ย้อนมองผลกระทบ‘ประชากรข้ามชาติ’ ก่อนโควิด-19เปลี่ยนผ่านสู่โรคประจำถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661295

ย้อนมองผลกระทบ‘ประชากรข้ามชาติ’  ก่อนโควิด-19เปลี่ยนผ่านสู่โรคประจำถิ่น

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับงานสัมมนา “แนวทางในการจัดบริการด้านสุขภาพ การเข้าถึงหลักประกันทางสุขภาพ และแนวทางในการช่วยเหลือเยียวยาสำหรับกลุ่มประชากรข้ามชาติ : บทเรียนจากช่วงวิกฤติสุขภาพในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19” ซึ่งจัดโดย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสหภาพยุโรป ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด

งานดังกล่าวจัดขึ้นที่ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2565 ภายในงานมีการสะท้อนเรื่องราวสถานการณ์ที่แรงงานข้ามชาติต้องเผชิญในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 กว่า 2 ปีที่ผ่านมา อาทิ ปภพ เสียมหาญ ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา กล่าวถึงโครงการเยียวยาในช่วงที่กิจการต่างๆ ถูกปิดตามมาตรการล็อกดาวน์ พบความเหลื่อมล้ำในกลุ่มแรงงานข้ามชาติกับแรงงานไทยที่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม เช่น โครงการ ม.33 เรารักกัน ที่ให้สิทธิเฉพาะผู้ประกันตนชาวไทยเท่านั้น ทั้งที่ส่งเงินสมทบเหมือนกัน

สุธาสิณี แก้วเหล็กไหล เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ยกตัวอย่างหลากหลายมาตรการที่ไม่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม โดยพบทั้งมาตรการที่ได้เฉพาะแรงงานสัญชาติไทย หรือมาตรการที่ได้เฉพาะแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม หรือได้เฉพาะแรงงานที่มีเอกสารเท่านั้น ซึ่งการแก้ปัญหาต้องคำนึงเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน ต้องไม่เลือกปฏิบัติ มาตรการรัฐต้องออกแบบให้รองรับแรงงานข้ามชาติเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย

ชมพูนุท ป้อมป้องศึก นักวิชาการสิทธิมนุษยชนเชี่ยวชาญ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า กสม. มีการทำข้อแนะนำและรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประเทศไทยทุกปี ช่วงการระบาดก็มีรายงานผลกระทบจากโควิดและมีข้อเสนอ เช่น ควรมีมาตรการในการป้องกันและควบคุมโรค การเข้าถึงวัคซีนต้องคำนึงถึงกลุ่มที่เสี่ยงตกหล่น

การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต้องคำนึงถึงความสามารถในการเข้าถึงของกลุ่มเปราะบางด้วย เด็กที่ได้รับผลกระทบต้องมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ต้องมีการสำรวจเด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาและมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป นอกจากนี้รัฐควรเร่งจัดหาวัคซีนให้กลุ่มเปราะบางและแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย เนื่องจากส่งผลกระทบถึงคนไทยเพราะเขาทำงานและอยู่ร่วมกับเราในประเทศไทย

ลัดดา แซ่ลี้ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ชี้แจงว่า ตั้งแต่ปี 2563 ที่มีโควิดรัฐบาลประกาศให้ทุกกิจการที่มีความเสี่ยงหยุดกิจการ สปส. ให้ความช่วยเหลือโดยให้ขึ้นทะเบียนว่างงานโดยเหตุสุดวิสัยทางออนไลน์ ซึ่งนายจ้างต้องลงทะเบียนให้ลูกจ้าง โดย สปส. จ่ายให้เท่ากันไม่ว่าแรงงานไทยหรือต่างชาติ ยกเว้นลูกจ้างที่เข้ามาโดยไม่ถูกต้องและไม่ได้ขึ้นทะเบียนประกันสังคม ซึ่ง สปส. ไม่สามารถทราบได้

อุกฤษณ์ กาญจนเกตุ ที่ปรึกษาสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมาช่วงโควิดจะมีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประกันตน แต่แรงงานที่เข้าเมืองผิดกฎหมายมีความลำบากกว่ามาก ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากไหนได้ การส่งเสริมการจ้างงานให้ถูกกฎหมายเป็นปัจจัยที่จะลดปัญหาต่างๆ ได้ ขณะที่ไทยถูกจับตาเรื่องการค้ามนุษย์ ถ้ามีแรงงานเข้ามาไม่ถูกกฎหมายก็จะมีปัญหาค้ามนุษย์ตามมา จึงต้องมีกระบวนการชักจูงให้ทำแรงงานข้ามชาติให้ถูกกฎหมาย ให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายในการทำงานถูกกฎหมายนั้นไม่ต่างจากการเข้ามาแบบผิดกฎหมาย

