กองทัพเรือจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลวันคล้ายวันสวรรคต ‘ในหลวง ร.9’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686074

กองทัพเรือจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลวันคล้ายวันสวรรคต 'ในหลวง ร.9'

กองทัพเรือจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลวันคล้ายวันสวรรคต ‘ในหลวง ร.9’

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 15.23 น.

กองทัพเรือ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

วันที่ 12 ต.ค.65 กองทัพเรือได้จัดให้มีพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2565 ในพื้นที่ต่างๆ ของกองทัพเรือ ซึ่งในส่วนของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จัดพิธีทำบุญตักบาตรพระภิกษุและสามเณรจำนวน 89 รูปพิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 

โดยในเวลา 07.10 น. พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระภิกษุและสามเณร โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร จำนวน 45 รูป วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร จำนวน 20 รูป และวัดชิโนรสารามวรวิหาร จำนวน 24 รูป รวมทั้งสิ้น จำนวน 89 รูป ณ ลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ โดยมี นางจตุพร  ชมเชิงแพทย์  นายกสมาคมภริยาทหารเรือ และคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือพร้อมภริยา เข้าร่วมพิธี

ต่อมาในเวลา 08.10 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ และ นายกสมาคมภริยาทหารเรือ ได้นำคณะนายทหาร ชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือพร้อมภริยา ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดชิโนรสารามวรวิหาร โดยมีพระราชปัญญารังสี (วีระเวส  สุวีโร) เจ้าอาวาสวัดชิโนรสารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

จากนั้นในเวลา 09.10 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ 

ในเวลา 10.30 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ นายกสมาคมภริยาทหารเรือ คณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ของกองทัพเรือพร้อมภริยา รวมทั้งกำลังพลจิตอาสาในส่วนของกองทัพเรือ ได้เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ณ วัดเครือวัลย์วรวิหาร โดยสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในอุโบสถ และกราบนมัสการพระพรหมวิสุทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์วรวิหาร จากนั้นพัฒนาและทำความสะอาดบริเวณวัด อันเป็นการสนองพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการดำเนินการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนการสร้างความกินดีอยู่ดี และการเสียสละเพื่อส่วนรวมให้กับประชาชนในทุกด้าน รวมทั้งเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณ แผ่ไพศาลต่อปวงชนชาวไทยมากมายเหลือคณานับ กองทัพเรือนับเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ทรงมีพระราชดำริให้กองทัพเรือสร้างเรือยนต์รักษาฝั่งไว้ใช้ได้เองโดยไม่ต้องจัดหาจากต่างประเทศ ซึ่งในปี พ.ศ.2510 กรมอู่ทหารเรือ กองทัพเรือ สามารถสร้างเรือยนต์รักษาฝั่งได้จำนวน 1 ลำ คือ เรือ ต.91 โดยพระองค์ได้พระราชทานคำแนะนำในการสร้างเรื่อยมาจนกระทั่งการต่อเรือเสร็จสมบูรณ์ และสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้พระองค์ได้มี

พระราชดำรัสที่สำคัญตอนหนึ่งว่า “บรรดาเรือรบที่ใช้ในราชการ เป็นเรือที่สั่งทำจากต่างประเทศ การที่ราชการกองทัพเรือสามารถเริ่มการต่อเรือยนต์รักษาฝั่งขึ้นใช้ในราชการได้เช่นนี้ จึงควรเป็นที่น่ายินดี และน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง นับว่าเป็นความเจริญก้าวหน้าของกองทัพเรือ” 

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสนพระทัยและทรงเอาใจใส่ต่อกองทัพเรือเป็นอย่างยิ่ง ดังพระราชดำรัสของพระองค์ที่ว่า “เรือรบขนาดใหญ่มีราคาแพง และมีค่าใช้จ่ายปฏิบัติงานสูง กองทัพเรือจึงควรใช้เรือที่มีขนาดเหมาะสม และสร้างได้เอง ซึ่งเมื่อสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.91 ได้แล้ว ควรขยายแบบเรือให้ใหญ่ขึ้น และสร้างเพิ่มเติม” กองทัพเรือจึงได้น้อมรับใส่เกล้าฯ และนำไปดำเนินการจนเกิดเป็นโครงการเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.991 ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติของกองทัพเรือ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา 

อนึ่ง พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในด้านการต่อเรืออย่างยอดเยี่ยม ทรงเล่าถึงประสบการณ์ต่าง ๆ และปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่กองทัพเรือต่อเรือ ต.91 ตลอดจนสภาพท้องทะเลในอ่าวไทย ซึ่งมีผลต่อการใช้เรือ ที่สำคัญคือ พระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยให้แก้ไขแบบลายเส้น และรูปทรงของเรือ ซึ่งผลที่ได้จากการคำนวณเป็นไปตามที่ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยไว้ กล่าวคือ เมื่อเปรียบเทียบกับผลการคำนวณเดิม ปรากฏว่า เรือ ต.991 มีความเร็วเพิ่มขึ้น และประหยัดเชื้อเพลิงได้ร้อยละ 6 ทั้งนี้ กองทัพเรือได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จฯ ไปทรงวางกระดูกงูเรือ ต.991 ที่กรมอู่ทหารเรือด้วยพระองค์เอง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเรือชุดถัดไป 

หลังจากนั้นในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2550 พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเป็นประธานพิธีปล่อยเรือ ต.991 ลงน้ำ อันเป็นความปลื้มปีติแก่เหล่าทหารเรืออย่างหาที่สุดมิได้ รวมทั้งทำให้กองทัพเรือสามารถพัฒนาศักยภาพการต่อเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุดเรือ ต.994 (ต.994 – ต.996) รวมถึงเรือลำอื่น ๆ ที่ใช้ในราชการกองทัพเรือต่อมาตราบจนปัจจุบัน

ประธานศูนย์ ศปปส.ร้อง’ตรีนุช’สอบพฤติกรรมครู ส่อหมิ่นสถาบันฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686073

ประธานศูนย์ ศปปส.ร้อง'ตรีนุช'สอบพฤติกรรมครู ส่อหมิ่นสถาบันฯ

ประธานศูนย์ ศปปส.ร้อง’ตรีนุช’สอบพฤติกรรมครู ส่อหมิ่นสถาบันฯ

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 15.18 น.

ประธานศูนย์ ศปปส. ร้อง “ตรีนุช” ตรวจสอบพฤติกรรมและลงโทษครูโพสต์เฟซบุ๊กส่อหมิ่นสถาบันฯ

12 ต.ค.2565 เวลา 11.00 น. นายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ เดินทางมายื่นหนังสือ ถึง นางสาว ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมและลงโทษข้าราชการครูที่ส่อไปในทางหมิ่นสถาบันฯ โดยมี นายชนะ สุ่มมาตย์ ผู้อำนวยการศูนย์ MOE  SAFETY CENTER ศูนย์ความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รับเรื่องแทน

โดยหนังสือร้องเรียน ระบุว่า “สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่หนองบัวลำภู จากนั้นได้มีประกาศทางสำนักพระราชวังว่า ในหลวงและพระราชินีจะเสด็จพระราชทานกำลังใจแก่ผู้สูญเสียและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2565 เมื่อประชาชนได้รับทราบข่าวในการเสด็จครั้งนี้นำมาซึ่งความปีติยินดีแก่ผู้สูญเสียและประชาชนทั่วไป แต่ก็ได้มีบุคคลกลุ่มหนึ่งออกมาแสดงความคิดเห็นในช่องทางโซเชียล การแสดงออกนั้นส่อไปทางหมิ่นและเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ(ศปปส) ได้ตรวจพบผู้ที่ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่ง จากการตรวจสอบคือ ครู โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร ได้โพสต์ข้อความเป็นภาษาท้องถิ่นเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน

การโพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว มิได้ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองและระเบียบวินัยของข้าราชการพลเรือน ทางศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน จึงต้องการให้ทางกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการตรวจสอบ สอบสวนเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดและหากมีความผิดในระเบียบข้อใดขอให้ทางกระทรวงต้นสังกัดลงโทษตามอำนาจที่มี”

นายอานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  หลังจากที่ตนและศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ (ศปปส) ได้เข้าไปตรวจสอบเฟซบุ๊กดังกล่าว วันนี้ ตนในนามศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ จึงมายื่นเรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นต้นสังกัดให้รับทราบว่ายังมีครูจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงของพวกเราและให้รับทราบว่า ศปปส. จะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้และจะตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายชนะ สุ่มมาตย์ ผู้อำนวยการศูนย์ MOE  SAFETY CENTER ศูนย์ความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทางศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ (ศปปส) ที่ร่วมตรวจสอบ โดยตนจะนำหนังสือร้องเรียนดังกล่าวเสนอต่อ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.เพื่อพิจารณาดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งเราต้องร่วมกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของพี่น้องคนไทยทุกคน ซึ่งตนได้มีการตรวจสอบข้อมูลเอกสารการร้องเรียนแล้วก็เป็นประโยชน์ที่จะร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง โดยเฉพาะข้าราชการครูถือเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญจะต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องให้กับเด็กๆ ดังนั้น หากมีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีการดูหมิ่นลบหลู่สถาบันฯ ต้นสังกัดก็จะมีขบวนการดำเนินการตามระเบียบข้าราชการและดำเนินการตามกฏหมายต่อไป และในนาม ศธ. โดยศูนย์ MOE  SAFETY CENTER เมื่อรับเรื่องน้องเรียนแล้วก็จะดำเนินการตรวจสอบด้วยความรวดเร็ว 

และขอประชาสัมพันธ์ถึงพี่น้องประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน ว่า ศูนย์ความปลอดภัยกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งขึ้นตามนโยบายของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.เพื่อให้เป็นศูนย์รวมรับเรื่องความไม่ปลอดภัยต่างๆที่มีผลกระทบกับนักเรียน นักศึกษา เพื่อช่วยดูแลแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง คือ แอปพลิเคชัน MOE Safety Center, http://www.MOESafetyCenter.com, LINE @MOESafetyCenter หรือโทร 0-2126-6565 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือมายื่นเอกสารได้ที่ศูนย์ฯภายในกระทรวงศึกษาธิการ 

‘มณฑล’พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาเอกชนตามกรอบยุทธ์ศาสตร์ชาติ และนโยบายและจุดเน้นของศธ.ใน 3 มิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686044

'มณฑล'พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาเอกชนตามกรอบยุทธ์ศาสตร์ชาติ และนโยบายและจุดเน้นของศธ.ใน 3 มิติ

‘มณฑล’พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาเอกชนตามกรอบยุทธ์ศาสตร์ชาติ และนโยบายและจุดเน้นของศธ.ใน 3 มิติ

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 13.40 น.

“มณฑล” พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาเอกชนตามกรอบยุทธ์ศาสตร์ชาติ และนโยบายและจุดเน้นของศธ.ใน 3 มิติ

12 ตุลาคม 2565 นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยว่า หลังจากได้รับแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กช. ตนมีแนวทางการทำงานที่จะขับเคลื่อนการศึกษาเอกชนให้เป็นไปตามกรอบยุทธ์ศาสตร์ชาติ และแบ่งเบาภาระการจัดการศึกษาภาครัฐ โดยยึดนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เป็นหลักใน 3 มิติ ดังนี้ 1.ผู้เรียน จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง คนดี มีคุณภาพ โดยเน้นการส่งเสริมให้โรงเรียนพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียน การสอน การวัดและประเมินผล การสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ พัฒนาทักษะอาชีพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และจะเพิ่มภูมิคุ้มกันด้านยาเสพติดด้วย 

นายมณฑล กล่าวต่อว่า 2.สถานศึกษา ส่งเสริมสถานศึกษาให้มีคุณภาพ มีความเข้มแข็งทั้งโรงเรียนเอกชนในระบบและนอกระบบ โดยผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. … เพื่อให้มีความทันสมัย ปรับเพิ่มสวัสดิการครู และรองรับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาด้วย นอกจากนี้ ตนจะทบทวน และปรับลดกฎระเบียบที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการส่งเสริมการศึกษาเอกชนตามหลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ เพื่อให้โรงเรียนไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมกับศึกษาแนวทางการอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับผู้เรียน ศึกษาแนวทางการขอรับการสนับสนุนเงินอุดหนุนอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชนเพิ่มเติม โดยจะศึกษาแนวทางร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เพื่อส่งเสริมสิทธิประโยชน์ให้โรงเรียนเอกชนด้วย 

“ทั้งนี้ จะช่วยการลดหย่อนภาษีให้แก่สถานศึกษาเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบ โดยเฉพาะภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่โรงเรียนนอกระบบที่ยังไม่ได้รับการลดหย่อนภาษีเท่าที่ควร ซึ่งตนจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนนอกระบบต่อไป พร้อมกับเชื่อมโยงกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ในการนำมาตรฐานอาชีพมาเชื่อมโยงกับโรงเรียนเอกชนนอกระบบ เพื่อให้โรงเรียนอกระบบได้รับการยอมรับมากขึ้น และจะประสานกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อให้ผู้เรียนหลักสูตรระยะสั้นของโรงเรียนนอกระบบสามารถกู้ยืมได้ และที่สำคัญคือ จะผลักดันนโยบายสถานศึกษาปลอดภัย ที่เป็นนโยบายจุดเน้นของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.​ โดยจะเร่งตั้งศูนย์ข้อมูลความปลอดภัยและเครือข่ายเฝ้าระวังของสถานศึกษาเอกชน เพื่อสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาเอกชน” นายมณฑล กล่าว 

นายมณฑล กล่าวต่อว่า และ 3.การบริหารจัดการ ขับเคลื่อนการส่งเสริมการศึกษาเอกชนผ่านกลไกของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นประธาน  และจะประสานการดำเนินงานและการสื่อสารกับหน่วยงานในส่วนภูมิภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด (สช.จังหวัด) อย่างใกล้ชิด  เพื่อให้การขับเคลื่อนงานระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มีความรวดเร็ว ราบรื่น เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกับส่งเสริมการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายการศึกษาเอกชน เช่น คณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด (ส.ปส.กช.) และ สมาคมทางการศึกษาเอกชน เป็นต้น  และจะพัฒนาข้าราชการ บุคลากร และระบบการบริหารจัดการศึกษาเอกชนให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความทันสมัย ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง เพิ่มประสิทธิภาพ

“รมว.ศธ.​ ได้ฝากให้ผมส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาเอกชน และดูแลเรื่องที่ค้างคาต่าง ๆ เช่น ปัญหาโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ที่ สช.ได้ ออกคำสั่ง เรื่อง ให้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย อยู่ในความควบคุม ของ สช. ซึ่งผมจะศึกษารายละเอียดปัญหาดังกล่าวอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป”  นายมณฑล  กล่าว 

