SPU จับมือ 7องค์กร MOU แลกเปลี่ยน ภูมิปัญญาทางมรดกวัฒนธรรมไทย ๔ ภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667513

SPU จับมือ 7องค์กร MOU แลกเปลี่ยน ภูมิปัญญาทางมรดกวัฒนธรรมไทย ๔ ภาค

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาคณะสหวิทยาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ 7 องค์กร ที่นำโดย นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม, สมาคมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร, มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เพื่อเสริมสร้างให้เยาวชนได้เรียนรู้ และตระหนักถึงคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในประเทศไทย จึงจัดตั้งโครงการศึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในดินแดนแคว้นไทย ๔ ภาคขึ้น โดยวัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าใจความเป็นมาของประเทศไทย และเกิดจิตสำนึกที่จะอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยออกไปสู่สากลโลก ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

กิจกรรมภายใต้โครงการใช้ชื่อว่า “เที่ยว ล่อง ส่องอดีต” เริ่มจากพาเยาวชนท่องเที่ยวในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในรูปแบบสามมิติผ่าน VR Tour (Virtual Reality) ต่อด้วย “ล่อง” พาคนรุ่นใหม่รับฟังเรื่องเล่าในอดีตจากปราชญ์ชุมชนและวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค และสุดท้าย “ส่องอดีต” เปิดโอกาสให้นักศึกษาทั่วประเทศร่วมประกวดคลิปสั้นในรูปแบบอินฟลูเอ็นเซอร์ แชร์เรื่องราวภูมิปัญญา วัฒนธรรมในบ้านเกิดตนเอง

มทร.ธัญบุรีเพิ่มค่ารักษาพยาบาลพนง. พร้อมตั้งศูนย์ส่งเสริมสุขภาพในปีนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667515

มทร.ธัญบุรีเพิ่มค่ารักษาพยาบาลพนง. พร้อมตั้งศูนย์ส่งเสริมสุขภาพในปีนี้

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า ขณะนี้ มทร.ธัญบุรี ได้ทำการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของพนักงานมหาวิทยาลัย เพิ่มขึ้นจาก 20,000 บาทเป็น 25,000 บาทต่อปี ซึ่งวงเงินดังกล่าวจะครอบคลุมไปถึงพ่อแม่ คู่สมรส และลูก ทั้งนี้ มทร.ธัญบุรี มีความตั้งใจที่จะเพิ่มให้เป็นขั้นลำดับ แต่เมื่อคำนึงถึงการดูแลให้ครอบคลุมในระยะยาวรวมถึงมีการศึกษารายละเอียดการเบิกจ่ายย้อนหลังเชื่อว่าการเพิ่มค่ารักษาพยาบาลตามเกณฑ์นี้จะอยู่ในเกณฑ์งบประมาณที่มหาวิทยาลัยควบคุมได้

นอกจากนี้ มทร.ธัญบุรี มีนโยบายจัดตั้งสำนักส่งเสริมสุขภาพขึ้น คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้ เพื่อกระตุ้นให้บุคลากรและนักศึกษา เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและโภชนาการ ควบคู่กับการออกกำลังกาย โดยศูนย์ฯแห่งนี้จะมีคณะศิลปศาสตร์ ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนพลศึกษาจะดูแลเรื่องคอร์สหรือให้ความรู้เรื่องการออกกำลังกาย คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ให้คำแนะนำเรื่องของโภชนาการ คณะพยาบาลศาสตร์และคณะการแพทย์บูรณาการเน้นให้ความรู้เรื่องของสุขภาพ โดยในช่วงเปิดเทอมนี้ศูนย์ฯดังกล่าว จะเริ่มจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้กับบุคลากรและนักศึกษาเป็นระยะ

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวต่อว่า ในช่วงเปิดเทอมนี้มาตรการให้การดูแลนักศึกษาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะไม่ต่างจากเดิมมากนัก ดำเนินการป้องกันตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข และขอความร่วมมือไปยังนักศึกษาทุกคนต้องระมัดระวังตัวเอง ปฏิบัติตามกฎของมหาวิทยาลัยที่แจ้งไว้ นอกจากนี้ หากมีนักศึกษาติดโควิดและไม่สามารถกลับที่พักอาศัยได้ มทร.ธัญบุรี ได้จัดเตรียมศูนย์แยกโรคชุมชน (Community Isolation) ไว้ให้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

คณะพาณิชย์ฯ มธ. ดูงานด้านบริหารบุคคล AIS

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667514

คณะพาณิชย์ฯ มธ. ดูงานด้านบริหารบุคคล AIS

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.สถาพร โอภาสานนท์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร (ผู้แทนคณบดี) นำทีมคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่หน่วยบริหารบุคคล และวางแผน เข้าศึกษาดูงานในด้านการบริหารบุคคล ณ บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) โดยมี กานติมา เลอเลิศยุติธรรม Group Chief Human Resources Officer AIS Group and Intouch Group ต้อนรับพร้อมฟังบรรยาย 2 เรื่อง ได้แก่ HR Strategy แนวทางการทำ Digital Transformation ของ AIS และกลุ่ม Intouch และ The educators Thailand และ The tutor Thailand

นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร นำคณะ ถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667558

นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร นำคณะ ถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.00 น.

นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร นำคณะ ถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

18 กรกฎาคม 2565 ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร (สป.ตท.) นำคณะกรรมการบริหารและที่ปรึกษา เข้าร่วมบันทึกเทปถวายพระพรและกล่าวบทอาเศียรวาท สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ปี 2565 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2565

รายนามผู้เข้าร่วมบันทึกเทปเฉลิมพระเกียรติ มีดังนี้

พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ นายกสมาคม

พล.ต.คม วิริยเวชชกุล อุปนายก 2

น.อ.ธรรมนูญ คำสุข ผู้ช่วย เลขานุการ

น.อ.ประสิทธิ์ สิงห์วรวงศ์ รน.อุปนายก4

พ.ต.อ.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ เลขานุการ

นายกิตติทัศน์ เฉลิมพรวโรดม ปฏิคม

นายกิตติพงศ์ นโรปการณ์ ประชาสัมพันธ์

นางสุกัญญา สรรพสุข ผู้ช่วย เลขานุการ  

นางเบญจวรรณ ก่อเกียรติขจร เหรัญญิก

-005

ทวงคืน‘ภารโรง’!สมาคมลูกจ้างฯชี้ถูกยุบเลิกตำแหน่ง ผลัก‘ครู’มีภาระเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667543

ทวงคืน‘ภารโรง’!สมาคมลูกจ้างฯชี้ถูกยุบเลิกตำแหน่ง ผลัก‘ครู’มีภาระเพิ่ม

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 17.25 น.

‘สมาคมลูกจ้างส่วนราชการฯ’ยื่น‘ชวน’ ทวงคืน‘ภารโรง’ให้โรงเรียนสังกัดสพฐ. ระบุถูกยุบเลิกตำแหน่งไปเมื่อ 2548 ทำครูมีภาระทำความสะอาดเพิ่ม ประสิทธิภาพการเรียนการสอนลดลง

18 กรกฎาคม 2565 ที่รัฐสภา นายวิชาญ ชัยชมพู นายกสมาคมลูกจ้างส่วนราชการการศึกษา เข้ายื่นหนังสือเรื่องขอตำแหน่งภารโรงคืนให้สถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) ในรูปแบบการจ้างเป็นพนักงานราชการ ชื่อตำแหน่งพนักงานบริการ ถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ รับหนังสือแทน

นายวิชาญ กล่าวว่า ในปี 2548 ครม.ได้มีมติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐ โดยให้ยุบเลิกตำแหน่งลูกจ้างประจำที่เกษียณอายุราชการ ลาออกจากราชการ และเสียชีวิต จึงทำให้โรงเรียนสังกัด สพฐ. ไม่มีลูกจ้างประจำ ทำให้ขาดบุคลากรที่ทำหน้าที่สนับสนุนการจัดการศึกษา ก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการศึกษาหลายประการตามมา และทำให้การจัดการศึกษาไม่มีคุณภาพตามที่สังคมคาดหวัง

ทั้งนี้ มีผลกระทบต่อสถานศึกษา ได้แก่ คุณภาพการศึกษาของนักเรียนลดลง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำเนื่องจากครู ผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษามีภาระบริหารจัดการเพิ่มขึ้น นักเรียนขาดความมั่นใจ ขาดความปลอดภัยในการไป-กลับโรงเรียน และขณะอยู่ในโรงเรียน ในกรณีที่โรงเรียนอยู่ห่างไกล เปลี่ยว ขาดครูชาย ไม่มีนักการภารโรง ดูแลความปลอดภัย และเวรยามแม้แต่ในช่วงเวลากลางวัน เป็นการเพิ่มภาระให้ครูและผู้บริหาร ต้องบริหารจัดการอาคารสถานที่ ความสะอาดของห้องน้ำ อาคารเรียน ห้องสุขา เป็นต้น บั่นทอนเวลาจัดการเรียนการสอน

นายวิชาญ กล่าวว่า นอกจากนั้นยังเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณของโรงเรียนในการจัดหา จัดจ้างบุคลากรภายนอกมาทำความสะอาด อยู่เวรยาม ดูแลอาคารสถานที่ และงานอื่นๆ เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณทุกปี  โรงเรียนขาดการพัฒนาทางกายภาพ ภูมิทัศน์ ขาดการปรับปรุงตกแต่ง ไม่สะอาดร่มรื่นสวยงาม บรรยากาศส่งเสริมการเรียนการสอนไม่มี ส่งผลกต่อสภาพจิตใจของผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักเรียน ตลอดจนผู้ปกครอง ชุมชน ที่พบเห็น

“นักการภารโรงที่คงอยู่มีน้อยคน ขาดขวัญกำลังใจในการทำงาน ภาระงานที่เพิ่มมากขึ้นไม่มั่นใจในชีวิตการทำงาน คุณภาพขงการทำงานด้อยลง สถานศึกษาขาดคนทำหน้าที่พิทักษ์ รักษาทรัพย์สินของราชการให้ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ดังนั้นสมาคมฯ จึงขอความเห็นใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอตำแหน่งภารโรงคืนให้สถานศึกษาสังกัด สพฐ.ในรูปแบบการจ้างเป็นพนักงานราชการ ชื่อตำแหน่งพนักงานบริการ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรได้อย่างยั่งยืน” นายวิชาญ กล่าว

ล้างท่อ‘ตั๋วครู’!คุรุสภาออกประกาศ‘คงสิทธิ’กลุ่มขอไม่ทัน ต.ค.63

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667497

ล้างท่อ‘ตั๋วครู’!คุรุสภาออกประกาศ‘คงสิทธิ’กลุ่มขอไม่ทัน ต.ค.63

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.37 น.