ยังมีการพูดคุยเรื่อง “เด็กข้ามชาติ” หรือบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติที่ต้องติดตามพ่อแม่ผู้ปกครองมาใช้ชีวิตในประเทศไทย โดย รศ.ดร.เฉลิมพลแจ่มจันทร์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอข้อเสนอจากงานวิจัย “เด็กข้ามชาติในสภาวะวิกฤติสุขภาพ : สถานการณ์และทางออก” ว่า ข้อมูลสถิติเด็กข้ามชาติที่มีนั้นตัวเลขจำนวนไม่ชัดเจน แต่มีพลวัตการอยู่อาศัยของเด็กในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างมาก ในการศึกษามองสามประเด็นสำคัญคือ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองเด็กข้ามชาติ

ด้านสุขภาพคือเรื่องความเสี่ยงและความเปราะบางในการติดเชื้อและเสียชีวิต แต่ทางอ้อมคือเรื่องอนามัยแม่และเด็ก หญิงตั้งครรภ์ การเข้าถึงวัคซีนและโภชนาการสมวัย ด้านการศึกษานั้นผลกระทบทางตรงคือการปิดโรงเรียนและศูนย์เรียนรู้ เกิดการชะงักในโอกาสการเรียนรู้ของเด็ก เด็กขาดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ว่าเด็กไทยกลุ่มเปราะบางจะเจอผลกระทบไม่ต่างกัน แต่เด็กข้ามชาติมีปัจจัยเรื่องเอกสารและบริบทที่ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ส่วนเรื่องการคุ้มครองนั้นความเสี่ยงขึ้นอยู่กับช่วงวัย เช่น ในเด็กเล็กการขาดผู้ดูแลที่เหมาะสม ความรุนแรงในครอบครัว ในเด็กวัยเรียนกระทบจากการปิดโรงเรียน ในเด็กโตจะถูกผลักให้ทำงานเพิ่มขึ้นจนกระทบต่อการศึกษาและมีเรื่องการล่วงละเมิดและพฤติกรรมเสี่ยงทางสังคม ซึ่งปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังคือ 1.การเข้าไม่ถึงทั้งเรื่องการจดทะเบียนเกิด การศึกษา และบริการสุขภาพที่จำเป็น

2.การตกหล่นทั้งเรื่องสุขภาพ การศึกษาและการคุ้มครอง 3.เด็กข้ามชาติจะมีความเสี่ยงและเปราะบางเพิ่ม สำหรับข้อเสนอแนะจากการศึกษาคือ 1.กลไกและมาตรการเฉพาะหน้าที่ชัดเจนในการติดตาม ประเมิน เฝ้าระวัง และช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบโควิดต่อเด็กข้ามชาติ 2.การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กข้ามชาติและบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3.นโยบายระยะยาวที่ชัดเจนภายใต้แนวคิด replacement migration

โดยหากประเทศไทยมีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนให้ความสำคัญกับประชากรกลุ่มนี้ว่าสามารถเป็นกำลังแรงงานขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยได้ในอนาคต ก็จะทำให้นโยบายและกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดูแลการเข้าถึงสิทธิในด้านต่างๆ ทั้งการจดทะเบียนการเกิด การศึกษา และสุขภาพ รวมถึงการคุ้มครองเด็กจากความเสี่ยงและความปลอดภัยในด้านต่างๆ มีความเป็นเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน ชัดเจนและมีแนวทางลงสู่ระดับการปฏิบัติในทุกเรื่องที่เป็นไปในเป้าหมายเดียวกัน

มนัญชยา อินคล้าย ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็กข้ามชาติ เล่าว่า จากการระบาดที่ตลาดกุ้งสมุทรสาคร จนมีการปิดตลาด แม่และเด็กบางคนต้องแยกกัน นายจ้างที่มีแรงงานไม่ถูกกฎหมายก็กังวลจนเอาแรงงานไปทิ้งข้างทาง หอพักก็ไล่แรงงานไม่ถูกกฎหมายออก เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ สถานการณ์มาคลี่คลายตอนที่รัฐประกาศว่าจะดูแลทุกคน ไม่ต้องไปไหน ให้อยู่กับที่ นายจ้างจึงเริ่มคลายกังวล

อย่างไรก็ตาม ในการระบาดระลอก 3 เริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น โรงพยาบาลสนามไม่เพียงพอ แรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึงการรักษา โดยเฉพาะช่วงแรกที่ต้องจ่ายค่าตรวจโควิดเอง ยิ่งแรงงานที่ไม่มีบัตรยิ่งลำบาก ทั้งนี้ การสาธารณสุขเป็นความมั่นคงของชาติโควิดไม่ได้เลือกเชื้อชาติ ศาสนาและช่วงวัย หากมองคนเป็นคนเหมือนกัน ต้องให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ถ้วนหน้าเท่าเทียม รวมถึงลูกหลานแรงงานข้ามชาติควรเข้าถึงบัตรประกันสุขภาพและใบเกิด เพราะช่วงโควิดที่สมุทรสาครจำกัดคิวแจ้งเกิดแต่ละวันพอคิวยาวพ่อแม่บัตรหมดอายุก็กลายเป็นคนเถื่อนอีก

