สวนดุสิต จัดเสวนาระดมสมอง หาแนวส่งเสริม Soft Power ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661505

สวนดุสิต จัดเสวนาระดมสมอง  หาแนวส่งเสริม Soft Power ไทย

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสวนดุสิตจัดเสวนากลุ่ม“คนไทยกับโอกาสจาก Soft Power” โดยมีนายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอาร์เจนตินา และผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม และ บุคลากรแวดวงบันเทิง และการศึกษา ร่วมเสวนา และต่างเห็นตรงกันว่าภาครัฐและภาคประชาชน ต้องร่วมกันขับเคลื่อนSoft Power อย่างมีแบบแผน เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ในการเสวนาครั้งนี้ นอกจากจะมีการแสดงมุมมองต่อการใช้ Soft Power ของประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยแล้ว ยังมีการแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้สัมผัสหรือศึกษา Soft Power ในด้านต่างๆ อาทิ การสร้าง Soft Power ผ่านเหตุการณ์ 13 นักฟุตบอลทีมหมูป่า ติดถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน, การสร้างกระแสความนิยม T-Pop และหัดใช้ภาษาไทย ในหมู่วัยรุ่นประเทศแถบละตินอเมริกาของ วง 4MIX, การวิพากษ์ถึงจุดเด่น จุดด้อย โอกาส รวมถึงอุปสรรคของ Soft Power ไทย ไปจนถึงแนวทางที่จะนำเสนอแนวคิดในการสร้าง และส่งออก Soft Power ไทย รวมถึงการบอกเล่าประสบการณ์ที่ได้สัมผัสแล้ว ยังมีการเสนอแนวทางการใช้ Soft Power ที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล ภายหลังวิกฤตการณ์ COVID-19 อีกด้วย ซึ่งทุกคนต่างเห็นตรงกันว่าการสร้าง Soft Power ต้องมีปฏิบัติการทั้งในส่วนของภาครัฐ และภาคประชาชน และต้องดำเนินการผ่านการวางกลยุทธ์และการดำเนินงาน

มรภ.มหาสารคาม วิจัยพัฒนา ศูนย์ปฐมวัยต้นแบบ EF

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661510

มรภ.มหาสารคาม วิจัยพัฒนา  ศูนย์ปฐมวัยต้นแบบ EF

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.รัตติกาล สารกอง อาจารย์ประจำสาขาวิจัยและประเมินผลการศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม กล่าวถึงงานวิจัยการพัฒนาทักษะสมองเพื่อการจัดการชีวิตสู่ความสำเร็จสำหรับเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 ที่นำมาซึ่งการพัฒนาศูนย์ปฐมวัยต้นแบบในครั้งนี้ว่า เพื่อพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพชีวิตไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เนื่องจากในช่วงปฐมวัยเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาทักษะสมอง หรือ EF (Executive Function) กระบวนการทางความคิดของสมองส่วนหน้า ทำหน้าที่เกี่ยวของกับการคิด ความรู้สึก และการกระทำ ดังนั้นจึงเป็นทักษะที่ต้องได้รับการฝึกฝนในชีวิตประจำวันของเด็ก ผ่านประสบการณ์ต่างๆ หลากหลายที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ลงมือทำ เพื่อให้เกิดความพร้อม และมีทักษะที่สำคัญต่อชีวิตในอนาคต และครูปฐมวัยถือว่าเป็นผู้มีบทบาทในการพัฒนาทักษะดังกล่าว

คณะผู้วิจัยได้คัดเลือกศูนย์ปฐมวัยต้นแบบ จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 13 ศูนย์ มีครูปฐมวัยจำนวน 65 คน คณะผู้วิจัยทำการนิเทศติดตามให้คำแนะนำปรับปรุงการพัฒนาแผนรูปแบบ EF Guideline และการผลิตสื่อการสอนส่งเสริมทักษะสมอง EF นำไปสู่การใช้จัดกิจกรรมในชั้นเรียน และร่วมถอดบทเรียนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นำไปสู่การประเมินผลคัดเลือก Best Practice

หลังจากได้รับการอบรมและนิเทศติดตาม ครูมีความเข้าใจในการเขียนแผนรูปแบบ EF Guideline และผลิตสื่อการสอนส่งเสริมทักษะสมอง EF มากขึ้น จากการร่วมถอดบทเรียนพบว่าครูสามารถอธิบายสื่อและกิจกรรมที่ออกแบบได้ว่าช่วยส่งเสริมทักษะสมอง EF ให้เกิดขึ้นกับเด็กด้านใดได้บ้าง และจากการได้ฝึกอบรมและปฏิบัติจริงส่งผลให้ครูที่ได้ผ่านการอบรมได้เห็นกระบวนพัฒนาทักษะ EF ในเด็กปฐมวัยได้แบบครบวงจรด้วยตัวของครู สามารถนำไปสู่การพัฒนาศูนย์ของตนเองให้เป็นศูนย์ต้นแบบต่อไป โดยศูนย์ที่ได้รับคัดเลือก ได้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโนนเขวา ตำบลดงบัง อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม

ทั้งนี้ จากการนำแผนการจัดประสบการณ์ด้วย EF Guideline และผลิตสื่อการสอนส่งเสริมทักษะสมอง EF ที่ครูออกแบบไปใช้จริงกับเด็กปฐมวัย พบว่าสามารถกระตุ้นให้เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้ตามรูปแบบ EF ได้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ครูกำหนดไว้ โดยเด็กสามารถคิดวางแผนและตัดสินใจแก้ปัญหาระหว่างทำกิจกรรมได้ รวมถึงสามารถทำความเข้าใจและปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับการใช้สื่อจนบรรลุเป้าหมายได้ด้วยตัวเด็กเองได้

ดร.รัตติกาล กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้จะสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้งานแผนการจัดประสบการณ์ด้วย EF Guideline และผลิตสื่อการสอนส่งเสริมทักษะสมอง EF เพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้น โดยในอนาคตจะต่อยอดงานวิจัยชิ้นนี้ ไปในจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น และร้อยเอ็ด ต่อไป

อว.-มหิดล ผนึกเครือข่ายรัฐ-เอกชน จัดแข่งขันหุ่นยนต์โลก ดึง 45 ประเทศร่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661512

อว.-มหิดล ผนึกเครือข่ายรัฐ-เอกชน จัดแข่งขันหุ่นยนต์โลก ดึง 45 ประเทศร่วม

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เปิดเผยว่า เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจ และแผนพัฒนา 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาลกระทรวงฯ จึงได้ให้การสนับสนุน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการอุดมศึกษา ในการร่วมเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก ครั้งที่ 25 หรือ “World RoboCub 2022” ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทยบนเวทีโลก และสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการจัดนิทรรศการระดับนานาชาติในช่วงที่เริ่มมีการเปิดประเทศ

นอกจากนี้ ยังเป็นแนวทางที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการยกระดับสินค้า และบริการด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงผ่านการเฟ้นหาผู้ที่มีความสามารถที่เข้าร่วมในกิจกรรม เช่น นักศึกษา สตาร์ทอัพหรือผู้ดำเนินธุรกิจนวัตกรรม อย่างไรก็ตามการจัดงานในปีนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้ามาร่วมแข่งขันหุ่นยนต์ในลีกต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 3,000 รายจาก 45 ประเทศ ผู้เข้าชมไม่น้อยกว่า 15,000 คนและสิ่งที่สำคัญที่สุดเชื่อมั่นว่าจะทำให้ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ รวมถึงภาครัฐมีความสนใจอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพิ่มขึ้นตามบริบทสังคมและเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมด้วยเช่นกัน

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประธานการจัดการแข่งขันหุ่นยนต์ RoboCup 2022 กล่าวว่า การแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-17 กรกฎาคม 2565 ณ ศูนย์ประชุมไบเทคบางนา การแข่งขันทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ การแข่งขันฟุตบอลหุ่นยนต์ (RoboCupSoccer) หุ่นยนต์กู้ภัย (RoboCupRescue) หุ่นยนต์ในบ้านเพื่อการบริการส่วนบุคคล (RoboCup@Home) หุ่นยนต์และแขนกลเพื่องานอุตสาหกรรม (Robo CupIndustrial) และโครงการริเริ่มด้านการศึกษาที่มุ่งเน้นการสนับสนุนกิจกรรมหุ่นยนต์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติสําหรับเด็กนักเรียนรุ่นเยาว์ (RoboCupJunior) ที่เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้งานหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ภายในงานจะมีการสาธิตความสามารถของหุ่นยนต์อัจฉริยะโดยทีมนักศึกษาที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันหุ่นยนต์ MUT RMRC RoboCup “หุ่นยนต์พิชิตภารกิจสำรวจและช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ”และการจัดงานในครั้งนี้ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษาด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 17 สถาบัน และ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลนิธิเอสซีจี และบริษัท ซีเกทเทคโนโลยี (ประเทศไทย)

นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่าการที่ไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันครั้งนี้ ถือว่าดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม ผลักดันการวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ และการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติของประเทศ สร้างกลุ่มเครือข่ายความร่วมมือในการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในวิชาการด้านหุ่นยนต์ระหว่างสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นรวมถึงหน่วยงานวิจัยต่างๆ ทั่วโลก และที่สำคัญจะเป็นงานใหญ่ของประเทศ หลังจากการปลดล็อกเปิดประเทศ และยังจะส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีโอกาสกลับมาฟื้นตัวได้อีกด้วย

