‘อัมพร’ขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรแกนกลาง 2551 พัฒนาสมรรถนะผู้เรียนเชิงรุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662002

'อัมพร'ขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรแกนกลาง 2551 พัฒนาสมรรถนะผู้เรียนเชิงรุก

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.49 น.

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธายเปิดการประชุม “โครงการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ปีงบประมาณ พ.ศ.2565” ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึฏษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รับนโยบายจากรัฐบาล และ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่กำหนดแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่กำหนดเป้าหมายให้ผู้เรียนทุกกลุ่มวัย ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีทักษะที่จำเป็นของโลกอนาคต สามารถแก้ไขปัญหา ปรับตัว สื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย ใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เป็นพลเมืองรู้สิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ โดยในแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานั้น กำหนดให้ส่งเสริมการเรียนการสอนแบบ Active Learning เพื่อให้นักเรียนมีสมรรถนะด้วย จึงเป็นหน้าที่ของ สพฐ.ที่ต้องดำเนินการขับเคลื่อนต่อไป

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา สพฐ.ได้ปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดฯ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ไปแล้ว แต่วันนี้ สพฐ.ต้องการขับเคลื่อนหลักสูตรแกนกลาง ไปสู่กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เป็นรูปธรรม เกิดผลกับนักเรียนที่แท้จริง แม้ที่ผ่านมา สพฐ.อบรมครู และผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจในการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning เกือบ 4 แสนคนแล้ว แต่ สพฐ.ต้องการให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างจริงจังในภาคปฏิบัติ ตนจึงเน้นย้ำกับผู้อำนวยการโรงเรียน และครูไปว่า แม้วันนี้เราจะมีหลักสูตรแกนกลางอยู่แล้ว แต่โรงเรียนต้องไปจัดทำหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของตนด้วย โดยการจัดการเรียนการสอน ให้เน้นการสอนตามหลักสูตรแกนกลาง 70% และสอนตามหลักสูตรที่จัดทำขึ้นอีก 30% และเมื่อได้หลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ของตนแล้ว ครูทุกคนต้องเอาหลักสูตรไปดูรายละเอียดพร้อมกับกำหนดหน่วยการเรียนรู้ ออกแบบการวัดและประเมินผล เพื่อที่จะสามารถตรวจสอบได้ว่าเมื่อเด็กเรียนแล้วเกิดสมรรถนะอย่างไรบ้าง

“ครูต้องปรับตัว ไม่ใช่สอนแบบหน้ากระดานเหมือนที่ผ่านมา แต่ต้องปรับตัวมาเป็นผู้สนับสนุน ส่งเสริมให้เด็กแสวงหาการเรียนรู้ ส่วนผู้อำนวยการโรงเรียน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต้องปรับตัวเช่นกัน ต้องส่งเสริมสนับสนุนครูในการวัดผลประเมินผล และการสร้างเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนต่อไป สุดท้ายถ้าเปลี่ยนหลักสูตร เปลี่ยนการเรียนการสอน เปลี่ยนการวัดและประเมินผล เปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของครูและผู้บริหารเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน การขับเคลื่อน Active Learning จะเป็นไปตามความต้องการและตอบโจทย์ของสังคม เพราะสังคมปัจจุบันไม่ต้องการคนเก่ง แต่ต้องการคนคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น” นายอัมพร กล่าว

ฉาวอีกแล้ว! จนท.สหกรณ์ออมทรัพย์ครูในแม่ฮ่องสอนยักยอกเงินสมาชิกกว่า 5 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662001

ฉาวอีกแล้ว! จนท.สหกรณ์ออมทรัพย์ครูในแม่ฮ่องสอนยักยอกเงินสมาชิกกว่า 5 ล้านบาท

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.43 น.

ฉาว! สหกรณ์ออมทรัพย์ครูในแม่ฮ่องสอนวุ่น หลังพบเจ้าหน้าที่สหกรณ์ฯประจำหน่วยแห่งหนึ่ง ยักยอกเงินสมาชิกสมทบไปกว่า 5 ล้านบาท สหกรณ์จังหวัดเรียกประชุมด่วน

