‘ปลัดมท.’สั่งทุกจว.เข้ม 4 ข้อดูแลปลอดภัยวันลอยกระทง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689297

‘ปลัดมท.’สั่งทุกจว.เข้ม 4 ข้อดูแลปลอดภัยวันลอยกระทง

‘ปลัดมท.’สั่งทุกจว.เข้ม 4 ข้อดูแลปลอดภัยวันลอยกระทง

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.16 น.

‘มท.’ สั่งเข้มทุกจังหวัดผนึก ‘ตร.’ ดูแลปลอดภัยทุกด้านช่วงเทศกาลวันลอยกระทง ‘สืบสานวิถีไทย ใส่ใจความปลอดภัย ห่างไกลอบายมุข’ ชวนสวมใส่ ‘ผ้าไทยให้สนุก’

31 ตุลาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการจัดกิจกรรมเทศกาลวันลอยกระทงในปีนี้ว่า กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งให้ทุกจังหวัดเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมงานกิจกรรมสวมใส่ผ้าไทยภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” มาร่วมกิจกรรมวันลอยกระทงในรูปแบบ “สืบสานวิถีไทย ใส่ใจความปลอดภัย ห่างไกลอบายมุข” พร้อมทั้งสั่งการให้เฝ้าระวังการกระทำความผิดทุกรูปแบบ ทั้งในสถานบริการ สถานที่ประกอบธุรกิจโรงแรม สถานที่จัดงาน และสถานที่อื่น ๆ การควบคุมกวดขันในเรื่อง อาวุธปืน วัตถุระเบิด ยาเสพติด และการละเมิดกฎหมายที่อาจก่อให้เกิดภัยสังคม ความเดือดร้อนรำคาญ หรือ อาจขัดต่อภาพลักษณ์ และวัฒนธรรมอันดีของประเทศไทย รวมทั้งเพิ่มมาตรการทางด้านปกครอง มาตรการป้องกันปัญหาอัคคีภัยในสถานบริการ และมาตรการควบคุมโรคโควิด – 19 รวมถึงมาตรการควบคุมการขายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติบูรณาการเพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมสถานบริการ หรือ สถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการอีกด้วย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทยได้มีนโยบายลดอบายมุข สร้างสุขให้สังคม โดยดำเนินการกับสถานบริการ สถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ โรงแรม ที่พัก รวมถึงการควบคุม ร้านจำหน่ายสุราที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ที่อาจก่อให้เกิดภัยสังคมขัดต่อภาพลักษณ์ และวัฒนธรรมอันดีของประเทศไทย หรืออาจส่งผลเอื้อต่อปัญหายาเสพติด และมาตรการด้านการรณรงค์ปลูกจิตสำนึก เพื่อสร้างความปลอดภัยสาธารณะให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยในช่วงเทศกาลวันลอยกระทง และวันลอยกระทงซึ่งตรงกับวันที่ 8พ.ย.นี้ คาดว่าจะมีพี่น้องประชาชน หรือ นักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวจำนวนมาก อาจมีสถานบริการ หรือ สถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ โรงแรม รวมถึงสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมจัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทง มีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายที่ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินหรืออาจได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตของผู้มาใช้บริการ และส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ทุกจังหวัดดำเนินการ 4 เรื่อง ดังนี้

1. ให้ทุกจังหวัดและอำเภอ จัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว ตรวจตรา และเข้มงวดกวดขันผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการ ผู้ประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม รวมถึงผู้ที่จัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้มีการพกพาอาวุธ วัตถุระเบิด และยาเสพติด เข้าไปในสถานที่จัดงาน และการป้องกันไม่ให้มีการกระทำเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ การค้าประเวณี และความผิดเกี่ยวกับเพศในพื้นที่

2. รณรงค์ให้จัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทงในรูปแบบ “สืบสานวิถีไทย ใส่ใจความปลอดภัย ห่างไกลอบายมุข” เพื่อให้เป็นกิจกรรมที่ปลอดสุราและปลอดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รณรงค์ให้ผู้เข้าร่วมงานกิจกรรมสวมใส่ ผ้าไทยภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และขอความร่วมมือผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่งกายให้มิดชิดโดยคำนึงถึงกาลเทศะ รวมถึงการกำกับ และควบคุมมิให้มีการแสดงไปในทางลามกอนาจาร ควบคู่กับการรณรงค์ให้ใช้วัสดุจากธรรมชาติในการทำกระทง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

3. ให้แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตรวจสอบระบบความปลอดภัย และระบบป้องกัน อัคคีภัยของอาคารที่ใช้เป็นสถานบริการ ร้านอาหาร โรงแรม สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมในพื้นที่ หรือ สถานที่จัดกิจกรรมงานเทศกาลวันลอยกระทง รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบกิจการคำนึงถึงความปลอดภัย ของวัสดุอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ประกอบการแสดงดนตรี หรือ การแสดงอื่นใดเพื่อความบันเทิง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ที่จะเกิดขึ้นและสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้เข้าใช้บริการ

4. ให้ทุกจังหวัดประชาสัมพันธ์ให้ผู้ดำเนินกิจการสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการ ในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ โรงแรม และสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และมาตรการด้านสุขลักษณะป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เพื่อป้องกันมีให้มีการแพร่ระบาดของโรคจากการใช้บริการ ในสถานที่ดังกล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชน หรือ นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมในสถานบริการ สถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ หรือ โรงแรม ในช่วงเทศกาลวันลอยกระทงได้รับความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือ การได้รับบาดเจ็บ หรือ สูญเสียชีวิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม กระทรวงมหาดไทยยังได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความร่วมมือให้เข้มงวดกวดขันสถานบริการ หรือ สถานประกอบการ ที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2558 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดอีกด้วย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ว่าปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศยกเลิกโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวังแล้วก็ตาม แต่การจัดกิจกรรมวันลอยกระทง ย่อมมีการรวมกลุ่มของบุคคลจำนวนมาก ในสถานที่จัดงานซึ่งอาจส่งผลให้มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ได้ จึงต้องมีการเน้นย้ำขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้ช่วยป้องกันตัวเองตามหลัก Universal Prevention และปฏิบัติตามมาตรการ DMHTT (D เว้นระยะห่าง M สวมใส่หน้ากาก H ล้างมือบ่อย ๆ T ตรวจวัดอุณหภูมิ และ T ตรวจค้นหาเชื้อหากมีความเสี่ยง) พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนให้ระวังอันตรายจากมิจฉาชีพทุกรูปแบบที่อาจแฝงตัวเป็นพลเมืองดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอันตรายแก่ร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สิน หากเกิดอันตราย หรือพบเห็นผู้มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดภัยอันตรายแก่สังคมส่วนรวม ขอให้แจ้งเหตุ หรือแจ้งเบาะแสได้ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ หรือที่โทรศัพท์สายด่วนต่าง ๆ อาทิ แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายที่สายด่วน 191 แจ้งเบาะแสการกระทำผิด สายด่วน 1567 แจ้งเหตุนิรภัยต่าง ๆ ไฟไหม้ พลัดตกน้ำ สายด่วน ปภ. 1784 แจ้งเหตุรถโดยสาธารณะ 1584 หรือ แจ้งเหตุแพทย์ฉุกเฉิน โทร 1669 ซึ่งทุกสายโทรฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ขอความร่วมมือช่วยเหลือกัน มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กัน เพื่อทำให้เทศกาลวันลอยกระทง เป็นไปด้วยความภาคภูมิใจ แสดงถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นของคนไทยที่มีกันอย่างยาวนาน พร้อมทั้งร่วมแสดงออกถึงการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการลดการใช้วัสดุที่ทำมาจากพลาสติก หรือคัดแยกขยะก่อนทิ้งลงในถังขยะ เป็นต้น เพื่อร่วมประกาศเจตนารมณ์การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไปด้วยกันกับกระทรวงมหาดไทย

