งานแสดงเทคโนฯการศึกษา Bett Asia 2022 ผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คน จาก 49 ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687499

งานแสดงเทคโนฯการศึกษา Bett Asia 2022  ผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คน จาก 49 ประเทศ

งานแสดงเทคโนฯการศึกษา Bett Asia 2022 ผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คน จาก 49 ประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

งาน Bett Asia Leadership Summit & Expo ประจำปี ครั้งที่ 6 จัดโดย เบ็ต (Bett) คอมมูนิตี้ด้านเทคโนโลยีการศึกษา ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายในงานมีการจัดแสดงเทคโนโลยีล่าสุดด้านการศึกษาบริเวณโซนเอ็กซ์โป พร้อมการประชุมสุดยอดผู้นำ Leadership Summit หารือถึงโอกาสในอนาคตทางการศึกษา รวมถึงจัดงาน Bett Asia Awards เพื่อมอบรางวัลให้แก่สุดยอดผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้านการศึกษา ณ โรงแรมThe Athenee Hotel เมื่อกลางเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา

Bett Asia 2022 มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน จาก 49 ประเทศ โดยเป็นผู้บริหารและผู้นำด้านการศึกษามากกว่า 700 คน และตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย บรูไน ลาว และมาเลเซีย และภายในงานเอ็กซ์โปของ Bett Asia 2022 มีแบรนด์และบริษัทต่างๆ กว่า 52 แห่งมาจัดแสดงเทคโนโลยีและบริการล่าสุด และโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีการศึกษา (Edtech) โดยตรงจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก อาทิ Microsoft, Lenovo, HP, Zoom และอื่นๆ อีกมากมาย

จุฬาฯ ร่วมกับ Degree Plus เปิดหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687500

จุฬาฯ ร่วมกับ Degree Plus  เปิดหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิต

จุฬาฯ ร่วมกับ Degree Plus เปิดหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างบัณฑิตวิทยาลัย และบริษัท ดีกรีพลัส จำกัด โดยนายวรพล รัตนพันธ์ ผู้จัดการทั่วไป เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิต ภายใต้โครงการบริการวิชาการ การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสหวิทยาการ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือ CUGS Academy : Lifelong Learning and Interdisciplinary Chula longkorn University Graduate School และพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการเรียนรู้แบบ Online, Blended Learning, On-demand และระบบคลัง หน่วยกิต สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (CUGS-CBS)

รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ กล่าวว่า การร่วมมือระหว่างบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ กับบริษัท Degree Plus ครั้งนี้เพื่อต้องการที่จะขยายโอกาสทางการเรียนรู้ทุกช่วงวัยและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้สอดรับกับบริบทการศึกษาโลก และเป็นไปตามกฎกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องระบบ “คลังหน่วยกิตแห่งชาติ” (NCBS) ที่จะเปิดโอกาสให้ได้เชื่อมต่อในเร็ววันนี้ เพราะเป็น Ecosystem ที่สำคัญของกระทรวงฯ ที่ขยายโอกาสให้กับนิสิตนักศึกษาในระบบ Formal,In-Formal และ Non-Formal Education ช่วยให้ผู้เรียนสามารถได้ความรู้ใหม่ๆ ผ่าน Learning Platform ที่หลากหลาย รวมถึงประสบการณ์จริงจากการทำงาน โดยการไม่ผูกขาดองค์ความรู้ที่สำคัญ แม้ว่าผลการเรียนรู้ผลลัพธ์การเรียนรู้ ประสบการณ์การทำงาน ฯลฯ ที่หลากหลาย สามารถผ่านกระบวนการการรับรองจากมหาวิทยาลัย ทั้งประเภท Degree และ Non-Degree ซึ่งขึ้นอยู่กับเกณฑ์และดุลพินิจตามเจตนารมณ์ของกฎกระทรวงฯ และประกาศกระทรวงฯที่กระจายอำนาจ (Decentralized) ไปยังแต่ละสภามหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นการพลิกโฉมอุดมศึกษาครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

สำหรับหลักสูตร CUGS Academy ที่พร้อมเปิดให้เรียน จำนวน 4 หลักสูตร ได้แก่ 1) หลักสูตร
Operations Management 4.0 : Reconfiguring Your Value Chain with Technologies 2) หลักสูตร Digital Business in the Metaverse Era 3) หลักสูตร Mental Wellness: Coping with Stress and Burnout 4) หลักสูตร Healthcare Innovation Development Bootcamp

ลงนามต่อยอดพัฒนากำลังพลด้านวิทย์สุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687490

ลงนามต่อยอดพัฒนากำลังพลด้านวิทย์สุขภาพ

ลงนามต่อยอดพัฒนากำลังพลด้านวิทย์สุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.อุไรพรรณ เจนวาณิชยานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ (มฉก.) และ พญ.จีรวรรณ เวศกิจกุล ผู้รับใบอนุญาตวิทยาลัยอาชีวศึกษาจันทร์รวี จังหวัดเชียงใหม่ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อเพิ่มขยายโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานของประเทศ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีคณะผู้บริหารและคณาจารย์จากทั้งสองสถาบันร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นอธิการบดี คณบดี และผู้บริหารคณะสาธารณสุขศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มฉก. นำชมห้องโลกเสมือนจริง
(VR Zone) Co-Working Space และศูนย์การเรียนรู้ทางการพยาบาล

ศธ เตรียมตั้งงบ 67 เพื่อตั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษ จ.พะเยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687523

ศธ เตรียมตั้งงบ 67 เพื่อตั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษ จ.พะเยา

ศธ เตรียมตั้งงบ 67 เพื่อตั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษ จ.พะเยา

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 17.33 น.

