อาชีวะอุบลฯ คว้าโล่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการ’แข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เนื่องในวันรพี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668721

อาชีวะอุบลฯ คว้าโล่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการ'แข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เนื่องในวันรพี'

วันเสาร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 17.43 น.

อาชีวะอุบลฯ คว้าโล่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการ “แข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เนื่องในวันรพี” ประจำปี 2565  จากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี  ตัวแทนเยาวชนเมืองดอกบัวเข้าแข่งขันต่อในระดับภูมิภาคต่อไป

วันนี้ 23 ก.ค.65 นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า แผนกวิชาสัมพันธ์ธุรกิจ นำโดย นางนภัสนันท์  จิรปรียาชานนท์ พร้อมด้วยครูผู้สอนวิชากฎหมาย นายอาคม ศรีพรม นางสาว ฐปนีย์ วงศ์คำ ครูผู้ฝึกซ้อมการแข่งขัน นำนักเรียนในระดับชั้น ปวช.2/1  สาขาวิชาการบัญชี  ได้แก่ นางสาวอริสา เกษเจริญคุณ นางสาวพิชญาภัค ทองรอง เข้าร่วม “แข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เนื่องในวันรพี” ประจำปี  พ.ศ.2565 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า  (ปวช.)  ประเภททีม 2 คน  ณ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี  เพื่อคัดเลือกตัวแทนจังหวัดอุบลราชธานี เข้าร่วมการแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป  ซึ่งวันนี้ (23 กรกฎาคม 2565) ตัวแทนนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า (ปวช.)  จากสถานศึกษาต่างๆในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเข้าร่วม “แข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เนื่องในวันรพี” ประจำปี  พ.ศ.2565  ทั้งสิ้น จำนวน 28 ทีม 

ผลการแข่งขันปรากฏว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  นางสาวอริสา เกษเจริญคุณ และ นางสาวพิชญาภัค ทองรอง  นักเรียนในระดับชั้น ปวช.2/1  สาขาวิชาการบัญชี  ครูผู้ฝึกซ้อมการแข่งขัน นายอาคม ศรีพรม นางสาว ฐปนีย์ วงค์คำ สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการแข่งขัน โดยได้รับเกียรติบัตร โล่รางวัล และทุนการศึกษา จำนวน 4,000 บาท  จาก ว่าที่ร้อยเอก ธนาวริทธิ์ ธนิกวลัยรัตนิน ผู้ประสานงานผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี  ประธานมอบรางวัล ทั้งนี้ตัวแทนนักเรียนจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ยังได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป  ในการตอบปัญหากฎหมายระดับภูมิภาค ที่สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษา 3  จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 19  สิงหาคม 2565 นี้  จำนวน 3 ทีม ร่วมกับโรงเรียนม่วงสามสิบอัมพวัน ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ และ โรงเรียนเขมราฐพิทยาคม ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1   ด้วย

สำหรับ “วันรพี” ตรงกับวันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นนักนิติศาสตร์ และทรงวางระบบแบบแผนศาลยุติธรรม รวมถึงทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอันเป็นประโยชน์ใหญ่ ยิ่งแก่ประเทศชาติ

เปิดคำสั่งชวนร.ร.ทำ‘มังสวิรัติ’ สพฐ.มุ่งลดเบียดเบียน ปลูกฝังเมตตาสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668599

เปิดคำสั่งชวนร.ร.ทำ‘มังสวิรัติ’ สพฐ.มุ่งลดเบียดเบียน ปลูกฝังเมตตาสัตว์

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 20.42 น.