สพป.สุโขทัย เขต 1 จัดกิจกรรมถมทองประยุกต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661509

สพป.สุโขทัย เขต 1 จัดกิจกรรมถมทองประยุกต์

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โรงเรียนบ้านโป่งแค สพป.สุโขทัย เขต 1 จัดกิจกรรมถมทองประยุกต์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบบูรณาการให้แก่นักเรียน โดยมีศึกษานิเทศก์ สพป.สุโขทัย เขต 1 เป็นวิทยากรให้ความรู้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสร้างเจตคติที่ดีต่องานอาชีพ ด้วยกิจกรรม Active Learningได้รับความสนใจจากเด็กนักเรียนอย่างมากโดยสังเกตจากบรรยากาศของกิจกรรมที่เป็นไปด้วยความตั้งใจและมีความสุขสนุกสนาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาด้านความคิดสร้างสรรค์การฝึกสมาธิ เพื่อให้เกิดสมาธิในการเรียน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปต่อยอดด้านทักษะอาชีพต่อไปได้

‘เอนก’ เปิดเวทีระดมสมอง เร่งปฏิรูป ววน. เร็ว มาก และประหยัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661592

‘เอนก’ เปิดเวทีระดมสมอง เร่งปฏิรูป ววน.  เร็ว มาก และประหยัด

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.36 น.

สกสว.เปิดเวทีระดมสมองบอร์ด 3 คณะ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระตุ้นจุดคานงัดของประเทศ ด้าน รมว.อว.ชี้ต้องเร่งปฏิรูประบบ ววน. ให้เร็ว มาก และประหยัด พร้อมเสนอจัดตั้ว ‘ธัชภูมิ’ เพื่อสร้างความรู้เชิงพื้นที่

20 มิถุนายน 2565 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุมเรื่อง “เป้าหมายการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)” โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คณะกรรมการอำนวยการ สกสว. และคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ร่วมให้ความเห็นเรื่องการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามเป้าหมายในช่วงระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาระบบ ววน. ให้ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อมต่อการทำงานของทุกภาคส่วนให้เป็นเนื้อเดียวกัน รวมถึงเป็นข้อมูลในการยกร่างแผนพัฒนาระบบ ววน. ซึ่งจะนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดจุดคานงัดในระบบ ววน. ของประเทศ

ประเด็นในการระดมสมองครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) การประสานความร่วมมือและเสริมสร้างความเข้มแข็ง(กลไกการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมและภาคส่วนอื่น การเชื่อมระบบงาน การพัฒนาระบบตัวชี้วัดร่วม การเชื่อมโยงกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในและนอกระบบ ววน.)2) การบริหารจัดการทรัพยากร(กลไกการเชื่อมโยงระหว่างการจัดทำแผนการจัดสรรงบประมาณ)3) ระบบสำคัญที่เกี่ยวข้องการประสานความร่วมมือและความเข้มแข็ง(ระบบทรัพย์สินทางปัญญา การใช้ประโยชน์ข้อมูลระบบ ววน. เพื่อพัฒนานโยบาย และสู่ระดับปฏิบัติการ และการเชื่อมต่อการติดตามประเมินผลแบบครบวงจร)และ 4) การบริหารจัดการและพัฒนากำลังคน (ระบบบริหารกำลังคน ววน. ของประเทศ)

ในโอกาสนี้ ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ว่าการปฏิรูประบบ ววน. ต้องทำให้เร็ว ทำให้มาก และทำแบบประหยัด ทำดีแต่ทำช้า เหมือนไม่ได้ทำ ทำดีแล้วฟุ่มเฟือยมากจะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมได้ทั้งนี้นอกจากธัชชาที่ดูแลงานวิจัยมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปศาสตร์ ธัชวิทย์ที่ดูแลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีแล้ว ยังอยากให้มี “ธัชภูมิ” อันเป็นความรู้เชิงพื้นที่ ทำหน้าที่วิจัยและให้ความรู้เกี่ยวกับเชิงพื้นที่ แต่ไม่ได้ตัดขาดจากศาสตร์และศิลป์