วันที่ 19 ตุลาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  พร้อมคณะผู้บริหาร ศธ. ตรวจเยี่ยมและติดตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ศธ. จ.พะเยา โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ โรจนโสทร ผู้ว่าราชการ จ.พะเยา ในฐานะประธารคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดพะเยา (กศจ.) เข้าร่วมประชุมด้วย ณ โรงเรียนพะเยาพิทยาคม อ.เมือง จ.พะเยา 

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า มาติดตามนโยบายในทุกๆเรื่อง ทั้งเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา  ซึ่งพื้นที่ทำกันอยู่แล้วก็ให้มีความเข้มข้นขึ้น และเน้นย้ำให้ทางโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ดูแลเรื่องปัญหายาเสพติด และแผนเผชิญเหตุหากเกิดปัญหาต่าง ๆขึ้นจะรองรับอย่างไร โดยให้มีการเตรียมความพร้อมมากยิ่งขึ้น 

“และติดตามเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการจัดการศึกษาให้กลุ่มเด็กพิเศษ ซึ่ง ศธ.จะจัดสร้างโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ขึ้นที่ จ.พะเยา ขณะนี้มีการเตรียมพื้นที่ไว้แล้วซึ่งใช้พื้นที่ของโรงเรียนขนาดเล็กที่ยุบรวมไปแล้วก็จะพัฒนาสร้างอาคารเพิ่มเป็นโรงเรียนการศึกษาพิเศษ วันนี้จึงได้มาติดตาม เพื่อเตรียมจัดตั้งงบประมาณปี 2567 มาดูแลให้ตอบโจทย์พื้นที่ที่มีความต้องการของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ เด็กที่อยู่พื้นที่ห่างไกล เด็กพิการให้สามารถเข้าถึงการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเน้นการบูรณาการในพื้นที่ โดยให้ทุกหน่วยงานใน ศธ.และศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) เป็นหน่วยงานหลักในการเชื่อมโยงกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ในการทำงานร่วมกัน และขับเคลื่องโรงเรียนคุณภาพ โรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อจัดการศึกษาให้เหมาะสมตอบโจทย์กับบริบทของแต่ละพื้นที่ให้มากที่สุด” รมว.ศธ. กล่าว 

น.ส.ตรีนุช กล่าวถึงการจัดการศึกษา ระบบทวิศึกษาในจังหวัดพะเยา ว่า ได้จัดตามนโยบายปฏิรูปประประเทศด้านการศึกษาอยู่แล้ว และอยากให้จัดอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายพื้นที่ได้สะท้อนความต้องการว่า เพื่อให้เด็กๆได้เรียนทั้งสายสามัญ และสายอาชีพ จะเป็นทางเลือกให้สามารถประกอบอาชีพ และมีโอกาสทางศึกษาต่อไปได้
 

รับลูกบิ๊กตู่!ตรีนุชสั่งองค์กรหลักหา‘ของขวัญปีใหม่’ให้ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687424

รับลูกบิ๊กตู่!ตรีนุชสั่งองค์กรหลักหา‘ของขวัญปีใหม่’ให้ประชาชน

รับลูกบิ๊กตู่!ตรีนุชสั่งองค์กรหลักหา‘ของขวัญปีใหม่’ให้ประชาชน

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 13.29 น.

รับลูกบิ๊กตู่!ตรีนุชสั่งองค์กรหลักหา‘ของขวัญปีใหม่’ให้ประชาชน

19 ตุลาคม 2565 ที่ จ.เชียงราย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบหมายให้กระทรวงต่างๆไปหามาตรการเพื่อที่จะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในปลายปีนี้  โดยให้นำแนวทางมาเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือนพฤศจิกายน นี้ ว่า ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตนได้มอบหมายให้ผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ. ไปคิดของขวัญปีใหม่ให้ครู นักเรียน และประชาชนแล้ว คิดว่าเร็วๆนี้จะนำเสนอแนวทางต่อ ครม.พิจารณาได้

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้ ตนจะประชุมผู้บริหารของ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อวางแผนคิดโครงการมอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ก่อนนำเสนอให้ รมว. ศธ. พิจารณาต่อไป

มฟล.-ธ.ออมสินหนุน นศ.ร่วมวิสาหกิจกรรมชุมชนจัดโครงการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687418

มฟล.-ธ.ออมสินหนุน นศ.ร่วมวิสาหกิจกรรมชุมชนจัดโครงการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น

มฟล.-ธ.ออมสินหนุน นศ.ร่วมวิสาหกิจกรรมชุมชนจัดโครงการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 13.07 น.

