อธิการบดี ม.ศรีปทุม ให้โอวาท นักศึกษาปฏิบัติหน้าที่ในงาน VOTF2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690597

อธิการบดี ม.ศรีปทุม ให้โอวาท นักศึกษาปฏิบัติหน้าที่ในงาน VOTF2022

อธิการบดี ม.ศรีปทุม ให้โอวาท นักศึกษาปฏิบัติหน้าที่ในงาน VOTF2022

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ให้โอวาทนักศึกษา ผู้แทนเยาวชนจากประเทศไทย (VOTF2022 Thailand Delegates) และนักศึกษาอาสาสมัคร Liaison Officers ที่ปฏิบัติหน้าที่ในงานประชุมผู้นำเยาวชน APEC 21 เขตเศรษฐกิจ Voices of the Future 2022 (VOTF2022) ในการประชุม APEC 2022

โดยมี อาจารย์เปรมจิต เสาวคนธ์ รองอธิการบดีพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าร่วมในพิธี ณ Exhibition Hall โซน Aอาคาร 11 มหาวิทยาลัยศรีปทุม เมื่อเร็วๆ นี้

มจธ. จัดอบรม และฝึกคนพิการ ทำงานในองค์กรและทำอาชีพอิสระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690595

มจธ. จัดอบรม และฝึกคนพิการ  ทำงานในองค์กรและทำอาชีพอิสระ

มจธ. จัดอบรม และฝึกคนพิการ ทำงานในองค์กรและทำอาชีพอิสระ

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า มจธ. นอกจากเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับประเทศแล้ว อีกหน้าที่หนึ่งคือการสร้าง

วัฒนธรรมการมีจิตสาธารณะให้เกิดขึ้นกับบุคลากรและนักศึกษาได้เห็นถึงความเสียสละ การนำความรู้ความสามารถและศักยภาพที่มีช่วยเหลือสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประเทศเติบโตและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน การอบรมนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริษัท องค์กรภาครัฐ และต่อคนพิการเองในการนำความรู้ และทักษะที่ได้รับการฝึกฝนนำไปประกอบอาชีพหรือทำงานในบริษัทและการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณค่าต่อไปในสังคม

อาจารย์สุเมธ ท่านเจริญ ประธานโครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ มจธ.กล่าวว่า การจัดทำโครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าทำงานในสถานประกอบการและประกอบอาชีพอิสระ ในปีนี้เป็นรุ่นที่ 9จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม-31 ตุลาคม 2565รวม 6 เดือน มีคนพิการเข้าร่วมอบรมรวมทั้งสิ้น 33 คนใน 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน 13 คน หลักสูตรการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ดิจิทัล 8 คน และหลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น 12 คน แบ่งเป็นการอบรมพื้นฐานทั่วไปด้านสังคม อบรมด้านวิชาชีพ และฝึกงานในสถานประกอบการจริง หรือ ทำโครงงานด้านอาชีพอิสระ ซึ่งความท้าทายของโครงการ คือ การคัดกรองคนพิการเข้าร่วมโครงการ และการเรียนรู้ร่วมกันของคนพิการที่มีพื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกันตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับปริญญาตรี การอบรมจึงเป็นการออกแบบเนื้อหาให้เป็นไปในรูปแบบการใช้กิจกรรมร่วมเพื่อการเรียนรู้ (Activities Based Learning) และการดำเนินโครงการเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานของ มจธ. และเครือข่ายพันธมิตร โดยการฝึกอบรมเป็นแบบผสมผสานมีทั้งแบบออนไลน์และแบบออนไซต์

หลังจากอบรม หลักสูตรการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ดิจิทัล ได้สร้างสรรค์ผลงานออกแบบ เพื่อนำไปจัดวางบนผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สมุดบันทึกสติ๊กเกอร์ ถุงหุ้มกระเป๋าเดินทาง เป็นต้นเพื่อทำการผลิตและจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “ทำ” และพร้อมจัดจำหน่ายในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ต่อไป สำหรับหลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่นได้ฝึก ณ ศูนย์การเรียนรู้วิสาหกิจชุมชนบ้านนางอย-โพนปลาโหล อ.เต่างอยจ.สกลนคร ส่วนใหญ่เป็นคนพิการสูงอายุในชุมชน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ผลิตและจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “เฮ็ดดิ” เป็นการนำความรู้ภูมิปัญญาของชาวบ้านมาผสมผสานกับความรู้เชิงวิชาการต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานผ้าย้อมคราม และได้ร่วมออกร้านในการแสดงสินค้าของจังหวัดสกลนครและขายออนไลน์ สามารถสร้างรายได้แล้วกว่า 60,000 บาท

ประธานโครงการ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลดำเนินโครงการที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2557-2565 มีสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ 10 แห่ง มีคนพิการเข้าร่วม 359 คน คนพิการที่ได้รับการจ้างงานคิดเป็นร้อยละ 50 ของผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด และในปี 2566 ซึ่งจะครบ 10 ปี ของโครงการฯ มจธ. มีแผนในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการจ้างงานและการใช้ชีวิตในวิถีปกติของคนพิการ อาทิ การเสวนาด้านอาชีพคนพิการ และการประกวดนวัตกรรมเพื่อคนพิการ เป็นต้น นอกจากนี้จะมีการถอดบทเรียนการดำเนินงานโครงการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “1 ทศวรรษมจธ. เพื่อพี่น้องคนพิการ” พร้อมกับการทำวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในคุณภาพชีวิตของคนพิการทั้ง 10 รุ่นเพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายต่อไป

ดร.คุณหญิงกัลยา เพิ่มพื้นที่สีเขียว หนุนเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690599

ดร.คุณหญิงกัลยา เพิ่มพื้นที่สีเขียว  หนุนเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม

ดร.คุณหญิงกัลยา เพิ่มพื้นที่สีเขียว หนุนเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และประธานมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อร่วมกันสร้างค่านิยมทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้ สร้างป่าระหว่างมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยโดยมี ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และมูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ โดยพลเรือเอกประพฤติพร อักษรมัต รองประธานกรรมการมูลนิธิปลูกต้นไม้ปลูกธรรมะที่กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโรงเรียนเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ได้ขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพื่อปลูกฝังให้เด็กนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาเห็นคุณค่าและตระหนักถึงความสำคัญ ที่ผ่านมาในฐานะที่กำกับดูแลวิทยาลัยเกษตร เทคโนโลยี และประมง และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ได้เชิญชวนให้ทุกวิทยาลัย ให้ปลูกต้นไม้แห่งละ 50 ไร่ ถึง 100 ไร่ รวมถึงปลูกต้นไม้มีค่าเพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงให้ลูกหลานในอนาคต ทั้งยังขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่โรงเรียนและวิทยาลัย Green School & Green College โครงการที่ดำเนินการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยจะใช้พื้นที่ในวิทยาลัย (Green College) และพื้นที่โรงเรียน (Green School) พัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวในเมือง ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และในฐานะประธานมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา ก็ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการพลิกฟื้นป่าไปไม่ต่ำกว่า 87,000 ไร่ จัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนและบุคคลทั่วไปมานับครั้งไม่ถ้วน จนมูลนิธิฯได้รับเลือกให้เป็นองค์กรดีเด่นด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพียงประการเดียว คือการระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับแผ่นดินไทย โดยดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของในหลวง รัชกาลที่ 9และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวว่าความร่วมมือในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้มีส่วนร่วมช่วยกันปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวจนเป็นป่าเพื่อให้ต้นไม้และป่าได้ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงสนับสนุนนโยบายการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งกำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2580 ทั้งพื้นที่อนุรักษ์เดิมที่ต้องรักษา ปลูกเสริมในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม เพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ และป่าในเมือง รวมทั้งโอกาสในการซื้อขายคาร์บอนในอนาคตได้อีกทางหนึ่งด้วย

พลเรือเอกประพฤติพร อักษรมัตรองประธานกรรมการมูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ กล่าวว่า มูลนิธิได้เริ่มส่งเสริมให้มีการทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้มาตั้งแต่ปี 2560 โดยให้ปลูกต้นไม้เนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา การลงนามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการร่วมสนับสนุนสร้างค่านิยมทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้ สร้างป่า เพื่อร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้ สร้างป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งในที่ดินของตนเอง ที่สาธารณประโยชน์ เป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวให้เพิ่มขึ้นกระจายทั่วประเทศ

นร.สุโขทัยวิทยาคม คว้าเหรียญทองแดง คาราเต้โด เยาวชนชิงแชมป์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690596

นร.สุโขทัยวิทยาคม คว้าเหรียญทองแดง  คาราเต้โด เยาวชนชิงแชมป์โลก

นร.สุโขทัยวิทยาคม คว้าเหรียญทองแดง คาราเต้โด เยาวชนชิงแชมป์โลก

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกฤต อินกลอย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย)สร้างผลงานด้วยการคว้าเหรียญทองแดง ประเภทต่อสู้ รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 57 กิโลกรัม ชาย ในการแข่งขันกีฬาคาราเต้โดเยาวชนชิงแชมป์โลก รายการ World Junior Cadet and U21 karate championships KONYA 2022 ณ เมืองคอนย่า ประเทศตุรเคีย เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2565

การแข่งขันในครั้งนี้ นอกจากนายณัฏฐกฤต อินกลอยแล้ว ยังมีตัวแทนนักเรียนได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมแข่งขันอีก 1 คน คือ นายธนกร เต่าเล็ก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม โดยมีครูผู้ควบคุมทีมผู้ฝึกสอนและโค้ช คือ นายอมรพันธ์ อุตสาหกิจ และนายพิชัยยุทธ กนกวิไลกุล นับว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกของกีฬาคาราเต้โดในประเทศไทย ที่ทำให้เด็กได้ค้นพบความสามารถของตนเอง และพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จประดับโลก

ผู้ปกครองเช็คด่วน! สพฐ.ออกปฏิทินรับนักเรียนปีการศึกษา 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690563

ผู้ปกครองเช็คด่วน! สพฐ.ออกปฏิทินรับนักเรียนปีการศึกษา 2566

ผู้ปกครองเช็คด่วน! สพฐ.ออกปฏิทินรับนักเรียนปีการศึกษา 2566

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.09 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ออกปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2566 ดังนี้

ระดับชั้นก่อนประถมศึกษา รับสมัครวันที่ 12 – 16 ก.พ.2566 จับฉลาก และประกาศผล วันที่ 19 ก.พ.2566 มอบตัว วันที่ 26 ก.พ.2566 – เงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร วันที่ 12 – 16 ก.พ.2566 ประกาศผล และรายงานตัว 19 ก.พ.2566 มอบตัว 26 ก.พ.2566

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (ป.1) รับสมัคร 21 – 25 ก.พ.2566 จับฉลาก ประกาศผล และรายงานตัว 5 มี.ค.2566 มอบตัว 11 มี.ค.2566 – เงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร 21 – 25 ก.พ.2566 ประกาศผลและรายงานตัว 5 มี.ค.2566 มอบตัว 11 มี.ค.2566

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.1) ยื่นความจำนง 29 มี.ค. – 4 เม.ย.2566 ประกาศผล 7 เม.ย.2566 มอบตัว 8 เม.ย.2566 – สอบคัดเลือก (ถ้ามี) รับสมัคร 11 -15 มี.ค.2566 สอบ/คัดเลือก 25 มี.ค.2566 ประกาศผลและรายงานตัว 29 มี.ค.2566 มอบตัว 1 เม.ย.2566 – ความสามารถพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร 11 – 12 มี.ค.2566 สอบ/คัดเลือก 15 มี.ค.2566 ประกาศผลและรายงานตัว 16 มี.ค.2566 มอบตัว 1 เม.ย.2566 – เงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร 11 – 15 มี.ค.2566 สอบ/คัดเลือก 25 มี.ค.2566 ประกาศผลและรายงานตัว 29 มี.ค.2566 มอบตัว 1 เม.ย.2566 – จับฉลาก (ถ้ามี) รับสมัคร 11 – 15 มี.ค.2566 จับฉลาก 31 มี.ค.2566 ประกาศผลและรายงานตัว 31 มี.ค.2566 มอบตัว 1 เม.ย.2566

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ม.4) ที่เปิดสอน ม.ต้น และ ม.ปลาย นักเรียนที่จบ ม.3 เดิม รับสมัครตามที่โรงเรียนกำหนด ประกาศผลและรายงานตัวตามที่โรงเรียนเดิมกำหนด มอบตัว 2 เม.ย.2566 – สอบคัดเลือก (นักเรียนที่จบ ม.3 จากโรงเรียนอื่น และโรงเรียนเดิม) รับสมัคร 11 – 15 มี.ค.2566 สอบ/คัดเลือก 26 มี.ค.2566 ประกาศผลและรายงานตัว 30 มี.ค.2566 มอบตัว 2 เม.ย.2566 – ความสามารถพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร 11 – 12 มี.ค.2566 สอบ/คัดเลือก 16 มี.ค.2566 ประกาศผลและรายงานตัว 17 มี.ค.2566 มอบตัว 2 เม.ย.2566 – เงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร 11 – 15 มี.ค.2566 สอบคัดเลือก 26 มี.ค.2566 ประกาศผลและรายงานตัว 30 มี.ค.2566 มอบตัว 2 เม.ย.2566