‘วิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม’ รองรับไทยเป็น‘ฮับอาเซียน-ตลาดFTA’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685827

‘วิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม’ รองรับไทยเป็น‘ฮับอาเซียน-ตลาดFTA’

‘วิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม’ รองรับไทยเป็น‘ฮับอาเซียน-ตลาดFTA’

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขยายรับนักศึกษาหลักสูตร “วิศวกรรมอุตสาหการ (นานาชาติ) สาขาวิชาเอกวิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม(DBE)” เผยจุดเด่นจากการผนึกความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและต่างประเทศในการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมนมและเครื่องดื่ม ครบครันอุปกรณ์เทคโนโลยี โดยมุ่งผลิตวิศวกรอุตสาหการที่เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม เพื่อรองรับตลาดแรงงานซึ่งมีความต้องการสูง ตลาดส่งออกเขตการค้าเสรี FTA และการขยายตัวเป็นฮับผลิตภัณฑ์นม-เครื่องดื่มในอาเซียน

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หลักสูตร ป.ตรีวิศวกรรมอุตสาหการ (นานาชาติ) สาขาวิชาเอกวิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม (DBE) ซึ่งเปิดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในปี 2560 ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล โดยผนึกความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมผู้นำผลิตภัณฑ์นม เช่น บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด และต่างประเทศพัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัยและตรงความต้องการของตลาด

“จะเห็นว่า ผลิตภัณฑ์และอุตสาหกรรมนม-เครื่องดื่มในประเทศไทและนานาประเทศเติบโตขยายตัวสูงรองรับความต้องการอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยคนทั้งโลก ดื่มนม 113 ลิตรต่อคนต่อปีทวีปเอเชีย 66 ลิตรต่อคนต่อปี คนไทยบริโภค 18 ลิตรต่อคนต่อปี ยังมีช่องว่างตลาดในประเทศอีกมาก และโอกาสตลาดส่งออกที่เปิดกว้างไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนและต่างประเทศจากข้อตกลงเขตการค้าเสรี ซึ่งมีการลดภาษีผลิตภัณฑ์นมเป็นศูนย์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกของไทยไปตลาดโลกเพิ่มขึ้น คือ อุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์นมของไทยมีศักยภาพในการผลิตและมีคุณภาพที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน และมีความพร้อมที่จะเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมนม-เครื่องดื่มในอาเซียน” คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

ดร.เอกชัย วารินศิริรักษ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จุดเด่นหลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหการ (นานาชาติ) สาขาวิชาเอกวิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม (DBE) ผู้เรียนจะได้รับความรู้ด้านวิศวกรรมอุตสาหการที่ก้าวหน้าทันสมัย ระบบการผลิตแบบดิจิทัล (Digital Manufacturing) การผลิตขั้นสูงในอุตสาหกรรม (Advanced Industrial Manufacturing) และการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Computer-aided Product Design)

ผู้เรียนจะมีสมรรถนะสูงในวิศวกรรมอุตสาหการ การบริหารจัดการอุตสาหกรรมอย่างบูรณาการ ความรู้ทางจุลชีววิทยา วิศวกรรมกระบวนการแบบองค์รวม และทักษะในการบริหารจัดการ ตลอดจนความเป็นผู้นำและทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ เสริมศักยภาพในด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม ด้านการผลิตและการจัดการภายใต้สภาวะปลอดเชื้อ อีกทั้งบ่มเพาะให้มีแนวคิดแบบผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพอีกด้วย

พร้อมกระบวนการเรียนรู้ผสมผสานวิชาการและทักษะปฏิบัติ ภายใต้ Eco-System ที่กระตุ้นการเรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าต่อผู้เรียนและวิชาชีพในอนาคต ครบครันห้องปฏิบัติการก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีเครื่องผลิตนมและอุปกรณ์ทันสมัย นอกจากนี้ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ หลักสูตรวิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม (DBE) ยังมีความร่วมมือกับองค์กรในนานาประเทศด้วย

“เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบัน ECAM LaSalle เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศสเดินทางมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในงาน MU-ECAM Engineering Workshops and Cultural Exchange Program 2022 ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บัณฑิตที่จบการศึกษาจากหลักสูตรนี้ สามารถพัฒนาเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ทำธุรกิจส่วนตัว ทำงานอาชีพในสายงานวิศวกรรมอุตสาหการ การที่บัณฑิตมีความเชี่ยวชาญในด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่มยังเป็นการเปิดโอกาสที่กว้างขึ้นทั้งงานในประเทศและนานาประเทศ ซึ่งมีความต้องการบุคลากรด้านนี้มาก” ดร.เอกชัย ระบุ

สำหรับ “คุณสมบัติของผู้เรียน” ต้องมีวุฒิการศึกษา ข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้ 1.กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีเกรดเฉลี่ยสะสมอย่างน้อย 4 ภาคการศึกษา (GPAX) ไม่ต่ำกว่า 3.00 2.กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษาสุดท้ายในโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย 3.กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษาสุดท้ายในต่างประเทศ 4.ได้รับประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า

“ผู้สมัครต้องมีผลการวัดระดับความรู้ทางภาษาอังกฤษ” อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ 1.TOEIC มีระดับคะแนนตั้งแต่ 605 ขึ้นไป 2.TOEFL iBT มีระดับคะแนนตั้งแต่ 65 ขึ้นไป 3.TOEFL ITP มีระดับคะแนนตั้งแต่ 510 ขึ้นไป, 4.IELTS มีระดับคะแนนตั้งแต่ 5.5 ขึ้นไป 5.MU GRAD Test มีระดับคะแนนตั้งแต่ 72 ขึ้นไป 6.Duolingo English Test มีระดับคะแนนตั้งแต่ 90 ขึ้นไป หรือผลการวัดระดับความรู้ทางภาษาอังกฤษที่เทียบเท่า

ทั้งนี้ ผลคะแนนต้องมีอายุไม่เกิน 2 ปี นับตั้งแต่วันสอบผ่านถึงวันที่สอบสัมภาษณ์ นอกจากนั้น ผู้สมัครต้องไม่มีปัญหาทางสุขภาพซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ต้องจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่าในแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ และต้องผ่านการสอบอย่างน้อย 1 การทดสอบ เช่น TOEFL, IELTS เป็นต้น โดยกำหนดเปิดรับสมัคร นักศึกษา ป.ตรี รอบ Portfolio 1/1 ตั้งแต่วันนี้-17 ตุลาคม 2565

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่https://www.eg.mahidol.ac.th/egmu/all-tcas/3295-tcas-66-direct-admission-industrial-engineering-intenational-daily-
and-beverage.html หรือติดต่อสอบถามได้ที่ ดร.ดลพร โทร.081-909-0200 E-mail : donlaporn.sae@mahidol.ac.th

สาเหตุความล้มเหลวของ‘ประกันโควิด’แบบ‘เจอ-จ่าย-จบ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685830

สาเหตุความล้มเหลวของ‘ประกันโควิด’แบบ‘เจอ-จ่าย-จบ’

สาเหตุความล้มเหลวของ‘ประกันโควิด’แบบ‘เจอ-จ่าย-จบ’