วันที่ 19 ต.ค.65 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) โดยส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม (MFii) ร่วมกับ ธนาคารออมสินภาค 9 จัดกิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ประจำปี 2565 ภายใต้โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษา 5 ทีม ได้นำเสนอผลการดำเนินโครงการย่อยในการเพิ่มมูลค่าภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชุน 5 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และยังมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจาก มฟล.เป็นที่ปรึกษาให้อีกด้วย 

ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดี มฟล. ให้เกียรติกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งยังมี นางสาวปรียาธรณ์ เมืองมา ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารออมสินภาค 9, นายฐากร กันทะบัวตอง ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารออมสิน สาขามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, ดร.ชลิดา ธนินกุลภรณ์ หัวหน้า MFii พร้อมด้วยตัวแทนวิสาหกิจกรรมชุมชน เข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้นำเสนอโครงการย่อยฉบับสมบูรณ์กับคณะกรรมการ ณ ห้อง M for U อาคาร M-Square มฟล.

ศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดี มฟล. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีพันธกิจที่จะส่งเสริมการศึกษาวิจัย เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ ในการพัฒนาชุมชนและสังคม ด้วยความเชื่อมั่นว่าการเสริมสร้างให้ชุมชนและสังคม เข้มแข็งและปลอดภัย เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้มีความมั่นคง และมีความมุ่งมั่นในการสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการปลูกป่าสร้างคน โดยมุ่งหวังให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นขุมพลังทางปัญญาของสังคม ที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญ ที่จะขับเคลื่อนให้ชุมชนและสังคมมีความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน”

“สำหรับโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้ตระหนักถึงความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามแนวทางของรัฐบาลและธนาคารออมสิน จึงได้มีแนวทางการบูรณาการภูมิปัญญาของท้องถิ่น ร่วมกับวิทยาการสมัยใหม่ของสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างกระบวนการในการเสริมสร้างและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถของกลุ่มองค์กร ชุมชน กลุ่มโอท็อป และกลุ่มอาชีพ ที่มีศักยภาพให้มีรายได้เพิ่มขึ้น มีศักยภาพแข่งขันในตลาด มีระบบบริหารจัดการที่ดี”

“และประเด็นสำคัญคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จะได้มีความรู้กว้างขวาง ไม่เฉพาะเนื้อหาในบทเรียน สามารถเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และทำงานร่วมกับชุมชน เกิดความเข้าใจ หวงแหน สานต่อเอกลักษณ์และคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น เกิดกระบวนการการเรียนรู้นอกห้องเรียน ตลอดจนผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว คือชุมชนสามารถก้าวเดินต่อไปได้ด้วยตนเอง อย่างมั่นคงและยั่งยืน” รองอธิการบดี มฟล. กล่าว

โดยผลการประกวดการนำเสนอโครงการ มีดังนี้

1. รางวัลชนะเลิศ ทีม What’s up ร่วมกับ วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกสับปะรดอำเภอเมืองเชียงราย

2. รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ทีม CBT ร่วมกับ วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิถีชุมชน ณ บ้านนอก

3. รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีมขะมุขิคิ ร่วมกับ วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกอ้อยอินทรีย์เชียงรายและสมุนไพร

4. รางวัลชมเชย ทีมพรนับพัน ร่วมกับ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวพุทธเกษตรอินทรีย์ บ้านสันป่าเหียง

5. รางวัลชมเชย ทีมคิมิโนโต๊ะ ร่วมกับ วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเพื่อสังคมเชียงแสน

‘ตรีนุช’นำผู้บริหารติดตามนโยบาย โรงเรียนชายแดน ริมโขงเชียงราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687415

'ตรีนุช'นำผู้บริหารติดตามนโยบาย โรงเรียนชายแดน ริมโขงเชียงราย

‘ตรีนุช’นำผู้บริหารติดตามนโยบาย โรงเรียนชายแดน ริมโขงเชียงราย

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 12.53 น.

“ตรีนุช”นำผู้บริหารติดตามนโยบาย โรงเรียนชายแดนริมโขง จ.เชียงราย ชูราชประชานุเคราะห์ 15 เป็นต้นแบบขยายผล

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)พร้อมนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา  รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) และคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

โดยจุดแรก ตรวจเยี่ยมโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15 (เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท) และโรงเรียนศาสตร์พระราชา (วิทยาเขตกู่เต้า) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

น.ส.ตรีนุช เปิดเผยว่า โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15 ถือเป็นโรงเรียนตัวอย่างที่สามารถจัดการศึกษาลดความเหลื่อมล้ำให้นักเรียนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่อยู่ห่างไกลและเด็กด้อยโอกาสให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา จุดเด่นของโรงเรียนแห่งนี้ คือการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการพหุปัญญา ที่มีความหลากหลาย มีความทันสมัย ส่งเสริมเรื่องอาชีพ โดยร่วมกับเครือข่ายอาชีวะศึกษาในพื้นที่ คือวิทยาลัยการอาชีพเวียงเชียงรุ้ง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดการศึกษาแบบทวิศึกษา ให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

โดยการจัดการศึกษาแบบทวิศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน เช่น สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ บัญชี เป็นต้น ทำให้เด็กสามารถนำความรู้ที่ได้มาไปสร้างอาชีพได้  และมีทางเลือกในการเรีนต่อที่หลากหลาย เพราะเด็กจะได้รับวุฒิการศึกษา 2 วุฒิ สามารถไปต่อยอดสายสามัญ และสายอาชีพได้ 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า สำหรับจุดเด่นสำคัญของโรงเรียนอีกอย่างหนึ่ง คือ มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน การทดสอบนักเรียน จัดทำระบบข้อมูลด้านความปลอดภัยของนักเรียน นำเทคโนโลยมาใช้ในการยื่นวิทยฐานะของครู และการบริหารจัดการผ่านระบบ E-School Master เป็นการลดการใช้กระดาษ Paper Less สอดคล้องกับนโยบายสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐบาล จะเห็นได้ว่าเมื่อโรงเรียนนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ทำให้กระบวนการจัดการศึกษามีความรวดเร็วขึ้น มีความหลากหลาย และตอบสนองความต้องการของเด็กมากขึ้น ทำให้ครูมีเวลาโฟกัสไปที่การจัดการเรียนการสอนให้เด็กเพิ่มมากขึ้นด้วย การจัดการศึกษายึดเด็กเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ที่สำคัญที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน นอกจากนี้ โรงเรียนยังให้ผู้สูงอายุเข้ามาเรียนและสร้างอาชีพของตนได้ด้วย 

‘โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15  ถือเป็นโรงเรียนต้นแบบในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส และเป็นต้นแบบของการจัดการศึกษาที่กล้าเปลี่ยนแปลง เพราะโรงเรียนได้จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาที่มีความหลากหลาย และมีศาสตร์พระราชา เพื่อตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะปัจจุบันทางเลือกของการศึกษามีมากขึ้น การเรียนอาจจะไม่มุ่งสู่มหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะเน้นทำให้เด็กสามารถประกอบอาชีพได้ และเน้นการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ให้เด็กคิดเป็น ลงมือปฏิบัติจริง สามารถจับต้องอาชีพที่ตนสนใจได้โดยตรง ทั้งนี้ ทราบว่า โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15 มีโรงเรียนเครือข่ายในพื้นที่ จ.เชียงราย 60 กว่าแห่ง ซึ่งดิฉันได้หารือกับผู้บริหารโรงเรีนน และผู้ที่เกี่ยวข้องว่าขณะนี้ ศธ.มีโรงเรียนในสังกัดจำนวนมาก จะสามารถขยายผลอย่างไร เพื่อให้โรงเรียนที่มีบริบทใกล้เคียงกัน นำการจัดการศึกษาของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15 ไปปรับใช้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาต่อไป’ รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.)กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ซึ่งดูแลจัดการศึกษาให้กับเด็ก ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มแรกเด็กที่มีความสามารถพิเศษที่จะมีกลุ่มโรงเรียนเฉพาะ เช่น กลุ่มโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย กลุ่มโรงเรียนกาญจนาภิเษก รวมถึงโรงเรียนดังหรือ โรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง กลุ่มที่ 2 เด็กปกติทั่วไปที่จะมีโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามปกติ

สำหรับเด็กทั่วไปและกลุ่มที่ 3 เด็กด้อยโอกาส เด็กพิการ ก็จะมีสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ(สศศ.) ดูแลโดยมีโรงเรียนพิเศษเฉพาะทาง ได้แก่ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนเฉพาะความพิการ โดยเด็กกลุ่มที่ 3นี้ เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษในเรื่องของการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้มีอาชีพ มีรายได้ เพียงพอที่จะก้าวข้ามความด้อยโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำไปได้. 012

‘แหว่งกลาง-เปราะบาง’ ครอบครัวไม่มั่นคง..เด็กเคว้ง!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687275

‘แหว่งกลาง-เปราะบาง’  ครอบครัวไม่มั่นคง..เด็กเคว้ง!

‘แหว่งกลาง-เปราะบาง’ ครอบครัวไม่มั่นคง..เด็กเคว้ง!

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ถ้าหากไปดูว่าครอบครัวเปราะบางคืออะไร ซึ่งจะพบว่าส่วนใหญ่จะให้คำนิยามว่าเปราะบางที่มาจากสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตใจ เปราะบางจากความยากจน การถูกตีตราจากสังคม และเปราะบางที่มาจากประวัติในอดีต ทว่า เรื่องของการย้ายถิ่นเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ โดยอีกมุมทำให้มีประโยชน์กับเศรษฐกิจในครัวเรือน แต่อีกมุมจะทำมาซึ่งความเปราะบางหรือไม่ เพราะมีคนที่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง และเรื่องการย้ายถิ่นยังส่งต่อรุ่นต่อรุ่น ซึ่งในครอบครัวแหว่งกลางรุ่นปู่ย่าอาจจะเป็นผู้ย้ายถิ่นมาก่อนและส่งต่อถึงรุ่นลูก จึงทำให้รุ่นปู่ย่าต้องเลี้ยงดูรุ่นหลาน”

ผศ.ดร.สร้อยมาศ รุ่งมณี อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วยอึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในวงเสวนา (ออนไลน์) “คิด for คิดส์ Research Roundup 2022 : พลวัตของครอบครัวเปราะบางในสังคมไทยในสถานการณ์โควิด-19” เมื่อเร็วๆ นี้ ถึง “ครอบครัวแหว่งกลาง” อันหมายถึงครอบครัวที่รุ่นพ่อแม่หายไป และคนรุ่นลูกอาศัยกับปู่ย่าตายาย ซึ่งครอบครัวประเภทนี้เพิ่มขึ้นมาในระยะหลังๆ ตามการสำรวจระหว่างปี 2530-2556

