เปิดทุกแรงบันดาลใจการสร้างสรรค์ผลงานของ’จเด็จ กำจรเดช’จาก’คืนปีเสือฯ’สู่’นักล่าวาฬ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690197

เปิดทุกแรงบันดาลใจการสร้างสรรค์ผลงานของ'จเด็จ กำจรเดช'จาก'คืนปีเสือฯ'สู่'นักล่าวาฬ'

เปิดทุกแรงบันดาลใจการสร้างสรรค์ผลงานของ’จเด็จ กำจรเดช’จาก’คืนปีเสือฯ’สู่’นักล่าวาฬ’

วันศุกร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 20.05 น.

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าส่งเสริมการเขียน – การอ่านอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดเสวนาพิเศษเซเว่นบุ๊คอวอร์ด หัวข้อ “คืนปีเสือ” สู่ “นักล่าวาฬ” จากงานเขียนสู่งานวาด จเด็จ กำจรเดช นักเขียน 2 รางวัลชนะเลิศหนังสือดีเด่นเซเว่นบุ๊คอวอร์ด 2 รางวัลซีไรต์ และศิลปินศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ ฯลฯ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานให้นักเขียนรุ่นใหม่ ณ เวทีกลาง งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ผ่านมา

4 พ.ย.65 นายประสิทธิ์ ฉกาจธรรม รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาความยั่งยืน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ และเลขานุการคณะกรรมการกิตติมศักดิ์โครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด กล่าวว่า “ปัจจุบันโครงการเซเว่นบุ๊คอวอร์ดเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการยกย่องเชิดชูนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ ผลิตผลงานที่สร้างชื่อเสียงและได้รับความนิยมทั้งในโลกออฟไลน์ และออนไลน์  ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของซีพี ออลล์ ที่มุ่งส่งเสริมการเขียน การอ่าน การเรียนรู้ให้กับสังคมและหวังว่าโครงการเซเว่นบุ๊คอวอร์ดจะช่วยสร้างนักเขียนรุ่นใหม่และผู้สนใจที่จะเป็นนักเขียน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเป็นนักเขียนที่มีคุณภาพในอนาคตต่อไป”

 “WHALE HUNTERS (นักล่าวาฬ)” ที่เพิ่งได้รับการตัดสินให้รับรางวัลชนะเลิศประเภทการ์ตูน  รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดครั้งที่ 19 เป็นหนังสือการ์ตูนในรูปแบบ Graphic Novel ถ่ายทอดผ่าน 4 เรื่องเล่าจากท้องทะเลที่เคยปรากฏในรูปแบบของเรื่องสั้น กวี และบทเพลงจากผลงานของผู้เขียน เป็นภาพวาดลายเส้นเนื้อหาเปรียบเทียบเชิงปรัชญาชีวิตในการต่อสู้ทางความคิดของตนเอง ผ่านเรื่องราวของนักล่าวาฬจากเรื่อง Light House และเรื่อง Float ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของแพที่อยากเป็นอิสระ กับชายเฝ้าประภาคาร ส่วนเรื่อง KIMARZ เป็นเรื่องส่งเสริมการเข้าใจตนเอง สังคม ครอบครัว การต่อสู้ชีวิต การต่อสู้กับการยึดติดในตัวตน และความอยู่รอดของสังคม เผ่าพันธุ์

จเด็จ เล่าถึงที่มาของหนังสือนักล่าวาฬ ซึ่งมาจากประโยคหนึ่งที่ว่า “คุณยังไม่ตายใช่ไหม” และยังเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของทุกเรื่องในหนังสือเล่มนี้ว่า มันคือบทกวีที่ตนแต่งขึ้นเพื่อให้กำลังใจเพื่อนและยังเป็นบทกวีที่ช่วยปลุกความคิดเตือนสติตัวเองในวันที่รู้สึกอ่อนแอ ถือเป็นบทกวีที่มีความหมายสำหรับตนเองจึงเลือกมาใช้ในหนังสือเล่มนี้ และช่วงแรกเวลาลงชื่อในหนังสือจะเขียนข้อความว่า “คุณยังไม่ตายใช่ไหม” และภายหลังเปลี่ยนมาเขียน “หวังว่าคุณสบายดี” เพื่อให้เข้าใจง่ายและมีความหมายในทางดี แต่จะมีบางคนที่รักและสนิทมาก ๆ ที่ตั้งใจจะส่งหนังสือให้ก็จะยังคงเขียนว่า “คุณยังไม่ตายใช่ไหม” แบบเดิม

จเด็จ ยังบอกอีกว่า แต่ละเรื่องจะมีรูปแบบที่มาในการสร้างสรรค์ที่ต่างกัน โดยเริ่มจากการที่รู้สึกเบื่อ ๆ ในช่วงโควิดอยากวาดภาพออกกำลังมือก็เลยคิดจะวาดนิยายภาพ เมื่อครั้งที่ยังเป็นวัยรุ่นชอบวาดภาพ แต่เพราะว่าห่างหายไปนาน เลยต้องหาวิธีปรับตัวอยู่พอสมควรจึงจะวาดได้คล่องมือมากขึ้น แล้วก็มาคิดว่าเราควรวาดจากสิ่งที่เราชอบก่อน เราชอบวาฬ พอนึกถึงวาฬบทกวีนักล่าวาฬก็ผุดขึ้นมา แต่พอคิดว่าจะทำออกมาเป็นเล่มก็ควรที่จะต้องมีหลายเรื่องก็มาหาว่าจะใช้เรื่องไหนอีก อีกอย่างที่ผมชอบก็คือประภาคารแล้วบังเอิญว่ามีเพลงที่ผมกับน้องร่วมกันแต่งชื่อ “เพลงประภาคาร” จึงหยิบเพลงนี้มาเขียนเป็นลักษณะเหมือนวิดีโอเพลงคือให้ตัวหนังสือบรรยายแล้วให้ภาพเล่าเรื่อง พอมีวาฬแล้วมีประภาคารแล้วก็เห็นว่าทั้งสองผูกร้อยเข้าด้วยกันด้วยทะเล จึงหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับทะเลมาเขียนเพิ่มก็เลยได้มาอีกอันหนึ่ง เป็นเรื่องสั้นที่ผมเขียนไว้ใน หนังสือสะพาน บ้าน แม่น้ำ และความรัก เรื่อง แพ ของสำนักพิมพ์บ้านแม่น้ำ เป็นเรื่องสั้น ๆ ไม่ยาวมาก ส่วนเรื่องสุดท้ายก็เป็นเรื่องสั้นจากรวมเรื่องสั้น แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ เรื่อง หวังว่ากีมาซ์จะไม่พลาดอีก กลายเป็นว่าทั้งสี่เรื่องจะผูกร้อยกันหลวม ๆ ด้วยทะเล และด้วยแต่ละเรื่องให้อารมณ์ความรู้สึกที่ต่างกันดังนั้นลายเส้นที่วาดก็จึงแตกต่างกันด้วยก็จะล้อไปตามอารมณ์ความรู้สึกของเรื่องนั้น ๆ ก็เลยได้ทั้งสี่เรื่องที่แตกต่างกันทั้งน้ำเสียง วิธีเล่า และรูปแบบลายเส้น