เปิดคำสั่งชวนร.ร.ทำ‘มังสวิรัติ’ สพฐ.มุ่งลดเบียดเบียน ปลูกฝังเมตตาสัตว์

22 กรกฎาคม 2565 ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมส่งเสริมการรับประทานมังสวิรัติช่วงเข้าพรรษา โดยให้โรงเรียนประกอบอาหารมังสวิรัติ และรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นมื้อกลางวันในวันพระ หรือวันที่โรงเรียนกำหนด รวมจำนวน 9 มื้อ เพื่อลดการเบียดเบียน ส่งเสริมและปลูกฝังความเมตตาต่อสัตว์ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาพร้อมกันนี้ให้โรงเรียนที่เข้าร่วมจัด ทำรายงานผลกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยชื่อเมนูอาหาร รูปภาพอาหารที่เสร็จเรียบร้อย ส่วนผสม วิธีปรุงอาหาร และผลจากการรับประทานอาหารมังสวิรัติของนักเรียนนั้น

“เรื่องนี้ผมไม่ได้มีเจตนาให้คิดเป็นอย่างอื่น วัตถุประสงค์ของกิจกรรมดังกล่าวเพื่อลดการเบียดเบียน ส่งเสริมและปลูกฝังความเมตตาต่อสัตว์ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และก็ให้กินอาหารกลางวันเฉพาะวันพระเท่านั้น” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล จับมือสสส.พัฒนาหลักสูตรสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668582

คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล จับมือสสส.พัฒนาหลักสูตรสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 19.59 น.

คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ลงนามความร่วมมือกับ สถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ สสส. พัฒนาหลักสูตรสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี เพิ่มทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 พร้อมใช้ Credit Bank สะสมหน่วยกิต เทียบโอนเอื้อสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาศักยภาพบุคลากรสร้างเสริมสุขภาพมืออาชีพ

​​เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 ที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เรื่องการพัฒนาหลักสูตร และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร

​​โดย ศ.นพ.บรรจง กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลจะก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งในร้อยมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดระดับโลก (World Class University) ทั้งนี้ โลกในศตวรรษที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงระบบการจัดการศึกษา เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กำหนดนโยบายในการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของบุคคล เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นความท้าทายในปัจจุบัน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ ข้อที่ 4 มุ่งส่งเสริมให้ประชากรโลกเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียม และข้อที่ 10 มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังภายในปี 2573 ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อยกระดับการดำรงชีวิต มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้พัฒนาหลักสูตรให้มีความทันสมัยและมีความยืดหยุ่น (Flexible Education) โดยถือเป็นยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และมุ่งให้มีการขยายผล ผลักดันให้เกิดความเป็นเลิศทางการศึกษา

​​“การลงนามความร่วมมือในวันนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญ ในการร่วมพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายความร่วมมือ ด้านวิชาการ ด้านการสร้างเสริมศักยภาพของบุคคล โดยผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสาขาอื่น ๆ ที่มีความถนัดและต้องการศึกษามากกว่า 1 สาขา ที่สำคัญมีโครงการระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank System) ที่ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในวิชาที่ตนเองสนใจเก็บเข้าในระบบดังกล่าว โดยมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนมีความรู้กว้างขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของประเทศและโลกในอนาคต” อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

​​ดร.ประกาศิต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำ โดยเฉพาะทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข และยังเป็นภาคีสำคัญด้านวิชาการในการจัดการความรู้หลายด้าน ทั้งการวิจัยและการส่งเสริมป้องกันโรค อาทิ โครงการการจัดการด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อมของอาหารริมบาทวิถี โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล องค์ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมทางกายของคนไทยผ่านศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุ โดยสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรการสร้างเสริมสุขภาพ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสร้างเสริมสุขภาพมืออาชีพ เพื่อร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรด้านการสร้างเสริมสุขภาพ นักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป รวมทั้งร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เพิ่มทักษะที่สำคัญของศตวรรษที่ 21

​​ศ.ดร.พญ.พัชรีย์ เลิศฤทธิ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ได้ริเริ่มพัฒนารายวิชาแบบ Micro-Credentials และสนับสนุนให้ส่วนงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำรายวิชา Microcredit ที่แบ่งย่อย หน่วยกิตให้เล็กลง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ และการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งบุคคลในวัยเรียน วัยทำงาน และผู้สูงวัย สามารถสะสมหน่วยกิตในระบบธนาคารหน่วยกิต แล้วนำมาเทียบโอน เพื่อร่นระยะเวลาในการสำเร็จการศึกษา และประหยัดค่าใช้จ่าย โดยยังคงคุณภาพขององค์ความรู้ที่คัดสรรจากคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญของส่วนงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นที่ยอมรับทางวิชาการระดับโลก