นพ.ประณิธาน รัตนสาลี ที่ปรึกษางานพัฒนาระบบบริการเฉพาะ กองบริหารการสาธารณสุข กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติ มีข้อจำกัดการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ที่ผ่านมาแม้ว่าผู้ป่วยไม่มีสิทธิรักษาแต่โรงพยาบาลต้องให้การรักษาอยู่แล้ว แต่มีปัญหาว่าไม่สามารถเก็บค่าบริการได้ จึงมีการแบกรับค่าใช้จ่ายมายาวนาน ส่วนการให้บริการสาธารณสุขช่วงโควิดนั้นผู้ป่วยที่เป็นแรงงานข้ามชาติมักอยู่ในพื้นที่ชายขอบซึ่งการให้บริการไม่พร้อมจนเกิดข้อจำกัด ช่วงโควิดยิ่งทำให้การบริการติดขัดเมื่อมีผู้ป่วยมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมจนติดเชื้อง่ายขึ้น

สุธิดา ศรีมงคล ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบคุ้มครอง กรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า การช่วยเหลือเยียวยาเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ยึดการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก โดยค้นหาเด็กที่มีความเสี่ยง ให้เด็กได้รับความเช่วยเหลือทันท่วงที ให้เด็กมีผู้ดูแลและปลอดภัยผ่านกลไกและช่องทางการช่วยเหลือเชิงรุกต่างๆ มีการช่วยเหลือเฉพาะหน้ามีการให้ความปลอดภัย การรักษา การดำรงชีวิตเบื้องต้น นอกจากนี้คือการจัดทำแผนรายบุคคล

ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล เจ้าหน้าที่งานคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่าเด็กอพยพโยกย้ายถิ่นฐานมีความเปราะบางเพิ่มขึ้นในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการ ก่อนหน้านี้สิทธิต่างๆ ขึ้นอยู่กับเลข 13 หลัก จนเป็นอุปสรรคการเข้าถึงบริการและการเยียวยา แต่วิกฤตนี้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง หลายภาคส่วนพยายามผลักดันนโยบายและหลักการปฏิบัติที่เอื้อต่อสิทธิเด็กอพยพมากขึ้น

ซึ่งเรื่องการคุ้มครองเด็กจะทำอย่างไรให้ระบบและกลไกที่มีอยู่เข้มแข็ง ใช้ได้จริงและสอดคล้องบริบทในพื้นที่ โดยต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กทุกคนในชุมชนโดยต้องไม่ตกหล่นเด็กข้ามชาติ นอกจากนี้ต้องผลักดันเรื่องหลักประกันสุขภาพและการจดทะเบียนการเกิดให้ครอบคลุมเด็กข้ามชาติ ความร่วมมือของทุกฝ่ายจะเป็นปัจจัยสำคัญ นอกจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วนแล้ว ทำอย่างไรระบบที่มีจะเข้มแข็งและครอบคลุมทุกคน

เหลือเวลาอีกไม่นาน โควิด-19 กำลังจะผ่านพ้นจากโรคระบาดใหญ่เข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น แต่แรงงานข้ามชาติจะยังอยู่คู่กับเศรษฐกิจไทยไปอีกนาน บทเรียนที่ได้จากสถานการณ์โรคระบาด น่าจะนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายให้ครอบคลุมได้ในระยะยาว!!!

‘สศร.’จับมือ6หอศิลป์ภูมิภาค ฟื้นชีพแหล่งเรียนรู้-ต่อลมหายใจศิลปิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661294

‘สศร.’จับมือ6หอศิลป์ภูมิภาค  ฟื้นชีพแหล่งเรียนรู้-ต่อลมหายใจศิลปิน

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน นายโกวิท ผกามาศ ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กล่าวในการเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานของหอศิลป์ และแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในส่วนภูมิภาค ว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับหอศิลป์และแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในภูมิภาคต่างๆ จำนวน 6 แห่งทั่วประเทศ