ด้านศาสตราจารย์ นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไลปลัดกระทรวง อว. กล่าวเสริมว่าว่าการปฏิรูปอุดมศึกษามีสัญญาณการขับเคลื่อนชัดเจน ออกดอกออกผลพอสมควรแล้ว จึงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้าน ววน. เพื่อให้ประชาชนยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณที่พอจะปรับได้คำถามคือเราจะมีความสุขกับงบประมาณที่มีเรามีอยู่15% หรือทั้งหมดของประเทศ100% เราควรจะต้องไปช่วยดึงงบ85% จากเอกชน ทำหน้าที่เป็นกลไกชักจูงเรือลำใหญ่ให้วิ่งไปในทิศที่ประเทศต้องการ โดยหาร่องน้ำใหม่และขุดคลองลัดให้เรือลำใหญ่วิ่ง

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สิ่งที่ถูกถามทุกครั้งคือ ประชาชนได้อะไร ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เป็นบทบาทหน้าที่ของ ววน. ที่จะต้องตอบคำถามให้ได้ ความคาดหวังแรกจึงต้องส่งมอบผลงานได้ และนักวิจัยได้มองเห็นร่วมกันในเชิงเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศด้วย ววน.หรือไม่ ซึ่งจะต้องหารือกับหน่วยบริหารจัดการทุนและนักวิจัยเพื่อให้เห็นเป้าหมายร่วมกัน ทั้งนี้ประชาชน เอกชน หน่วยงานพัฒนา และนิติบัญญัติจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบ ววน.อย่างไร เป็นเรื่องที่ท้าทาย”

-(016)

แด่‘คุณครู’ยุคตรีนุช!รุกแก้หนี้ให้เงินเดือนเหลือใช้30%-ปรับราคาค่าหอ‘สกสค.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661495

แด่‘คุณครู’ยุคตรีนุช!รุกแก้หนี้ให้เงินเดือนเหลือใช้30%-ปรับราคาค่าหอ‘สกสค.’

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.33 น.

แด่‘คุณครู’ยุคตรีนุช!รุกแก้หนี้ให้เงินเดือนเหลือใช้30%-ปรับราคาค่าหอ‘สกสค.’

20 มิถุนายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพผู้ปฏิบัติงาน ช.พ.ค.-ช.พ.ส.  และการบริหารสำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จังหวัด 77 จังหวัด   ว่า สกสค.เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ เพราะมีหน้าที่สร้างขวัญกำลังใจ ดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคคลกรทางการศึกษา อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนงานต่าง ๆให้เกิดผลนั้น ต้องอาศัยผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด ซึ่งอยู่ในพื้นที่และได้รับการยอมรับถูกคัดเลือกให้เข้ามาดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษา และขับเคลื่อนงานลงสู่ระดับพื้นที่ ดังนั้น ผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด ถือเป็นตัวแทนของ ศธ. และ สกสค. ที่จะลงพื้นที่ดูแลสมาชิกทุก ๆคน

ในขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ปัญหา สกสค.ก็มีอยู่จำนวนมาก  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเดิม ๆที่ยังค้างคาอยู่ และปัญหาใหม่ที่มีเข้ามา  ดังนั้นจึงอยากให้ผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด ที่รู้ปัญหาในพื้นที่ของตนมาสะท้อนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานของ สกสค. โดยตนได้มอบหมายให้นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ผู้ตรวจราชการ ศธ. รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. รวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะให้คณะกรรมการ สกสค.พิจารณาต่อไป

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า กว่า 1 ปี 3 เดือน ที่ตนเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศธ.​ ได้เห็นมิติของ สกสค.ที่เกี่ยวกับสวัสดิการของครู จึงได้ปักหมุดวางเป้าหมายว่าจะแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นลำดับแรกๆ เพราะหนี้ครูถือเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ปัจจุบันครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งในและนอกประจำการ มีปัญหาหนี้สินรวม  9 แสนคน มีภาระหนี้ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท และเป็นนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้เป็นปีของการลดปัญหาและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ศธ.จึงมีเป้าหมายจะทำให้ครูอยู่ได้มีเงินเดือนหลังหักไม่ต่ำกว่า 30%  ที่ผ่านมา ศธ.ดำเนินการแก้ปัญหาหนี้สินครูโดยการจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับกระทรวงศึกษาธิการ ระดับจังหวัด และระดับเขตพื้นที่การศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นต้นแบบเป็นฐาน ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 37 แห่ง เข้าร่วม เพื่อลดดอกเบี้ยให้ครู และจะขยายไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่อื่น ๆต่อไป รวมทั้งเจรจากับธนาคารออมสิน เพื่อให้ธนาคารจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan)ให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู นำไปลดภาระการเก็บดอกเบี้ยให้กับครูเพื่อให้ครูเหลือเงินไว้เป็นค่าครองชีพ