ทั้งนี้ ในตอนแรกตั้งใจจะพิมพ์นักล่าวาฬเป็นภาษาอังกฤษเพื่อที่จะให้นักอ่านต่างชาติได้เข้าใจด้วย แต่เปลี่ยนใจมาพิมพ์ภาษาไทยก่อนเพราะว่าเรื่องของต้นทุนและปัจจัยต่าง ๆ ท้ายที่สุดก็มีความคิดขึ้นมาว่าถ้าส่งประกวดที่เซเว่นบุ๊คอวอร์ดก่อนก็คงจะดีนะ เป็นความรู้สึกว่าเราจะได้รางวัลเราควรต้องทำ เหมือนเป็นการสะกดจิตตัวเอง ก็เลยเป็นเหตุผลที่เลือกพิมพ์เป็นภาษาไทยออกมาก่อน 

“หากถามว่าการที่ทำได้ดีทั้งสองด้านทั้งงานเขียนหนังสือ และการวาดภาพ ช่วยเสริมกันในการทำงานได้อย่างไรบ้าง โดยส่วนตัวผมมองว่าทั้งการเขียนและการวาดมันเป็นสิ่งเดียวกันมาตลอดเพราะว่าผมเติบโตมากับการทำงานศิลปะ เหมือนกับตอนเราอ่านหนังสือ เราก็คงไม่ได้อ่านแต่หนังสืออย่างเดียว เราก็ดูหนัง ฟังเพลง ดูงานศิลปะอย่างอื่น ผมไม่รู้ว่าศิลปินท่านอื่นเขาจะมีความอีกแบบหรือไม่ ผมก็ไม่กล้าฟันธง แต่ด้วยผมคิดแบบนี้เลยไม่รู้ว่ามันช่วยส่งเสริมหรือเปล่า แต่ผมคิดว่ามันช่วยกันได้ เวลามีใครมาถามขอคำแนะนำเรื่องการเขียนหนังสือ ผมก็จะบอกให้ลองไปดูไปเสพงานศิลป์อย่างอื่นด้วย เพราะมันจะช่วยให้เราคิดได้หลายหลายมากขึ้น มองได้รอบด้านมากขึ้น แน่นอนว่าเราทำงานศิลปะเราจะต้องมีคำว่าสร้างสรรค์ สำหรับผมคำนี้ก็คือการที่เราเบื่อ เบื่อตัวเองเบื่อสิ่งที่เราเป็นอยู่ เราต้องพาตัวเองออกมาจากความเบื่อนี้ อาจจะไม่ต้องไปข้างหน้าแต่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหรือถอยหลังบ้างก็ได้ แค่ไม่ซ้ำเดิม เพราะถ้าเราทำอะไรซ้ำเดิม จะต้องมีคนที่รอเบื่ออยู่ ความตื่นเต้นความน่าสนใจมันจะหายไป ผมก็จะคิดอะไรที่แบบเรียกว่าคิดไปเรื่อย คิดสิ่งใหม่คิดที่จะทำไปเรื่อย ๆ ผมไม่รู้ว่าสิ่งนี้มันคือคุณสมบัติของคนที่ทำงานศิลปะหรือไม่ และผมไม่รู้ว่าการวาดรูปมันช่วยได้ไหม แต่ผมคิดว่าเรื่องการเบื่อนี้มันช่วยได้แน่” จเด็จเล่า

สำหรับงานรับโล่พระราชทาน รางวัลหนังสือดีเด่น “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด” ครั้งที่ 19 ประจำปี 2565 กำหนดจัดในวันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน ศกนี้ ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์เกษม วัฒนชัย กรรมการกิตติมศักดิ์โครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด เป็นประธานในพิธี

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนฯ’เสด็จฯ เปิดตัวหนังสือ แนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689949

'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนฯ'เสด็จฯ เปิดตัวหนังสือ แนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 3

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนฯ’เสด็จฯ เปิดตัวหนังสือ แนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 3

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 16.47 น.

“เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนฯ”  เสด็จฯ เปิดตัวหนังสือ “แนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 3” THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2023

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเป็นองค์ประธานในงานเปิดตัวหนังสือ และการเสวนาวิชาการฯ โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม พร้อมผู้บริหาร วธ. เฝ้ารับเสด็จฯ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตั้งพระทัยที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรให้สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเองและคนในครอบครัว ควบคู่ไปกับการถนอมรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะศิลปหัตถกรรมผ้าทอในแต่ละท้องถิ่น จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดทำ THAI TEXTILES TREND BOOK Spring/Summer 2022 เล่มแรกขึ้น โดยทรงรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหาร (Editor in Chief) ด้วยพระองค์เอง ต่อเนื่องมาถึงเล่มล่าสุด THAI TEXTILES TREND BOOK Spring/Summer 2023 เป็นเล่มที่ 3

กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดงานเปิดตัว หนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 3 (Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2023) และ การเสวนาวิชาการ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2565” พร้อมจัดแสดงนิทรรศการแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย ระหว่างวันที่ 3-6 พฤศจิกายน 2565 ณ ICON Art and Cultural Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม 

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดทำหนังสือ Thai Textiles Trend Book เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงานผ้าไทยและเทรนด์แฟชั่นระดับโลก เพื่อเสนอแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักออกแบบ ช่างทอผ้า ชุมชน และผู้ประกอบอาชีพทุกสาขา โดยหนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2023 เล่มล่าสุด นำเสนอแนวคิด “วัฒนธรรมอันเคลื่อนคล้อย” (Moving Culture) การเคลื่อนที่ทางวัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนเอกลักษณ์ ของแต่ละถิ่นฐานบนผืนผ้า ซึ่งได้แรงบันดาลใจของบรรยากาศฤดูร้อนของไทย โดยทำการศึกษาควบคู่ไปกับงานภูมิปัญญา และงานหัตถศิลป์ สะท้อนแนวคิด ผ้าไทยหลายชนิด ที่มีที่มาจากวัฒนธรรมอื่นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของวัฒนธรรมที่ไม่ตายตัว แต่มีการปรับตัวและแลกเปลี่ยนของอัตลักษณประจำถิ่นเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง โดยมีผ้าไทยประจำฤดูกาลนี้อย่าง “ผ้าขาวม้า” และ “ผ้าบาติก” เป็นตัวอย่างของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายใต้แนวคิด “วัฒนธรรมอันเคลื่อนคล้อย” ยังมีการแตกย่อยออกเป็น 5 เทรนด์ ได้แก่ มิติแห่งความฝัน (Dream Catcher) ตัวตนข้ามวัฒนธรรม (Expressive Exotic) ความไม่สมบูรณที่งอกงาม (Vibrant Variegations) อารยธรรมแห่งโลกใหม่ (Neo-Tribes) และ มหัศจรรยแห่งธรรมชาติ (Natural Extraction) ซึ่งแสดงถึง สีสัน รูปทรง รายละเอียด และวัสดุที่ช่วยพัฒนางานหัตถศิลป์ของไทยให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมร่วมสมัย ตลอดจนกระแสความยั่งยืนของโลก บอกเล่าวัฒนธรรมร่วมสมัยในมุมมองและมิติความหมายที่แตกต่างกันออกไป พร้อมกับการพัฒนาการเทคนิค วิธีการ และวัสดุสิ่งทอจากรูปแบบดั้งเดิมของแต่ละท้องถิ่นให้ยกระดับไปสู่มาตรฐานสากล

ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานการออกแบบลิมิเต็ดเอดิชั่นของแบรนด์ชั้นนำ เพื่อนำเสนอแนวคิดหลักและเทรนด์ทั้ง 5 ประจำฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะโทนสีที่ใช้จะเน้นเฉดที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นโทนสีที่แปลกแตกต่างออกไปจากเดิม เพื่อให้ศิลปิน นักออกแบบ ตลอดจนช่างทอผ้า ชุมชน สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายรูปแบบและมีมิติในการใช้สีมากขึ้น เริ่มจากแนวคิด วัฒนธรรมอันเคลื่อนคล้อย ที่นำเสนอโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI BANGKOK และเทรนด์ทั้ง 5 ประกอบด้วย มิติแห่งความฝัน นำเสนอโดยแบรนด์ VINN PATARARIN และ WISHARAWISH ตัวตนข้ามวัฒนธรรม นำเสนอโดยแบรนด์ THEATRE และ KLOSET ความไม่สมบูรณ์ที่งอกงาม นำเสนอโดยแบรนด์ EK THONGPRASERT และ RENIM PROJECT อารยธรรมแห่งโลกใหม่ นำเสนอโดยแบรนด์ ISSUE และ ARCHIVE026 สุดท้าย มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ นำเสนอโดยแบรนด์ ASAVA และ TANDT

ขอเชิญทุกท่านร่วมชมนิทรรศการ และงานเปิดตัวหนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 3 (Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2023) และการเสวนาวิชาการ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2565” ในระหว่างวันที่ 3-6 พฤศจิกายน 2565 ณ ICON Art and Cultural Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม

วธ.จัดใหญ่! เชิญชวนปชช.-นักท่องเที่ยว ร่วมงานประเพณี’ลอยกระทงวิถีใหม่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689891

วธ.จัดใหญ่! เชิญชวนปชช.-นักท่องเที่ยว ร่วมงานประเพณี'ลอยกระทงวิถีใหม่'

วธ.จัดใหญ่! เชิญชวนปชช.-นักท่องเที่ยว ร่วมงานประเพณี’ลอยกระทงวิถีใหม่’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.30 น.

วธ.จัดใหญ่! เชิญชวนประชาชน-นักท่องเที่ยว ร่วมงานประเพณี”ลอยกระทงวิถีใหม่ สืบสาน ประเพณีไทย สู่ความยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 ที่โถงชั้น 1 กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับเครือข่ายทางวัฒนธรรม แถลงการจัดงานงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2565 “ลอยกระทงวิถีใหม่ สืบสาน ประเพณีไทย สู่ความยั่งยืน” เน้นคุณค่า สาระ เพื่อแพร่ความงดงามของประเพณีสู่สายตานักท่องเที่ยว คุมเข้มงานปลอดโควิด-19 รักษามาตรการความปลอดภัยทางบก-ทางน้ำ ชวนรักษาสิ่งแวดล้อม ลดขยะ มาด้วยกันใช้กระทงร่วมกัน งดจำหน่าย-งดดื่มของมึนเมา งดเล่นประทัดพลุดอกไม้เพลิง ชวนนุ่งผ้าไทย-ผ้าท้องถิ่น เชิญประชาชนนักท่องเที่ยวร่วมงานในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร กทม.

โดย นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีที่สำคัญของคนไทยในฤดูน้ำหลาก เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะสายน้ำที่ใช้ในการดำรงชีวิต เช่น แม่น้ำลำคลอง ประเพณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา วิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ที่ปรากฏในรูปแบบของพิธีกรรม การประดิษฐ์กระทง การประดับประทีปโคมไฟในยามค่ำคืน การแสดงมหรสพ และการละเล่นรื่นเริงต่างๆ ในปี 2565 นี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้จัดทำแนวทางปฏิบัติในงานลอยกระทง พุทธศักราช 2565 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทงวิถีใหม่ สืบสาน ประเพณีไทย สู่ความยั่งยืน” โดยขอความร่วมมือองค์กร หน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมตามแบบประเพณีนิยมของแต่ละท้องถิ่น ให้ใช้กระทงที่ย่อยสลายง่ายเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม รณรงค์ให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ หรือน้ำสะอาด สบู่เหลว ก่อนหรือหลังทำกิจกรรม เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19

นายอิทธิพล กล่าวต่อว่า ในด้านสถานที่จัดงานควรปรับพื้นที่ให้เหมาะสม กว้างขวาง ไม่แออัด รักษามาตรการเรื่องความปลอดภัย ทั้งการจราจรทางบกและทางน้ำ ดูแลบริเวณท่าน้ำให้มีความมั่นคง สะดวก และปลอดภัย ควรงดการจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มมึนเมา และห้ามการดื่มกินในบริเวณงานหรือใกล้เคียง งดการเล่นดอกไม้ไฟ พลุ หรือวัสดุที่ก่อให้เกิดอันตรายในที่สาธารณะหรือชุมชน ในส่วนมหรสพความรื่นเริง จัดการแสดงต่างๆ ทำได้ตามความเหมาะสม โดยเฉพาะการจัดแสดงวัฒนธรรมของท้องถิ่น การแสดงพื้นบ้าน การละเล่นพื้นบ้าน ที่จะทำให้เด็ก เยาวชน ประชาชนได้เห็นถึงมรดกภูมิปัญญาของไทย เพื่อเป็นการสร้างรายได้สู่ชุมชน และขอเชิญชวนให้ประชาชน “แต่งไทย ไปลอยกระทง” เพื่อร่วมกันส่งเสริมการใช้ผ้าไทย ผ้าท้องถิ่น เป็นการแสดงถึงเอกลักษณ์การแต่งกายของแต่ละท้องถิ่น อันจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอีกด้วย

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน รวมถึงทักท่องเที่ยว เข้าร่วมงานประเพณีลอยกระทง ใต้แนวคิด “ลอยกระทงวิถีใหม่ สืบสาน ประเพณีไทย สู่ความยั่งยืน” ตลาดวัฒนธรรมงานวัดย้อนยุค ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร กทม. ในวันอังคารที่ 8 พ.ย.2565 และร่วมกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรม การประกวดกระทงประเภทสวยงามและสร้างสรรค์ (รางวัลรวม 150,000) การสาธิตอาหารคาวหวาน การออกร้านสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม การจัดแสดงนิทรรศการข้อมูลองค์ความรู้คุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทง และร่วมลอยกระทงอย่างปลอดภัยผ่านสไรเดอร์บริเวณท่าน้ำวัดอรุณฯ” รมว.วธ.กล่าว