ได้แก่ 1.บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จ.เชียงราย2.หอศิลป์ริมน่าน จ.น่าน 3.หอโหวด 101 จ.ร้อยเอ็ด 4.ศูนย์ศิลป์สิรินธร โรงเรียนศรีสงครามวิทยา จ.เลย 5.สวนศิลป์บ้านดิน จ.ราชบุรี และ 6.ศาลเจ้าเฉ้งจุ้ยจ้อชู้ก๋ง จ.กระบี่ ได้ลงนามความร่วมมือ เพื่อร่วมขับเคลื่อน โครงการพัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยสู่ภูมิภาค ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยมุ่งเสริมสร้างภาคีเครือข่ายหอศิลป์ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการหอศิลป์ร่วมสมัยในระดับต่างๆ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการหอศิลป์ร่วมสมัย

ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์แนวทางการดำเนินงานของหอศิลป์แต่ละแห่ง ตลอดจนจะร่วมสำรวจต้นทุนทางวัฒนธรรม รวมถึงจุดเด่นและจุดด้อย อันจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐาน และการสร้างรากฐานการพัฒนาพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในส่วนภูมิภาคอย่างมั่นคง และยั่งยืน และสามารถพัฒนาไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศ ทั้งนี้ สศร. จะจัดสรรงบประมาณและข้อมูลทางวิชาการผ่านสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด สนับสนุนหอศิลป์ส่วนภูมิภาค ในการบริหารจัดการ

ส่งเสริมการพัฒนาและการเรียนรู้หอศิลป์ร่วมสมัยในส่วนภูมิภาค ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ในการขยายความร่วมมือด้านการดำเนินงานของหอศิลป์ร่วมสมัยในแต่ละแห่งผ่านการจัดนิทรรศการศิลปะ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อศิลปิน และสร้างเครือข่ายให้ หอศิลป์ร่วมสมัย ราชดำเนิน เพื่อให้เกิดการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่าย และยกระดับแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมของชุมชน และหอศิลป์ภูมิภาคให้มีคุณภาพและศักยภาพ

“เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายแล้ว สศร. จะเดินหน้าในการจัดกิจกรรมและการจัดนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ โดยหอศิลป์ส่วนภูมิภาคที่มีความพร้อมก็จะได้ต่อลมหายใจ เปิดรับการจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งจะช่วยฟื้นชีพศิลปิน สามารถลืมตาอ้าปาก มีรายได้ จากการจัดกิจกรรมมากขึ้น รวมถึงทำให้คนในพื้นที่นั้นๆ ได้เรียนรู้ด้านงานศิลปะมากขึ้น” นายโกวิท กล่าว

สถาปนาวัดพระธรรมกายมองโกเลีย วัดไทยแห่งแรกในดินแดนมองโกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661332

สถาปนาวัดพระธรรมกายมองโกเลีย วัดไทยแห่งแรกในดินแดนมองโกล

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 17.18 น.

สถาปนาวัดพระธรรมกายมองโกเลีย วัดไทยแห่งแรกในดินแดนมองโกล

19 มิถุนายน 2565 พระมหานพพร ปุญฺญชโย รองผู้อำนวยสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า ในปี 2565 เป็นวาระครบ 48 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและมองโกเลีย แต่ในด้านศาสนสัมพันธ์นั้นยังถือได้ว่าเป็นช่วงเริ่มต้น โดยมี พระชาญวิทย์ วรวิชฺโช เจ้าอาวาสวัดภาวนามองโกเลีย ได้เดินทางมาที่มองโกเลียครั้งแรกเมื่อปี 2555 สิ่งแรกที่พบคือไม่มีชุมชนคนไทยอยู่เลย ใช้เวลาปรับตัวอยู่พอสมควร ทั้งเรื่องอาหารการขบฉัน อากาศที่หนาวจัด วัฒนธรรมที่แตกต่างจากเมืองไทย แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจ คือความสนใจในพระพุทธศาสนา และการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวมองโกลโหยหา จึงได้มุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างวัดภาวนามองโกเลียขึ้นที่นี่เพื่อให้ชาวมองโกลได้พบความสุขที่เกิดจากการเจริญภาวนา และเพื่ออธิบายให้ชาวท้องถิ่นเข้าใจในธรรมะมากยิ่งขึ้น พระชาญวิทย์ วรวิชฺโช ท่านจึงได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติมองโกเลีย และเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่สำเร็จการศึกษาที่นี่

ทั้งนี้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาทางวัดภาวนามองโกเลีย ได้รวมคณะสงฆ์ทั้งวัชรยาน และเถรวาท จัดงานจุดโคมวิสาขบูชาถวายเป็นพุทธบูชาเป็นประจำทุกปี ซึ่งได้รับความสนใจของชาวเมืองอูลานบาตอร์และเมืองใกล้เคียงเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก จนล้นสนามกีฬาประจำเมือง มีชาวมองโกลให้ความสนใจเข้ามาศึกษาปฏิบัติธรรมกันอย่างคับคั่ง จนกระทั่งสถานที่ซึ่งเป็นวัดภาวนามองโกเลียเดิมคับแคบลง จึงได้รวบรวมศรัทธาจัดทอดผ้าป่าเพื่อสถาปนา “วัดพระธรรมกายมองโกเลีย” รองรับผู้มาปฏิบัติธรรมได้เพิ่มขึ้น

