สวธ.มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดการแสดงโขนพระราชทาน ตอน’สะกดทัพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688690

สวธ.มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดการแสดงโขนพระราชทาน ตอน'สะกดทัพ'

สวธ.มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดการแสดงโขนพระราชทาน ตอน’สะกดทัพ’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 20.29 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2565 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดย ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการ รับเงินสนับสนุน จำนวน 6,000,000 บาท (หกล้านบาทถ้วน) ตามโครงการเงินอุดหนุนการจัดแสดงโขน ดนตรี ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ.2566 จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดย นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายสาโรจน์ เล้าเจริญสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิปัญญา นางณัฐภา บุญงาม ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการจัดการแสดงโขน ตอน “สะกดทัพ” อันเป็นการสนองพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งหวังทำนุบำรุงรักษาการแสดงโขน ศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยและดำรงไว้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมต่อไป

องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียน “โขน” ประเทศไทย ภายใต้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Khon, masked dance drama in Thailand” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในประเภท “รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity” นับเป็นการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้รายการแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2561

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ 2565 ตอน “สะกดทัพ” กำหนดจัดแสดงระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม ถึง 5 ธันวาคม 2565 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก Khon Performance โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ

ปลัด อว. เปิดตัวระบบ e-service บริการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688538

ปลัด อว. เปิดตัวระบบ e-service บริการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกมิติ

ปลัด อว. เปิดตัวระบบ e-service บริการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกมิติ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.31 น.

ปลัด อว. เปิดตัวระบบ e-service บริการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกมิติ ในงานวันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 63 ปี

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีเปิดระบบ e-Service ในงาน “วันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 63 ปี” โดยมี 
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และคณะผู้บริหาร วช. ให้การต้อนรับฯ ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
สำหรับระบบ e-Service ใช้บริการบนระบบดิจิทัล เพื่อบริการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกมิติ ครอบคลุมและตอบโจทย์ประชาชนผู้รับบริการ ดังนี้ 1) ออกใบอนุญาตใช้-ผลิตสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ออนไลน์แบบครบวงจร ผ่านระบบการดำเนินการตาม พ.ร.บ. สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ (ระบบ Thai IACUC) แบบ Real Time ตอบสนองความสะดวกสบายของประชาชนในยุคดิจิตอล ทำให้ผู้รับบริการได้รับความสะดวก รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย เป็นมาตรฐานและสามารถใช้อ้างอิงตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง 2) เพิ่มช่องทางการบริการจากระบบข้อมูลสารสนเทศวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS)

โดย วช.ร่วมกับหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรมพัฒนา Application : NRIIS Hub ผ่านอุปกรณ์พกพา ให้ผู้ใช้งาน ทราบถึงแจ้งเตือนสำคัญได้ทันที เข้าถึงข้อมูลทุนวิจัยที่เปิดรับเมื่อมีทุนวิจัยใหม่ แสดงภาพรวมการทำงานและประสิทธิภาพการวิจัยของตนเอง รวมถึงค้นหาผลงานวิจัยผ่านคลังข้อมูลงานวิจัยไทยที่รวบรวมผลงานวิจัยไทยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผ่านระบบ Application 3) บูรณาการการใช้ประโยชน์และวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูล ววน. เพื่อตอบโจทย์วิจัยของประเทศ โดย วช. ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) พัฒนา AI tools : Data Analytic Platform ต้นแบบเพื่อการเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากข้อมูล ววน. ประกอบด้วย เครื่องมือตรวจสอบความคล้ายคลึงของข้อเสนอโครงการวิจัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทุน และ เครื่องมือวิเคราะห์หาหัวข้องานวิจัยจากงานวิจัยในแต่ละสาขาวิชาการ เพื่อค้นหาหัวข้องานวิจัยที่เป็นที่ส่งผลกระทบต่อประเทศ

ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูล ววน. ให้สร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาทุกช่วงสถานการณ์ของประเทศในทุกมิติ 4) บริการ OPEN DATA ข้อมูลเปิดภาครัฐ วช. ตอบสนองนโยบายการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะที่ วช. จัดทำและครอบครองในรูปแบบดิจิทัล และเป็นช่องทางให้ผู้สนใจนำข้อมูลไปเผยแพร่ใช้ประโยชน์ หรือ พัฒนาบริการและนวัตกรรม โดยสามารถเชื่อมโยงไปยังระบบข้อมูลเปิดของหน่วยงานอื่นๆ เพื่อการใช้ประโยชน์ได้ สามารถศึกษาและชมชุดข้อมูล OPEN DATA ข้อมูลเปิดภาครัฐ วช. ผ่านช่องทาง : https://opendata.nrct.go.th ซึ่งระบบ e-service บริการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกมิติ ครอบคลุมและตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การจัดงาน “วันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 63 ปี” ยังเหลือเวลาอีก 3 วัน วช. จึงขอเชิญชวนประชาชนมาเที่ยว “ตลาดงานวิจัย” ที่รวมผลงานวิจัยกว่า 50 ผลงาน ณ บริเวณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

คุรุสภาเตรียมมอบ’รางวัลครูถิรคุณ’ครู 7 คน เหตุกราดยิงศูนย์เด็กเล็กหนองบัวลำภู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688503

คุรุสภาเตรียมมอบ'รางวัลครูถิรคุณ'ครู 7 คน เหตุกราดยิงศูนย์เด็กเล็กหนองบัวลำภู

คุรุสภาเตรียมมอบ’รางวัลครูถิรคุณ’ครู 7 คน เหตุกราดยิงศูนย์เด็กเล็กหนองบัวลำภู

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 15.06 น.

“คุรุสภา”เตรียมมอบ”รางวัลครูถิรคุณ” ครูที่เสียชีวิตและรอดชีวิตรวม 7 คน จากเหตุกราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหนองบัวลำภู

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.​) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้เสนอที่ประชุมเพื่อพิจารณาการประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละและมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ เพื่อรับ “รางวัลครูถิรคุณ” ทั้งนี้ จากกรณีเหตุการณ์คนร้ายก่อเหตุ กราดยิงเด็กและครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขององค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2565 ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เป็นเด็กและครู รวมจำนวน 24 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ มีครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์เด็กเล็กฯ เสียชีวิต จำนวน 2 ราย ได้แก่ นางสาวมะลิวัลย์ ลาโสภา ตำแหน่ง ครูพี่เลี้ยง อายุ 34 ปี และ นางสาวสุภาภรณ์ ประมงมุข ตำแหน่ง พนักงานจ้างเหมาบริการทั่วไป (ครูพี่เลี้ยง) อายุ 26 ปี

และครูที่รอดชีวิตแต่อยู่ในเหตุการณ์ จำนวน 5 ราย คือ นางนันทิชา พันธ์ชุม ตำแหน่ง ครูชำนาญการ อายุ 43 ปี , นางสาวสุภาภรณ์ ตาราษี ตำแหน่ง ครูชำนาญการ อายุ 41 ปี , นางสาธิตา บุญโสม ตำแหน่ง ครู อายุ 43 ปี , นางสาวเดือนเพ็ญ สนสุรัตน์ ตำแหน่ง ผู้ดูแลเด็ก อายุ 36 ปี และ นางสาวจรัสศรี เพชรนอก ตำแหน่ง ผู้ดูแลเด็ก อายุ 32 ปี

ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวฯ ครูทั้ง 7 คน เป็นผู้มีคุณสมบัติเป็นไปตามที่ประกาศฯกำหนด สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จึงเห็นควรยกย่องเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณให้แก่ครู ทั้ง 7 คน ให้ได้รับ “รางวัลครูถิรคุณ” ในวันที่ 8 พ.ย.นี้ ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบการจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ครั้งที่ 2 ประจำปี 2565 ระหว่างวันที่ 24 – 25 ธ.ค.นี้ ซึ่งจะเป็นการสอบแบบเปเปอเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนการสอบครั้งต่อไปจะเป็นการสอบผ่านระบบ E-Testing คือ การสอบด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำให้ครูมีความสะดวกสะบายมากยิ่งขึ้น ขณะนี้ทางคุรุสภาก็มีการปรับหลายๆเรื่องทั้งโครงสร้างต่างๆ และขบวนการในการได้มาของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