‘คุรุสภา’ออกประกาศคงสิทธิ‘ครูไร้ตั๋ว’ขอใบอนุญาตไม่ทัน ต.ค.63 สอบครบ 1 ปียังขอใบอนุญาตได้ ก่อนเข้าเกณฑ์ใหม่

18 กรกฎาคม 2565 นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศ ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการรับรองความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ เพื่อการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พ.ศ.2565 แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการรับรองความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ เพื่อการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พ.ศ.2550 ให้เหมาะสมมีความสอดคล้องกับข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ และข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภาที่มี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน มีมติให้ออกข้อบังคับว่าด้วยการรับรองความรู้และประสบการณ์วิชาชีพฯใหม่ ยกเลิกการวัดมาตรฐานความรู้ วิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ และให้ยกเลิกใบอนุญาตปฏิบัติการสอน ตามข้อบังคับเดิม ปี 2550

“การออกประกาศดังกล่าว เพื่อเป็นการล้างท่อกลุ่มที่ถือใบอนุญาตปฏิบัติการสอน ก่อนข้อบังคับปี 2550 จะบังคับใช้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่จบหลักสูตรที่คุรุสภาไม่รับรอง โดยขณะนั้นคุรุสภาแก้ปัญหาโดยการให้สอบวัดมาตรฐานความรู้ 9 มาตรฐาน หากสอบผ่านจะได้รับใบอนุญาตปฏิบัติการสอน จากนั้นจะต้องปฏิบัติการสอนในโรงเรียนเป็นเวลา 1 ปี เพื่อให้ได้ใบรับรองและนำไปใช้เป็นหลักฐานในการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตัวจริง และได้กำหนดให้กลุ่มดังกล่าว มาขึ้นทะเบียนเพื่อรับใบอนุญาตฯตัวจริง ภายในวันที่ 3 ตุลาคม 2563 เป็นครั้งสุดท้าย” นายเอกชัย กล่าว

นายเอกชัย ระบุว่า แต่พบว่ายังมีกลุ่มที่ยังไม่มาขึ้นทะเบียน เพราะยังปฏิบัติการสอนไม่ครบ ดังนั้น จึงออกประกาศดังกล่าว เพื่อคงสิทธิ และให้ปฏิบัติการสอนในโรงเรียนให้ครบตามเวลาที่กำหนด เมื่อได้รับการรับรองจากสถานศึกษาแล้ว ให้นำหลักฐานการผ่านการรับรอง ไปขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ โดยคนกลุ่มนี้มีไม่มาก เมื่อแก้ปัญหาดังกล่าวหมดแล้ว ก็จะเข้าสู่ข้อบังคับใหม่ต่อไป

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า สำหรับข้อบังคับใหม่ อยู่ระหว่างปรับแก้รายละเอียด คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ภายใน 2 เดือน สำหรับข้อบังคับใหม่ จะเปิดช่องให้ผู้ที่สอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไม่ผ่าน จะได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู ใช้เป็นหลักฐานสอบครูผู้ช่วย โดยใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู จะมีอายุ 2 ปี ให้พัฒนาตัวเอง และมาสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯตัวจริง หากภายใน 2 ปีไม่สามารถสอบผ่าน จะถูกตัดสิทธิการสอน และต้องไปปฏิบัติหน้าที่อื่นแทน ส่วนผู้ที่สอบผ่านก็จะได้รับใบอนุญาตฯขั้นต้น จากนั้นจะต้องพัฒนาตัวเอง เพื่อสอบรับใบอนุญาตฯขั้นสูงต่อไป

‘บิ๊กตู่’ชื่นชมเยาวชนผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ย้ำให้คนรุ่นใหม่สืบทอดวัฒนธรรมด้านภาษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667469

'บิ๊กตู่'ชื่นชมเยาวชนผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ย้ำให้คนรุ่นใหม่สืบทอดวัฒนธรรมด้านภาษา

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 13.35 น.

