‘สังคมครัวเรือนไร้บุตรหลาน’ เรื่องน่ากังวล‘โครงสร้างประชากรไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669263

‘สังคมครัวเรือนไร้บุตรหลาน’  เรื่องน่ากังวล‘โครงสร้างประชากรไทย’

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

หมายเหตุ : รายงานฉบับนี้เป็นการสรุปย่อจากบทความ “อนาคตประชากรไทย : ในวันที่การตายมากกว่า การเกิด” เพื่อให้พอดีกับพื้นที่ของหนังสือพิมพ์ ซึ่งบทความดังกล่าวเขียนโดย ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน นักวิชาการอิสระอดีตอาจารย์วิทยาลัยประชากรศาสตร์จุฬาฯและสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ฯ,ผศ.ดร.ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการเงิน สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ฯ และ ศ.ดร.พัชราวลัย วงศ์บุญสิน นักวิชาการอิสระ อดีตอาจารย์วิทยาลัยประชากรศาสตร์จุฬาฯ เผยแพร่โดย สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin)

สำหรับประเทศไทย หลายภาคส่วนได้เริ่มตระหนักและเห็นความสำคัญของการก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงอายุ” เนื่องจากเกรงว่า “อัตราภาวะเจริญพันธุ์ (Total Fertility Rate: TFR) ของไทยที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว จะไม่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ” โดยในปี 2564 ประเทศไทยมีการตายมากกว่าการเกิดเป็นครั้งแรก อ้างอิงสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง นับจากเดือน ม.ค.-ธ.ค. 2564 มีการตายมากกว่าการเกิด 19,080 คน ในขณะที่ปี 2563 ยังมีการเกิดมากกว่าการตายอยู่ถึง 85,930 คน

“หากมองย้อนไปในอดีตในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 (ปี 2504-2509) และแผนฯ 2 ปี 2510-2514) พบว่าอัตราภาวะเจริญพันธุ์ของประเทศไทยเคยอยู่ที่ร้อยละ 6” หรือแต่ละครอบครัวเคยมีบุตรประมาณ 6 คนโดยเฉลี่ย “โดยในขณะนั้นมีการมองว่า อัตราภาวะเจริญพันธุ์ในระดับสูง เป็นการถ่วงโอกาสการพัฒนาของประเทศ” รัฐบาลจึงได้เริ่มกำหนดนโยบายลดอัตราการเพิ่มประชากรไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 (ปี 2515-2519) โดยมุ่งดำเนินการลดอัตราการเพิ่มประชากรอย่างต่อเนื่องจนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 (ปี 2535-2539)

นอกจากนี้ “ปัจจัยทางสังคมและทางเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ การเพิ่มขึ้นของอัตราการมีส่วนร่วมในกําลังแรงงานของสตรี (female labor force participation) มีส่วนสำคัญที่ทำให้อัตราภาวะเจริญพันธุ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง” ประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงนโยบายทางประชากรในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 (ปี 2545-2549) โดยกำหนดนโยบายที่เน้นการกระจายตัวประชากรและการตั้งถิ่นฐานชุมชนเมือง-ชนบทที่เติบโตอย่างเหมาะสม

“และในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 (ปี 2550-2554) มุ่งรักษาระดับของอัตราภาวะเจริญพันธุ์ไม่ให้ต่ำกว่า 1.8” โดยในแผนพัฒนาฯ ฉบับต่อๆ ไปก็ยังคงมุ่งเน้นรักษาระดับอัตราภาวะเจริญพันธุ์ไม่ให้อยู่ในระดับต่ำ “อย่างไรก็ดี การรักษาระดับอัตราภาวะเจริญพันธุ์ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้โดยง่าย โดยในปี 2553 อัตราภาวะเจริญพันธุ์ของประเทศลดลงเหลือ 1.6 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทน (Replacement Level)” และยังคงลดลงเรื่อยมา

โดยตัวเลขจากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ปี 2562 ที่ดำเนินการโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ร่วมมือกับองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย พบอัตราภาวะเจริญพันธุ์ลดลงเหลือ 1.44 ในขณะที่สถิติสาธารณสุข ปี 2562 พบอัตราภาวะเจริญพันธุ์อยู่ที่ระดับ 1.29 การลดลงของภาวะเจริญพันธุ์อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง และ “การก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในระดับประเทศ” โดยประเด็นเหล่านี้ได้ถูกบรรจุให้เป็น “วาระแห่งชาติ”โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในหลายๆประเด็น

อย่างไรก็ดี ความท้าทายอีกมุมหนึ่งของการก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุที่จะมีความสำคัญอย่างมากในอนาคต แต่ยังไม่ได้รับความสนใจและยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องจากประชาชนและภาคส่วนต่างๆ คือการก้าวเข้าสู่ “สังคมไร้บุตรหลาน” จากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานฃองประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2549-2561 พบว่า โครงสร้างของครัวเรือนที่ “ไร้บุตรหลาน” มีสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยในปี 2561 นั้นมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 37.4 ของครัวเรือนทั้งหมด (เพิ่มจากร้อยละ 26.1 ในปี 2549) ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโต (growth rate) ที่สูงถึงร้อยละ 43.3