เช็คชื่อด่วน! บอร์ด ก.ค.ศ.มีมติย้าย’รอง ผอ.เขตพื้นที่ฯ’ 162 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688501

เช็คชื่อด่วน! บอร์ด ก.ค.ศ.มีมติย้าย'รอง ผอ.เขตพื้นที่ฯ' 162 ราย

เช็คชื่อด่วน! บอร์ด ก.ค.ศ.มีมติย้าย’รอง ผอ.เขตพื้นที่ฯ’ 162 ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.58 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ประจำเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อรองรับ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 ซึ่ง คณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (อกศจ.) จะต้องถ่ายโอนอำนาจบริหารงานบุคคลให้เขตพื้นที่การศึกษา ในวันนี้ ที่ประชุมจึงได้หารือว่า อ.ก.ค.ศ.ควรมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง โดยได้มอบให้ สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปพิจารณา โดยเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส สามารถทำงานได้จริง โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายภายในพื้นที่ จะต้องมีความโปร่งใส เหมาะสมและเป็นธรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 162 ราย ดังเอกสารแนบท้ายนี้

‘ตรีนุช’ปลื้มยอดใช้บริการ MOE Safety Center เกิน 1 ล้าน ส่วนใหญ่ร้อง ‘อุบัติเหตุ-บูลลี่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688482

'ตรีนุช'ปลื้มยอดใช้บริการ MOE Safety Center เกิน 1 ล้าน ส่วนใหญ่ร้อง 'อุบัติเหตุ-บูลลี่'

‘ตรีนุช’ปลื้มยอดใช้บริการ MOE Safety Center เกิน 1 ล้าน ส่วนใหญ่ร้อง ‘อุบัติเหตุ-บูลลี่’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.03 น.

วันที่ 27 ตุลาคม 2565 ที่ลานวันครู สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิกาา (รมว.ศธ.​) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบรางวัลกิจกรรมส่งเสริมสมรรถนะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้านความปลอดภัย ว่า จากนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษา สู่ แพลตฟอร์ม MOE Safety Center ที่เป็นช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาในสังกัด ศธ. พร้อมติดตามและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งความปลอดภัยในสถานศึกษาถือเป็นเรื่องที่สำคัญเร่งด่วน เพราะเป็นเรื่องพื้นฐานของนักเรียนทุกคน โดย ศธ. ได้ต่อยอดการสร้างการรับรู้และการตระหนักถึงความปลอดภัยให้มากขึ้น ผ่านการจัดกิจกรรม MOE Challenge ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันตอบปัญหา Safety School Challenge การประกวดมิวสิควิดีโอ MV Challenge และการประกวดหนังสั้น Short Film Challenge โดยมีโรงเรียนและนักเรียนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี และสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างมีคุณภาพ ขอชื่นชมและยินดีกับผู้ชนะการแข่งขันในทุกประเภท

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นับเป็นเวลา 8 เดือน ที่ศธ.จัดตั้งศูนย์ MOE Safety Center เข้ามาดูแลความปลอดภัยแบบเรียลไทม์  ได้รับความไว้วางใจจากนักเรียน ครู และผู้ปกครอง จนมีผู้เข้าถึงกว่า 1 ล้านคน ศธ.จะเดินหน้ายกระดับเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา ให้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักมากขึ้น จึงอยากให้ผู้บริหารและครูใช้แพลตฟอร์มนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดและเร็วที่สุดเพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างทันท้วงที