“กำหนดจัด 7 งานบุญในระหว่างวันที่ 4-8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ประกอบด้วย 1.พิธีบรรพชาสามเณร ครั้งแรกในประเทศมองโกเลีย 2.พิธีตักบาตรพระภิกษุ สามเณร (ออนไลน์) 3.ธรรมยาตราอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (ออนไลน์) 4.พิธีประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ 5.พิธีเปิดป้ายสถาปนาวัดพระธรรมกายมองโกเลีย (ออนไลน์) 6.พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในพิธีถวายสังฆทาน 223 วัด ศูนย์สาขาทั่วโลก (ออนไลน์) และ 7.พิธีทอดผ้าป่าสถาปนาวัดพระธรรมกายมองโกเลีย (ออนไลน์) โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08-2349-0479, 08-2349-0587 และ 06-1823-5367 Line ID: chanwitvvv555 และ dmc.tv/a28226” พระมหานพพร กล่าว

-005

อาชีวะอุบลฯ-สถานประกอบการ-คกก.ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมวิพากษ์หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิตสาขาวิชาการบัญชีระดับ ป.ตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661158

อาชีวะอุบลฯ-สถานประกอบการ-คกก.ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมวิพากษ์หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิตสาขาวิชาการบัญชีระดับ ป.ตรี

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.35 น.

อาชีวะอุบลฯจับมือสถานประกอบการและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมวิพากษ์หลักสูตร เทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาการบัญชี ระดับปริญญาตรี” พัฒนาสู่มาตรฐานสากล

วันนี้ (18 มิ.ย.65) เมื่อเวลา 09.00 น.นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการปรับปรุงและวิพากษ์หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาการบัญชี ระดับปริญญาตรี”  ณ ห้องประชุมศรีอุปราช วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี โดยมีนางสมจิตร บุรุษพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ นางสาวธนิดา วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ได้แก่ นางเสาวณี แสนทวีสุข หัวหน้างานอาชีวศึกษาบัณฑิต นางสุพัตรา วงศ์วิศาลพร นางบังอร พันธ์โสภา 

และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์หลักสูตร ได้แก่ ดร.ชุมสันติ แสนทวีสุข ผู้อำนวยการอาชีวศึกษาบัณฑิต สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 ผศ.นภาพร หงษ์ภักดี อาจารย์ประจำหลักสูตรการบัญชี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นางสาวธรารินทร์ ใจเอื้อพลสุข ผู้จัดการบริษัทแก้วจิรภัทร การบัญชี จำกัด ผู้แทนสถานประกอบการ และนายพิลุนเนตร ภูศิริ พนักงานบัญชี ห้างหุ้นส่วนจำกัดสรรพสิทธิ์การบัญชี และการจัดการ ผู้แทนผู้สำเร็จการศึกษา ร่วมวิพากษ์หลักสูตร และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อแนะนำอันเป็นประโยชน์ร่วมกัน 

โดยเฉพาะการพัฒนารายวิชาที่มีในหลักสูตร การพัฒนากระบวนการเรียนการสอน สื่อการสอน การฝึกอาชีพ การพัฒนาอาจารย์ พัฒนาครูฝึกในสถานประกอบการให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้การศึกษาหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาการบัญชี ระดับปริญญาตรี เป็นไปตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF)และคุณวุฒิอาชีวศึกษามีความสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพตามระบบคุณภาพสากลต่อไป

ทั้งนี้ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4  มีกำหนดเข้ารับการประเมินความพร้อมและตรวจสอบหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาการบัญชี (ต่อเนื่อง)  ระดับปริญญาตรี วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี หลักสูตร พ.ศ.2566 ในวันที่ 20 มิถุนายน 2565 ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีนี้ – 003 

‘โป๊ปฟรานซิส-สมเด็จพระมหาธีราจารย์’ เจริญศาสนสัมพันธ์ 50 ปีวาติกัน วัดพระเชตุพน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661156

‘โป๊ปฟรานซิส-สมเด็จพระมหาธีราจารย์’ เจริญศาสนสัมพันธ์ 50 ปีวาติกัน วัดพระเชตุพน

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.24 น.