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“การประกันภัยเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคนทั่วไป เพราะสามารถช่วยป้องกันพวกเขาจากความสูญเสียที่ราคาสูงได้” ตัวอย่างเช่น “ประกันอัคคีภัย” จะช่วยจ่ายชดเชยค่าเสียหายจากไฟไหม้บ้าน ถึงแม้ว่าโอกาสที่จะเกิดไฟไหม้บ้านนั้นต่ำมากๆ แต่ถ้าเกิดขึ้นมาจริงๆ แล้วมูลค่าความเสียหายจะสูงมากเกินยอมรับได้ ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะซื้อประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความเสียหายก้อนใหญ่นี้

“ผู้ซื้อประกันมองว่าขนาดความเสี่ยงจากอัคคีภัยนั้นสูงมาก แต่บริษัทประกันที่มีลูกค้ามากจะไม่กังวลกับความเสี่ยงนี้เลย เพราะบริษัทประกันสามารถรับความเสี่ยงจากลูกค้าหลายเจ้าแล้วนำมารวมกันเพื่อกระจายความเสี่ยงให้หายไปได้” เช่น ถ้าบริษัทมี 1 ล้านกรมธรรม์ สมมุติให้แต่ละกรมธรรม์มีโอกาสที่จะเกิดไฟไหม้บ้านใน 1 ปีเท่ากับ 1 ในหมื่น หรือ 0.01% เมื่อมองในภาพรวมของบ้าน 1 ล้านหลังจะพบว่าจำนวนบ้านที่ไฟไหม้จะใกล้เคียงกับ 100 หลังต่อปีเสมอ หรือเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีความเสี่ยงเลย

“นั่นเป็นเพราะกฎทางคณิตศาสตร์ที่ชื่อ Law of Large Numbers ที่กล่าวว่า เมื่อนำความเสี่ยงที่เป็นอิสระต่อกันจำนวนมากๆมารวมกัน ความเสี่ยงรวมของทั้งหมดจะหายไป เช่น กรณีเมื่อเราทอยลูกเต๋า 1 ลูก แต้มที่ออกจะมีค่าได้ตั้งแต่ 1 ถึง 6 (เสี่ยงมาก) แต่เมื่อทอย 3-4 พันลูก ผลรวมของแต้มหารด้วยจำนวนลูกที่ทอยจะเท่ากับหรือใกล้เคียง 3.5 เสมอ ความเสี่ยงจะหายไปเลย (ไม่เสี่ยง) ความสวยงามของธุรกิจประกันภัยก็คือการที่บริษัทสามารถช่วยลูกค้าในการป้องกันความเสี่ยงที่สูงสำหรับลูกค้า โดยที่บริษัทเองแทบไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเลย เนื่องจากบริษัทสามารถกระจายความเสี่ยงให้หายไปตามกฎ Law of Large Numbers นั่นเอง”

ในปี 2563 บริษัทประกันจำนวนมากขาย “ประกันโควิด” แบบ “เจอ-จ่าย-จบ” โดยมีเบี้ยประกันประมาณ 500 บาท ซึ่งถ้าติดโควิดใน 1 ปี ก็จะได้เงิน 100,000 บาท ประกันเจอจ่ายจบนี้เป็นที่นิยมมาก และในปีแรกบริษัทประกันทำกำไรมากจากการขายประกันชนิดนี้ เพราะประเทศไทยมีอัตราการติดเชื้อโควิดที่ต่ำมาก เนื่องจากรัฐบาลดำเนินนโยบายเข้มงวดและป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่เข้าประเทศ แต่ในปีที่ 2 และปีที่ 3 จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้บริษัทประกันหลายบริษัทต้องล้มละลายเนื่องจากมีจำนวนเคลมที่สูงมากจนไม่สามารถจ่ายค่าสินไหมได้

ในปี 2563 โอกาสติดเชื้อโควิดของประชากรไทยอยู่ที่ 0.01% (มีผู้ติดเชื้อ 7,000 คนจากประชากรไทย 70 ล้านคน) ดังนั้นสมมุติว่าถ้าบริษัทประกันมีกรมธรรม์เจอจ่ายจบ 1 ล้านกรมธรรม์ บริษัทจะได้รับเงินค่าเบี้ยประกันรวม 500 ล้านบาท ในขณะที่ใน 1 ล้านกรมธรรม์นั้นจะมีผู้ติดเชื้อเท่ากับ 0.01% ของ 1 ล้าน หรือซึ่งก็คือ 100 คน ดังนั้นบริษัทต้องจ่ายค่าสินไหมรวม 10 ล้านบาท ซึ่งในปีแรกนี้บริษัทกำไรดีมากเพราะได้รับเบี้ยประกัน 500 ล้านบาท แต่จ่ายค่าสินไหมเพียงแค่ 10 ล้านบาท นั่นเป็นเพราะอัตราการติดเชื้อของคนไทยในปีนั้นต่ำมากๆ แค่ 0.01%

ในขณะที่ในปีเดียวกันอัตราการติดเชื้อของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 9% ซึ่งสูงกว่าไทย 900 เท่า นั่นเป็นเพราะอเมริกาไม่ได้มีนโยบายควบคุมที่เข้มข้นเหมือนเมืองไทย ซึ่งถ้าเมืองไทยมีอัตราการติดเชื้อเท่ากับ 9% เหมือนอเมริกา ผู้ทำประกัน 1 ล้านคนจะติดเชื้อสูงถึง 90,000 คน ทำให้บริษัทจะต้องจ่ายค่าสินไหม 9,000 ล้านบาท จากเบี้ยประกันที่ได้รับแค่ 500 ล้านบาท นั่นหมายถึงบริษัทจะล้มละลายในทันที “จะเห็นว่า บริษัทประกัน เจอ-จ่าย-จบ จะกำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับค่าอัตราการติดเชื้อของคนในประเทศเป็นหลักสำคัญ” โดยมีจุดคุ้มทุนที่ 0.5%

ถ้าอัตราการติดเชื้อต่ำกว่า 0.5% บริษัทจะกำไร แต่ถ้าสูงกว่า 0.5% บริษัทจะขาดทุน จากข้อมูลประเทศที่ดำเนินนโยบายผ่อนคลายและเปิดเมืองอัตราการติดเชื้อจะเกิน 0.5% ดังนั้น“ความเสี่ยงหลักของประกันโควิดแบบ เจอ-จ่าย-จบ ก็คือความเสี่ยงจากนโยบายจากภาครัฐว่าจะเข้มงวดล็อกดาวน์หรือไม่นั่นเอง” ถ้ารัฐบาลยังเข้มงวดอัตราการติดเชื้อก็จะต่ำมากบริษัทประกันก็จะทำกำไรเหมือนปี 2563 แต่ถ้ารัฐบาลเปลี่ยนมาใช้นโยบายผ่อนคลายเปิดประเทศเหมือนชาติตะวันตก อัตราการติดเชื้อก็จะสูงมากระดับที่บริษัทประกันขาดทุนแบบล้มละลาย

“จะเห็นว่าการประกันโควิดแบบเจอ-จ่าย-จบ นี้แตกต่างจากการประกันอัคคีภัยอย่างสิ้นเชิง เพราะในการประกันอัคคีภัยความเสี่ยงของการเกิดไฟไหม้ของแต่ละบ้านเป็นอิสระต่อกัน จึงสามารถนำมากระจายความเสี่ยงให้หายไปได้ตามกฎ Law of Large Numbers แต่ในกรณีประกันโควิด ความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิดของแต่ละคนไม่เป็นอิสระต่อกัน เพราะโอกาสในการติดเชื้อของทุกคนขึ้นอยู่กับนโยบายการล็อกดาวน์ของรัฐบาล เราไม่ได้มีหลายรัฐบาล เรามีแค่รัฐบาลเดียว จึงไม่สามารถนำมากระจายความเสี่ยงให้หายไปตามกฎ Law of Large Numbers ได้”