กล่าวคือ ในขณะที่ครอบครัวขยายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26.5 เป็นร้อยละ 35.7 แต่ในกลุ่มครอบครัวขยายร้อยละ 2.1 เป็นครอบครัวแหว่งกลาง หรือคิดเป็นถึง 1.4 ล้านครัวเรือน ขณะเดียวกัน ยังมีความเปราะบางที่มีการทับซ้อนด้วย ซึ่งใน 1 ครอบครัวอาจไม่ได้มีความเปราะบางประเภทใดประเภทหนึ่ง โดยจากการลงพื้นที่วิจัยในจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีผู้ย้ายถิ่นจำนวนมากอันดับต้นๆ ของไทย นอกจากนี้ยังลงพื้นที่จังหัดพิษณุโลกที่เป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท และยังลงพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดตาก ที่มีกลุ่มแรงงานข้ามชาติอีกด้วย

พบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ครอบครัวไทยมีความหลากหลาย-ซับซ้อน-ลื่นไหล เมื่อไปดูครัวเรือนพื้นที่ย้ายถิ่นจึงคำถามว่า “จะรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างไร?” ซึ่งพบว่ามีความซับซ้อนและไม่ค่อยมีความสมบูรณ์ในครอบครัว ที่ไม่สามารถให้คำจำกัดความได้ และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น ไม่ได้เป็นครอบครัวแหว่งกลาง
(ปู่ย่าตายายเลี้ยงลูกแทนพ่อแม่) ตลอดไปและไม่ได้เป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว (พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเลี้ยงลูกเพียงลำพัง) ตลอดไป ฉะนั้นความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงข้ามเวลาและข้ามพื้นที่ด้วย

2.ความแหว่งกลางในครอบครัวอาจจะไม่ได้ถูกเติมเต็ม เมื่อพูดถึงครอบครัวแหว่งกลางมักนึกถึงการแหว่งหรือการแยกจาก แต่ว่าในสถานการณ์จริงครอบครัวจำนวนมาก มีการย้ายถิ่นกลับมาอยู่รวมกัน โดยเฉพาะช่วงหลัง
โควิด-19 จะพบเจอกับแรงงานกลับบ้านเป็นภาพที่ดูเหมือนครอบครัวจะถูกเติมเต็มอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน แต่จริงๆ กลับยิ่งแหว่งกว่าเดิม

เช่น ผู้ที่ย้ายออกจากครัวเรือนกลับไปแล้วมีปัญหาสุขภาพกาย จิตใจ และติดยาเสพติด จะยิ่งทำให้แหว่งกว่าเดิม
รวมไปถึงพ่อแม่ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกมาและออกจากบ้านไปเป็นเวลานาน เวลากลับมาความสัมพันธ์ในครอบครัวจะไม่เหมือนเดิม และ 3.ไม่รู้ว่าจะนิยามครอบครัวแรงงานข้ามชาติว่าอย่างไร ครอบครัวดังกล่าวอยู่กับสังคมไทยมานานถึง 2-3 ทศวรรษ แต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในแง่ของความเป็นครอบครัวมากนักเมื่อเทียบกับในมุมของความเป็นแรงงาน

“เนื่องจากบางครอบครัวอยู่ไทยมา 3 รุ่น ซึ่งรุ่นปู่ย่า รุ่นพ่อแม่ และรุ่นลูก เกิดมาคนละที่กันและสถานภาพไม่เหมือนกัน โดยบางทีอยากกลับไปที่บ้านเกิดแล้วแต่กลับไม่ได้เพราะสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตัดสินใจง่ายๆ ว่าจะอยู่หรือจะไป เพราะว่าการตัดสินใจของครอบครัวแรงงานข้ามชาติขึ้นอยู่กับครอบครัวด้วย โดยทั้งหมดของงานวิจัยจะพบว่าผู้ย้ายถิ่นหรือผู้ที่อยู่ในงานวิจัยเป็นการเคลื่อนไหวย้ายกันที่ทำเพื่อครอบครัว ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือนไทยและครัวเรือนแรงงานข้ามชาติ” ผศ.ดร.สร้อยมาศ ระบุ

ขณะที่ บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ขยายความประเด็นครอบครัวแหว่งกลางต่อไปอีกว่า “เมื่อพูดถึงปัญหาของครอบครัวแหว่งกลางซึ่งพ่อแม่ไม่สามารถที่จะดูแลได้อย่างเต็มที่ โดยทั่วไปมักเข้าใจว่าความแหว่งกลางคือพ่อแม่ไม่อยู่ ซึ่งเกิดจากการที่ไปหารายได้ต่างพื้นที่” ไม่ว่าจะเป็นต่างเมืองหรือต่างประเทศ แต่จากการศึกษาพบว่า“ความแหว่งกลางซับซ้อนมากกว่านั้น” เช่น บางทีพ่อแม่ของเด็กไม่ได้ย้ายถิ่นไปไหน แต่มีปัญหาเรื่องของคดีอาชญากรรมที่ต้องจำคุก ปัญหาติดยาเสพติดเรื้อรัง ปัญหาติดการพนัน