นายกฯ ชื่นชมเยาวชนผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ย้ำให้คนรุ่นใหม่สืบทอดวัฒนธรรมด้านภาษา ร่วมกันอนุรักษ์เผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ สร้างความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทย รักษาภาษาไทยให้อยู่คู่ชาติไทยตลอดไป  

เมื่อวันที่ 18 ก.ค.65 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 08.45 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ศิลปินผู้ได้รับรางวัลการประกวดเพลง (เพชรในเพลง) และตัวแทนเยาวชนผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นที่มีความสามารถด้านการพูด การอ่าน การเขียน เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการใช้ภาษาไทย เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ 2565 

นายกรัฐมนตรีชมนิทรรศการหนังสือเก่าหายาก เรื่องนามพรรณพฤกษา สัตวาภิธาน และนิติสารสาธก ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) จากนั้น ได้พบปะพูดคุยกับเยาวชนผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นด้านการพูด การอ่าน การเขียน พร้อมชมการท่องคำประพันธ์กลอนสุภาพที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการแต่งคำประพันธ์ โดยนายภูวดล ลีลาเกียรติวณิช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนทวีธาภิเศก กรุงเทพฯ และน.ส.โชติกา แอนโก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กรุงเทพฯ ต่อด้วยการขับร้องเพลงจากศิลปินผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ “เพชรในเพลง” ประจำปี 2565 ได้แก่ 1) เพลงรักแท้ (แม้ไม่อาจอยู่ร่วมกัน) ขับร้องโดยน.ส.นุตประวีณ์ ข้องรอด 2) เพลงคำตอบของชีวิต ขับร้องโดยนายอนันต์ อาศัยไพรพนา และ 3) เพลงหลวงพ่อกรวยช่วยลูกที ขับร้องโดยน.ส.ลลดา ปานจันดี 

นายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมเยาวชนไทยและศิลปินพร้อมขอให้พัฒนาตัวเองและทำสิ่งที่ดีงามต่อไป ร่วมสืบสาน รักษา ต่อยอด ตามพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 10 คนรุ่นใหม่จะเป็นกำลังสำคัญในการรักษาสิ่งดีงามไว้ให้คงอยู่ เพื่อร่วมกันพัฒนาบ้านเมืองในทุกด้าน ซึ่งภาษาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษไทยได้สร้างสรรค์ไว้ให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจ ขอให้ช่วยกันรักษาต่อไปอย่างต่อเนื่องเพื่อความมั่นคงทางวัฒนธรรมและใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง ร่วมกันอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งการปลูกฝังค่านิยมและสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของความเป็นไทย เพื่อร่วมกันสร้างความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทย พร้อมทั้งร่วมกันถ่ายทอดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ และธำรงรักษาภาษาไทยให้อยู่คู่ชาติไทยตลอดไป 

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อให้คนไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือกันสนับสนุน ส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป อีกทั้งเป็นวาระพิเศษ เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทรงอภิปรายเรื่อง “ปัญหาการใช้คำไทย” ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาถึงปัจจุบันครบ 60 ปี 

สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี 2565 จัดขึ้นในวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อน้อมนำพระบรมราโชบายและพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทรงงาน เพื่อสืบสาน รักษาและต่อยอดแนวพระราชดำริด้านภาษาไทยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมถึงเพื่อกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ตลอดจนสถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนตระหนักในความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย เพื่อการใช้ให้ถูกต้องต่อไป โดยจะมีมีพิธีมอบโล่เกียรติยศและโล่รางวัลแก่หน่วยงานและผู้ได้รับรางวัลด้านภาษาไทย ผู้ชนะการประกวดด้านภาษาไทยต่าง ๆ เช่น รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ผู้ใช้ภาษาถิ่นดีเด่น และผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย และรางวัลเด็กและเยาวชนผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นที่มีความสามารถด้านการพูด การอ่าน การเขียน รางวัลการประกวดเพลง (เพชรในเพลง) และการจัดนิทรรศการหนังสือหายาก การมอบรางวัลต่าง ๆ ด้านภาษาไทย รวมทั้งการจำหน่ายหนังสือ สื่อการเรียนการสอนด้านภาษาไทย พร้อมกิจกรรมวีดิทัศน์ ความสำคัญของวันภาษาไทยแห่งชาติและวีดิทัศน์ ส่งเสริมการใช้ภาษาไทย จากสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่าง ๆ ประจำประเทศไทย โดยจะมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่สถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยที่ส่งเสริมการใช้ภาษาไทยด้วย 

‘นายกฯ’ชื่นชมเด็กไทยคว้า6เหรียญ แข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก ครองอันดับ6จาก104ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667462

'นายกฯ'ชื่นชมเด็กไทยคว้า6เหรียญ แข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก ครองอันดับ6จาก104ประเทศ

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 13.21 น.

“นายกฯ” ชื่นชมเด็กไทยคว้า 6 เหรียญ รางวัลจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก ครองอันดับ 6 จาก 104 ประเทศ 

18 ก.ค.2565 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ชื่นชมเยาชนไทยที่สามารถคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 63 ประจำปี 2565  ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งปีนี้เยาวชนจากไทยเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 6 คน โดยทุกคนสามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ ประกอบด้วย 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง  ทำคะแนนรวมได้ 193 คะแนน ได้ลำดับที่ 6 จากประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 104 ประเทศ  

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) คณะทำงาน นักวิชาการ อาจารย์ผู้คุมทีมทุกคนที่ร่วมกันฝึกฝนและผลักดันให้เยาวชนไทยเข้าร่วมการแข่งขันในรายการโอลิมปิกวิชาการทั้งในส่วนสาขาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ที่เยาชนไทยสามารถทำคะแนนอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกมาโดยต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งได้ครอบคลุมถึงการสร้างระบบการศึกษาเพื่อเป็นเลิศทางวิชาการในระดับนานาชาติ เพื่อให้คนไทยมีความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก  