ดังนั้น “การออกประกันแบบเจอ-จ่าย-จบ นี้จึงไม่ใช่การกระจายความเสี่ยง แต่เป็นการแทงเดิมพัน (หรือแทงพนัน) โดยเดิมพันว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายปิดเมืองหรือเปิดเมืองนั่นเอง” ถ้าปิดเมืองต่อไปบริษัทก็จะกำไร แต่ถ้าเปิดเมืองเมื่อไรบริษัทก็จะขาดทุนแบบล้มละลายทันที จากบทเรียนนี้ทำให้รู้ว่า บริษัทประกันไม่ควรออกผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงในลักษณะเดิมพันหรือการพนันนี้ เพราะมันไม่สามารถกระจายความเสี่ยงให้หายไปได้

บริษัทประกันควรเน้นออกผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ยงที่สามารถกระจายความเสี่ยงให้หายไปได้ เหมือนอย่างกรณีประกันอัคคีภัย เป็นต้น!!!

ผศ.ดร.ชนวีร์ สุภัทรเกียรติ

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์

แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘เยลลี่มะพร้าวนํ้าหอมพร้อมดื่ม’ ผลงานนักวิจัย‘มข.’คว้ารางวัลชนะเลิศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685826

‘เยลลี่มะพร้าวนํ้าหอมพร้อมดื่ม’  ผลงานนักวิจัย‘มข.’คว้ารางวัลชนะเลิศ

‘เยลลี่มะพร้าวนํ้าหอมพร้อมดื่ม’ ผลงานนักวิจัย‘มข.’คว้ารางวัลชนะเลิศ

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ปฏิมากร คล้ายประสิทธิ์ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยว่า ผลงาน “เยลลี่มะพร้าวน้ำหอมพร้อมดื่ม” ผลิตภัณฑ์จากโครงการวิจัย การพัฒนากระบวนการผลิตและการศึกษาอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เยลลี่เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวน้ำหอม 100% ผสมคาราจีแนน ภายใต้การค้นคว้าของ สาขาวิชาเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยี มข. “คว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภทผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร ที่มีต้นแบบและงานวิจัยรองรับ จากเวที Agri Plus Award 2022 : ส่งเสริมเกษตรสร้างสรรค์ นวัตกรรมสร้างเสริม”จัดโดยสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ สำหรับรางวัล Agri Plus Award 2022 : ส่งเสริมเกษตรสร้างสรรค์ นวัตกรรมสร้างเสริม เป็นโครงการประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตรไทยชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัลรวมกว่า 300,000 บาท ซึ่งจัดโดยสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

เพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดสากล ตลอดจนผลักดันให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่หันมาผลิตสินค้าเกษตรโดยใช้นวัตกรรมเข้ามาแปรรูปสินค้า และสร้างการรับรู้และแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนพัฒนาสินค้าเกษตรไทยด้วยนวัตกรรม โดยผลงานเยลลี่มะพร้าวน้ำหอมพร้อมดื่มเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ทีมนักศึกษา นักวิจัย สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ ผู้ประกอบการ บริษัท โคโค่ดำเนิน จำกัด

“จุดเริ่มต้นคือผู้ประกอบการเข้ามาปรึกษา ว่าตนเองเป็นคนราชบุรี มีสวนมะพร้าว ต้องการที่จะแปรรูปให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่อร่อย สะดวก ง่ายต่อการบริโภค โดยสนใจผลิตเป็นเจลลี่บรรจุในซอง เราจึงให้ข้อมูลผู้ประกอบการไปว่า ถ้าไปใช้กระบวนการผลิตในลักษณะนี้ ใช้งบประมาณเท่าใดซึ่งเราได้แนะนำให้ผู้ประกอบการหาทุนวิจัย ผู้ประกอบการออกเงินส่วนหนึ่ง และรัฐบาลออกเงินอีกส่วนหนึ่ง

ในช่วงเวลานั้นประมาณ ปี 2560 มีโครงการ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) เครือข่ายมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ให้การสนับสนุนการทำงานวิจัยในลักษณะนี้ เราจึงแนะนำให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว และ ขออนุญาตจากผู้ประกอบการ ดึงนักศึกษามาช่วย 2 รุ่น” ดร.ปฏิมากร กล่าว

ดร.ปฏิมากร กล่าวต่อไปว่า จากนั้นจึงได้นำโจทย์ของผู้ประกอบการมาพัฒนาเป็นโครงการ “การพัฒนากระบวนการผลิตและการศึกษาอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เยลลี่เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวน้ำหอม 100% ผสมคาราจีแนน” ให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีในรายวิชา ปัญหาพิเศษทางเทคโนโลยีการอาหารเรียนรู้ และมีพี่นักศึกษาระดับปริญญาโทช่วยดูแลในการค้นคว้าวิจัยร่วมด้วย ซึ่งการทำงานตรงนี้เป็นการเชื่อมโยงโจทย์จริงของผู้ประกอบการ กับ การเรียนการสอน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ มักจะมีความคาดหวังว่าตนเองจะต้องได้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งบางทีระยะเวลามันไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการก็ต้องเข้าใจนักวิจัยขณะเดียวกันนักวิจัยเองก็ต้องเข้าใจผู้ประกอบการ หมายความว่าทั้งผู้ประกอบการ และ นักวิจัยจะต้องจับมือร่วมกัน และเข้าใจว่าจะต้องมีการรอคอย อาจารย์นำโจทย์ไปสู่การวิจัยของนักศึกษา เป็นการปรับการเรียนรู้ให้เห็นโจทย์จริง ว่าการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการจะเป็นลักษณะนี้ ปัญหาที่เจอระหว่างการทำงานจะเป็นลักษณะนี้

จึงต้องปรับเข้าหากัน จะต้องฟังว่าผู้ประกอบการต้องการอะไร บางครั้งนักวิจัยอาจจะยึดตัวตนว่า จะต้องเป็นแบบนี้ ทฤษฎีเป็นแบบนี้ แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการไม่ได้ต้องการขนาดนั้น ผู้ประกอบการต้องการเพียงแค่นิดหน่อยให้เขาไปต่อยอดได้ ฉะนั้นนักวิจัยก็จะต้องปรับ หรือ หาวิธีการที่จะต้องร่วมมือกันทำ ฉะนั้นหากผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจ หรือ ต้องการรับคำปรึกษา สามารถติดต่อที่ สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งทางคณะยินดีมาก

“เราอยากมีส่วนร่วมในการช่วยผู้ประกอบการแก้ไขปัญหาที่เขาต้องการ หรือ สร้างนวัตกรรมอาหารตามที่เขาสนใจ ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญ หรือ นักวิจัยเองก็จะได้เรียนรู้ฝึกการสร้างองค์ความรู้ให้กับนักศึกษา เกิดกระบวนการเรียนรู้ในการเรียนการสอน ในการทำวิจัยด้วย กว่าจะได้รางวัลครั้งนี้มีการปรับเปลี่ยนทั้งสูตร ทั้งกระบวนการฆ่าเชื้อ กระบวนการให้ความร้อนกระบวนการผลิต ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 5 ปี

