‘กุลวลี’ร่วมพิธีฉลองสมโภชโบราณสถานวัดอรัญญิกาวาสแหล่งท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655338

‘กุลวลี’ร่วมพิธีฉลองสมโภชโบราณสถานวัดอรัญญิกาวาสแหล่งท่องเที่ยว

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 13.03 น.

“ส.ส.กุลวลี”จับมือผู้ว่าราชบุรีและกรมศิลปากรร่วมพิธีฉลองสมโภชโบราณสถานวัดอรัญญิกาวาส หวังพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ภายหลัง ครม.อนุมัติงบบูรณะซ่อมแซม

น.ส.กุลวลี นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายรณภพ เหลืองไพโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี, นางสาววิลาสินี สุพานิชวรภาชน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์หัก, นางศาริสา จินดาวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี,

นายนภสร โศรกศรี วัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี, นายวิวัฒน์ วันกุมภา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดราชบุรี และพี่น้องประชาชน ร่วมพิธีฉลองสมโภชโบราณสถานของวัดอรัญญิกาวาส  โดยมีพระพรหมมงคลวัชราจารย์ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14 15 ( ฝ่ายธรรมยุต ) เจ้าอาวาสวัดศรีสุริยวงศาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์  โดยจัดให้มีพิธีพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา และพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแต่อดีตเจ้าอาวาสและบูรพาจารย์ ณ อุโบสถ วัดอรัญญกาวาส ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี

นางสาวกุลวลี  กล่าวว่า วัดอรัญญกาวาส เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองราชบุรีไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ในที่ราบของของท้องทุ่งเขางู ซึ่งเป็นสมรภูมิรบ ระหว่างทัพพม่าและกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง ในตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี มีเนื้อที่ 73 ไร่ 2 งาน 48 วา  วัดอรัญญิกาวาส เดิมมีชื่อ วัดเจริญธรรมวิหาร สร้างมาตั้งแต่สมัยขอม ช่วงประมาณศตวรรษที่ 10 ถึง 16  มีพระปรางค์เป็นปรางค์ใหญ่และปรางค์เล็ก 4 มุม ปรางค์ใหญ่อยู่กลางสูงประมาณ 1 เส้น เศษ ( 40 เมตร) หลังพระปรางค์มีพระนอนทำด้วยหินแดงก้อนใหญ่ ๆ เรียงก่อเป็นรูปพุทธบรรทมตะแคงขวา ยาวประมาณ 12 ศอกเศษ ( 6 เมตร) ส่วนพระพุทธไสยาสน์สร้างเมื่อ พ.ศ.2030 – 2035 มีความยาว 15 วา ที่ผ่านมามีการบูรณะซ่อมแชม โดยการสร้างครอบองค์จริง มีความยาว 30 วา รอบองค์พระปรางค์ ยังล้อมรอบไปด้วยระเบียงคด ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินทราย พุทธศิลปะอยุธยา ประดิษฐานอยู่โดยรอบ เป็นพระพุทธรูปหินแดงสมัยลพบุรี ประดิษฐานอยู่จำนวน 41 องค์ วัดยังมีเจดีย์ทรงระฆังกลมอีกสององค์ อยู่ทางด้านหน้าของวัด เป็นเจดีย์ศิลปะแบบลังกาในปี พ.ศ. 2438 พระยาธรรมจรัญญานุกูลมนตรี (จำเริญ บุรณศิริ) ได้มาบูรณวัดเก่าแก่แห่งนี้และได้สร้างอุโบสถหลังนี้ขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนนามวัดใหม่เป็น วัดอรัญญิกาวาส นับเป็นเวลา ถึง 127 ปีที่วัดแห่งนี้ ขาดการดูแลบูรณปฎิสังขร จนกระทั้งเมื่อวันที่ 11 – 12 พ.ย.  62 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี ได้มีการประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดกาญจนบุรี-ราชบุรี โดยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ และเพื่อที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ทั้งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ให้แก่นักเรียน นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป

 นางสาวกุลวลี กล่าวด้วยว่า ได้นำเรื่องการบูรณะโบราณสถานวัดอรัญญกาวาส เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในงบประมาณประจำปี พ.ศ.2563 เป็นเงิน 19,400,000 บาท ดำเนินการโดยสำนักศิลปากรที่  1 ราชบุรี กรมศิลปากรใช้เวลาในการบูรณะโบราณสถานเกือบ  2 ปี ซึ่ง ณ ขณะนี้ได้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ พระปรางค์ -วิหารคด และลานพระพุทธไสยาสน์ เสร็จเป็นที่เรียบร้อยจึงทำพิธีฉลองสมโภชอย่างเป็นทางการ

‘#TikTokUni’ยกระดับการเรียนรู้ สู่การพัฒนาตนเองของคนGenใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655165

‘#TikTokUni’ยกระดับการเรียนรู้ สู่การพัฒนาตนเองของคนGenใหม่

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ระบบการเรียนการสอนทั่วโลกได้รับผลกระทบ สถานการณ์ล็อกดาวน์ประเทศ ส่งผลให้เกิดการปิดโรงเรียนชั่วคราว จากสถิติของไทยพบว่ามีจำนวนนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในปี 2564 มากถึง 238,707 คน นอกจากนี้การเรียนรูปแบบออนไลน์ในช่วงล็อกดาวน์ยังทำให้เด็กและเยาวชนต้องเผชิญปัญหาความรู้ถดถอย (Learning Loss) แต่อย่างไรก็ตามโลกออนไลน์ก็ได้เปิดโอกาสใหม่ให้แก่เด็กๆ รวมถึงผู้คนที่ใฝ่หาความรู้ทั่วโลก และสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการพัฒนาเพิ่มพูนองค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็ว

“เพราะการเรียนในรูปแบบออนไลน์สามารถเรียนที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ สะดวก รวดเร็วและเชื่อมโยงองค์ความรู้จากทั่วโลกมาสู่ดีไวซ์ที่มี จึงสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ โดยสถิติการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์จาก Globish Kids พบว่าจำนวนนักเรียนในเดือนมีนาคม 2563 เพียงเดือนเดียวเพิ่มขึ้น 140% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาส และการปรับตัวของผู้คนที่มีต่อระบบการเรียนการสอนในปัจจุบัน”

ด้วยเหตุนี้แพลตฟอร์มอย่าง “TikTok” จึงเล็งเห็นถึงโอกาสจึงสร้างพื้นที่เพื่อเป็นสื่อกลางที่เอื้อต่อการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างไร้ขีดจำกัดให้เกิดขึ้น ในอีกมุมหนึ่ง TikTok ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นแหล่งรวมคอนเทนต์ด้านการเรียนรู้ที่ครบทุกมิติด้านการศึกษา และทุกสายอาชีพ ทำให้เกิด “Edutainment” หรือการเรียนรู้คู่ความบันเทิง ด้วยความโดดเด่นและเป็นที่นิยมของวีดีโอสั้น รวมทั้งฟีเจอร์ที่ช่วยทำให้ผู้คนเปลี่ยนความคิดได้ว่าบทเรียนมีความน่ารู้และสนุกได้กว่าที่คิด

ซึ่งในขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆก็หันมาทำคอนเทนต์เพื่อนำเสนอทักษะ ความถนัด ของตัวเองแบ่งปันองค์ความรู้ผ่าน TikTok มากขึ้น เช่น สอนภาษา สอนอาหาร สอนเต้น สอนเขียนโค้ด ไปจนถึงการสอนภาษามือที่กำลังเป็นที่รู้จักมากขึ้นในโลกออนไลน์ นอกจากนี้องค์ความรู้บน TikTok ไม่ได้ถูกจำกัดไว้เฉพาะผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ไม่ว่าใครก็สามารถแบ่งปันความรู้ ทักษะ และความถนัดของตัวเองได้ในขณะเดียวกันทุกคนก็สามารถเรียนรู้ และส่งต่อความรู้ใหม่ๆ ให้กันได้ในคอมมูนิตี้แห่งนี้เช่นกัน