โครงสร้างของครัวเรือนที่ไร้บุตรหลาน ประกอบด้วยครอบครัว DINK (Double Income No Kids) หรือ ครอบครัวที่สามีและภรรยาไม่มีบุตร และครอบครัว SINK (Single Income No Kids) หรือ ครอบครัวที่ผู้ชายหรือผู้หญิงอยู่คนเดียวและไม่มีบุตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง ครอบครัว DINK กับ ครอบครัว SINK พบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่าน ครอบครัว SINK มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นมากกว่าอย่างชัดเจน และหากคิดเป็นจำนวนจะพบว่า “ประชากรไทยในปัจจุบันกว่า 21 ล้านครัวเรือน เป็นครัวเรือนไร้บุตรหลาน” และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

สาเหตุหลักของการเกิดสังคมไร้บุตรหลานนั้นเกิดจากการที่สังคมไทยมีแนวโน้มการมีบุตรในจำนวนที่ลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถเห็นได้จากการลดลงของอัตราภาวะเจริญพันธุ์ หรือจำนวนบุตรเฉลี่ยต่อสตรีหนึ่งคนตามที่กล่าวแล้วข้างต้น สาเหตุหลักของการลดลงของอัตราภาวะเจริญพันธุ์นั้นมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและค่านิยมทางสังคม อาทิ การมีงานทำของสตรีที่มีจำนวนและอัตราที่สูงขึ้น อายุแรกสมรสของคู่สมรสที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การที่สตรีไทยมีบุตรคนแรกในวัยที่สูงกว่าในอดีต แนวโน้มของการเป็นโสดที่เพิ่มมากขึ้น

และ แนวโน้มการหย่าร้างที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง “แนวโน้มเหล่านี้เป็นผลจากค่านิยมและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป”โดยผู้คนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการมีความพร้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของตนเองเป็นลำดับต้นในการบรรลุ
เป้าหมายของชีวิต ซี่งจะเห็นได้จากแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมที่เน้นเลือกที่จะทำงานสร้างรายได้ก่อนที่จะแต่งงาน และเลือกที่จะมีบ้าน มีรถ เครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้านก่อนที่จะมีบุตร หรือเลือกที่จะเป็นโสดมากขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายของชีวิตด้วยตนเองและไม่ต้องมีภาระที่จะต้องรับผิดชอบอีกชีวิตหนึ่ง

“หากอ้างอิงข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2549-2561 พบว่าจำนวนครัวเรือนผู้สูงอายุที่ไร้บุตรหลานมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก โดยในปี 2561 จำนวนครัวเรือน DINK และครัวเรือน SINK ที่เป็นผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) มีจำนวนมากกว่า 4 ล้านครัวเรือน” ซึ่งเมื่อดูผลการศึกษาในต่างประเทศ จะพบความแตกต่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา กล่าวคือ

“หากเป็นงานวิจัยที่ทำขึ้นในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว มักจะพบว่าก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ไร้บุตรหลานนั้นไม่มีผลกระทบเชิงลบต่อผู้สูงอายุทั้งในด้านการเงินและด้านสุขภาวะทางจิต” เช่น สหรัฐอเมริกา พบว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกจะมีทรัพย์สินโดยเฉลี่ยมากกว่าผู้สูงอายุที่มีลูกด้วยซ้ำ นอกจากนี้แล้วผู้สูงอายุที่ไม่มีบุตร ไม่จำเป็นต้องเก็บเงินไว้สำหรับมรดกของบุตรหลานจึงสามารถใช้จ่ายเงินในวัยเกษียณได้มากกว่า อีกทั้งที่พบว่าการไม่มีลูกหลานไม่มีผลกระทบเชิงลบต่อผู้สูงอายุในด้านการเงิน ในด้านสุขภาวะทางจิต และ การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

“แต่งานวิจัยที่ทำขึ้นในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนานั้นกลับให้ผลน่าเป็นห่วง” เช่น ที่ประเทศจีน พบว่า ผู้สูงอายุที่ไม่มีบุตรจะมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่า และรู้สึกไม่มีความสุขกับชีวิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่มีบุตรและรายได้น้อย สาเหตุหลักของความทุกข์เกิดมาจากการไม่ได้รับการดูแลทางการเงินจากบุตรที่ตนเองไม่มี การได้รับการดูแลทางการเงินจากบุตรเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุชาวจีนคาดหวังตามแบบวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของพวกเขา เช่นเดียวกับประเทศไทยที่พบว่า ผู้สูงอายุที่ไม่มีบุตรจะมีสุขภาวะทางจิตที่แย่กว่าและมีโอกาสเกิดโรคซึมเศร้าได้สูง

“ผลกระทบจากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ไร้บุตรหลานนั้นอาจจะน่ากลัวกว่าที่เราคิดไว้ด้วยซ้ำ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่มีโอกาสส่งผลกระทบเชิงลบในวงกว้างและมีความรุนแรงมากกว่าสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา อย่างเช่น ประเทศไทย เหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะประเทศที่พัฒนาแล้วมีรายได้โดยเฉลี่ยที่สูงกว่า และมีสวัสดิการทางสังคมที่ค่อนข้างดีกว่ามาก อย่างที่เรามักจะกล่าวกันว่าประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นรวยก่อนสูงวัย แต่ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราสูงวัยก่อนรวย”

สำหรับอนาคตประชากรไทยผู้เขียนได้คาดประมาณแนวโน้มประชากรไทยเป็นสามแนวโน้ม) ดังต่อไปนี้1.แปรผันปานกลาง (Medium Variant) แนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์ช่วงปี 2553-2558 ถึงช่วงปี 2583-2588 ใช้ค่าจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย ปี 2553-2583 (ฉบับปรับปรุง) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

2.แปรผันสูง (High Variant) ปรับแนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์ให้ลดลงกว่าแนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์สำหรับการแปรผันปานกลาง โดยในช่วงปี พ.ศ. 2558-2563 พบว่าค่าภาวะเจริญพันธุ์มีความใกล้เคียงกับข้อมูลจากสถิติสาธารณสุข ปี 2562 ที่พบอัตราเจริญพันธุ์อยู่ที่ 1.29 และ 3.แปรผันต่ำ (Low Variant) โดยภาวะเจริญพันธุ์ใน 4 ช่วงปีแรกถูกตั้งค่าเหมือนกลุ่มแปรผันปานกลาง อย่างไรก็ตามตั้งแต่ช่วงปี 2558-2563 จนถึงช่วงปี 2593-2598 ตั้งค่าภาวะเจริญพันธุ์อยู่ที่ 1.6 โดยเป็นระดับภาวะเจริญพันธุ์เดียวกับประเทศสวีเดน

จากสมมุติฐานข้างต้น พบว่าประชากรไทยจะเริ่มลดลงราวปี 2566 ปี 2573 และปี 2578 สำหรับสมมุติฐานการแปรผันสูง ปานกลาง และต่ำ โดยในกรณีแปรผันสูงซึ่งภาวะเจริญพันธุ์อยู่ในระดับที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประชากรในประเทศไทยมีประมาณ 65.4 ล้านคนในปี 2568 โดยจะลดลงต่อไปเป็นประมาณ 62 ล้านคนในปี 2588 และเหลือเพียง 55.9 ล้านคนในปี 2598 ซึ่งเป็นการลดลงเกือบ 10 ล้านคน

“สำหรับประเด็นการลดลงของอัตราภาวะเจริญพันธุ์ของไทยที่ต่ำกว่าระดับทดแทนในปัจจุบันนั้น จากประสบการณ์ของประเทศที่มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทนมาก่อนประเทศไทย พบว่ายังไม่มีประเทศใดสามารถทำให้อัตราภาวะเจริญพันธุ์เพิ่มสูงขึ้นได้ภายในระยะเวลา 10-20 ปีเนื่องจากความไม่สอดคล้องกันระหว่างบริบททางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลต่อภาวะการมีบุตรในจำนวนที่ต่ำกว่าความปรารถนา

โดยประเด็นที่สำคัญที่ต้องแก้ไขคือการปรับทัศนคติว่าการมีบุตรไม่ใช่เรื่องของแต่ละครอบครัว แต่เป็นเรื่องของสังคมด้วย เนื่องจากบุตรของแต่ละครอบครัวจะเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญของสังคมต่อไปในอนาคต และทุนมนุษย์นี้จะกลายเป็นทุนทางสังคมและเป็นฐานพลังทางเศรษฐกิจที่จะรองรับสัดส่วนประชากรสูงวัยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว”

แต่ทว่า การปรับทัศนคติดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลามาก ดังเช่นประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย อาทิ ประเทศสวีเดน ซึ่งอัตราภาวะเจริญพันธุ์เพิ่มขึ้นจาก 1.52 ในปี 2542 มาเป็น 1.57 ในปี 2544 และ 1.67 ในปี 2548 โดยแต่ละครอบครัวเน้นที่จะมีบุตรให้สามารถทดแทนประชากรรุ่น (Generation) ก่อนหน้าตน เนื่องจากได้เล็งเห็นปัญหาของหลายประเทศที่ครอบครัวมีบุตรน้อยลงจนต้องพึ่งแรงงานย้ายถิ่นจากต่างแดน

ทำให้ประเทศที่พึ่งแรงงานย้ายถิ่นจากต่างแดนมักเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ (Heterogeneous Society) เกินกว่าความต้องการ นอกจากนี้ ประเทศสังคมผู้สูงอายุหลายประเทศ รวมถึงประเทศในแถบเอเชีย เช่น ประเทศสิงคโปร์ มีแนวโน้มในการให้ความสำคัญลดลงต่อการนำเข้าแรงงานย้ายถิ่น โดยให้ความสำคัญกับปริมาณและคุณภาพของคนในชาติ เป็นหลัก

