เชิญร่วมสัมมนา’ทิศทางการพัฒนาและการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชีวภาพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669076

เชิญร่วมสัมมนา'ทิศทางการพัฒนาและการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชีวภาพ'

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.00 น.

ปัจจุบันอุตสาหกรรมชีวภาพของไทยยังมีการเติบโตไม่มากเท่าที่ควร หากมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการนำวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและเศรษฐกิจชีวภาพจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายอย่างครบวงจร จะส่งผลให้อุตสาหกรรมชีวภาพมีโอกาสในการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น รวมถึงสร้างการแข่งขันให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนควบคู่กับการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ร่วมกับสถาบันพลาสติก ได้จัดโครงการพัฒนาและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชีวภาพ พร้อมให้ความรู้ในหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาและการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชีวภาพ” พร้อมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหัวข้อ “สถานการณ์ โน้มแนวและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมชีวภาพ ที่เกี่ยวข้องและถ่ายทอดความรู้จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์”โดย คุณรัตนปทุม พิลาแดง  ผู้จัดการศูนย์พัฒนาวัสดุอุตสาหกรรม สถาบันพลาสติก หัวข้อ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ในกลุ่มชีวเภสัชภัณฑ์” โดย ดร. เคตะ โอโน่  ผู้อำนวยการ INNOGINEER STUDIO มหาวิทยาลัยมหิดล หัวข้อ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ในกลุ่มเคมีชีวภาพ” โดย ดร. พิพัฒน์ วีระถาวร นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทย และกรรมการ สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลไทย หัวข้อ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ในกลุ่มพลาสติกชีวภาพ” โดย รศ.ดร. รังสิมา หญีตสอน สาขาวิศวกรรมวัสดุศาสตร์และการผลิต คณะบัณฑิตวิทยาลัย วิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธรไทย เยอรมัน (TSSG) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ งานนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ลงเทียบเพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าไปพร้อมกันได้ที่ https://bit.ly/3PhWePu วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม 2565 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ โรงแรม เดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ ชั้น 11 ห้อง Mayfair C สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  : ศูนย์พัฒนาบุคลากรพลาสติก

Website > https://www.thaiplastics.org  Facebook : Plastics Institute of Thailand – สถาบันพลาสติก Line : @Thaiplastics Youtube Official : Thaiplastics Tel: 02-391-5340-43 ต่อ 425

#พลาสติกชีวภาพ #พัฒนา #ไบโอพลาสติก #bioplastics #สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย #สิ่งแวดล้อม #อุตสาหกรรม #ผู้ประกอบการ #พลาสติก #อบรม #สัมมนา #งานฟรี #Seminar #สถาบันพลาสติก #ชีวภาพ

‘สุเทพ’พร้อมสกัดกัญชา-บุหรี่เข้าสถานศึกษา หวั่นผลกระทบต่อระบบประสาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669046

'สุเทพ'พร้อมสกัดกัญชา-บุหรี่เข้าสถานศึกษา หวั่นผลกระทบต่อระบบประสาท

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 16.23 น.

“สุเทพ” พร้อมสกัดกัญชา-บุหรี่เข้าสถานศึกษาหวั่นผลกระทบต่อระบบประสาท -สั่งอาชีวะรัฐ-เอกชนทุกแห่งคุมเข้มจุดเสี่ยงนร.นศ.อาชีวะฯทะเลาะวิวาท

วันที่ 25 กรกฎคาคม 2565 นายสุเทพ  แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวถึงมาตรการป้องกันการนำกัญชา กันชงเข้ามาภายในสถานศึกษา ว่า ที่ผ่านมา ตนได้มีหนังสือเวียนไปยังสถานศึกษาอาชีวศึกษารัฐและอาชีวศึกษาเอกชนทุกแห่งว่าจะต้องไม่มีกัญชาและบุรีในสถานศึกษา

“ตั้งแต่มีการเริ่มประกาศปลดล็อคกัญชา ผมก็มีหนังสือแจ้งเวียนไปถึงสถานศึกษาอาชีวะรัฐและเอกชนทุกแห่งว่าในสถานศึกษาจะต้องปลอดกัญชา แม้แต่บุหรี่ก็ไม่ให้มีในสถานศึกษาเพราะมีผลต่อระบบประสาทของนักเรียน นักศึกษา และหลังจากที่มีการปลดล็อดกัญชาแล้ว ก็ยังไม่มีรายงานเข้ามาว่ามีนักเรียน นักศึกษาอาชีวะได้รับผลกระทบหรือมีการใช้กัญชาในสถานศึกษา  ก็อยากให้มีการทำความเข้าใจว่าที่มีการปลดล็อคการใช้กัญชาก็เพื่อใช้ในทางการแพทย์ แต่ในเชิงสันทนาการยังไม่สามารถใช้ได้เพราะฤทธิ์ของกัญชามีผลกระทบกับเด็ก แต้ถ้าใช้ในทางการแพทย์ก็อยู่ในการดูแลของแพทย์อยู่แล้ว” นายสุเทพ กล่าว 

เลขาธิการ กอศ. กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีการป้องกันการก่อเหตุทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ว่า  หลังจากที่นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีข้อสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ดูเรื่องในเรื่องดังกล่าวแล้ว ตนก็ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ไปถึงสถานศึกษาอาชีวศึกษาทุกแห่งทั้งอาชีวะรัฐและเอกชน ให้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทอย่างเคร่งครัด และเพิ่มการเฝ้าระวังในช่วงเวลาเข้าเรียนและเลิกเรียน ตามพื้นที่จุดเสี่ยงที่มักจะมีนักเรียน นักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เช่น  นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม ฉะเชิงเทรา และพระนครศรีอยุธยา โดย สอศ.ได้ให้สถานศึกษาในพื้นที่ร่วมมือกับตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ผู้ปกครอง และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมีการตั้งทีมขึ้นมาเพื่อไปติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตามจุดเสี่ยงที่อาจจะเกิดการทะเลาะวิวาทกัน 

“กองทุนเพื่อการศึกษา ก็ได้เข้ามาวิจัยดูแลการแก้ไขปัญหาเด็กทะเลาะวิวาท และมีการแยก นศ.ใหม่ชั้นปีที่ 1,2 ให้ไปเรียนในสถานประกอบการ เพื่อไม่ให้เจอกับรุ่นพี่ ซึ่งผลวิจัยออกมาก็สามารถก็ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทได้ และใช้วิธีปลูกฝังเพื่อให้เด็กเกิดความยับยั้งชั่งใจมากกว่าใช้วิธีแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ” นายสุเทพ กล่าว

‘ตรีนุช’ย้ำ ศธ.ยึดในหลักการ ห้ามนำ‘กัญชา กัญชง’เข้าในสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669024

‘ตรีนุช’ย้ำ ศธ.ยึดในหลักการ ห้ามนำ‘กัญชา กัญชง’เข้าในสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.00 น.