รมว.วธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีการจัดงาน “Bangkok River Festival 2022 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย ครั้งที่ 8” โดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งประชาชนสามารถเที่ยวชมร่วมกิจกรรมได้อย่างเต็มอิ่ม สำหรับกิจกรรมในส่วนภูมิภาคทางวธ.โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด จะร่วมกับทางจังหวัดและเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่ จัดกิจกรรมลอยกระทงเน้นคุณค่าสาระให้พี่น้องประชาชนได้สืบสาน อาทิ จังหวัดสุโขทัย จัดงานประเพณี “ลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ” ระหว่างวันที่ 29  ต.ค. – 8 พ.ย.65 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดร้อยเอ็ดจัดงาน “ประเพณีสมมาน้ำ คืนเพ็ง เส็งประทีป” ระหว่างวันที่ 7 – 8 พ.ย.65 ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ดและบึงพลาญชัย จังหวัดร้องเอ็ด และจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดงาน “ศาลาน้ำ ท่าศาลา” วันที่ 8 พ.ย.65 ณ ท่าเทียบเรือศาลาน้ำ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น

“ในโอกาสนี้ ผมขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมงานประเพณีลอยกระทง เพื่อจะได้ร่วมกันรักษา สืบสาน ประเพณีลอยกระทง ให้คงคุณค่าความเป็นไทย ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประเพณีลอยกระทงอันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้เป็น Soft Power เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศและขอให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายร่วมงานประเพณีลอยกระทงอย่างมีความสุข สนุกสนานรื่นเริง เป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับชาวต่างชาติ ที่มาร่วมงานลอยกระทง ให้เกิดความประทับใจในประเพณีไทย และเห็นคุณค่าที่แท้จริงของประเพณีไทย ต่อไป” นายอิทธิพล กล่าว

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้จัดทำสื่ออินโฟกราฟฟิก ที่มา คุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทง ในแบบภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อเผยแพร่สู่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ได้มีความรู้ความเข้าใจและเข้าร่วมงานได้อย่างเหมาะสม และสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมเนื่องในประเพณีลอยกระทง ได้ทาง www.culture.go.th หรือเฟซบุ๊กกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ Line @ วัฒนธรรม

– 006

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ร่วมกับ วิศวะ จุฬาฯ รร.อัสสัมชัญ พัฒนาด้านเทคโนโลยีอวกาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689866

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ร่วมกับ วิศวะ จุฬาฯ รร.อัสสัมชัญ พัฒนาด้านเทคโนโลยีอวกาศ

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ร่วมกับ วิศวะ จุฬาฯ รร.อัสสัมชัญ พัฒนาด้านเทคโนโลยีอวกาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.14 น.

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2565 ภราดา ดร.อาวุธ  ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ ร่วมกับ พลเอก ชูชาติ  บัวขาว ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ โรงเรียนอัสสัมชัญ โดยเป็นความร่วมมือกันในการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมขนาดเล็ก ระบบติดตาม และสื่อสาร โดยมีแขกผู้มีเกียรติร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม ออดิทอเรียม(Auditorium)โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือ ระหว่างสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมขนาดเล็ก ระบบติดตาม และสื่อสาร ในระดับโรงเรียน เป็น “โรงเรียนแรกของประเทศไทย”โดยจะร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับดาวเทียมขนาดเล็กทรงลูกบาศก์(CubeSat)ที่สามารถสื่อสารและตรวจจับข้อมูลได้ และรองรับการปฏิบัติการภายใต้สภาวะเสมือนอยู่ในวงโคจรต่ำร่วมกันส่งดาวเทียมขนาดเล็กทรงลูกบาศก์(CubeSat)ไปทดสอบที่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) และมุ่งเน้นจัดสร้างดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อสำรวจและศึกษาฝุ่นละอองขนาดเล็ก และการเคลื่อนที่ลมฟ้าอากาศ จากวงโคจรต่ำ

การพัฒนาสถานีภาคพื้นดินรับสัญญาณดาวเทียมระบบสถานีและระบบติดตามวัตถุและดาวเทียมเคลื่อนที่วิถีแบบ Suborbital Flight (แบบไม่ถึงชั้นวงโคจรของโลก) ซึ่งมีความเร็วเชิงมุมต่ำ จนถึงความเร็วเชิงมุมสูงการพัฒนาระบบตรวจจับและติดตามดาวเทียมและวัตถุท้องฟ้า

การพัฒนาเทคโนโลยีจรวดหยั่งอวกาศ (Sounding Rocket) เชื้อเพลิงแข็ง ระยะการเคลี่อนในแนวดิ่งไม่เกิน 10 กิโลเมตร เชื้อเพลิงแข็ง ที่สามารถออกไปสู่ชั้น Mesosphere หรือ ชั้น Thermosphere เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการปล่อยวัตถุออกไปนอกอวกาศ

นอกจากนี้ ทั้ง 3 ภาคส่วน จะร่วมมือกันในการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับและยานยนต์ไร้คนขับการพัฒนาบุคลากร และร่วมกัน พัฒนา เผยแพร่ และให้ความช่วยเหลือทางวิชาการด้านเทคโนโลยีการบินและอวกาศ แก่เยาวชนไทยผ่านศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการบินและอวกาศ โรงเรียนอัสสัมชัญ และชมรมเทคโนโลยีการบินและอวกาศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยการพัฒนาผลงานและเข้าร่วมการแข่งขันการพัฒนาโครงการวิจัยและเผยแพร่ผลงานวิชาการ

บรรยากาศภายในงาน มีการนำเสนอผลงานของนักเรียนที่สนใจด้านเทคโนโลยีอวกาศและการบิน ผ่านการนำเสนอเรื่องราว “ชมรมสเปส เอซี (SPACE AC)” ในมุมมองนักเรียน โดย นายสุวิจักขณ์  ปิยะนพโรจน์ สมาชิกศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการบินและอวกาศโรงเรียนอัสสัมชัญ รวมถึงนิทรรศการผลงานของนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่ได้รับรางวัลแชมป์โลก จากการแข่งขัน Annual CanSat Competition 2022 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ทางโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้นำชมศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการบินและอวกาศโรงเรียนอัสสัมชัญณ ชั้น 6 อาคารอัสสัมชัญ 2003 โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ ซึ่งศูนย์การเรียนรู้ ใช้เป็นห้องปฏิบัติการของนักเรียนชมรมสเปส เอซี(SPACE AC)