วันนี้ (22 มิ.ย.65) สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแห่งหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ร้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ประจำหน่วยแห่งหนึ่งยักยอกเงินฝากที่สมาชิกนำฝากเข้าบัญชี แต่ปรากฎว่าในบัญชีกลับมีเงินไม่ตรงกับเงินที่นำไปฝากไว้ โดยสมาชิกที่นำเงินไปฝากส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งเป็นสมาชิกสมทบที่ฝากแต่ละครั้งหลายแสนบาท ช่วงแรกก็ไม่มีใครสงสัยเพราะแต่ละเดือนจะเบิกเฉพาะเงินดอกเบี้ยมาใช้ พอนานเข้าจะนำสมุดคู่ฝากไปปรับยอดเงินเจ้าหน้าประจำหน่วย กลับบอกว่าระบบการปรับบัญชีเสียไม่สามารถปรับได้ ซึ่งมักเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด จึงเกิดความสงสัยไปขอปรับสมุดและตรวจสอบที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดแม่ฮ่องสอน ปรากฏว่าเงินในบัญชีของสมาชิกรวมกันแล้วหายไปกว่า 5 ล้านบาท

สมาชิกสหกรณ์หลายคนบอกว่า เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วโดยครั้งแรกมีเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ประจำหน่วยและยักยอกเงินสมาชิกกว่า 8 แสนบาทและได้ออกจากการทำหน้าที่แล้ว แต่สหกรณ์ก็ไม่มีการดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าว และมีการรับสมัครคนใหม่เข้ามาทำงานและกลับมาทำในลักษณะเดียวกันกับเจ้าหน้าที่คนก่อน ซึ่งทำมาแล้ว 3 – 4 ปีเป็นเงินกว่า 5 ล้านบาท 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำหน่วยดังกล่าวที่ก่อเหตุเป็นผู้หญิง ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น.วันนี้ (22 มิ.ย.65) ทางประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เรียกประชุมคณะกรรมการสหกรณ์เพื่อพิจารณาเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการเร่งด่วนแล้ว

‘ผู้พันเบิร์ด’ เล่า ‘ร.10’ ทรงงานแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661962

'ผู้พันเบิร์ด' เล่า 'ร.10' ทรงงานแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 12.39 น.

“ผู้พันเบิร์ด” พบ นักเรียนแผนที่ทหาร เผยแพร่ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ปรับบทบาทให้เข้ากับบริบทสังคม และทรงพระราชกรณียกิจเพื่อบ้านเมืองนำสมัยนำพาประเทศชาติรอดพ้นวิกฤตมา ระบุ ร.10ทรงงานแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 
 
พันเอก วันชนะ สวัสดี  รองโฆษกกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่พบนักเรียนแผนที่ทหารร่วมพูดคุยถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์  ไม่ว่าจะเป็นการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชหรือประชาธิปไตย ในหลวง ทุกพระองค์มีพระราชณกรณียกิจที่เหมาะสมและแยบยล นำมาซึ่งความผูกพันระหว่างสถาบันกับประชาชนมาโดยตลอด 

โดยการทรงงานของในหลวงแต่ละพระองค์นั้นมีวิธีที่แตกต่างกันโดยเฉพาะรัชกาลปัจจุบันนั้น ถือได้ว่าเป็นการทำงานแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงพระองค์ทรงงานผ่านฝ่ายเสธ(องคมนตรี)รับการรายงานเรื่องราวความทุกข์ร้อนของประชาชนผ่านองคมนตรี มีการส่งงานอย่างเป็นระบบและสืบสานต่อยอดจากในหลวงรัชกาลที่ 9อย่างชัดเจน อย่างในกรณีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในรัชสมัยของในหลวงรัชกาล ร.9 มีการสอนตั้งแต่ป.1-ม.6 แต่เมื่อลงไปสืบสภาพแล้ว ม.4-ม.6 มีครูเพียงพอ พระองค์จึงให้เอาสามปีท้ายนี้ไปเพิ่มในสามปีแรกในระดับอนุบาล 

ดังนั้นการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในรัชกาลปัจจุบันจึงเริ่มสอนตั้งแต่ อ.1-ม.3  เสริมเติมเต็มส่วนที่ขาดในเรื่องการศึกษา ถ้าพูดถึงด้านการศึกษาแล้วพระองค์ยังได้มีการกระจายความเจริญจากส่วนกลางออกไปสู่ส่วนภูมิภาคด้วยในโรงเรียนระดับมัธยมหรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยราชภัฎ

ซึ่งปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นมหาวิทยาลัยของท้องถิ่นอีกทั้งยังมีด้านทุนการศึกษาที่ต่อยอดจากในหลวงรัชกาลที่9อีกด้วย การกระจายความเจริญจากส่วนกลางออกสู่ส่วนภูมิภาคนี้ยังช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในเมืองอีกด้วยอาทิเช่นรถติดฝุ่นควันขยะน้ำเน่าเสียเพียงเรื่องการกระจายความเจริญออกสู่ส่วนภูมิภาคนี้ก็สามารถแก้ไขปัญหาทั้งเรื่องของ เมืองหลวง สิ่งแวดล้อม รถติดและปัญหาครอบครัวได้อีก 
 

