการเรียนรู้ถดถอยไปเรื่อยๆ สุดท้ายเด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษา

รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ โค้ชโครงการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ทำให้เห็นว่าเด็กชั้นประถมศึกษา 2 ใน 74 โรงเรียน “มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อมือ” ดังนั้นโรงเรียนมหาวิทยาลัย และหน่วยงานการศึกษาที่กำกับดูแลต้องร่วมมือกันทำ โดยใช้โมเดลพัฒนากล้ามเนื้อมือ

อาจเป็นตัวอย่างการเรียนรู้ และเกิดการเรียนรู้ในทุกระดับ ที่จะทำให้เด็กเรียนอย่างมีความสุขและเป็นคนดี และยังสามารถเป็นนักคิดและแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์เป็นอีกด้วย โดยเป็นการวัดค่าแรงบีบมือทุก 2 สัปดาห์ และสมรรถนะฐานกาย ซึ่งคาดการณ์ว่าเด็กจะมีค่าแรงบีบมือเพิ่มขึ้น 0.5-1.5 กิโลกรัม ภายใน 1 เดือน และมีค่าแรงบีบมือตามเกณฑ์มาตรฐานภายใน6 เดือน ซึ่งผลงานชุดนี้ได้นำร่องแล้วประมาณร้อยละ 50 โดยเริ่มนำร่องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

‘ม.มหิดล’ทำสื่อแนะวิธีลดเสี่ยง โรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690874

‘ม.มหิดล’ทำสื่อแนะวิธีลดเสี่ยง  โรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์

‘ม.มหิดล’ทำสื่อแนะวิธีลดเสี่ยง โรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำสื่อแนะวิธีลดเสี่ยงโรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์เข้าถึงง่าย เพื่อประชาชน และเยาวชนไทย ซึ่งสืบเนื่องจากปัจจุบันผู้คนมักเลือกสื่อโลกออนไลน์ในการเข้าไปค้นหาข้อมูล ซึ่งอาจได้มาทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง โดยมี รศ.พญ.เจนจิต ฉายะจินดา ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สถานเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล ผลิตผลงานซีดีที่ได้รับการจดทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องดังกล่าวถึง 14 เรื่อง

เกือบร้อยละ 80 ของผลงานลิขสิทธิ์ทั้งหมด ประกอบด้วยโรคที่สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ได้มากที่สุดนอกจากนี้เป็นผลงานซีดีให้ความรู้เรื่องโรคสตรีที่ไม่ติดต่อและการใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นที่สุดเพื่อการป้องกันโรคที่สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรสำหรับเยาวชนไทย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสได้รับความเสี่ยงจากการขาดประสบการณ์ และความรู้เรื่องการป้องกันได้มากที่สุด

“โรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกกลุ่มประชากร โดยเฉพาะที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ นอกจากนี้แม้ที่ผ่านมาจะมีการรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคที่สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์กันอย่างกว้างขวาง แต่ยังมีประชาชนบางส่วนไม่ทราบว่ามีโรคบางโรคสามารถติดต่อได้ทั้งๆ ที่มีการใช้ถุงยางอนามัย ได้แก่ โรคเริม และหูดหงอนไก่ โดยรอยโรคอาจเกิดขึ้นภายนอกบริเวณที่ใส่ถุงยาง หากสัมผัสโดยตรงอาจติดเชื้อได้” รศ.พญ.เจนจิต กล่าว

การเข้าถึงความรู้เรื่องโรคติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์จากแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด จึงนำมาสู่ผลิตสื่อสอนเพศสัมพันธ์ศึกษาเพื่อประชาชน ที่เข้าใจง่ายโดยการตั้งคำถาม และตอบคำถามที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการรู้ จากประสบการณ์ตรงทางคลินิก ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับประชาชนทั่วไป ตลอดจนเยาวชนไทยเพื่อการดูแลตัวเองในเบื้องต้น รวมทั้งการใช้ชีวิตอยู่กับผู้ป่วยโรคติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ โดยผู้ป่วยโรคติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับครอบครัว และบุคคลทั่วไป