ซึ่งระหว่างทางก็มีกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้น และเราก็ปรับมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง ได้สูตร Final ที่เป็นเครื่องดื่มเยลลี่น้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% ไม่ใส่วัตถุกันเสีย หวานธรรมชาติ เก็บได้นานในอุณหภูมิห้อง 2 ปี ที่ผู้ประกอบการนำไปสู่ขั้นตอน ODM (Original Design Manufacturer) และเข้าสู่กระบวนการแข่งขัน จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภทผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร ที่มีต้นแบบและงานวิจัยรองรับ จากเวที Agri Plus Award 2022 ได้ในที่สุด” ดร.ปฏิมากร กล่าว

ผลน่าพอใจแก้หนี้ครูได้ตามเป้า ลุยแก้หนี้ครู 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด ปลาย ต.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685814

ผลน่าพอใจแก้หนี้ครูได้ตามเป้า ลุยแก้หนี้ครู 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด ปลาย ต.ค.นี้

ผลน่าพอใจแก้หนี้ครูได้ตามเป้า ลุยแก้หนี้ครู 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด ปลาย ต.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.39 น.

ศธ.จัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู  จ.กำแพงเพชร ผลน่าพอใจแก้หนี้ครูได้ตามเป้า เดินหน้าแก้หนี้ครู 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด ปลาย ต.ค.นี้ 

วันที่ 11 ตุลาคม 2565 นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (รองปลัด ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ประชุมได้นำกรณีศึกษามหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู ซึ่งได้จัดขึ้นที่จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อเป็นการนำร่องแก้ปัญหาหนี้สินให้แก่ครูที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในจังหวัดกำแพงเพชร และมีการปรับโครงสร้างหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู หรือสถาบันการเงินที่ครูเป็นหนี้ รวมถึงมีบริการให้คำปรึกษาปัญหาหนี้สินครูโดยยุติธรรมจังหวัดและบังคับคดีจังหวัดด้วย 

นายสุทิน กล่าวต่อว่า จากการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู นำร่องที่จังหวัดกำแพงเพชร พบว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากครูที่เป็นหนี้สินที่เข้าร่วมโครงการในจังหวัดกำแพงเพชร จำนวนกว่า 100 ราย สามารถแก้ปัญหาได้เกือบทั้งหมด เหลือเพียง 4 ราย ที่ยังไม่เรียบร้อย เนื่องจากผู้ค้ำประกันมาไม่ครบ จึงได้มอบหมายให้สถานีแก้หนี้ครูระดับจังหวัดไปดำเนินการต่อ 

“เชื่อว่ามหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู จะเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูได้ โดยสถานีแก้หนี้ครูระดับจังหวัด สถานีแก้หนี้ครูระดับเขตพื้นที่การศึกษา รวมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ครู และสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ของครู จะมีโมเดลในการแก้ปัญหาหนี้สินให้กับครูทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี มีหนี้วิกฤต หรือต้องการปรับโครงสร้างหนี้ หรือต้องการคำปรึกษา โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษาลงทะเบียน ขอเข้าร่วมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.-วันที่ 15 มี.ค. 2565 มีจำนวน 40,000 กว่าราย ทั้งนี้ ที่ประชุมได้นำผลการดำเนินการมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครูของ จ.กำแพงเพชร มาวิเคราะห์และประเมินผลเพื่อนำไปดำเนินการไกล่เกลี่ยหนี้ครูในจังหวัดอื่นๆต่อไป โดย ศธ.มีแผนจะมีการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู ใน 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ได้แก่ ภาคกลาง จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดราชบุรี ภาคใต้ จังหวัดสุราษฏร์ธานี ภาคตะวันเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี และภาคเหนือ จังหวัดพิษณุโลก หลังจากนั้น จะให้ทุกจังหวัดไปดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูภายในจังหวัดต่อไป ” นายสุทิน กล่าว 

ดิจิท โซล จับมือจุฬาฯ เดินหน้าตรวจสอบผลCU-TEP ด้วยบล็อกเชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685811

ดิจิท โซล จับมือจุฬาฯ เดินหน้าตรวจสอบผลCU-TEP ด้วยบล็อกเชน

ดิจิท โซล จับมือจุฬาฯ เดินหน้าตรวจสอบผลCU-TEP ด้วยบล็อกเชน

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.34 น.

ดิจิท โซล จับมือจุฬาฯ ดำเนินโครงการตรวจสอบผลCU-TEP ด้วยบล็อกเชน เสริมความปลอดภัยให้ระบบข้อมูล สู่ใบปริญญา NFT ที่ใครๆ ก็ตรวจสอบได้

Digit Soul (ดิจิท โซล) บริษัทผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี (Technology Provider) ของไทย ที่มอบบริการสนับสนุนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีแบบครบวงจร ภายใต้การบริหารของ คุณธนพล เอี่ยมสกุล ล่าสุดได้ลงนามดำเนินงานร่วมกับศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU-TEP) ดำเนินโครงการพัฒนาการแสดงผลการสอบและการตรวจสอบผลคะแนนทดสอบทางวิชาการโดยใช้เทคโนโลยี Blockchain ที่มีความปลอดภัย ง่ายต่อการตรวจสอบ และเป็นมิติใหม่ของวงการการศึกษาไทย พร้อมผลักดัน Blockchain Innovation ในงานเอกสารของสถาบันการศึกษาแบบองค์รวม สู่ใบปริญญา NFT (NFT Certificate) ที่ใครๆ ก็ตรวจสอบได้

จากการเรียนรู้ในสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ในระดับมหาวิทยาลัย สู่การได้รับโอกาสทำงานในองค์กรอิสระของภาครัฐด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand), ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)และได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีความปลอดภัยในบริษัทชั้นนำระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้คือการสั่งสมประสบการณ์ให้

คุณธนพล เอี่ยมสกุลก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทดิจิท โซล จำกัด (Digit Soul)ซึ่งเป็นบริษัท Technology Provider ของไทย ที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยด้านไซเบอร์ให้กับองค์กรขนาดเล็กและขนาดใหญ่มากมาย ล่าสุดได้นำเสนอเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) และ NFT มาใช้ในวงการการศึกษา พร้อมลงนามความร่วมมือกับศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU-TEP) สถาบันการศึกษาอันดับต้นๆ ของประเทศ ดำเนินโครงการพัฒนาการแสดงผลสอบและการตรวจสอบผลคะแนนทดสอบทางวิชาการโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งพัฒนาโดย Digit Soulสร้างความปลอดภัย หมดปัญหาการปลอมแปลงแก้ไข มีความน่าเชื่อถือ ง่ายต่อการตรวจสอบ และเป็นมิติใหม่ของวงการศึกษาไทย