โดย TikTok ได้มีการพัฒนาและสนับสนุน ผลักดันคอนเทนต์ทางการศึกษาให้มีความสนุกและมีสีสันมากยิ่งขึ้นภายใต้  “#TikTokUni” และ “#สอนให้รู้ว่า” โดยมุ่งเน้นนำเสนอมิติใหม่ของการเรียนรู้ที่กว้างขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้นำเสนอคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนและเรียนรู้คอนเทนต์ที่ตนเองสนใจ ซึ่ง #TikTokUni กลายเป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาการใหม่ของการศึกษาไทย สร้างสังคมอุดมความรู้อย่างเปิดกว้างสมกับที่ TikTok เป็น Trusted Entertainment Platform Power by Our Community

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา #TikTokUni เปิดโลกการเรียนรู้ให้ผู้คนอย่างมากมาย มียอดวิวรวมทะลุมากกว่า 1 แสนล้านวิว (ข้อมูลเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2565) ร่วมด้วยแฮชแท็กน่ารู้อย่าง #TikTokแนะแนว ที่ยอดวิวมากกว่า 6.8 พันล้าน #เก่งภาษากับTikTok ยอดวิวมากกว่า 3.8 พันล้าน #วิทย์ที่คุณไม่รู้ ยอดวิวกว่า 3.3 พันล้าน ที่แสดงถึงเทรนด์คอนเทนต์การศึกษากำลังมาแรงของคนเจนใหม่

ซึ่งไม่เพียงแค่แฮชแท็กน่ารู้เท่านั้น แต่ยังมีครีเอเตอร์อีกจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จจาก #TikTokUni อาทิ @turk_tk, @nuna88999, @eve_tsu, @dr.nuiz,@sirawit_it, @guywarpkeng ซึ่ง TikTok เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้คอนเทนต์ที่บางครั้งเป็นเรื่องยากให้สามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่เครียดและสนุก ทำให้คนที่อาจจะรู้สึกว่าคอนเทนต์การศึกษาเป็นเรื่องน่าเบื่อหันมาสนใจมากขึ้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นโอกาสหรือช่องทางใหม่ๆ สำหรับครู ที่สามารถนำแนวทางไปพัฒนาหรือไปสอนในห้องเรียนได้

“จะเห็นว่า ในปัจจุบันนี้ว่ามีครูไทยจำนวนมากที่สร้างคอนเทนต์อย่างสนุกสนานในห้องเรียนบน TikTok สิ่งเหล่านี้เองจะทำให้เกิดแรงบันดาลในการเรียนรู้และส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดและบูรณาการการเรียนการสอนอย่างไร้ขีดจำกัด นอกจากนี้ TikTok ยังมีบทบาทในการเป็นพื้นที่สื่อกลางในการมอบความรู้และทักษะที่ไม่มีในห้องเรียน เช่น เรื่องภาษี เรื่องข่าวสารต่างประเทศ วิธีการพูดอย่างไรให้น่าฟังหรือการพัฒนาบุคลิกภาพเป็นต้น”

เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปีของ #TikTokUni ที่ได้สร้างพื้นที่เปิดกว้างทางการเรียนรู้ ผ่าน 3 กิจกรรม #สอนให้รู้ว่า #TK แนะแนว และ #เรียนแบบครู ที่จะจัดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม แบบจัดเต็มทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ความรู้คู่ความสนุกกับครีเอเตอร์ของ #TikTokUni โดยหัวใจสำคัญของกิจกรรมคู่ความสนุกของการครบรอบ 2 ปี TikTokUni คือการจับมือกันระหว่าง TikTok มิวเซียมสยาม ท้องฟ้าจำลองและ TK Park