โดยสรุปแล้ว “เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องยอมรับว่า สังคมไทยกำลังเปลี่ยนจากสังคมปู่ย่าตายาย หรือสังคมพ่อแม่ลูก ไปสู่สังคมไร้บุตรหลานอย่างรวดเร็ว” ดังนั้นทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยไร้บุตรหลานอย่างเร่งด่วน โดยผู้สูงวัยในอนาคตจะไม่สามารถอาศัยการดูแลของครอบครัว แต่ต้องอาศัยการวางแผนเพื่อดูแลตัวเอง ส่วนภาครัฐเองก็จำเป็นต้องเป็นที่พึ่ง(สุดท้าย) ที่สำคัญสำหรับผู้สูงอายุไทยในอนาคต

นอกจากนี้แล้ว การมีกลุ่มเพื่อนฝูงในวัยใกล้เคียงกันคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็น่าจะมีส่วนสำคัญในการลดปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัยไร้บุตรหลานได้!!!

ครั้งแรกในรอบ10ปี!นักเรียนเฮ‘ครม.’ไฟเขียวเพิ่มเงินรายหัว งบผูกพัน 4 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669255

ครั้งแรกในรอบ10ปี!นักเรียนเฮ‘ครม.’ไฟเขียวเพิ่มเงินรายหัว งบผูกพัน 4 ปี

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.42 น.

ครม.เห็นชอบหลักการการปรับอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวสำหรับผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในลักษณะงบประมาณผูกพันต่อเนื่อง 4 ปี หลังไม่ได้ปรับมากกว่า 10 ปี

26 กรกฎาคม 2565 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการการปรับอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวสำหรับผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในลักษณะงบประมาณผูกพันต่อเนื่อง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2569 ครอบคลุมการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ของสถานศึกษารัฐและเอกชน การจัดการศึกษาโดยครอบครัวและสถานประกอบการ

สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณในแต่ละปีมีรายละเอียดดังนี้ ในปีที่ 1 ปี 2566 งบประมาณ 48,741.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 2,259.22 ล้านบาท , ปีที่ 2 ปี 2567 งบประมาณ 50,399.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 1,657.50 ล้านบาท , ปีที่ 3 ปี 2568 งบประมาณ 52,612.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 2,213.16 ล้านบาท , ปีที่ 4 ปี 2569 งบประมาณ 54,548.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 1,936.58 ล้านบาท รวมเงินอุดหนุนระยะเวลา 4 ปี 206,301.88 ล้านบาท

น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณในลักษณะของเงินอุดหนุนตามจำนวนผู้เรียนผ่านสถานศึกษาเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี  สำหรับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน 5 รายการหลัก ได้แก่ ค่าจัดการเรียนการสอน , ค่าหนังสือเรียน , ค่าอุปกรณ์การเรียน, ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

อย่างไรก็ตามจากผลการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า อัตราเงินอุดหนุนปัจจุบันต่ำกว่าค่าใช้จ่ายจริงและไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและสถานศึกษา ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่ได้มีการปรับมามากกว่า 10 ปี   โดยปรับครั้งสุดท้ายในปีการศึกษา 2553 ยกเว้นค่าหนังสือเรียนที่มีการปรับเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ราคาสินค้าบริการและค่าครองชีพปรับเพิ่มสูงขึ้นทุกปีตามสภาพเศรษฐกิจสังคม  ส่งผลให้สถานศึกษาจำเป็นต้องระดมเงินสนับสนุนจากแหล่งอื่น เช่น เงินค่าบำรุงการศึกษา เงินบริจาคเงินรายได้สถานศึกษา  โดยผู้เรียนและผู้ปกครองต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่เพิ่มขึ้น

สำหรับการปรับอัตราเงินอุดหนุนในครั้งนี้ เป็นการปรับอัตราให้สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้เรียน ผู้ปกครอง และสถานศึกษาสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น ผู้เรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ลดอุปสรรคสำคัญในการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อของผู้เรียนโดยเฉพาะผู้เรียนยากจน

ทั้งนี้ ในการปรับปรุงอัตราเงินอุดหนุน กระทรวงศึกษาธิการได้ใช้ข้อมูลจำนวนนักเรียนและข้อมูลนักเรียนยากจน ณ ปี 2564  ซึ่งมีนักเรียนยากจนคิดเป็น ร้อยละ 18 ของนักเรียนทั้งหมด ในการนำมาประเมินแนวโน้มใน 4 ปีข้างหน้า พร้อมกับพิจารณาถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงของจำนวนผู้เรียนการศึกษาในระบบและนอกระบบ ซึ่งในส่วนของการศึกษาในระบบปี 2560-2563 มีจำนวนผู้เรียนลดลงร้อยละ 0.8 ขณะที่การศึกษานอกระบบ ปี 2561-2565 ผู้เรียนลดลงประมาณร้อยละ 8.7 ต่อปี 

ปลัดศธ.หนุนชะลอ‘กัญชาเสรี’ สกัดเด็กปิดห้องเรียนปุ๊น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669234

ปลัดศธ.หนุนชะลอ‘กัญชาเสรี’ สกัดเด็กปิดห้องเรียนปุ๊น

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.15 น.

