‘ม.หอการค้าไทย’จับมือ‘ชีวาศรมอคาเดมี่’ ชูหลักสูตร ‘บูรณาการส่งเสริมสุขภาพและความงาม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/656762

‘ม.หอการค้าไทย’จับมือ‘ชีวาศรมอคาเดมี่’  ชูหลักสูตร ‘บูรณาการส่งเสริมสุขภาพและความงาม’

วันจันทร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาชั้นแนวหน้าด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ ร่วมกับ โรงเรียนสอนวิชาชีพความงามและสุขภาพสปาชีวาศรม ยกระดับคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาหลักสูตร “บูรณาการส่งเสริมสุขภาพและความงาม (Integrated Wellness and Beauty)”มุ่งสร้างบัณฑิตพร้อมเติบโตในตลาดแรงงานธุรกิจเพื่อสุขภาพและความงาม

ทั้งในฐานะผู้ประกอบการ และนักวิชาชีพด้านการบำบัด (Therapist) ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ที่แข็งแกร่งครอบคลุม 360 องศา ให้บัณฑิตก้าวสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการที่เต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรม พร้อมคาดการณ์สถานการณ์อุตสาหกรรมสปาทั่วโลกจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว สวนกระแสภาวะวิกฤตโควิด-19 ภายในปี 2568

รศ.ดร.พิชญอร ไหมสุทธิสกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรบูรณาการส่งเสริมสุขภาพและความงาม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงความเป็นมาของการร่วมมือพัฒนาหลักสูตรระหว่างสองสถาบันว่า ด้วยศักยภาพดั้งเดิมของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราเชื่อมั่นว่าหลักสูตรนี้สามารถเติมเต็มองค์ความรู้แก่ผู้เรียนทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เวชศาสตร์เพื่อสุขภาพและความงามที่ยั่งยืน ตลอดจนวิทยาศาสตร์การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอางเพื่อสุขภาพและความงาม

ซึ่งผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์เสมือนประกอบอาชีพหรือธุรกิจจริง อย่างเช่นการฝึกงานกับภาคธุรกิจซึ่งเป็นเครือข่ายสมาชิกของหอการค้าไทย ตลอดจนการทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งประกอบด้วยองค์ความรู้ด้านเคมีภัณฑ์ และธุรกิจ การตลาดโดยผู้เรียนสามารถนำไปประกอบอาชีพและสร้างธุรกิจได้จริง ประกอบกับทางส่วนของโรงเรียนสอนวิชาชีพความงามและสุขภาพสปาชีวาศรมนั้น มีหลักสูตรและบุคลากรที่พร้อมถ่ายทอดศาสตร์ด้านสุขภาพและความงามเพื่อพัฒนาผู้เรียนสู่วิชาชีพผู้ให้บริการด้านสุขภาพและความงาม

และด้วยทางมหาวิทยาลัยฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาวิชาชีพทางwellness ที่สร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล และมีโอกาสเติบโตได้ก้าวไกลถึงระดับสากล จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่มีชื่อเสียงในด้านการสร้างผู้ประกอบการ และโรงเรียนสอนวิชาชีพความงามและสุขภาพสปาชีวาศรม หรือชีวาศรมอคาเดมี่ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการด้านการดูแลสุขภาพองค์รวม ที่ได้รับการยอมรับ และการันตีคุณภาพจากหลากหลายสถาบันด้วยรางวัลระดับ World Class ในการร่วมกันพัฒนาหลักสูตรบูรณาการส่งเสริมสุขภาพและความงาม (Integrated Wellness and Beauty)”

ด้าน ผศ.ดร.เสาวนีย์ เอี้ยวสกุลรัตน์อาจารย์ประจำหลักสูตรบูรณาการส่งเสริมสุขภาพและความงาม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวเสริมว่า หลักสูตรบูรณาการส่งเสริมสุขภาพและความงาม (Integrated Wellness and Beauty) เป็นหลักสูตรปริญญาตรีประเภทวิชาชีพ ซึ่งสามารถใช้เวลาสำเร็จการศึกษาได้ภายใน 3 ปีครึ่ง

โดยผู้เรียนจะได้รับองค์ความรู้ทั้งจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และโรงเรียนสอนวิชาชีพและสุขภาพสปาชีวาศรม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพบริการในธุรกิจเพื่อสุขภาพและความงามเทียบเท่าระดับสากล เมื่อสำเร็จการศึกษา ผู้เรียนจะได้รับประกาศนียบัตรเพื่อประกอบอาชีพ ดังนี้1.ใบประกาศนียบัตรหลักสูตรการนวดสวีดิช 150 ชั่วโมง จากกระทรวงสาธารณสุข

2.ใบประกาศนียบัตรหลักสูตรนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพ 60 ชั่วโมง จากกระทรวงสาธารณสุข 3.สิทธิ์ยื่นสอบประเมินความรู้ผู้ดำเนินการสปา (Spa Manager) และ 4.สิทธิ์ยื่นสอบประเมินความรู้และทักษะทางวิชาชีพระดับสากล Confederation of International Beauty Therapy and Cosmetology (CIBTAC) : Anatomy and Physiology, Body massage, Diet and Nutrition

อย่างไรก็ดี แม้ภาวะวิกฤตโควิด-19จะส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทั่วโลก ซึ่งอุตสาหกรรมสปาก็เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน จากปี 2560 ถึง 2562 อุตสาหกรรมสปาเติบโตอย่างรวดเร็วในอัตรา 8.7% ต่อปี และมีรายได้ถึง 111 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากสปา 165,714 แห่ง โดยเพิ่มขึ้นอย่างมากในธุรกิจโรงแรม และรีสอร์ทสปา (จาก 48,248 แห่ง เป็น 60,873 แห่ง)

จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2563 สปาซึ่งนับเป็นบริการที่มีการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ จึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก และมีรายได้ลดลง 39%คิดเป็นตัวเลข 69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและสถานประกอบการสปาลดลงเหลือ 160,1000 แห่ง โดยมีธุรกิจสปาที่ปิดตัวเลงกว่า 4,000 แห่ง แต่จากการคาดการณ์ของ Global Wellness Institute (GWI) พบว่าอุตสาหกรรมสปามีโอกาสพื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยตลาดเติบโตขึ้น 17% ต่อปี จนถึงปี 2568 และมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวถึง 150.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อาจารย์สิริรัตน์ ไชคำพา หัวหน้าผู้สอนโรงเรียนสอนวิชาชีพความงามและสุขภาพชีวาศรม กล่าวเสริมว่าในสถานการณ์ที่ทั่วโลกเริ่มมีการปรับตัวด้วยมาตรการการรับมือกับวิกฤตโควิด-19ที่แข็งแกร่ง ทำให้อุตสาหกรรมสปาที่เคยได้รับผลกระทบกลับมาฟื้นตัว บุคลากรที่หันไปประกอบอาชีพอื่นหลังจากได้รับผลกระทบก็กำลังกลับเข้ามาในอุตสาหกรรมสปาใหม่อีกครั้ง เพื่อเตรียมตัวต้อนรับนักท่องเที่ยวที่กำลังจะเดินทางกลับเข้ามาใช้บริการอย่างมั่นใจ เวลานี้คือเวลาสำคัญที่เราต้องเริ่มพิจารณาว่าหากอุปสงค์ในฝั่งผู้ใช้บริการกลับมามีปริมาณที่มากขึ้น

จากนี้ไปอุตสาหกรรมสปาก็มีความต้องการบุคลากรที่จะเข้ามารองรับความต้องการของผู้ใช้บริการ และเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการ สำหรับหลักสูตรบูรณาการส่งเสริมสุขภาพและความงาม (Integrated Wellness and Beauty)โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และชีวาศรมอคาเดมี่ เป็นหลักสูตรที่พร้อมสร้างและพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่จะเสริมกำลังของบุคลากรในตลาดแรงงานของอุตสาหกรรมเพื่อความงาม และสุขภาพ ในอนาคต

เป็นหลักสูตรที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบเรื่องการดูแลความงาม และพัฒนาบุคลิกภาพ ตลอดจนเป็นผู้ที่ใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาพอยู่เสมอ และพร้อมที่จะแบ่งปันหรือดูแลผู้อื่นให้สุขภาพดี และมีความสุขเช่นเดียวกัน สามารถสื่อสารได้ดีและมีทักษะทางภาษาต่างประเทศรักการเรียนรู้ มีความสนใจที่จะประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสปาและธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรืออยากประกอบธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ในขณะที่ตัวหลักสูตรฯนั้นมีจุดเด่นที่น่าสนใจหลายประการ

โดยผู้เรียนสามารถมีรายได้ระหว่างเข้ารับการศึกษา พร้อมปฏิบัติงานจริงกับชีวาศรม ซึ่งเป็นมืออาชีพด้านธุรกิจสปา เป็นที่ยอมรับในระดับ World Class และจะได้รับใบประกาศนียบัตรซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันด้านคุณวุฒิทางวิชาชีพ ซึ่งออกโดยกระทรวงสาธารณสุข สามารถทำงานในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพได้อย่างถูกต้อง และสามารถยื่นคุณวุฒิเพื่อสอบ CIBTAC Certificate เพื่อไปประกอบอาชีพในต่างประเทศ

มีโอกาสประสบความสำเร็จในอาชีพด้วยรายได้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วตามความนิยมของผู้ใช้บริการในแต่ละภูมิภาค และด้วยคุณลักษณะประการหนึ่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยคือ ลักษณะนิสัยที่มีความโอบอ้อมอารี อ่อนน้อมถ่อมตน มีความใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งเป็นคุณสมบัติอันพึงมีของผู้ที่จะทำงานด้านบริการ จึงสามารถกล่าวได้ว่า คนไทยเป็นชนชาติที่มีโอกาส และข้อได้เปรียบกว่ากลุ่มผู้ประกอบอาชีพเดียวกันในชนชาติอื่นๆ อย่างแน่นอน

สำหรับข้อมูลหลักสูตรบูรณาการส่งเสริมสุขภาพและความงาม (Integrated Wellness and Beauty) นั้นเป็นหลักสูตรบูรณาการส่งเสริมสุขภาพและความงาม โดยความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และโรงเรียนสอนวิชาชีพความงามและสุขภาพสปาชีวาศรม ประกอบด้วยกลุ่มวิชาที่น่าสนใจได้แก่ กลุ่มวิชาสุขภาพและความงาม อาทิ กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา, การนวดน้ำมันแบบสวีดิช, การนวดกล้ามเนื้อระดับลึก, การนวดกระชับสัดส่วน, การทำทรีทเมนต์ปรนนิบัติผิวหน้าและผิวกาย,

การนวดยกกระชับใบหน้า, การทำทรีตเมนต์อายุรเวทเบื้องต้น, การทำทรีตเมนต์ระบายน้ำเหลืองเบื้องต้น, โภชนาการและการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพ การพัฒนาและการบริหารธุรกิจสปา และกลุ่มวิชาผลิตภัณฑ์ อาทิ การผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเพื่อสุขภาพและความงาม, การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและความงาม, การตลาดดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม,

การพัฒนาและการออกแบบผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม, คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อธุรกิจสุขภาพและความงาม, กฎหมายและมาตรฐานผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม โดยผู้สนใจสมัครเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรฯ ต้องสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 หรือเทียบเท่า และต้องไม่มีปัญหาด้านสุขภาพอันจะเป็นอุปสรรคต่อการเรียน ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร 374,000 บาท (ผ่อนจ่าย 10 งวด)

โอกาสพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อโรงเรียนสอนวิชาชีพความงามและสุขภาพสปาชีวาศรม พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาเต็มจำนวน โดยสามารถยื่นสมัครขอรับทุนได้ภายในวันที่ 30 พฤษภาคม2565 สามารถติดตามสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์รับสมัครนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อาคาร 24 ชั้น 2 โทร. 02-6976767 ในเวลาทำการ 09.00-16.00 น .https://www.utcc.ac.th Facebook page : มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย UTCC (https://www.facebook.com/utccsmart/) หรือ LINE @UTCC

‘ThaiVI’จัดสัมมนาเพิ่มโอกาสความสำเร็จในหุ้น มอบรายได้เป็นทุนให้เยาวชน‘ร้อยพลังการศึกษา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/656764

‘ThaiVI’จัดสัมมนาเพิ่มโอกาสความสำเร็จในหุ้น  มอบรายได้เป็นทุนให้เยาวชน‘ร้อยพลังการศึกษา’

วันจันทร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เพราะความรู้ คือพื้นฐานความสำเร็จในทุกๆ ช่วงของชีวิต สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) หรือ Thai VI ซึ่งก่อตั้งโดยนักลงทุนไทยจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยเป้าหมายเพื่อส่งเสริม สนับสนุนการลงทุนความรู้ในแนวทางการลงทุนที่เน้นคุณค่า จึงได้มีการจัดงานสัมมนาการกุศลทางออนไลน์ เพื่อเผยเคล็ดลับของชีวิตการลงทุนให้ประสบความสำเร็จจากนักลงทุนผู้มีชื่อเสียง

โดยจะนำรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายส่งมอบให้กับ “โครงการร้อยพลังการศึกษา” เพื่อนำไปเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กๆ จนสามารถก่อร่างสร้างความสำเร็จได้ในแบบฉบับของตัวเอง พร้อมกับลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เป็นปัญหาหลักในไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งงานสัมมนาการกุศลออนไลน์ครั้งนี้ชื่อ “SOS : SECRET OF SUCCESS อัจฉริยะคนบ้า ความโชคดี และความลับของความสำเร็จ”จะเป็นการเปิดเผยความลับการลงทุนของ 2 นักลงทุน VI ต้นแบบ คือ

คุณตู้-มานะชัย ตันติกาญจนากุล กรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)ผู้ประสบความสำเร็จจากประสบการณ์โชกโชนในทุกสถานการณ์ของตลาดหุ้น และคุณจิม-ศรุติโชติเสรีวิทย์ เจ้าของเพจ Stock Vitaminsผู้วิเคราะห์เจาะลึกได้ถึงแก่นความรู้หุ้นด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและเฉียบคม ทั้งคู่จะมาช่วยกันเติมสมอง ปรับ Mindset และแลกเปลี่ยนความรู้การลงทุนกับการใช้ชีวิตในแบบเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นแนวทางที่จะสร้างความสำเร็จแบบมั่งคั่งและมั่นคงในหุ้นได้ด้วยตัวเอง

งานนี้จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 18 มิ.ย. 2565 เวลา 08.30-12.30 น. ผ่านทางโปรแกรม ZOOM ท่านผู้สนใจสามารถลงทะเบียนซื้อบัตรได้ที่ https://forms.gle/n8jeFw9qZEMEhJix6ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.-7 มิ.ย. 2565 นี้เท่านั้นบัตรราคา 550 บาท สำหรับสมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) หรือ Thai VIและ 650 บาท สำหรับบุคคลทั่วไป ท่านที่ต้องการช่วยเหลือเด็กๆ ที่ขาดโอกาสเพิ่มเติม สามารถบริจาคเพิ่มสมทบเข้าไปในราคาบัตรได้เลย และทาง “โครงการร้อยพลังการศึกษา”มูลนิธิยุวพัฒน์ จะเป็นผู้ออกใบเสร็จให้แก่ท่าน ซึ่งสามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า

สำหรับ “โครงการร้อยพลังการศึกษา” คือโครงการที่ร้อยพลังความร่วมมือของคนในสังคมไทยที่มองเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและต้องการลงมือช่วยเหลือพัฒนาการศึกษาในด้านที่แตกต่างกันเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ขาดโอกาสให้ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมอย่างครบวงจรใน 3 ด้านหลัก ทั้งเรื่องการเข้าถึงการศึกษา การได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และการพัฒนาทักษะชีวิตด้านต่างๆ

โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการศึกษาและพัฒนาเยาวชนทั้งหมด 5 ภาคี ผ่าน 6 เครื่องมือหลัก ซึ่งมีตัวอย่างความสำเร็จตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน คือการได้ช่วยเหลือเด็กกลุ่มเป้าหมายมาแล้วกว่า 37,000 คน จาก 102 โรงเรียน ใน 36 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องระยะยาว ซึ่งแม้ว่าโครงการฯ จะแก้ปัญหาไปได้บ้างแล้ว แต่ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงติดอันดับต้นๆ ของโลกด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

เห็นได้จากมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษามากนับแสนคนในแต่ละปี ด้วยสาเหตุความยากจน และยังมีเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ใกล้จะหลุดออกจากระบบตามมาอีกมากถึง 4.8 ล้านคน จึงนับเป็นความสูญเสียใหญ่ของประเทศ เพราะเด็กๆ เหล่านี้คืออนาคตของชาติ หากต้องสูญเสียโอกาส ไร้การศึกษา และไม่ได้รับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การเข้าร่วมสัมมนาเพิ่มพูนความรู้การลงทุนในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นแค่การเพิ่มขึ้นของความรู้แต่เพียงด้านเดียว ในอีกด้านที่ห่างไกลออกไป เด็กๆ ก็จะได้เพิ่มพูนความรู้ เพิ่มทักษะชีวิตด้านต่างๆ ไปพร้อมกับเพิ่มโอกาสใหม่ๆ ที่ผู้เข้าสัมมนาได้มอบให้ในคราวเดียว มาร่วมฟังและสร้างสิ่งดีๆ ที่เห็นผลได้ผ่านงานสัมมนาการกุศลออนไลน์ในครั้งนี้กัน…เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นของลิมิเต็ด

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดงานสัมมนาได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)” และดูรายละเอียดโครงการร้อยพลังการศึกษา ได้ที่เว็บไซต์ https://www.tcfe.or.th/

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ยันเด็กนักเรียนต้องได้ดื่มนม 260 วัน ตามโครงการอย่างแน่นอน ​

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/656737

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ยันเด็กนักเรียนต้องได้ดื่มนม 260 วัน ตามโครงการอย่างแน่นอน      ​

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 11.02 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยันเด็กนักเรียนต้องได้ดื่มนม 260 วัน ตามโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน อย่างแน่นอน
     ​
29 พฤษภาคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยืนยันว่าเด็กนักเรียนจะต้องได้ดื่มนมโรงเรียนครบ 260 วัน ต่อปีการศึกษา ตามโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน อย่างแน่นอน ทั้งนี้ จากประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2565 มีการยกระดับหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการในหลายประเด็น เช่น การนำปริมาณน้ำนมดิบจากการทำสัญญาระหว่างผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมกับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบมาใช้ในการจัดสรรสิทธิให้แก่ผู้ประกอบการ 

พร้อมทั้ง ได้มีการตรวจสอบศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบที่จำหน่ายน้ำนมดิบให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่มีผลผลิตน้ำนมดิบอยู่จริงสามารถจำหน่ายน้ำนมดิบได้ และสอดคล้องกับปริมาณน้ำนมที่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมได้ทำสัญญาไว้อีกด้วย เพื่อความโปร่งใส เป็นธรรม กับผู้ประกอบการทุกราย และรายได้ตกถึงมือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่างแท้จริง อีกทั้งมีการเพิ่มหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการคุ้มครองสิทธิผู้ประกอบการที่ยื่นสมัครไม่เกิน 5 ตัน/วัน ให้ละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้น ป้องกันผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมเพิ่มสาขา อาศัยประโยชน์จากการคุ้มครองสิทธิผู้ประกอบการที่ยื่นสมัครไม่เกิน 5 ตัน/วัน ไม่ให้ได้รับการจัดสรรสิทธิในปริมาณมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบแก่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมรายย่อยและผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมขนาดกลางจากกรณีดังกล่าว ดังนั้น การติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องจึงถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2565 เป็นไปตามเจตนารมณ์ของโครงการฯ คือเด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพ เกษตรกรสามารถจำหน่ายน้ำนมดิบได้ และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมได้รับการจัดสรรสิทธิอย่างเป็นธรรม 

​อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนระดับกลุ่มพื้นที่ 5 กลุ่ม ที่มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ได้จัดสรรสิทธิและพื้นที่การจำหน่ายนมโรงเรียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยเด็กนักเรียนจะได้ดื่มนมโรงเรียนตั้งแต่วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม 2565 และคาดว่า

เด็กนักเรียนจะได้ดื่มนมโรงเรียนครบถ้วนภายในสัปดาห์หน้า อีกทั้งคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนได้มีมติเห็นชอบและได้แจ้งให้หน่วยจัดซื้อ/โรงเรียน ดำเนินการซื้อนมโรงเรียนชดเชย เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมโรงเรียนครบ 260 วันต่อปีการศึกษา

ผอ.พศ.ย้ำปราบอลัชชี ไม่ใช่หน้าที่ฆราวาส ห้าวโดยพลการเสี่ยงผิดกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/656718

ผอ.พศ.ย้ำปราบอลัชชี ไม่ใช่หน้าที่ฆราวาส ห้าวโดยพลการเสี่ยงผิดกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 08.09 น.

ผอ.พศ.ย้ำปราบอลัชชี ไม่ใช่หน้าที่ฆราวาส ห้าวโดยพลการเสี่ยงผิดกฎหมาย

29 พฤษภาคม 2565 นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า พุทธศาสนิกชนต้องให้ความเคารพพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา และส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคง ต้องร่วมกันปกป้องพระพุทธศาสนา อย่าถือวิสาสะหรือเอาความคิดของตนเป็นที่ตั้ง เข้าไปก้าวล่วงอำนาจของคณะปกครองสงฆ์ ตั้งตนอยู่เหนือกฎหมาย ทำให้ประชาชนสับสน ความผิดของสงฆ์ต้องพิจารณาโดยคณะสงฆ์ ซึ่งได้กำหนดไว้ในกฎมหาเถรสมาคม (มส.) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม ออกตามความในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะสงฆ์ อย่างชัดเจน มิใช่หน้าที่ของฆราวาสในการตัดสินหรือชี้ผิดชี้ถูกพระภิกษุ ทุกอย่างมีกระบวนการ และวิธีการ ซึ่งต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ

“ยืนยันว่าที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุการณ์พระภิกษุสงฆ์ประพฤติไม่เหมาะสม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ดำเนินการร่วมกับเจ้าคณะปกครองสงฆ์ ตามกระบวนการขั้นตอนอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด  เรื่องพุทธศาสนาเรื่องของพระภิกษุสงฆ์ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรอบคอบความละเอียดอ่อน เนื่องจากกระทบต่อความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน จึงไม่ปรากฏเป็นข่าวเหมือนกับข่าวของประชาชนทั่วๆไป” นายสิปป์บวร กล่าว

นายสิปป์บวร กล่าวอีกว่า มาตรการและกลไกต่างๆในการปกป้องพระพุทธศาสนามีประสิทธิภาพ ประชาชนเชื่อมั่นได้ ขออย่าได้กังวล หากพบเห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาของพระภิกษุ บุคคล กลุ่มบุคคล ขอให้แจ้งมายังสำนักงานพระพุทธศาสนา สายด่วน 1374 อย่าดำเนินการเองโดยพลการ เพราะอาจเข้าข่ายการกระทำความผิดกฎหมายบ้านเมืองได้ ระเบียบ กฎหมายกำหนดชัดเจน มิใช่หน้าที่ของประชาชนในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวพุทธศาสนิกชน ควรให้ความเคารพต่อพระภิกษุสงฆ์

‘อนุชา’เปิดผลสอบ’หมอปลา-พวก’ สั่ง พศ.เดินหน้าเอาผิดตามกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/656600

'อนุชา'เปิดผลสอบ'หมอปลา-พวก' สั่ง พศ.เดินหน้าเอาผิดตามกฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 13.20 น.

กรรมไวกว่าแสง!!! “อนุชา”เปิดผลสอบ”หมอปลา”พร้อมคณะมีความผิดเพียบ สั่งการ พศ. เดินหน้าเอาผิดตามกฎหมาย

วันที่ 28 พ.ค. นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีนายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือ “หมอปลา” กับพวกนําคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่วัดต่าง ๆ อ้างว่าเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของพระภิกษุ โดยนำคณะเข้าบุกรุกวัด ที่พักสงฆ์ และกุฏิที่อยู่อาศัยหลายพื้นที่ ว่า จากการหารือของคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม พบว่าการกระทำดังกล่าวละเมิดข้อกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และมติที่เกี่ยวข้องหลายข้อ ดังนี้  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 และข้อบังคับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ พ.ศ.2553

ในส่วนของการดำเนินการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การลงโทษพระภิกษุสงฆ์กรณีที่ละเมิดพระธรรมวินัย เป็นไปตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 หลักเกณฑ์การลงนิคหกรรมนั้นต้องเป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 ออกตามความมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งตามกฎมหาเถรสมาคม ผู้มีอำนาจ คือ ผู้พิจารณากับคณะผู้พิจารณาชั้นต้น คณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์และคณะผู้พิจารณาชั้นฎีกา ซึ่งเป็นตำแหน่งพระสังฆาธิการทั้งหมด ผู้ที่ไม่ใช่บุคคลดังกล่าวไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบพระภิกษุได้ การกระทำของหมอปลาและพวกจึงไม่เหมาะสม และส่งผลให้พระภิกษุไม่ได้รับความเป็นธรรม

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กำชับและสั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบและติดตามอย่างใกล้ชิด โดยย้ำให้ประสานความร่วมมือกับพระสังฆาธิการในพื้นที่ปกครอง สอดส่อง ดูแลผู้ที่มีความประพฤติไม่เหมาะสมดังเช่นกรณีดังกล่าว เพื่อป้องกันกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีที่คิดร้ายต่อพระพุทธศาสนา ในส่วนของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของคณะสงฆ์ เป็นอำนาจตามกฎมหาเถรสมาคมที่จะพิจารณาความผิดและบทลงโทษ การที่ฆราวาสจะเข้าไปก้าวก่ายและเอาผิดเรื่องของสงฆ์ไม่สามารถทำได้ ซึ่งสิ่งนี้ถือปฏิบัติมากว่า 2,500 ปีแล้ว การกระทำของหมอปลาและพวกจึงถือเป็นการทำให้พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาหลักของชาติเสื่อมเสีย และไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง หากพุทธศาสนิกชนท่านใดพบเห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว ขอให้รีบแจ้งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป

นายกฯชื่นชม’โนราไทย’โชว์ไกลถึง’เวนิส’ ผลักดันซอฟเพาเวอร์ไทยสู่สายตาชาวโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/656582

นายกฯชื่นชม'โนราไทย'โชว์ไกลถึง'เวนิส' ผลักดันซอฟเพาเวอร์ไทยสู่สายตาชาวโลก

วันเสาร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 10.31 น.

“นายกฯ” ยินดี ชื่นชม โนราไทย โชว์ไกล ถึง “เวนิส” ขอบคุณทุกฝ่ายผลักดัน ซอฟเพาเวอร์ไทย สู่สายตาชาวโลก

28 พฤษภาคม 2565  น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แสดงความยินดีและชื่นชมการเเสดงโนราของ ผศ.ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2564 ผู้มุ่งมั่นสืบสาน “มโนราห์” ในโครงการโนราไทยไปเวนิส นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยและกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ปี 2022 “มรดก โนรา : Spirit of NORA” ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 พ.ค. – 3 ก.ค. 2565 ณ Palazzo Pisani Santa Marina นครเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี ในรูปแบบเทศกาลศิลปะร่วมสมัยเบียนนาเล่ (Biennale) ผ่านนิทรรศการ Spirit of NORA: Intangible Culture Heritage Of Thailand 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า การแสดงดังกล่าวเกิดขึ้นจากการผลักดันของสงขลาพาวิเลียน ร่วมด้วยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมไทยในสาธารณรัฐอิตาลี ฝ่ายศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรและมูลนิธิสงขลาเมืองเก่า นอกจากการแสดงรำโนราบนเรือกอนโดลา ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่สำคัญของนครเวนิสแล้ว ยังมีนิทรรศการมรดกโนรา จัดแสดงศิลปะหลากหลายรูปแบบเพื่อนำเสนอเกี่ยวกับโนรา  โดยได้รับความสนใจจากชาวนครเวนิส นักท่องเที่ยว รวมถึงคนไทยในนครเวนิส เป็นอย่างมาก 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยกันผลักดันศิลปวัฒนธรรมไทย ให้ได้เผยแพร่สู่สายตาชาวโลก อันเป็นการส่งเสริมซอฟเพาเวอร์ไทย ให้ชาวต่างชาติได้เห็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่ทรงคุณค่าและมีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยย้ำว่ารัฐบาลมุ่งต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมส่งเสริมเครือข่ายผู้สร้างงานศิลปะให้เข้มแข็ง  เพื่อพัฒนางานด้านศิลปวัฒนธรรมของไทยสู่สากล สร้างการยอมรับ ต่อยอดสู่การท่องเที่ยว นำพาสังคมไปสู่ความมั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยทุนทางวัฒนธรรมของคนไทย

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับโนราได้รับการยกให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ จากองค์การยูเนสโก มีคุณค่าและความสำคัญ ในฐานะศิลปะการแสดงที่สืบทอดทางการบูชาบรรพบุรุษและการบูชาทางศาสนาของคนในพื้นที่ภาคใต้ โดยนำเสนอนิทานชาดก วรรณกรรมท้องถิ่น ปัจจุบันมีการสืบทอดโนราทั้งการแสดง งานฝีมือ ดนตรี และพิธีกรรมจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนโนราโดยองค์การยูเนสโก ถือเป็นการช่วยส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ที่จะเป็นผลดีทั้งทางด้านการสืบสาน พัฒนา และมูลค่าทางเศรษฐกิจ

บอร์ดคุรุสภาไฟเขียวรื้อใหม่ระบบขอ‘ตั๋วครู’แบ่ง3ระดับ มุ่งยืดหยุ่น-เทียบนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/656206

บอร์ดคุรุสภาไฟเขียวรื้อใหม่ระบบขอ‘ตั๋วครู’แบ่ง3ระดับ มุ่งยืดหยุ่น-เทียบนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 16.08 น.

บอร์ดคุรุสภาไฟเขียวรื้อใหม่ระบบขอ‘ตั๋วครู’แบ่ง3ระดับ มุ่งยืดหยุ่น-เทียบนานาชาติ

26 พฤษภาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบการปรับปรุงระบบการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูใหม่ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่าเมื่อผู้เรียนที่จบจากคณะครุศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาวิชาชีพครูมาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมาขอสอบ เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอีก จนทำให้เกิดขั้นตอนการขอที่ยุ่งยาก เมื่อจบหลักสูตรครูแล้วก็ต้องมาสอบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูอีก และเมื่อสอบบรรจุข้าราชการแล้วก็ต้องมาสอบขอใบดังกล่าวด้วยเช่นกัน อีกทั้งผู้เรียนจากคณะครุศาสตร์ก็ถือว่าได้เรียนหลักสูตรวิชาชีพครูครอบคลุมทุกด้านอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อนักศึกษาที่จบจากคณะครุศาสตร์จากนี้ไปจะได้รับใบรับรองการปฏิบัติการสอน (Provisional Teaching Certificate) อัตโนมัติทันทีเมื่อจบการศึกษาตามหลักสูตรดังกล่าว จากนั้นเมื่อสอบบรรจุข้าราชการครูคุรุสภาจะดำเนินการเชื่อมโยงระบบกับสำนักงาน ก.ค.ศ. เพื่อนำไปสู่การขอและเลื่อนวิทยฐานะได้ ดังนั้นเมื่อผ่านการสอบครูผู้ช่วยแล้วจะต้องผ่านเบสิคไลเซนส์ ได้แล้วก็จะไล่ลำดับต่อไป

สำหรับแนวทางการปรับปรุงระบบการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูใหม่นั้น ได้กำหนดให้มีใบรับรองการปฏิบัติการสอน (Provisional Teaching Certificate) ซึ่งจำแนกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น (Basic Professional Teaching License: B-license) ได้ตอนสอบบรรจุข้าราชการ ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย 2.ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นกลาง (Intermediate Professional Teaching License :I-license) ได้เมื่อได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากครูผู้ช่วยเป็นข้าราชการครู และ 3.ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง (Advanced Professional Teaching License : A-license) จะได้ต่อเมื่อเสนอเรื่องขอและเลื่อนวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

โดยมีระบบการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น (Basic Professional Teaching License: B-icense) กำหนดให้มีการทดสอบความรู้และประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ประกอบด้วย วิชาครู (PCK และทักษะวิชาชีพครู) 6 วิชาที่สอน (Content พื้นฐาน) แบ่งเป็น 5 ประเภท ดังนี้ ปฐมวัย การศึกษาพิเศษวิชาบูรณาการวิชาเฉพาะ (ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน) อาชีวศึกษา ตามหลักสูตรการอาชีวศึกษา แยกตามสาขา/แขนง

ทั้งนี้ ความรู้ในวิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร วิซาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และวิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นสาระความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพครู จะถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งในหลักเกณฑ์บังคับของการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา เพื่อการประกอบวิชาชีพครู และการรับรองความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพครู อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงเรื่องดังกล่าวคุรุสภาได้มีการประชาพิจารณ์ในกลุ่มผู้ผลิตครูเห็นด้วยในหลักการนี้ร้อยละ 90 และกลุ่มผู้ใช้ครูเห็นด้วยร้อยละ 95 และยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนในการดำเนินการ

“การปรับครั้งนี้ถือเป็นการรื้อระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพใหม่ โดยมี 3 หลักการ คือ 1.ยืดหยุ่น ให้คนที่จบสายครูทุกคนมีโอกาสสอบบรรจุเข้ารับราชการครูได้ 2.ต้องการปรับระบบให้เทียบเคียงกับนานาชาติ และ 3.เชื่อมโยงระบบการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ของคุรุสภา กับระบบวิทยฐานะ ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ให้เป็นระบบเดียวกัน และเป็นการพัฒนาระบบวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่องและราบรื่นที่สุด ทั้งนี้ จะมีการนำร่างดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ก่อนกลับเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภาพิจารณาอีกครั้ง” น.ส.ตรีนุช กล่าว

‘ครูบนดอย’เฮ!ไฟเขียวลดเวลาขอวิทยาฐานะในพื้นที่พิเศษ มีผล ต.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/656154

‘ครูบนดอย’เฮ!ไฟเขียวลดเวลาขอวิทยาฐานะในพื้นที่พิเศษ มีผล ต.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.02 น.

ครูพื้นที่ยากลำบากเฮ!‘บอร์ด ก.ค.ศ.’ไฟเขียวลดระยะเวลาผู้ขอมีวิทยฐานะทุกสายงานในพื้นที่พิเศษ จาก 4 ปี เหลือ 3 ปี พร้อมประกาศใช้หลักเกณฑ์ ต.ค.2565

26 พฤษภาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบ ในหลักการการกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ เพื่อนำมาใช้ในการลดระยะเวลาตามเงื่อนไขคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวิทยฐานะของผู้ขอมีวิทยฐานะ หรือเลื่อนวิทยฐานะ (ว 4/2564)

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ควรจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเพื่อให้ครอบคลุมกับบริบทของสถานศึกษา สังกัด ศธ. จึงมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าว โดยให้นำประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการกำหนดสำนักงานในพื้นที่พิเศษ มาประกอบการพิจารณาการกำหนดหลักเกณฑ์ด้วย เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด ศธ.ที่อยู่ในพื้นที่พิเศษ โดยจะประกาศใช้หลักเกณฑ์ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 นี้ เป็นต้นไป

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ตามที่ ก.ค.ศ. ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ทุกสายงาน (ว 3/2564) โดยในคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวิทยฐานะ ได้กำหนดการลดระยะเวลาดำรงตำแหน่ง จาก 4 ปี เหลือ 3 ปี ตามเงื่อนไขที่ ก.ค.ศ. กำหนด พร้อมทั้งได้กำหนดการลดระยะเวลาตามเงื่อนไขคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวิทยฐานะของผู้ขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ สายงานการสอน สายงานบริหารสถานศึกษา และสายงานนิเทศการศึกษา (ว 4/2564)

โดยในสายงานการสอน และสายงานบริหาสถานศึกษา กำหนดผู้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขข้อ 1.2 ว่า “เป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ที่มีความยากลำบาก โดยเป็นพื้นที่ที่เป็นเกาะ หรือบนภูเขาสูง หรือหุบเขา หรือเชิงเขา ที่ไม่สามารถเดินทางด้วยพาหนะใด ๆได้สะดวกตลอดปี หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ หรือเหตุอื่น ตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่พิเศษ ไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ ทั้งนี้ หากได้รับการแต่งตั้งให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะตามเงื่อนไขข้อนี้ไปแล้ว และได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่พิเศษต่อเนื่องไปอีก ไม่น้อยกว่า 3 ปี ก็สามารถใช้เงื่อนไขข้อนี้ขอลดระยะเวลาในการขอเลื่อนวิทยฐานะในวิทยฐานะถัดไปได้”

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบ แนวทางการบังคับใช้ประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ครอบคลุมถึงคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนคณะกรรมการที่กฎหมายกำหนด โดยสรุปสาระสำคัญของแนวปฏิบัติดังกล่าว ดังนี้

1. ให้ใช้บังคับครอบคลุมถึงคณะกรรมการ ซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐ ในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย

2. กรรมการต้องยึดถือปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐของหน่วยงานที่ตนเองสังกัดด้วย ในกรณีกรรมการที่กำหนดในลักษณะที่เป็นชื่อตำแหน่งผู้แทนของตำแหน่ง ผู้แทนของหน่วยงานของรัฐ และผู้แทน ของคณะกรรมการ ให้ยึดถือและปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมสาหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐของหน่วยงานที่ตนเองสังกัดเป็นพื้นฐาน รวมทั้งต้องปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทนั้น ๆ ที่คณะกรรมการต้องถือปฏิบัติเพิ่มเติมด้วย

3. มาตรการในกรณีที่กรรมการมีพฤติกรรมที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม หรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม กรณีที่มีบทลงโทษ (Sanction) ผู้พิจารณาดำเนินการตามกระบวนการรักษาจริยธรรมให้คณะกรรมการ ที่มอบหมายผู้แทนเป็นผู้พิจารณาตามกระบวนการรักษาจริยธรรม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

4. ให้นำประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐไปใช้บังคับกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่หน่วยงานของรัฐว่าจ้างมาเพื่อปฏิบัติงาน ทั้งในกรณีของการจ้างบุคคลเพื่อเป็นที่ปรึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ปฏิบัติงานในสาขาวิชาที่มีลักษณะเฉพาะ รวมถึงการจ้างบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจของหน่วยงาน หรือเป็นการจ้างเพื่อปฏิบัติงานสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน หรือการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาล หรือการบริหารงานขององค์กร รวมถึงมีผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ การเชิญบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่อเป็นที่ปรึกษาของหน่วยงานในภารกิจสำคัญดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ โดยให้นำการประพฤติปฏิบัติตนตามประมวลจริยธรรมหรือข้อกำหนดจริยธรรมของหน่วยงานของรัฐ ไปกำหนดไว้ในข้อตกลงการจ้างหรือสัญญาจ้างด้วย

5. ให้มีการปฐมนิเทศ หรือจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมเกี่ยวกับประมวลจริยธรรม เพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนสร้างการตระหนักรู้ให้แก่คณะกรรมการ เพื่อเป็นการส่งเสริมและป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม หรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม

คุรุสภามอบรางวัลครูถิรคุณให้‘ครูต่าย’ เป็นคนแรก เพื่อยกย่องเป็นแบบอย่างที่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/656101

คุรุสภามอบรางวัลครูถิรคุณให้‘ครูต่าย’ เป็นคนแรก เพื่อยกย่องเป็นแบบอย่างที่ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 12.56 น.

“ตรีนุช” มอบ“รางวัลครูถิรคุณ” ให้ “ครูต่าย” เป็นคนแรก เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกชาย-น้องชายเป็นครู

วันที่ 26 พฤษภาคม 2565 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดพิธีประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพเพื่อมอบ “รางวัลครูถิรคุณ” ให้แก่นางสาวกาญจณี ใจชื้น หรือ ครูต่าย ซึ่งเป็นครูอัตราจ้างของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดตาก สาขาแม่สอด ที่ได้เข้าช่วยเหลือนักเรียนที่กำลังวิ่งข้ามถนน จนเป็นเหตุให้ถูกรถจักรยานยนต์พุ่งชนจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2565 โดยมี นายสำเริง ใจชื้น คุณพ่อ, นายสุจริต ใจชื้น น้องชาย และเด็กชายวิสุทธิ์ ใจชื้น ลูกครูต่าย เป็นตัวแทนรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ จาก นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โดย นางสาวตรีนุช ได้เชิญชวนผู้ร่วมพิธีฯลุกขึ้นยืน เพื่อร่วมตั้งจิตอธิษฐาน อุทิศส่วนกุศลส่งดวงวิญญาณของครูต่าย ให้ไปสู่สุคติในสัมปรายภพ ด้วยการยืนไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาที โดยมีนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการคุรุสภา ร่วมพิธี

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นว่าครอบครัวของครูต่าย มีความรู้สึกภาคภูมิใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของครูต่าย ทั้งในฐานะที่เป็นบุตรของคุณพ่อ คุณแม่ ในฐานะคุณแม่ของลูก และในฐานะคุณครู ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ครูต่ายรักและได้ทำบทบาทหน้าที่ของตนเองได้อย่างดีที่สุด เป็นที่น่าชื่นชม กล่าวได้ว่าครูต่ายเป็นครูที่มี จิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้จริง มีความรักและห่วงใยผู้เรียนเสมือนลูกของตนเอง เมื่อเห็นผู้เรียนที่เป็นลูกศิษย์อยู่ในความเสี่ยงก็ได้เข้าให้การช่วยเหลือและปกป้องโดยไม่คิดถึงชีวิตตนเอง นับว่าเป็นการเสียสละ สะท้อนถึงจิตวิญญาณครูที่เต็มเปี่ยมและยิ่งใหญ่มาก เป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้เรียน บุคคลในวิชาชีพครู และผู้คนในสังคมได้อย่างดียิ่ง

“รางวัลครูถิรคุณ ที่คุรุสภา ในฐานะสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลที่ปฏิบัติตน และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ มีอุดมการณ์ และมีจิตวิญญาณความเป็นครู ดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพแบบองค์รวม  ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีวิถีชีวิตที่เป็นสุข จนเป็นที่ประจักษ์ชัด และเป็นที่ยอมรับของสังคม นั้น จึงมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่ได้มอบให้กับครูกาญจณี หรือครูต่าย เป็นคุณครูท่านแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่าและมีความหมายนี้  และ ศธ.ให้ความสำคัญถึงแม้จะเป็นครูอัตราจ้าง ก็ให้เกียรติและยกย่องชมเชย และทราบว่าลูกชายครูต่าย อยากเป็นครูเหมือนคุณแม่ ซึ่งทาง ศธ.ก็เปิดช่องไว้ให้หากอนาคตอยากเข้ารับราชการครู” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน รศ.ประวิต เอราวรรณ์  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รักษาการเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า “รางวัลครูถิรคุณ” มีความหมายว่า “ครูผู้ยึดมั่นในคุณธรรมอย่างมั่นคง”  ซึ่งเมื่อวันที่ 24 พ.ค.2565 ที่ผ่านมา นางสาวตรีนุช ได้ลงนามในประกาศคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ เพื่อรับรางวัลครูถิรคุณ โดยมีหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกดังนี้ คณะกรรมการคุรุสภาจะพิจารณาคัดเลือกฯ จาก

1.เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ มีอุดมการณ์ มีจิตวิญญาณ รักและศรัทธาในวิชาชีพ จนเป็นที่ประจักษ์

2. เป็นผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน

3. เป็นผู้ที่ประพฤติและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจแก่เพื่อนครู และผู้เรียน

4. เป็นผู้ได้รับความเชื่อถือศรัทธา ยกย่อง ยอมรับของผู้เรียน เพื่อนครูและสังคม ว่าเป็นต้นแบบของผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครู เป็นแบบอย่างที่ดี และสร้างค่านิยมให้สังคมยอมรับ

5. เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ หรือประกอบวิชาชีพในพื้นที่ที่มีชุมชนและสังคมที่มีความแตกต่างทั้งทางภาษาและวัฒนธรรม หรือในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือทุรกันดาร รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาภัยสังคมหรือความมั่นคงของชาติ หรือมีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติงานอย่างสูงด้วยความเสียสละ และอุตสาหะ เป็นเวลานาน และปรากฏผลงานเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยความสม่ำเสมอต่อเนื่อง 

6. เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือประกอบวิชาชีพจนได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายหรือสูญเสียอวัยวะ หรือถึงแก่ชีวิต โดยเหตุเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่หรือในการประกอบวิชาชีพ หรือเพราะเหตุกระทำการ ตามหน้าที่เป็นกรณีพิเศษจนเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติงานในหน้าที่ประจำ หรือเพราะเหตุปฏิบัติตามหน้าที่ หรือได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ เว้นแต่การประสบเหตุนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือจากความผิดของตน หรือจากเหตุที่ตนมีส่วนร่วมในการกระทำนั้นด้วย ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัลครูถิรคุณ จะได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติและรับโล่ประกาศเกียรติคุณจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สำนนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้ดูแลสวัสดิการครอบครัวของ นางสาวกาญจณี ใจชื้น หรือ ครูต่าย โดยการระดมทรัพยากรณ์ไปช่วยเหลือเป็นเงินจำนวน 4 แสนบาทแล้ว และดูแลเด็กชายวิสุทธิ์ ใจชื้น ลูกชายครูต่าย ทางด้านการศึกษา และดูแลทายาทของครูต่ายให้มีโอกาสประกอบวิชาชีพครูได้

เยี่ยมนักเรียนยากจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655906

เยี่ยมนักเรียนยากจน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 พร้อมด้วยทีม ฉก.ชน.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ด.ญ.ธิตินันท์ทองมั่น นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนบ้านแก่งสฤษดิ์เสนาอุปถัมภ์ ซึ่งมีฐานะยากจนบ้านพักอาศัยไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัยเบื้องต้นได้มอบเครื่องอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นช่วยเหลือ พร้อมประสานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อหารือแนวทางในการสร้างบ้านพักให้กับนักเรียน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปวันที่ 19 พฤษภาคม 2565