‘ตรีนุช’ย้ำ ศธ.ยึดในหลักการ ห้ามนำ‘กัญชา กัญชง’เข้าในสถานศึกษา

25 กรกฎาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่มีแพทย์ประจำบ้าน แพทย์ประจำบ้านต่อยอด อาจารย์แพทย์ และศิษย์เก่าแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 851 รายชื่อ  ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอแสดงจุดยืนและเรียกร้องให้รัฐบาลปิดสภาวะกัญชาเสรีในสภาวะสุญญากาศทีนที เนื่องจากการใช้กัญชาอย่างเสรีในเชิงนันทนาการอย่างแพร่หลาย นำไปสู่การเข้าถึงการใช้กัญชาของเด็ก และเยาวชน ส่งผลกระทบต่อร่างกาย และการเจริญเติบโตของสมองในเด็ก และวัยรุ่นอย่างมาก สถานการณ์ในปัจจุบัน ในเรื่องนี้สำหรับในพื้นที่โรงเรียน ตนได้มีหนังสือสั่งการไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนทั่วประเทศตั้งแต่แรกแล้วว่า ศธ.ไม่ได้อนุญาตให้นำกัญชา กัญชง แม้กระทั่งบุหรี่เข้าไปภายในโรงเรียน และศธ.ยืนยันหลักการนี้มาโดยตลอด สิ่งที่ต้องทำในวันนี้คือการสร้างการรับรู้ให้กับผู้ปกครองโดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวและสังคม ชุมชนต่าง ๆเป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้จะต้องทำควบคู่กันไปในหลายมิติ ดังนั้น นอกเหนือจากบริบทของคุณครู ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องดูแลอย่างเต็มที่ เพราะศธ.มีระเบียบชัดเจนในการสร้างการรับรู้ให้กับนักเรียน และคุณครูจะสื่อสารให้ผู้ปกครอง ชุมชนและสังคมได้ช่วยกัน

“ศธ.มีหน้าที่กำกับดูแลเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปาะบาง ดังนั้นจะต้องเข้มข้น เพราะแม้จะเป็นกัญชาเสรี แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถใช้กัญชาได้ เพราะตามกฎหมายกำหนดให้ใช้ทางการแพทย์และการรักษาโรคเท่านั้น ส่วนจะมีการลงโทษผู้บริหารหรือไม่ถ้าพบมีกัญชาในสถานศึกษา ก็ต้องดูเป็นกรณีไป แต่ถ้าผู้บริหาร ละเลย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องที่ปล่อยให้กัญชาเข้าไปในสถานศึกษา ศธ.จะมอบหมายให้ต้นสังกัดของสถานศึกษา ดำเนินการพิจารณาทางวินัยตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด” รมว.ศธ. กล่าว

มอบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668949

มอบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 10.41 น.

นายกฯ เป็นประธานพิธีมอบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 เชิญชวนภาครัฐ เอกชน ประชาชนประดับตราสัญลักษณ์พระราชพิธีฯ ร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 25 กรกฎาคม 2565 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีมอบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ให้หน่วยงานราชการ และสื่อมวลชนนำไปปประดับ ณ ที่ต่างๆ อย่างเหมาะสม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ และร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยน์ของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชน โดยมีนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และตัวแทนสื่อมวลชนร่วมพิธี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเข้าร่วมพิธีฯ ผ่านระบบออนไลน์

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีรับฟังเพลงสดุดีพระแม่ไทย บรรเลงและขับร้องโดยวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาต และพระบรมราชวินิจฉัย ให้รัฐบาลจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ และพระราชทานแบบตราสัญลักษณ์ พร้อมความหมายภาษาไทยและภาษาอังกฤษด้วยแล้ว รัฐบาลจึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยร่วมกันจัดทำโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ และถวายพระราชกุศลให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ ตลอดปี 2565 นี้ โดยขอให้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั้งรุ่นปัจจุบันและรุ่นหลัง ได้ศึกษาหาความรู้จากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงออกถึงความจงรักภักดี

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ขอให้ดำเนินการตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์ พร้อมเครื่องราชสักการะ ตกแต่งสถานที่ประดับพระฉายาลักษณ์ ประดับธงชาติคู่กับธงตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 พร้อมประดับผ้าระบายสีฟ้าร่วมกับผ้าระบายสีขาว ตามอาคารสถานที่ของหน่วยงานและบ้านเรือน จัดทำคำถวายพระพรชัยมงคลเผยแพร่ทางเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ของหน่วยงาน และจัดการลงนามถวายพระพรชัยมงคลภายในหน่วยงานหรือทางเว็บไซต์ โดยดำเนินการเดือนสิงหาคม 2565 โอกาสนี้ ขอมอบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ให้กับผู้แทนหน่วยงานทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และสื่อมวลชน ได้นำไปประดับในสถานที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม และนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้ต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีมอบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีฯ ให้กับผู้ร่วมพิธี ได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง 19 กระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตัวแทนสื่อมวลชน และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศซึ่งรับมอบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีฯ ผ่านระบบออนไลน์

– 006

กต.จัดทำ e-book ‘A Legacy for All’ เฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668937

กต.จัดทำ e-book 'A Legacy for All' เฉลิมพระเกียรติ'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.30 น.

รัฐบาลโดย กต.จัดทำ e-book ฉบับภาษาอังกฤษ “A Legacy for All” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2565

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2565 รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดทำ e-book ฉบับภาษาอังกฤษ “A Legacy for All” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในประวัติศาสตร์และสังคมไทย รวมทั้งการพัฒนาประเทศ สาระแบ่งเป็นบทบาทหกด้าน คือ การสาธารณสุข การพัฒนาอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการน้ำ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี! ด้วยการสแกน QR Code ตามภาพ หรือคลิกที่ https://info.mfa.go.th/static/pdf-flipbook-master/index.html?file=https://image.mfa.go.th/mfa/0/jgapjwQOLy/E-book/eBook_A_Legacy_for_All_6July2022.pdf

‘เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม’ ปลุกพลังคนรุ่นใหม่เล่าเรื่องของดีท้องถิ่นทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668827

‘เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม’  ปลุกพลังคนรุ่นใหม่เล่าเรื่องของดีท้องถิ่นทั่วไทย

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“การรักษาวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ วันนี้ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำเพลงบอกมาถึงกรุงเทพฯได้ เพราะเพลงบอกนี้ไม่ค่อยนิยมเลย เพราะว่าเป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ เป็นสิ่งที่ไม่น่าชมเป็นสิ่งที่เก่าแก่โบราณ แต่สิ่งเหล่านี้ล่ะครับที่อยู่กับคนใต้มาตลอดยาวนาน อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ บรรพชน คนรุ่นหลัง และสุดท้ายก็อยากจะขอฝากนะครับ เพลงบอก ขอให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าและรักในวัฒนธรรมของภาคใต้ด้วยครับ”

หนุ่มน้อยนักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนหัวไทรบำรุงราษฎร์ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราชกล่าวอย่างภาคภูมิใจบนเวทีประกาศผลการประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนภายใต้หัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม” จัดโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ณ โรงแรม เอส 31 ถ.สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยทีมจาก รร.หัวไทรบำรุงราษฎร์ กับผลงาน “เพลงบอกหัวไทร” เป็นหนึ่งใน 17 ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายระดับประเทศ และได้รับรางวัลชมเชย

ทีมจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เจ้าของผลงาน “หล่นลงในดงใจ” เล่าเรื่อง “ชุมชนตะเคียนเตี้ย” อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่มี “มะพร้าว” เป็นวิถีชีวิต คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนภายใต้หัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม”

สำหรับการประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนภายใต้หัวข้อ เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “สร้างสรรค์ไทย” มีกติกาคือ ให้เด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปี จากทั่วประเทศ ซึ่งสนใจเข้าร่วมประกวด ได้จัดทำคลิปวีดีโอโดยใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ความยาวไม่เกิน 5 นาที บวกกับเทคนิคผสมผสาน โดยเฉพาะการตัดต่อให้เกิดความสมบูรณ์ทั้งภาพ เสียงและเนื้อหา ชิงเงินรางวัลรวม 380,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณจากกองทุนฯ เปิดรับผลงานตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.-31 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมา

ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่าการประกวดครั้งนี้ เป็นการนำเรื่องราวมรดกทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่นมาผลิตเป็นสื่อโดยเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งจาก 950 ผลงานที่ส่งเข้าประกวด มีการคัดเลือกผลงานในระดับจังหวัด โดย 3 ผลงานเด่นของแต่ละจังหวัด จะถูกส่งเข้ารับการคัดเลือกในระดับประเทศ จนเหลือ 17 ผลงานที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย นอกจากนี้ 1 ใน 17 ผลงานดังกล่าว ยังจะได้รับอีก 1 รางวัล คือ “รางวัลขวัญใจมหาชน (Popular Vote)” ด้วย

ตัวแทนจากทีม โรงเรียนหัวไทรบำรุงราษฎร์ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ขึ้นรับรางวัลชมเชย การประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนภายใต้หัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม” ในผลงาน “เพลงบอกหัวไทร”

“การจัดประกวดครั้งนี้ กองทุนได้มีการจัดทำหลักสูตรออนไลน์เพื่อให้ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ ได้มีความเข้าใจในกระบวนการและวิธีการที่ถูกต้องในการผลิตสื่อหรือคลิปวีดีโอที่จะนำเสนอเข้าประกวด ทั้งหมดมี 5 หลักสูตรด้วยกัน แต่ละหลักสูตรจะมีความยาวประมาณ 15 นาที ผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวด สามารถที่จะศึกษา เรียนรู้ เตรียมตัวทำการบ้านก่อนการที่จะเริ่มส่งผลงาน และเมื่อเขาศึกษาหลักสูตรต่างๆ จบแล้ว ก็เริ่มต้นในการผลิตชิ้นงาน

เรายังได้ทำระบบในการรับสมัคร การคัดเลือก และการลงมติให้คะแนน ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า เว็บ แอปพลิเคชั่น (Web Application) ถือว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเข้ามาจัดการ เป็นระบบการประกวดที่เรียกว่าสอดคล้องกับยุคสมัย เน็กซ์ นอร์มอล (Next Normal) เดินตามแนวนโยบายในการที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ตามนโยบายขับเคลื่อนประเทศ” ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าว

ภาพจากผลงาน “หล่นลงในดงใจ” เล่าเรื่อง “ชุมชนตะเคียนเตี้ย” อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ในการประกาศผลรางวัลครั้งนี้ “รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล” รางวัลละ 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ ผลงานชื่อ “หล่นลงในดงใจ” จังหวัดชลบุรี, “รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 2 รางวัล” รางวัลละ 40,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ 1.ผลงานชื่อ “ต๋าแหลว” ที่ยึดเหนี่ยวของชาวแม่จริมที่ยังคงอยู่ จังหวัดน่าน 2.ผลงานชื่อ “สืบชะตา” จังหวัดเชียงใหม่, “รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 4 รางวัล”รางวัลละ 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ 1.ผลงานชื่อ “หอมเคย” จังหวัด นครศรีธรรมราช 2.ผลงานชื่อ “เสาเล้าเสารู้”จังหวัดขอนแก่น

3.ผลงานชื่อ “L. A. ที่บ้านเรา” จังหวัด ร้อยเอ็ด และ 4.ผลงานชื่อ “CD ไทใหญ่ถัวเน่าแผ่น” จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ “รางวัลชมเชย จำนวน 10 รางวัล” รางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ 1.ผลงานชื่อ “ต้นตํารับแห่งขนมไทย” จังหวัด พระนครศรีอยุธยา 2.ผลงานชื่อ “Miracle of Culture มหัศจรรย์แห่งวัฒนธรรม2 ศาสนา” จังหวัดสงขลา 3.ผลงานชื่อ“ห้อมฮ้อมฮัก” จังหวัดแพร่ 4.ผลงานชื่อ “101 เมืองที่ไม่ได้มีดีแค่ หอโหวด” จังหวัด ร้อยเอ็ด 5.ผลงานชื่อ “เพลงบอกหัวไทร” จังหวัดนครศรีธรรมราช

6.ผลงานชื่อ “ไหว้ครูหมอหนังฝังความรักวัฒนธรรม” จังหวัดพัทลุง 7.ผลงานชื่อ “1 Day Trip ลูกประคบบางกระเจ้ามีดีอะไร” จังหวัดสมุทรปราการ 8.ผลงานชื่อ “เสียงเรียกหาเมืองลับแล” จังหวัดอุตรดิตถ์ 9.ผลงานชื่อ “Ku Bua Culture” จังหวัดราชบุรี และ 10.ผลงานชื่อ “สืบสานInnovation” จังหวัดอุดรธานี ซึ่งผลงาน สืบสาน Innovation ยังได้รับรางวัลขวัญใจมหาชน (Popular Vote) จำนวน 1 รางวัลรางวัลละ 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล อีกรางวัลหนึ่งด้วย

ทีมจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เจ้าของผลงาน หล่นลงในดงใจ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศในกาปรระกวดครั้งนี้เปิดเผยภายหลังพิธีกรประกาศผลรางวัล ว่า ผลงานที่ทำออกมานั้นได้รับแรงบันดาลใจจากบ้านเพื่อน ณ “ชุมชนตะเคียนเตี้ย” อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็น “ชุมชนมะพร้าว” เพราะมะพร้าว 1 ลูกที่หล่นมา ได้กลายเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรม ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตที่เรียบง่าย โดยคาดหวังว่า ผู้ที่ได้รับชมผลงานจะหาโอกาสไปท่องเที่ยวเยี่ยมเยือน

“ต้องขอขอบคุณโอกาสดีๆ จากโครงการสร้างสรรค์ไทย ที่เป็นพื้นที่ให้กับพวกเราได้แสดงความสามารถและศักยภาพของเราเอง ตลอดเวลาของการทำผลงาน พวกเราพยายามดึงศักยภาพของคนในทีมออกมาสร้างสรรค์ผลงานให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นตัดต่อ แอนิเมชั่น ถ่ายภาพ หรือ Content(เนื้อหา) ต่างๆ เพื่อให้ผลงานหล่นลงในดวงใจ ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด” ตัวแทนทีมเจ้าของผลงาน หล่นลงในดงใจ กล่าว

อิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลชนะเลิศ กล่าวว่า โครงการสร้างสรรค์ไทย ซึ่งจัดประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนภายใต้หัวข้อ เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม เกิดขึ้นเพราะอยากให้เป็นโอกาสสำหรับน้องๆ ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ซึ่งผู้เข้าร่วมประกวดต้องอาศัยทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และการลงมือทำ

ทั้งนี้ ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือยังมีเทคนิคในการถ่ายทำอยู่ในนั้นด้วย ทำให้ประหยัดไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ จึงเป็นที่มาของการกำหนดกติกาให้ทำคลิปวีดีโอจากโทรศัพท์มือถือ เพราะการเปิดกว้างอาจทำให้ต้องไปจัดหาอุปกรณ์ เป็นการเพิ่มภาระกับผู้เข้าร่วมประกวดและพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งการประกวดครั้งนี้ต้องขอบคุณ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนคณะกรรมการตัดสินตั้งแต่รอบคัดเลือกระดับจังหวัด จนมาถึงรอบสุดท้ายในระดับประเทศ

“ขอให้น้องๆ ทุกทีมได้มีความภาคภูมิใจในผลงานที่เราได้สร้างสรรค์ขึ้น ทางกระทรวงวัฒนธรรมก็จะเป็นหน่วยงานที่จะนำคลิปของน้องๆ ไปเผยแพร่ต่อ ซึ่งเรามีเครือข่ายเรื่องของการเฝ้าระวังเรื่องของสื่อสร้างสรรค์อยู่เป็นจำนวนมาก แล้วก็เรื่องของการลงไปในยูทูบ ประชาสัมพันธ์ไปในเว็บไซต์ของกระทรวง แล้วก็เครือข่าย ก็จะทำให้ยอดวิวของคลิปของน้องๆ ก็จะได้เพิ่มขึ้น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ยังกล่าวอีกว่า การประกวดครั้งนี้ท้ายที่สุดได้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ และการย้อนกลับไปดูวัฒนธรรมในท้องถิ่นที่แต่ละคนได้เติบโตขึ้นมา บางคนไปเรียนหนังสือในต่างถิ่น แต่คลิปวีดีโอเหล่านี้ทำให้ได้กลับไปสำรวจบ้านเกิดของตนเองว่ามีอะไรดี และควรนำเสนออะไร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในยุทธศาสตร์การสร้างชาติ ที่เน้นการส่งเสริมทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะเยาวชนที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ และหวังให้มีการต่อยอดวัฒนธรรมในฐานะ “ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power)” สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไป

สำหรับผู้สนใจรับชมผลงานทั้ง 17 ชิ้นที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายระดับประเทศ ในการประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนภายใต้หัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม” สามารถเข้าไปย้อนดูได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “สร้างสรรค์ไทย” โดยทางเพจได้โพสต์คลิปวีดีโอของ 17 ผลงานดังกล่าว ไว้ ณ วันที่ 8 ก.ค. 2565!!!

นักวิชาการ‘เภสัชฯมหิดล’ แนะผลิตเครื่องสำอางสมุนไพรปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668826

นักวิชาการ‘เภสัชฯมหิดล’  แนะผลิตเครื่องสำอางสมุนไพรปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นับเป็นเรื่องน่ายินดีตั้งแต่ประเทศไทยมีนโยบาย BCG (Bio Economy – Circular Economy – Green Economy) ที่เปิดกว้างให้มีการพัฒนาพืชสมุนไพรเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจผู้บริโภคจึงได้มี “เครื่องสำอางสมุนไพรไทย” เป็นทางเลือกที่หลากหลาย และปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง ศ.ดร.ภญ.วราภรณ์ จรรยาประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในประเทศไทยมีการใช้คำว่า “เวชสำอาง” เฉพาะในงานวิจัยเท่านั้น โดยตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง จะครอบคลุมเฉพาะชนิดที่ใช้ทาภายนอกเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวเท่านั้น

ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดตั้ง “กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร” เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพในแง่ต่างๆ เพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนรับรอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคแล้ว ยังเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้ค้นคว้าสมุนไพรไทย เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสมุนไพรที่มีคุณภาพกันมากขึ้นอีกด้วยขณะเดียวกัน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็พร้อมเป็นที่พึ่งแก่ประชาชน มอบองค์ความรู้เกี่ยวกับยาและพืชสมุนไพรที่เป็นประโยชน์นานัปการ ให้ติดตามกันได้อย่างต่อเนื่องที่ http://www.pharmacy.mahidol.ac.th

“การผลิตเครื่องสำอางสมุนไพรเพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค ผู้ผลิตจะต้องคัดเลือกสมุนไพรที่มีสารสำคัญที่ดี มีประโยชน์ และไม่เสี่ยงต่อการแพ้ ภายใต้กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) และการทดสอบการระคายเคือง ซึ่งนักวิจัยที่จะสามารถพัฒนางานวิจัยจนบรรลุสู่เป้าหมายหรือประสบผลสำเร็จได้ จะต้องคอย Update ติดตามข่าวสารเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อการเรียนรู้ และนำเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ในงานวิจัย” ศ.ดร.ภญ.วราภรณ์ กล่าว

กอ.รมน.-วช. ร่วมกับ มมส. เร่งส่งมอบนวัตกรรมสู้ภัยแล้งที่อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668884

กอ.รมน.-วช. ร่วมกับ มมส. เร่งส่งมอบนวัตกรรมสู้ภัยแล้งที่อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.27 น.

กอ.รมน. –  วช. ร่วมกับ มมส. เดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้จากผลงานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมเร่งส่งมอบนวัตกรรมสู้ภัยแล้งที่อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

วันที่ 24 กรกฎาคม 2565 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) จัดพิธีส่งมอบนวัตกรรมและตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการ “การบริหารจัดการภัยแล้งพื้นที่เกษตรกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ด้วยวิจัยและนวัตกรรมอย่างยั่งยืน” เพื่อนำองค์ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร โดยมี พลโท อุดม โกษากุล ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีส่งมอบฯ  และพันเอก โอภาส จันทร์อุดม รองผู้อำนวยการ กอ.รมน. จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หัวหน้าโครงการฯ กล่าวรายงาน ซึ่งในพิธีได้รับเกียรติจาก ผู้ทรงคุณวุฒิวช. หัวหน้าหน่วยงานราชการในท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เกษตรกร และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงทุ่งเมืองทอง ตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