สามารถใช้ห้องน้ำเดียวกันได้และใช้เครื่องซักผ้าเครื่องเดียวกันได้ แต่อาจถ่ายทอดเชื้อได้หากมีการสัมผัสโดยตรงกับเยื่อบุผิวในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ใช้ผ้าเช็ดตัว และชุดชั้นในร่วมกัน ตลอดจนการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน ฯลฯ นอกจากนี้ การเรียนรู้วิธีที่จะปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์เมื่อยังไม่พร้อมก็เป็นเรื่องที่สำคัญ โดย รศ.พญ.เจนจิต ได้แนะให้วัยรุ่นใช้หลักการมองถึงคุณค่าของตัวเอง และอนาคตในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรหากต้องตั้งครรภ์ขณะไม่พร้อม โดยรู้จักที่จะต่อรองด้วยเหตุผล และมีการป้องกันอย่างเหมาะสม

“ไม่ควรลืมว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตัวเอง ยังส่งผลกระทบต่อผู้อื่นเสมอไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ดังนั้น จึงควรใช้สติและมีการป้องกันทุกครั้งซึ่งวิธีการป้องกันที่ดีที่สุด คือ การมีความรู้ความเข้าใจจากแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง” รศ.พญ.เจนจิต ฝากทิ้งท้าย

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘สสส.’สานพลัง‘มูลนิธิหมู่บ้านพลัม’ จัดกิจกรรม‘ThaiHealth Watch 2022 The Series’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690876

‘สสส.’สานพลัง‘มูลนิธิหมู่บ้านพลัม’  จัดกิจกรรม‘ThaiHealth Watch 2022 The Series’

‘สสส.’สานพลัง‘มูลนิธิหมู่บ้านพลัม’ จัดกิจกรรม‘ThaiHealth Watch 2022 The Series’

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. กล่าวว่า รายงานการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบและบริการสนับสนุนทางจิตใจและจิตสังคม สำหรับเด็กและวัยรุ่นในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ปี 2565 โดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่าย พบ 1 ใน 7 ของวัยรุ่นไทย มีความผิดปกติทางจิตประสาทอารมณ์ เสี่ยงเกิดความเครียดสะสมนำไปสู่การฆ่าตัวตาย สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของวัยรุ่น

ซึ่ง สสส. เห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น เร่งสานพลัง มูลนิธิหมู่บ้านพลัม ประเทศไทย จัดกิจกรรม ThaiHealth Watch 2022 The Series : The Wake Up Tour in Bangkok ในหัวข้อ Happiness in Your Pocket ความสุขในกระเป๋า เปิดพื้นที่ให้วัยรุ่นเข้าร่วมฟื้นฟูปัญหาสุขภาพจิต กว่า 60 คน โดยความสุขในกระเป๋า คือ ความสุข ความพอใจ ในชีวิตความเป็นอยู่ที่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเอง หยิบมาใช้ได้ตลอดเวลาโดยกิจกรรมครั้งนี้ มีคณะนักบวชวัยหนุ่ม-สาวชาวไทย ต่างชาติ 16 รูป เข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์