ภราดา ดร.อาวุธ  ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “โรงเรียนอัสสัมชัญ มีแนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้จากความร่วมมือครั้งนี้ ไปต่อยอดจากชมรมของนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญที่ทำงานด้านเทคโนโลยีอวกาศ ไปสู่ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรม การบิน อวกาศ และเทคโนโลยีขั้นสูง จากความร่วมมือของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต ด้านต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีการบินและอวกาศ โรบอต (Robotic, AI)เมตาเวิร์ส(Metaverse), การสร้างงานและแบบงาน 3 มิติ (3D Printer) รวมถึงเผยแพร่ และให้ความช่วยเหลือทางวิชาการด้านเทคโนโลยีการบินและอวกาศ แก่เยาวชนไทยผ่านศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการบินและอวกาศในอนาคตด้วย”

พลเอกชูชาติ  บัวขาว ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศกล่าวว่า “สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมและสนับสนุนองค์ความรู้และบุคลากร ในการต่อยอดผลสำเร็จเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์และคุณค่าอันสูงสุด ต่อเยาวชนและประเทศชาติต่อไปในอนาคต เราจะร่วมสร้างอนาคตของประเทศไทย ด้วยการผลักดันให้เกิดคุณค่า ทางเศรษฐกิจและสังคมจาก Space Economy จึงจำเป็นต้องปฏิบัติงาน ในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อจะนำไปสู่ความร่วมมือพัฒนานโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนงาน ตลอดจนข้อบังคับทางกฏหมาย ด้านเทคโนโลยีการบินและอวกาศระดับชาติที่เป็นเอกภาพร่วมกันต่อไป”

ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า “ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความสนใจที่จะวิจัยสร้างบุคลากร และองค์ความรู้ รวมถึงนวัตกรรมด้านอวกาศ ดาวเทียมและอากาศยานมาอย่างยาวนาน ซึ่งบันทึกความร่วมมือนี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มของการดึงจุดแข็งของทั้งสามหน่วยงานระดับชาติมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพื่อการพัฒนาบุคคลากรรุ่นใหม่ ๆ มาสร้างความเข้มแข็งของประเทศไทยต่อไป”

มจธ.เป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติ ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689694

มจธ.เป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติ  ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

มจธ.เป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติ ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) ภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และเครือข่ายความร่วมมือ 5 มหาวิทยาลัยไทย ร่วมกับ
มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 8 : The 8th International Conference on Sustainable Energy and Environment (SEE 2022) ขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2565 ณ อาคารเคเอกซ์ (Knowledge Exchange-KX) การประชุมวิชาการนานาชาติ SEE เป็นเวทีที่มุ่งเน้นการนำเสนอความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ตลอดจนการนำเสนอแนวทางการหยุดยั้งภาวะโลกร้อนและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยทั่วโลก

รศ.ดร.บัณฑิต ฟุ้งธรรมสาร ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านวิจัยและนวัตกรรม มจธ. และประธานคณะกรรมการวิชาการของ SEE 2022 กล่าวว่า จากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระตุ้นให้ทุกประเทศต้องมีมาตรการที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีจุดมุ่งหมายสำคัญ 2 ช่วง คือ ภายในปี ค.ศ. 2030 จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 45-50% และภายในปี ค.ศ.2050 จะต้องลดเหลือสุทธิเป็นศูนย์ทุกประเทศจะต้องร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (องค์ประกอบส่วนใหญ่ของก๊าซเรือนกระจก) และจะต้องใช้การดูดซับคาร์บอนด้วย เพื่อให้ปริมาณการปล่อยสุทธิเท่ากับศูนย์ จึงเป็นที่มาของการกำหนดโจทย์หรือประเด็นหลัก (theme) การประชุมนานาชาติ หรือ SEE ครั้งที่ 8 ซึ่งได้แก่ “The Road to Net-Zero : Energy Transition Challenges and Solutions” หรือ “หนทางสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ : ความท้าทายและแนวทางในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” 

“ที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันดำเนินการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนที่จะนำไปสู่ Net Zero กันอยู่แล้ว แต่การจัดประชุมครั้งนี้จะเป็นการนำเสนอผลงานวิจัยที่มีความเข้มข้นมากขึ้น มุ่งเน้นผลงานที่จะทำให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น อันจะเป็นการสนับสนุนและเร่งรัดกระบวนการที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงขึ้นเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส เพราะหากอุณหภูมิสูงขึ้นอีกสัญญาณโลกร้อนจะถึงจุดอันตราย ความเสียหายที่ตามมาจะประเมินค่าไม่ได้”  รศ.ดร.บัณฑิตกล่าว

สำหรับการประชุมครั้งนี้ คาดว่าปีนี้จะมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 200-250 คนมี Keynote speakers เป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน จาก 7 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และไทย มาร่วมบรรยายพิเศษ มีผู้สนใจ เข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัยในหัวข้อต่างๆ รวมเกือบ 120 บทความ จาก 14 ประเทศโดยหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือหัวข้อ โมเดลเศรษฐกิจใหม่ “Bio-Circular Economy” ประมาณร้อยละ 25 บทความทั้งหมด รองลงมา คือ ระบบพลังงานไฟฟ้าในอนาคต ร้อยละ 20 โดยจะมีรางวัล Best Student Paper Awards สำหรับบทความที่มีการนำเสนอได้โดดเด่นที่สุด ซึ่งคัดเลือกจากคุณภาพการนำเสนอแบบปากเปล่าและเนื้อหาของบทความ และที่พิเศษกว่าทุกครั้ง คือ มีตัวแทนจากวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม2 ฉบับเข้าร่วมงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผลงานที่นำเสนอในงาน SEE 2022 เข้ารับการคัดเลือกให้ตีพิมพ์ในวารสารดังกล่าวได้โดยตรง ได้แก่ Journal of Sustainable Consumption and Production (SCP) และ International Journal of Energy for a Clean Environment (IJECE)

มทร.รัตนโกสินทร์ ถวายผ้ากฐินพระราชทาน ปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689689

มทร.รัตนโกสินทร์  ถวายผ้ากฐินพระราชทาน ปี 2565

มทร.รัตนโกสินทร์ ถวายผ้ากฐินพระราชทาน ปี 2565

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ตามที่ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2565

ในช่วงบ่าย รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน โดยมี ณ วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ต.หน้าเมือง อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ รวมใจทอดกฐินพระราชทานปัจจัย 1,715,160 ล้านบาท ถวายเป็นพุทธบูชา

ในการนี้ รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติอธิการบดี ได้ขออนุโมทนาบุญกุศลในครั้งนี้มายังผู้ทรงคุณวุฒิกรรมการสภาฯ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา อีกทั้งผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านขออานิสงส์แห่งบุญ ส่งผลให้ทุกท่านมีความสุขกายสุขใจ กิจการงานสำเร็จลุล่วง สุขภาพแข็งแรง และขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมตั้งจิตอธิษฐานน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

นักศึกษา ธุรกิจระหว่างประเทศ SPU คว้า 2 รางวัลใหญ่ เวทีระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689695