“เทคโนโลยีบล็อกเชน ถ้าจะให้ผมเล่าแบบเข้าใจง่ายๆคือ เวลาเราจะทำธุรกรรมด้านดิจิทัลอะไรก็ตาม ระบบบล็อกเชนไม่ได้เก็บข้อมูลลำพังที่ใดที่หนึ่งสมมติผมมีเหรียญคริปโต 500เหรียญแต่จะโอนให้เพื่อน 100 เหรียญ แต่เหรียญคริปโตนั้นไม่มีธนาคารเป็นตัวกลาง ถ้าจะทำธุรกรรม ผมจะต้องประกาศธุรกรรมนี้ให้โลกบล็อกเชนรู้ ต้องมีคนที่อยู่ในบล็อกเชนตรวจสอบและอนุมัติทุกคน ถ้าผมจะทุจริต ก็ต้องแก้ไขทุกคนในวงบล็อกเชนพร้อมกัน เวลาเดียวกัน ซึ่งโอกาสในการทุจริตแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย นี่คือการ Decentralize ไม่มีตัวกลางเก็บข้อมูลที่ใดที่หนึ่ง การตรวจสอบข้อมูลจึงทำได้ง่ายและโปร่งใสขึ้น” คุณธนพลกล่าว

ซึ่งเทคโนโลยีบล็อกเชนนี้เอง ที่ทำให้คุณธนพล และทีมนักพัฒนาของดิจิท โซล ต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน สู่การใช้ NFT สร้างรหัสโทเคนขึ้นบนเอกสารดิจิทัลภายในสถาบันการศึกษาอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย ตรวจสอบได้เพียงใช้ QR Code ที่บล็อกเชนให้การรับรองจึงยากต่อการปลอมแปลง

โดยคุณธนพลกล่าวต่อไปว่า “ไม่ใช่เฉพาะแค่ที่จุฬาฯ สถานศึกษาหลายแห่งก็เริ่มเก็บเอกสารผลการศึกษาเป็นไฟล์ดิจิทัลแล้ว ถ้ายังไม่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาช่วยในการตรวจสอบหรือบันทึก โทเคน (Token) ลงในไฟล์นั้นๆ ผู้ที่ได้รับไฟล์ดิจิทัลต่อมาจะสามารถตัดต่อหรือปลอมแปลงค่าต่างๆ เช่น ผลการสอบหรือเกรดบนทรานสคริปต์ให้ผิดไปจากความจริงอย่างไรก็ได้ แต่เมื่อเอกสารเหล่านั้นอยู่ในระบบบล็อกเชนและทำการติดโทเคน (Token) ให้กับเอกสารแล้ว เมื่อมีการนำไฟล์มาปรับเปลี่ยนนอกระบบ โทเคนนั้นจะถูกตัดออกจากระบบในทันที และเมื่อมีตรวจสอบไฟล์นั้นผ่าน QR Codeก็จะกลายเป็นไฟล์ที่ไม่มีอยู่ในระบบบล็อกเชนของทางมหาวิทยาลัย ดังนั้น ผมจึงมีความภูมิใจที่จะพัฒนาและนำเสนอเทคโนโลยีบล็อกเชนนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ผลการสอบจาก CU-TEP แต่จะต่อยอดสู่การทำ
ใบปริญญา NFT ที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลบริษัทใดอยากตรวจสอบเอกสารก็แค่สแกน QR Code ผ่านบล็อกเชนของทางมหาวิทยาลัยได้เลย”

และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับระบบความปลอดภัยของข้อมูล ดิจิท โซล จึงมีพาร์ตเนอร์ด้านเทคโนโลยีมาร่วมตรวจสอบความปลอดภัยของระบบที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้น ผ่านสองบริษัทคือ Cloudsec Asia และDatafarmมาตรวจสอบอย่างเข้มข้นหลายขั้นตอน พร้อมออกใบรับรอง (Certification) เพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าของดิจิท โซลทุกคน

ส่วนเป้าหมายต่อไปของดิจิท โซลนั้นไม่ได้มีเพียงในแวดวงหน่วยงานรัฐหรือบริษัทขนาดใหญ่ คุณธนพลยังให้ความสนใจการพัฒนานวัตกรรมบล็อกเชน (Blockchain Innovation) มาใช้ในแวดวงการเกษตรด้วยการนำบล็อกเชนมาใช้ร่วมกับสินค้าการเกษตรที่ส่งออกไปขายทั้งในและต่างประเทศ โดยการสร้าง QR Code เพื่อแจ้งข้อมูลให้กับสินค้าว่าผลิตที่ไหน เมื่อไหร่ เวลาใดที่ควรรับประทาน เพื่อสร้างมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับผู้ผลิต รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับทั้งพ่อค้าคนกลาง ห้างร้าน ไปจนถึงผู้บริโภค

“แน่นอนว่าบล็อกเชนมีความปลอดภัยและตรวจสอบได้ นอกจากการศึกษาและการเกษตรแล้ว ถ้าหน่วยงานราชการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้กับระบบฐานข้อมูลที่มีอยู่ เปลี่ยนจากเอกสารกระดาษให้เป็นดิจิทัลพร้อมติดโทเคน (Token) การตรวจสอบก็จะง่ายขึ้น และความปลอดภัยก็จะเพิ่มขึ้น เพราะต่อให้แฮกเกอร์เจาะระบบเข้ามาได้ แต่ถ้าไม่มีโทเคน (Token) ก็เข้าไปดูเอกสารเหล่านั้นไม่ได้ จริงอยู่ อาจจะต้องใช้เงินลงทุนสักหน่อย แต่เทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นปลอดภัยและคุ้มค่าต่อการลงทุนแน่นอน” คุณธนพลกล่าวทิ้งท้าย

ด้วยความมุ่งมั่นของทีมพัฒนาจากดิจิท โซลทุกคน พร้อมบริการด้านดิจิทัลแบบครบวงจร ที่ไม่ได้มีเพียง Cyber Securityแต่ยังมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาจึงมั่นใจได้ว่า ดิจิท โซล เป็นบริษัทผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี (Digital Provider) ที่คุณมั่นใจได้ ให้ธุรกิจคุณเดินต่อได้อย่างแข็งแกร่งและเป็นไปได้ตามที่มุ่งหวัง ดังพันธกิจของดิจิท โซล ว่า “Make Your Soul Real – ทำจิตวิญญาณทางธุรกิจของคุณไปสู่ความสำเร็จที่เป็นจริง”

สนใจดูรายละเอียดการให้บริการของ Digit Soul เพิ่มเติมได้ที่ https://www.digitsoul.co.th/
หรือที่เฟซบุ๊กhttps://www.facebook.com/Digitsoulcompany

ชูศูนย์วิจัยชุมชนผ้าย้อมครามสุขภาพ บ้านดอนกอย ต่อยอดองค์ความรู้ปราชญ์ชาวบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685731

ชูศูนย์วิจัยชุมชนผ้าย้อมครามสุขภาพ บ้านดอนกอย ต่อยอดองค์ความรู้ปราชญ์ชาวบ้าน

ชูศูนย์วิจัยชุมชนผ้าย้อมครามสุขภาพ บ้านดอนกอย ต่อยอดองค์ความรู้ปราชญ์ชาวบ้าน

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 09.27 น.