​​รศ.ดร.สราวุธ เทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ทิศทางความร่วมมือมุ่งเน้นการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีและการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับการพัฒนาทักษะที่สำคัญของศตวรรษที่ 21 (LIFE-LONG LEARNING FOR ESSENTIAL SKILL DEVELOPMENT OF THE 21ST CENTURY AND BEYOND) ตามนโยบายของมหาวิทยาลัยมหิดล และการทำงานในเชิงบูรณาการกับทุกภาคส่วน เพื่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ มีความร่วมมือจัดทำ Microcredit ทำให้สามารถเก็บเป็นหน่วยกิตสะสมในระบบธนาคารหน่วยกิตของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ที่สามารถใช้สำหรับการเข้าศึกษาต่อและได้ปริญญาในหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง โดยเริ่มจากหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษาและส่งเสริมสุขภาพ เป็นสาขาแรก สำหรับระยะต่อไปจะจัดทำ Training course รายวิชาอื่น ๆ ในรูปแบบ Microcredit และความร่วมมือด้านการฝึกภาคสนาม (Field internship หรือ Field study) ด้านส่งเสริมสุขภาพ สำหรับนักศึกษาของหลักสูตร และระยะต่อไป จะมีการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันที่ตอบโจทย์ความต้องการ ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งคณะสาธารณสุขศาสตร์ มีหลายภาควิชา/หลักสูตร ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาร่วมกันได้

​​รศ.ดร.นพ.นันทวัช สิทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth Academy) สสส. กล่าวว่า สสส. ได้จัดตั้งสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพขึ้น มีหน้าที่สนับสนุนและพัฒนาหลักสูตร ศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคคลด้านการสร้างเสริมสุขภาพ เผยแพร่และสนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์ ขณะเดียวกันสนับสนุนและฝึกอบรม จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติงานของ สสส. หรือบุคคลที่มีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพเป็นวิทยากรให้ความรู้ ให้บริการทางวิชาการ ให้คำปรึกษาแนะนำ และให้ความช่วยเหลือแก่ภาคีเครือข่าย รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้ มีการจัดทำ Microcredit ของหลักสูตรฝึกอบรมของ ThaiHealth Academy กับหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาต่าง ๆ ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ดังนั้น จะเอื้อให้ภาคีเครือข่ายที่ผ่านการอบรมในหลักสูตรของ ThaiHealth Academy สามารถเก็บสะสมหน่วยกิตของรายวิชาที่เทียบเคียงในระบบธนาคารหน่วยกิตได้

‘ตรีนุช’ฝาก นบส.ศธ.รุ่น12 ออกแบบการศึกษาตอบโจทย์ผู้เรียนในโลกอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668463

'ตรีนุช'ฝาก นบส.ศธ.รุ่น12 ออกแบบการศึกษาตอบโจทย์ผู้เรียนในโลกอนาคต

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.13 น.

“ตรีนุช” ฝาก นบส.ศธ.รุ่น12 ออกแบบการศึกษาตอบโจทย์ผู้เรียนในโลกอนาคต

22 ก.ค.2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานปิดการพัฒนาหลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 12 ณ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2565 ว่า ตนยินดีที่ได้มาพบกับผู้บริหารรุ่นใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ในรุ่นนี้ ซึ่งการศึกษาในปัจจุบันมีบริบทและความท้าทายที่ไม่เหมือนเดิม ความรู้สามารถค้นคว้าและหาได้สะดวกมากขึ้น กระทรวงศึกษาธิการ จึงจำเป็นต้องออกแบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนการเรียนรู้ตามความถนัดของนักเรียน ซึ่งจะเป็นแนวโน้มการศึกษาในโลกอนาคต เพื่อส่งเสริมต่อยอดให้เด็กทุกคนได้เรียนในสิ่งที่เขาสนใจ และมีความถนัด