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ม.4) ที่เปิดสอนเฉพาะ ม.ปลาย (ยกเว้นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา) รับสมัคร 11 – 15 มี.ค.2566 สอบ/คัดเลือก 26 มี.ค.2566 ประกาศผลและรายงานตัว 30 มี.ค.2566 มอบตัว 2 เม.ย.2566 – ความสามารถพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร 11 – 12 มี.ค.2566 สอบ/คัดเลือก 16 มี.ค.2566 ประกาศผลและรายงานตัว 17 มี.ค.2566 มอบตัว 2 เม.ย.2566 – เงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี) รับสมัคร 11-15 มี.ค.2566 สอบ/คัดเลือก 26 มี.ค.2566 ประกาศผลและรายงานตัว 30 มี.ค.2566 มอบตัว 2 เม.ย.2566

โรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษ – โรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ รับสมัคร 9 ก.พ. – 2 มี.ค.2566 ประกาศผล 3 เม.ย.2566 รายงานตัวและมอบตัวภายใน 8 เม.ย.2566 – โรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส รับสมัคร 9 ก.พ. – 2 มี.ค.2566 สอบ/คัดเลือก 7 – 29 มี.ค.2566 ประกาศผล 3 เม.ย.2566 รายงานตัวและมอบตัว ภายใน 8 เม.ย.2566

โรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.1) รับสมัคร 21 – 25 ก.พ.2566 สอบ/คัดเลือก 5 มี.ค.2566 ประกาศผล รายงานตัว และมอบตัว ภายใน 23 มี.ค.2566 – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ม.4) รับสมัคร 21 – 25 ก.พ.2566 สอบ/คัดเลือก 6 มี.ค.2566 ประกาศผล รายงานตัว และมอบตัว ภายใน 24 มี.ค.2566 – ภปร.ราชวิทยาลัย/ป.5 รับสมัคร 21 – 25 ก.พ.2566 สอบ/คัดเลือก 5 มี.ค.2566 ประกาศผล รายงานตัว และมอบตัว ภายใน 23 มี.ค.2566 – ภปร.ราชวิทยาลัย/ม.1 รับสมัคร 21 – 25 ก.พ.2566 สอบ/คัดเลือก 5 มี.ค.2566 ประกาศผล รายงานตัว และมอบตัว ภายใน 23 มี.ค.2566

โรงเรียนที่จัดห้องเรียนพิเศษก่อนประถมศึกษา/ป.1 รับสมัคร 4 – 8 ก.พ.2566 สอบ/คัดเลือก 12 ก.พ.2566 ประกาศผล รายงานตัว 15 ก.พ.2566 มอบตัวภายใน 18 ก.พ.2566 – ม.1 รับสมัคร 14-18 ก.พ.2566 สอบ/คัดเลือก 4 มี.ค.2566 ประกาศผล รายงานตัว และมอบตัว ภายใน 11 มี.ค.2566 – ม.4 รับสมัคร 14 – 18 ก.พ.2566 สอบ/คัดเลือก 5 มี.ค.2566 ประกาศผล รายงานตัว และมอบตัว ภายใน 11 มี.ค.2566

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภูมิภาค ม.4 รับสมัคร 14 – 18 ก.พ.2566 สอบ/คัดเลือก 4 มี.ค.2566 ประกาศผลภายใน 10 มี.ค.2566 รายงานตัวภายใน 13 มี.ค.2566 และมอบตัวภายใน 22 มี.ค.2566

‘บุหรี่ไฟฟ้า’ อันตรายทั้งกาย-จิต ‘เด็ก-เยาวชน’กลุ่มเสี่ยงเข้าถึงง่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690408

‘บุหรี่ไฟฟ้า’ อันตรายทั้งกาย-จิต  ‘เด็ก-เยาวชน’กลุ่มเสี่ยงเข้าถึงง่าย

‘บุหรี่ไฟฟ้า’ อันตรายทั้งกาย-จิต ‘เด็ก-เยาวชน’กลุ่มเสี่ยงเข้าถึงง่าย

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี สถาบันยุวทัศน์ประเทศไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบในประเทศไทย จัดงานเสวนาวิชาการ “บุหรี่ไฟฟ้า วิกฤตสุขภาวะวัยรุ่นไทย” ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ ถนนพระราม 4 เมื่อช่วงต้นเดือนพ.ย. 2565 ที่ผ่านมา โดย ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ กล่าวเปิดเวทีตอนหนึ่งถึงการทำเรื่องสงครามยาเสพติด พื้นฐานสำคัญคือเรื่อง บุหรี่ โดยมี 3 ปัจจัยทำลายสังคมไทย 1.บุหรี่ 2.บุหรี่ไฟฟ้า และ 3.กัญชา ซึ่งที่กำลังมาแรงคือบุหรี่ไฟฟ้า

โดยเฉพาะผู้หญิงมองเรื่องการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เป็นเรื่องเท่มาก เป็นแฟชั่น ขณะที่กัญชามาแบบนโยบายรัฐกัญชาเสรีมันระเบิดเทิดเถิง เกิดวัฒนธรรมทำมวนบุหรี่ ซึ่ง 3 ปัจจัยดังกล่าว ถือเป็น 3 อันตรายแนวราบ หากเด็กและเยาวชน เข้าถึงตัวใดตัวหนึ่ง เชื่อว่าจะได้ใช้อีกสองตัวแน่นอน อันตรายจึงเปิดช่องมากขึ้นๆ โดยเฉพาะการเข้าถึงทางสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่ครอบครัวไม่มีเวลา โรงเรียนไม่รู้มีบุหรี่ไฟฟ้า สอนแต่เรื่องบุหรี่มวนนี่คือสถานการณ์วิกฤต อาการที่น่าเป็นห่วงมาก

“ขณะนี้มาตรฐานของเด็กไทยน่าเป็นห่วงที่สุด คิดดูหากสามตัวนี้เข้ามาอีก สภาวะเด็กไทยจะเป็นอย่างไร ปัจจุบันคนเครียด คลุ้มคลั่งเยอะ สามารถใช้ยาบ้า และเสี่ยงต่อความรุนแรง คือเรื่องปืน ฉะนั้น หากสืบไปสืบมาพื้นฐานจะมีเรื่องของบุหรี่ เหล้า เราห้ามแต่เสรี ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุม แต่หากเข้าไปทางสังคมออนไลน์ พิมพ์คำว่า บุหรี่ไฟฟ้า ขึ้นมาเป็นหมื่นๆ รสชาติ เป็นพันๆ ชนิด อีกทั้งครอบครัวไม่รู้ว่า เป็นบุหรี่ไฟฟ้า เพราะรูปร่างหน้าตาคล้ายเครื่องประดับ ฉะนั้น ประตูสู่วงจรสีเทา จะดำมากขึ้นหากเราไม่ทำอะไรเลย” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งข้อสังเกตถึงเป้าหมายการออกผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าว่าพุ่งเป้าไปที่ผู้ใหญ่จริงหรือไม่ เพราะหากดูรสชาติของบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว แต่ละรสชาติดึงดูดเด็กและเยาวชนทั้งสิ้น อีกทั้งข้อมูลงานวิจัยต่างประเทศล่าสุดตีพิมพ์วันที่ 25 ต.ค. 2565 ที่ชี้ชัดว่า น้ำยาในบุหรี่ไฟฟ้าทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้ ซึ่งหากเทียบกับบุหรี่มวน กว่าจะป่วยเป็นถุงลมโป่งพองยังต้องใช้เวลาหลายสิบปี

“พิษของบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียวที่เป็นวิกฤต แต่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก งานวิจัยปีล่าสุด 2022 (2565) พบว่า เด็กมัธยมในอเมริกา 2.5 ล้านคน สูบบุหรี่ไฟฟ้า และ
1 ใน 4 สูบบุหรี่ไฟฟ้าทุกวัน ถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ หรือแม้แต่ในอังกฤษงานวิจัยที่สำรวจปีนี้ พบว่า 1 ใน 5 นักเรียนหญิงอังกฤษอายุ 15 ปี สูบบุหรี่ไฟฟ้า แม้กระทั่งประเทศนิวซีแลนด์ เดิมห้ามบุหรี่ไฟฟ้า มายกเลิกปี 2018 (2561) ปัจจุบันตัวเลขล่าสุด ปี 2021 (2564) พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเด็กอายุ 14-15 ปี พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ” รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ระบุ

รศ.ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวต่อไปว่า ส่วนในประเทศไทย รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย (2562-2563) พบอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี นั้น
ร้อยละ 5.3 เคยลองสูบ และร้อยละ 2.9 บอกว่า สูบประจำในจำนวนนี้ร้อยละ 30 เป็นผู้หญิง ซึ่งต่างจากบุหรี่มวนที่พบผู้หญิงสูบน้อยมาก รวมถึงในไทยก็ยังมีงานวิจัยที่พบว่า เด็กที่เริ่มด้วยบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มสูบบุหรี่มวนถึง 5 เท่า หรือสูบทั้ง 2 อย่างเพิ่ม 7 เท่า

นอกจากนั้น นิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสารเสพติดจะส่งผลโดยตรงต่อสมองและระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กและเยาวชนที่สมองจะเจริญเติบโตไม่เต็มที่ พิษของนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าจะส่งผลให้เด็กที่สูบมีอาการหงุดหงิดง่าย เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ความจำแย่ลง ปวดศีรษะ อารมณ์แปรปรวน สมาธิสั้น และภาวะซึมเศร้า และจากข้อมูลสำรวจเด็กและเยาวชนไทยอายุ 10-19 ปีที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า พบว่า ร้อยละ 53 มีภาวะเสี่ยงโรคซึมเศร้า และเด็กที่เคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 2 เท่า

นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการทำงานได้พบเห็นเด็กระดับประถมสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันแล้ว อีกทั้งไม่เคยคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์หนึ่งในร่างกาย เป็นสินค้าที่กลายเป็นเครื่องประดับไปแล้ว มีการห้อยบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อความเท่ ฉะนั้น บุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่ใช่เรื่องของคนอยากหรือไม่อยากสูบ แต่มีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

“หากทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย จบเลยสังคมไทย ดังนั้นอยากฝากถึงผู้กำหนดนโยบายขอให้เอาจริงเอาจังกับสิ่งที่เป็นภัยกับคนในสังคม เราต้องให้ความสำคัญกับระบบสุขภาพรวมไปถึงสิ่งที่เราต้องช่วยทำให้สังคมมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงๆ จังๆ กระทรวงศึกษาธิการ ต้องไม่ให้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของวิชาสุขศึกษา ทำงานกับครู สถานศึกษา พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กสู้กับเราด้วยข้อมูล บุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย ดังนั้น หากพรรคการเมืองไหนสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้า ขอให้คนไทยไม่เลือกพรรคการเมืองนั้น” นายพชรพรรษ์ กล่าว

นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการโครงการครอบครัวปลอดบุหรี่ กล่าวถึงสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นและปัญหาที่เกิดภายในครอบครัวที่น่าเป็นห่วง เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งปัจจุบันพบว่า เด็กๆ สามารถเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายมีการวางขายกันในตลาดนัด ทางออนไลน์ อีกทั้งข้อมูลที่ได้จากการทำงานกับสถานศึกษา การเยี่ยมบ้านของครู พบมีผู้ปกครองสูบบุหรี่ในบ้าน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเด็กและทำให้เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าด้วย จึงอยากให้มีการรณรงค์เรื่องนี้ในครอบครัวอย่างจริงจัง

“หลายครอบครัวพบว่าลูกสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว การมีเครือข่ายพ่อแม่จะดีมาก อยากให้พ่อแม่ลุกขึ้นมาเป็นกระบอกเสียง หรือครอบครัวไหนได้รับผลกระทบจากพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้าลุกขึ้นมาเป็นกระบอกเสียง บอกถึงพิษภัยจากบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกัน ไม่ใช่เรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง” ผู้จัดการโครงการครอบครัวปลอดบุหรี่ กล่าว

ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร (หมอโอ๋) กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และแอดมินเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” อธิบายพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือการใช้สารเสพติดของวัยรุ่น ว่ามีรากมาจากความต้องการของมนุษย์คนหนึ่ง เช่น การสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ได้รับการยอมรับ แตกต่างจากชีวิตจริงที่เขาอยากรู้สึกเจ๋ง เท่ เก่ง และหลายครั้งมนุษย์อยากผ่อนคลาย อยากมีความสุข ในเมื่อที่บ้านไม่มีความสงบ พ่อแม่ตีกัน ติดเหล้า หรือไปโรงเรียนก็ถูกรังแกวัยรุ่นจึงวิ่งหาบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อความผ่อนคลายสบายใจชั่วคราว

“ภาวะที่สมองของวัยรุ่นยังเติบโตไม่เต็มที่จึงทำให้การตัดสินใจ การยับยั้งชั่งใจต่างๆ อาจจะยังไม่ดี ฉะนั้นการเปิดใจรับฟังทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เขาสูบว่ามันตอบสนองความต้องการอะไรในชีวิตของเขา เขามีความคิดความเข้าใจอย่างไรเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า มันมีข้อดีข้อเสียอย่างไร โดยการพูดคุยให้เป็นบรรยากาศที่พ่อแม่รับฟังด้วยความอยากรู้ อยากทำความเข้าใจ ไม่ใช่เป็นบรรยากาศแบบตั้งใจจะมาสั่งสอน จับผิด ตำหนิ ซึ่งพ่อแม่สามารถส่งสัญญาณให้ลูกรับรู้ว่าพ่อแม่รู้สึกเป็นห่วง แทนเห็นลูกสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้วโวยวาย” ผศ.พญ.จิราภรณ์ กล่าว