ที่ชวนให้ทุกคนร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์ใหม่ๆ ที่ทำให้การเรียนรู้สนุกและสร้างสรรค์ขึ้นกว่าเดิม พร้อมลุ้นรับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท เพียงแค่เล่นเอฟเฟกท์สุดพิเศษบน TikTok และทำวีดีโอแชร์ความรู้ในแบบฉบับ TikTokUni พร้อมติดแฮชแท็ก #สอนให้รู้ว่า เพื่อรับ TikTokUni Premium Gift Set กว่า 300 รางวัล และเตรียมรับรูปถ่ายสุดพิเศษไม่เหมือนใครจาก Photo Booth ที่ตั้งบริเวณ 3 แหล่งการเรียนรู้ ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ในวันและสถานที่ ดังนี้ 21-22 พ.ค. 2565 ที่ TK Park ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์, 21-22 และ 28 พ.ค. 2565 ที่ ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพ, 28-29 พ.ค. และ 4-5 มิ.ย. ที่มิวเซียมสยาม

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกิจกรรม #TK แนะแนว ที่ TikTokUni ได้ร่วมมือกับ TK Park สร้างกิจกรรมเปิดตำราวิชาแนะแนว เชิญชวนครีเอเตอร์ทั้งรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่มาร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์ในแง่มุมเฉพาะอาชีพ หรือเรื่องราววิชาเรียนของตัวเอง ที่ไม่เคยบอกใครมาก่อน เคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จ พร้อมเมนชั่น @tkpark และติด #TKแนะแนว #สอนให้รู้ว่า เพื่อลุ้นรับเงินรางวัลและลุ้นเป็น Career Ambassadors TK Park แนะแนวในเดือนก.ค. 2565

อีกหนึ่งกิจกรรมร่วมมือกับ Inskru ได้แก่#เรียนแบบครู ซึ่งจะเชิญชวนเหล่าครีเอเตอร์รุ่นใหม่มาระดมพลังไอเดียการสอนให้ความรู้คู่ความสนุกเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้อาชีพครู ด้วยคอนเทนต์การเรียนมิติใหม่ที่น่าสนใจ เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้กับครูไทย เพียงแค่ร่วมเสนอชื่อครีเอเตอร์ที่สร้างคอนเทนต์การเรียนรู้ที่น่าสนใจบนแพลตฟอร์ม เพื่อตามหา 1,000ไอเดีย พลิกโฉมการเรียนรู้ของเด็กไทยนับล้าน และมาแบ่งปันไอเดียของเราเพื่อส่งต่อโอกาสสู่ห้องเรียนอื่นๆ ได้บน TikTokในเดือนสิงหาคม

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ไปพร้อมกับ TikTok ได้แล้ว วันนี้เป็นต้นไป ทาง TikTokUni #สอนให้รู้ว่า

บพท.รุกใช้ทุนวัฒนธรรมกู้วิกฤต หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นโต200ล้านบ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655164

บพท.รุกใช้ทุนวัฒนธรรมกู้วิกฤต หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นโต200ล้านบ.

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“การเปลี่ยนผ่านของไทยจะต้องใช้เวลานานเพราะเป็นเรื่องประชากร การศึกษา แต่ประเทศไทยมีความร่ำรวยทางวัฒนธรรม ชุมชนมีความหวงแหน จึงเป็นบรรยากาศที่เหมาะสมที่ บพท.จะใช้ทุนวัฒนธรรมเหล่านี้มาช่วยแก้ปัญหาของประเทศ”

นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวถึงภารกิจของ บพท. ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และชุมชนระดับท้องถิ่น วิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจบนทุนวัฒนธรรม และพบว่าได้ผลดี เกิดผู้ประกอบการวัฒนธรรมขึ้นมาแล้ว 6,000 ราย ทำให้ชุมชนมีรายได้ถึง 200 ล้านบาท

โดยแนวทางของ บพท.จะเป็นไปในแบบการอนุรักษ์แล้วต่อยอด ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจะทำให้เติบโตได้อย่างมั่นคงมากกว่าการมุ่งเชิงการค้าเพียงด้านเดียว เช่น พื้นที่วัฒนธรรมที่ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ได้เห็นความหวงแหน ความมุ่งมั่นของชุมชน ซึ่งนี่คือสิ่งที่ บพท. อยากให้เกิดขึ้นทุกหนแห่ง ให้ทุนวัฒนธรรมเป็นมวลขนาดใหญ่ขับเคลื่อนประเทศ