ถ่ายทอดแรงบันดาลใจเพิ่มความสามารถรับมือกับความเครียดหรือความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวัน แนะนำการค้นหาความสุขผ่านการฝึก “กลับบ้านที่แท้จริง” ภายใน สู่ความสงบสันติ เช่น ภาวนาด้วยบทเพลงแห่งสติ รับประทานอาหารอย่างมีสติ ผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ ตระหนักรู้เรื่องราวภายในตนเอง แบ่งปันเรื่องราวแก่กันและกัน ฟังอย่างมีสติ เดินในวิถีแห่งสติ ถือเป็นการฝึกเจริญสติเพื่อหาความสุขแบบง่ายๆ ผ่านเทคนิคที่คณะนักบวชวัยเดียวกัน นำมาสอนผู้เข้าร่วมกิจกรรม เน้นสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอารมณ์ แนะแนวทางป้องกันและดูแลตัวเอง เพิ่มภูมิคุ้มใจ ฟื้นฟูภาวะเครียดสะสมให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ สสส. มุ่งสร้างความตระหนักรู้เพื่อให้คนไทยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาดูแลสุขภาพ โดยจัดทำประเด็นทิศทางสุขภาพคนไทย ThaiHealth Watch ครอบคลุมสุขภาวะ 4 มิติ กาย จิต ปัญญา สังคม เป็นประจำทุกปี สอดคล้องกับสถานการณ์สุขภาพที่ทันท่วงที โดยงานแถลงข่าว Thaihealth Watch 2023 จับตาทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2566 จะจัดขึ้นในวันที่ 20 ธ.ค. 2565 เวลา 13.30-16.00 น. ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ กรุงเทพฯ ติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ https://resourcecenter.thaihealth.or.th/thaihealth-watch

ประชุมวิชาการนานาชาติ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งที่ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690873

ประชุมวิชาการนานาชาติ  เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งที่ 2

ประชุมวิชาการนานาชาติ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งที่ 2

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ “การประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งที่ 2 : ก้าวสู่ความเสมอภาคไปด้วยกัน” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้โดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ร่วมกับองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติสำนักงานเพื่อการศึกษาส่วนภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (ยูเนสโก กรุงเทพฯ), สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของยูนิเซฟ (UNICEF EAPRO), ยูนิเซฟ ประเทศไทย, องค์การรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(SEAMEO), มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก (ประเทศไทย),มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี และกระทรวงศึกษาธิการ

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า การเร่งฟื้นฟูเด็กและเยาวชนกลับสู่ภาวะปกติ จนสามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างเสมอภาคเท่าเทียม ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ด้วยแนวทาง All for Education ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 2022 ความรู้และประสบการณ์จากการประชุมจะช่วยให้แต่ละประเทศเกิดแผนฟื้นฟูและพัฒนาเด็กที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

เกิดการลงทุนเพื่อการศึกษาที่ยั่งยืนในระยะยาว และเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยลดภาวะ “Lost Generation” ซึ่งจะเป็นความสูญเสียที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมไทย และสังคมโลกอย่างมหาศาล โดยการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ช่องว่างความเสมอภาคทางการศึกษาชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคด้านทักษะทางดิจิทัลและความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล สภาวะเศรษฐกิจของครอบครัว และการดำเนินการเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา

“วิกฤตการระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มเด็กเปราะบางเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ขณะที่เด็กทั่วไปก็เผชิญกับความเสี่ยงของภาวะสูญเสียการเรียนรู้(Learning Loss) ดังนั้น การมีแผนเพื่อฟื้นฟูการเรียนการสอนภายหลังการระบาดและการสรุปบทเรียนเพื่อเรียนรู้จากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนเพื่อลดวิกฤต Lost Generation (รุ่นแห่งความสูญเสีย) ที่กำลังเกิดขึ้น” ดร.ไกรยส กล่าว

ในงานครั้งนี้ ตัวแทนจากองค์กรต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการทำงาน และการแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยให้บรรดาพันธมิตร
ได้นำไปปรับใช้เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในพื้นที่ของตนเอง โดยรวมเห็นตรงกันว่าให้มุ่งสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพ เรื่องที่ทุกประเทศต้องดำเนินการเร่งด่วนในเวลานี้คือการเปิดโรงเรียน การฟื้นฟูการศึกษาสร้างการศึกษาที่ต่อเนื่องเพื่อทุกคน

และการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรและระบบการศึกษา เพื่อป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และพัฒนาระบบการศึกษา
บนพื้นฐานที่ต้องไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง นอกจากนั้น ยังสนับสนุนการศึกษาในวัยผู้ใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเน้นย้ำว่ากลุ่มการศึกษานอกโรงเรียนเป็นกลุ่มใหญ่มีประชากรจำนวนมากจึงต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กลุ่มการศึกษาในระบบ