ปลัดศธ.หนุนชะลอ‘กัญชาเสรี’ สกัดเด็กปิดห้องเรียนปุ๊น

26 กรกฎาคม 2565 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับทางคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ออกมาเรียกร้องให้ปิดสภาวะกัญชาเสรีในสภาวะสุญญากาศ เพราะเห็นว่าการใช้กัญชามีผลกระทบต่อประชาชน ทั้งนี้ ในส่วนของ ศธ. ออกประกาศห้ามนำกัญชาเข้ามาในสถานศึกษาอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือน้ำดื่ม หรือเครื่องปรุงใด ๆ ทั้งสิ้น รวมถึงห้ามนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาใช้เสพกัญชาทั้งในโรงเรียนและที่บ้านอย่างเด็ดขาด

“ผมสนับสนุนแนวทางของทางคณะแพทย์ ที่ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ เพราะตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ออกมา ยังไม่มีความชัดเจน ไม่มีการควบคุม เช่น ระเบียบข้อหนึ่งกำหนดว่า ห้ามเสพในที่สาธารณะ แต่ไม่ได้ห้ามเสพในพื้นที่ส่วนตัวหรือที่บ้าน ทำให้มีข่าวว่าเด็กปิดห้องเรียนเสพกัญชาที่โรงเรียน แต่ตำรวจไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เพราะไปตีความประกาศดังกล่าวว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว ทั้งที่มีความผิดชัดเจน เพราะโรงเรียนเป็นที่สาธารณะ และอายุต่ำกว่า 20 ปีห้ามเสพกัญชา” นายสุภัทร กล่าว

นายสุภัทร ระบุว่า ที่สำคัญ ศธ. ยังห้ามนำกัญชาเข้ามาในโรงเรียน ดังนั้นเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ตนจึงเห็นด้วยกับทางคณะแพทย์ที่ให้ชะลอเรื่องกัญชาเสรีไว้ก่อน และออกกฎหมายคุ้มครองให้ชัดเจน ก่อนประกาศอย่างเป็นทางการ รวมถึงต้องบอกให้ชัดเจนว่าใครใช้ได้ และใช้ไม่ได้เพราะอะไรบ้าง เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

‘อว.’หารือกลยุทธ์ไทย-สหราชอาณาจักร มุ่งพัฒนาบุคลากรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669177

‘อว.’หารือกลยุทธ์ไทย-สหราชอาณาจักร มุ่งพัฒนาบุคลากรไทย

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.27 น.

กระทวง อว. ประชุมหารือด้านกลยุทธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยและสหราชอาณาจักร มุ่งหวังความก้าวหน้าระบบการเรียน การวิจัย ระบบบริหารมหาวิทยาลัยพร้อมพัฒนาบุคลากรไทย

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประชุมหารือและติดตามความก้าวหน้าการเตรียมการจัดตั้งศูนย์วิจัย CMU – UK Research Center for Aging and Chronic Conditions ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ London School of Hygine & Tropical Medicine ( LSHTM ) รวมทั้งแลกเปลี่ยน แนวทางการประเมินคุณภาพงานวิจัย ( Research Excellence Framework )  ของ LSHTM ภายใต้ โครงการ Thai – UK World Class University Consortium  โดยศูนย์วิจัยจะทำการมุ่งเน้น

1.งานวิจัยเพื่อวัดขนาดปัญหา รวมถึงศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดและการดำเนินโรค และศึกษาแนวทางแก้ไข หรือลดภาวะโรค

2.พัฒนาศักยภาพนักวิจัยในการใช้ฐานข้อมูล Electronic health Records and Digital health ในงานวิจัย เพื่อให้ส่งเสริมสุขภาพ ลดภาระโรค และลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ในสังคมไทยที่จะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ

ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายพันธ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี และรศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน ได้เข้าร่วมประชุมหารือ และติดตามความก้าวหน้าโครงการ Thai-UK World-class University Consortium ที่ดำเนินการร่วมกัน ระหว่าง สป. อว. และ British Council ในการสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาไทยสามารถก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกและยกระดับการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล  โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพและการอำนวยความสะดวกมหาวิทยาลัยไทย ในการสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหราชอาณาจักร  เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยไทย และสหราชอาณาจักรและสนับสนุนความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการ

1.เพื่อสร้างกลไกในการเพิ่มความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อจัดการกับลำดับความสำคัญของกลยุทธ์ร่วมกันระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยและสหราชอาณาจักร

2.เพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าของระบบการเรียนการสอนการวิจัยและระบบบริหารมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพผ่านการพัฒนาบุคลากรด้วยความเชี่ยวชาญจากสหราชอาณาจักร

3.เพื่ออำนวยความสะดวกในการพัฒนาโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยและสหราชอาณาจักรและสนับสนุนให้เกิดกลไกการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆ

ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวถึง ตลอดระยะเวลาในการประชุมหารือ ณ สหราชอาณาจักร ได้นำเสนอแนวทางด้านการพัฒนาอุดมศึกษาในประเทศไทย การผลักดันศักยภาพบุคลากรด้านอุดมศึกษาตลอดจนนักวิจัย และการพัฒนาโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยและสหราชอาณาจักร และแนวทางการผลักดันร่วมกับผู้บริหารและนักวิจัยของ QS Quacquarelli Symonds Ltd (QS) หน่วยงานจัดอันดับชั้นนำของโลก หารือแนวทางในการสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยเข้าสู่ระบบการประเมินคุณภาพผ่านระบบ QS Stars Rating   และนำข้อมูลการประเมินคุณภาพผ่านระบบ QS Stars Rating มาใช้ในการดำเนินการ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมและยกระดับให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยมีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากลต่อไป

“ประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ กับการประชุมหารือความร่วมมือกับ Times Higher Education (THE) สถาบันการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ในการสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยเข้าสู่ระบบการจัดอันดับของ THE University Impact Rankings ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) พร้อมทั้ง การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาของไทยในการจะส่งข้อมูล (Data Submission) เพื่อการจัดอันดับ Impact Ranking ประจำปี 2023 มุ่งให้เกิดการจัดอันดับของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยในระบบการจัดอันดับของ THE University Impact Rankings สร้างความเชื่อมือมั่นในระดับนานาชาติอีกด้วย” ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล กล่าวทิ้งท้าย

-005

โลตัสสนับสนุนอาหารกลางวัน โรงเรียนบ้านหนองปรือ พิษณุโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669068

โลตัสสนับสนุนอาหารกลางวัน  โรงเรียนบ้านหนองปรือ พิษณุโลก

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.ษณอนงค์ ชูรา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองปรือ พร้อมด้วยตัวแทนครู นักเรียน เดินทางไปรับมอบเงินสนับสนุน เพื่อซื้ออาหารกลางวันในโครงการอาหารดี พี่ให้น้อง จากโลตัสพิษณุโลก สาขาท่าทอง เป็นจำนวนเงิน 51,213.50 บาท

โรงเรียนบ้านหนองปรือ ปัจจุบันกำลังก่อสร้างโรงอาหาร ขนาด 225 ตารางเมตร สำหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 183 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา 18 คน และได้รับความอนุเคราะห์จาก หน่วยงาน ผู้ใหญ่ใจดี บริจาคทรัพย์ วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง โดยทำการยกมุงหลังคาเรียบร้อยแล้ว แต่ยังคงเหลือก่อผนัง เทพื้น ทาสี และวัสดุอุปกรณ์

หน่วยงาน ผู้ใหญ่ใจดี ที่มีจิตอันเป็นกุศลสนับสนุนการสร้างโรงอาหารดังกล่าว สามารถบริจาคทรัพย์ วัสดุอุปกรณ์ ได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขาวังทอง ชื่อบัญชี กองทุนพัฒนาการศึกษา โรงเรียนบ้านหนองปรือ หมายเลขบัญชี 602-0-
54636-5 หรือติดต่อโดยตรงที่ น.ส.ษณอนงค์ ชูรา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองปรือ โทรศัพท์ 062-9542292

10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ ชุมชนคุณธรรมฯ ที่พลิกโฉมเป็นชุมชนเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669072

10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’  ชุมชนคุณธรรมฯ ที่พลิกโฉมเป็นชุมชนเศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นับเป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ขับเคลื่อน“ชุมชนคุณธรรม ที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังบวร และได้ส่งเสริมพัฒนาต่อเนื่องมาจนเกิดเป็นชุมชนคุณธรรมระดับต่างๆรวมกว่า 2,500 ชุมชน และเมื่อหลังจากที่วธ. ได้ปรับบทบาทและภารกิจเป็นกระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “ให้วัฒนธรรม ทำดี ทำงานทำเงิน” ส่งเสริมการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและมรดกภูมิปัญญา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ วธ.จึงได้ผลักดันชุมชนคุณธรรมฯ ด้านวัฒนธรรมดังกล่าวให้กลายเป็นชุมชนคุณธรรมฯที่ส่งผลทางด้านเศรษฐกิจไปด้วยพร้อมกัน โดยได้พัฒนาต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่นำเสนอวิถีชีวิต ความงดงามทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา อาหารพื้นบ้าน ของฝากของที่ระลึก ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมตลอดจนความงดงามทางธรรมชาติความเป็นเจ้าบ้านที่ดี ความอบอุ่นด้วยไมตรีแบบคนไทยที่สามารถสร้างรายได้สร้างงานในชุมชนได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ชุมชนวัฒนธรรมดังกล่าว วธ. จึงได้ทำการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ขึ้นซึ่งปี 2565 นี้ เป็นการจัดปีที่ 2 แล้วโดยได้คัดเลือกชุมชนคุณธรรมจากทั่วประเทศ จำนวน 228 ชุมชน คัดเลือกให้เหลือเพียง 10 ชุมชน ที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ และเพื่อให้เกิดการพัฒนาและขยายผลความสำเร็จไปยังชุมชนอื่นๆปลุกกระแสการท่องเที่ยววิถีชุมชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนโดยรวม

สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกได้แก่ ชุมชนต้องอัตลักษณ์ มีความโดดเด่น อาทิ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ภาษาศิลปะ ดนตรีและการแสดง เครื่องแต่งกายเทศกาล ประเพณีท้องถิ่น มีแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นของชุมชน มีการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมที่เป็นวิถีดั้งเดิมนำเรื่องราวอัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมชุมชนมาต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เป็นต้น โดยผลการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี2565 จำนวน 10 ชุมชน ซึ่งเป็นชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ และมีผลการดำเนินงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ มีดังนี้ ชุมชนคุณธรรมแหลมสัก ต.แหลมสัก อ.อ่าวลึก จ.กระบี่  ชุมชนคุณธรรม บ้านเมืองรวง ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ชุมชนคุณธรรมฯ วัดทรายขาว ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ชุมชนคุณธรรมย่านเมืองเก่าภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต ชุมชนคุณธรรมบ้านภูต.บ้านเป้า อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร ชุมชนคุณธรรมบ้านบ่อน้ำร้อน ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา ชุมชนคุณธรรมวัดบางน้ำผึ้งใน ต.บางน้ำผึ้ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ชุมชนคุณธรรมบ้านหนองบัว ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ชุมชนคุณธรรมฯ บ้านถ้ำกลองเพล ต.โนนทัน อ.เมืองหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู และชุมชนคุณธรรมบ้านเชียง ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี

10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ถือเป็นแบบอย่าง ในการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดและขยายผลทางด้านเศรษฐกิจที่ประสบผลสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม หาก วธ.ยังคงผลักดันต่อเนื่อง พัฒนาต่อยอดและขยายความสำเร็จในชุมชนอื่นๆ เฉกเช่นสุดยอดชุมชนต้นแบบดังกล่าว คาดว่าก็จะสามารถปลุกกระแสการท่องเที่ยววิถีชุมชนได้ในวงกว้างทั้งนักท่องเที่ยวไทย และต่างชาติก็อยากเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตดังกล่าวซึ่งจะสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้และส่งให้เศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ชนิตร ภู่กาญจน์

ทีมบาสเกตบอลหญิง SPU คว้าแชมป์ระดับประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669067

ทีมบาสเกตบอลหญิง SPU  คว้าแชมป์ระดับประเทศ

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทีมนักกีฬาบาสเกตบอลหญิง มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รับรางวัล ชนะเลิศ ชิงแชมป์บาสเกตบอล ประเภททีมหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 25 ปี จากการแข่งขันรายการ “CU GSB BASKETBALL LEAGUE 2022” หลังเอาชนะทีม SILPAKORN SNIPER 68 ต่อ 49 คะแนน พร้อมรับเงินรางวัลชนะเลิศ มูลค่า 100,000 บาท ณ อาคารเฉลิมราชสุดากีฬาสถาน (CU Sport complex) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆ นี้

นักกีฬาบาสเกตบอลทีมหญิงศรีปทุมทีมนี้ มีผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน ประกอบด้วย อาจารย์กุศล สังขนันท์ ผู้ช่วยอธิการบดีด้านกฎหมาย SPU เป็นผู้จัดการทีม, นายพจนา สุจริตวิบูลย์ เป็นผู้ฝึกสอน, นางสาวนฤมล บ้านหมู่,อาจารย์สุรศักดิ์ ทรัพย์เพิ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานกิจการนักศึกษา SPU เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอน และนายณัฐนนท์ จิตรพิลา เป็นเจ้าหน้าที่ทีม โดยมีนักกีฬา ได้แก่ นางสาวศศิธร วงค์ตาผา,นางสาวศศิพร วงค์ตาผา, นางสาวสร้อยฟ้า เพ็ชรนิล, นางสาวชลธิชา ริมไธสง, นางสาวอัจฉราวรรณ กายสิทธิ์, นางสาวฐิตินันท์ มาธนโชติ,นางสาวกฤติยาณี ศรีคะรัน, นางสาวพิชญาภา เผือกรักษา, นางสาวอารญา ปลื้มจิตต์, นางสาวมธุรส แดงดี, นางสาวสุภัชชา หวันหมาน,นางสาวญาดา ศรีหารักษา และนางสาวกนกวรรณ ประจวบสุข

หัวเว่ย จับมือ มจธ. ตั้งสถาบันฯ พลังงานสีเขียวแห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669070

หัวเว่ย จับมือ มจธ. ตั้งสถาบันฯ  พลังงานสีเขียวแห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายโลแกน ยู กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจ พลังงานดิจิทัล บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และ ผศ. ดร. ประเสริฐ คันธมานนท์ รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding) จัดตั้งมจธ. สถาบันการศึกษาพลังงานสีเขียว(Green Energy Academy) แห่งแรกในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นายโลแกน ยู กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสองฝ่ายจะให้การสนับสนุนเพื่อพัฒนาอุปกรณ์การเรียนการสอนและบทเรียนทั้งหมด 3 ระดับ คือ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ ไปจนถึงความรู้ด้านการติดตั้งและการออกแบบโซลาร์รูฟท็อปในระดับครัวเรือนและระดับอุตสาหกรรม เช่น โซลาร์ฟาร์ม และโซลาร์ลอยน้ำ เป็นต้น โดยการจัดตั้งสถาบันการศึกษาพลังงานสีเขียวแห่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปูเส้นทางสายอาชีพในอนาคตให้แก่นักศึกษา และพัฒนาบุคลากรจากผู้สำเร็จการศึกษามาเป็นหัวหน้าด้านเทคนิคที่มีประสบการณ์