“ผู้เข้าพัฒนาในหลักสูตร นบส.ศธ. ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีศักยภาพและจะเป็นกำลังสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการในอนาคต ดิฉันจึงขอฝากทุกคนให้ช่วยกันนำพาการศึกษาไปในทิศทางเดียวกัน โดยยึดนักเรียนเป็นเป้าหมายสำคัญ บูรณาการการทำงานร่วมกันแบบ One Team เพื่อขับเคลื่อนไปสู่ภาพใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ วิสัยทัศน์ของผู้บริหารรุ่นใหม่ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวคิดในการพัฒนาการศึกษา ดังนั้น ขอให้ทุกคนไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

ปลัดมท.นำถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668461

ปลัดมท.นำถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.04 น.

ปลัดมท.นำข้าราชการ-จนท.มหาดไทย ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 65

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 ที่กระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565 โดยมี นายชยาวุธ จันทร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นางสาวปาณี นาคะนาท นายสุพจน์ ยศสิงห์คำ นายสันติธร ยิ้มละมัย นายอภินันท์ เผือกผ่อง นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ โรจนโสทร ร้อยโท ทศพล ไชยโกมินทร์ นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชัยณรงค์ วาสนะสมสิทธิ์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง นายบรรจบ จันทรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง

โอกาสนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วถวายธูปเทียนแพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ความว่า “ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยล้วนมีความปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดี พร้อมทั้งถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและเป็นพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2565 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ เพื่อประโยชน์อันมหาศาลของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย จึงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถิตในดวงใจของอาณาประชาราษฎร์ และเกิดเป็นความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรชาวไทยอย่างแน่นแฟ้น และเนื่องในมหามงคลสมัยแห่งวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2565 ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ต่างตั้งจิตพร้อมน้อมอธิษฐาน ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจแห่งสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดดลบันดาลประทานชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน โรคาพาธประลาตร้างห่างไกล มีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ ทรงพระเกษมสำราญ พระบรมเดชานุภาพแผ่ไพศาล สถิตสถาพรในไอศูรย์สิริราชสมบัติ เป็นพระมิ่งขวัญร่มฉัตรปกเกล้าเหล่าพสกนิกรตลอดจิรัฐิติกาล

จากนั้นปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณความว่า “จะประพฤติปฏิบัติตน เป็นข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน มีความซื่อสัตย์สุจริต เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่น แน่วแน่ แก้ไขปัญหา ของประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา ตามแนวทางในพระบรมราโชวาทตลอดไป” แล้วร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีจอมราชา และร่วมลงนามถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เป็นอันเสร็จพิธี

– 006

เฝ้าระวังฝีดาษลิง! ศธ.เตรียมประสาน สธ.หารือแนวทางป้องกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668443

เฝ้าระวังฝีดาษลิง! ศธ.เตรียมประสาน สธ.หารือแนวทางป้องกัน

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.23 น.

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีประเทศไทยตรวจพบผู้ติดเชื้อโรคฝีดาษลิง 1 รายแล้วนั้น ว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็จะประสานกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่ง ศธ.และ สธ.เราทำงานประสานกันอยู่แล้ว เพื่อหารือถึงแนวทางการป้องกันและการเฝ้าระวังโรคต่างๆ และโรคฝีดาษลิง

ขณะที่ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยังคงเน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนเข้มงวดมาตรการ 6-6-7 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อย่างเข้มงวด ถึงแม้ว่าขณะนี้หากมีการติดเชื้ออาการจะไม่รุนแรงแล้วก็ตาม แต่โรงเรียนต้องป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด แต่อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าหากดบมีการติดเชื้อจะไม่มีการปิดโรงเรียนทั้งจังหวัด หรือทั้งประเทศเหมือนที่ผ่านมาแล้ว แต่ขอให้โรงเรียนพิจารณาดำเนินการตามบริบทพื้นที่ของตน และหากพบนักเรียนติดเชื้อโควิด-19 ต้องปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบให้ เช่น พบนักเรียนติดเชื้อโควิด-19 เพียงห้องเดียว อาจจะพิจารณาปิดแค่ห้องเรียนที่มีนักเรียนติดเชื้อ หรือหากพบนักเรียนทั้งระดับชั้นติดเชื้อ อาจจะพิจารณาปิดแค่ระดับชั้นที่พบมีการติดเชื้อ หากพบนักเรียนติดเชื้อกระจายอยู่ในโรงเรียน อาจจะพิจารณาหยุดเรียน 3 วัน เพื่อป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นต้น