“ความจริงหนี้สินครูถือเป็นหนี้ดี ถือเป็นหนี้ปลดซอง ใครเป็นเจ้าหนี้ครูก็จะได้หักเงินเดือนอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันกลับพบว่า สมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. ลดลงทุก ๆ ปี อาจจะเป็นเพราะสังคมเปลี่ยนไป อีกทั้งครูรุ่นใหม่ ๆไม่สนใจ จึงเกิดคำถามว่าถ้าเป็นสมาชิก ช.พ.ค.และ ช.พ.ส. แล้วมีข้อดีอย่างไร และจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง  จึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร สกสค.จังหวัด ที่ต้องลงพื้นที่ ทำงานเชิงรุกเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจประชาสัมพันธ์ให้ครูรุ่นใหม่ ๆเข้ามาเป็นสมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. เพิ่มมากขึ้น” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการ สกสค.ได้หารือถึงการเพิ่มรายได้ให้ สกสค. โดยเฉพาะหอพัก สกสค. และโรงพยาบาลครู เนื่องจากในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผลประกอบการของ สกสค.ฝืดเคือง จึงมอบให้กรรมการ สกสค.ไปทบทวนการบริหารจัดการ เช่น การปรับเลทราคาที่พักสำหรับบุคคลทั่วไป จากเดิมที่เก็บราคา 490 บาทต่อห้อง เพิ่มเป็น 700 บาทต่อห้อง ส่วนครูและบุคลากรทางการศึกษา ยังเก็บในราคาเดิม  สำหรับในส่วนของโรงพยาบาลครูของ สกสค. ตนได้มอบให้กรรมการ สกสค.จัดระบบระเรียบและให้พิจารณาดึงภาคเอกชน หรือเอาท์ซอร์ส เข้ามาช่วยบริหารจัดการในการดูแลเรื่องสุขภาพ คุณภาพให้เป็นโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน สามารถดูแลสวัสดิการสวัสดิภาพครูได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ส่วนความคืบหน้าการสรรหาเลขาธิการ สกสค. และเลขาธิการคุรุสภา ขณะนี้ทราบว่าหลักเกณฑ์การสรรหาเลขาธิการคุรุสภาได้จัดทำเสร็จแล้ว และได้ไทมไลน์ในการสรรหาเลขาธิการคุรุสภาเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2-3 เดือน ก็จะดำเนินการสรรหาเลขาธิการคุรุสภาได้  ส่วนการสรรหาเลขาธิการ สกสค.นั้น ต้องเร่งรัดให้นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ยกร่างหลักเกณฑ์การสรรหาเลขาธิการ สกสค. ให้เสร็จโดยเร็ว คาดว่ากระบวนการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการสกสค.จะใช้เวลาไล่เลี่ยกัน” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับ 10 และ 11 เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยปีนี้มีผู้บริหารระดับ 11 เกษียณอายุราชการ คือ ปลัด ศธ. ขณะนี้ตนกำลังตั้งเค้าดูความเหมาะสมอยู่ ซึ่งยังเหลือเวลาอีก 3-4 เดือน ที่จะหาผู้ที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง ปลัด​ศธ.

วช.เร่งดัน’คุ้งบางกะเจ้า’ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ​ เกษตร​อินทรีย์​วิถีแห่งความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661487

วช.เร่งดัน'คุ้งบางกะเจ้า'ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ​ เกษตร​อินทรีย์​วิถีแห่งความสุข

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.53 น.

วช. เร่งดัน “คุ้งบางกะเจ้า” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ​ เกษตร​อินทรีย์​วิถีแห่งความสุข  ด้วยเทคโนโลยีจากงานวิจัย ตามนโยบายเศรษฐกิจฐานราก 

วันที่ 20 มิถุนายน 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนบางกะเจ้าเกษตรอินทรีย์เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการวิจัย ณ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะทีมผู้บริหาร วช. ผู้ทรงคุณวุฒิ วช.  และสื่อมวลชน โดยโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก วช. โครงการวิจัย เรื่อง “โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตห่วงโซ่คุณค่าเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีเชิงบูรณาการเพื่อยกระดับมาตรฐานและรายได้ของชุมชน” โดยมี ผศ.ดร.อนงค์นุช สาสนรักกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย  ซึ่งมี นายธรรมนูญ แจ่มใส นายอำเภอพระประแดงกล่าวรายงานผลผลิตของโครงการฯ พร้อมทั้งแนะนำคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานภาคีในพื้นที่