“หัวเว่ย ดิจิทัล เพาเวอร์ มุ่งมั่นที่จะผสานรวมเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับอิเล็กทรอนิกส์กำลัง (Power Electronics) เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบัน โซลูชั่นของเราได้ถูกติดตั้งอยู่บนโซลาร์รูฟท็อปและโซลาร์ฟาร์มรวมกว่า 2.4 จิกะวัตต์(GW) และยังมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศไทยกว่า 6.72 ล้านตัน ด้วยประสบการณ์และนวัตกรรมที่เรามี เราหวังที่จะมอบความรู้และโซลูชั่น FusionSolar Smart PV เพื่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างเทคโนโลยีไอซีทีและสถาบันการศึกษา โดยตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาบุคลากร เพื่อตอบสนองเทรนด์พลังงานสะอาดและความต้องการของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในสายอาชีพนี้ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคต” นายโลแกน ยู กล่าว

ผศ.ดร. ประเสริฐ คันธมานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การร่วมมือกันครั้งนี้จะนำมาซึ่งบทเรียนเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ที่ครอบคลุม โดยจะเปิดสอนแก่นักศึกษาหรือบุคคลทั่วไปที่มีความรู้เทียบเท่าระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ในชั้นปีที่ 3 รวมทั้งมอบประสบการณ์ตรงให้กับผู้เข้าเรียนผ่านห้องเรียนพลังงานสีเขียวที่มาพร้อมกับโซลูชั่น FusionSolar Smart PV รุ่นล่าสุดจากหัวเว่ย และจะได้ฝึกงานภายใต้แผนก พลังงานดิจิทัล บริษัท หัวเว่ยเทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัดผมเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษากว่า 200 ท่าน ในอีก 3 ปีข้างหน้า และช่วยพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถให้แก่ประเทศไทยที่กำลังมุ่งสู่ยุคปลอดคาร์บอนในอนาคต”

สาธิตละอออุทิศ รับสมัครครูผู้ช่วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669066

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดรับสมัครลูกจ้างของมหาวิทยาลัย สายวิชาการ ตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 9 อัตรา ได้แก่ ครูผู้ช่วย ปฐมวัย จำนวน 1 อัตรา ครูผู้ช่วย ภาษาไทย สอนระดับประถมศึกษา จำนวน 2 อัตรา ครูผู้ช่วยภาษาจีน สอนระดับประถมศึกษา จำนวน 1 อัตรา ครูผู้ช่วย สังคมประวัติศาสตร์ สอนระดับประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1 อัตรา ครูผู้ช่วยบูรณาการ (ศิลปะและการงาน) สอนระดับประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1 อัตรา ครูผู้ช่วย การศึกษาพิเศษ จำนวน 2 อัตรา ครูผู้ช่วย คณิตศาสตร์ สอนระดับประถมศึกษาตอนต้น จำนวน 1 อัตรา สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02-2445598

มอบรางวัล‘สุดยอดเยาวชนฯดิจิทัล’ นักเรียน นักศึกษาสายอาชีวศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669069

มอบรางวัล‘สุดยอดเยาวชนฯดิจิทัล’  นักเรียน นักศึกษาสายอาชีวศึกษา

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการคณะการอาชีวศึกษาเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลนักเรียนนักศึกษาสายอาชีวศึกษา ที่ชนะการแข่งขันนำเสนอแผนธุรกิจตอบโจทย์ตลาดออนไลน์ ในโครงการอบรม “เยาวชนสู่การเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล Citi-Kenan Micro & SME Academy for Digital Youth” โดยมีนายทีบอร์ พานดิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย นายปิยบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการมูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย นายทวีศักดิ์คิ้วทอง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ประธานกรรมการอาชีวศึกษากรุงเทพ และคณะผู้บริหารร่วมงานเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว

นักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษา จำนวน 50 คนที่มารับรางวัล คือ TOP 10 ที่เข้ารอบสุดท้าย โดยผ่านการคัดเลือกจาก เยาวชนอาชีวศึกษากว่า 500 คน สำหรับผลการประกวด มีนักเรียนนักศึกษาได้รับรางวัลได้แก่ ทีมคำไทย ขนมแครกเกอร์เมี่ยงคำวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน ได้รับรางวัลชนะเลิศทีม Jelbare Shampoo จากวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ทีม U-Patcha Brand จากวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม Siri Brand จากวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ได้รับรางวัล POPULAR VOTE