“MOE Safety Center จะช่วยย่นระยะเวลาในการดำเนินงานแก้ไขปัญหา เพราะ ศธ.ได้รับเรื่องร้องเรียนโดยตรง ดังนั้น เมื่อรับเรื่องได้เร็ว ก็จะสามารถเข่าไปแก้ไขปัญหาได้เร็ว ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่รับแจ้ง คือ อุบัติเหตุ ความไม่ปลอดภัยของร่างกายในด้านต่าง ๆ การบูลลี่กัน เป็นต้น เมื่อรับเรื่องมา ศธ.ก็จะประสานกับโรงเรียน เพื่อให้ครูและโรงเรียนทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาให้กับเด็กได้มากขึ้น ทั้งนี้ ขอให้ครู นักเรียนมั่นใจว่าทุกเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามาที่ MOE Safety Center จะเก็บเป็นความลับร้อยเปอร์เซ็นขอให้ผู้แจ้งข้อมูลสบายใจ และหากตัวเลขการร้องเรียนมีจำนวนมาก ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้เรารู้ว่าปัญหาใดเป็นปัญหาหลักที่ ศธ.ต้องเร่งแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น  ทุกเรื่องที่ได้รับร้องเรียนผ่าน MOE Safety Center หากเรื่องไหนที่สามารถแก้ไขได้ ศธ. ก็จะดำเนินการทันที หากเรื่องไหนที่เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ศธ.ก็จะเป็นตัวกลางเชื่อมโยงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือในการแก้ไขให้กับนักเรียนของเรา” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ. ได้ดำเนินการพัฒนาครูและศึกษานิเทศก์ และจัดทำหลักสูตรการพัฒนา รวมทั้งสร้างระบบและกลไกในการดูแลความปลอดภัย ที่จะเป็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุน ให้เกิดความสะดวก และรวดเร็วในการบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษา ภายใต้ MOE SAFETY CENTER ให้การรับเรื่องแจ้งเหตุ เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารหน่วยงานต้นสังกัดเช่นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และ ผู้บริหารจากส่วนกลางของ ศธ. สามารถเห็นการแจ้งเหตุ และได้รับรายงานการแก้ไขปัญหาให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้

“ปัจจุบันมีผู้ใช้ระบบ MOE Safety Center จำนวนทั้งสิ้น 1,086,153 คน ทั้งหมดนี้ คือ ความสำเร็จจากการขยายผล การสร้างความตระหนัก สร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา และสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครอง สิ่งที่ต้องมาคิดต่อ คือ เมื่อตัวเลขการร้องเรียนมีเพิ่มมากขึ้น เราจะช่วยกันแก้ไขปัญหาอย่างไร เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.​เห็นความก้าวหน้าและความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และทำให้โรงเรียนเป็นโรงเรียนแห่งความสุข และเป็นโรงเรียนที่มีความปลอดภัยตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.” นายอัมพร กล่าว

สำหรับกิจกรรมส่งเสริมสมรรถนะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้านความปลอดภัย จัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุนในการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการเสริมสร้างสมรรถนะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ให้มีทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งเน้นการบูรณาการการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็นสำคัญ มุ่งปลูกฝังการพัฒนาทักษะชีวิตให้เกิดขึ้นกับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีสมรรถนะตามหลักการ 4 C’s ได้แก่ 1) ทักษะด้านการสื่อสาร (Communication) 2) ทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา (Critical Thinking) 3) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และ 4) ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) จนนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ 

สำหรับกิจกรรมส่งเสริมทำให้ครู นักเรียน ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วม ในโครงการ MOE Challenge ซึ่งแบ่งเป็น 3 กิจกรรมใหญ่ ได้แก่ 1. Safety School Challenge การแข่งขันด้านความรู้ความเข้าใจในการใช้ระบบ MOE Safety Center โดยมีทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 839 โรงเรียน แบ่งออกเป็นสังกัด สพป. 645 โรงเรียน และสังกัด สพม. 248 โรงเรียน
2. MV Challenge เพื่อสื่อสารในโครงการ MOE Safety Center ได้เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งน่าประทับใจกับการตอบรับในโลกโชเชียลได้เป็นอย่างดี มีผู้เข้าร่วมแข่งขันถึง 147 ทีม

โดยมีผู้เข้าชมคลิป MV Challenge ของทุกทีมที่ได้รับรางวัลรวมกันถึง 379,600 วิว  3. Short Film Challenge มีทีมผู้เข้าแข่งขันถึง 375 ทีม โดยมีผู้เข้าชมคลิปหนังสั้นของทุกทีมที่ได้รับรางวัลรวมกันถึง 1,748,200 วิว

ส่วนรายชื่อผู้ชนะการแข่งขันมี ดังนี้

1. การแข่งขัน Safety School Challenge ระดับประถมศึกษา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่โรงเรียนวัดรำพัน (สุขสวัสดิพิชาญราษฎร์) จังหวัดจันทบุรี  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนบ้านหนองหญ้าปล้อง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนบ้านดินโส จังหวัดกาญจนบุรี