“นายกรัฐมนตรีชื่นชมเยาวชนทุกๆ คนที่เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ซึ่งรางวัลที่เยาวชนไทยได้รับสะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยที่ทัดเทียมกับนานาประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีความมุ่งมั่นต่อเนื่องในการผลักดันการกระจายความเท่าเทียมของคุณภาพการศึกษา ตามแผนงานภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ พร้อมกับการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมสมัยใหม่เพื่อให้เกิดอาชีพรองรับทรัพยากรคุณภาพสูงในอนาคต” น.ส.ไตรศุลี กล่าว 

สำหรับเยาวชนไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกและได้รับเหรียญรางวัลในปี 2565 ประกอบด้วย นายวสวัตติ์ ระวังวงศ์  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เหรียญทอง,  นายศรัณยู ทองจรัส   โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา    กรุงเทพฯ  เหรียญทอง, นายก้องภพ ปิยะกมลานนท์  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  เหรียญทอง, นายวรวัฒน์  รุ่งอร่ามศิลป์  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เหรียญเงิน, นายสิรวิชญ์ พิพิธธนาบรรพ์  โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์   เหรียญเงิน และนายทยากร สุวานิช  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เหรียญทองแดง 

คณบดี‘CIBA-DPU’เตือนภัยออนไลน์ มิจฉาชีพสวมรอยหลอกลงทุน‘สกุลเงินดิจิทัล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667310

คณบดี‘CIBA-DPU’เตือนภัยออนไลน์  มิจฉาชีพสวมรอยหลอกลงทุน‘สกุลเงินดิจิทัล’

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ. หรือ DPU) กล่าวถึงกลโกงที่คนร้ายหลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนในตลาดสกุลเงินดิจิทัล หรือ “คริปโตเคอเรนซี” ว่า เหตุเกิดขึ้นกับตนเองที่มีคนร้ายนำชื่อและรูปถ่ายไปแอบอ้างและหลอกลวงคนมาลงทุนในตลาดคริปโตฯ ในช่วงที่ตลาดกำลังบูม

จึงอยากนำมาเป็นกรณีศึกษาเตือนภัยสำหรับคนทั่วไปที่สนใจลงทุนในตลาดนี้และบุคคลที่มีชื่อเสียงด้านการแนะนำการลงทุน ให้ระวังกลโกงของกลุ่มคนร้ายที่อาจนำรูปและชื่อไปใช้ในการหลอกลวงสร้างความเสียหายให้กับบุคคลที่ถูกแอบอ้างได้ สำหรับรูปแบบของการหลอกลวงใช้วิธีการลักษณะมีนางนกต่อโดยสร้างความรู้จักกันกับผู้เสียหายผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย หลังจากคุยและสร้างความสนิทสนมกันไปสักพักแล้วก็เริ่มชักชวนให้ลงทุน

โดยแนะนำให้รู้จักผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในเหรียญคริปโตเคอเรนซี ซึ่งก็เป็นแก๊งเดียวกันที่แอบอ้างหรือปลอมตัวโดยใช้ชื่อและรูปของบุคคลอื่นมาสร้างโปรไฟล์ให้มีความน่าเชื่อถือ โดยบุคคลที่คนร้ายนำรูปและชื่อมาแอบอ้างนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงหรือมีความรู้ด้านการลงทุน พร้อมกันนั้นคนร้ายก็สร้างเว็บเทรดปลอมขึ้นมาให้เห็นว่ามีการเทรดกันจริงๆ โดยสร้างกราฟให้มีแนวโน้มการเติบโตดีและจะมีโอกาสสร้างกำไรได้เพื่อหลอกให้เหยื่อสนใจ

ทั้งนี้ คนร้ายที่แอบอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจะโน้มน้าวให้ผู้เสียหายเปิดบัญชีเพื่อทำการเทรดเหรียญ เบื้องต้น สร้างความไว้วางใจก่อน โดยยังไม่ให้ผู้เสียหายลงทุนเป็นสกุลเงินจริง เมื่อการลงทุนเติบโตได้ผลกำไรมากขึ้น เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อเห็นการเติบโตของเม็ดเงินในบัญชีที่ผูกไว้กับการลงทุนในตลาดคริปโตเคอเรนซีก็กล้าที่จะจ่ายเงินจริงลงไป

โดยกลุ่มคนร้ายอ้างว่าหากจะถอนเงินกำไรที่ได้จากการเทรดฯ ต้องโอนเงินเข้าบัญชีที่เปิดไว้สำหรับการเทรดฯก่อน เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อก็จะสูญเงินที่โอนเข้าไปในจำนวนไม่น้อย ซึ่งวิธีการทำให้เหยื่อตายใจคนร้ายจะหลอกล่อ ด้วยการให้ผู้เสียหายได้รับเงินจากการเทรดฯจริงก่อนเพียงครั้งหรือสองครั้ง แต่ภายหลังเมื่อโอนเงินเข้าบัญชีไปเป็นเงินจำนวนเงินก้อนโต แล้ว ก็จะไม่สามารถติดต่อคนร้ายได้และสูญเงินไปในที่สุด

ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวต่อไปว่า ในกรณีของตนมีการแอบอ้างชื่อจริงนามสกุลและรูปจริงๆ โดยมีผู้เสียหายโทรเข้ามาติดต่อตนเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการแนะนำการลงทุนในตลาดคริปโตฯ ซึ่งหลังจากพูดคุยกัน จึงทราบว่ามีคนนำรูปและชื่อจริงๆ ของตนไปใช้แอบอ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญหลอกแนะนำให้ลงทุนในตลาดคริปโตฯ โดยรูปตนนั้นคนร้ายนำมาจากสื่อโซเซียลต่างๆ

“พอผู้เสียหายตรวจสอบชื่อในสื่ออินเตอร์เนตก็จะมีทั้งรูปและชื่อจริง จึงกลายเป็นว่าผมมีตัวตนจริงๆ ผู้เสียหายหลายคนก็หลงเชื่อ แต่กรณีที่ผู้เสียหายท่านนี้ได้ทำการตรวจสอบโดยการค้นหาว่าผมอยู่สังกัดใด แล้วดำเนินการโทรเข้ามาหาผม เพราะเขาเอะใจว่า ชื่อบัญชีที่ให้โอนเงินเข้าไปกับชื่อในบัญชีไลน์ ทำไมไม่ตรงกัน จึงรีบตรวจสอบกลับมาที่สังกัดของผม เราจึงทราบเหตุที่เกิดขึ้นพร้อมกัน” ผศ.ดร.ศิริเดช ระบุ

คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มธบ. กล่าวอีกว่า อยากเตือนให้ทุกคนระวังกลโกงในลักษณะนี้ ทั้งกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียงที่อาจจะถูกนำรูปไปแอบอ้าง และผู้ที่สนใจลงทุนในตลาดคริปโตฯ ต้องตรวจสอบให้ดีเพราะรูปแบบการโกงปลอมขึ้นมาทุกอย่างรวมถึงเว็บเทรดก็ยังปลอมด้วย ตลาดคริปโตฯมันมีความผันผวนมาก คนที่จะเข้ามาเล่นต้องระวัง โดยหากสนใจให้เข้าไปศึกษา ใน CoinmarketCap.com ตรวจสอบกระดานเทรดที่คนร้ายปลอมขึ้นมาว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่

นอกจากนี้ ให้ตรวจสอบใบอนุญาตการแนะนำการลงทุนของผู้ที่แอบอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุน เพราะผู้ที่จะแนะนำการลงทุนได้ต้องมีใบอนุญาตเท่านั้น และการลงทุนในเว็บเทรดของจริงต้องลงเงินจริงตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ลงเงินแบบลมๆ ก่อนแบบนี้ และขอย้ำว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ เช่น คนร้ายอาจหลอกล่อให้โอนเงินไปที่เขา 50,000 บาทเพื่อแลกกับการถอนเงิน 100,000 บาท ออกมา ซึ่งเงินก้อนนั้นไม่มีอยู่จริง

‘บพท.’ร่วมแก้จนที่‘ชัยนาท’ เผย‘5โครงการ’สอดคล้องพื้นที่-ทุนมนุษย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667308

‘บพท.’ร่วมแก้จนที่‘ชัยนาท’ เผย‘5โครงการ’สอดคล้องพื้นที่-ทุนมนุษย์

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ชัยนาท” 1 ใน 10 จังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศไทย ตามข้อมูลสถานการณ์ความยากจนและเหลื่อมล้ำปี 2562 โดย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าว นำไปสู่การกำหนดเป็นพื้นที่นำร่อง “โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ” ดำเนินการโดย หน่วยบริการและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

เมื่อช่วงต้นเดือนก.ค. 2565 ที่ผ่านมา บพท. นำโดยผู้อำนวยการ กิตติ สัจจาวัฒนาร่วมประชุมศึกษาบทเรียนการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำในพื้นที่จังหวัดชัยนาท และลงนามความร่วมมือ (MOU) การใช้ระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนในระดับพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท และได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาอาชีพตำบลโพงาม การประกอบการปุ๋ยหมักจากมูลแพะและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

กิตติ กล่าวว่า จ.ชัยนาท มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนากระบวนการและตัวแบบการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จ โดยสนับสนุนการจัดทำระบบข้อมูลความยากจน การติดตามการช่วยเหลือในการแก้ปัญหาความยากจน และการพัฒนาตัวแบบปฏิบัติการแก้จน ด้วยการออกแบบกลไก กระบวนการวิจัย และเครื่องมือในการพัฒนา โดยใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research :PAR) ซึ่งจากการทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 พบว่า จ.ชัยนาท มีครัวเรือนคนจนทั้งหมด 4638 ครัวเรือน