นักศึกษา ธุรกิจระหว่างประเทศ SPU  คว้า 2 รางวัลใหญ่ เวทีระดับนานาชาติ

นักศึกษา ธุรกิจระหว่างประเทศ SPU คว้า 2 รางวัลใหญ่ เวทีระดับนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายธาม ทัพพะรังสี นักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศชั้นปีที่ 3 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมทีมเพื่อนๆนักศึกษานานาชาติ สมาชิก Group 6 ทุกคน ที่โชว์ศักยภาพในการเสนอแนวทางแก้ปัญหา Sustainable Development Goals (SDGs) ในประเด็น “Quality Education”, “Gender Equality” และ “Life Below Water” คว้า 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่ รางวัล “Chairperson’s Award” และรางวัล “Best Presentation Award” จากการเข้าร่วมในเวทีระดับนานาชาติ “International SDGs Boot camp for Students” ในงาน INTERNATIONAL SDGs PRIZE 2022 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเร็วๆ นี้

สำหรับกิจกรรมโครงการดังกล่าว คือ นักศึกษาที่เข้าร่วมจากประเทศต่างๆ ได้ร่วมกันระดมความคิดความรู้ความสามารถในการค้นหาแนวทางแก้ไข และการนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ Sustainable Development Goals (SDGs) เป็นระยะเวลาเกือบ 2 เดือน โดยนำเสนอประเด็น “Quality Education”, “Gender Equality” และ “Life Below Water”

‘เอนก’มอบ สอวช.สกัดแผนพัฒนากำลังคน ผสมผสานบริบทไทยกับทฤษฎีสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689595

'เอนก'มอบ สอวช.สกัดแผนพัฒนากำลังคน ผสมผสานบริบทไทยกับทฤษฎีสากล

‘เอนก’มอบ สอวช.สกัดแผนพัฒนากำลังคน ผสมผสานบริบทไทยกับทฤษฎีสากล

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 09.31 น.

“เอนก”มอบ สอวช.สกัดแผนพัฒนากำลังคน ผสมผสานบริบทไทยกับทฤษฎีสากล มั่นใจสู้ต่างชาติได้ ในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว

วานนี้ (1 พฤศจิกายน 2565) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช.ครั้งที่ 6/2565 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ศาสตราจารยพิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช.รายงานต่อที่ประชุมถึงมาตรการพัฒนากำลังคนทักษะอนาคต โดยอ้างถึงผลสำรวจของ World Economic Forum ที่รายงานไว้เมื่อปี ค.ศ.2020 ว่า สถานการณ์โลกที่ส่งผลต่อระบบพัฒนากำลังคนและการจ้างงาน ก่อให้เกิดความต้องการแรงงานในงานแห่งอนาคต ที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา อาทิ นักวิเคราะห์ข้อมูลและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Analysts and Scientists), ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องจักร (AI and Machine Learning Specialists), ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Specialists), ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและกลยุทธ์ดิจิทัล (Digital Marketing and Strategy Specialists) ฯลฯ นอกจากนี้ ผลสำรวจสมรรถนะบุคลากรในอนาคตสาหรับ 12 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ระหว่างปี พ.ศ.2563 – 2567 จากภาคเอกชน พบว่า 5 อับดับอุตสาหกรรมที่มีความต้องการอาชีพที่มีความต้องการสูง (Premium Job) ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมดิจิทัล 2.อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต 3.อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต 4.อุตสาหกรรมพลังงานชีวมวลและชีวเคมี และ 5.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

ดร.กิติพงค์ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ด้านกำลังคนของประเทศไทยว่า มีความท้าทายในเรื่องจำนวนแรงงานบางสาขา ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุน เช่น สาขาดิจิทัล สาขาบริการทางการแพทย์และสุขภาพ สาขาปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการลงทุนในระยะยาวยังมีอยู่อย่างจำกัด และไม่ทันต่อความต้องการ สอวช.จึงได้จัดทำโมเดลรูปแบบใหม่ในการพัฒนากำลังคนในปัจจุบัน ประกอบด้วย 1) การ จับคู่จ้างงานระหว่างผู้ต้องการทำงานกับภาคเอกชนหรือนายจ้าง ซึ่งภาคเอกชนหรือนายจ้างมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร 2) การจัดการศึกษารูปแบบใหม่ที่ก้าวข้ามข้อจากัดด้านเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อผลิตกาลังคนทักษะสูงที่ตอบโจทย์ประเทศ และสร้างนวัตกรรมการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) 3) ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างและยกระดับความสามารถของผู้เชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาและพัฒนางานวิจัยในภาคการผลิตและบริการ และ 4) การพัฒนาแพลตฟอร์มทักษะอนาคตให้ทุกคนเข้าถึงได้

โดยได้มีการขึ้นรูปแพลตฟอร์มรองรับความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม มาตรการ Thailand Plus Package เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูงทางด้านสะเต็มและส่งเสริมการจ้างงานบุคลากรผู้มีทักษะสูงสะเต็มด้วย โดย บริษัทที่ส่งลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจาก อว.สามารถนำค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2565 ไปขอยกเว้นภาษีเงินได้ 250% ส่วนบริษัทในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่จ้างพนักงานใหม่ด้านสะเต็ม สามารถนำค่าจ้างพนักงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2565 ไปขอยกเว้นภาษีเงินได้ 150% และจากการหารือล่าสุดระหว่าง สอวช.กับกรมสรรพากร มีข้อสรุปว่าจะขยายระยะเวลาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรการข้างต้นต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 3 ปี ขณะเดียวกัน สอวช.ยังได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง จำกัด (ไบร์ทเทอร์บี) ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม BrighterBee Talent Solution ที่จะเปิดให้นักศึกษา 2 ล้านคนเรียนฟรี ในหลักสูตรทั้งด้าน Hard skill และ Soft skill รวมกว่า 250 หลักสูตร ซึ่งสามารถต่อยอดจับคู่สถานประกอบการและได้งานทันทีหลังเรียนจบ

ดร.กิติพงค์ ยังได้เสนอต่อที่ประชุม ถึงกรอบมาตรการการพัฒนากำลังคนทักษะแห่งอนาคตเพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะ 5 ปีข้างหน้า ครอบคลุม 6 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1.แพลตฟอร์มทักษะอนาคต (Skill Future Platform) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ถึงความต้องการ การประเมินผล โปรแกรมการอบรม รวมถึงการจับคู่การจ้างงาน 2.บัญชีทักษะอนาคต (Skill Future Account) แนวทางการนำกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Wallet มาใช้ 3.ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) ทีจะเชื่อมโยงกับสถานศึกษาและหน่วยฝึกอบรมทั้งรัฐและเอกชน เชื่อมโยงไปถึงการเข้าสู่เส้นทางอาชีพของบัณฑิต 4.การปรับเปลี่ยนรูปแบบของมหาวิทยาลัย (University Transformation) ผ่านการพัฒนามาตรฐานหลักสูตร จัดทำหลักสูตรที่แตกต่างไปจากมาตรฐานเดิม และมีการทำงานควบคู่ไปกับการเรียนด้วย 5.กำลังคนศักยภาพสูงของไทย (Talent Thailand) มีการจัดทำคลังรวบรวมกลุ่มที่มีศักยภาพสูง และ 6.สิทธิประโยชน์หรือแรงจูงใจ (Incentive) ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนด้านการเงิน