ระดับมัธยมศึกษา รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนวังกรดพิทยา จังหวัดพิจิตรรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนธัญรัตน์ จังหวัดปทุมธานี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนบ่อพลอยรัชดาภิเษก จังหวัดกาญจนบุรี

2. การประกวดมิวสิกวิดีโอสื่อสร้างสรรค์ความปลอดภัย รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา จังหวัดชัยภูมิ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนอนุบาลหนองบัว (เทพวิทยาคม) จังหวัดนครสวรรค์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนบ้านป่าว่าน จังหวัดชัยภูมิ

3. การประกวดหนังสั้นสื่อสร้างสรรค์ความปลอดภัย รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนวัดท่าไทร (ดิตถานุเคราะห์) จังหวัดสุราษฎร์ธานี
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนบ้านเดื่อทุ่งสวรรค์ จังหวัดหนองคาย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มี 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนสันติคีรีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย และโรงเรียนบ้านแท่นวิทยา จังหวัดชัยภูมิ

DPU เปิดตัวศูนย์สุขภาพครบวงจร ดีเดย์เปิดให้บริการ 1 พ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688407

DPU เปิดตัวศูนย์สุขภาพครบวงจร  ดีเดย์เปิดให้บริการ 1 พ.ย.นี้

DPU เปิดตัวศูนย์สุขภาพครบวงจร ดีเดย์เปิดให้บริการ 1 พ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ (CIM) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตร 28 สถาบัน ทั้งไทยและต่างประเทศ ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งด้าน Wellness ในงาน “DPU Wellness Showcase” พร้อมเปิดศูนย์บริการด้านสุขภาพแบบครบวงจร “DPU Wellness Center” เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนแก่นักศึกษา และให้บริการแก่บุคคลทั่วไป ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรม DPU Wellness Showcase และการเปิดศูนย์ DPU Wellness Center นอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 55 ปี แล้ว ยังเป็นการฉลองครบรอบ 11 ปี ของหลักสูตรเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่ง Wellness เป็นหนึ่งในแนวทางขับเคลื่อนด้านการศึกษาของ DPU และเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศด้วย โดยประเทศไทยและทั่วโลกได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ส่วน คือ Digital Economy, Green Economy และ Care Economy ซึ่ง DPU มีความพร้อมทั้งด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม Wellness และ DPU ยังมีหน้าที่หลัก คือ การผลิตและพัฒนาคนให้สอดรับกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และกำลังคนของประเทศ ซึ่งไทยยังขาดแคลนบุคลากรด้าน Wellness รวมทั้งงานวิจัยด้านนี้มีจำนวนจำกัด การเปิดศูนย์ DPU Wellness Center จึงจะเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติการสำหรับนักศึกษา รวมถึงเป็นแหล่งศึกษาวิจัยร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

ด้าน ผศ.ดร.นพ.พัฒนา เต็งอำนวยคณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยต้องมีการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อนำประสบการณ์ องค์ความรู้ให้แก่นักศึกษา การเปิดศูนย์ DPU Wellness Center ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยจะเริ่มเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้บริการในส่วนของแพทย์แผนไทย ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2565 ก่อนจะเปิดอย่างเป็นทางการ ด้านการดูแลสุขภาพ (Wellness) อย่างครบวงจรในปี 2566 ซึ่งปัจจุบันวิทยาลัยได้มีการเปิดหลักสูตรปริญญาตรี 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรสุขภาพและความงาม หลักสูตรการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งในอนาคตจะเปลี่ยนเป็นหลักสูตรโภชนวิทยาและการประกอบอาหารสุขภาพ และหลักสูตรการแพทย์แผนไทย รวมทั้งนักศึกษาสามารถต่อยอดเรียนปริญญาโท สาขาเวชศาสตร์ชะลอวัย และสาขาแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก นอกจากนี้ยังมีแผนจะเปิดปริญญาโทแพทย์แผนจีนด้วย

นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงทิศทาง Wellness ในประเทศไทย ว่า การเรียนการสอนของแพทย์ไม่ได้มีการบรรจุเกี่ยวกับศาสตร์ทางเลือก หรือ Wellness ทำให้การทำหน้าที่ของแพทย์มุ่งไปสู่การรักษามากกว่าการป้องกันและฟื้นฟู ปัจจุบัน สธ. ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมการป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ และพยายามจะผลักดันให้มีการดูแลสุขภาพที่เป็นบทบาทของทุกคน แต่ต้องยอมรับว่าทิศทางของงบประมาณจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องการรักษา

“นโยบายของ สธ. จะมีการส่งเสริมสุขภาพที่ดีเพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก จึงได้มีการสนับสนุนและพยายามหาโมเดลในการดำเนินการเรื่อง Wellness Center ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะในส่วนของสถานพยาบาล แต่จะขยับไปสู่โรงแรม ร้านอาหาร สปา และทุกภาคส่วนต้องบูรณาการร่วมกัน โดยใช้ความเป็นไทยบริหารการท่องเที่ยว ทำให้ทุกคนที่มาประเทศไทยมีความมั่นใจในระบบประกันสุขภาพของไทย ที่สำคัญการมีสุขภาพดีสามารถยกระดับเรื่องเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นได้” นพ.ธงชัย กล่าวในตอนท้าย

‘สามย่าน-ออป’จับมือมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688406

'สามย่าน-ออป'จับมือมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์

‘สามย่าน-ออป’จับมือมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสาวปิยะวัลย์ สร้อยน้อยผู้อำนวยการ สามย่าน โค-ออป ภายใต้การบริหารของ บริษัท เฟรเซอร์สพร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องการดำเนินงานเพื่อสร้างคุณค่าทางสังคม สนับสนุนให้เกิดการแบ่งปันความรู้ และยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ใช้บริการที่เราทำอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อมั่นว่า “มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์” จะเป็นพันธมิตรคอนเทนต์ (Content Partner)รายสำคัญที่ช่วยส่งต่อคุณค่าของสามย่าน โค-ออป ให้เป็นประโยชน์ในวงกว้างยิ่งขึ้น เกิดเป็นระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืน และเป็นโครงการที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนความเท่าเทียมทางการศึกษาของประเทศไทยเชื่อมโยง
ระหว่างผู้ให้และผู้รับ ต่อยอดจากความสำเร็จที่เราช่วยสนับสนุนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ใช้บริการสามย่านโค-ออป กว่า 130,000 คน ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา 

นายสรวิศ ไพบูลย์รัตนากรผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ กล่าวว่ามูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ดำเนินการมากว่า 8 ปี ในบทบาทการเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้และเปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย ปัจจุบันเรามีเครือข่ายอาสาสมัครกว่า 7,772 คน ที่เติมอาวุธเรียบร้อยว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในแวดวงต่างๆ เพื่อมาสอนวิชานอกหลักสูตร ซึ่งล้วนเป็นเนื้อหาที่นักเรียนสนใจ และต้องการเข้าถึงพื้นที่แห่งการเรียนรู้นี้ จนมีนักเรียนผ่านการเรียนกับโครงการแล้วกว่า 3,500 คน ความร่วมมือกับสามย่าน โค-ออป ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาการการศึกษาเช่นเดียวกันในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของทั้ง 2 พาร์ทเนอร์ให้เกิดประโยชน์กับผู้เข้าร่วมโครงการยิ่งขึ้น โครงการ“SSSS 5.5 Career Exploration” จะเป็นความร่วมมืออย่างเต็มรูปแบบครั้งแรก และเราเชื่อมั่นว่าจะมีความร่วมมือที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ด้านการศึกษาร่วมกันอีกอย่างแน่นอน 

โครงการ “SSSS 5.5 Career Exploration” เปิดรับสมัครนักเรียน และอาสาสมัครที่จะเข้าร่วมกิจกรรมแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงปลายเดือนตุลาคม (หรือจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมจากโครงการ) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ Facebook @SaturdaySchoolThailand

เปิดโครงการ‘ส่งความรู้ สร้างความสุข ปี4’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688403

เปิดโครงการ‘ส่งความรู้ สร้างความสุข ปี4’