โดย อ.สรรคบุรี มีครัวเรือนยากจนมากถึง 1,971 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 42.5 และ อ.สรรพยา มีครัวเรือนยากจน 1,296 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 27.4 แต่จากข้อมูลดังกล่าวยังมีครัวเรือนยากจนตกหล่นและรั่วไหล โดย อ.สรรคบุรี มี “ครอบครัวตกหล่น” คือมีสภาวะความเป็นอยู่ยากลำบาก แต่ไม่มีชื่อในฐานข้อมูล TPMAP จำนวน 976 ครัวเรือน และ “ครอบครัวรั่วไหล” คือครอบครัวเรือนที่มีความเป็นอยู่ดี แต่มีชื่อในฐานข้อมูล TPMAP จำนวน 494 ครัวเรือน ส่วน อ.สรรพยา มีครอบครัวตกหล่น จำนวน 938 ครัวเรือน และครอบครัวรั่วไหล จำนวน 72 ครัวเรือน

นอกจากนี้ ยังแบ่งครัวเรือนยากจนออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ 1.ครัวเรือนอยู่ลำบาก ซึ่งเป็นครัวเรือนที่ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต จำเป็นต้องนำเข้าสู่สวัสดิการของรัฐและการดูแลโดยชุมชนอย่างเร่งด่วน ส่วนใหญ่จะมีลักษณะอยู่ตัวคนเดียวและเป็นผู้สูงอายุ (อายุ60 ปีขึ้นไป) มีภาวะเจ็บป่วย พิการ และไม่มีที่อยู่เป็นของตัวเอง ถ้ามีก็จะสภาพทรุดโทรม นอกจากนี้ยังไม่มีรายได้ประจำ ไม่มีอาชีพ ไม่มีที่ทำกิน

2.ครัวเรือนอยู่ยาก ซึ่งเป็นครัวเรือนที่มีปัจจัยพื้นฐานเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในแต่ละวันแต่จำเป็นต้องยกระดับความสามารถ หรือหาปัจจัยให้สามารถพอดำรงชีวิตอยู่ได้ ส่วนใหญ่จะมีสมาชิกในบ้านหลายคนแต่ทำงานคนเดียว สภาพที่อยู่อาศัยมั่นคง มีรายได้แต่ไม่แน่นอน และไม่พอต่อรายจ่าย จึงต้องหยิบยืมผู้อื่นทำให้เป็นหนี้สินนอกระบบ หรือมีหนี้สินมากเกินชำระได้ นอกจากนี้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลด้วย

3.ครัวเรือนอยู่ได้ ซึ่งเป็นครัวเรือนที่มีฐานทุนในการดำรงชีวิต แต่ยังไม่เพียงพอที่จะอยู่รอดจากความเสี่ยง ส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่อยู่มั่นคงแข็งแรง มีอุปกรณ์พื้นฐานในการประกอบอาชีพ มีหนี้สินเล็กน้อยไม่เกิน 30,000 บาท เป็นผู้ที่มีบุตรหลานคอยส่งเสียเลี้ยงดู มีที่ทำกินประมาณ 3 ไร่ แต่ไม่มีกำลังที่จะประกอบอาชีพเนื่องจากมีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน

และ 4.ครัวเรือนอยู่ดี ซึ่งเป็นกลุ่มครัวเรือนที่มีฐานทุนเพียงพอ มีรายได้มั่นคงและลูกหลานมีอาชีพมั่นคง ส่วนใหญ่จะไม่มีหนี้สิน แต่ถ้ามีหนี้สินมีความสามารถชำระได้ มีที่ดินทำกินอย่างน้อยประมาณ 3 ไร่ ซึ่งมีช่องทาง แรงงาน ทุนและยังสามารถเช่าที่ดินทำกินเพิ่มได้ นอกจากนี้คนกลุ่มนี้จะไม่มีโรคติดต่อเรื้อรัง ถ้ามีก็สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ ทั้งนี้ “การแบ่งครัวเรือนยากจนเป็นกลุ่มๆ การแก้ไขปัญหาความยากจนจึงเกิดจากการใช้ข้อมูลที่ได้มา” ได้แก่

1.ข้อมูลทุนศักยภาพคนจน (Sustainable livelihoods) และ 2.ข้อมูลศักยภาพชุมชนและบริบทความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ที่เอื้อต่อการพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหา นำมาสร้างการเรียนรู้ร่วมกันในเวทีวิเคราะห์โอกาส และพัฒนาแนวทางแก้จน ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมของคนจน ผู้นำชุมชน หน่วยงานในท้องถิ่น ทำให้เข้าใจสถานการณ์และพัฒนาหนทางออกจากความยากจน ที่มีนักจัดการข้อมูลชุมชนเป็นผู้สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในเวที นำไปสู่การวิเคราะห์ทางเลือกร่วมกันเพื่อออกแบบโมเดลแก้จนบนฐานทุนชุมชนและศักยภาพคนจน

ผอ.บพท. กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางของ จ.ชัยนาท ประกอบด้วย 1.นวัตกรรมแก้จน“แพะเงินล้าน” ขับเคลื่อนโดยนักจัดการข้อมูลชุมชน ทำให้เกิดการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาอาชีพโพงาม โดยชุมชนได้ใช้ศักยภาพของผู้นำชุมชน ทุนทรัพยากร และความเข้มแข็งของกลุ่มในชุมชน ซึ่งเป็นจุดแข็งมาขับเคลื่อนให้เกิดการประกอบการ ทำให้เกิดตัวแบบสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจน

2.การบริหารจัดการแปลงรวม สำหรับครัวเรือนที่ไม่มีที่ดินทำกิน และมีทักษะด้านการเกษตร ใช้พื้นที่รวมในการเพาะปลูกเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างรายได้ ภายใต้แนวคิด การเกื้อกูลจากชุมชนผ่านครัวเรือน รอการพัฒนาสู่ครัวเรือนพึ่งพิง 3.กองทุนข้าวสาร สำหรับครัวเรือนพึ่งพิง เพื่อให้มีข้าวสารเพียงพอที่จะบริโภค และสามารถนำเงินสวัสดิการไปใช้ในการดำรงชีพด้านอื่นให้เพียงพอและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น ซื้อกับข้าว ซื้อยา เป็นค่ารถไปหาหมอ

4.กองทุนแก้จน ทำหน้าที่เป็น “ไมโครไฟแนนซ์ (Microfinance)” สำหรับครัวเรือนรอการพัฒนา โดยนำผลกำไรจากการประกอบการของกลุ่มวิสาหกิจแก้จนมาบริหารจัดการร่วม ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดพัฒนาอาชีพ และ 5.เครือข่ายช่าง D Home: คลังแรงงานแก้จน สำหรับครัวเรือนประกอบการ ด้วยการจับคู่ครัวเรือนที่มีทักษะด้านช่างและได้รับการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการ กับครัวเรือนที่ต้องการช่างในการซ่อมแซมบ้านรวมถึงครัวเรือนคนจนที่ได้รับงบประมาณค่าวัสดุซ่อมบ้านจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน แต่ยังขาดแรงงาน

“การพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาความยากจนบนศักยภาพและฐานทุนครัวเรือน คนจนและชุมชนจึงมุ่งเน้นไปที่การขยายพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อการกระจายโอกาสการมีงานทำ และการสร้างรายได้ของครัวเรือนคนจน และพัฒนานวัตกรรมแก้จนทั้งในด้านการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน และการประกอบการ ยกระดับทุนมนุษย์ ทุนทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ของครัวเรือนคนจนเป้าหมาย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีรายได้ มีงานทำ” กิตติ กล่าว

ด้าน เอ็นนู ซื่อสุวรรณ ประธานกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เผยว่า โครงการนี้เป็นโครงการวิจัยแก้ปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ เน้นหาข้อมูลคนยากจนให้ได้ครบถ้วน ข้อมูลที่มาจากชุมชนในพื้นที่ เพราะจะรู้ว่าคนไหนจนจริง มีตกหล่นหรือไม่ มีรายละเอียดที่ลงลึก สาเหตุของความจนว่าเกิดจากสภาพแวดล้อม หรือเกิดจากพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อจะได้กำหนดแนวทางแก้ปัญหาด้วยอะไร แล้วส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งโครงการนี้แตกต่างจากโครงการอื่นๆ คือจากที่เคยมีการจ้างคนนอกเก็บข้อมูล แต่โครงการนี้เราใช้คนในชุมชนเก็บข้อมูล การบันทึกข้อตกลง MOU ครั้งนี้เป็นการส่งต่อข้อมูลให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้งานวิจัยจะจบสิ้นลง และการดำเนินโครงการของหน่วยงานไม่จบ มั่นใจว่าหากมีความร่วมมือแบบนี้ นโยบายรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนสามารถทำได้จริง

“จากข้อมูลของสภาพัฒน์ฯพบว่าจังหวัดชัยนาทมีข้อมูลเด่นเรื่องของการมีส่วนร่วม จากการรับฟังข้อมูลในวันนี้เป็นจริงเพราะทุกภาคส่วนทั้งราชการ ท้องถิ่น เอกชน ภาคการศึกษา วัด หอการค้า เชื่อว่า จ.ชัยนาท จะสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้ และอาจเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นๆ ได้เห็นว่าการคิดการแก้ปัญหามีความซับซ้อน จะให้ราชการฝ่ายเดียวแก้ไขเชื่อว่าไม่สำเร็จ และยุทธศาสตร์ชาติจะเดินหน้าได้อย่างแท้จริงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนใช้ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ส่งต่อปัญหาที่เกิดขึ้นและติดตามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” เอ็นนู กล่าว

เสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่ ยายส่วนพรหมมิ อายุ 74 ปี เล่าว่า ตนเองอยู่บ้านเลี้ยงหลานไม่มีรายได้ รายได้ส่วนใหญ่มาจากลูกเขยให้ แต่พอหลังหลังจากลูกเขยประสบอุบัติเหตุแขนหักจึงทำให้ขาดรายได้ จึงได้เข้าร่วมโครงการนี้ หลังจากได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาอาชีพตำบลโพงามการทำปุ๋ยหมักจากมูลแพะและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ทำให้มีรายได้เอาไว้ใช้จ่ายในครอบครัวและยังทำให้สบายใจด้วย

“ถึงแม้จะไม่ใช่จำนวนเงินที่มาก แต่ก็ทำให้สบายใจ เพราะทั้งชีวิตลำบากมามากมายแล้ว” ยายส่วน กล่าว