Rika Yorozu (ริกะ โยโรซุ) หัวหน้าสำนักงานบริหารและผู้ประสานงานโครงการระดับภูมิภาค ยูเนสโก กรุงเทพฯ กล่าวว่า ในระดับภูมิภาค ยูเนสโก กรุงเทพฯ จะสนับสนุนการปฏิบัติงานตามถ้อยแถลงความมุ่งมั่นในระดับประเทศหลัง APREMC II และ TES ยูเนสโก กรุงเทพฯ จะยังคงทำโครงการความคิดริเริ่มต่างๆ เพื่อเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในภูมิภาค รวมถึงในไทย เรามีความมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการของเครือข่ายพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equitable Education Alliance) ซึ่งเป็นเครือข่ายของผู้ปฏิบัติงานด้านความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมกับ กสศ. และภาคีสมาชิกใหม่ที่อาจมาเข้าร่วมหลังการประชุมครั้งนี้

ดร.เอเทล แอ็กเนส ปาสกวา-วาเลนซุเอลา ผู้อำนวยการ SEAMEO ซึ่งได้เข้าร่วม TES ได้แบ่งปันประเด็นหารือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมครั้งนี้ว่า ปฏิญญาของเยาวชน ถ้อยแถลงวิสัยทัศน์ และความคิดริเริ่มในระดับโลกที่นำเสนอกันที่ TES สามารถนำมาใช้ต่อยอดในการประชุมของเราในครั้งนี้ได้ซึ่งมุ่งสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมจากหลากประสบการณ์และบริบท ด้วยความหวังว่าสิ่งเหล่านี้และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะทำให้เราสามารถพลิกโฉมการศึกษาได้และทำให้ระบบการศึกษาครอบคลุมและเสมอภาคมากกว่าที่เป็นมา

Kyungsun Kim (คยองซอน คิม) ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟประเทศไทย (UNICEF Thailand) กล่าวว่า เราจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูการเรียนรู้ที่หายไปตั้งแต่ก่อนและระหว่างการระบาดของโควิด-19 การทำงานและประสานงานร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นของช่วงเวลานี้ ทั่วโลกเพิ่งเริ่มเข้าใจถึงผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 และข้อจำกัดต่างๆ ที่มีต่อเด็ก และการเรียนรู้ของพวกเขา

ซึ่งเด็กอายุ 10 ปี จากประเทศยากจนและรายได้ปานกลางไม่สามารถอ่านหนังสือหรือเข้าใจเรื่องราวง่ายๆ ได้ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53 เป็นร้อยละ 70 ซึ่งเป็นทักษะขั้นพื้นฐานจำเป็นจึงบั่นทอนโอกาสที่เด็กคนนั้นจะได้รับการพัฒนาจนเต็มศักยภาพ ทำให้ไม่มีทางเลือกมากนัก และบีบให้ต้องจำยอมตกเป็นเบี้ยล่างและการเอารัดเอาเปรียบของสังคม เช่น หากเป็นเด็กหญิงก็ต้องถูกบีบบังคับให้แต่งงานก่อนวัยอันควร กลายเป็นคุณแม่วัยใสที่ยังไม่พร้อม หรือหากเป็นเด็กชายก็กลายเป็นแรงงานเด็กราคาถูก

ผลการศึกษาล่าสุดที่เปิดเผยที่ทางธนาคารโลกจัดทำร่วมกับยูเนสโก, ยูนิเซฟ, กระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (UK government Foreign Commonwealth and Development Office -FCDO), USAID และ มูลนิธิบิลล์ แอนด์ เมลินดา เกตส์ ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2564 พบว่า อัตราความอ่อนด้อยทางการเรียนรู้ของเด็กเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแม้ในประเทศที่มีการเรียนออนไลน์มาใช้ ส่งผลให้เด็กนักเรียนรุ่นนี้ มีแนวโน้มสูญเสียรายได้ที่ควรจะหาได้จากช่วงชีวิตของตอนถึง 21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเท่าร้อยละ 17 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โลกในปัจจุบัน