ผศ.พญ.จิราภรณ์ ยังเรียกร้องให้วางกติกาเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ ทำให้การสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ไม่ปกติในสังคม เช่น โรงพยาบาลหรือโรงเรียนแพทย์หลายแห่งในต่างประเทศ ประกาศนโยบายไม่รับคนสูบบุหรี่เข้าทำงาน โดยหากสูบต้องเลิกภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยจัดบริการเลิกสูบบุหรี่รองรับ หรืออย่างกรณีบริษัทประกันบางแห่งเริ่มมีกฎไม่รับทำประกันสุขภาพให้กับคนสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

ในช่วงท้ายของงาน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงงานวิจัยว่าด้วยผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าต่อระบบทางเดินหายใจ ชี้ว่า 193 รายงาน ความรู้จนถึงปัจจุบัน (2562) ไม่สามารถจะบอกได้ว่า ผลกระทบต่อสุขภาพทางเดินหายใจของบุหรี่ไฟฟ้ามีน้อยกว่าบุหรี่มวน ขณะที่สมาพันธ์โรคหัวใจโลก ชี้ว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่พบในคนที่เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

และมีอีกงานวิจัยอีกชิ้น ที่ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้ากำลังปรากฏผลที่น่าเป็นห่วงต่อสุขภาพ แม้ผลกระทบระยะยาวยังไม่รู้ แต่ความรู้ปัจจุบันที่มีการตีพิมพ์ หลักฐานที่ยืนยันว่า บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนยังไม่มีอยู่จริง ฉะนั้น คนขายบุหรี่ไฟฟ้า หรือสมาชิกสภาพผู้แทนราษฎรที่ออกมายืนยัน บุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย ปลอดภัยนั้น การออกมาแสดงความเห็นแบบนี้ เป็นเรื่องที่ส่งผลเสียมากๆ ต่อการป้องกันโรคที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้า

“เราต้องช่วยกันให้ความรู้กว้าง และมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เราต้องติดอาวุธให้เยาวชน ให้รู้ให้มากที่สุด ผมไม่ห่วงคนสูบบุหรี่อยู่แล้วมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า ผมห่วงเยาวชนที่ไม่ได้สูบบุหรี่เข้ามา
สูบบุหรี่ไฟฟ้า ผมห่วงมาก วัยรุ่นหญิงสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึง 30%” ศ.นพ.ประกิต กล่าว

‘มจธ.’หนุนชุมชน‘คีรีวง’ จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการนํ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690405

‘มจธ.’หนุนชุมชน‘คีรีวง’  จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการนํ้า

‘มจธ.’หนุนชุมชน‘คีรีวง’ จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการนํ้า

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กว่า 10 ปี ที่ “หมู่บ้านคีรีวง” ต.กำโลน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช แก้ปัญหาความต้องการพลังงานน้ำที่ต้องส่งไปยังสวนผลไม้ ด้วยการนำหลักการทำงานของเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำมาประยุกต์ใช้กับแหล่งน้ำจากเทือกเขาหลวงที่มีลำธารน้ำไหลตลอดทั้งปี ซึ่ง ผศ.ดร.อุสาห์ บุญบำรุง สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า จากโจทย์การทำงานที่ผ่านมาทำให้มีการพัฒนากังหันน้ำผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการทำงานร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้านคีรีวง

ซึ่งการทำงานดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาแผนแม่บทเพื่อส่งเสริมกังหันน้ำขนาดเล็กในชุมชนรอบเทือกเขานครศรีธรรมราช โดยใช้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในรูปแบบการแสดงความคิดเห็นถึงประโยชน์ของทุกฝ่ายแบบมีส่วนร่วมทั้งนี้ แผนแม่บทดังกล่าว ถือเป็นการออกแบบการทำงานร่วมกันในชุมชนคีรีวงและชุมชนโดยรอบเทือกเขาหลวงในโจทย์ด้านต่างๆ เช่น เรื่องปัญหาการใช้งาน การรวบรวมข้อมูลต่างๆ การวางแผนและดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และสุดท้ายคือการต่อยอดการทำงานไปยังชุมชนอื่นๆ ใกล้เคียง

“การจัดทำแผนแม่บทในครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการนำกังหันน้ำมาใช้งานในพื้นที่คีรีวง ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ซึ่งในอนาคตมองว่าการจะทำอะไรต่อ หรือการเดินหน้าต่อจะเป็นไปในทิศทางไหน รูปแบบใด หากทำในเฉพาะลำพังชุมชนคีรีวงเองอาจจะมองภาพได้ไม่กว้าง จึงต้องชักชวนพลังงานจังหวัดหรือนักเรียนนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิค
หลายๆ ต่างๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง เข้ามาช่วยกันแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การกำหนดทิศทางการใช้งานกังหันน้ำขนาดเล็กและการบริหารจัดการน้ำที่มีความชัดเจนมากขึ้น” ผศ.ดร.อุสาห์กล่าว

จากการสำรวจพบว่า การใช้งานของกังหันน้ำประกอบด้วยคน 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ใช้น้ำในช่วงการเก็บเกี่ยวผลไม้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน ของทุกปี 2.กลุ่มที่ใช้น้ำตลอดทั้งปี เป็นกลุ่มที่พักอาศัยอยู่บนที่ราบภูเขาซึ่งต้องใช้ไฟฟ้าในการอุปโภค-บริโภค ดังนั้น การจัดทำแผนแม่บทครั้งนี้ถือเป็นการเดินหน้าแผนพัฒนากังหันน้ำที่นำไปสู่การทำงานเพื่อหนุนเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มคนที่ใช้กังหันน้ำและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน นายวิรัตน์ ตรีโชติ เลขาฯกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกังหันน้ำคีรีวง กล่าวว่า แม้ว่าชุมชนคีรีวงจะมีแม่น้ำที่มีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี แต่บริบทพื้นที่ของคีรีวงมีพื้นที่ราบสูงอย่างบนภูเขาหลวง ซึ่งเป็นสวนผลไม้ชาวบ้านบางส่วนไม่สามารถใช้น้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงต้องอาศัยการใช้กังหันน้ำขนาดเล็กที่นักวิจัยมาติดตั้งเข้ามาตอบโจทย์ ซึ่งที่ผ่านมากังหันน้ำขนาดเล็กสามารถใช้แก้ปัญหาเรื่องน้ำแล้งในชุมชนคีรีวงได้เป็นอย่างดี