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชบูชา แทนคุณบิดามารดา 3,000 รูป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689219

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชบูชา แทนคุณบิดามารดา 3,000 รูป

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชบูชา แทนคุณบิดามารดา 3,000 รูป

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.06 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชบูชา แทนคุณบิดามารดา 3,000 รูป

31 ตุลาคม 2565 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย และประชาสัมพันธ์การอุปสมบทบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ประจำปี 2565 เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการบวชบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ประจำปี พ.ศ. 2565 ว่า วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมทั่วประเทศ ชมรมพุทธศาสตร์สากล ฯ คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย และองค์กรภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันจัดโครงการอุปสมบทบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ประจำปี พ.ศ. 2565 ขึ้น และเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการมาจนถึงปัจจุบัน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจสมัครบวชแล้ว 2,000 กว่าท่านจากทั่วประเทศ โดยทางโครงการตัังเป้าหมายในการจัดอุปสมบทครั้งนี้ที่ 3,000 รูป

โครงการอุปสมบทบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ประจำปี พ.ศ. 2565 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13  พฤศจิกายน พ.ศ.2565 -7 มีนาคม พ.ศ.2566 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระแสธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แผ่ปกคลุมทั่วผืนแผ่นดินไทยให้ดับร้อนฝ่าวิกฤติไปสู่ความเข้มแข็งและเจริญรุ่งเรืองต่อไป ประชาชนทุกหมู่บ้านทั่วประเทศได้ร่วมสั่งสมบุญบารมีในการอุปสมบทหมู่  และเป็นแบบอย่างอันดีให้เกิดขึ้นทั่วประเทศไทย ผู้อุปสมบทได้มีโอกาสศึกษา ปฏิบัติธรรม เป็นหลักในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องและเป็นการฟื้นฟูประเพณีการบวชของชายไทย ให้กลับมารุ่งเรืองเหมือนครั้งบรรพกาล นอกจากนี้ ผู้บวชยังมีโอกาสได้บวชทดแทนคุณบิดา และมารดาด้วย

สำหรับโครงการ ฯ ปีนี้ มีผู้สนใจสมัครบวชจากทั่วประเทศแล้ว 2,000 กว่าท่าน และยังเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 และเข้ารับการบรรพชาพร้อมกัน วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ณ วัดพระธรรมกาย จึงขอเชิญทุกท่านที่มีกุศลศรัทธา มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด มาร่วมศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝึกฝนอบรมตนเอง บวชแทนคุณบิดามารดา สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ในโครงการบวชปีนี้ด้วยกัน โดยสมัครและสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมทั่วประเทศ หรือที่เว็บไซต์ http://www.บวช.com และ http://www.dmycenter.com หรือที่ Call Center 02-831-1234

สสส.สานพลังประชาสังคม เพื่อนบ้านอาเซียน‘ลาว-เวียดนาม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689108

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) หน่วยงาน The Promotion of Family Health Association (PFHA) จากลาว และ Research and Training Centre for Community Delelopment (RTCCD) จากเวียดนาม ในเครือข่าย IOGT-NTO Movement องค์กรรณรงค์เชิงนโยบายแอลกอฮอล์ ประเทศสวีเดน และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ศึกษาดูงานองค์กรต้นแบบขับเคลื่อนสุขภาวะ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2565 ที่ผ่านมา

นายณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สสส. กล่าวว่า การจัดให้มีกลไกที่ยั่งยืนเรื่องงานสร้างเสริมสุขภาพ ในรูปแบบของ สสส. ที่รัฐบาลไทยก่อตั้งขึ้น เพื่อให้เป็นองค์กรรัฐที่มีความเป็นอิสระ โดยได้รับรายได้จากส่วนเพิ่ม 2% ของภาษีสรรพสามิตจากสุราและยาสูบ ซึ่งถือเป็นกลไกที่เหมาะสมตามหลักการ ที่กำหนดให้ผู้ที่ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ คือ ผู้จ่ายภาษี

ซึ่งเป็นกลไกนวัตกรรมการเงินการคลังเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ และช่วยเหลือด้านวิชาการ โดยเฉพาะบทเรียนของ สสส. สามารถนำไปปรับใช้ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำในการจัดตั้งกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ ที่สะท้อนให้เห็นว่าได้ประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งด้านสุขภาพและรายได้ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบกับงบประมาณกลางของรัฐ ที่ต้องนำไปใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศ

นายณัฐพันธุ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา สสส. สานพลังกับภาคีเครือข่าย ผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์ระบบสังคม ที่สนับสนุนต่อการมีสุขภาวะที่ดี ด้วยการสร้างความเข้มแข็งด้านงานสร้างเสริมสุขภาวะ โดยเฉพาะการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดภาระของประเทศด้านสังคมและเศรษฐกิจ จากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่คนไทยเจ็บป่วยและเสียชีวิตมากที่สุดทุกปี และลดปัญหาทางสังคมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน ความรุนแรงในครอบครัว

“ยินดีอย่างยิ่งที่องค์กรด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับโลก คือ IOGT-NTO Movement ที่ได้สนับสนุนการขับเคลื่อนงานจากเพื่อนบ้าน อาทิ สปป.ลาว และ เวียดนาม เล็งเห็นความสำคัญของ สสส. ขอเข้ามาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการเป็นต้นแบบนวัตกรรมการเงินการคลังที่ยั่งยืน เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ และแนวทางปฏิบัติที่โดดเด่น ในงานควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะในภาพรวมของ สสส.” นายณัฐพันธุ์ กล่าว