วันที่ 18 มิถุนายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก วัดโพธิ์ ท่าเตียน Wat Pho โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า เจริญศาสนสัมพันธ์ 50 ปี วาติกัน – วัดพระเชตุพน 50 YEARS OF VATICAN – WAT PHRA CHETUPHON FRIENDSHIP BETWEEN TWO TRADITIONAL RELIGIONS 17 JUNE 2022 AT VATICAN CITY

สมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิส พระประมุขสูงสุดแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก เมตตาประทานพรให้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม, ประธาน อ.ป.ก. เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ พร้อมพระเถรานุเถระ พระธรรมทูตสายต่างประเทศ อาทิ พระธรรมโพธิวงศ์ พระธรรมพัชรญาณมุนี พระเทพวัชราจารย์ พระราชรัตนสุนทร

พระอาจารย์คณาณัติจีนพรต (เย็นงี้) พระมงคลวชิรากร พระสุธีวชิรปฏิภาณ พระครูวิริยธำรงค์ พระมหาสำเริง อาภสฺสโร พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ และพระเถรานุเถระ พร้อมด้วยนางสาวรมณี คณานุรักษ์ เอกอัครราชทูต นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ไวยาวัจกรวัดพระเชตุพน และผู้แทนอุบาสก อุบาสิกา สาธุชน กัลยาณมิตร เข้าร่วมเจริญศาสนสัมพันธ์ กัลยาณมิตรสองศาสนา

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565  ณ นครรัฐวาติกัน

คุรุสภาจับมือม.บูรพา เล็งใช้ผลวิจัยปรับปรุงกม.ทางจรรยาบรรณวิชาชีพทางการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661069

คุรุสภาจับมือม.บูรพา เล็งใช้ผลวิจัยปรับปรุงกม.ทางจรรยาบรรณวิชาชีพทางการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.47 น.

คุรุสภาจับมือ ม.บูรพา เล็งใช้ผลวิจัยปรับปรุงกฎหมายกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา

17 มิ.ย.65 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รักษาการเลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภา ว่าสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาร่วมมือกับมหาวิทยาลัยบูรพา จัดทำวิจัยเพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา , ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษากับวิชาชีพอื่นทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะ โดยคุรุสภาจะนำผลการวิจัยมาใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภาต่อไป

รักษาการเลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า การควบคุมความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เป็นตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ เป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญของคุรุสภา ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546  ซึ่งปัจจุบันการกำหนดกระบวนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเมื่อถูกกล่าวหา หรือกล่าวโทษเข้าข่ายประพฤติผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ ผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษมีสิทธิทำคำชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานใดๆ ส่งให้คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ หรือ อนุกรรมการภายในเวลาที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพกำหนด โดยต้องทำการสืบสวนข้อเท็จจริง และสอบสวนโดยคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพที่แต่งตั้งจากคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพที่ต้องรับผิดชอบดูแลทุกพื้นที่ที่มีการกล่าวหาหรือกล่าวโทษ โดยการดำเนินการทางจรรยาบรรณจะครอบคลุมผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก แม้จะเป็นกรณีการกระทำผิดเดียวกันที่มีการสืบสวนข้อเท็จจริง หรือการสอบวินัยจากต้นสังกัดแล้ว ก็ต้องเริ่มกระบวนการสอบสวนทางจรรยาบรรณของวิชาชีพใหม่ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของคุรุสภา จึงทำให้มีขั้นตอนของการดำเนินการทางจรรยาบรรณที่มีความทับซ้อนกับกระบวนการดำเนินการทางวินัยของต้นสังกัด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเป็นปัญหาอุปสรรคในการกำกับดูแลการปฏิบัติตามจรรยาบรรณของวิชาชีพได้  จึงทำให้การลงโทษต่อผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ยังมีความล่าช้า ดังนั้น จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินการสอบสวนทางจรรยาบรรณเพื่อความรวดเร็ว และเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหากล่าวโทษ รวมทั้งสามารถตรวจสอบได้  

“การปรับเปลี่ยนการดำเนินการสอบสวนทางจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เป็นหนึ่งเป้าหมายที่ผมได้ตั้งไว้ ทั้งนี้ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับเรื่องจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยให้คุรุสภาเร่งสะสาง เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ โดยขณะนี้มีเรื่องที่ค้างอยู่ประมาณ 1,200 กว่าคดี ซึ่งการปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินการ แก้ไขปรับปรุงกฎหมายการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา จะช่วยให้การดำเนินงานทางจรรยาบรรณของวิชาชีพมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และสอดรับกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน” รศ.ดร.ประวิต กล่าว.

ปิดตายใส่‘กัญชา’!รมว.ศธ.ออกประกาศ‘6กฎเหล็ก’ห้ามเข้าโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660905

ปิดตายใส่‘กัญชา’!รมว.ศธ.ออกประกาศ‘6กฎเหล็ก’ห้ามเข้าโรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 12.04 น.