‘ตรีนุช’พร้อมดูแลโรงเรียนประสบภัยธรรมชาติ ให้นักเรียนมีสถานที่เรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668432

'ตรีนุช'พร้อมดูแลโรงเรียนประสบภัยธรรมชาติ ให้นักเรียนมีสถานที่เรียน

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.13 น.

‘ตรีนุช’พร้อมดูแลโรงเรียนประสบภัยธรรมชาติ เพื่อให้นักเรียนมีสถานที่เรียน ที่มีความพร้อม 

22 ก.ค.65 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียน อาคารประกอบและสิ่งก่อสร้างอื่นให้กับโรงเรียนที่ประสบภัยธรรมชาติในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรอบวงเงิน 395,237,200 บาท ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอไปแล้วนั้น ทั้งนี้ เนื่องจากปี 2565 ศธ.ถูกสำนักงบประมาณตัดงบไป จำนวน 2.6 หมื่นล้านบาท แต่ที่ผ่านมามีโรงเรียนประสบภัยธรรมชาติหลายแห่งมาก ทำให้ สพฐ.ไม่มีงบไปปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียนให้กับนักเรียน ศธ.จึงจำเป็นต้องของบกลางมาดูแลเพื่อให้เด็กๆได้มีอาคารเรียนหนังสือ

“ขณะนี้มีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและวาตภัยหลายแห่งมากที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งศธ.มีหน้าที่ทำให้โรงเรียนสามารถเป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนให้ได้มากที่สุด เพราะเราหยุดเรียนในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( โควิด-19) ไประยะหนึ่ง แต่เมื่อมีการจัดการเรียนที่โรงเรียนแล้ว เด็กๆก็ควรจะได้มีสถานที่เรียนที่มีความพร้อม” รมว.ศธ. กล่าว 

เร่งสืบค้นประวัติบ้านโบราณพังงา เป็นของ‘เจ้าจอมยี่สุ่น’หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668349

เร่งสืบค้นประวัติบ้านโบราณพังงา เป็นของ‘เจ้าจอมยี่สุ่น’หรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 23.10 น.

เร่งสืบค้นประวัติบ้านโบราณพังงา เป็นของ‘เจ้าจอมยี่สุ่น’หรือไม่

21 กรกฎาคม 2565 ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพังงา ศาลากลาง (หลังเก่า) เขตเทศบาลเมืองพังงง น.ส.อุไรวรรณ แดงงาม วัฒนธรรมจังหวัดพังงา พร้อมด้วย นางเสริมกิจ ชัยมงคล ผอ.ศิลปากร เขต 12 (นครศรีธรรมราช) ร่วมประชุมคณะกรรมการสืบค้นข้อมูลอาคารโบราณในพื้นที่วัดประชุมโยธี พระอารามหลวง ต.ท้ายช้าง อ.เมือง จ.พังงา กรณีสื่อออนไลน์คัดค้านการรื้อถอนเรือนไทยโบราณ โดยอ้างว่าเป็นเรือนเจ้าจอมยี่สุ่น ณ นคร พระสนมในรัชกาลที่ 3 บุตรสาวของพระยาบริรักษ์ บำรุง หรือแสง ณ นคร ทำให้สังคมออนไลน์ ได้แสดงความคิดเห็นให้มีการอนุรักษ์

ขณะที่นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบค้นข้อมูลอาคารโบราณในพื้นที่วัดประชุมโยธี พระอารามหลวง เพื่อความชัดเจนของบ้านหลังดังกล่าว