“ช่วงเวลาที่ใช้น้ำเยอะที่สุดคือช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลไม้ เพราะชาวบ้านหลายคนมีสวนอยู่บนภูเขา และมีกลุ่มคนที่พักอาศัยอยู่ต้องใช้ทุกวัน กังหันน้ำสามารถแก้ปัญหาน้ำแล้งโดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนได้เป็นอย่างดี ซึ่งในหน้าแล้งชาวบ้านจะดึงน้ำจากคลองไปใช้ในสวน ดังนั้น การจัดทำแผนแม่บทนี้ขึ้นมาเป็นการเชื่อมโยงชุมชนคีรีวงและชุมชนโดยรอบเพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด” เลขาฯกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกังหันน้ำคีรีวง ระบุ

ขณะที่ นายอรุณ อินทสะระ พลังงานจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของพลังงานจังหวัด เบื้องต้นพลังงานจังหวัดทุกพื้นที่ได้มีการดูแลเรื่องงบประมาณในการทำงานเรื่องพลังงานร่วมกันท้องถิ่น ซึ่งการจัดทำแผนแม่บทในครั้งนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ทำให้หลายพื้นที่ได้ตระหนักถึงการใช้น้ำได้อย่างมีแบบแผน รวมทั้งการมีเครือข่ายที่เข้ามาช่วยหนุนเสริมและเรียนรู้การทำงานด้านพลังงานน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เรื่องพลังงานกังหันน้ำโซลาร์เซลล์ เป็นหน้าที่โดยตรงของพลังงานจังหวัดที่จะช่วยในเรื่องการดูแลงบประมาณและให้คำปรึกษาในแต่ละพื้นที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งการเข้าร่วมประชุมแผนแม่บทในครั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การทำงานร่วมกันระหว่างจังหวัดและพื้นที่โดยรอบที่อยู่ใกล้เคียงพื้นที่เขาหลวง ซึ่งนำไปสู่การขยายผลในพื้นที่ต่างๆ ต่อไป” นายอรุณ กล่าว

ปัจจุบัน ทีมผู้วิจัยได้ศึกษาพัฒนาต้นแบบชุดกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กที่ครอบคลุมทุกลักษณะการใช้งาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงนวัตกรรมกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก
ในประเทศ ที่ขนาดกำลังการผลิตไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในแต่ละครัวเรือน โดยมีการติดตั้งสาธิตในพื้นที่บ้านคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วกว่า 140 ชุด พิกัดกำลังไฟฟ้ารวมกว่า 91 กิโลวัตต์ และสามารถขยายผลไปยังชุมชนในพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ ใกล้เคียง

สำหรับการจัดทำแผนแม่บทดังกล่าว จึงเป็นความร่วมมือกันในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศที่เกิดขึ้นระหว่างนักวิจัยและชาวบ้านในพื้นที่ ที่มีการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเองในการออกแบบและผลิตเครื่องกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก อันเป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งการจัดทำแผนแม่บทในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีบทบาทในเรื่องการบำรุงรักษาและการทำงานในด้านพลังงาน

อันจะนำไปสู่การพัฒนาเรื่องการตอบโจทย์การใช้พลังงานน้ำในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ!!!

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

‘ทรู’เดินหน้าใช้เทคโนโลยีสื่อสาร ลดเหลื่อมลํ้าด้านการศึกษา‘เด็กชายขอบ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690406

‘ทรู’เดินหน้าใช้เทคโนโลยีสื่อสาร  ลดเหลื่อมลํ้าด้านการศึกษา‘เด็กชายขอบ’

‘ทรู’เดินหน้าใช้เทคโนโลยีสื่อสาร ลดเหลื่อมลํ้าด้านการศึกษา‘เด็กชายขอบ’

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จากอดีต “เด็กชายขอบ” ตามแนวตะเข็บชายแดนประเทศไทย แทบจะไม่มีใครเหลียวมอง โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านการศึกษา ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ควรได้รับอย่างเสมอภาค…ในฐานะองค์กรไทย กลุ่มทรู เล็งเห็นและตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ จึงระดมทุกสรรพกำลังที่มี นำศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีการสื่อสารมาช่วยยกระดับการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นแก่ครูผู้สอน เด็กชายขอบ และผู้ปกครองในพื้นที่ห่างไกลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

จุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2558 ที่กลุ่มทรู ได้ร่วมกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ขับเคลื่อน “โครงการสื่อพกพาเพื่อการรู้หนังสือสำหรับเด็กนอกระบบการศึกษา (Mobile Literacy for Out-of-School Children Project)” มอบสื่อไอซีทีจากโครงการทรูปลูกปัญญา ทั้งชุดอุปกรณ์รับสัญญาณทรูวิชั่นส์สื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนการสอน ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระวิชาและอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เนตไร้สายบนเครือข่ายทรูมูฟ เอชให้แก่ศูนย์การเรียนรู้กว่า 70 แห่ง

ไล่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา 5 จังหวัด ตั้งแต่ ระนอง กาญจนบุรี ตาก แม่ฮ่องสอน ไปถึงเชียงราย ทำให้ครูกว่า 350 คน ได้พัฒนาทักษะการใช้สื่อพกพาและนำไอซีทีมาประยุกต์ใช้จัดการเรียนการสอน มีนักเรียนกว่า 10,000 คน สามารถเข้าถึงสื่อการเรียนรู้และอินเตอร์เนตและที่สำคัญ ผลลัพธ์อันน่าภูมิใจ คือการได้เห็นเด็กเมียนมาจากศูนย์การเรียนรู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ มีคะแนนสอบยอดเยี่ยมติด 10 อันดับแรกของหลักสูตรกศน.ของเมียนมา(Non-Formal Primary Education)

ด้วยความตั้งใจที่ต้องการต่อยอดโอกาสทางการศึกษาให้ถึงเด็กชายขอบทั่วประเทศ กลุ่มทรู จึงเดินหน้า “โครงการสื่อพกพาเพื่อการรู้หนังสือสำหรับเยาวชนปอเนาะ” ติดตั้งชุดสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้จากโครงการทรูปลูกปัญญา ประกอบด้วย ชุดอุปกรณ์รับสัญญาณทรูวิชั่นส์พร้อมแพ็กเกจสารคดีชั้นนำจากทั่วโลก แท็บเลต อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เนตไร้สายพร้อมดาต้า ตลอดจนจัดอบรมการใช้สื่อและอุปกรณ์ต่างๆ ให้แก่ครูและนักเรียนของกศน. ภาคใต้ และสถาบันศึกษาปอเนาะ ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล

ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้ครูได้ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ขณะที่เด็กนักเรียน กศน. และโรงเรียนรัฐบาลต่างๆ ในจังหวัดภาคใต้ ก็สามารถเข้าถึงแหล่งสาระข้อมูลและข่าวสาร ทั้งด้านวิชาการ ศาสนา วัฒนธรรม พร้อมสื่อดิจิทัลภาษาอารบิก และภาษามลายู โดยเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งคือเพียงไม่ถึง 1 ปี หลังเริ่มโครงการ นักเรียนปอเนาะมีผลการเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถสอบผ่านเกณฑ์มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้และการสื่อสารภาษาไทยซึ่งเป็นปัญหาหลักของนักเรียนในพื้นที่นี้

กลุ่มทรู มุ่งมั่นขยายเทคโนโลยี 5G ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เช่น บนดอย ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2563 กลุ่มทรู ได้ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ สนับสนุนด้านเทคโนโลยีสื่อสาร โรงเรียนบ้านป่าซางนางเงิน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ติดชายแดนไทย-เมียนมา โดยทรู เป็นผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมรายเดียวที่ติดตั้งและบูรณาการเทคโนโลยี 5G ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เพื่อยกระดับให้ครู นักเรียน และคนในชุมชน ก้าวทันการศึกษายุคดิจิทัล

ทั้งบูรณาการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน(Project Based Learning) ให้ครูและนักเรียน ใช้อุปกรณ์ดิจิทัล และสัญญาณทรู 5G มาเสริมการเรียนรู้แบบครบวงจรในโครงงานวิชาต่างๆ พร้อมต่อยอดเปิดช่องทางจำหน่ายออนไลน์ รวมถึงบูรณาการการจัดการเรียนรู้รายวิชา นำแว่นเสมือนจริงและสื่อ 360 องศา ประกอบการเรียนรู้เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนที่สนุกสนานเกิดแรงบันดาลใจและจินตนาการไม่รู้จบ ตลอดจนพัฒนาทักษะดิจิทัลแก่ชุมชนเพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

ส่งผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ICT Talent มาประจำการที่ศูนย์ฯ และอบรมการใช้โปรแกรมพื้นฐาน เช่น เฟซบุ๊ค ไลน์ ยูทูบ ติ๊กต็อก เพื่อให้คนในชุมชน นำไปใช้ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัวต่อไป ทั้งนี้ กลุ่มทรู ยังคงเดินหน้าสานต่อความตั้งใจที่จะสร้างโอกาสแห่งความทัดเทียมให้เป็นจริงได้ด้วยเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีดิจิทัล จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้การศึกษาที่ดี มีคุณภาพ ไปถึงเด็กชายขอบทุกคนอย่างเสมอภาค ไร้พรมแดน อันเป็นเครื่องมือนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ดีที่สุด

‘ชัยวุฒิ’ปั้นเด็กติดเกมเป็น’นักกีฬาอีสปอร์ต’ นำร่องโรงเรียนต้นแบบ ยกระดับโครงการอีสปอร์ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690488

'ชัยวุฒิ'ปั้นเด็กติดเกมเป็น'นักกีฬาอีสปอร์ต' นำร่องโรงเรียนต้นแบบ ยกระดับโครงการอีสปอร์ต

‘ชัยวุฒิ’ปั้นเด็กติดเกมเป็น’นักกีฬาอีสปอร์ต’ นำร่องโรงเรียนต้นแบบ ยกระดับโครงการอีสปอร์ต

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 20.43 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2565 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย ได้เข้าสักการะพระบรมธาตุ และหลวงพ่อทันใจ ณ วัดพระบรมธาตุ (หลวงพ่อทันใจ) ต.เกาะตะเภา อ.บ้านตาก จ.ตาก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจังหวัดตากเคารพบูชา

โดยทันทีที่นายชัยวุฒิมาถึง ได้รับการต้อนรับจากประธานนายกเทศบาลบ้านตาก, กรมการปกครองท้องถิ่น อ.บ้านตาก, ข้าราชการท้องถิ่นพร้อมทั้งประชาชน  จากนั้นได้เข้าไปยังวิหารหลวงพ่อทันใจ ถวายเครื่องสักการะหลวงพ่อทันใจ และหลวงพ่อทองอยู่ พร้อมจุดเทียนสะเดาะเคราะห์ล้านนา ซึ่งเป็นประเพณีพื้นบ้านของภาคเหนือ จึงลงมาเวียนเทียนรอบพระบรมสารีริกธาตุ แล้วถวายสังฆทานกราบนมัสการพระครูพิทักษ์บรมธาตุ เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุ พร้อมรับพรจากท่านเจ้าอาวาส

หลังถวายสังฆทานเรียบร้อยแล้ว ก่อนเดินทางต่อในภารกิจต่อไปก็ได้มีตัวแทนจากต.เกาะตะเภา และชาวบ้านประมาณ 50 คน ยื่นหนังสือรายงานเรื่องโรงงานแป้งมันสัมปะหลัง ก่อมลพิษทางกลิ่น สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน รมว.ชัยวุฒิหลังได้รับหนังสือร้องเรียนได้กล่าวกับชาวบ้านว่า จะช่วยเร่งแก้ไขปัญหาและดำเนินการอย่างเต็มที่

จากนั้นจึงรุดไปยังโรงเรียนเทศบาล 1 กิตติขจร อ.เมือง จ.ตาก เพื่อฟังบรรยายสรุปโครงการ เมืองตาก e-sport ของโรงเรียนเทศบาล 1 กิตติขจร โดยมีรำกองยาวจากนักเรียนให้การต้อนรับพร้อมคณะครูประมาณ 50 คนตั้งแถวรอต้อนรับและเข้าห้องประชุมเครือข่ายผู้ปกครอง เพื่อตรวจสอบความพร้อมโครงการเมืองตาก e-sport

รมว.ชัยวุฒิ กล่าวว่า ดีใจที่ได้มาเยี่ยมโรงเรียนเทศบาล 1 กิตติขจร โดยเห็นหลักสูตรแล้วรู้สึกดีใจ ที่โรงเรียนแห่งนี้ทันสมัย มีหลักสูตรดี ๆ ให้กับนักเรียนได้ศึกษา กีฬา e-sport เป็นกีฬาถูกที่ต้องตามกฎหมาย เป็นรายการแข่งขันที่มีคนรับชมเยอะที่สุดมากกว่ากีฬาอื่น ๆ เป็นกีฬาที่สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเด็กไทยได้

ซึ่งทางกระทรวงฯ มีนโยบายอยากยกระดับการเล่นเกม จากเด็กติดเกมให้เป็นเด็กติดกีฬา บางคนอาจคิดว่าเหมาะสมหรือไม่ ตนคิดว่าโลกตอนนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว เมื่อเด็กมีความสนใจ คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ ซึ่งสามารถประกอบเป็นอาชีพได้จริง