‘ม.หอการค้าไทย’จับมือ’สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์’ เปิดเวทีความคิด’โลกปรับ เกมเปลี่ยน พร้อมพลิกโฉมธุรกิจ สู่อนาคต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661959

'ม.หอการค้าไทย'จับมือ'สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์' เปิดเวทีความคิด'โลกปรับ เกมเปลี่ยน พร้อมพลิกโฉมธุรกิจ สู่อนาคต'

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 11.55 น.

“ม.หอการค้าไทย”จับมือ “สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์” เปิดเวทีความคิด”โลกปรับ เกมเปลี่ยน พร้อมพลิกโฉมธุรกิจ สู่อนาคต”สะท้อนมุมมองนักธุรกิจชั้นนำจากหลากหลายธุรกิจทั้งไทยและระดับโลกทุกภาคส่วนชี้ชัดDigital Disruption คือตัวเร่งความเปลี่ยนแปลงทุกองค์กรต้องปรับตัวเพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ พร้อมเดินหน้าประเทศสู่การแข่งขันบนเวทีโลก

22 มิถุนายน 2565 “มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย” ร่วมกับ “สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย”เปิดเวทีความคิด“The Disruption of Business, Competition, and Transformation, Ready for the FUTURE.  : โลกปรับ เกมเปลี่ยน พร้อมพลิกโฉมธุรกิจอนาคต”  เพื่อสะท้อนมุมมองของนักธุรกิจชั้นนำของประเทศและระดับโลก รวมถึงนักการตลาดและนักวิชาการ ที่มีต่อสถานการณ์ Digital Disruption ในปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่ทางออกและมุมมองใหม่ ๆ ทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศที่จะต้องรับมือกับเกมการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง และเตรียมพร้อมพลิกโฉมสู่อนาคต  โดยเวทีความคิดฯนี้แบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ 1.เพราะโลกปรับ ธุรกิจต้องเปลี่ยนโดย นายพีระวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยนายกัณฑ์พงษ์ พานทองประเสริฐ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ (ประเทศไทย) นายนรุตม์ เจียรสนอง  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์กรุ้ป จำกัด (มหาชน) 2. เกมเปลี่ยน ประเทศไทยต้องปรับโดย Mr. Jon OmundRevhaug (จอน โอมุนด์เรฟฮัก) Senior Vice President เทเลนอร์กรุ๊ป ภูมิภาคเอเชียนายนพเดช กรรณสูต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการลงทุน นวัตกรรม และความยั่งยืนบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)นายวิธวินท์ อิทธิภาณุวัต  กรรมการบริหาร Vertex Ventures Southeast Asia and India  3.ธุรกิจต้องพร้อม พลิกโฉมสู่อนาคต โดย นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) นายพุฒิกานต์ เอารัตน์Head of People & Branding, SCB 10X และ กรรมการผู้จัดการ Chief Digital Asset Officer บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด  และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มยุรี ศรีกุลวงศ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยโดยมี นายสุทธิชัย หยุ่น และนายบัญชา ชุมชัยเวทย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

รศ.ดร. สถาพร อมรสวัสดิ์วัฒนา รองอธิการบดีอาวุโส สายงานวิชาการและงานวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าโลกศตวรรษที่ 21 เต็มไปด้วยการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ไร้ซึ่งการหยุดนิ่ง ปรากฏการณ์ Digital Disruption จึงถือเป็นท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน  ที่ต้องก้าวให้ทัน และปรับตัวรับการเกมการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจุบันจะเห็นได้ว่าทุกบริษัทไม่ว่าเล็ก กลาง ใหญ่ ต้องปรับตัว ไม่ว่าในไทยหรือทั่วโลก เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและอยู่รอดได้ในการดำเนินธุรกิจและนอกจากนี้ภาครัฐจะต้องเดินเกมแข่งขันในระดับประเทศเช่นกันเพื่อดึงดูดนักลงทุนและเม็ดเงินเข้าประเทศ จึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวไม่แตกต่างจากภาคธุรกิจเอกชน

ด้าน นายพีระวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า Digital Disruption มีผลต่อเกมการแข่งขันทางธุรกิจทั่วโลก การเข้ามาของเทคโนโลยีในระยะหลังได้สร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมแทบทั้งหมด มีการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่ เครือข่ายการเชื่อมต่อความเร็วสูง 5G-6G และเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ทำให้เป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งถือได้ว่า เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็ก กลาง ใหญ่ ได้พัฒนานวัตกรรม   ทำให้ผู้ประกอบการสร้างบริการใหม่ ๆ ผ่านโลกดิจิทัลได้ ธุรกิจลักษณะนี้มีความได้เปรียบเพราะใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นผู้ลงทุน และไม่ถูกควบคุมโดยกฎระเบียบที่บังคับ ทำให้การให้บริการผ่านทางอากาศ (over the top) เป็นการลงทุนน้อยแต่ให้บริการได้ทั่วโลก ในทางกลับกันประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถให้บริการข้ามประเทศมายังประเทศไทย และชิงส่วนแบ่งรายได้จากผู้ประกอบการไทยได้เช่นกัน ดังนั้น หากผู้ประกอบการไทยปรับโครงสร้างไม่ทันก็จะยากในการแข่งขัน  ซึ่งการปรับตัวในยุคDigital Disruption นี้เป็นไปได้ในหลายรูปแบบ ทั้งการพัฒนานวัตกรรม การหาพันธมิตร การรวมธุรกิจ  เพราะทุกธุรกิจไม่สามารถยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ ซึ่งจะทำให้เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจให้พร้อมรับมือกับโลกอนาคต  สร้างโอกาสใหม่ให้เกิดขึ้น  ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์เพียงภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้พร้อมแข่งขันกับทั่วโลกอีกด้วย

‘วิศวะมหิดล’สนับสนุนทุนการศึกษา ‘วิศวกรรมชีวการแพทย์’สร้างนวัตกรรุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661766

‘วิศวะมหิดล’สนับสนุนทุนการศึกษา  ‘วิศวกรรมชีวการแพทย์’สร้างนวัตกรรุ่นใหม่

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“นวัตกรรมและวิศวกรรมชีวการแพทย์ (BioMedical Engineering)” มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประเทศและโลกดังนั้นการเสริมสร้างประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical Hub) ในภูมิภาคโลกอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องสร้างเสริมกำลังคนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์เพี่อสร้างสรรค์เฮลท์แคร์และเฮลท์เทครองรับวิถีอนาคต ท่ามกลางความท้าทายของโรคอุบัติใหม่และปัญหาทางสุขภาพ

รศ.ดร.นรเศรษฐ์ ณ สงขลา ประธานหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า วิศวะมหิดล ในภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ภายใต้แนวนโยบายการบริหารของ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดี มีเป้าหมายที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ของไทยเป็น “วิศวกรชีวการแพทย์” ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างสูงในนานาประเทศ

เนื่องด้วยแต่ละประเทศให้ความสำคัญต่อสุขภาพและสถานการณ์โรคภัยซึ่งมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชน สังคม และเศรษฐกิจ โดยจะมอบทุนการศึกษา แก่นักศึกษาที่เข้าศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ (หลักสูตรนานาชาติ) ในปีการศึกษา 2565 รอบ Academically Talented and Gifted Students จำนวน 2 ทุนเปิดสมัครได้ตั้งแต่ วันนี้-23 มิ.ย. 2565

โดยเป็นนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าค่ายฝึกอบรมโครงการส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ศึกษา ค่าย 2 ของมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการ และพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) และต้องมีคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 3.50 ในทุกภาคการศึกษา

ผศ.ดร.วรากร เจริญสุข รักษาการหัวหน้าภาควิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ (หลักสูตรนานาชาติ) เป็นหลักสูตร ป.ตรีสองปริญญา Double Degree ระหว่าง 2 สถาบัน ที่มีชื่อเสียงระดับโลก คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ มหาวิทยาลัยสแตรธไคลด์ (University of Strathclyde) แห่งสหราชอาณาจักร เพื่อผลิตบัณฑิตที่มุ่งสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์โดยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลสู่ไทยแลนด์ 4.0

มุ่งเน้นเพิ่มบุคลากรและงานวิจัยคุณภาพเพื่อรองรับอุตสาหกรรมทางการแพทย์ระดับโลก โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีประสบการณ์ด้านงานวิจัยพัฒนาและวิศวกรรมศาสตร์ระดับโลกรวมถึงความแข็งแกร่งทางวิชาการด้านการพัฒนาเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีมายาวนานกว่า 15 ปี และมีเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในหลายประเทศที่มีความพร้อมในการสร้างหลักสูตรร่วมกัน

ด้าน มหาวิทยาลัยสแตรธไคลด์เป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการออกแบบและผลิตนวัตกรรมการได้ทำหลักสูตรร่วมนานาชาติวิศวกรรมศาสตร์ครั้งนี้ นำไปสู่การพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในการสร้างงานวิจัยที่สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมเชิงพาณิชย์สู่การเป็นผู้ประกอบการและรองรับภาคอุตสาหกรรมทางการแพทย์ของโลกนอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอื่นๆในต่างประเทศที่มีความพร้อมที่จะสามารถร่วมกันพัฒนากิจกรรมในหลักสูตร เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและยกระดับพหุศาสตร์ด้านวิศวกรรม

นอกจากนี้ หลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ (นานาชาติ) นี้ จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาเปิดโลกกว้างไปศึกษาในสหราชอาณาจักร ณ มหาวิทยาลัยสแตรธไคลด์ เป็นเวลา 2 ปี สำหรับหลักสูตรปริญญาตรี โดยจะเน้นการศึกษาที่ก้าวหน้าในการทำโครงการและงานวิจัยร่วมกันระหว่าง 2 สถาบัน ซึ่งจะเสริมประสบการณ์ระดับนานาชาติที่มีคุณประโยชน์ยิ่งต่อผู้เรียน ได้แก่ ความหลากหลายทางด้านโครงงานและงานวิจัยความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับสถาบันทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียง ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการและธุรกิจสตาร์ทอัพ จากความสำเร็จและประสบการณ์อันยาวนานของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา เป็นต้น

ผู้สนใจเข้ารับทุนการศึกษา สามารถสมัครได้ตั้งแต่ วันนี้-23 มิ.ย. 2565 ผ่านเว็บไซต์ https://citly.me/MHDtE โดยเลือกสาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ (นานาชาติ) มหาวิทยาลัยมหิดล สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-4414255 หรือ Email : wachiraporn.tho@mahidol.edu, inchalita.suw@mahidol.edu

‘เคอร์เซอร์-1’จรวดความเร็วเสียง ผลงานนิสิตวิศวะ จุฬาฯพร้อมอวดสายตาชาวโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661764

‘เคอร์เซอร์-1’จรวดความเร็วเสียง ผลงานนิสิตวิศวะ จุฬาฯพร้อมอวดสายตาชาวโลก

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เยาวชนคุณภาพ” ถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน และก้าวสู่เวทีการแข่งขันทัดเทียมนานาชาติได้ ดังเช่น 14 นิสิตชมรมซียูฮาร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้แสดงศักยภาพคนรุ่นใหม่คิดค้นสุดยอดนวัตกรรมจรวดความเร็วเสียง“เคอร์เซอร์-1” ภายใต้การสนับสนุนจากกลุ่มทรูผ่านโครงการทรูแล็บ จนสามารถเป็นตัวแทนประเทศไทยทีมแรกในประวัติศาสตร์เข้าร่วมการแข่งขันระดับโลก “Spaceport America Cup 2022” นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ได้เห็นต้นแบบนวัตกรไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

“เอิร์ธ” ภูวิศ เชาวนปรีชา ประธานชมรมซียูฮาร์ นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า จรวดความเร็วเสียงงานวิจัยตัวแรกของจุฬาฯชิ้นนี้มีชื่อว่า เคอร์เซอร์-1 (CU RSR-1) เกิดขึ้นจากความตั้งใจของเพื่อนๆ ทุกคนในชมรมฯ ที่ต้องการพัฒนาจรวดฝีมือคนไทย ซึ่งคุณสมบัติหลักของจรวดลำนี้ คือสามารถขึ้นไปได้ถึง10,000 ฟุต ด้วยมอเตอร์ขนาด 75 มิลลิเมตร ตัวจรวดทำด้วยไฟเบอร์กลาส โดยทีมเป็นผู้พัฒนาส่วนชิ้นต่างๆ เกือบทั้งลำ รวมถึงระบบไฟฟ้า และโครงสร้างอื่นๆ อีกด้วย

“สำหรับความยากที่สุด คือต้องวิจัย สืบค้นข้อมูลทั้งในและต่างประเทศอย่างหนัก เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่ได้แพร่หลายมากนักในบ้านเรา โดยตลอด 6 เดือนของการคัดเลือก มีขั้นตอนมากมาย ทั้งนำเสนอผลงาน ทดสอบการจำลองสถานการณ์ พร้อมส่งรายงานประกอบทุกครั้ง ซึ่งกว่าจะผ่านแต่ละด่านสุดหินนี้ได้ ต้องขอขอบพระคุณ ท่านคณบดี ศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล รวมถึงคณาจารย์ที่ปรึกษาโครงการทุกท่านเป็นอย่างสูงที่คอยเป็นพี่เลี้ยง ให้คำปรึกษาแนะแนวทาง ความรู้ด้านเทคนิค ติดตามคอยช่วยเหลือและที่สำคัญ ให้โอกาสและเชื่อมั่นในตัวพวกเรามาโดยตลอด” ภูวิศ กล่าว

ด้าน “ชิงชิง” พรธีตรา รัตนพันธุ์ศรี และ “ไอโกะ” รชยา ดีเลิศกุลชัย นิสิตสมาชิกชมรมซียูฮาร์ แชร์ประสบการณ์การทำงานร่วมกันว่า เราทั้ง 2 ดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ โดยได้ร่วมกันรับผิดชอบออกแบบและพัฒนาโครงสร้างส่วนปลายของจรวด หรือที่เรียกว่า Nosecone ตั้งแต่ขึ้นแบบ หล่อด้วยไฟเบอร์กลาส ราดเรซินจนออกมาเป็นชิ้นงาน พร้อมขัดตัว Nosecone ให้เรียบ ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบและปัจจัยสำคัญ ตามหลัก Aerodynamic ที่จะช่วยลดแรงเสียดทานของอากาศ ส่งผลให้จรวดบินได้อย่างเสถียรและคงที่มากยิ่งขึ้น

ซึ่งประโยชน์จากการร่วมโครงการนี้คือ ได้ลงมือทำจริง ทำให้เห็นสิ่งที่อาจารย์สอนในห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงประสบการณ์การทำงานร่วมกับเพื่อนในทีมและที่สำคัญการพัฒนาครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณทรู ที่ให้การสนับสนุน ทั้งในส่วนสถานที่ทรูแล็บ รวมถึงงบประมาณ ที่ทำให้เกิดจรวดเคอร์เซอร์-1 นี้ขึ้นมาได้ อีกทั้งยังมอบซิมทรูมูฟ เอช โรมมิ่ง ที่จะช่วยให้พวกเราติดต่อสื่อสารกลับมายังประเทศไทยได้อย่างสะดวกและรวดเร็วด้วย

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราชาวไทย ที่ครั้งนี้กลุ่มนิสิตชมรม CUHAR ซึ่งร่วมกับโครงการทรูแล็บ ได้เป็นตัวแทนทีมชาติไทย นำผลงานนวัตกรรมจรวดเคอร์เซอร์-1 ไปแข่งในระดับโลก ซึ่งกลุ่มทรูยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการศึกษาและพัฒนาจรวดความเร็วเสียงนี้ และต้องชื่นชมน้องๆ ทุกคนที่ล้วนมีพรสวรรค์ เก่ง และมุ่งมั่นมาก อันจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนไทยรุ่นต่อไปอีกด้วย และขออวยพรให้ทุกคนประสบความสำเร็จและคว้าแชมป์โลกกลับมา

ทั้งนี้ การแข่งขันจรวดความเร็วเสียงระดับนานาชาติ Spaceport America Cup 2022 รอบสุดท้าย จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 มิ.ย. 2565 ณ เมืองลาสครูเซส รัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา โดยมีทีมเข้าร่วมแข่งขันกว่า 150 ทีม จาก 20 ประเทศทั่วโลกและไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร…ความเพียรพยายาม ทุ่มเท ฝ่าฝันทุกอุปสรรคจนน้องๆ ได้มายืนอยู่บนเวทีโลกครั้งนี้ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเยาวชนไทยไปได้ไกลกว่าที่คิด และการออกนอกอวกาศก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป!!!

เปิดตัว‘ลานรู้เล่นเต้นรำ’ ต้นแบบลานสุขภาพใกล้บ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661767

เปิดตัว‘ลานรู้เล่นเต้นรำ’  ต้นแบบลานสุขภาพใกล้บ้าน

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และศูนย์สร้างเสริมสุขภาวะเมือง (Healthy Space Forum) ร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จัดงานเปิดตัว “ลานรู้เล่นเต้นรำ” ต้นแบบลานสุขภาพใกล้บ้านในพื้นที่เมือง ณ ลานรำวงย้อนยุค สวนตุง และโคมนครเชียงราย ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายวราดิศร อ่อนนุช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นประธานในงานครั้งนี้ กล่าวว่า พื้นที่สาธารณะใกล้บ้านมีบทบาทสำคัญมาก ในการส่งเสริมให้เกิดวิถีชีวิตสุขภาวะ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาและสาธารณสุข การดำรงฐานวัฒนธรรมล้านนา เพื่อเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเชิงนิเวศและเชิงสุขภาพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดำรงความสมบูรณ์และยั่งยืนในจังหวัดเชียงราย โดยพื้นที่สาธารณะแห่งนี้จะสามารถสร้างให้เกิดประโยชน์อันหลากหลายแก่สังคมและชาวเชียงรายได้อย่างแท้จริง

อาทิ 1.การเป็นพื้นที่ส่งเสริมสุขภาพและกิจกรรมทางกายละแวกบ้าน ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพและการเรียนรู้ให้แก่ชุมชน 2.การเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่สร้างการเรียนรู้และการตระหนักรู้ด้านสุขภาพให้แก่ชุมชน และ 3.การเป็นพื้นที่ส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีภายในชุมชน และเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ออกมาทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. และรักษาการผู้อำนวยการสำนัก สร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้คนไทยมีกิจกรรมทางกายลดลง สสส. มีเป้าหมายฟื้นฟูระดับการมีกิจกรรมทางกายให้คืนกลับมา โดยสนับสนุนการปรับตัวต่อรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ และเตรียมพร้อมสู่การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพที่ดีของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โครงการรู้เล่นเต้นรำ ณ ถนนธนาลัย จ.เชียงราย ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาและขยายผลต้นแบบเมืองสุขภาวะเพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่

โดยเน้นกระบวนการสร้างความร่วมมือกับประชาชนภาคประชาสังคม เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในรูปแบบพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่สันทนาการที่เอื้อให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงและปลอดภัย โดยต่อยอดการพัฒนาด้วยแนวคิด Active x Learning เพื่อให้เกิดสถานที่ขยับร่างกายและเรียนรู้ร่วมกัน จึงจัดทำพื้นที่ต้นแบบเพื่อความยั่งยืนด้านสุขภาพร่วมกับท้องถิ่น รวมทั้งจะมีการถอดบทเรียนเพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็นต้นแบบเมืองสุขภาวะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป

รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผู้อำนวยการศูนย์สร้างเสริมสุขภาวะเมือง กล่าวว่า ลานสุขภาพใกล้บ้าน (Healthy Space Next Door) เป็นแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพและกิจกรรมทางกายในละแวกบ้านที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้

โดยผ่านกระบวนการทางวิชาการและปฏิบัติจริงในพื้นที่ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม เชียงรายเป็นต้นแบบหนึ่งที่มีลักษณะเด่นสามารถเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ในกระบวนการออกแบบจึงสอดแทรกพื้นที่การเรียนรู้ผสมผสานการทำกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับทุกกลุ่มวัยและบริบทของพื้นที่ ประกอบไปด้วย พื้นที่เล่นและแสดงความสามารถอย่างสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน

พื้นที่เดิน วิ่ง ออกกำลังกายที่สามารถเล่นกีฬาหลากหลายประเภท และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจที่สามารถจับกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันทั้งกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่จัดงานเทศกาลระดับเมืองที่ส่งเสริมให้คนในเมืองได้ออกมาทำกิจกรรมทางกายและหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพทั้งกายและใจและหันมาดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและสร้างสุขภาพจิตดีในทุกวัน

นางบังอร มะลิดัน รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า ด้วยยุทธศาสตร์ของการพัฒนาท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงราย ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนให้ความสนใจในการกีฬา นันทนาการ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) สร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย

และนำไปสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ผ่านการพัฒนาสภาพแวดล้อมในละแวกบ้านสู่ความเป็นเมืองน่าอยู่ ด้วยการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่สาธารณะของชุมชนให้ดูสวยงามและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้และสุขภาวะสำหรับทุกคน จะเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สาธารณะในเมืองที่ทำให้เชียงรายเป็นเมืองที่น่าอยู่และเป็นนครแห่งความสุขของทุกคนอย่างแท้จริง

สำหรับพื้นที่ต้นแบบลานรำวงย้อนยุค “รู้เล่นเต้นรำ” ได้รับการออกแบบให้รองรับกิจกรรมสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสุขภาวะในชีวิตประจำวัน แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ลานกิจกรรม ได้แก่ 1.ลานทดลองและค้นหาตัวตน (Active Experiment Zone) เป็นพื้นที่ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนและพื้นที่การแสดงความสามารถพิเศษ เช่น เล่นดนตรี เต้นรำ รวมถึงสร้างสรรค์อื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และค้นหาตัวตนของวัยเรียน