พลโท อุดม โกษากุล ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. กล่าวว่า กอ.รมน. ได้ร่วมมือกับ วช. ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการภัยแล้งให้กับพื้นที่เป้าหมายจังหวัดบุรีรัมย์ โดยศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. ได้คัดเลือกพื้นที่บ้านตามา บ้านสุขวัฒนา และ บ้านสุขสำราญ ตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโครงการวิจัยของ ศาสตราจารย์ ดร.อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิจัยและนวัตกรรม เป็นหัวหน้าโครงการฯ ได้ร่วมกับคณะนักวิจัยจาก 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อดำเนินโครงการการบริหารจัดการภัยแล้งพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. ได้ติดตามการดำเนินงานมาโดยตลอด และด้วยความตั้งใจของหัวหน้าโครงการฯ ตลอดจนการสนับสนุนของส่วนราชการต่าง ๆ ในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยกลไกบูรณาการเชิงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานพัฒนา หน่วยงานภาคปฏิบัติในพื้นที่ และหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนผลผลิตการวิจัย เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. เล็งเห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาคการวิจัยและภาคความมั่นคง ในการเชื่อมต่องานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาให้ภาคประชาชน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง วช. และ กอ.รมน. ในการใช้ประโยชน์องค์ความรู้จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ตามแนวคิด “ชุมชนเข้มแข็ง ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ซึ่งจะเป็นการส่งมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมในโครงการเรื่อง “การบริหารจัดการภัยแล้งพื้นที่เกษตรกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ด้วยวิจัยและนวัตกรรมอย่างยั่งยืน” โดย วช. ได้ให้การสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการภัยแล้งพื้นที่เกษตรกรรม ผ่าน 4 กิจกรรมหลัก 12 นวัตกรรม ที่พัฒนาโดยทีมคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ให้สูงขึ้น และที่สำคัญยิ่งคือ ความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องชาวตำบลชุมแสงและพื้นที่ข้างเคียง ตลอดจน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ปราชญ์ชุมชน ที่ร่วมมือกันจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ศาสตราจารย์ ดร.อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า กอ.รมน. และ วช. ได้คัดเลือกพื้นที่ในจังหวัดบุรีรัมย์เป็นพื้นที่เป้าหมายในการทำโครงการการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อชุมชนสังคม ภายใต้แผนงานทุนท้าทายไทยด้านภัยแล้ง กลุ่มเรื่องภัยแล้ง ประจำปี 2564 โดยมอบหมายให้ คณะผู้ดำเนินโครงการจาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ดำเนินโครงการในพื้นที่ 3 หมู่บ้านในเขตตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ บ้านตามา บ้านสุขสำราญ บ้านสุขวัฒนา ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งทุกปี ทำให้เป็นอุปสรรคในการทำเกษตรกรรมของเกษตรกร จากปัญหาภัยแล้งดังกล่าว ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีความต้องการนวัตกรรมที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนารูปแบบการทำเกษตรให้ตรงกับบริบทของชุมชนให้เกิดประโยชน์ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร การจัดการผลผลิตทางการเกษตร การทำการเกษตรนอกฤดูกาลเพาะปลูก และการต่อยอดการใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์ร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด กิจกรรมในวันนี้ ภาคประชาชนในพื้นที่จะได้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ส่งมอบให้ไปใช้ในการประกอบอาชีพของกลุ่ม รวมถึงช่วยเผยแพร่องค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ให้เป็นที่รู้จักและได้มาใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมจากการวิจัยร่วมกันต่อไป

สำหรับพิธีส่มอบนวัตกรรมในครั้งนี้ มีสมาชิกหมู่บ้านและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่ตำบลชุมแสงเข้าร่วมงานกว่า 200 คน โดยผลงานนวัตกรรมที่ กอ.รมน. ร่วมกับ วช. และ มมส. นำมาส่งมอบประกอบด้วย 4 กิจกรรม  12  นวัตกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 : กิจกรรมการพัฒนานวัตกรรมบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ประกอบด้วย  ระบบการจัดสรรน้ำตามศักยภาพน้ำต้นทุน จำนวน 1 ชุดข้อมูล, ชุดข้อมูลการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร จำนวน 1 ชุดข้อมูล, ชุดระบบสูบน้ำด้วยพลังงานเเสงอาทิตย์เเบบเคลื่อนย้ายได้เพื่อการเกษตร จำนวน 3 ชุด, ชุดนวัตกรรมสูบน้ำและกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 3 ชุด และชุดนวัตกรรมหน่วยเก็บกักน้ำย่อยและกระจายน้ำและสูบและจ่ายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์แบบเคลื่อนที่ จำนวน 3 ชุด กิจกรรมที่ 2 : การพัฒนานวัตกรรมในการยกระดับการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง ประกอบด้วย ชุดระบบอบแห้งด้วยรังสีอินฟราเรดเเบบถังหมุนชนิดเคลื่อนย้ายได้ระบบไฮบริด จำนวน 1 ชุด และชุดนวัตกรรมแปรรูปเพื่อเพิ่มคุณภาพข้าวเปลือกและเมล็ดพันธุ์ 1 ชุด กิจกรรมที่ 3 : การพัฒนานวัตกรรมเกษตรแบบผสมผสานเพื่อแก้ปัญหาความยากจนด้วยระบบสมาร์ทฟาร์ม ประกอบด้วย นวัตกรรมเกษตรแบบผสมผสาน จำนวน 1 ชุด และกิจกรรมที่ 4 : การส่งเสริมนวัตกรรมชุมชนพึ่งตนเองและใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน ประกอบด้วย ชุดระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชนพึ่งตนเอง จำนวน 1 ชุด, ชุดเตาเผาชีวมวล จำนวน 1 ชุด, ชุดเครื่องผลิตน้ำส้มควันไม้ จำนวน 1 ชุด และชุดผลิตปุ๋ยจากผลิตภัณฑ์เหลือทิ้งจากป่าชุมชน จำนวน 1 ชุด โดยมี พันเอก โอภาส จันทร์อุดม รองผู้อำนวยการ กอ.รมน. จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นผู้รับมอบนวัตกรรมฯ และได้ส่งมอบนวัตกรรมดังกล่าวต่อให้แก่ตัวแทนของพื้นที่ 3 หมู่บ้านของตำบลชุมแสง ได้แก่ บ้านตามา บ้านสุขวัฒนา และบ้านสุขสำราญ เพื่อให้พื้นที่ทั้ง 3 หมู่บ้านที่กล่าวมา นำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ก่อให้เกิดเกิดการบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรให้ได้มากที่สุด ซึ่งทำการแก้ปัญหาจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

‘สมเด็จพระสังฆราช’เสด็จเป็นองค์ประธานสงฆ์ พิธีเททองหล่อพระเกศ’พระพุทธมุนีศรีประชานาถ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668817

'สมเด็จพระสังฆราช'เสด็จเป็นองค์ประธานสงฆ์ พิธีเททองหล่อพระเกศ'พระพุทธมุนีศรีประชานาถ'

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.27 น.