ด้าน ดร.เอนก กล่าวว่า การพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในส่วนของบริบทของประเทศไทยอยากให้คิดนอกกรอบและเสริมทักษะในส่วนของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry) , เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ครอบคลุมถึงการพัฒนากำลังคนด้านศิลปะ สุนทรียะ กีฬา การท่องเที่ยว การแพทย์ รวมถึงการพัฒนากำลังคนในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่จะเป็นสัดส่วนประชากรสำคัญของไทย ต้องดึงคนเหล่านี้เข้ามาเป็นกำลังของประเทศ สร้างรายได้เข้าประเทศ นอกจากนี้ ยังแนะให้เห็นถึงการปรับบทบาท ปรับกระบวนทัศน์ ปรับวิธีคิดของนักศึกษาและมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยจะต้องปรับรูปแบบเป็นมหาวิทยาลัยของบริษัทหรือองค์กร (Corporate University) มากขึ้น เช่น แนวทางการจัดการศึกษาในสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติ ทำงานจริงในระหว่างเรียน และสามารถหารายได้ได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่

ทั้งนี้ ดร.เอนก ได้มอบหมายให้ สอวช.จัดทำแผนพัฒนากำลังคนที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเสนอให้สกัดแผนให้เข้ากับบริบทไทยผสมผสานกับแนวทางจากต่างชาติ ค้นหาในส่วนที่เป็นจุดแข็งของเรา ให้รู้ว่าเราเก่งในด้านไหน เก่งเพราะอะไร เพื่อเสริมตาน้ำให้แข็งแกร่งขึ้น หรือมองหาสิ่งที่เรายังขาดเพื่อเติมเต็มในจุดนั้น ให้ได้เป็นแผนพัฒนากำลังคนที่มีความเข้มแข็ง เห็นแนวทางการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถยกระดับการพัฒนากำลังคนของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

รัฐบาลกำหนด‘นาค’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติประเภทสัตว์ในตำนาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689479

รัฐบาลกำหนด‘นาค’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติประเภทสัตว์ในตำนาน

รัฐบาลกำหนด‘นาค’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติประเภทสัตว์ในตำนาน

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.35 น.

รัฐบาลกำหนด‘นาค’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติประเภทสัตว์ในตำนาน ต่อยอด Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

1 พฤศจิกายน 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบให้นาคเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน ซึ่งเป็นการประกาศในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสร้างให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติ อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดเป็น Soft Power ในการนำทุนวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและนำรายได้เข้าประเทศ

“นาค” มีคติความเชื่อที่ปรากฏในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน มีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตคนไทย สะท้อนถึงตำนานและความเชื่อมาแต่อดีต สื่อออกมาผ่านทางขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม พิธีกรรมต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน เช่น เป็นผู้พิทักษ์ศาสนา เป็นบันไดเชื่อมระหว่างโลกและสวรรค์ บั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา และประเพณีไหลเรือไฟ เรือที่ตกแต่งขึ้นก็แทนพญานาคเพื่อลอยไปบูชารอยพระพุทธบาท เป็นต้น ดังนั้น นาคจึงถือเป็นสัญลักษณ์สะท้อนวัฒนธรรมของประชาชนคนไทยอย่างแนบแน่น

สำหรับภาพต้นแบบของนาคเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนานนั้น ทางคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้มอบหมายกรมศิลปากร สำนักช่างสิบหมู่ ดำเนินการร่างภาพต้นแบบนาค ซึ่งภาพต้นแบบนี้สื่อให้เห็นภาพรวมคติความเชื่อเกี่ยวกับนาค เป็นรูปพญานาคสี่ตระกูล คือ ตระกูลวิรูปักษ์ (สีทอง) ตระกูลเอราปถ (สีเขียว) ตระกูลฉัพพยาปุตตะ (สีรุ้ง) และตระกูลกัณหาโคตรมะ (สีดำ) และมีนาคตัวใหญ่สุด คือ นาควาสุกรี ที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาและพระมหากษัตริย์ ส่วนรายละเอียดประกอบภาพ เช่น คลื่นน้ำ และ ศาสนสถาน สื่อให้เห็นว่านาคเป็นสัญลักษณ์แห่งน้ำและความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงบทบาทการเป็นผู้พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา

น.ส.รัชดา กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลกระทรวงวัฒนธรรม พบว่า ปัจจุบันประเทศที่มีสัตว์ประจำชาติ ประเภทตำนานเทพนิยายและความเชื่อ มีจำนวน 157 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 229 รายการ มีบางประเทศที่มีสัตว์ประจำชาติมากกว่า 1 รายการ ซึ่งสัตว์ประจำชาติของประเทศต่างๆ มีสัตว์ที่ปรากฏอยู่จริง เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์สี่เท้า สัตว์ปีก ส่วนสัตว์ในตำนานเทพนิยายและความเชื่อ แม้ว่าจะไม่มีผู้พบเห็นแต่คนในชาตินั้นๆ มีความเชื่อและศรัทธาจนมีการสร้างสรรค์เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ

สำหรับสัตว์ในตำนานประจำชาติจะมีการประกาศในประเทศต่างๆ อาทิ

1.จีน หมีแพนด้าเป็นสัตว์ประจำชาติ และมังกรเป็นสัตว์ประจำชาติประเภทตำนาน

2.อินโดนีเซีย มังกรโคโมโดเป็นสัตว์ประจำชาติ และครุฑเป็นสัตว์ประจำชาติประเภทตำนาน

3.กรีซ ปลาโลมาเป็นสัตว์ประจำชาติ และนกฟีนิกซ์เป็นสัตว์ประจำชาติประเกทตำนาน

ทั้งนี้ สัตว์ในตำนานเหล่านั้น มักจะนำมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเป็นตราแผ่นดิน โล่และอาร์ม หรือปรากฏในธงต่างๆ และมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันเป็นส่วนใหญ่

‘ตรีนุช’มอบนโยบาย ผอ.สพท.-ผอ.รร.ทั่วประเทศ รับเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689432

'ตรีนุช'มอบนโยบาย ผอ.สพท.-ผอ.รร.ทั่วประเทศ รับเปิดเทอม

‘ตรีนุช’มอบนโยบาย ผอ.สพท.-ผอ.รร.ทั่วประเทศ รับเปิดเทอม

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 11.16 น.