Mr.Sanou Sengkhameuay ผู้ประสานงานโครงการ จาก Promotion of Family Health Association (PFHA.BK) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าวว่า ได้รับทราบชื่อเสียงของ สสส.เนื่องจากที่ผ่านมาได้เห็นสื่อโฆษณาของ สสส.ในสื่อออนไลน์และโทรทัศน์ เพราะคนลาวดูโทรทัศน์จากเมืองไทย การที่สสส. โฆษณาในทีวีทำให้คนลาวได้เรียนรู้ไปด้วย โดยเฉพาะผลต่อการรับรู้เรื่องผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน สปป.ลาว ที่ยังไม่มีหน่วยงานแบบ สสส. มาทำหน้าที่ป้องกันปัจจัยเสี่ยงของแอลกอฮอล์

“ระหว่างที่มาดูงานได้เรียนรู้หลายๆ กิจกรรมเช่น กฎหมายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรณรงค์ชุมชนคนสู้เหล้า การเปลี่ยนแปลงค่านิยมสังคมในงานประเพณีต่างๆ โครงการป้องกันแก้ปัญหานักดื่มหน้าใหม่เยาวชนในชุมชนและสถานศึกษารวมทั้งในศูนย์เด็กเล็ก ได้เห็นความภูมิใจของผู้ที่เลิกเหล้า “คนหัวใจเพชร” เห็นชุมชนร่วมแก้ปัญหาชวนช่วย เชียร์ และยังต่อยอดไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ทั้งชุมชนหนองสองห้อง จังหวัดสมุทรสาคร และกลุ่มเยาวชนบางจาก ชุมชนคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการกลุ่มเยาวชน YSDN ชลบุรี” Mr.Sanou ระบุ

Mr.Sanou กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนเหล่านี้ไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะด้านสุขภาพ แต่รวมถึงปัญหารายได้ ความเป็นอยู่ และความเข้มแข็งของครอบครัว โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของเด็กเยาวชน และนวัตกรรมปลุกพลังในกลุ่มเด็กปฐมวัย ที่สร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยอนุบาล การได้มาดูงานครั้งนี้รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก ที่ได้เรียนรู้การทำงานของเครือข่ายงดเหล้า และ สสส. ซึ่งมีงานหลายอย่างที่น่าสนใจและสามารถนำไปปรับใช้ได้

Ms.Nguyen Hong Hanh ผู้จัดการโครงการจาก Research and Training Centre for Community Development (RTCCD) เวียดนาม กล่าวว่า สสส. เป็นตัวอย่างที่ดีในการส่งเสริมสุขภาพอย่างเป็นระบบด้วยการใช้ภาษีสรรพสามิตเพื่อสุขภาพ ซึ่งประเทศเวียดนามมีกองทุนที่เน้นเฉพาะการควบคุมบุหรี่ยังไม่ครอบคลุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ รวมถึงกลุ่มโรค NCDs โดยเครือข่ายพันธมิตร NCDs เวียดนามมีแผนเสนอแก้ไขกฎหมายสรรพสามิต เพื่อให้มีกองทุนขับเคลื่อนประเด็นเรื่อง NCDs

“ความสำเร็จของ สสส. ที่สามารถลดการบริโภคเหล้าบุหรี่และปัจจัยเสี่ยงสุขภาพต่างๆ จะเป็นหลักฐานที่ดี ที่ผู้กำหนดนโยบายควรรับรู้เพื่อให้การแก้ไขกฎหมายสรรพสามิตประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้สสส. ยังเป็นแบบอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกับภาครัฐสถานบันการศึกษาและภาคประชาสังคม หรือแนวทางสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ซึ่งการขับเคลื่อนประเด็นเรื่อง NCDs ของเวียดนามควรเพิ่มความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ให้มากขึ้น” Ms.Nguyen กล่าว

นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์เมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียน จากรายงาน Global Status Report on Alcohol and Health ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในรายงานปี 2557 ที่แสดงข้อมูลในปี 2003-2005 (2546-2548)พบว่าไทยมีอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อหัวประชากรติดอันดับหนึ่ง คือ 6.8 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์/คน/ปี แต่จากรายงานปี 2018 (2561) แสดงข้อมูลปี 2546-2560 พบว่า สปป.ลาว มีอัตราการดื่มสูงกว่าไทย คือ 10.4 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์/คน/ปี

ส่วนเวียดนาม พบการดื่มแอลกอฮอล์สูงขึ้นจากเดิมในอัตรา 3.8 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์/คน/ปี ปัจจุบัน เพิ่มเป็น 8.3 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์/คน/ปีเท่ากับไทยในปัจจุบัน จะเห็นว่า การเพิ่มขึ้นของไทยไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับลาวและเวียดนาม ซึ่งการมีองค์กรสร้างเสริมสุขภาพอย่าง สสส. ที่หนุนเสริมบทบาทภาคประชาสังคมและนโยบายควบคุมแอลกอฮอล์ภาครัฐ รวมทั้งกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ปี 2551 ที่เข้มแข็ง ทำให้สถานการณ์การดื่มเครื่อมดื่มแอลกอฮอล์ในไทยมีแนวโน้มลดลง

“การมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตั้งแต่วันที่ 17- 27ต.ค. 2565 ที่ตัวแทนจาก สปป.ลาว และเวียดนามมาเข้าร่วม นอกจากมาแลกเปลี่ยนแล้ว ยังได้เชื่อมประสานความร่วมมือเฝ้าระวังการตลาดของภาคธุรกิจ โดยการรณรงค์ร่วมกันในงานประเพณีวัฒนธรรมปลอดเหล้า เพื่อสร้างค่านิยมการไม่ดื่มเหล้าเบียร์ ในฐานะที่เป็นกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน” นายธีระ กล่าว

นวัตกรรมเพื่อชาวไบค์เกอร์!นศ.อาชีวะ คิดค้น‘เครื่องฆ่าเชื้อหมวกกันน็อกโอโซน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689110

นวัตกรรมเพื่อชาวไบค์เกอร์!นศ.อาชีวะ  คิดค้น‘เครื่องฆ่าเชื้อหมวกกันน็อกโอโซน’

นวัตกรรมเพื่อชาวไบค์เกอร์!นศ.อาชีวะ คิดค้น‘เครื่องฆ่าเชื้อหมวกกันน็อกโอโซน’

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรม “หยุดสูญเสีย หยุดรถ ให้คนข้ามทางม้าลาย #ความดีที่คุณทำได้ ครั้งที่ 9” โดยคณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินและความปลอดภัยทางถนน วุฒิสภา กระทรวงคมนาคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย เมื่อเร็วๆ นี้ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นมา เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้รถใช้ถนนในประเทศไทยเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการขับขี่ในบริเวณทางม้าลาย โดยไทยนั้นถูกจัดให้เป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงสูงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมครั้งที่ 9 นี้ คือนิทรรศการว่าด้วยความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งมีการโชว์นวัตกรรม “เครื่องฆ่าเชื้อหมวกกันน็อกโอโซน” ผลงานของนักศึกษาอาชีวะ “วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชูทิศ” กรุงเทพฯ โดย นายวุฒิธนาสิงเหิน นักศึกษาระดับ ปวส. ปี 1 วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชูทิศ เล่าว่า แรงบันดาลใจของผลงานชิ้นนี้ มาจากการที่ตนอยากให้นักศึกษาในวิทยาลัยสวมหมวกกันน็อกเป็นประจำด้วยความสมัครใจ