“สมเด็จพระสังฆราช”เสด็จเป็นองค์ประธานสงฆ์ พิธีเททองหล่อพระเกศ”พระพุทธมุนีศรีประชานาถ” พระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทย และวัตถุมงคลราชสีห์กระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสการสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบ 130 ปี

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2565 ที่พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเททองหล่อพระเกศ “พระพุทธมุนีศรีประชานาถ” เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ ศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ และพิธีเททองหล่อวัตถุมงคลราชสีห์กระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสการสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบ 130 ปี โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร โดยพระคณาจารย์ ประกอบด้วย พระมงคลวโรปการ (หลวงพ่อชำนาญ) วัดชินวราราม จ.ปทุมธานี พระครูยติธรรมานุยุต (หลวงพ่อแป๊ะ) วัดสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม พระมงคลกิจโกศล (หลวงปู่ฤๅษีตาไฟ) วัดเทพหิรัญย์ จ.ชัยนาท พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (หลวงพ่ออิฏฐ์) วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม นั่งปรกอธิษฐานจิตร่วมในพิธี มี พระมหาเถระ พระเถระ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พระครูสมุห์วัชระ ภทฺทธมฺโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตาราม วรมหาวิหาร เมตตาร่วมพิธี โดยมี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหารฝ่ายข้าราชการการเมือง นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายชยาวุธ จันทร นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพรพจน์  เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กรรมการที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย และพุทธศาสนิกชน ร่วมในพิธี

โดยเมื่อเวลา 09.09 น.เป็นพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานสงฆ์ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นำคณะผู้บริหารระดับสูงจุดธูปเทียนบูชาฤกษ์หน้าโต๊ะเครื่องบวงสรวง และจุดธูปปักที่เครื่องบวงสรวง พราหมณ์อ่านโองการบูชาฤกษ์อันเชิญเทวดา และประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์

จากนั้น ในเวลา 10.19 น.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เสด็จลงพระอุโบสถ ทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีเททองหล่อพระเกศพระพุทธมุนีศรีประชานาถ และวัตถุมงคลราชสีห์กระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสการสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบ 130 ปี โดยทรงเจิมอักขระแผ่นทอง เงิน นาก แล้วหย่อนแผ่นทอง เงิน นาก ลงในช้อน เทลงในแบบ แล้วจับด้านสายสิญจน์ประกอบพิธีเททอง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์เป็นสิริมงคล ผู้ร่วมพิธีกรวดน้ำ รับพร เป็นอันเสร็จพิธี ประกอบพิธีเททอง ทั้งนี้ ในช่วงก่อนประกอบพิธี ท้องฟ้า สภาพอากาศมีความแปรปรวน มืดครึ้ม แต่เมื่อถึงฤกษ์มงคลพิธี เกิดสิ่งอัศจรรย์ที่เมฆหมอกที่มืดครึ้มกลับสลายกลายเป็นแสงแดดแผดจ้า อันเป็นยามมงคลที่เหล่าเทวดาฟ้าดินต่างมาอำนวยอวยชัยอนุโมทนาบุญ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งจิตตั้งใจประกอบคุณงามความดีด้วยบริสุทธิ์ให้แก่ประเทศชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน

และในเวลา 10.30 น.ปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวการจัดสร้างวัตถุมงคล เนื่องในโอกาสการสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบ 130 ปี โดยกล่าวว่า นับเป็นพระเมตตาอย่างสูงที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมตตาประทานมงคลนามพระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทยว่า “พระพุทธมุนีศรีประชานาถ” ซึ่งมีความหมายที่ย้ำเตือนใจให้ชาวมหาดไทยและพุทธศาสนิกชนได้น้อมบูชาสาธุการว่า “พระพุทธเจ้าทรงเป็นที่พึ่งอันนำมาซึ่งความเจริญของปวงประชา” โดยการสร้างพระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้มีที่มา 3 ประการ อันได้แก่ 1) ในวาระอันเป็นมงคลที่กระทรวงมหาดไทยได้รับการสถาปนาครบ 130 ปี 2) นับตั้งแต่การสถาปนากระทรวงมหาดไทย เมื่อปี 2435 ยังไม่เคยมีการสร้างพระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทย และ 3) พระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทยที่จัดสร้างในครั้งนี้ มีขนาดหน้าตัก 32 นิ้วซึ่งเท่ากับอาการ 32 ประการของการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และจะอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นมงคลแก่ศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ ถนนเจริญนคร เขตคลองสาน ซึ่งตั้งอยู่ข้างวัดเศวตฉัตรวรวิหาร ทั้งนี้เมื่อศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่แล้วเสร็จ จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมที่ดิน กรมการพัฒนาชุมชน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยสำหรับที่ตั้งกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบันนั้น จะมีการปรับอาคารที่เป็นอาคารสมัยใหม่ที่มีความสูงที่บดบังทัศนียภาพของโบราณสถานที่เป็นที่ตั้งศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย และวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร อันเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 เปลี่ยนเป็นพื้นที่สวนหย่อม สร้างความร่มรื่น และซึมซับความสวยงามทางสถาปัตยกรรมสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ให้กับพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ และยังเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่พระบรมวงศานุวงศ์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์อีกด้วย โดยพิธีที่จัดขึ้นในวันนี้ นับเป็นมิ่งมงคลที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมาเป็นองค์ประธาน การเททองหล่อพระพุทธรูปประจำกระทรวง ในส่วนที่เป็นพระเกศ และทรงอธิษฐานจิตทองชนวน เงินชนวน สำหรับนำไปเป็นเชื้อมวลสารในการจัดทำเหรียญพระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทย และราชสีห์อันเป็นสัญลักษณ์ประจำกระทรวงมหาดไทย และได้รับเมตตาจากพระเกจิอาจารย์ร่วมนั่งปรกอธิษฐาน

“สำหรับพิธีพุทธาภิเษก จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2565 (วันที่ 9 เดือน 9) ณ บริเวณลาน กระทรวงมหาดไทย โดยได้รับเมตตาจากพระครูวิศิษฏ์พิทยาคม (วราห์ ปุญญวโร) เจ้าอาวาสวิดโพธิทอง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระคณาจารย์ นั่งปรกอธิษฐานจิตอีก 8 รูป อาทิ พระมงคลวโรปการ (หลวงพ่อชำนาญ) วัดชินวราราม จ.ปทุมธานี พระครูยติธรรมานุยุต (หลวงพ่อแป๊ะ) วัดสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม พระมงคลกิจโกศล (หลวงปู่ฤๅษีตาไฟ) วัดเทพหิรัญย์ จ.ชัยนาท พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (หลวงพ่ออิฏฐ์) วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า และเนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลที่ เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะทรงเจริญพระชันษาครบ 8 รอบ 96 พรรษา ในปี 2566 ทรงประทานพระอนุญาตให้จัดสร้างสถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ตั้งอยู่ ณ คลอง 9 ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี บนพื้นที่ 172 ไร่ โดยได้รับบริจาคที่ดินจากคุณธัญรัศมิ์ นันธนวัฒน์ และครอบครัว เพื่อเป็น “รมณียสถาน” หรือสถานที่อันรื่นรมย์ เหมาะสมกับการปฏิบัติธรรม รองรับคณะสงฆ์ สามเณร และศรัทธาพุทธศาสนิกชน ที่มีความต้องการที่จะไปฝึกปฏิบัติธรรมตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นสูงกับคณาจารย์และพระอาจารย์ที่จะเมตตาไปดูแลจัดการอบรม โดยได้มีการออกแบบพื้นที่เป็น 3 ส่วน ที่มุ่งเน้นการก่อเกิดประโยชน์ให้กับพุทธศาสนิกชนอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1) เป็นสถานที่สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม อันประกอบด้วย ศาลาปฏิบัติธรรม โรงทาน สถานพยาบาล และอาคารที่พักของพระสงฆ์ สามเณร และผู้ปฏิบัติธรรมลักษณะค้างคืน 2) ปรับพื้นที่ในการสนองแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “สืบสาน รักษา และต่อยอด” แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โดยดำริเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ และ 3) พื้นที่ต้นแบบ “เกษตรสมัยใหม่ที่ยั่งยืน” โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์