ปิดตายใส่‘กัญชา’!รมว.ศธ.ออกประกาศ‘6กฎเหล็ก’ห้ามเข้าโรงเรียน

17 มิถุนายน 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ลงนามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่อง แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดจากการใช้กัญชาหรือกัญชงในนักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร ในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา)พ.ศ. 2565 กำหนดให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ไม่สามารถใช้และเข้าถึงกัญชาได้ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงสาธารณสุข และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการให้เหมาะสม

ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการพ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงออกประกาศแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดหรือในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 สถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ห้ามใช้กัญชาหรือกัญชงกับนักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากรโดยเด็ดขาด เพราะอาจมีผลต่อการพัฒนาสมองของนักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร

ข้อ 2 ห้ามมิให้นักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร ของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ใช้กัญชาหรือกัญชง เพื่อการนันทนาการใด ๆ เพราะอาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น อาการทางจิต และระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย

ข้อ 3 ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ กำกับควบคุมร้านค้าที่จำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มในบริเวณสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ให้งดจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีการผสมส่วนใด ๆ ของกัญชาหรือกัญชง อีกทั้งห้ามมิให้นักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากร ของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ นำอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีการผสมส่วนใด ๆ ของกัญชาหรือกัญชง เข้ามาบริโภคในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเด็ดขาด

ข้อ 4 ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรม การจัดการเรียนการสอน การฝึกอบรม หรือการผลิตสื่อนวัตกรรม เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้กัญชาหรือกัญชง และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สารสกัดจากทุกส่วนของพืชกัญชาหรือกัญชงที่เกินปริมาณตามที่ กระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดให้แก่นักเรียน นักศึกษา บุคลากร ผู้ปกครองประชาชน หรือชุมชนที่อยู่หรืออาศัยบริเวณใกล้เคียงกับสถานศึกษาหรือหน่วยงาน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอันตรายของกัญชาหรือกัญชง

ข้อ 5 การใช้กัญชาหรือกัญชงเพื่อการรักษา ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ หรือการใช้กัญชาหรือกัญชงเพื่อการศึกษาวิจัย ต้องอยู่ภายใต้การกำกับ ควบคุม และดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าหน่วยงานนั้น ๆ

ข้อ 6 นอกจากแนวทางที่กำหนดไว้ในประกาศฉบับนี้แล้ว ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าหน่วยงาน ของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ อาจออกมาตรการหรือแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดจากกัญชาหรือกัญชงได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ นั้น ๆ ได้

นายกฯพอใจแก้‘หนี้ครู’คืบหน้า ศธ.ตั้ง 558 สถานีทั่วประเทศแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660886

นายกฯพอใจแก้‘หนี้ครู’คืบหน้า ศธ.ตั้ง 558 สถานีทั่วประเทศแล้ว

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 09.25 น.

โฆษกรัฐบาลเผยนายกฯพอใจแก้ปัญหาหนี้สินครูคืบหน้า ศธ. จัดตั้งสถานีแก้หนี้ครูทั่วประเทศแล้ว 558 สถานีทั่วประเทศ หวังครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

17 มิถุนายน 2565 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบตามนโยบายของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่มุ่งมั่นให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี  โดยประกาศให้ปี 2565 เป็น “ปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน” ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เร่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินตามมาตรการ  7 เรื่อง ได้แก่ 1) การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ให้สมกับเป็นสินเชื่อสวัสดิการ 2) ตัดเงินเดือนของข้าราชการ การทำให้ครูมีเงินเหลือใช้หลังจากชำระหนี้ ไม่น้อยกว่า 30% หรือไม่น้อยกว่าเดือนละ 9,000 บาท 3) การคุมยอดหนี้ที่ครูจะสามารถกู้ได้ ไม่ให้เกินศักยภาพที่จะชำระคืนได้ด้วยเงินเดือน 4) การปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้เจ้าหนี้ทุกรายสามารถแบ่งเงินเดือน 70% ได้อย่างเพียงพอ 5) การประกาศกำหนดกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตัดเงินเดือน  6) การแก้ปัญหากรณีครูผู้กู้และผู้ค้ำประกันถูกฟ้องร้องดำเนินคดี  และ 7)  การช่วยครูแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้จัดตั้งสถานีแก้หนี้ครูทั่วประเทศแล้ว 558 สถานี คือ ระดับจังหวัด 77 แห่ง ระดับเขตพื้นที่การศึกษา 245 แห่ง และระดับส่วนกลาง เช่น สป. กศน. ก.ค.ศ. สอศ. 236 แห่ง เพื่อให้สามารถรองรับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ลงทะเบียนขอรับการช่วยเหลือแก้หนี้ 41,128 คน ได้อย่างครอบคลุม ขณะนี้สถานีแก้หนี้ทุกแห่งกำลังวิเคราะห์ข้อมูล และติดต่อขอข้อมูลจากผู้ลงทะเบียน เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ จัดทำข้อมูลการลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ขอให้เชื่อมั่นแนวทางดำเนินงานแก้หนี้สินครูทั้งระบบเกิดขึ้นได้จริง เพื่อให้หนี้สินของครูทั่วประเทศที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ 4 แสนคน และที่เกษียณอายุราชการแล้วอีก 5 แสนคน รวม 9 แสนคน รวมยอดหนี้สวัสดิการหักเงินเดือน ข้าราชการ 1.4 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 108 แห่ง ยอดหนี้ 9 แสนล้าน และสถาบัน การเงิน 3 แห่ง ธนาคารออมสินอาคารสงเคราะห์ กรุงไทย ยอดหนี้ 5 แสนล้านบาท ได้รับการแก้ไขตาม แนวทางดังกล่าว โดยมีหนี้เสียหรือเป็น NPLs ไม่เกิน 1-2% เท่านั้น