จึงร่วมกับเพื่อนๆ พัฒนาเครื่องฆ่าเชื้อโรคในหมวกนิรภัย ด้วยระบบโอโซนรุ่นแรก และนำไปทดลองใช้ในกลุ่มผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง และส่งโครงการเข้าประกวดที่ สสส. และได้งบประมาณมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็นำมาพัฒนาเป็นเครื่อง รุ่น 2 ให้มีขนาดเล็กลงและมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยการทำงานเครื่องดังกล่าวจะมีพัดลม 3 ตัว เมื่อหยอดเหรียญลงไป กดการทำงานที่ 2 นาที พัดลม2 ตัว คือข้างหลัง 1 ตัว ข้างใต้ 1 ตัว จะทำการดูดอากาศเข้ามาเพื่อทำปฏิกิริยากับโอโซน พอทำงานครบ 2 นาที พัดลมอีก 1 ตัว จะทำการดูดอากาศออก 20 วินาที

“จากการทดลองทางจุลชีววิทยา โดยซื้อเครื่องตรวจจากแล็บมาเอง และมีอาจารย์ทางด้านวิทยาศาสตร์คอยให้คำปรึกษา ทดสอบประเมินผลการทำงานก่อนใช้กับหลังใช้ พบว่าสามารถฆ่าเชื้อรา และแบคทีเรียได้ถึง 99% และขณะนี้ได้ตั้งให้บริการที่วินมอเตอร์ไซค์ 2 แห่งและที่วิทยาลัยอีก 1 แห่ง ผลตอบรับค่อนข้างดีอย่างไรก็ตาม ทางทีมยังมีการพัฒนาเรื่อยๆเพื่อให้สามารถใช้งานและบำรุงรักษาได้เอง”นายวุฒิธนา กล่าว

ด้าน นายดำรงฤทธิ์ จิตถาวรมณี ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง จุดรับผู้โดยสารระหว่างทางกรมควบคุมโรค และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกกันน็อก เป็นเวลานานๆ ด้วยสภาพอากาศในเมืองไทยที่ค่อนข้างร้อน เหงื่อออกมาก และล่าสุดในช่วงฤดูฝน จะทำให้มีปัญหาหมักหมมของเชื้อโรคเชื้อราต่างๆ เกิดกลิ่นอับ คันหนังศีรษะ บางคนถึงขั้นผมร่วง ต้องพบหมอ ซื้อยามาทา

“ส่วนตัวต้องมีหมวกกันน็อกไว้หลายใบไว้สับเปลี่ยน อันไหนที่ไม่ได้ใช้ก็จะนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อ แต่ปัญหาคือบางครั้งไม่มีแดด ยิ่งหน้าฝนยิ่งลำบากหมวกจะมีความอับชื้นมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีเครื่องหยอดเหรียญอบฆ่าเชื้อในหมวกกันน็อกได้ตนยินดีใช้บริการเลย เพราะประหยัดเวลาและดีต่อหนังศีรษะ” นายดำรงฤทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ มอเตอร์ไซค์ หรือรถจักรยานยนต์ เป็นยานพาหนะที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด ดังข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ในปี 2564 ที่ผ่านมามีมอเตอร์ไซค์จดทะเบียนใหม่ทั้งสิ้น1,763,883 คัน (ส่วนบุคคล 1,762,630 คัน + สาธารณะ 1,253 คัน หรือคิดเป็นร้อยละ 65.6 หรือเกือบ 2 ใน 3 จากจำนวนรถทุกชนิดที่จดทะเบียนในปีดังกล่าวรวม 2,688,382 คัน

และหากดูยอดจดทะเบียนรถสะสมนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติมาจนถึง ณ สิ้นปี 2564 จะพบว่า มีมอเตอร์ไซค์จดทะเบียนสะสมทั้งสิ้น 21,843,842 คัน (ส่วนบุคคล 21,685,858 คัน + สาธารณะ 157,984 คัน) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 51.6 หรือกว่าครึ่งหนึ่งจากจำนวนรถทุกชนิดที่จดทะเบียนสะสมรวม 42,313,968 คัน แต่ในอีกด้านหนึ่งคนไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากการใช้มอเตอร์ไซค์ (ไม่ว่าขับขี่หรือโดยสาร) เป็นส่วนใหญ่

อาทิ ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ (ThaiRSC) อ้างอิงสถิติจาก บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด พบว่า ในปี 2564 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 13,617 รายบาดเจ็บ 883,319 คน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นจักรยานยนต์ ร้อยละ 52.55 และรถยนต์ร้อยละ 47.45 รวมถึงรายงาน Global status report on road safety 2018 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เผยแพร่ในปี 2561 พบว่า แม้สถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนของไทยจะอยู่ในอันดับ 9 ของโลก ลดลงจากอันดับ 2 ตามรายงานที่เผยแพร่ในปี 2558 แต่ยังมีอัตราการเสียชีวิตจากมอเตอร์ไซค์สูงที่สุดในโลก

ซึ่งเมื่อกล่าวถึงการใช้มอเตอร์ไซค์ “หมวกกันน็อก” คือสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยเพราะช่วยลดการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะ (ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมอง) ได้มาก..นวัตกรรมชิ้นนี้จึงตอบโจทย์บรรดา “ไบค์เกอร์” เป็นอย่างยิ่ง และน่าจะได้รับการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ในอนาคตต่อไป!!!

‘สปสช.’ต้อนรับคณะทำงาน‘ซูดาน’ แลกเปลี่ยนเรียนรู้‘หลักประกันสุขภาพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689109

‘สปสช.’ต้อนรับคณะทำงาน‘ซูดาน’  แลกเปลี่ยนเรียนรู้‘หลักประกันสุขภาพ’

‘สปสช.’ต้อนรับคณะทำงาน‘ซูดาน’ แลกเปลี่ยนเรียนรู้‘หลักประกันสุขภาพ’

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประเทศไทย มีโอกาสได้ต้อนรับ นพ.เอลเซดดิกเอลตาเย็บ วาฮาบัลลา เอลซามานี (Elseddig Eltayeb Wahaballa Elsamani) ผู้อำนวยการกองทุนประกันสุขภาพแห่งสาธารณรัฐซูดาน (National Health Insurance Fund-NHIF) พร้อมด้วยคณะทำงานของ NHIF รวมถึง ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency-JICA) เข้าร่วมการอบรมด้านบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพ ระหว่างวันที่ 17-21 ต.ค. 2565