“ในโอกาสที่กระทรวงมหาดไทยได้รับการสถาปนาครบ 130 ปี จึงได้ร่วมเป็นเจ้าภาพการก่อสร้างอาคารศูนย์ปฏิบัติธรรมฯ 4 ชั้น เพื่อใช้เป็นที่พักของพระภิกษุ สามเณร สามารถรองรับพระภิกษุสามเณร จำนวน 100 รูป โดยประมาณการค่าวัสดุ ค่าก่อสร้าง ไว้ที่ 50 ล้านบาท ซึ่งพี่น้องศรัทธาสาธุชน สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ ด้วยการเช่าบูชาพระพุทธรูปประจำกระทรวงจำลอง และวัตถุมงคลราชสีห์ จำนวน 6 รายการ เป็นจำนวน 52,340 องค์ ได้แก่ 1) ราชสีห์ทองคำ จัดสร้าง 260 องค์ สำหรับผู้บริจาคเงิน 90,000 บาท 2) ราชสีห์เงิน จัดสร้าง 2,565 องค์ สำหรับผู้บริจาคเงิน 5,000 บาท 3) ราชสีห์รมดำ จัดสร้าง 25,650 องค์ สำหรับผู้บริจาคเงิน 500 บาท 4) ราชสีห์ใหญ่โลหะพิเศษ ขนาด 4 นิ้ว จัดสร้าง 2,565 องค์ สำหรับผู้บริจาคเงิน 10,000 บาท 5) พระพุทธมุนีศรีประชานาถ พระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทยจำลอง ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว จัดสร้าง 1,300 องค์ สำหรับผู้บริจาคเงิน 13,000 บาท และ 6) เหรียญพระพุทธมุนีศรีประชานาถ และราชสีห์ 130 ปี กระทรวงมหาดไทย ขนาดเหรียญ 2.4 เซนติเมตร จัดสร้าง 20,000 เหรียญ สำหรับผู้บริจาคเงิน 130 บาท  ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจวัตถุมงคล “ราชสีห์ทองคำ” สามารถร่วมบริจาคได้ที่ Line Official “ราชสีห์ 130 ปี มท.” ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือติดต่อสำนักงานที่ดินจังหวัด สำนักงานที่ดินจังหวัดสาขาทั่วประเทศ และสำหรับวัตถุมงคลรายการอื่น ๆ ร่วมบริจาคผ่านไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น ที่ ww.jubjaai.com ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป และจะจัดส่งวัตถุมงคลได้ในช่วงประมาณเดือนกันยายน 2565 ผ่านทางไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น แบบด่วนพิเศษ (EMS) เพื่อให้ผู้สั่งจองสามารถทราบข้อมูลในการสั่งจองและสามารถติดตามสถานการณ์จัดส่งสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง อำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่สั่งจอง โดยที่ไม่ต้องเดินทางมารับด้วยตนเอง และมีการประกันภัยกรณีวัตถุมงคลสูญหาย หรือเสียหายอันเกิดจากการจัดส่ง” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ

นายสุทธิพงษ์ กล่าวด้วยว่า กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนท่านผู้มีศรัทธาและสาธุชนทุกท่าน ร่วมอนุโมทนาบริจาคเงินบูชาวัตถุมงคลในวาระ 130 ปี การสถาปนากระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอขอบคุณ ท่านนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน และท่านณรงค์ สืบตระกูล ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ กรมที่ดิน รวมถึงคณะทำงานจัดสร้างทุกท่าน ที่ได้เป็นกำลังสำคัญในการริเริ่มมงคลกุศลอันเป็นการเสริมสร้างพลังแห่งกตเวทิตาคุณของชาวมหาดไทยและพุทธศาสนิกชน ในการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันหลักของชาติ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความผาสุกของพี่น้องประชาชน ให้เกิดความสถาวร อันเป็นปณิธานที่มุ่งมั่นของคนมหาดไทย สืบมาตลอดระยะเวลา 130 ปี “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และมุ่งมั่นสร้างสรรค์กิจกรรมอันเป็นคุณประโยชน์ตลอดไป

– 006

น้อมถวายอาลัยยิ่ง! เพจดังเปิดข้อมูล สิ้นเจ้านายองค์สุดท้ายในสายวังหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668734

น้อมถวายอาลัยยิ่ง! เพจดังเปิดข้อมูล สิ้นเจ้านายองค์สุดท้ายในสายวังหน้า

วันเสาร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.58 น.

วันที่ 23 กรกฎาคม 2565 เพจเฟซบุ๊ก โบราณนานมา โพสต์ข้อความว่า สิ้นเจ้านายองค์สุดท้ายในสายวังหน้า ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๕ “หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี” สิ้นชีพิตักษัย สิริชันษา ๑๐๐ ปี นับเป็นพระราชวงศ์องค์สุดท้ายในสายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

เมื่อพูดถึง “วังหน้า” ความทรงจำเรื่องวังหน้าก็แทบจะเลือนหายไปจากการรับรู้และความทรงจำของคนไทยไปแล้ว ในอดีตประเทศเราเคยมี “วังหน้า-วังหลวง-วังหลัง” คำว่า “วังหน้า” ” จริง ๆ ตีความได้หลายอย่าง วังหน้าคือวังที่ตั้งอยู่หน้าวังก็ได้ วังหน้าคือทัพที่ต้องไปอยู่ข้างหน้าเวลามีสงครามก็ได้ ในสมัยโบราณไม่ได้เรียกว่าวังหน้า จะเรียก อุปราชบ้าง พระมหาอุปราชบ้าง เหมือนเป็นผู้ที่รอขึ้นสืบทอดเป็นพระมหากษัตริย์โดยนัย (ไม่ชัดเจน)

เป็นตำแหน่งเตรียมพร้อมเพื่อขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ แต่จริงๆ แล้วในสมัยนั้นเขาอาจจะไม่ได้คิดในเชิงรัชทายาทสืบทอดอำนาจ เขาอาจจะคิดแค่ว่าเป็นตำแหน่งผู้ช่วย มือขวา ควบคุมกำลังให้ไปรบทัพจับศึก ผู้ที่ครองตำแหน่งก็อาจจะไม่ใช่ลูก อาจจะเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลุง เป็นอา คือเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจใกล้ชิดจากพระมหากษัตริย์ ตำแหน่งนี้ก็มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เรื่องมาธนบุรี จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