“ตรีนุช”มอบนโยบาย ผอ.สพท.-ผอ.รร.ทั่วประเทศ รับเปิดเทอม เน้นครูออกเยี่ยมบ้านนักเรียนสร้างความเข้าใจนักเรียนรายบุคคล

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวในการมอบนโยบายการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) และผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศ ผ่าน OBEC Channel ว่า ขอบคุณทุกคนที่ได้นำนโยบายของกระทรวงไปปฏิบัติให้มีผลสำเร็จมีความคืบหน้าตามลำดับ ซึ่งในโอกาสเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ตนขอเน้นย้ำการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาที่สำคัญในการดูแลพัฒนาการของนักเรียนอย่างเป็นองค์รวม ได้แก่ ความปลอดภัยในสถานศึกษา ทั้งด้านการเดินทางไป-กลับของนักเรียน การจัดสภาพแวดล้อมสถานศึกษาให้ปลอดภัย การให้บริการดูแลด้านโภชนาการ และสุขภาพ การป้องกันภัยธรรมชาติ และที่สำคัญ คือ การป้องกันภัยจากยาเสพติดทุกชนิด และภัยจากอาวุธปืน ซึ่งต้องไม่เกิดขึ้นในสถานศึกษาอย่างเด็ดขาด และต้องปฏิบัติอย่างเข้มข้น ตามหลัก 3 ป.ได้แก่ ป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม ภายใต้โครงการ MOE Safety Center เพื่อสร้างความปลอดภัยให้นักศึกษา ครู และบุคลากรทุกคน

“ในการเปิดภาคเรียนที่ 2/2565 นี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้มุ่งเน้นให้ครูกระชับความสัมพันธ์กับนักเรียนและผู้ปกครองมากขึ้น เพื่อทำให้เข้าใจนักเรียนเป็นรายบุคคล ทั้งนิสัยและชีวิตความเป็นอยู่ ด้วยการออกเยี่ยมบ้านนักเรียน เพื่อพูดคุยกับผู้ปกครองโดยตรง ดูว่าเด็กมีปัญหาอะไรบ้าง หากมีปัญหาก็ให้ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งระบบอย่างถูกต้องเหมาะสม และยังเป็นการสร้างเครือข่ายผู้ปกครอง ชุมชนให้ช่วยกันเฝ้าระวัง และมีส่วนร่วมในการแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัย ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองไว้วางใจในการนำผู้เรียนมาอยู่ภายใต้การดูแล” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า เราจะสร้างความเข้มแข็งให้แก่นักเรียน ผ่านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน “Screening Learning Loss” ครอบคลุม 4 มิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ที่ถดถอย ด้วยการนำข้อมูลนักเรียนมาใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม และป้องกันเด็กนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งโครงการพาน้องกลับมาเรียน ยังเป็นนโยบายสำคัญที่เดินหน้าต่อเนื่อง ที่ผ่านมาก็สามารถบูรณาการในการติดตามเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาครบ 100% และทำให้การออกกลางคันเป็นศูนย์ (zero drop out) ในปีการศึกษา 2565 นี้ นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์ม School Mental Health ระบบดูแลนักเรียนและครูในสถานศึกษา ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อตรวจสภาพจิตใจของเด็กและครู ซึ่งสถานศึกษาสามารถประสานกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อขอรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือเกี่ยวกับสุขภาพจิต รวมถึงร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการสุ่มตรวจนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่มีความเสี่ยงกับยาเสพติดด้วย

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า การยกระดับคุณภาพทางการศึกษา และการแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ที่ถดถอย นั้น ให้โรงเรียนจัดกิจกรรมสอนซ่อมเสริม ชดเชย หรือ กิจกรรมเสริมทักษะเพิ่มเติมตามความถนัด ความสนใจ และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน โดยนำการเรียนการสอนรูปแบบ Active Learning มาช่วยให้ผู้เรียน เรียนอย่างมีความสุข สนุก และมีทักษะการคิด ซึ่งจะทำให้เรียนรู้ได้เร็วและนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ และขอให้โรงเรียนเพิ่มความสำคัญในวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อสร้างสำนึกของความเป็นไทย ทำให้เด็กซึมซับความเป็นชาติไทยของเรา ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามความพร้อม จัดกิจกรรมเชื่อมโยงกับสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ทำให้เด็กได้สร้างขบวนการเรียนรู้ สนุน ไม่เครียดกับการเรียนประวัติศาสตร์และการเป็นนพลเมืองดี

น.ส.ตรีนุช กล่าวด้วยว่า สำหรับนักเรียนที่จะจบชั้น ม.3 ให้สถานศึกษาสำรวจความต้องการของผู้เรียนที่ต้องการศึกษาต่อสายอาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อม ให้คำแนะนำและส่งต่อเข้าสู่โครงการ “อาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ในปีการศึกษา 2566 โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ครอบครัวประสบปัญหาด้านค่าใช้จ่าย สำหรับหลักสูตรทวิศึกษา ซึ่งเป็นการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อสำเร็จการศึกษาผู้เรียนจะได้รับวุฒิการศึกษาทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) นั้น ตนได้มอบหมายให้ สพฐ.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดทำแผนระดับจังหวัดว่าควรจัดทวิศึกษารายวิชาใด ในโรงเรียนไหน โดยให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ทั้งแก้ไขปัญหา และข้อจำกัดจากการดำเนินงานในอดีต โดยเป้าหมายระยะสั้น เน้นการเรียนการสอนทวิศึกษาในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ , โรงเรียนตามโครงการพระราชดำริ และโรงเรียนที่มีความพร้อม เพื่อสร้างความสนใจในด้านอาชีพให้กับนักเรียน

“สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้ยังมีหลายพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมขัง รวมถึงบางพื้นที่น้ำลดลงแล้ว ขอให้มีการเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อจัดหางบประมาณสนับสนุน เพื่อให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนได้เร็ว แต่หากโรงเรียนใดไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้ ก็มีการบริหารจัดการโดยให้โรงเรียนที่ถูกน้ำท่วมพาเด็กไปเรียนรวมกับโรงเรียนใกล้เคียง โดยให้สนับสนุนค่าใช้จ่ายการเดินทางให้นักเรียน  เนื่องจากกระทรวงศึกษาฯมุ่งเน้นให้เด็กได้เรียนออนไซต์ได้มากที่สุด หากออนไซต์ไม่ได้ก็ให้โรงเรียนดีไซน์รูปแบบการเรียนที่เหมาะสมให้กับนักเรียน” รมว.ศธ.กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวและว่า สำหรับเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ใหม่) หรือเกณฑ์ PA ขณะนี้ขอให้นิ่งไว้ก่อน เพราะมี PA Support Team ลงพื้นที่เพื่อไปสร้างความเข้าใจถึงหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินแบบใหม่แล้ว และหลายคนในที่นี้ ได้รับผิดชอบใน PA Support Team ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษา เป็นบุคลากรสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบาย และสร้างความเข้าใจแก่ครู ไปสู่การปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ ตนขอให้ทุกฝ่ายเป็นพลังผลักดันขับเคลื่อนงาน รวมทั้งการประสานการทำงานแบบเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเป้าหมายของการจัดการศึกษา คือ คุณภาพผู้เรียน และหากสถานศึกษาใด มีความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพศึกษา ตนจะถือโอกาสในการลงพื้นที่เพื่อขอไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนของท่านด้วย