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม สังกัดกระทรวง อว. ได้สนับสนุนงบประมาณให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อดําเนินโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตห่วงโซ่คุณค่าเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีเชิงบูรณาการเพื่อยกระดับมาตรฐานและรายได้ของชุมชน โดยมุ่งหวังที่จะแก้ปัญหาชุมชนที่ยังขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต การขาดแคลนปัจจัยการผลิตที่ไม่เพียงพอในชุมชน และยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนโครงการดังกล่าว เป็นการนําองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากงานวิจัยมาเพิ่มผลผลิตของเกษตรกร เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า โดยสร้างเครือข่ายชุมชนหรือวิสาหกิจชุมชนเชิงธุรกิจที่ตอบโจทย์ความท้าทายของสังคม และเป็นการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชอินทรีย์​และพืชที่เป็นอัตลักษณ์ประจําถิ่น เช่น พิลังกาสา ละมุดสีดา และมะม่วงน้ำดอกไม้​ เป็นต้น เป็นชุมชนต้นแบบในการขยายผลต่อไปในพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การสร้างความสามารถในการแข่งขัน​ ทั้งนี้ วช. ได้มุ่งเน้นให้เกิดการนําผลงานวิจัยมาต่อยอดขยายผลเพื่อผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ซึ่งจําเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ วช. ที่ดําเนินการในเรื่องของการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมการนำเทคโนโลยี​เข้ามาหนุน​เสริม ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตร​ศาสตร์​ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความรู้และก่อเกิดองค์ความรู้หน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงภาคเอกชน ผู้ประกอบการและภาคประชาสังคมในชุมชน ที่ร่วมดําเนินการเพื่อให้เกิดผลสําเร็จ อย่างเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะประโยชน์ที่เกิดกับชุมชน อันนํามาสู่ความสําเร็จในการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนบางกะเจ้าเกษตรอินทรีย์​ ซึ่งถือเป็นส่วนสําคัญที่จะผลักดันให้เกิดการบรรลุผลสําเร็จอย่างยั่งยื​นต่อไป

ผศ.ดร.อนงค์นุช สาสนรักกิจ หัวหน้าโครงการวิจัย  กล่าวว่า คุ้งบางกะเจ้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและสุขภาพที่ได้รับความนิยมพื้นที่หนึ่งที่สามารถเชื่อมโยงกิจกรรมและการจำหน่ายผลผลิตพืชอินทรีย์ของกลุ่มได้ และที่สำคัญพบว่าพืชที่ปลูกหลายชนิดในคุ้งบางกะเจ้าเป็นพืชที่หายากและเป็นพืชประจำถิ่นที่สามารถเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของผลผลิตนั้นๆ ได้ ในลักษณะพืชอัตลักษณ์ตามฤดูกาล โดยเฉพาะเมื่อปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ หรือการแปรรูปแทนการขายเพื่อทานสด ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ ละมุดสีดา พิลังกาสา ชมพู่น้ำดอกไม้ เป็นต้น ซึ่งโครงการวิจัยดังกล่าวจะมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถเพิ่มจำนวนเกษตรกร และขยายกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตพืชอินทรีย์ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าทั้ง 6 ตำบล​ ได้แก่ ตำบลบางน้ำผึ้ง ตำบลบางยอ ตำบลบางกอบัว ตำบลบางกระสอบ ตำบลบางกะเจ้า และตำบลทรงคะนอง ซึ่งคุ้งบางกะเจ้าเป็น​พื้นที่​ต้นแบบ โดยการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาถ่ายทอดให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเชิงธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างเครือข่าย​และแนวทางการขับเคลื่อน​ผลักดัน​ให้คุ้งบางกะ​เจ้า​เป็นแหล่งท่องเที่ยว​เชิงเกษตร​ตามแบบวิถีเกษตร​อินทรีย์​ ด้วยการรวมตัวกันขึ้นเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง อันเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตร ยกระดับรายได้ชุมชน ลดปัญหาหนี้สินได้ ตลอดจน สร้างอัตลักษณ์ของพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้กลุ่มคุ้งบางกะเจ้า ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก 

ทั้งนี้ทางคณะทีมผู้บริหาร วช. ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. พร้อมด้วยสื่อมวลชนได้ลงพื้นที่ เยี่ยมชมแปลงอินทรีย์ต้นแบบ ปศุสัตว์อินทรีย์ โรงเพาะเห็ดอินทรีย์ การผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน และปุ๋ยจากเศษอาหาร พร้อมทั้งร่วมเปิดป้ายวิสาหกิจชุมชนบางกะเจ้าเกษตรอินทรีย์ กลุ่มคุ้งบางกะเจ้าพีจีเอส และร่วมกันปลูกต้น ไม้ประจำถิ่น ต้นพิลังกาสา ต้นละมุดสีดา ต้นมะม่วงน้ำดอกไม้ และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชน การลงพื้นที่ในครั้งนี้​สะท้อนให้เห็นถึงการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในพื้นที่​ช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงรวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ​ที่สำคัญของประเทศอย่างยั่งยืน

‘บิ๊กป้อม’หนุนทำแผนอนุรักษ์พื้นที่เพิ่ม 12 เมืองเก่า เน้นคุณค่า-คงอัตลักษณ์ความเป็นไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661481

‘บิ๊กป้อม’หนุนทำแผนอนุรักษ์พื้นที่เพิ่ม 12 เมืองเก่า เน้นคุณค่า-คงอัตลักษณ์ความเป็นไทย

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.44 น.