การอบรมครอบคลุมงานด้านบริหารในด้านต่างๆ ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทย หรือ “บัตรทอง 30 บาท” ได้แก่ กลไกทางการเงิน การออกแบบสิทธิประโยชน์ การประเมินความคุ้มค่าด้านเทคโนโลยีสุขภาพ การจัดการฐานข้อมูล การคุ้มครองผู้บริโภค การตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานนอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากสาธารณรัฐซูดานได้แลกเปลี่ยนความเห็น ในประเด็นความก้าวหน้าในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศของตน

รวมทั้งมีแนวคิดนำรูปแบบการบริหารกองทุนสุขภาพไทย ไปปรับใช้กับการทำกองทุนประกันสุขภาพในซูดานเช่นกัน โดยนอกจากจะอบรมกันที่ สปสช. ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ แล้ว ผู้เข้าร่วมการอบรมยังลงพื้นที่ดูงาน ณ โรงพยาบาลสระบุรี โดยเน้นศึกษารูปแบบการให้บริการสุขภาพ ระบบเบิกจ่ายกองทุนประกันสุขภาพในระดับภูมิภาค และการให้บริการด้านแพทย์ปฐมภูมิ รวมทั้งบริการส่งเสริมและป้องกันโรค

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการอบรม โดยเน้นถึงประโยชน์ของบัตรทองในการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้ชาวไทย และเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพโดยไม่แบ่งแยกฐานะ เพศ และศาสนา ซึ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สปสช.ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในการขยายความครอบคลุมของบัตรทอง

ทั้งในด้านจำนวนประชากรและการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ลดอัตราการล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิผล โดยปัจจุบัน บัตรทองครอบคลุมประชากรชาวไทยกว่า 47 ล้านคน ประชากรที่เหลือมีสิทธิรักษาพยาบาลภายใต้ระบบสวัสดิการข้าราชการหรือกองทุนประกันสังคม ส่งผลให้มีประชากรไทยร้อยละ 99.9 ที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้ประกันสุขภาพของรัฐบาล

มข.จัดสัมมนา‘มหัศจรรย์สมุนไพรกัญชา’ ทำอาหารก็ได้..ส่งเสริมการท่องเที่ยวก็ดี!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689107

มข.จัดสัมมนา‘มหัศจรรย์สมุนไพรกัญชา’ ทำอาหารก็ได้..ส่งเสริมการท่องเที่ยวก็ดี!

มข.จัดสัมมนา‘มหัศจรรย์สมุนไพรกัญชา’ ทำอาหารก็ได้..ส่งเสริมการท่องเที่ยวก็ดี!

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมการท่องเที่ยว คณะบริหารธุรกิจและการบัญชีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดงานสัมมนา “มหัศจรรย์สมุนไพรกัญชา ตื่นตาไปกับอาหารสายเขียว เที่ยวไทยสราญใจไปด้วยกัญ (AmazingCannabis Herbal for Gastronomy Tourism)” โดยมี ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานในงาน รศ.ดร.เพ็ญศรี เจริญวานิช คณบดี คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานสัมมนา

ผศ.ดร.ดลฤทัย โกวรรธนะกุล ประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการ ในการนี้มีนักศึกษา และ ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกว่า 354 คน ณ ห้องออดิทอเรียม อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ผู้เข้าร่วมผ่านช่องทางออนไลน์รวมทั้งสิ้น 135 คน

ผศ.ดร.ดลฤทัย โกวรรธนะกุล ประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า สำหรับงานสัมมนาครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการเรียน การสอนรายวิชา BS944761 สัมมนาทางการท่องเที่ยว เพื่อให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ได้นำทฤษฎีความรู้เกี่ยวกับการจัดประชุมสัมมนามาฝึกปฏิบัติจริง

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรกัญชาแบบองค์รวม และเป็นการถ่ายทอดแนวทางการทำธุรกิจเกี่ยวกับสมุนไพรกัญชาให้ประสบความสำเร็จโดยใช้ Gastronomy Tourism เป็นฐานในการทำธุรกิจ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นจุดขายของผู้ประกอบการธุรกิจอาหารที่มีความสนใจในการนำสมุนไพรกัญชามาเป็นส่วนประกอบในการสร้างสรรค์เมนูอาหารของตน และ ยังเป็นการส่งเสริมยกระดับพืชสมุนไพรกัญชาของประเทศไทยสู่ครัวโลกอีกด้วย

ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมอบหมายให้กองบริหารงานวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ดูแลสถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ เพื่อเน้นการนำกัญชามาใช้ทางด้านการแพทย์ สำหรับ คำว่า แคนนาบิสครบศาสตร์ หมายความว่า มีการทำวิจัยตั้งแต่การปลูกการพัฒนาสายพันธุ์ ดูแลโดยคณะเกษตรศาสตร์

ส่วนที่ 2 ในส่วนของช่อดอก ดูแลโดยคณะวิทยาศาสตร์ จะทำการสกัด โดยจะใช้ความรู้ความสามารถทางด้านเคมี ในการสกัดสาร CBD และสาร THC ออกมาเพื่อไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ มีการทำบริสุทธิ์ กำจัดสิ่งปนเปื้อนต่างๆ จากนั้นจะส่งสารสกัดไปวิจัยต่อที่คณะเภสัชศาสตร์ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ในทางการแพทย์ จากนั้นเมื่อเกิดผลิตภัณฑ์ต่างๆ จะส่งต่อไปให้คณะแพทยศาสตร์ เพื่อทดสอบทางคลินิกต่อไป

สำหรับ กัญชา หากมองเรื่องของโอกาสด้านนโยบายของประเทศไทยWellness Corridor หรือระเบียงสุขภาพ ที่เป็นความร่วมมือของภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย และภาคสาธารณสุข ในการพยายามผลักดันให้กัญชาเป็นมากกว่าเรื่องของอาหารและเครื่องดื่ม แต่สามารถมองเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว เช่น สปา การผ่อนคลาย รวมไปถึงการส่งเสริม Gastronomy ศาสตร์การบริโภคอาหาร

ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาที่เมืองไทยได้ โดย Gastronomy จะประกอบกันด้วย 3 ส่วน ส่วนที่ 1 จะเป็นการใช้สมุนไพรหรือตัวกัญชา ส่วนที่ 2 ต้องมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร โดยต้องมีความรู้ว่าทำไมต้องเลือกวัตถุดิบนี้จากเมืองนี้ ส่วนที่ 3 คือการสอดแทรกเรื่องของศิลปวัฒนธรรม ซึ่งการรวมทั้ง3 อย่างนี้ก็จะเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