“นายกรัฐมนตรี ตั้งใจขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตครูและครอบครัว ช่วยลดความกังวล ซึ่งจะส่งผลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สร้างคุณภาพของนักเรียนและเยาวชนของประเทศให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ” นายธนกรฯ กล่าว

‘ฟรีสแลนด์คัมพิน่า’พร้อมเผย ผลสำรวจภาวะโภชนาการเด็กไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660487

‘ฟรีสแลนด์คัมพิน่า’พร้อมเผย  ผลสำรวจภาวะโภชนาการเด็กไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถาบันวิจัยฟรีสแลนด์คัมพิน่า ร่วมกับมหาวิทยาลัย และสถาบันชั้นนำด้านโภชนาการใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม จัดทำสำรวจภายใต้ “โครงการสำรวจภาวะโภชนาการเด็กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อายุระหว่าง 6 เดือน-12 ปี หรือ SEANUTS ครั้งที่ 2” เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึก และปัจจัยเกี่ยวข้องที่ส่งผลต่อภาวะโภชนาการเด็กในปัจจุบัน รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 และสถาบันฯ จะแบ่งปันข้อมูลการสำรวจดังกล่าวกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรที่มีบทบาทด้านโภชนาการและมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคประชาสังคม เพื่อต่อยอดสู่การวางแผนนโยบายหรือโครงการระดับชาติ สร้างการเปลี่ยนแปลงและยกระดับโภชนาการของประเทศ

ทั้งนี้ ในประเทศไทย สถาบันวิจัยฟรีสแลนด์คัมพิน่า ได้ร่วมมือกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำสำรวจเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างระหว่างปีพ.ศ.2563-2564 ตามโรงเรียน และศูนย์สุขภาพทั้งในพื้นที่เขตเมืองกรุงเทพฯ ปริมณฑล ต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ครอบคลุมและสะท้อนความเป็นจริงของภาวะโภชนาการเด็กไทยมากที่สุด และการเก็บข้อมูลสำรวจของทั้งโครงการ ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 13,000 คน ศึกษาในเชิงลึก ทั้งการวิเคราะห์เลือด พฤติกรรมการออกกำลังกายและไลฟ์สไตล์ การบริโภคอาหาร และผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19

พร้อมเชิญชวนบุคลากรในสายงานโภชนาการและสุขภาพ สาธารณสุขและอนามัย ศึกษาธิการ และกุมารแพทย์ทั้งจากภาครัฐ หน่วยงานภาคประชาสังคม หน่วยงานอิสระ และองค์กรเอกชนที่สนใจ ร่วมรับฟังผลสำรวจเป็นกลุ่มแรกในวันศุกร์ที่ 17-วันเสาร์ที่18 มิถุนายน พ.ศ.2565 นี้ ผ่านช่องทางออนไลน์ บนเว็บไซต์สถาบันวิจัยฟรีสแลนด์คัมพิน่า http://www.frieslandcampinainstitute.com

รองนายกฯ ‘วิษณุ’ บรรยายพิเศษ นศ.บัณฑิตศึกษา ม.ศรีปทุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660490

รองนายกฯ ‘วิษณุ’ บรรยายพิเศษ  นศ.บัณฑิตศึกษา ม.ศรีปทุม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม ราชบัณฑิต และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายในรัฐบาลปัจจุบัน เป็นวิทยากรในการบรรยายพิเศษ หัวข้อ “นโยบายภาครัฐที่มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการ” เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่ คณะผู้บริหาร คณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

โดยการบรรยายครั้งนี้ มี ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม และศาสตราจารย์ ดร.ไชยา ยิ้มวิไลผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต พร้อมด้วยคณะผู้บริหารฯ เข้าร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษ ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน) เมื่อเร็วๆ นี้