เปิดโครงการ‘ส่งความรู้ สร้างความสุข ปี4’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อมรินทร์ กรุ๊ป โดยบริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด โดยการสนับสนุนจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเปิดโครงการ“ส่งความรู้ สร้างความสุข ปี 4” โครงการส่งเสริมให้เยาวชนไทยรักและเห็นความสำคัญของการอ่าน โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานในงาน ร่วมด้วย นางระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และ นายประวิช สุขุมผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายกิจการองค์กรประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยกลุ่มโรงเรียนคุ้งบางกะเจ้า ที่กระทรวง
ศึกษาธิการ รวมถึงกลุ่มโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข”ในปี 1-4 ร่วมงานผ่านระบบ Zoom

ปฏิทินการศึกษา : แจ้งความจำนงเข้าร่วมรับปริญญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688404

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ขอเชิญผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา (กทม.) แจ้งความจำนงเพื่อเข้าร่วมพิธีประสาทปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2564ได้ตั้งแต่วันนี้-20 พฤศจิกายน 2565

โดยสแกน QR CODE แจ้งความจำนงเพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมพิธี กรณีนักศึกษาที่ไม่ประสงค์จะเข้าร่วมพิธีประสาทปริญญาบัตร นักศึกษาต้องสแกน QR CODE เพื่อแจ้งไม่ประสงค์เข้าร่วมพิธี โดยมหาวิทยาลัยศรีปทุม (กทม.) กำหนดจัดพิธีประสาทปริญญา แก่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยศรีปทุม ประจำปีการศึกษา 2565 ในระหว่างวันที่ 23-25 ธันวาคม 2565 ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม.(บางเขน) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สำนักงานทะเบียน โทร.02-5791111 ต่อ 1026 และ 1362

‘ครูหื่น’โผล่เชียงใหม่!‘ตรีนุช’เดือดสั่งเช็คบิลเด็ดขาด ถอนใบอนุญาต‘ครูพละ’กาฬสินธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688396

‘ครูหื่น’โผล่เชียงใหม่!‘ตรีนุช’เดือดสั่งเช็คบิลเด็ดขาด ถอนใบอนุญาต‘ครูพละ’กาฬสินธุ์

‘ครูหื่น’โผล่เชียงใหม่!‘ตรีนุช’เดือดสั่งเช็คบิลเด็ดขาด ถอนใบอนุญาต‘ครูพละ’กาฬสินธุ์

วันพุธ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.08 น.

‘ครูหื่น’โผล่เชียงใหม่!‘ตรีนุช’เดือดสั่งเช็คบิลเด็ดขาด ถอนใบอนุญาต‘ครูพละ’กาฬสินธุ์

26 ตุลาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาครูล่วงละเมิดนักเรียน ว่า ศธ.มีนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) ในการสร้างสถานศึกษาปลอดภัยแต่แรกอยู่แล้ว และตนก็ได้เน้นย้ำกับผู้บริหารมาโดยตลอด ส่วนกรณีครูผู้ชายโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 34 จ.เชียงใหม่ ทำอนาจารนักเรียนหญิง ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายลวนลามและคุกคามทางเพศนักเรียน ตนทราบว่าขณะนี้ สพม. 34 เชียงใหม่ ได้สั่งให้ครูคนดังกล่าวมาปฏิบัติหน้าที่ที่ สพม.34 เชียงใหม่ แล้ว พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หากผลการตรวจสอบพบว่าครูรายดังกล่าวทำผิดจริงก็ให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ผู้ปกครองนักเรียนหญิงชั้น ม.1 อายุ 13 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย ที่ถูกครูชายสอนวิชาพลศึกษาล่วงละเมิดทางเพศ ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้ น.ส.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเร็วว่าครูคนดังกล่าวมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูหรือไม่ หากผลการตรวจสอบแล้วพบว่าครูพละคนดังกล่าวมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ก็ให้เข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพครู ถ้าผลการสอบสวนพบว่ากระทำผิดจริง สามารถดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและไม่สามารถเป็นครูได้อีก

“สถานศึกษาปลอดภัยถือเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่ดิฉันได้เน้นย้ำตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง รมว.ศธ. และที่ผ่านมาได้เน้นย้ำกับผู้บริหารหน่วยงานหลัก โดยเฉพาะสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ผู้อำนวยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต้องเข้ามาช่วยกำกับดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ หากมีเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศ และตรวจสอบแล้วว่ามีความผิดจะต้องดำเนินการทางวินัยให้ถึงที่สุดกับผู้กระทำผิด” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ตามที่ รมว.ศธ. มอบหมายให้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ตรวจสอบกรณีนักเรียนหญิงชั้น ม.1 อายุ 13 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ถูกครูชายสอนวิชาพลศึกษา ล่วงละเมิดทางเพศนั้น จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ครูรายดังกล่าวสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย แต่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุรุสภาโดยตรง จึงให้เจ้าหน้าที่สอบถามข้อมูลจากทาง อปท. ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมีมูลและจะต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย ทางคุรุสภาจึงตั้งคณะอนุกรรมการลงพื้นที่สืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอให้คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตฯ จนกว่าคดีจะสิ้นสุด คาดว่าจะได้ข้อสรุปไม่เกิน 1 สัปดาห์นี้

“เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีตามกฎหมาย เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว จะเสนอ กมว.ตั้งกรรมการสอบสวนฯเพื่อพักใบอนุญาตฯ และเมื่อคดีสิ้นสุดแล้ว พบว่ามีความผิดจริง ก็จะดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตฯ ต่อไป ซึ่งกรณีนี้ถือว่ามีความผิดร้ายแรงถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตฯแน่นอน คุรุสภาให้ความสำคัญกับเรื่องจรรยาบรรณครู โดยปัจจุบันมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดทางจรรยาบรรณครู ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ กว่า 1,200 คดี ทั้งจากการร้องเรียนมาที่คุรุสภาโดยตรง และกรณีเกิดเป็นข่าวที่รับรู้ในสังคม แบ่งเป็น คดีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามกฎหมาย และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับการประกอบวิชาชีพ ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ และการประพฤติผิดทางจรรยาบรรณ อย่างไรก็ตามคุรุสภาไม่ได้นิ่งนอนใจจะเร่งดำเนินการพิจารณาโดยเร็วที่สุด” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนอยากให้สถาบันผลิตครูให้ความสำคัญกับการผลิตครูที่มีคุณภาพ ไม่เช่นนั้นจะส่งผลเสียกับสังคม และทำให้วิชาชีพครูเสื่อมเสีย เพราะถ้าปล่อยให้คนที่ไม่ดีมาเป็นครู เท่ากับเป็นการทำร้ายเด็ก อยากให้ช่วยกันแก้ไขเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะไม่อยากให้คนไม่ดีหลุดเข้ามาเป็นครูได้แม้แต่คนเดียว ในส่วนของคุรุสภา จะดำเนินการปรับแก้ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณ และปรับขั้นตอนการพิจารณาเพิกถอนและพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้เร็วขึ้น โดยที่ผ่านมาได้มอบหมายให้ มหาวิทยาลัยบูรพา ทำวิจัยกระบวนการที่เกี่ยวกับการพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตฯ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้เสนองานวิจัยมาให้คุรุสภาแล้ว คาดว่าจะสามารถปรับแก้ระเบียบที่เกี่ยวข้องได้ภายใน 2 เดือน

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีนักเรียนมัธยม แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ทีทถูกครูผู้ชายใช้มือโอบกอดจากทางด้านหลังขณะยืนอยู่ข้างๆ แล้วบีบเอวในลักษณะคุกคามทางเพศนั้น คุรุสภาได้ประสานไปยังนางยุพิน บัวคอม ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ เบื้องต้นรับทราบว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 34 (สพม. 34) เขียงใหม่ ได้ดำเนินการรวบรวมและสืบข้อมูลเป็นที่เรียบร้อย ปรากฎว่าครูดังกล่าว มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จึงสั่งการสำนักจรรยาบรรณและนิติการของคุรุสภาให้เร่งดำเนินการประสานข้อมูลร่วมกับจังหวัดและส่วนงานที่เกี่ยวข้องติดตามเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพฯ อย่างเร่งด่วน หากกรณีดังกล่าวเข้าข่ายมีความผิด คุรุสภา จะตั้งคณะกรรมการสืบสวนต่อไป