“น้องชีต้า” กีรติกาญจน์ ยอดแสง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เล่าว่า ก่อนที่จะมาถึงวันจัดงานมีการเตรียมตัวกับเพื่อนๆ เริ่มตั้งแต่การจัดเตรียมสถานที่ การจัดหาวัตถุดิบที่จะใช้ในงาน การตรวจสอบ แสง สี เสียง ในงาน และการเช็คความเรียบร้อยซึ่งใช้ระยะเวลาเป็นเดือนเพราะว่าต้องมีการวางแผนล่วงหน้า ในการติดต่อวิทยากร การออกแบบงาน

ซึ่งเวลาทำงานร่วมกับเพื่อนๆ มีความคิดเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่เป็นเรื่องปกติของการทำงานเป็นทีม ที่มีเพื่อนทำงานกว่า 100 คน เพราะฉะนั้นเราจะใช้วิธีการแสดงความคิดเห็นโดยการโหวตซึ่งเป็นหลักประชาธิปไตยในการรับเสียงส่วนใหญ่การจัดงานในครั้งนี้ยังได้เรียนรู้ว่ากัญชามีข้อดีเพราะว่าบางครั้ง คนจะติดภาพจำว่ากัญชา เท่ากับ ยาเสพติดสิ่งมึนเมา แต่ว่าความจริงแล้วถ้าหากใช้ในทางที่ดี กัญชาก็สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรค ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ด้วย

อว.- TED Fund มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ ‘TED Fund Grant Day 2022’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688966

อว.- TED Fund มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ ‘TED Fund Grant Day 2022’

อว.- TED Fund มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ ‘TED Fund Grant Day 2022’

วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.02 น.

อว.- TED Fund มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ ‘TED Fund Grant Day 2022’

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) จัดงาน พิธีมอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ “TED Fund Grant Day 2022” ประกาศความสำเร็จผลการดำเนินงานในการสนับสนุนทุนอุดหนุนและองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจแก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ตลอด 3 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563-2565 รวมจำนวนทั้งสิ้น 470 โครงการ มูลค่าทุนรวมกว่า 328 ล้านบาท ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศไทยมากกว่า 1,930 ล้านบาท

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) เผยว่า ความสำเร็จในการดำเนินภารกิจสนับสนุนทุนและองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจของ TED Fund ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยความสำเร็จนั้นคือ จำนวนของผู้ประกอบการที่สนใจในการเริ่มต้นธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมกับ TED Fund ที่มีมากกว่า 3,000 ไอเดีย และมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้รับการสนับสนุนทุนผ่านโครงการต่างๆ มากถึง 470 โครงการ รวมมูลค่าการสนับสนุนกว่า 328 ล้านบาท การสนับสนุนทุนแก่ผู้ประกอบการเหล่านี้ นอกจากจะเป็นการสนับสนุนให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างแท้จริงและในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กระทรวง อว. โดย TED Fund ได้ตั้งเป้าสนับสนุนทุนแก่ผู้ประกอบการ จำนวน 230 โครงการ รวมมูลค่าทุนกว่า 220 ล้านบาท ผ่านโครงการยุววิสาหกิจเริ่มต้น (TED Youth Startup) และโครงการส่งเสริมการขยายตลาดและธุรกิจของผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Market Scaling Up) โดย TED Fund จะให้การสนับสนุนทุนครอบคลุมในทุกอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ซึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยออกมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย

 “สำหรับการจัดงานพิธีมอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ หรือ TED Fund Grant Day 2022 ในปีนี้ เป็นการจัดขึ้นเพื่อประกาศความสำเร็จในการดำเนินงานของ TED Fund ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา และที่สำคัญยังถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้มาร่วมแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนทุน ซึ่งผู้ประกอบการรุ่นใหม่เหล่านี้จะเป็นกองทัพสำคัญที่จะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประเทศแห่งศูนย์กลางของเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอนาคต” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ฯ กล่าว

ด้าน ดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) เผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 TED Fund ได้จัดเตรียมนโยบายการสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมหน้าใหม่ ผ่าน 2 โครงการใหญ่ด้วยกัน คือ โครงการยุววิสาหกิจเริ่มต้น (TED Youth Startup) ให้การสนับสนุนทุนมูลค่าตั้งแต่ 100,000-1,500,000 บาท โดยผู้สมัครต้องกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นปริญญาตรี โท เอก หรือเป็นบัณฑิตจบใหม่ไม่เกิน 5 ปี โดยจะต้องอยู่ภายใต้การบ่มเพาะของเครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการ (TED Fellow) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 52 หน่วยงานทั่วประเทศ  ต่อมาคือ โครงการส่งเสริมการขยายตลาดและธุรกิจของผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Market Scaling Up) ให้การสนับสนุนทุนมูลค่าไม่เกิน 2,000,000 บาท แก่ผู้ประกอบการที่เคยได้รับการสนับสนุนทุนจากหน่วยงานภาครัฐ และมียอดขายหรือมียอดการสั่งซื้อแล้ว และมีความต้องการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ 

“การสนับสนุนของ TED Fund ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ผ่านโครงการโครงการยุววิสาหกิจเริ่มต้น (TED Youth Startup) และโครงการส่งเสริมการขยายตลาดและธุรกิจของผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Market Scaling Up) คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมได้มากถึง 1,800 ล้านบาท และนอกจากนี้ ทางกองทุนฯ ยังคาดว่าจะได้รับข้อเสนอโครงการจากจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั่วประเทศเข้ามาจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 ข้อเสนอโครงการ” ดร.ชาญวิทย์ฯ กล่าว

สำหรับการเปิดรับสมัครโครงการของกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จะเริ่มเปิดรับสมัครในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ 2565 เป็นต้นไป หากท่านสนใจอยากเริ่มต้นธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมและเติบโตไปพร้อมกับครอบครัว TED Fund สามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครได้ผ่านเว็บไซต์ http://www.tedfund.mhesi.go.th หรือแอดไลน์กองทุนฯ ได้ที่ : @tedfund หรือโทร 02 333 3700 ต่อ 4072-4075

ประกวดผ้าขิดลาย ‘นารีรัตนราชกัญญา’ รอบชิงชนะเลิศ31ต.ค. สร้างรายได้คืนสู่ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688879

ประกวดผ้าขิดลาย  ‘นารีรัตนราชกัญญา’  รอบชิงชนะเลิศ31ต.ค.  สร้างรายได้คืนสู่ชุมชน

ประกวดผ้าขิดลาย ‘นารีรัตนราชกัญญา’ รอบชิงชนะเลิศ31ต.ค. สร้างรายได้คืนสู่ชุมชน

วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา” จะเสด็จทรงเป็นประธานประกวด “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” รอบชิงชนะเลิศ กระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้านมหาดไทย เชิญชวน ร่วมเป็นกำลังใจ สุดยอดผลงานผ้าทอและเลือกซื้อเลือกหา “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ 31 ตุลาคมนี้ หอประชุมกองทัพเรือ