ในที่ประชุมมีนางประทุม สิลา และ น.ส.จุฑารัตน์ ณ ถลาง ทายาทผู้ครอบครองบ้าน ก่อนมอบบ้านให้ทางวัดประชุมโยธี เข้าร่วมด้วย โดยในที่ประชุมได้วางแนวทางการสืบค้นทั้งข้อมูล หลักฐานบุคคล การพิสูจน์สิ่งปลูกสร้าง นักโบราณคดี วิศวกร สถาปัตยกรรม เพื่อรวบรวมข้อมูลเรื่องราวจากแหล่งต่างๆ  ตามข้อเท็จจริง เบื้องต้นทราบว่าบ้านดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งในสี่ ยังมีตัวบ้านมากกว่าที่เหลืออยู่ในปัจจุบันโดยก่อนหน้านี้ส่วนที่เหลือเสื่อมสภาพ จนต้องรื้อถอนไปก่อนหน้าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของทางวัด

จากนั้นคณะกรรมการได้เข้าพบ พระเทพปัญญาโมลี เจ้าอาวาสวัดประชุมโยธี เพื่อขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ชำนาญทางโบราณวัตถุ เข้าสำรวจโดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพื่อค้นคว้าเรื่องราว เมื่อได้ข้อสรุปประวัติความสำคัญ แล้วจึงจะสอบถามความต้องการของทางวัดประชุมโยธี ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านหลังดังกล่าวอีกครั้ง

พระเทพปัญญาโมลี เจ้าอาวาสวัดประชุมโยธี ฝากให้ทางกรรมการชุดดังกล่าวค้นสืบหาแหล่งที่อยู่ ที่ทำงาน บุคคลสำคัญ โดยเฉพาะ เจ้าจอมยี่สุ่น ณ นคร พระยาบริรักษ์บำรุง(แสง ณ นคร) พระยาบริรักษ์ภูธร(ขำ ณ นคร) เพื่อได้บันทึกเป็นประวัติศาสตร์บุคคลสำคัญและสถานที่ประวัติศาสตร์สืบทอดให้คนรุ่นหลังได้รับทราบ

ด้าน น.ส.จุฑารัตน์ ณ ถลาง ทายาทผู้ครอบครองบ้านรุ่นสุดท้ายก่อนมอบให้ทางวัด กล่าวว่า ได้ตัดสินใจมอบบ้านให้ทางวัด หลังจากได้ขายที่ดินให้แก่วัดประชุมโยธี ส่วนประวัติของบ้านดังกล่าวตนเองไม่ทราบแน่ชัด และขอให้ผู้สนใจเรื่องนี้รอข้อเท็จจริงอีกนิด ซึ่งกรรมการชุดนี้เร่งสืบค้นข้อมูลและหลักฐานที่ชัดเจนอยู่ เบื้องต้นตนยืนยันโดยมีรูปถ่ายได้ว่าเป็นตระกูล ณ ถลาง ซึ่งอาจจะมีการแต่งงานกับตระกูล ณ นคร หรือไม่นั้น ไม่ทราบได้

ด้านนางประทุม สิลา ทายาทเจ้าของบ้านก่อนมอบให้ทางวัด กล่าวทั้งน้ำตาในที่ประชุม ว่า ตนเองภูมิใจที่เป็นทายาทในวงศ์ตระกูลของบ้านหลังนี้ ถึงแม้ว่าผลการพิสูจน์จะออกมาว่าใช่หรือไม่ใช่บ้านของเจ้าจอมยี่สุ่น ณ นคร ก็ตาม และยืนยันว่าเท่าที่ตนทราบเป็นที่อยู่ รับรอง ในตระกูล ณ ถลาง โดยก่อนหน้านี้ยังมีเรือน อาคาร ติดกันมากกว่าปัจจุบัน แต่ความเสื่อมสภาพทำให้ผุพังตามกาลเวลา ซึ่งเมื่อมอบให้ทางวัดตนเองทำใจเห็นควรแล้วแต่ทางวัดแต่ไม่อยากให้มีการทำลายหรือรื้อถอน