วช.หนุนตั้งศูนย์วิจัยชุมชนทั่วประเทศ เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม โชว์ศูนย์วิจัยชุมชนผ้าย้อมครามสุขภาพ บ้านดอนกอย จ.สกลนคร ผลงานทีม มรภ. สกลนคร ร่วมกับเครือข่ายวิจัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อยอดองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านสู่การยกระดับผ้าย้อมครามเชิงสุขภาพ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยชุมชน” นับเป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งของ วช. ที่ได้ร่วมกับเครือข่ายวิจัยภูมิภาคทั้ง 4 ภูมิภาคในการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นตามนโยบายรัฐบาลเมื่อปี 2561 วช.ได้มีการเชื่อมโยงบูรณาการความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงและนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์หรือประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ โดยจะมีการพัฒนาทักษะและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้กับคนในชุมชน อย่างเช่น “ ศูนย์วิจัยชุมชนผ้าย้อมครามสุขภาพ บ้านดอนกอย จังหวัดสกลนคร ” ที่มี ผศ.ดร.พรกมล สาฆ้อง จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เป็นหัวหน้าทีมวิจัยฯ ที่ได้เข้าไปศึกษาความต้องการ รวบรวมองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหา และสนับสนุนงานในด้านต่าง ๆ แก่ศูนย์วิจัย ฯ

​ผศ.ดร.พรกมล สาฆ้อง กล่าวว่า ทีมวิจัยได้ร่วมกับเครือข่ายวิจัยภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการสนับสนุน “ศูนย์วิจัยชุมชนผ้าย้อมครามสุขภาพ บ้านดอนกอย จังหวัดสกลนคร” ในเรื่องต่าง ๆ เช่น การนำองค์ความรู้ผ้าย้อมครามมาถ่ายทอดขยายผลสู่กลุ่มวิสาหกิจทอผ้าย้อมคราม บ้านดอนกอย ซึ่งอยู่ที่หมู่ 2 ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร และการสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ชุมชน ฯ โดยเน้นขยายผลและต่อยอดจากองค์ความรู้ที่คนในชุมชน หรือปราชญ์ชาวบ้านดำเนินการอยู่แล้ว โดยศูนย์วิจัยชุมชนจะทำงานร่วมกับพื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพื้นที่อย่างแท้จริง  

สำหรับผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย ถือเป็นการสืบสานงานหัตถกรรมจากบรรพบุรุษ “เผ่าภูไท” จากการทอผ้าใช้เองในครัวเรือนมาสู่งานเชิงพาณิชย์ ซึ่งเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของกลุ่มแม่บ้านที่เริ่มก่อตั้งในวันที่ 3 กันยายน 2546 จากสมาชิก 9 คน ในปัจจุบันมีสมาชิก 70 คน โดยผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมครามดอนกอยเป็นผ้าที่สีสวย มีความวาว มีความนุ่ม และกลิ่นหอมของคราม เป็นเอกลักษณ์ที่ลูกค้าเห็นและสามารถจำแนกชิ้นงานได้ชัดเจน  

ผศ.ดร.พรกมล กล่าวว่า ในโครงการดังกล่าว ทีมวิจัยฯ  ได้เข้าไปช่วยยกระดับมูลค่าของผ้าย้อมครามด้วยการนำเสนอข้อมูลด้านสุขภาพของผ้าย้อมคราม ซึ่งเป็นผลงานวิจัยและผ่านการทดสอบแล้ว โดยพบว่า ผ้าย้อมครามคุณสมบัติในการยับยั้งแบคทีเรียบริเวณใต้วงแขนของเสื้อผ้า ยับยั้งกลิ่นตัว ป้องกันแสงยูวี และยังลดรอยฟกช้ำ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ จนกระทั่งได้รับการคัดสรรเป็นสินค้า 6 ดาวของจังหวัดสกลนคร

ปัจจุบันสินค้าครามของจังหวัดสกลนครมี 2 รูปแบบคือ รูปแบบผ้าย้อมคราม และรูปแบบเนื้อครามสำหรับใช้เตรียมสีย้อม โดยเนื้อครามมีผลต่อคุณภาพการย้อมครามทำให้สีสวย และติดทนบนเส้นใยผ้า เนื้อครามที่มีคุณภาพจะต้องมีปริมาณอินดิโกบลู (สารสี) ในปริมาณสูง

“จากงานวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณอินดิโกบลูในต้นครามมาจากสายพันธุ์ การปลูก และอายุในการเก็บเกี่ยว และเมื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพของต้นครามที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวครามพบว่า เมื่อระยะต้นครามเริ่มมีฝักสีน้ำตาลจะให้ปริมาณอินดิโกบลูมากที่สุด จึงอยากร่วมกับชุมชนที่จะพัฒนากรรมวิธีการผลิตเนื้อครามให้มีปริมาณอินดิโกบลูสูงขึ้น เนื่องจากเป็นวัตถุดิบต้นน้ำในการย้อมผ้าคราม นอกจากนี้ยังได้พัฒนาวิธีการวิเคราะห์อินดิโกบลูในเนื้อครามเพื่อใช้ในการจำแนกคุณภาพ และอาจใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดราคาของเนื้อครามได้ในอนาคต”

ทีมวิจัยยังพบอีกว่า ชนิดและอายุของพืชที่นำมาทำน้ำด่างมีผลต่อคุณภาพของน้ำย้อมคราม ซึ่งมีผลต่อความสวยงามของชิ้นงานที่ย้อมและความคงทนของการติดสีครามบนเส้นใย และที่สำคัญจะต้องตระหนักถึงอายุของต้นไม้ที่ตัดมาทำน้ำด่างด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ เนื่องจากต้นไม้ที่เหมาะสมนำมาทำน้ำด่างต้องมีอายุ 3 ปีขึ้นไป

ผศ.ดร.พรกมล กล่าวอีกว่า เนื่องจากมีงานวิจัยที่เข้ามาศึกษาการย้อมผ้าครามในปัจจุบันมีจำนวนมาก แต่ยังขาดในส่วนของการวิเคราะห์คุณภาพทั้งระบบของการย้อมผ้าคราม  ทีมวิจัยจึงมุ่งเน้นการพัฒนาวิธีการตรวจสอบคุณภาพเนื้อครามและผ้าครามเพื่อสร้างมาตรฐานของคุณภาพครามให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เช่น  การพัฒนาวิธีการวิเคราะห์การตรวจสอบหาปริมาณอินดิโกบลูในเนื้อครามในระดับโมเลกุล พัฒนาวิธีการตรวจสอบผ้าย้อมครามธรรมชาติและผ้าย้อมครามสังเคราะห์ การตรวจสอบโลหะหนักบนผ้าย้อมคราม

นอกจากการพัฒนาเรื่องการตรวจสอบคุณภาพผ้าครามแล้ว   ทางทีมวิจัยยังได้พัฒนาการใช้ประโยชน์จากต้นครามนอกเหนือจากการใช้เพื่อย้อมผ้าครามเพียงอย่างเดียว โดยปัจจุบันทางทีมวิจัยกำลังพัฒนากระบวนการสกัดสารจากต้นครามด้วยกรรมวิธีที่มิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนำสารสกัดไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่อไป

สพป.ตาก เขต 2 อบรมครูแกนนำวิชาการ ขับเคลื่อนวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685597

สพป.ตาก เขต 2 อบรมครูแกนนำวิชาการ  ขับเคลื่อนวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา

สพป.ตาก เขต 2 อบรมครูแกนนำวิชาการ ขับเคลื่อนวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 (สพป.ตาก เขต 2) ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูวิชาการแกนนำในการขับเคลื่อนการนำผลการประเมินไปใช้วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการวัดและประเมินผลในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน (Assessment for Learning) ปีการศึกษา 2565

นายปิลัทธ์ อุดมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้ว่า เพื่อต้องการให้ครูแกนนำวิชาการ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการนำผลการประเมินไปใช้วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ขับเคลื่อนการนำผลการประเมินไปใช้วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการวัดและประเมินผลในชั้นเรียน รวมถึงคัดเลือกสถานศึกษาที่นำผลการประเมิน RT, NT และ O-NET ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป”