‘สสส.’จับมือ‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ ร่วมพัฒนา‘หลักสูตร-ศักยภาพบุคลากร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659744

‘สสส.’จับมือ‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’  ร่วมพัฒนา‘หลักสูตร-ศักยภาพบุคลากร’

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อความตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เรื่อง “การพัฒนาหลักสูตรและการพัฒนาศักยภาพบุคลากร” ระยะเวลา 3 ปี เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ณ สถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ ชั้น 34 อาคาร SM Tower ย่านสนามเป้า-พหลโยธิน กรุงเทพฯ

นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า การลงนาม MOU ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการและเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการสร้างเสริมสุขภาพ แก่ นิสิต/นักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไป ด้วยการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพ รวมถึงการสนับสนุนทางด้านวิชาการ อาทิ การสร้างและพัฒนาเนื้อหาการเรียนการสอนรายวิชาศึกษาทั่วไป หลักสูตรเสริมการศึกษาทั่วไประยะสั้น สนับสนุนหรือร่วมดำเนินงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับประชาชน และเพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงาน

รศ.ดร.นพ.นันทวัช สิทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth Academy) กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นพันธมิตรที่มีความเข้มแข็ง เป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการยอมรับ และได้สร้างประโยชน์แก่ประเทศมาเป็นเวลายาวนาน จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ร่วมทำงานขับสร้างการพัฒนาหลักสูตรและการพัฒนาศักยภาพบุคลากร นิสิตนักศึกษา และบุคลากรประชาชนทั่วไป ทำให้เกิดการขยายพื้นที่การเรียนรู้และส่งเสริมให้เกิดโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมวางแผนเปิดหลักสูตรการสร้างเสริมสุขภาพในมิติต่างๆ เช่น หลักสูตร
เมืองน่าอยู่ หลักสูตร การสื่อสารเพื่อสังคม หลักสูตร การสื่อสารเพื่อสร้างองค์กรแห่งความสุข

ผศ.ดร.สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สำหรับกรอบความร่วมมือระหว่าง Thaihealth Academy และศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ในการพัฒนาหลักสูตร E-learning เรียกว่า “Life long Learning”ที่มี micro credit และ learning outcome ซึ่งเป็นโครงการในอนาคตจะนำเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มที่เรียกว่า CU Neuron เป็นหลักสูตรที่ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

โดยมีทั้งวิชาออนไลน์ของศูนย์การศึกษาทั่วไป คอร์สออนไลน์จาก Chula MOOC และคอร์สระยะสั้นของ CUVIP คอร์สพิเศษจาก PacRim และ SkillLane ให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนตามความสะดวก พร้อมรับประกาศนียบัตร CU Neuron ยังรองรับการเก็บหน่วยกิต ผ่านธนาคารหน่วยกิต (credit bank) สำหรับหลายวิชาที่สามารถเทียบโอนใช้ได้เมื่อเลือกเรียนหลักสูตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผู้สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้ผ่านทางเว็บไซต์ https://cuneuron.chula.ac.th

นอกจากนี้ ได้จัดทำหลักสูตร CU Learning โดยเริ่มนำร่องจากกิจกรรมหลักสูตรเสริมการศึกษาทั่วไประยะสั้น (CUVIP) ใช้ชื่อว่า “CUVIP series” ซึ่งมาใน Theme “เท่าทันสื่อ ก้าวทันโลก” โดยมุ่งเน้นการมีเสรีภาพทางความคิด อ่าน ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับตัวเรา สร้างความสามารถในการคิด เลือก ตัดสินใจ อย่างใช้วิจารณญาณในฐานะพลเมืองที่อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเคารพความหลากหลายทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรม

ก่อให้เกิดทักษะทางด้าน “Media Literacy, the essential skill for well-being” แบ่งเป็น 12 กิจกรรม ในระยะเวลา 2 เดือน คือ เดือนมิถุนายน 2565 จัดกิจกรรม ได้แก่ 1.เปิดสายตาอ่านสื่ออย่างรู้เท่าทัน MIDL 101 2.สูงวัยรู้ทันสื่อ 3.การใช้สื่อดิจิทัล กับการจัดการอารมณ์ 4.เรียนรู้รับมือคุกคามทางเพศออนไลน์ 5.พื้นฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-Checking 101)

และเดือนกรกฎาคม 2565 ได้แก่ 1.ทำอย่างไรเมื่อซื้อของออนไลน์ไม่ตรงปก 2.พลเมืองดิจิทัลกับการรับมือข้อมูลข่าวสาร 3.การนำเสนออัตลักษณ์ผ่านสื่อดิจิทัล 4.การเคารพสิทธิบนโลกออนไลน์ 5.พลิกมุมคิด สะกิดมุมมอง วิพากษ์สื่อด้วยสายตาพลเมือง (MIDL for Citizenship) 6.เอาตัวรอดเมื่อถูกกลั่นแกล้ง ระรานทางไซเบอร์ (Cyber Bullying) 7.วิพากษ์สื่ออย่างรู้เท่าทัน สร้างสรรค์สังคมของ ทุกคน MIDL for Inclusive Society

สำหรับการลงนาม MOU ในครั้งนี้มีตัวแทนจาก 2 หน่วยงาน รวม 4 ท่าน ประกอบด้วย นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), รศ.ดร.นพ.นันทวัช สิทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth Academy) สสส., ศ.ดร.ปาริชาตสถาปิตานนท์ รองอธิการบดี ด้านวิชาการและการเชื่อมโยงกับสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ สามารถติดตามโครงการรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป โดยติดตามได้ทางเว็บไซต์ศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย http://gened.chula.ac.th และเว็บไซต์สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ Thaihealth Academy และศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ

‘ท่านใหม่’แจ้งข่าวเศร้า ตระกูลยุคลสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659680

'ท่านใหม่'แจ้งข่าวเศร้า ตระกูลยุคลสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัว

วันเสาร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.59 น.

วันที่ 11 มิถุนายน 2565 ม.จ. จุลเจิม ยุคล หรือ ท่านใหม่ แจ้งผ่านเฟซบุ๊กว่า “ท่านหญิง มาลินีมงคล (ยุคล) อมาตยกุล พี่สาวคนโตของครอบครัวผม ได้จากผมไปด้วยอาการสงบ ที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในเช้าตรู่วันนี้

กำหนดการต่างๆ รวมถึงการสรงน้ำพระศพ และวัด จะแจ้งให้ท่านที่เคารพและรักพี่สาวของผมให้ทราบอีกที”

‘รร.บ้านปางแดง’ชี้การอยู่บนพื้นที่สูง ความหลากหลายด้านชาติพันธุ์ ไม่เป็นอุปสรรคด้านการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659597

'รร.บ้านปางแดง'ชี้การอยู่บนพื้นที่สูง ความหลากหลายด้านชาติพันธุ์ ไม่เป็นอุปสรรคด้านการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 13.51 น.

รร.บ้านปางแดง จ.เชียงใหม่ ชี้การอยู่บนพื้นที่สูง และความหลากหลายด้านชาติพันธุ์ ไม่เป็นอุปสรรคด้านการศึกษา พร้อมสร้างการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนอย่างน่าสนใจ 

การที่โรงเรียนตั้งอยู่บนดอยสูง และมีนักเรียนที่มาจากหลายชาติพันธุ์ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นปัญหา ทั้งในเรื่องภาษา วัฒนธรรมที่แตกต่าง การขาดแคลนไฟฟ้า รวมถึงการเดินทางที่ทุรกันดาร แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่เป็นอุปสรรคด้านการเรียนการสอน ของโรงเรียนบ้านปางแดง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่บนดอยสูง มีนักเรียนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ 100% ที่ปัจจุบันนักเรียนสามารถฟังพูดอ่านและเขียนภาษาไทยได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันยังคงอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กันไป นอกจากนี้ยังได้นำเอาการศึกษามาพัฒนาพื้นที่เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน จนล่าสุดได้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นหนึ่งในโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่ จากมูลนิธิเอเชีย โดยความร่วมกับพันธมิตรต่างๆ พวกเขามีวิธีคิดและบริหารจัดการอย่างไร ลองไปศึกษากันดู        

นายชัชวาล พวงทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางแดง ได้กล่าวว่า “นโยบายของโรงเรียนคือการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากมีที่ตั้งอยู่ในบริบทของชุมชนบนพื้นที่สูง ที่มีหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ล้อมรอบ นักเรียนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ 100% ประกอบด้วย 5 ชนเผ่าคือดาราอั้ง หรือปะหล่อง, ลาหู่, กะเหรี่ยง, ลีซู และอาข่า รวม 208 คน การจัดการศึกษาเป็นแบบพหุวัฒนธรรม เรียนภาษาถิ่นและภาษาไทยควบคู่กันไป เพิ่มเติมด้วยภาษาอังกฤษและจีน โดยมีคุณครูชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเป็นผู้สอน นอกจากนี้ยังมีโครงการพี่สอนน้อง เพื่อนสอนเพื่อน และการเพิ่มทักษะชีวิตด้วยการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข (พอประมาณ, มีเหตุผล, มีภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ และคุณธรรม) โดยนำแหล่งชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน โครงการหลวง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เข้ามาร่วมมือ และให้ความรู้กับนักเรียนในเรื่องการปลูกองุ่นและเมล่อน เพื่อให้มีทักษะการประกอบอาชีพในอนาคต”  

ด้าน ดร.รัตนา แซ่เล้า เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโส มูลนิธิเอเชีย หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “มูลนิธิเอเชีย ร่วมกับคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้คัดเลือกโรงเรียนบ้านปางแดงเป็นโรงเรียนดีมีทุกที่ เพราะมีความโดดเด่นในการสนับสนุนให้นักเรียนได้มีสิทธิในการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมาจากชาติพันธุ์ใดก็สามารถเล่าเรียนได้ เด็กๆ สามารถฟังพูดอ่านและเขียนภาษาไทยได้อย่างชัดเจนมีคุณภาพ มีคุณครูครบวิชาเอกในทุกระดับชั้นซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทำให้สามารถสอนนักเรียนได้ตามความถนัดตามที่ได้เรียนมา ยิ่งมีคุณครูเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในหมู่บ้านก็ยิ่งทำให้เข้าถึงนักเรียนมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือการไม่สร้างความขัดแย้ง เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้วัฒนธรรมของเพื่อนๆ ก็ทำให้ เกิดความสมานฉันท์ และอยู่ร่วมกันในสังคมท่ามกลางวัฒนธรรมที่หลากหลาย อย่างมีความสุข” 

มาที่ ด.ญ.อุษญา กลิ่นน้ำหอม เผ่าล่าหู่ อายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.3 เล่าว่า “หนูอาศัยอยู่กับครอบครัวที่หมู่บ้านปางแดงกลาง เดินทางมาโรงเรียนทุกวันด้วยรถมอเตอร์ไซด์ ใช้เวลาเดินทางนานพอสมควร แต่ก็ไม่รู้สึกว่าไกลเพราะคุ้นเคยแล้ว ตอนนี้หนูชอบเรียนคณิตศาสตร์มาก และการมาโรงเรียนทำให้หนูสนุกสนาน เพราะได้เจอกับคุณครู และเพื่อนๆ” 

ด้าน ด.ญ.ธัญพิมล พัธนะปรีชากร (เฟ้ยเฟ้ย) เผ่าล่าหู่ อายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.3 บอกว่า “หนูชอบเรียนภาษาอังกฤษ เมื่อโตขึ้นอยากเป็นหมอ ที่บ้านมีไฟฟ้าใช้แล้วแต่มาจากโซล่าเซลล์ ช่วงโควิดที่ผ่านมาหนูต้องเรียนหนังสืออยู่ที่บ้าน การมาที่โรงเรียนทำให้หนูมีเพื่อนและไม่น่าเบื่อ ที่ผ่านมาเคยใช้อินเตอร์เนตผ่านมือถือในการค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่สนใจ แต่ถ้าไม่เข้าใจหนูก็จะสอบถามจากคุณแม่เพื่อขอคำอธิบาย”   

สำหรับโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่ จัดขึ้นโดยมูลนิธิเอเชียประจำประเทศไทย โดยการสนับสนุนของสถานทูตออสเตรเลีย, มูลนิธิอานันทมหิดล และความร่วมมือจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท., สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดพลังบวกในสังคม และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยผู้สนใจชมคลิปการสัมภาษณ์ฉบับเต็มจากรายการ 1 ในพระราชดำริ ตอนโรงเรียนดีมีทุกที่ พหุวัฒธรรมการศึกษา คลิก https://www.youtube.com/watch?v=Kf6zmU0Gs70&t=539s ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
 
 

สพฐ.สั่งลุย!ขับเคลื่อนเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ลงสู่ห้องเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659506

สพฐ.สั่งลุย!ขับเคลื่อนเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ลงสู่ห้องเรียน

วันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.17 น.

สพฐ.สั่งลุย!ขับเคลื่อนเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ลงสู่ห้องเรียน

10 มิถุนายน 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และคุณธรรมจริยธรรม พร้อมด้วย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ , นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. , นายอโณทัย ไทยวรรณศรี ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน และผู้แทนสำนักต่างๆของ สพฐ. กว่า 10 สำนัก เข้าร่วมการประชุมที่ห้องประชุม สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ   

นายอัมพร กล่าวว่า แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 กำหนดแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ที่ 1 การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันของชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างเสริมและปรับเปลี่ยนค่านิยมของคนไทยให้มีวินัย จิตสาธารณะ และพฤติกรรมที่พึงประสงค์ และยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม มีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในรายวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาตามแนวทางดังกล่าวเป็นอย่างดี โดยดำเนินงานตามนโยบายการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง ส่งเสริมความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ผู้เรียน เพื่อพัฒนางานและคุณภาพชีวิตที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมนำสู่สังคมที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และมีคุณธรรม รักความเป็นไทย โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และกิจกรรมจิตอาสา รวมทั้งพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และคุณธรรมจริยธรรม รวมทั้งการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพและหน่วยงานอื่นด้วยวิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดการพัฒนาการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

นายอัมพร กล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างเป็นรูปธรรม สพฐ. จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเป็นจุดเน้นสำคัญและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเลขาธิการ กพฐ. และว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นที่ปรึกษา และนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานคณะกรรมการฯ พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักต่างๆของ สพฐ. ร่วมเป็นคณะกรรมการฯ โดยจัดให้มีการประชุมเพื่อหารือแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้วยการเรียนรู้ผ่านวิชาและกิจกรรมด้านประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งแต่ละสำนักที่มีงานในส่วนเกี่ยวข้องที่กำลังดำเนินงานอยู่แล้ว ได้มาร่วมหารือเพื่อหาแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายลงสู่สถานศึกษา โดยเฉพาะครูและผู้เรียนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และเป็นภาพรวมใหญ่ของ สพฐ. รวมทั้งสื่อสารกับสาธารณชนโดยทั่วไป

“ผลสรุปการประชุมจะมีการรวบรวมการดำเนินการของแผนงานและโครงการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการอยู่ รวมทั้งรายการสื่อ เอกสาร และแนวทางการเรียนรู้สำหรับครูและผู้เรียน เพื่อใช้ขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและไปในทิศทางเดียวกัน ให้สามารถพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งภายใน สพฐ. และหน่วยงานภายนอก รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงาน และแบ่งปันทรัพยากรมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งต่อไปจะได้มีแผนยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนงานด้านประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และคุณธรรมจริยธรรม การพัฒนาครูและบุคลากรที่ตอบสนองความต้องการจำเป็น ให้มีทางเลือกที่หลากหลาย เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ โดยไม่สร้างภาระให้กับครู และมีระบบสนับสนุน การให้คำแนะนำ นิเทศ กำกับติดตามในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา เพื่อถอดบทเรียนให้ได้แนวปฏิบัติที่ดี สามารถนำไปเผยแพร่และสื่อสารแก่สาธารณชนในวงกว้างต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘หมอธีระวัฒน์’เตือนผู้สูงอายุ ออกกำลังกายหนัก อาจเสี่ยงสมองเสื่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659370

'หมอธีระวัฒน์'เตือนผู้สูงอายุ ออกกำลังกายหนัก อาจเสี่ยงสมองเสื่อม

วันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 10.59 น.

วันที่ 10 มิถุนายน 2565 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ออกกำลังเป็นบ้าเป็นหลัง ระวังสมองเสื่อม(ในคนสูงวัย และสมองเริ่มเสื่อมแล้ว) หมอดื้อ

ออกกำลังกายนั้นดี แต่ทุกอย่างเมื่อไม่อยู่สายกลาง ย่อมไม่ดี หลัง ๆ มานี้หมอเห็นว่าผู้คนฮิตออกกำลังกายกันเยอะขึ้นโดยเฉพาะในหมู่สาว ๆ ออกกันได้ทั้งเช้า ทั้งเย็นเลยทีเดียว ส่วนหนุ่ม ๆ ก็ลงพุงกันเป็นแถว

เรียบเรียงขัอมูลจากบทความใน Medscape มาให้ทุกคนได้อ่าน บทความนี้ชื่อ How Much Exercise Is Too Much for the Brain? และได้ดูข้อมูลหลัก ๆ จาก Exercise for cognitive brain health in aging ลงใน วารสารทางสมอง Neurology 2018 ซึ่งได้เอาการวิจัย 98 อันเกี่ยวกับการออกกำลังกายมาวิเคราะห์ (systematic review) ซึ่งบอกว่าดีต่อสมองและช่วยลดสมองเสื่อม
แต่ DAPA trial ลงใน วารสารการแพทย์ของอังกฤษ BMJ 2018 เอาคนที่เป็นสมองเสื่อมแล้วมาออกกำลังกายพบว่าออกเยอะไปสมองจะแย่

แล้วเท่าไหร่ดี เพราะออกกำลังกายนั้นข้อดี ยืดยาวนับไม่ถ้วน นอกจากหุ่นดีน่ามองแล้ว การไปยกน้ำหนักโดยที่มีคนรอบข้างจ้องมอง แน่นอนต้องเพิ่มความมั่นใจได้ระดับนึง ยังเพิ่มการหลั่งสารความสุขเอนดอฟิน น่าจะช่วยอายุยืน เพราะปรับโรงพลังงานของร่างกายหรือไมโตคอนเดรีย (autophagy regulator) รวมทั้งให้ร่างกายผลิตสารกัญชาธรรมชาติ ให้รู้สึกดี อารมณ์ดี คลายเครียดอีกด้วย นอกจากนั้นยังนอนหลับสบายอีก

การหันมาออกกำลังกายนับว่าจำเป็นมากในยุคที่นั่งติดเก้าอี้จ้องจอคอมพิวเตอร์ การออกไปเจอคนอาจจะไปเจอคู่รักที่หามานานก็ได้ (โอกาสดูจะสูงกว่าไปไหว้พระขอคู่เป็นไหน ๆ)
กีฬาบางอย่างเล่นเป็นทีมก็ได้เพื่อนและฝึกการทำงานเป็นทีมอีกด้วย นอกเรื่องนิดหน่อย

กลับมาที่สุขภาพ ออกกำลังกายยังทำให้หัวใจและเส้นเลือดดี กระปรี้กระเปร่า ลดมะเร็ง ลดเบาหวาน แถมเรื่อเตะปี๊บดังแถมมาอีกด้วย

คำถาม คือ การออกกำลังกายช่วยลดโอกาสสมองเสื่อมได้ไหม และออกแบบไหน จากการศึกษาใน Neurology 2018 พบว่าในทั้งคนวัยกลางหรือสูงวัยที่ทั้งมีโรคสมองเสื่อมอ่อนๆ หรือที่สมองยังแข็งแรงดีอยู่ พบว่ายิ่งออกกำลังกายเยอะก็ยิ่งทำให้ สมองดี สมองดีที่ว่านี้ หมายถึง คิดเร็วขึ้น การตัดสินใจเฉียบขาดขึ้น

และจะออกแบบไหนก็ได้ไม่ว่าจะเป็นปั่นจักรยาน วิ่ง ยกน้ำหนัก โยคะ พิลาติส ก็ตาม ขอให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละสองชั่วโมง อันนี้ก็คงเพราะว่าถ้าออกกำลังกาย สุขภาพหัวใจ และเส้นเลือดเราก็จะดีขึ้น นั่นก็แปลว่าสมองจะได้รับสารอาหารเพียงพอ

นอกจากนั้นก็เป็นไปได้ว่าการที่เลือดสูบฉีดดีจะทำให้สารพิษหรือโปรตีนผิดปรกติถูกล้างออกไปได้เร็วขึ้น นอกจากนั้นสารเคมีที่หลั่งออกมาตอนออกกำลังกายอาจจะมีส่วนช่วยปรับสมดุลในสมองอีกด้วย อันนี้กลับไปลองดูเพิ่มเติมในหมอดื้อตอน “สมองเหี่ยวหด ถ้ายังอ้วน”

แต่ออกกำลังกายกี่ชั่วโมงละถึงเรียกว่ามากเกินไป ในอีกการศึกษา Dementia and physical activity (DAPA) trial จากอังกฤษเป็นการศึกษาโดยแบ่งคนไข้สูงอายุที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นสมองเสื่อมขั้นน้อยถึงปานกลางออกเป็นสองกลุ่ม (Randomised controlled trial) กลุ่มแรกเค้าให้ออกกำลังกายโดยแอโรบิคและยกน้ำหนัก 150 นาทีในหนึ่งอาทิตย์ เป็นเวลาต่อเนื่องสี่เดือนและให้ทำต่อไปเรื่อยๆ

ส่วนอีกกลุ่มดูแลตามเดิม ผลกลับผิดคาดเพราะหลังจาก 12 เดือน การทำงานของสมองในกลุ่มออกกำลังกายกลับแย่ลงมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เคี่ยวเข็ญให้ออกกำลังกาย ทีนี้ทำยังไงดีละ ตลอดมาก็บอกทุกคนว่าให้ออกกำลังกาย พอไปดูการวิจัยอื่นๆ การออกกำลังกายก็ไม่ได้ทำให้สมองแย่ลง ทั้งนี้การศึกษาเก่า ๆ อาจจะไม่ได้ให้ออกกำลังกายแบบหนักหน่วงนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า ในกลุ่มคนที่เป็นสมองเสื่อมไปแล้ว การออกกำลังกายมากเกินไปแบบหนักหน่วงอาจจะไม่ดี

ทั้งนี้ มันคงจะเป็นเพราะมันสายเกินไปแล้วและเส้นเลือดที่ตีบ รวมกับสมองที่ทำงานอาจจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพแล้ว พอให้ไปออกกำลังกายหนักๆ พลังงานจากการหล่อเลี้ยงของเลือดอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ จึงถูกเอาไปใช้กับกล้ามเนื้อในร่างกายจนเกินไป สมองจึงได้รับการกระทบกระเทือนเข้าไปใหญ่แต่ข้อดีกับการออกกำลังกายสำหรับคนดูแลก็คือ คนไข้กายแข็งแรงจึงสามารถช่วยเหลือตัวเองในการเดินเหินได้ง่ายกว่าถ้าเทียบกับคนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย

สรุปว่ายังไงดี ข้อมูลในเรื่องนี้

ถึงข้อมูลจะมีเยอะ แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าออกกำลังกายอะไร แบบไหน ออกนานเท่าไหร่ดีสุดที่สรุปไม่ได้ก็คงเป็นเพราะว่าคนแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน สภาพร่างกาย ระดับไขมันหรือกล้ามเนื้อก็ไม่เหมือนกัน

ยกตัวอย่างก็คือคนที่อ้วนลงพุงก็ควรจะออกกำลังกายแนวแอโรบิคเพิ่มอัตราการเต้นหัวใจเพื่อลดไขมันที่พุง เพราะเรารู้ว่ายิ่งไขมันรอบเอวเยอะ สมองส่วนความจำก็จะยิ่งเล็ก ส่วนคนที่กล้ามเนื้อน้อยนิดก็ควรจะมีการยกน้ำหนักกันหน่อยเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อสามารถช่วยใช้น้ำตาลในเลือดได้ดีและปกป้องสมองของเราได้ส่วนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ออกกำลังกายกันหนัก ๆ ก็ไม่ต้องห่วงเพราะสมองและเส้นเลือดยังดี ออกไปเถอะครับน่าจะปกป้องสมองได้แต่ถ้าออกทั้งวันทุกวันก็อย่าลืมทานอาหารให้พอ อย่าให้ถึงกับผอมแห้งจนเกินไป และควรจะมีวันพักผ่อนด้วยเพราะร่างกายก็ต้องการการพักผ่อนในการฟื้นฟู ออกกำลังกายก็หมั่นยืดเส้นยืดสายและระวังกีฬาที่มีการกระแทกสูงเพราะอายุที่มากขึ้นก็จะตามมากับไขข้อเสื่อม ปั่นจักรยานบนถนนอย่าลืมหมวกกันน็อคระวังรอบข้างและเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัดนะครับ

อว. ขับเคลื่อนโครงการ’เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง’ MOU 4 หน่วยงาน รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659356

อว. ขับเคลื่อนโครงการ'เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง' MOU 4 หน่วยงาน รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

วันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 08.48 น.

อว. ส่งเสริมแนวทางสร้างรูปแบบการศึกษาตลอดชีวิตที่ เปิดกว้างและตอบรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ด้วยโครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับโอกาสและสร้างแรงจูงใจในการหาความรู้เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นและพัฒนาศักยภาพในการทำงานรองรับวิถีชีวิตใหม่ ดำเนินโครงการฯ โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ร่วมกันลงนามความร่วมมือในการร่วมขับเคลื่อน “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง”

วันที่ 9 มิถุนายน 2565 รองศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการและโฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด และเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือแสดงเจตจำนงในการขับเคลื่อนโครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย วช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย มนร. จ.สุราษฎร์ธานี และ มรส. เพื่อร่วมกันสร้างและพัฒนาโรงเรียนผู้สูงวัยในรูปแบบ Digital Education & On the job Coaching และ Model กระบวนการจัดการความรู้จากการวิจัยมาเพื่อเพิ่มทักษะ รวมถึงนำหลักสูตรการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพในโรงเรียนผู้สูงวัย Online & Onsite โดย Senior Trainer และ Reskill & Upskill ในทักษะที่เหมาะสมกับผู้สูงวัย เพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่ โดยมี นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราฎร์ธานี กล่าวต้อนรับ และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวความเป็นมาของโครงการฯ และ มี ผศ.ดร.เสน่ห์ บุญกำเนิด รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ วิจัยและนวัตกรรม และดร.มนัสวิน นันทเสน หรือ ติ๊ก ชิโร่ นักร้องนักแสดงเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ณ ลานสะพานนริศ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

รองศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการและโฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าทำคนเดียว นอกจากจะไม่สนุก และก็จะไม่สำเร็จด้วย ท่านรัฐมนตรี อว. จึงมีความมุ่งมั่นอยากให้ผู้สูงวัยอยู่แบบมีความสุขทุกช่วงวัย แต่ก่อนที่จะมีความสุขได้จริง ๆ ต้องมีความสนุกก่อน เพราะฉะนั้นงานนี้การันตีว่า มีแต่ความสนุก และมีแต่ประโยชน์ คิดง่าย ๆ ถ้าอยากรู้ว่าทำอย่างไรให้พลังวัยเก๋ามีความสุขและสนุกในยุคดิจิตอลได้ คือต้องถาม ในวันนี้ได้ถามมาแล้ว ผู้สูงวัยส่วนใหญ่อยากใช้ line อยากเล่นเพจ และเฟชบุ๊คเป็น ร่วมถึงอยากชื้อของและขายของในออนไลน์ได้ แค่นี้ผู้สูงวันก็มีความสุข เพราะฉะนั้นงานของกระทรวง อว. คือการสร้างความสุข เพิ่มพลังให้ผู้อายุ

นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราฎร์ธานี กล่าวว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี  มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และภาคีเครือข่าย มีความมุ่งมั่นและเห็นความสำคัญที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและพัฒนาความสามารถของผู้สูงอายุด้านการเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันสร้างและพัฒนาโรงเรียนผู้สูงวัยในรูปแบบ Digital Education & on the job Coaching และ Model กระบวนการจัดการความรู้จากการวิจัยมาเพื่อเพิ่มทักษะ และเพื่อร่วมกันนำหลักสูตรการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพในโรงเรียนผู้สูงวัย Online & Onsite โดย Senior Trainer และ Reskill& Upskill ในทักษะที่เหมาะสมกับผู้สูงวัย เพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่ โครงการนี้สามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายใช้งานฟังก์ชันเบื้องต้นของแอฟพลิเคชั้น Line Camera โดยเฉพาะการใส่ข้อความและสติกเกอร์บนภาพ สามารถจำแนกการใช้งานฟังก์ชันต่างๆของเฟชบุ๊คเพจ สามารถแยกแยะความต่างของแคปชั่นและคอนเทนต์ได้ ตลอดจนสามารถผลิตนวัตกรรมเพื่อจำหน่ายออนไลน์ได้

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้รับมอบหมายจากกระทรวง อว. ในยุทธศาสตร์ Quick Wins เรื่อง “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ให้ วช. ดำเนินการสร้างกลไกการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมสูงอายุของประเทศไทย โดยคนเกษียณหรือผู้สูงอายุควรได้รับโอกาสและสร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นและพัฒนาศักยภาพในการทำงานที่เป็นที่ต้องการของตลาดงาน ในภาครัฐและภาคเอกชน หรือความต้องการในการทำงานให้ได้มีโอกาสเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ซึ่ง วช. ได้กำหนดให้มีแผนงาน “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ผ่านการสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย โดยให้ความสำคัญกับฐานความรู้เดิมและองค์ความรู้ที่มีอยู่ของสถาบันการศึกษา ที่พร้อมนำไปต่อยอดและขยายผล ร่วมกับหน่วยงานและมหาวิทยาลัย ภายใต้กระทรวง อว. และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลผลิต ผลลัพธ์ และผลสัมฤทธิ์ ตามเป้าหมายที่วางไว้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้สูงอายุไทย ซึ่งโครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ได้ดำเนินการขับเคลื่อนและขยายผลเข้าสู่ ระยะที่ 2 โดยมุ่งที่จะผลักดันให้เกิดผลและเพิ่มความยั่งยืนให้มากขึ้น โครงการ “การพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพในโรงเรียนผู้สูงวัยเพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่” เป็นหนึ่งในโครงการภายใต้แผนงาน “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ระยะที่ 2 โดยโครงการนี้ จะนำฐานความรู้เดิมและองค์ความรู้ที่มีอยู่ของสถาบันการศึกษา ร่วมกับการใช้กิจกรรมเข้ามาบูรณาการ การเรียนรู้ของผู้สูงอายุในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสร้างหลักสูตรการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพในโรงเรียนผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุมีคุณลักษณะ “อยากรู้ อยากมีรายได้ อยากทำ” และสนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการของผู้สูงอายุ เพิ่มและพัฒนาทักษะ Reskill & Upskill ให้กับผู้สูงอายุ และเพื่อเป็นการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในการเข้าสู่สังคมวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) 

กิจกรรมภายในงานฯ มีกิจกรรมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ผ่านกิจกรรม “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง กิจกรรมแสดงพลังวัยเกษียณ (เตะปิ๊บ) และการแสดงจากกลุ่มผู้เกษียณ (เต้นบาสโลบ) มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องวัยเก๋า “ติ๊ก ชิโร่” อีกด้วย

วุฒิสภาจัดสัมมนาปฏิรูปการศึกษา แนะบรรจุศาสตร์พระราชาสร้างมหัศจรรย์ความรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659335

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 20.23 น.

8 มิ.ย.2565 ที่อาคารรัฐสภา ได้มีการสัมมนา เรื่อง”การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาตามรัฐธรรมนูญ โดยนำหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาไปสู่การจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา” ซึ่งจัดโดย คณะกรรมาธิการการศึกษา และคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา โดยมี นายตวง อันทะไชย ประธานกมธ.การศึกษา วุฒิสภา พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง คณะกมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กมธ.การศึกษา วุฒิสภา , ผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , ตัวแทนการศึกษาเอกชน , ตัวแทนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และตัวแทนการศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมการประชุมสัมมนา

โดยนาย ตวง กล่าวว่า หลังจากโลกเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ในมุมส่วนตัวนั้น ถือว่าเป็นจุดตัดของโลก เพราะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ กระบวนการจัดการเรียนรู้ วิธีวัดผลประเมินผล การผลิตครู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเกิดวิกฤตยูเครน – รัสเซีย ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงพลังงาน เป็นการขาดแคลนพลังงานครั้งใหญ่ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนพลังงาน ได้ทำให้มนุษย์ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมถึงระบบการศึกษา เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย

“ยังจะทำให้โลกเกิดวิกฤตการขาดแคลนอาหาร ซึ่งเห็นได้จากหลายประเทศกำลังเกิดความวุ่นวายอยู่ขณะนี้ ดังนั้นจึงคิดว่าวิกฤตเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการจัดการศึกษา เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ชาติ โดยในส่วนของประเทศไทย คนไทยต้องมีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ สามารถอยู่รอดปลอดภัยจากโลกอุบัติใหม่ จากวิกฤตต่าง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีการจัดการศึกษาที่ดี จะทำให้เรามีภูมิคุ้มกัน และสามารถพึ่งพาตนเองได้”

ประธาน กมธ.การศึกษา วุฒิสภา กล่าวด้วยว่า ทิศทางการจัดการศึกษาของประเทศไทยอย่างน้อย คือ ต้องมีทักษะความเป็นพลเมืองของโลก ได้แก่ 1.การมีทักษะดิจิทัล ต้องสามารถออกแบบเขียนโปรแกรมค้าขายพูดคุยกับคนทั่วโลกได้บนโลกดิจิทัล 2.การจัดการศึกษาเพื่อความอยู่รอดปลอดภัย นั่นคือ การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับคนไทย เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เลี้ยงทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่เลี้ยงได้ โดยวิธีการทรงงาน 27 ประการ หรือ ศาสตร์พระราชา ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ให้ลงมือทำเอง คิดเอง แก้ปัญหาเอง เพื่อสรุปเป็นองค์ความรู้ที่อยู่ในตัวผู้เรียนได้เอง ซึ่งตนถือว่าเป็นความมหัศจรรย์อย่างมาก

“ในยามที่ทั่วโลกเกิดวิกฤต ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตทางสังคม วิกฤตพลังงาน วิกฤตการขาดแคลนอาหาร ประเทศไทย คือ ประเทศที่โชคดีที่สุดในโลก ที่มีศาสตร์พระราชาเป็นธงชัย  ต่อให้ต้องปิดประเทศ 20 ปี เราก็สามารถอยู่รอดได้ ผมมั่นใจว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร ถ้าเราสามารถนำศาสตร์พระราชา ไปสู่กระบวนการเรียนรู้ได้ เพราะเมื่อผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ได้คิด ได้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง องค์ความรู้นั้นก็จะอยู่ในตัวผู้เรียน และเป็นความรู้ที่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นศาสตร์พระราชาจึงเป็นทางเลือก ทางรอดของประเทศ”

ด้านนายศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า  การนำหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาไปสู่การจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาเป็นการสืบสานศาสตร์พระราชา  3 ด้าน หรือ 3 มิติ ที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมสู่การพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยสามารถดำเนินการได้ดังนี้ ด้านที่ 1 เป็นการนำองค์ความรู้ของศาสตร์พระราชาสาขาต่าง ๆ ในมิติที่ 1 ไปกำหนดเป็นสาระการเรียนรู้หรือเนื้อหา ให้ผู้เรียนทุกระดับ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย รวมถึงการศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาต่อเนื่องและการศึกษาตลอดชีวิต  ด้านที่ 2 เป็นการนำวิธีทรงงาน 27 วิธีมาเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างลักษณะนิสัยการทำงานที่ดีให้ติดตัวผู้เรียน เป็นการเรียนรู้ผ่านเทคนิคกระบวนการในมิติที่ 2 จากเนื้อหาต่าง ๆ ในมิติที่ 1 ไปสู่เป้าหมายและหลักการพื้นฐานในมิติที่ 3  สอดคล้องกับการทรงงาน คือ หลักธรรม หลักคิด และหลักปฏิบัติ (King’s Model) หรือ ถักทอเชื่อมโยงวิธีทรงงานทั้ง 27 วิธี กับกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้แก่ กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS  5 steps ก็จะสามารถพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงให้ผู้เรียนนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมได้เป็นอย่างดี  อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ตามมาตรา 258 จ (4) ที่เน้นการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนทุกระดับชั้น ให้สอดคล้องกับความถนัดของผู้เรียนด้วย

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวด้วยว่า ส่วนด้านที่ 3 ศาสตร์พระราชาด้านเป้าหมายการเรียนรู้และการทำงานในมิติที่ 3 จะสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่เน้นให้การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน คือ 1. มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง  2. มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรม  3. มีงานทำ มีอาชีพ และ 4. เป็นพลเมืองดี  ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ UNESCO ที่กำหนดหลักการพื้นฐานของการปรับปรุงการเรียนรู้ของคนในศตวรรษที่ 21 ว่าด้วย The four pillars of learning  อีกทั้งเมื่อนำองค์ความรู้ด้านเป้าหมายของศาสตร์พระราชาไปกำหนดเป็นวัตถุประสงค์เป้าหมายของหลักสูตร ก็จะเชื่อมโยงสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ 17 ประการ (Sustainable Development Goals: SDGs)  ได้เป็นอย่างดี

“การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสืบสานศาสตร์พระราชา เป็นการนำเนื้อหาความรู้ในศาสตร์พระราชาและ 27 วิธีทรงงานของพระราชา รวมทั้งเป้าหมายการทรงงาน  มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับหลักสูตรการเรียนการสอนของหน่วยงานทางการศึกษาทุกระดับว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร จะจัดลงไปในหลักสูตรได้อย่างไรบ้าง ทั้งรายวิชาพื้นฐาน รายวิชาเพิ่มเติม หรือรายวิชาเฉพาะในแต่ละระดับ หรือสาขาการศึกษา อาจจะจัดให้มีทั้งการเรียนการสอนในรายวิชาปกติ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การเรียนรู้ด้วยโครงงานหรือการศึกษาอิสระ (Independent Study) หรือโครงงานวิทยานิพนธ์จบการศึกษา หลักสูตรเหล่านี้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ต้องมีความยืดหยุ่นในการสนับสนุนให้สถานศึกษาสามารถดำเนินการได้เองตามบริบท

‘รวมไทยยูฯ’ สะกิด ‘รมว.ศึกษาฯ’เลิกบังคับเรียน ชี้ลูกเสือเนตรนารีควรเป็นวิชาทางเลือก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/659152

‘รวมไทยยูฯ’ สะกิด ‘รมว.ศึกษาฯ’เลิกบังคับเรียน ชี้ลูกเสือเนตรนารีควรเป็นวิชาทางเลือก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 13.53 น.

‘รวมไทยยูฯ’ สะกิด ‘รมว.ศึกษาฯ’ เลิกบังคับเรียน หยุดระบบอำนาจนิยม ชี้ ‘ลูกเสือ-เนตรนารี’ ควรเป็นวิชาทางเลือก เหน็บบางอาชีพแต่งเครื่องแบบ-ฝึกวินัยทั้งชีวิต ยังไม่เคารพสิทธิปชช.

วันที่ 9 มิถุนายน 2565 นายวรนัยน์ วาณิชกะ หัวหน้าพรรครวมไทยยูไนเต็ด โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวผ่านเพจ “Voranai Vanijaka – วรนัยน์ วาณิชกะ” เรื่อง “การปรับวิชาบังคับลูกเสือเนตรนารีเป็นวิชาทางเลือก” โดยระบุว่า ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมจะแยกแยะระหว่าง ‘ข้อบังคับ’ กับ ‘ทางเลือก’ ย้อนไปสองปีที่แล้ว ประเด็นโรงเรียนบังคับตัดผมนักเรียน อดีต รมว.ศธ. ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เพียงแค่พูดว่า กระทรวงศึกษาฯ ไม่มีนโยบายบังคับตัดผมนักเรียน มันขึ้นอยู่กับการเลือกปฏิบัติของแต่ละโรงเรียน  สรุปคือ “ผมไม่รับผิดชอบ”

ถ้าตนเป็นรัฐมนตรี จะตั้งกฎบังคับห้ามโรงเรียนตัดผมเด็กนักเรียน และ จะใช้กฎหมายปกป้องสิทธิส่วนบุคคลในการบังคับให้โรงเรียนปฏิบัติตามกฎนี้ 

เพราะอะไร? เพราะว่าในระบอบประชาธิปไตย สิทธิส่วนบุคคลไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นข้อตกลงระหว่างภาครัฐและประชาชน ที่ภาครัฐมีหน้าที่รับผิดชอบและต้องยึดมั่น

เข้าสู่ประเด็นปัจจุบัน กรณีผู้ปกครองร้องเรียนไม่มีเงินซื้อชุดลูกเสือและเนตรนารี ทาง รมว.ศธ. ตรีนุช เทียนทอง ก็ได้ขอให้โรงเรียนอะลุ่มอล่วยในกรณีนี้  สรุปคือ “ดิฉันทำอะไรไม่ได้” และถ้าผมเป็น รมว.ศธ. ผมจะไม่อะลุ่มอล่วย 

วิชาลูกเสือและเนตรนารีเป็นวิชาที่ดีและมีประโยชน์ หากเราเครื่องบินตกและติดอยู่ในป่า ไม่มี google map ไม่มีเสียงของ siri ความรู้ในการอ่านทิศทางโดยดูพระอาทิตย์หรือดาวเหนือย่อมมีประโยชน์ ความรู้ที่จะเอาเถาวัลย์มาทำเชือกและผูกปมต่างๆนานาย่อมมีประโยชน์ ความรู้ของลูกเสือและเนตรนารีจะมีประโยชน์มากมายในกรณีเช่นนี้

แต่ถ้าลำดับความสำคัญในระบบการศึกษา ความรู้ที่อนาคตของชาติควรมี เวลาเรียนที่ควรเอาไปใช้เพื่อฝึกฝนทักษะและวิชาชีพ วิชาลูกเสือและเนตรนารีนั้น คงไกลตัวเกินไปที่จะเป็นวิชาภาคบังคับ แต่เหมาะสมที่จะเป็นทางเลือกของเด็กนักเรียนที่สนใจและเลือกที่จะเรียนวิชานี้ 

คำตอบไม่ใช่ ‘ยกเลิก’ แต่คือ ‘ทางเลือก’ หลายคนอาจจะตั้งข้อโต้แย้งว่า เครื่องแบบและการฝึกฝนของลูกเสือเนตรนารี ซึ่งเปรียบเสมือนการฝึกทหารนั้น มีผลดีต่อการสร้างสังคมที่มีระเบียบวินัย แต่ผมขอให้ตระหนักถึงโลกของความเป็นจริง 

เราอยู่ในสังคมที่ผู้สวมใส่เครื่องแบบและฝึกฝนระเบียบวินัยมาทั้งชีวิต ละเมิดกฎหมาย ละเมิดรัฐธรรมนูญ ปล้นชิงอำนาจจากประชาชนและประชาธิปไตย

เราอยู่ในสังคมที่ระบบการศึกษาฝึกทุกคนเยี่ยงทหาร แต่เรายังเข้าคิวไม่เป็น ยังจอดรถรอไฟเขียวไม่เป็น ยังทิ้งขยะไม่ถูกที่ถูกทาง

เพราะฉะนั้นความเชื่อที่ว่า เครื่องแบบและการฝึกฝนระเบียบวินัยจะทำให้สังคมมีระเบียบวินัยนั้น เป็นความเชื่อลมๆแล้งๆ เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อ เป็นเพียงแค่ระบบอำนาจนิยมที่หวังจะให้เด็กเติบโตมาเป็นพลเมืองที่เชื่องและเลี้ยงง่าย ซึ่งมันก็ไม่เป็นจริง

“ฉะนั้น ถ้าผมเป็น รมว.ศธ. ผมมีนโยบายมากมายที่จะพลิกโฉมการศึกษาของประเทศไทย แต่มีสองสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ ถ้าการศึกษาจะมีภาคบังคับ ก็ต้องบังคับให้การศึกษาเคารพสิทธิส่วนบุคคลของทั้งครูและนักเรียน และการศึกษาที่ทันสมัยต้องแยกแยะออกว่าทุกวิชามีประโยชน์ แต่มีวิชาที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน และมีวิชาที่ควรเป็นทางเลือกและหากนักเรียนเลือกวิชาลูกเสือเนตรนารี ผู้ปกครองก็เลือกจ่าย ไม่ใช่บังคับเรียนและบังคับจ่าย” นายวรนัยน์ กล่าว

อบรม เจ้าหน้าที่ขับเคลื่อนรถไฟฟ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658935

อบรม เจ้าหน้าที่ขับเคลื่อนรถไฟฟ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.สุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นประธานเปิดการอบรม Opening หลักสูตร “การสร้างผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาชีพรถไฟความเร็วสูงและระบบราง รุ่นที่ 3” สาขางานปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ขับเคลื่อนรถไฟฟ้า โดยมีผศ.ดร.ชลธิศ เอี่ยมวรวุฒิกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ต้อนรับ ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน)เมื่อเร็วๆ นี้