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2565 เวลา11:00น.ที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานการ แถลงข่าวการประกวดผ้าลายพระราชทาน“ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา”รอบตัดสินระดับประเทศ โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คุณรติรส จุลชาต คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้แทนคณะกรรมการประกวดผ้าฯ ร่วมแถลงข่าวโดยมี นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายวิฑูรย์ นวลนุกูล นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และภาคีเครือข่าย ร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ กล่าวว่านับเป็นความโชคดีของพสกนิกรคนไทยทุกคน ซึ่งไม่มีคนแผ่นดินไหนในโลกโชคดีเหมือนกับคนไทย เพราะตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมาเราได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรื้อฝืนผ้าไทยที่หายไปจากแผ่นดินไทยให้กลับคืนสู่ชีวิตของคนไทยและสังคมไทย ด้วยเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ทำให้เราได้รู้จักผ้าไทยถึงทุกวันนี้ และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตั้งพระทัยมั่นในการสืบสาน เพื่อทำให้ผ้าไทยไม่สูญหายไปจากสังคมไทย ให้ผ้าไทยยังมีลมหายใจ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเป็นชาติ เอกลักษณ์ และวัฒนธรรมความเป็นไทย จะเห็นได้ว่ากว่า 3 ปีที่พระองค์ท่านได้พระราชทานผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ยังผลให้เกิดการชุบชีวิตให้กับพี่น้องช่างทอผ้า กว่า 1.3 แสนครัวเรือน

หากเรานับรวมภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องก็จะมีเป็น1,000,000 คน ด้วยพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณ ทำให้ผ้าไทยกลับมามีคุณค่า มีความหมาย เป็นอาชีพ เป็นช่องทาง ที่ทำให้เกิดการสร้างรายได้อย่างมหาศาล ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณนี้ยังแผ่ขยายครอบคลุมผู้ประกอบการผ้าทุกกลุ่ม ทั้งลายท้องทะเลไทย ลายป่าชายแดนใต้ ลายเทิดไท้เจ้าหญิง และพระราชทานให้ปรากฏในงานหัตถศิลป์หัตถกรรม เซรามิคต่าง ๆ อีกด้วย

คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กล่าวว่า การเดินทางของคณะกรรมการประกวดฯ ในช่วงที่ผ่านมาที่ได้ระหกระเหินไปทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งทุกท่านล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทุกสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับผ้าไทยและมีประสบการณ์ถวายงานสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต ดร.ธีระพันธ์ วรรณรัตน์ และอาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ โดยปีนี้คณะกรรมการทุกท่านต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าตัดสินด้วยความยากมาก เพราะผ้าทุกผืนสวยจริง ๆ และทุกผืนล้วนเกิดจากการฟื้นฟูภูมิปัญญาในเชิงลึกของผู้เข้าประกวด เช่น การสาวไหมลงกระบุง การใช้กี่โบราณ การใช้ไหมบ้าน การใช้ไหมบ้านเส้นยืนซึ่งจากงานวิจัยมักจะพบในผู้ประกอบการอายุ 80 ปีขึ้นไป แต่ผลงานในปีนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าเกิดผลลัพธ์ตามพระปณิธานจริง ๆ นั่นคือ เป็นการฟื้นฟูภูมิปัญญาบรรพบุรุษในทุกขั้นตอน(Process)เช่น การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหมด้วยมือ การสอยริมตะเข็บด้วยมือ ฯลฯ โดยทรงมีกุศโลบายกระตุ้นให้เกิดการสืบสาน รักษา และต่อยอด ดังที่ทรงสืบสานสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดังผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญาที่มาจากผ้าขิดลายสมเด็จ เพื่อให้คนปัจจุบันได้เข้าใจประวัติความเป็นมา โดยได้เว้นช่องว่างเพื่อให้คนได้นำลวดลายของโบราณมาเติมเต็ม เพราะท่านบอกว่าเมื่อทำลายใหม่จะหลงลืมลายเก่า จึงต้องเว้นช่องไว้ให้ผสมผสานลวดลาย และทรงเน้นย้ำตรัสถามถึงการส่งเสริมเด็กรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการที่สืบสานภูมิปัญญาบรรพบุรุษให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น และทรงพัฒนานวัตกรรมสีธรรมชาติด้วยการสร้างองค์ความรู้กระทั่งมีคุณภาพสดใสเหมือนสีเคมี ซึ่งได้รับการสนองพระดำริโดยกระทรวงมหาดไทย ในทุกมิติ

“ในวันที่ 31 ต.ค. 65 นี้ พระองค์จะเสด็จมาเป็นองค์ประธานการตัดสิน โดยรางวัลพระราชทานในปีนี้ จะเป็นเหรียญทองคำ เหรียญเงิน และเหรียญนาก สำหรับเด็กและเยาวชนที่ส่งประกวดและได้รับการคัดเลือกในประเภทต่าง ๆ จะมีรางวัลพิเศษ Young OTOP และผู้ประกอบการที่ใช้ผ้าไหมพื้นบ้านดีเด่น การดึงลายเทคนิคโบราณ เช่น โสร่งหางกระรอก ฯลฯ ก็จะมีรางวัลพิเศษให้ด้วย ซึ่งต้องย้ำว่าในปีนี้แชมป์เก่าเมื่อปีก่อนตกรอบไปกว่า 80% เป็นผลงานของช่างทอผ้าหน้าใหม่เกือบทั้งหมด และเราจะนำผ้าที่เข้าประกวดทั้งหมด มาจำหน่ายในวันที่ 31 ต.ค. นี้ด้วย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการทอผ้า จะได้ไม่ต้องนำผ้ากลับ แต่นำเงินกลับไปพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจจะซื้อผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา สามารถเข้าร่วมงานและเลือกซื้อได้ที่หอประชุมกองทัพเรือในวันดังกล่าว”คุณธนันท์รัฐ กล่าวเพิ่มเติม

‘ตรีนุช’มอบนโยบายรร.เอกชน เตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688759

'ตรีนุช'มอบนโยบายรร.เอกชน เตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอม

‘ตรีนุช’มอบนโยบายรร.เอกชน เตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอม

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 13.57 น.