หรือมีหนี้สินรุงรังที่ไม่สามารถอยู่ดูแลเด็กได้ ยิ่งเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ขึ้นมาจนปัจจุบัน จึงทำให้เป็นปัญหาต่อเนื่องและทับซ้อนขึ้นจากเดิม นอกจากนี้ประเด็นที่น่าสนใจคือ “การเข้าถึงการศึกษาของกลุ่มเด็กที่อยู่ในครอบครัวเปราะบางทับซ้อน” พบว่า “ปัญหาไม่ใช่การเข้าถึงการศึกษาไม่ได้แต่คือการเตรียมพร้อมในชีวิตประจำวันที่ผู้ปกครองไม่สามารถจัดการได้ ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและต่อเนื่อง” ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก

“บางครอบครัวพ่อแม่ติดยาเสพติดหรือปู่ย่าตายายมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ที่ไม่สามารถพาลูกหลานไปโรงเรียนได้ทั้งที่โรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กอยู่ใกล้ที่พักมาก บางรายอาศัยในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ถนนเข้า-ออกไม่สะดวก หรือเวลาฝนตกน้ำท่วมทำให้ไปโรงเรียนไม่ได้ ฉะนั้นปัญหาเป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน พ่อแม่ที่เป็นแรงงานรับจ้างต้องส่งลูกตอนเช้าแต่ตอนเย็นไปรับไม่ได้ ทำให้ภาระตกอยู่ที่โรงเรียน” บุศรินทร์ กล่าว

สอดคล้องกับ ผศ.ดร.วาสนา ละอองปลิว วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกเล่าเรื่องราวที่พบจากการลงพื้นที่ อาทิ 1.ในพื้นที่บ้านครก ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก พบครอบครัวที่แม่ของเด็กมีลูก 3 คนมีอายุ 3 ขวบ 6 ขวบ และ 20 ปี โดยเป็นเด็กที่มีพ่อคนละคน และลูกคนเล็กคลอดในขณะที่จำคุกเพราะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะฉะนั้นเด็กจึงถูกส่งให้อยู่ในการดูแลของยาย แต่ยายก็มีฐานะยากจนเช่นกันและมีปัญหาสุขภาพด้วย ซึ่งต้องพึ่งพิงรายได้จากสามีใหม่ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเด็ก

และแม้ในเวลาต่อมาแม่ของเด็กจะพ้นโทษออกมาแล้ว แต่ไม่สามารถที่จะดูแลลูกๆ ได้เนื่องจากยังมีพฤติกรรมใช้ยาเสพติด โดยสิ่งที่เด็กเผชิญความเปราะบางคือสุขภาวะของเด็กต่ำกว่าโภชนาการ ซึ่งมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวและเด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ “ทั้งที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่มีศูนย์เด็กเล็กที่ห่างจากบ้านเพียง 1 กิโลเมตร แต่ไม่มีคนที่จะพาเด็กไปที่ศูนย์เด็กเล็ก” อนึ่ง บางครั้งแม่จะพาลูกออกไปข้างนอกด้วย ซึ่งสุ่มเสี่ยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

เมื่อดูถึงสวัสดิการที่เด็กได้รับพบว่า สวัสดิการที่เด็กและผู้ปกครองได้รับ เป็นสวัสดิการพื้นฐานต่างๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนบุตร สิทธิบัตรสุขภาพถ้วนหน้า และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งคนเหล่านี้เข้าถึงสิทธิการเรียนฟรีที่ อบต. จัดให้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียน อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กอายุ 6 ขวบในครอบครัวนี้ ทาง อบต. ได้ประสานงานทีมสหวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์เข้าไปช่วยเหลือและปัจจุบันเด็กคนดังกล่าวอยู่ในการดูแลของบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพิษณุโลก

2.ในพื้นที่บ้านหัวทุ่ง ต.บ้านใหม่พัฒนา อ.เกาะคง จ.ลำปาง ครอบครัวนี้เป็นเด็กที่อาศัยกับยายและพ่อแม่แยกทางกัน พ่อเด็กขาดการติดต่อขณะที่แม่ย้ายถิ่นไปต่างจังหวัด ซึ่งแม่เด็กไม่สามารถสนับสนุนทางการเงินให้กับเด็กและยายได้ อีกทั้งเด็กมีปัญหาด้านพัฒนาการและเป็นออทิสติกที่จำเป็นต้องการดูแลเป็นพิเศษ เมื่อดูสวัสดิการที่เด็กและครอบครัวได้รับ พบว่าเป็นสวัสดิการพื้นฐานต่างๆ ของรัฐ เช่น
เบี้ยยังชีพคนพิการ เรียนฟรี และสิทธิบัตรสุขภาพถ้วนหน้า แต่สวัสดิการที่เข้าถึงไม่เพียงพอสำหรับเด็กที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ

“เมื่อดูความเปราะบางทั้ง 2 กรณีดังกล่าว พบว่า ภาระในการดูแลเด็กถูกวางไว้บนบ่าครอบครัว ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็ก แต่ว่าภาระในดูแลเด็กไม่ควรจะอยู่ที่ครอบครัวโดยที่หน่วยงานอื่นๆ ไม่ได้ให้การช่วยเหลือ จากครอบครัวที่ศึกษาทั้งหมดจะพบว่า คนในรุ่นพ่อแม่ของเด็กเกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่น และหลายกรณีที่สายสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพ่อแม่ที่ย้ายถิ่นหายไป ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก

และคนรุ่นพ่อแม่จำนวนหนึ่งไม่ได้ให้การสนับสนุนต่อการดูแลเด็กและคนรุ่นปู่ย่าตายาย ในส่วนของชุมชนพบว่ามีชุมชนในไทยที่มีความเข้มแข็งและมีศักยภาพในการดูแลกลุ่มเปราะบางแต่ก็มีชุมชนไม่น้อยที่มีศักยภาพน้อยจนไม่สามารถดูแลกลุ่มเปราะบางได้” ผศ.ดร.วาสนา กล่าว

ผศ.ดร.วาสนากล่าวต่อว่า ในส่วนของโรงเรียนซึ่งส่วนใหญ่เด็กจะใช้เวลาที่โรงเรียนค่อนข้างมาก ซึ่งโรงเรียนสามารถมีส่วนในการพัฒนาเด็กและแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาทางพฤติกรรม เป็นต้น ซึ่งข้อค้นพบในงานวิจัยในพื้นที่พบว่า มีเด็กจำนวนหนึ่งที่ครูสังเกตว่ามีปัญหาทางพฤติกรรมและต้องการความช่วยเหลือ ครูจึงประสานงานกับผู้ปกครองและนักจิตวิทยาเพื่อหาทางแก้ไข ซึ่งค่อนข้างจะช่วยเหลือเด็กได้ แต่ปัญหาคือภาระที่ครูต้องทำขึ้นอยู่กับโรงเรียน ฉะนั้นบางโรงเรียนให้ความสำคัญมาก บางโรงเรียนอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว

ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในปัจจุบันพบว่ามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก ในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ช่วยดูแลเด็กในพื้นที่ แต่บทบาทสำคัญยังไม่เพียงพอ ถึงแม้ อปท.มีความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเปราะบางแต่อำนาจหน้าที่ในการดูแลกลุ่มเปราะบางค่อนข้างน้อย ถ้าหาก อปท. สามารถเข้ามามีบทบาทเชิงรุกในการแก้ปัญหาจะเป็นการแก้ปัญหาค่อนข้างด

“จากปัญหากลุ่มเปราะบางที่ได้ศึกษา ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาดูแลในเรื่องการจัดสวัสดิการในการดูแลเด็กซึ่งปัจจุบันอาจจะไม่มีกลไกในการดูแลเด็กที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษที่ดีพอนอกจากนี้การดูแลเด็กไม่สามารถแยกออกได้จากความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว เพราะฉะนั้นการส่งเสริมให้พ่อแม่สามารถที่จะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ” ผศ.ดร.วาสนา ฝากทิ้งท้าย

‘วิศวะมหิดล’จับมือ‘ม.จอนส์ ฮอปกินส์’ พัฒนางานวิจัยเครื่องมือ-หุ่นยนต์การแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687274

‘วิศวะมหิดล’จับมือ‘ม.จอนส์ ฮอปกินส์’  พัฒนางานวิจัยเครื่องมือ-หุ่นยนต์การแพทย์

‘วิศวะมหิดล’จับมือ‘ม.จอนส์ ฮอปกินส์’ พัฒนางานวิจัยเครื่องมือ-หุ่นยนต์การแพทย์

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะวิศกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขับเคลื่อนความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัย จอนส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University : JHU) รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการ Reinventing University: Mahidol Medical Robotics Platform โดยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการสัมมนาหุ่นยนต์ทางการแพทย์ พร้อมทั้งหารือความร่วมมือในโครงการวิจัยและพัฒนาแลกเปลี่ยนบุคลากร ณ ศูนย์วิจัยหุ่นยนต์ทางการแพทย์ LCSR ม.จอนส์ ฮอปกินส์

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เมื่อ 19 ปีก่อน ตนเคยศึกษาปริญญาเอกด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์ที่ ม.จอนส์ ฮอปกินส์ แห่งนี้ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีประวัติการก่อตั้งมากว่า 146 ปี โดยมีบทบาทสำคัญในโลกวิทยาการและเป็นเสาหลักในการต่อสู้กับวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 อันเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก

ซึ่งการเดินทางมามหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทย-สหรัฐฯ โดยได้รับเชิญให้มาบรรยายในหัวข้อ Medical Robotics เรื่อง Toward Medical Robotics Industry at Mahidol University ซึ่งมีนักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์และผู้สนใจเข้าร่วมงาน นับเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ในการก่อตั้งและพัฒนาศูนย์เครือข่ายวิจัยหุ่นยนต์และ
ชีวการแพทย์ BATH LAB แห่งแรกในประเทศไทยและวิจัยหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญในการช่วยแพทย์ผ่าตัด

เพิ่มประสิทธิภาพต่อการบำบัดรักษาผู้ป่วย การติดต่อสื่อสารกับผู้ป่วย และพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)
ในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างนวัตกรรมอุปกรณ์การแพทย์ในการฝ่าฟันอุปสรรคช่วงวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 เพื่อคุณภาพชีวิต และระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง สามารถช่วยป้องกันการสูญเสียชีวิตของประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์