จากนั้นจึงเข้าชมห้องเรียนพิเศษ 11 ลู่วิ่ง ตามความถนัดและความสามารถของนักเรียน พร้อมเข้าชมสาธิตการฟั่นตีนกา, สาธิตการหยดน้ำเทียน, สาธิการตกแต่งกระทงกะลา, สาธิตการประดิษฐ์กระทงจากใบตองจากนักเรียน และเข้าไปภายในห้องประชุมเพชรเมืองตาก ซึ่งได้รับการต้อนรับจากนักเรียน 200 คน โดยมีการแสดงดนตรีเป็นการขอบคุณรมว.ชัยวุฒิ ที่ได้ให้เกียรติติดตามโครงการและเยี่ยมเยียนโรงเรียนเทศบาล 1 กิตติขจร พร้อมด้วยรอยยิ้มและเสียงปรบมือท่ามกลางเสียงเพลงขอบคุณที่รักกัน เป็นบรรยากาศอบอุ่นและยังความปิติยินดีให้กับคณะครู และนักเรียนทุกท่านที่มาต้อนรับในวันนี้

– 006

‘อธิษฐาน’อะไร!โพลเผย‘คนไทย’เชื่อกระตุ้นศก.-ยังสนใจ‘ลอยกระทง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690354

‘อธิษฐาน’อะไร!โพลเผย‘คนไทย’เชื่อกระตุ้นศก.-ยังสนใจ‘ลอยกระทง’

‘อธิษฐาน’อะไร!โพลเผย‘คนไทย’เชื่อกระตุ้นศก.-ยังสนใจ‘ลอยกระทง’

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 07.52 น.

‘อธิษฐาน’อะไร!โพลเผย‘คนไทย’เชื่อกระตุ้นศก.-ยังสนใจ‘ลอยกระทง’

6 พฤศจิกายน 2565 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,163 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 1-4 พฤศจิกายน 2565 หัวข้อ “คนไทยกับเทศกาลลอยกระทง” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นกรณีเทศกาลลอยกระทงปีนี้ตรงกับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 จากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ทำให้หลายพื้นที่ได้เตรียมการจัดงานลอยกระทงเพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย ภายใต้การดูแลด้านความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน สรุปผลได้ ดังนี้

1. หลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ประชาชนสนใจร่วมงานลอยกระทงในปีนี้หรือไม่

อันดับ 1 สนใจ 72.14%

อันดับ 2 ไม่สนใจ 27.86%

2. ในปีนี้ประชาชนสนใจร่วมงานลอยกระทงในรูปแบบใด

อันดับ 1 ลอยกระทงตามสถานที่ท่องเที่ยวหรือที่มีการจัดงาน 60.67%

อันดับ 2 ทั้งสองแบบ 28.96%

อันดับ 3 ลอยกระทงออนไลน์ 10.37%          

3. สิ่งที่ประชาชนอยากอธิษฐานในวันลอยกระทง

อันดับ 1 ขอให้ครอบครัวมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย 41.52%          

อันดับ 2 ขอให้ตนเองประสบความสำเร็จ ในเรื่องงาน/เรื่องเรียน 39.23%

อันดับ 3 ขอให้บ้านเมืองสงบสุข เศรษฐกิจดีขึ้น 20.82%

4. ประชาชนคิดว่าเทศกาลลอยกระทงในปัจจุบันยังเป็นการช่วยสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทยได้หรือไม่

อันดับ 1 ช่วยสืบสาน 83.49%               

อันดับ 2 ไม่ช่วยสืบสาน 16.51%

5. ประชาชนคิดว่าเทศกาลลอยกระทงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้หรือไม่

อันดับ 1 ได้ 88.45%               

อันดับ 2 ไม่ได้ 11.55%

6. จากเหตุการณ์ “อิแทวอน” เกาหลีใต้ นำมาเป็นบทเรียนอะไรได้บ้างโดยเฉพาะในช่วงที่มีงานเทศกาลสำคัญๆ       

อันดับ 1 การจัดงานควรมีการจัดระเบียบ กำหนดพื้นที่และจำนวนคนให้เหมาะสม 90.09%          

อันดับ 2 มีการเตรียมพร้อมรับมือ มีการแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว 80.78%

อันดับ 3 จัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ตำรวจ หน่วยแพทย์ กู้ภัย 79.66%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า เทศกาลลอยกระทงปีนี้ส่งสัญญาณคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น จากผลโพล พบว่า กลุ่มคนเจน Z สนใจไปร่วมงานลอยกระทงมากถึงร้อยละ 82.22 รองลงมาคือ กลุ่มคนเจน Y ในขณะที่กลุ่มคนบูมเมอร์มองว่าจะลอยกระทงทางออนไลน์ ส่วนการอธิษฐานยังคงเป็นความหวังและที่พึ่งทางใจของคนไทย พบว่า  กลุ่มคนเจน Z และเจน Y อธิษฐานขอให้ตนเองประสบความสำเร็จในเรื่องงาน/เรื่องเรียน ในขณะที่คนบูมเมอร์ขอให้ครอบครัวมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย ทั้งนี้อยากให้นำบทเรียนจากเหตุการณ์ “อิแทวอน” มาปรับใช้ในการจัดงานอย่างเหมาะสมด้วย

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุณี วิเทศ อาจารย์ประจำสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า คนไทยมีความเชื่อและศรัทธาในประเพณีอันดีงามตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบกันมา ซึ่งปีนี้ประชาชนให้ความสนใจร่วมงานเป็นอันมาก เพื่อขอขมาต่อพระแม่คงคา และอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ปกป้องคุ้มครองอำนวยพรให้สำเร็จตามความตั้งใจ รวมถึงขอให้ครอบครัวมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย เนื่องมาจากสถานการณ์โควิด -19 ที่ทำให้ทั่วประเทศต้องหยุดชะงัก จากหลายปีที่ผ่านมาประชาชนออกมาลอยกระทงน้อยลง ยอดขายกระทงลดลงครึ่งหนึ่ง นั่นเป็นดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจดัชนีหนึ่งสำหรับประเทศไทยเลยก็ว่าได้

สำหรับลอยกระทงปีนี้ภาครัฐได้ผ่อนคลายมาตรการลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกับต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น และยังเป็นการช่วยสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีไทยให้สืบต่อไป ทางภาครัฐและเอกชน ควรมีการวางแผนในการจัดงาน จำกัดจำนวนคนเข้าพื้นที่ มีการดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ทางด้านความปลอดภัยและการปฐมพยาบาล ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และเที่ยวอย่างมีความสุข