‘ตรีนุช’ มอบนโยบาย ร.ร.เอกชน เตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอม เน้นปลอดภัย-ปลอดยาเสพติด ยกระดับคุณภาพการศึกษา 

วันที่ 28 ตุลาคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงนโยบายและการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนของโรงเรียนเอกชน และมอบนโยบายส่งเสริมการจัดการศึกษาเอกชน โดยมีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด (สช.จังหวัด) ประธานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด (ส.ปส.กช.) นายกสมาคมทางการศึกษาเอกชน ผู้บริหาร และครูโรงเรียนเอกชน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ  และผ่านระบบ Zoom Meeting

รมว.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งในการประชุม ว่า โรงเรียนเอกชนมีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาและการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ อีกทั้งรัฐบาล โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญในการพัฒนาคนและพัฒนาการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนเอกชนสามารถจัดการศึกษาตามแนวทางนโยบายและจุดเน้นของศธ.ได้อย่างมีคุณภาพ ช่วยแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการจัดการศึกษาได้เป็นอย่างดี ในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีขบวนการคิดวิเคราะห์ คุณภาพมีความพร้อมทั้งเก่ง ดี สามารถอยู่ในโลกปัจจุบันและในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงได้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมารัฐบาล และศธ.ได้ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาทุกๆกลุ่ม สำหรับการศึกษาเอกชนได้ดำเนินการสนับสนุนสำเร็จเป็นรูปธรรมแล้ว ได้แก่ 1.การปรับอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวสำหรับผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครอบคลุมนักเรียนโรงเรียนเอกชนในระดับก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,974,774 คน โดยจะเป็นการปรับเพิ่มแบบขั้นบันไดต่อเนื่อง 4 ปีงบประมาณ (พ.ศ. 2566 – 2569)  2.โครงการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง และนักเรียน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ปกครองและนักเรียน ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน เมื่อปีการศึกษา 2564 ที่ผ่านมา และ 3.การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัย ในด้านการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศของนักเรียนเป็นรายบุคคล ติดตามเด็กตกหล่น และเด็กออกกลางคัน การปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลสำหรับนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา และโรงเรียนเอกชนประเภทอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และการสำรวจข้อมูลค่าใช้จ่ายจริงในการจัดการศึกษาเอกชน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเภทสามัญศึกษา เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการวิเคราะห์ทางเลือกและกำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนต่อไป รวมถึงอุดหนุนสมทบเงินเดือนผู้ช่วยครู(พี่เลี้ยงเด็กพิการ)ในโรงเรียนเอกชน

“สำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดภาคเรียนที่จะถึงนี้ ขอฝากให้โรงเรียนเอกชนร่วมดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ได้แก่ 1.การศึกษาเพื่อความปลอดภัย ที่ผ่านมา ศธ.ได้จัดตั้ง MOE Safety Center เพื่อจัดทำแผนและแนวทางการบริหารจัดการระบบมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับสถานศึกษาตามแนวทางที่ ศธ.กำหนด ในส่วนของ ศธ.​จะร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปช่วยอบรม สร้างการรับรู้ สร้างความปลอดภัยให้สถานศึกษาในทุกสังกัด ส่วนของโรงเรียนเอกชน ขอให้ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สช.จังหวัด และโรงเรียนเอกชนร่วมดำเนินการดังกล่าว รวมไปถึงมาตรการในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและอาวุธปืน โดยกำชับส่วนราชการและสถานศึกษาในการดูแลเด็กและเยาวชน ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอาวุธปืนโดยใช้กลไกตามนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษา จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ เน้นการดำเนินงานด้านการป้องกัน การปลูกฝัง และปราบปราม รวมทั้งการดูแลรถรับส่งนักเรียนให้มีความปลอดภัย ควรมีการเน้นย้ำถึงเรื่องการตรวจตรา ฝึกซ้อมเรื่องความปลอดภัยบ่อย ๆเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า 2.การเตรียมจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือภัยพิบัติ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อดูแลให้ความช่วยเหลือสถานศึกษา หน่วยงาน ครู นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และต้องการความช่วยเหลือจากผลกระทบของภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และมีความพร้อมในการประสานงานช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่สถานศึกษา หน่วยงาน และผู้ประสบภัย ในภาพรวมของ ศธ.  และ3. การยกระดับคุณภาพการศึกษา ในการส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษานำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปสู่การปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ การจัดการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) การพัฒนาทักษะดิจิทัลและภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) และการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม เพื่อเสริมสร้างวิถีชีวิตของความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง

‘ตรีนุช’มั่นใจ PA Support Team สร้างความเข้าใจเกณฑ์ PA ได้ครูคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688634

'ตรีนุช'มั่นใจ PA Support Team สร้างความเข้าใจเกณฑ์ PA ได้ครูคุณภาพ

‘ตรีนุช’มั่นใจ PA Support Team สร้างความเข้าใจเกณฑ์ PA ได้ครูคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 21.11 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2565 ที่โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพฯ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบายให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมผู้นำองค์ความรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารงานบุคคล ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (PA Support Team) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รุ่นที่ 7 ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เพิ่มความเข้มข้นในการยกระดับคุณภาพทางการศึกษา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพจากครูผู้สอนมืออาชีพ ได้มีการปรับหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ใหม่) หรือเกณฑ์ PA มีการนำระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มมาประยุกต์ใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งไม่เพียงมีความทันสมัย รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้แล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน ลดภาระ ลดเวลา และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่นี้จะเน้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามบริบทของผู้เรียน จากการวางแผนการเรียนการสอน และการสอนจริงในชั้นเรียน มากกว่าผลลัพธ์จากการวัดและประเมินผลด้านวิชาการ อีกทั้ง ยังสามารถเก็บเป็นฐานข้อมูล เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาและประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ได้อีกด้วย

“ด้วยจำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีอยู่เป็นจำนวนมากทั่วประเทศ การสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจที่ตรงกัน ทั้งความเข้าใจในเชิงนโยบาย และแนวทางการปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งทุกท่านที่ผ่านการอบรมฯ จะเป็นตัวแทนในการให้คำอธิบาย เพื่อลดข้อกังวล ข้อสงสัย รวมถึงผลักดันการขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิบัติที่ชัดเจน ในโอกาสนี้ ดิฉันขอขอบคุณ สพฐ.และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่ได้บูรณาการความร่วมมือกันอย่างเป็นเอกภาพ ในการสร้าง PA Support Team จำนวน 2,465 คน เพื่อเป็นตัวแทนผู้นำข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จาก 245 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ในทุกตำแหน่ง ทุกสายงาน จำแนกเป็น จากสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จำนวน 183 เขต  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่กาศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 62 เขต และสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดย PA Support Team รุ่นที่ 7 นี้ มีผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 175 คน ดิฉัน เชื่อมั่นว่าทุกท่านจะเป็นข้อต่อสำคัญในการพลิกเปลี่ยนการบริหารจัดการศึกษาของกระทรวงฯ ให้เดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่งและสามารถดำเนินการขยายผลเป็นที่ปรึกษา และทีมเคลื่อนที่เร็ว ในการแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงานจริงให้แก่ครูในสังกัด เพื่อให้ทุกฝ่ายได้คลายความกังวล และมั่นใจว่า ระบบการประเมินแบบใหม่ ว PA นี้ จะเป็นเครื่องมือคุณภาพ นำไปสู่การพัฒนาและสร้างคุณครูคุณภาพ เพื่อให้เด็กนักเรียน และเยาวชนของเราได้รับการศึกษาอย่างดีที่สุด” น.ส.ตรีนุช กล่าว

– 006