“นอกจากนี้ ยังมุ่งมองถึงภารกิจในระยะยาวของการพัฒนาศูนย์วิจัยหุ่นยนต์ทางการแพทย์ในประเทศไทย ที่จะเป็นระบบนิเวศสำคัญในการบ่มเพาะบุคลากรของประเทศ ยกระดับดิจิทัลเฮลแคร์ในยุค 5G-6G และส่งเสริมอุตสาหกรรมอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงมากขึ้นและได้มีส่วนร่วมเป็นพลังในการดูแลป้องกันสุขภาพเชิงรุก” รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าว

สำหรับงานขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล ได้หารือความในโครงการวิจัยและพัฒนาแลกเปลี่ยนบุคลากร ร่วมกับ ศ.รัสเซล เทย์เลอร์ (Russell Taylor) ผู้อำนวยการศูนย์หุ่นยนต์ทางการแพทย์ LCSR และคณาจารย์ ประกอบด้วย ศ.หลุยส์ วิทคอมบ์ (Louis Whitcomb) ศ.ปีเตอร์ คัสซันซิเดส (Peter Kazanzides) ศ.จูเลียน ไอออดาชิตา (Julian Iordachita) ศ.แอกเซล ไครเกอร์ (Axel Krieger) และ ศ.จิน ซอบ คิม (Jin Seob Kim)

ทั้งนี้ ม.จอนส์ ฮอปกินส์ นับเป็นต้นแบบของมหาวิทยาลัยวิจัยขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงโดดเด่นในด้านการแพทย์ วิศวกรรมชีวการแพทย์ สาธารณสุข และการพยาบาล รวมถึงมีสถาบันชั้นนำระดับโลกในสาขาอื่นด้วย อาทิ สถาบันการดนตรีพีบอดี และสถาบันศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกทั้งเป็นมหาวิทยาลัยที่ครองอันดับ 1 ด้านการทุ่มเทงบประมาณการวิจัยและพัฒนาในสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ และวิศวกรรมศาสตร์มาเป็นเวลา 30 ปี ต่อเนื่องกัน และเป็นสถาบันที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

วช. หนุนนักวิจัย มก. เร่งศึกษาคาดการณ์ปริมาณน้ำ ลุ่มเจ้าพระยา ล่วงหน้า 2 สัปดาห์ เตรียมรับมืออุทกภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687261

วช. หนุนนักวิจัย มก. เร่งศึกษาคาดการณ์ปริมาณน้ำ ลุ่มเจ้าพระยา ล่วงหน้า 2 สัปดาห์ เตรียมรับมืออุทกภัย

วช. หนุนนักวิจัย มก. เร่งศึกษาคาดการณ์ปริมาณน้ำ ลุ่มเจ้าพระยา ล่วงหน้า 2 สัปดาห์ เตรียมรับมืออุทกภัย

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.52 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนให้ ผศ.ดร.จุติเทพ วงษ์เพชร นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เร่งดำเนินการวิจัยคาดการณ์ปริมาณน้ำล่วงหน้า 2 สัปดาห์ รับมืออุทกภัย จากเหตุการณ์หลังปริมาณฝนสะสมทำให้ในช่วงแรกของเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาหลายพื้นที่มีน้ำท่วมขัง และในช่วงหลังของเดือนตุลาคม เกิดอุทกภัยจากปริมาณฝนร่วมกับน้ำล้นตลิ่งตามมา ในพื้นที่จังหวัดภาคกลางตอนกลาง และตอนล่าง

 ผศ.ดร.จุติเทพ วงษ์เพชร เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและบริเวณภาคกลาง  ในปัจจุบัน (โดยได้รับการสนับสนุนจาก วช. จากงบประมาณงบการบริหารทุนโครงการวิจัย Co-Run Co-Run ในแผนงานวิจัยเข็มมุ่งด้านการจัดการน้ำ ปีที่ ๒ ที่มีรศ ดร สุจริต คูณธนกุลวงศ์เป็นประธานแผนงานฯ)  เริ่มตั้งแต่งานวิจัยการคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 2 สัปดาห์ และ 3 เดือน เพื่อนำไปสู่แบบจำลองการคาดการณ์ปริมาณน้ำท่า โดยประยุกต์ใช้การพยากรณ์ฝนดังกล่าวกับแบบจำลองน้ำฝน-น้ำท่า DWCM-AgWU เพื่อเป็นข้อมูลที่สนับสนุนการตัดสินใจสำหรับการบริหารจัดการน้ำในช่วงวิกฤตอุทกภัยที่เกิดขึ้น และช่วยในคาดการณ์ปริมาณน้ำท่ารายวันล่วงหน้า 7 วัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงเวลานี้

จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำท่าล่วงหน้า 7 วัน ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ผลปรากฏว่า ข้อมูลฝนที่พยากรณ์ภายใต้แผนงานรวิจัยเข็มมุ่งด้านการบริหารจัดการน้ำ มีผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับข้อมูลปริมาณน้ำท่าตรวจวัด ปริมาณฝนปีนี้ และน้ำท่าเฉลี่ยน้อยกว่าปี 2554 ปริมาณน้ำท่าที่ไหลสู่เขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับปริมาณน้ำท่าที่สถานีตรวจวัดน้ำท่า C.2 (นครสวรรค์) ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวสามารถนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ปัจจุบันได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล จำเป็นต้องมีการอัพเดตข้อมูลทุกวันเนื่องจากช่วงเวลานี้ อาจมีความแปรปรวนของปริมาณฝน ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำท่าที่ค่อนข้างมาก