“บิ๊กป้อม”หนุน 12 เมืองเก่า จัดทำแผนปกป้องพื้นที่ เน้น คุณค่าและคงอัตลักษณ์ ย้ำคุมเข้มก่อสร้างอาคาร สืบสานประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ไทย

วันที่ 20 มิถุนายน 2565 ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ ฯ  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า ครั้งที่1/2565 ผ่านระบบ VTC โดยที่ประชุมได้รับทราบ ผลการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า รายเมือง ปี 64 จำนวน 35 เมือง มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะอนุกรรมการรายเมือง โดยเสนอให้กำหนด”ตัวชี้วัดสาธารณะ” เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานในภาพรวม  ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้กำชับให้ความสำคัญกับตัวชี้วัด และให้สำนักงบประมาณ พิจารณาจัดสรรงบประมาณดำเนินการให้มีความต่อเนื่อง โดยยังคงมุ่งหมายขับเคลื่อนดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนาในพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมไปกับการสร้างงานและสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชน ตลอดจนสร้างความภูมิใจและตระหนักคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองเก่าไปพร้อมๆกัน

จากนั้นที่ประชุมได้เห็นชอบหลักการโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (แห่งใหม่) เน้น การอนุรักษ์พลังงานและภูมิสถาปัตยกรรม ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเห็นชอบ แผนและผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าสงขลา และโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์และพัฒนาบริเวณเมืองเก่าอีก 12 เมือง ได้แก่ กำแพงเพชร, เพชรบุรี, ตะกั่วป่า, แม่ฮ่องสอน, กาญจนบุรี, ยะลา, นราธิวาส, พิษณุโลก, ร้อยเอ็ด, อุทัยธานี, ตรัง และฉะเชิงเทรา และเห็นชอบโครงการปรับปรุงฟื้นฟูและจัดระเบียบท่องเที่ยวเดิม  เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ ภายในเขตพื้นที่เมืองเก่ากาญจนบุรี  รวมทั้งเห็นชอบให้จังหวัดที่มีเมืองเก่า 35 จังหวัด จัดทำประกาศจังหวัด เรื่องมาตรการในการควบคุมการก่อสร้างอาคารของภาครัฐบาล และโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคของภาคเอกชนบนที่ดินของรัฐ โดยให้ถือปฏิบัติ อย่างเคร่งครัด  

“พล.อ.ประวิตร กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งรัดแผนงานตามมติให้ทันตามกรอบเวลา โดยบูรณาการทำงานร่วมกัน มุ่งให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่อนุรักษ์ เพื่อสืบสานและดำรงคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ไทย  ส่งเสริมการท่องเที่ยวและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน  และขอให้ กรุงเทพมหานครฯและกรมเจ้าท่า ร่วมเร่งรัดและติดตามการขออนุญาต ปรับปรุงการก่อสร้างท่าเรือวัดโพธิ์ ให้เป็นไปตามแผนแม่บทการอนุรักษ์ที่กำหนด  พร้อมทั้งให้สร้างการรับรู้และส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมและภาคประชาชน มีส่วนร่วมอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า ไปด้วยกัน”

สมเด็จพระพันปีหลวง พระราชทานคำขวัญ ‘วันแม่แห่งชาติ’ ประจำปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661461

สมเด็จพระพันปีหลวง พระราชทานคำขวัญ 'วันแม่แห่งชาติ' ประจำปี 2565

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.01 น.

วันที่ 20 มิถุนายน 2565 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2565 ความว่า 

“พระคุณแม่ยิ่งใหญ่เกินใดเปรียบ จะหาใครมาเทียบยากจักหา ประพฤติดีด้วยใจกายวาจาประกาศคุณมารดาต่อแผ่นดิน”

นักวิชาการ‘มหิดล’ใช้องค์ความรู้ พัฒนาผลผลิตการเกษตรเมืองกาญจน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661293

นักวิชาการ‘มหิดล’ใช้องค์ความรู้  พัฒนาผลผลิตการเกษตรเมืองกาญจน์

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แม้โลกจะมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นน้ำ แต่แหล่งอาหารส่วนใหญ่ตลอดจนที่อยู่อาศัย และที่ทำกินของมนุษย์อยู่บนบกองค์การอนามัยโลก (UN) จึงหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs 15) “Life On Land” ที่ว่าด้วยเรื่องชีวิตบนบก สู่การทำให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน ขณะที่แม้จังหวัดกาญจนบุรี หรือ “เมืองกาญจน์” จะอยู่ในพื้นที่เขาหินปูน ที่ระบายน้ำได้ดี ไม่ท่วมขัง แต่อาจทำการเกษตรปลูกพืชไม่ได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร หากขาดการออกแบบการทำการเกษตรที่เหมาะสม

ผศ.ดร.นงนุช สังข์อยุทธ์ ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตกาญจนบุรี ด้านบริการสังคมและชุมชนสัมพันธ์ และอาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ที่ผ่านมาได้นำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มาทำประโยชน์เพื่อการพัฒนาชุมชนตำบลวังกระแจะ และตำบลลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี จนได้รับการยกย่องเป็นหมู่บ้านต้นแบบหมู่บ้านสมุนไพรและเกษตรปลอดภัยไทรโยค

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผศ.ดร.นงนุช ได้อุทิศตัวลงพื้นที่ใช้ชุมชนเป็นห้องแล็บเพื่อศึกษาโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของชุมชนกลับมาสร้างสรรค์สู่งานวิจัยคุณภาพ โดยได้มีบทบาทหลักในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง จนมีผลงานเด่นเป็นที่ประจักษ์มากมาย หนึ่งในนั้นคือ การทำให้เกษตรกรไร่มันสำปะหลังสามารถเพิ่มผลผลิตได้กว่าสองเท่าจากการแนะนำวิธีการปรับปรุงหน้าดิน

โดยใช้ “แม่ปุ๋ย” ซึ่งเป็นแหล่งรวมธาตุอาหารที่จำเป็นต่อหน้าดิน มาผสมในอัตราส่วนที่เหมาะสมและปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ในทุกรอบการปลูก ด้วยการเอาใจใส่ติดตามจนบังเกิดผล นอกจากนี้ ยังได้นำเอาศาสตร์พระราชาเรื่อง การใช้ประโยชน์จากการปลูกหญ้าแฝก สู่การสร้าง “กระถางมีชีวิต” แก่ชุมชน ที่นอกจากช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์และความชุ่มชื้นให้กับหน้าดินแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิต จากการใช้น้ำได้น้อยลง ลดการกำจัดวัชพืชได้ และที่สำคัญไม่จำเป็นต้องปลูกหญ้าแฝกบ่อย ซึ่งช่วยประหยัดแรงงานได้อีกด้วย

รวมทั้งได้ส่งเสริมเกษตรกรในชุมชนทำการเกษตรแบบอินทรีย์ โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี โดยใช้ข้อได้เปรียบของดินในพื้นที่เมืองกาญจน์ ซึ่งเป็นเขาหินปูนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุแคลเซียม ทำให้สามารถปลูกพืชบางชนิดได้ผลผลิตที่โดดเด่นไม่เหมือนเช่นพื้นที่ใดๆ ในประเทศไทยไม้ผลเมืองกาญจน์ที่ขึ้นชื่อ อาทิ ทุเรียน เงาะ ลิ้นจี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมังคุด ซึ่งเปรียบเหมือน “ราชินีแห่งผลไม้” ของไทย

โดยพบว่าด้วยคุณสมบัติของดินอันอุดมไปด้วยแคลเซียมของพื้นที่เมืองกาญจน์ ทำให้ได้มังคุดที่มีรสชาติหวานอร่อยเนื้อสมบูรณ์ ไม่เป็นเนื้อแก้ว เป็นต้น นอกจากนั้น ผศ.ดร.นงนุช ยังได้ให้ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ถึงพืชผักท้องถิ่นที่มักไม่ขึ้นในพื้นที่เคมี แต่ให้ผลดีในเขตป่าชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่อินทรีย์ ได้แก่ผักปลัง ผักกูด และผักหวานป่า ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกด้านอาหารปลอดภัยให้กับชุมชนได้ต่อไปอีกด้วย

นอกจากงานบริหารในฐานะผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตกาญจนบุรี ด้านบริการสังคมและชุมชนสัมพันธ์มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี แล้ว ผศ.ดร.นงนุช สังข์อยุทธ์ ยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจังหวัดกาญจนบุรี (Agritech and Innovation Center; AIC) โดยพร้อมให้คำปรึกษา อบรมบ่มเพาะเกษตรวิถีใหม่ (Smart Farmers) แก่เกษตรกรในชุมชน ตลอดจนผลักดันการสร้างสรรค์นวัตกรรมและใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่ สู่การเป็น “เกษตรไทยหัวใจอินทรีย์” ที่ยั่งยืนต่อ