ส่วนนางเสริมกิจ ชัยมงคล ผอ.ศิลปากร เขต 12 (นครศรีธรรมราช) กล่าวว่า ทาง ศิลปากรเขต 12 ได้นำนักวิชาการด้านโบราณคดี เข้าสำรวจพิสูจน์อายุของบ้านดังกล่าว และประวัติความสำคัญ เมื่อได้ข้อสรุปหากมีความสำคัญทางสำนักพร้อมเสนอขึ้นทะเบียนทางกรมศิลปากร ส่วนสามารถขึ้นทะเบียนได้หรือไม่นั้น ต้องมีองค์ประกอบครบตามกำหนด แต่ต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือทางวัดประชุมโยธี

-005

เช็คเลย! ประกาศหลักเกณฑ์วิธีการสรรหา’เลขาธิการคุรุสภา’คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668315

เช็คเลย! ประกาศหลักเกณฑ์วิธีการสรรหา'เลขาธิการคุรุสภา'คนใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 19.36 น.

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2565 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รักษาการเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 จึงขอเชิญบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ สมัครเข้ารับการสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “เลขาธิการคุรุสภา” จำนวน 1 ตำแหน่ง มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี และเป็นผู้สามารถทำงานให้แก่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้เต็มเวลา

คุณสมบัติทั่วไป ดังนี้ 1) มีสัญชาติไทย  2) อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 65 ปี นับถึงวันปิดรับสมัคร และ 3) มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับกิจการของคุรุสภาตามที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด และกำหนดคุณสมบัติเฉพาะ ดังนี้ 1) มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาโท 2) เป็นผู้มีวิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำทางการศึกษา และ 3) เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการสอน หรือการบริหารสถานศึกษา หรือการบริหารการศึกษา หรือบุคลากรทางการศึกษาอื่น ด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านมารวมกันไม่น้อยกว่า 10 ปี และ 4) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่คุรุสภากำหนด

หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย 1) ใบสมัคร 2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 3) สำเนาทะเบียนบ้าน 4) รูปถ่ายหน้าตรง ไม่สวมหมวก ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป (รูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน) 5) สำเนาหลักฐานแสดงวุฒิการศึกษาในระดับชั้นปริญญาทุกระดับ 6) สำเนาเอกสารการฝึกอบรมที่สำคัญที่ผู้สมัครเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา 7) ประวัติ (Curriculum Vitae/Resume) เพิ่มเติม (ถ้ามี) 8) ผลงานการปฏิบัติงานที่ผ่านมาที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา ความยาวรวมไม่เกิน 5 กระดาษ A4 9) เอกสารแสดงแนวคิดการบริหารจัดการสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และวิสัยทัศน์ด้านวิชาชีพทางการศึกษาของประเทศ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ มาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา การพัฒนาวิชาชีพ นโยบายและแผนพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษา ความยาวรวมไม่เกิน 5 หน้ากระดาษ A4 ทั้งนี้ เอกสารหลักฐานประกอบการรับสมัครฯ ให้รวมทั้งหมดเป็นเล่มเดียว โดยจัดรูปเล่มเป็นต้นฉบับ 1 เล่ม และสำเนาอีก 12 เล่ม รวมทั้งหมด 13 เล่ม และผู้สมัครต้องลงนามรับรองความถูกต้องของเอกสารที่เป็นสำเนาทุกหน้า

วิธีการสรรหา มีคณะอนุกรรมการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการคุรุสภา ให้ดำเนินการ ดังนี้ ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาแต่ละรายจากข้อมูลใบสมัครและเอกสารหลักฐานประกอบการสมัคร แล้วจัดทำประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด พร้อมกำหนดวันสัมภาษณ์และแสดงแนวคิดและวิสัยทัศน์ให้ทราบโดยทั่วกัน ในวันสัมภาษณ์ ให้คณะอนุกรรมการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกด้วยวิธีการสัมภาษณ์ผู้สมัครและให้ผู้สมัครแสดงแนวคิดและวิสัยทัศน์โดยพิจารณาเอกสารตามที่กำหนดไว้ แล้วเสนอรายชื่อผู้มีคุณสมบัติ จำนวนไม่เกิน 3 คน โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อตามลำดับอักษรพร้อมประวัติข้อมูลรายละเอียดที่ใช้ประกอบการพิจารณาเสนอต่อคณะกรรมการคุรุสภาเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา

ทั้งนี้ กรณีผู้ได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคุรุสภาเป็นข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องลาออกจากราชการก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่ง คณะกรรมการคุรุสภา สงวนสิทธิยกเลิกการสรรหา เปลี่ยนแปลง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสรรหาได้ตามที่เห็นสมควร และสงวนสิทธิที่จะพิจารณายกเลิกการสรรหาในกรณีที่มีปัญหาในกระบวนการคัดเลือกหรือมีจำนวนผู้สมัครน้อยราย หรือในกรณีที่มีการคัดกรองแล้วแต่ไม่มีผู้สมัครรายใดมีความรู้ ความสามารถที่เหมาะสม และให้ดำเนินการสรรหาใหม่ การยกเลิกการสรรหาหรือการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสรรหาตามวรรคหนึ่ง ผู้สมัครจะฟ้องร้องหรือเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ไม่ได้ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการคุรุสภาเกี่ยวกับการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภาให้ถือเป็นที่สุด หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือก โดยพิจารณาจากเอกสารประกอบการสมัครและการสัมภาษณ์ผู้สมัคร ประกอบกัน โดยมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน ดังนี้ 1) ความรู้ ความสามารถ และคุณลักษณะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน (น้ำหนักคะแนน 30 คะแนน) 2) ความประพฤติและประวัติการทำงาน (น้ำหนักคะแนน 30 คะแนน) และ 3) แนวคิดและวิสัยทัศน์ (น้ำหนักคะแนน 40 คะแนน)

ผู้ประสงค์จะสมัครสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์คุรคุสภา http://www.ksp.or.th และยื่นใบสมัครได้ด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนด่วนพิเศษ (EMS) ได้ที่ กลุ่มบริหารงานบุคคล สำนักอำนวยการ ชั้น 2 อาคารหอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 128/1 ถนนนครราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 (ถือวันตราประทับไปรษณีย์ต้นทาง ต้องไม่เกินวันที่ 16 สิงหาคม 2565 เวลา 16.30 น.ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรับสมัคร) รับสมัครตั้งแต่วันที่ 5 – 16 สิงหาคม 2565 ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น.ในวันและเวลาราชการ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th หรือ โทร 0 2280 6676 หรือ 0 2280 1729

‘ส.ส.จิตภัสร์’ชวนร่วมเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหาร แด่สามเณรพระภิกษุสำนักเรียนวัดโมลี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668307

'ส.ส.จิตภัสร์'ชวนร่วมเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหาร แด่สามเณรพระภิกษุสำนักเรียนวัดโมลี

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 19.23 น.

‘ส.ส.จิตภัสร์’ชวนชาวพุทธร่วมเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหาร-น้ำปานะ แด่สามเณรพระภิกษุสำนักเรียนวัดโมลี

21 ก.ค. 2565  น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำบุญถวายน้ำปานะ พระภิกษุ สามเณร จำนวน 547 รูป ที่สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ เนื่องในวันพระ ทั้งนี้ สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม เป็นสำนักจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี ตั้งแต่นักธรรมตรี โท เอก และ ประโยค 1-2 ถึง ประโยค ป.ธ.9 ทางวัดโมลีโลกยารามทั้งนี้ ตนขอเชิญพุทธศาสนิกชน คนไทยทั้งหลายร่วมจองเป็นเจ้าภาพภัตตาหาร-น้ำปานะ แด่พระภิกษุสามเณร ที่มาศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงเป็นหลักหนึ่งของชาติไทยต่อไป โดยสามารถติดต่อได้ที่ พระมหาสดใส ภทฺทธมฺโมโทร.087-916-6713