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทาง
การศึกษา (กสศ.) และยูเนสโก กรุงเทพฯ ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งที่ 5 ภายใต้การหาแนวทางส่งเสริมกิจกรรมเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (The 5th Meeting of Equitable Education Alliance : Identify Opportunities for EEA Activities) ซึ่งมีผู้แทนจาก 10 องค์กร ใน 12 ประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาไปพร้อมๆ กัน กสศ. ยังคงมุ่งมั่นที่จะให้การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมเข้าถึงได้สำหรับทุกคน!!!

บพท.ผนึกกำลัง26มหา’ลัย นำความรู้-งานวิจัยพร้อมใช้สู่ชุมชน สร้าง‘นวัตกร’เคลื่อนศก.ฐานราก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690954

บพท.ผนึกกำลัง26มหา’ลัย นำความรู้-งานวิจัยพร้อมใช้สู่ชุมชน สร้าง‘นวัตกร’เคลื่อนศก.ฐานราก

บพท.ผนึกกำลัง26มหา’ลัย นำความรู้-งานวิจัยพร้อมใช้สู่ชุมชน สร้าง‘นวัตกร’เคลื่อนศก.ฐานราก

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 21.28 น.

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ชี้แจงผลลัพธ์การดำเนินการแผนงานวิจัย “ชุมชนนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ในห้วงปีงบประมาณ 2563ต่อเนื่องถึงปีงบประมาณ 2565 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจ และสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของโควิด-19 ว่า แผนงานวิจัยดังกล่าวบรรลุเป้าหมายเป็นอย่างดีในการนำนวัตกรรม องค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ไปสร้างความเข้มแข็งและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

ตลอดจนคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนสามารถนำองค์ความรู้และนวัตกรรมจากงานวิจัยไปใช้ในการบริหารจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง สามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งความสำเร็จของแผนงานวิจัยชุมชนนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันอย่างดีระหว่าง บพท.กับคณาจารย์ คณะนักวิจัยจากสถาบันอุดมศึกษา 26 แห่ง โดยมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นแกนหลัก ซึ่งส่งผลให้เกิดชุมชนนวัตกรรมขึ้นใน 753 ตำบล ครอบคลุมพื้นที่ 35 จังหวัดทั่วประเทศ

เกิดการสร้างนวัตกรชุมชน 3,476 คน และเทคโนโลยีตลอดจนนวัตกรรมพร้อมใช้ รวมทั้งนวัตกรรมกระบวนการ สำหรับการแก้ปัญหาระดับชุมชนมากกว่า 860 นวัตกรรม ทั้งนี้ นวัตกรชุมชนกว่า 3,476 คน ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการดำเนินการตามแผนงานวิจัยชุมชนนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือกลไกที่มีบทบาทอย่างสูงต่อความยั่งยืนของการพัฒนาชุมชน ในฐานะสื่อกลางในการนำองค์ความรู้ และนวัตกรรมไปใช้สร้างการเปลี่ยนแปลง และจัดการปัญหาในชุมชน ขณะเดียวกันแผนงานวิจัยชุมชนนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“ในช่วงปีงบประมาณ 2563-2565 ยังมีส่วนอย่างสำคัญในการพลิกฟื้นมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก และมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 10-20 อีกทั้งยังเกิดการนำนวัตกรรมเข้าสู่การทำแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายระดับ ผ่านกลไกกระบวนการเรียนรู้ (Learning and Innovation Platform-LIP) และเกิดการสร้างระบบข้อมูลด้านเทคโนโลยีรวมทั้งข้อมูลด้านนวัตกรรมระดับประเทศด้วย” นายกิตติ กล่าว