2.ลานพักผ่อนกายใจ (Relaxing Zone) เป็นพื้นที่กิจกรรมยืดเหยียดร่างกาย พักผ่อนหย่อนใจ และจุดพูดคุยพบปะกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด เช่น พื้นที่นั่งอ่านหนังสือ พื้นที่นั่งพักคอยในรูปแบบต่างๆ และ 3.ลานเล่นยืดหยุ่น (Active Flexible Zone) ซึ่งเป็นลานกิจกรรมที่ถูกออกแบบสามารถทำกิจกรรมที่หลากหลาย และเปิดกว้างทางจินตนาการผ่านการเล่นเกมกีฬา เช่น ตั้งเต บันไดงู แบดมินตัน ฟุตบอล

‘สทป.’จับมือ‘มทม.’พัฒนาหุ่นยนต์กู้ระเบิด คุณภาพเทียบเท่าของนอกแต่ราคาถูกกว่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661765

‘สทป.’จับมือ‘มทม.’พัฒนาหุ่นยนต์กู้ระเบิด คุณภาพเทียบเท่าของนอกแต่ราคาถูกกว่า

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (มทม.) เปิดตัว หุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก “D-EMPIR version 4” ที่ได้ศึกษา วิจัย พัฒนาต่อยอดและสร้างขึ้นร่วมกันระหว่าง สทป. และ มทม. จนได้เป็นหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็กฝีมือคนไทย 100% ที่ผ่านการทดสอบและสาธิตการใช้งานให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงได้เห็นถึงสมรรถนะ ศักยภาพและขีดความสามารถ จนเกิดการยอมรับ

อีกทั้งยังผ่านการทดสอบมาตรฐานจากคณะกรรมการมาตรฐานยุทโธปกรณ์กระทรวงกลาโหม (กมย.กห.) เพื่อยืนยันประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเทียบเท่าได้กับหุ่นยนต์จากต่างประเทศ สามารถใช้งานได้จริง ทำงานได้รวดเร็วขึ้น และต้นทุนที่ใช้ในการผลิตถูกกว่าหุ่นยนต์ที่สั่งซื้อจากต่างประเทศมากกว่าครึ่ง โดย “D-EMPIR version 4” ได้ถูกส่งมอบให้กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน. ภาค 4 สน.) นำไปใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

สพม.สุโขทัย ลงนาม เรียนร่วม อาชีวศึกษา และมัธยมปลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661507

สพม.สุโขทัย ลงนาม เรียนร่วม  อาชีวศึกษา และมัธยมปลาย

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ศิริวรรณ  ขวัญมุข  รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) โครงการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) กับวิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาด้านอาชีวศึกษา สำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาด้วยห้องเรียนอาชีพ ในกลุ่มอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและตลาดแรงงาน 

การยกระดับและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาด้านอาชีวศึกษาสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาด้วยห้องเรียนอาชีพ ภายใต้โครงการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) เป็นหลักสูตรระยะสั้นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมัธยมศึกษามีความรู้และทักษะด้านอาชีพในกลุ่มอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและตลาดแรงงาน เข้าถึงโลกอาชีพตามความถนัดและสนใจ  

โดยวิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง ได้ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 และเขต 2  ในการจัดการศึกษาเรียนร่วมกับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 3 เขตพื้นที่การศึกษาซึ่งวิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรงจะสนับสนุนงบประมาณ ค่าวัสดุและครูผู้สอนให้กับนักเรียนตลอดหลักสูตร

พัฒนานิสิตเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์สังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661503

พัฒนานิสิตเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์สังคม

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และคุณฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2562 ผู้ร่วมก่อตั้งและโฮสต์ CI Talks พร้อมด้วย ผศ.ดร.สุกัญญา สมไพบูลย์ ผู้ช่วยคณบดีด้านงานวิจัย วิรัชกิจ และการเชื่อมโยงสังคม (บริการวิชาการ) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และคุณเอเดรียน เกว็น-เออเฟวนส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ CI Talks ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกัน เพื่อพัฒนานิสิตให้เติบโตทางความคิด นำไปสู่การสร้างสรรค์สังคมไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องประชุม ดร.เทียม โชควัฒนา ชั้น 4 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