“วังหน้า” พระองค์แรกในสมัยรัตนโกสินทร์ คือ “สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท” เป็นพระอนุชาธิราชร่วมพระชนกชนนีในรัชกาลที่ ๑ แต่พระองค์สวรรคตก่อนรัชกาลที่ ๑ มีเรื่องเล่าลือให้ถึงพระเนตรพระกรรณ รัชกาลที่ ๑ ว่า กรมพระราชวังบวรฯ ได้ออกพระโอษฐ์ตรัสสาปแช่งขณะประชวรและเสด็จทอดพระเนตรรอบ ๆ วังว่า “…ของเหล่านี้ กูอุตส่าห์ทำด้วยความคิดและเรี่ยวแรงเป็นหนักหนา หวังจะอยู่ชมนาน ๆ ก็ไม่ได้ชม ของใหญ่ของโตของกูดี ๆ ของกูสร้าง ใครไม่ได้ช่วยเข้าทุนอุดหนุน กูสร้างขึ้นด้วยกำลังข้าเจ้าบ่าวนายของกูเอง นานไปใครไม่ใช่ลูกกู เข้ามาเป็นเจ้าของครอบครองขอผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข…“

เมื่อสมเด็จพระราชวังบวรฯ สวรรคต จากนั้นรัชกาลที่ ๑ จึงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร พระราชโอรส ขึ้นเป็น “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)” พระองค์ใหม่ ตามธรรมเนียมแล้วเมื่อเป็นวังหน้า พระองค์ ต้องไปประทับ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล (พระบวรราชวัง) แต่รัชกาลที่ ๑ ไม่ทรงเห็นด้วยเพราะทรงรำลึกถึงคำตรัสสาปแช่ง จึงมีพระราชดำรัสว่า “…ไปอยู่บ้านช่องของเขาทำไม เขารักแต่ลูกเต้าของเขา ๆ แช่งเขาชักไว้เป็นหนักเป็นหนา…“ จึงโปรดให้กรมพระราชวังบวรฯ ใหม่ ประทับอยู่ที่พระราชวังเดิม จนเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้นเป็นรัชกาลที่ ๒ และพระองค์เป็นวังหน้าพระองค์เดียวในสมัยรัตนโกสินทร์ทีไ่ด้ขึ้นครองราชสมบัติเป็น “พระมหากษัตริย์”

ในสมัยรัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ สถาปนา สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ พระอนุชา ขึ้นเป็นวังหน้า มีพระนามว่า “สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์” แต่พระองค์ ดำรงพระยศเป็นกรมพระราชวังบวรได้เพียง ๘ ปี เสด็จสวรรคตเมื่อพระชนมายุได้เพียง ๔๔ พรรษา และในรัชสมัยนี้ก็มิได้ทรงแต่งตั้งท่านผู้ใดเป็นวังหน้าแทนจนสิ้นรัชกาล

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ โปรดเกล้าฯ สถาปนา พระองค์เจ้าอรุโณทัย พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๑ เป็นพระปิตุลา แต่มีพระชันษาใกล้เคียงกับพระองค์ สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ” แต่พระองค์ ดำรงพระยศเป็นกรมพระราชวังบวรได้เพียง ๘ ปี เสด็จสวรรคตเมื่อพระชนมายุได้เพียง ๔๗ พรรษา และมิได้ทรงแต่งตั้งพระราชวงศ์พระองค์ใดเป็นวังหน้าจนสิ้นรัชกาล ยาวนานถึง ๑๘ ปี

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ วังหน้าในสมัยนี้ค่อนข้างแตกต่างกับวังหน้าในสมัยใด ๆ พระองค์สถาปนา สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุธามณีกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระอนุชา ขึ้นเป็นวังหน้า แต่โปรดให้เพิ่มพระเกียรติยศเทียบเท่าพระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งเป็น “พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” พระองค์ดำรงพระยศเป็นกรมพระราชวังบวรนานถึง ๑๔ ปี และพระองค์สวรรคตก่อนรัชกาลที่ ๔

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เกิดการเปลี่ยนแปลงของวังหน้ามากที่สุด เมื่อรัชกาลที่ ๕ ขึ้นครองราชย์ เมื่อพระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษา ตำแหน่งวังหน้า พระองค์มิได้เป็นผู้แต่งตั้งแต่เหมือนรัชกาลก่อน ๆ แต่ในที่ประชุมเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ ตั้ง “พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ”​ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งวังหน้า มีพระราชอิสริยยศว่า “กรมพระราชวังบวร บวรวิไชยชาญ” ทั้งที่ผิดธรรมเนียมโบราณมาก เพราะการแต่งตั้งพระมหาอุปราชถือเป็นพระราชอำนาจส่วนพระองค์ของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น

ความขัดแย้งระหว่างรัชกาลที่ ๕ กับวังหน้า ก็มีเรื่อยมา วังหน้าเองก็ไม่สบายพระทัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของพระองค์เอง วังหน้าอยู่ในตำแหน่ง ๑๕ ปี จึงทิวงคต ทำให้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าตำแหน่ง “วังหน้า” นี้มีอาถรรพ์อันเกิดจากพระดำรัสสาปแช่งของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท

หลังจากนั้นไม่นาน รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราชฝ่ายหน้าในวันที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๒๘ และโปรดเกล้าฯ สถาปนาตำแหน่ง “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร” ขึ้นเพื่อระบุรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ต่อไป

“กรมพระราชวังบวร บวรวิไชยชาญ” วังหน้าพระองค์สุดท้าย พระองค์มีพระราชโอรสที่เป็นต้นราชสกุลอยู่หลายราชสกุล ได้แก่ วิไลยวงศ์, กาญจนะวิชัย, กัลยาณะวงศ์, สุทัศนีย์, วรวุฒิ, รุจจวิชัย, วิบูลยพรรณ, รัชนี และวิสุทธิ แต่เจ้านายพระองค์สุดท้ายของสายวังหน้า คือ “หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี” ที่เพิ่ง สิ้นชีพิตักษัย สิริชันษา ๑๐๐ ปี เป็นพระโอรสในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ องค์ต้นราชสกุล “รัชนี” ประสูติแต่หม่อมเจ้าพรพิมลพรรณ รัชนี (วรวรรณ) และมีเจ้าพี่ร่วมพระมารดาหนึ่งพระองค์คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต

และเมื่อตำแหน่ง “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)” ถูกยกเลิกไป พระราชวังบวรสถานมงคล (พระบวรราชวัง) ที่เคยโอ่อ่าจึงค่อย ๆ ลดทอนความสำคัญลง พื้นที่ส่วนหนึ่งถูกนำมายังประโยชน์อื่น ๆ ตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๕ ด้วยทรงไม่ปรารถนาให้กลายเป็นที่ร้างไปเปล่า ๆ เช่น โปรดให้เขตวังชั้นนอกเป็นโรงทหารรักษาพระองค์ วังชั้นกลางโปรดให้จัดเป็นพื้นที่ของพิพิธภัณฑสถาน ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย, พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ส่วนวังชั้นในซึ่งยังมีเจ้านายฝ่ายใน พระธิดาของวังหน้าพระองค์ก่อนๆ ประทับอยู่ ก็โปรดให้จัดเป็นพระราชวังต่อไป และมีเจ้าพนักงานดูแลอยู่เช่นเดิม

วังหน้าที่เคยทรงอำนาจมานานถึง ๑๐๖ ปีก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากการรับรู้และความทรงจำของผู้คนตามกฎอันเป็นธรรมชาติของกาลเวลา

ขอบคุณข้อมูล ภาพ : โบราณนานมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :  สิ้น’หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี’ พระปนัดดา ในหลวง ร.4 สิริพระชันษา 100 ปี