ผศ.ดร.วารุณี อริยวิริยะนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในฐานะหัวหน้าโครงการประสานงานและบริหารจัดการเพื่อการสร้างแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพสูงสำหรับขับเคลื่อนโครงการชุมชนนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวเสริมว่า ผลงานความสำเร็จของการดำเนินการแผนงานวิจัยชุมชนนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของปีงบประมาณ 2563-2565 ได้ถูกประมวลมาจัดแสดงในงาน“ชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ (Learning and Innovation Community)”

โดยงานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สร้างชุมชนดี นวัตกรเด่น เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม 1-2 ชั้น 5 โรงแรมเอส 31 ถ.สุขุมวิท กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 8-9 พ.ย. 2565 ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพท.จำนวน 15 ชุดโครงการ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศ เช่น โครงการพัฒนาชุมชนนวัตกรรมด้วยการยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวนโยบายสาธารณะ วิสาหกิจชุมชน และผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยมหาวิทยาลัยพะเยา

การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีภายใต้บริบทชุมชน “เขา ป่า นา เล” ในพื้นที่จังหวัดตรังและจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย-การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและต้นแบบแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรมพร้อมใช้และนวัตกรชุมชน โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นวัตกรรมการพัฒนาระบบและกลไกการจัดการตนเองของชุมชนเพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาควิชาการและภาคีเครือข่ายจังหวัดอุตรดิตถ์ แพร่ น่าน โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ การยกระดับเศรษฐกิจและการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่เมืองเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อสร้างเป็นต้นแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้/ นวัตกรรมด้วยการจัดการชุมชนสร้างการเรียนรู้บนฐานทรัพยากร โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

– 006

‘ตรีนุช’เผย ครม.ไฟเขียวตั้ง‘ธีร์’นั่งรอง กพฐ.ดูแลความปลอดภัยเด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690857

‘ตรีนุช’เผย ครม.ไฟเขียวตั้ง‘ธีร์’นั่งรอง กพฐ.ดูแลความปลอดภัยเด็ก

‘ตรีนุช’เผย ครม.ไฟเขียวตั้ง‘ธีร์’นั่งรอง กพฐ.ดูแลความปลอดภัยเด็ก

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.48 น.

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบแต่ตั้งโยกย้าย ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.จำนวน 2 ตำแหน่ง ดังนี้ นายธีร์ ภวังคนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) และ นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งใจให้นายธีร์ ไปช่วยดูแลงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของเด็ก ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ และอยากให้ทำงานในเชิงรุก และจะต้องมีหน่วยงานเข้าไปกำกับดูแลให้เร็วกว่าเดิม คิดว่า นายธีร์น่าจะมีความเหมาะสม ที่จะเข้าไปช่วยดูแลงานในส่วนนี้ เพราะเป็นผู้ที่เคยทำงานเรื่องการดูแลความปลอดภัยของนักเรียนมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน (ฉก.ชน.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

“ส่วนนายวีระ เป็นผู้ที่มีบทบาทการทำงานในส่วนภูมิภาค และการทำงานในหลายเรื่อง จากนี้ไปมีหลายเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. และร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ซึ่งใกล้จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในวาระ 2 และ 3 ซึ่งในส่วนของสำนักงานปลัด ศธ.จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ามาช่วยทำกฎหมายลูกต่างๆ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องขยับนายวีระ เพื่อหาคนที่เหมาะสมมาทำงานในส่วนนี้ให้ตรงตามเป้าหมาย ซึ่งเดิมทุกคนก็ทำงานได้ดี แต่ส่วนตัวมีความกังวล เรื่องของบริบทการทำงานของ ศธ.รวมถึง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.ซึ่งได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเลกษาแล้ว จึงจำเป็นต้องเตรียมคนเพื่อรองรับในส่วนนี้” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า สำหรับในส่วนตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และรองปลัด ศธ.ที่ว่างลงนั้น ก็จะเร่งดำเนินการสรรหาผู้เหมาะสมต่อไป