ปัจจุบัน บพท. ดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ในหลายระดับ ทั้งการแก้ปัญหาความยากจนเบ็ดเสร็จแม่นยำ การสร้างชุมชนนวัตกรรม การสร้างธุรกิจชุมชน การส่งเสริมทุนวัฒนธรรมไปจนถึงการพัฒนาเมืองและงานวิจัยเพื่อบรรเทาปัญหาประชาชนในภาวะวิกฤต งานวิจัยต่างๆ ดังกล่าวดำเนินการอยู่ใน 62 จังหวัด ผ่านมหาวิทยาลัยกว่า 90 แห่ง มุ่งเน้นการสร้างความรู้และนวัตกรรมให้ประชาชน ตลอดจนพัฒนาระบบการทำงานในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และเกิดกลไก กระบวนการต่อยอดโดยภาคีรัฐและเอกชนในพื้นที่เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

“บพท. ส่งเสริมงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาทั้งในเชิง Issue (ประเด็น) และ Area (พื้นที่) เช่น การพัฒนาธุรกิจชุมชนเพื่อส่งเสริมธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง และการพัฒนาภาพรวมของพื้นที่ เช่น Smart City (เมืองอัจฉริยะ) หรืออย่างเมืองไผ่ที่ปราจีนบุรี เป็นการยกระดับศักยภาพของทั้งพื้นที่ ทำให้เรามั่นใจว่าแนวทางที่ยึดโยงความต้องการในพื้นที่ เป็นทางออกสำหรับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย

โปรแกรมพัฒนาเมืองของ บพท.เข้าไปมีบทบาทในการจัดตั้งบริษัทพัฒนาเมืองขึ้นมาแล้ว 19 แห่ง เกิดเป็นกระบวนการออกแบบเมืองโดยชุมชน เช่น wellness city ที่เชียงใหม่และภูเก็ต smart city ที่ตำบลแม่เหียะเชียงใหม่ learning city พะเยา และเมืองปลอดคาร์บอน นครราชสีมา เป็นต้น แกนหลักของงานวิจัยคือสร้างความเข้มแข็งจากพื้นที่เพื่อตอบโจทย์ของตัวเอง พอทำต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดความเข้มแข็งทั่วประเทศ เป็นหนทางที่ดีของไทย” นายกิตติ กล่าว

ผอ.บพท. กล่าวต่อไปว่า ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่บรรยายสรุปแก่คณะกรรมการ บพท. พบว่า จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจในเดือนมีนาคม ทำให้ปีนี้ (2565) คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ราวร้อยละ 3.2 เนื่องจากการเปิดประเทศทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสภาพการณ์ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวดีขึ้น ซึ่งทำให้คาดด้วยว่าเศรษฐกิจในปีหน้า(2566) จะขยายตัวได้ในระดับร้อยละ 4.4

อย่างไรก็ตาม ภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มต้นจากปีที่แล้วถูกซ้ำเติมจากความขัดแย้งในยูเครน ทำให้ราคาวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ย อาหารสัตว์ ตลอดจนราคาน้ำมัน ผลักดันให้เงินเฟ้อจะรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังพบกับปัญหาในเชิงโครงสร้างกล่าวคือในจำนวนแรงงาน 40 ล้านคน เป็นเกษตรกร 13 ล้านคน ซึ่งเป็นคนชราประมาณครึ่งหนึ่ง มีผลผลิตต่ำ รายได้ต่ำ ขณะที่สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างแรงงานนอกภาคเกษตรอีกจำนวนมาก

ดังนั้นแล้ว ประเทศไทยควรหันมาให้ความสนใจกับการขยายเศรษฐกิจบนจุดแข็งของไทยที่ตอบสนองกับ Mega Trend ได้แก่ การพัฒนาเมืองตามแนว Urbanization ของโลก การพัฒนาทุนมนุษย์ให้ตอบสนองความต้องการของพื้นที่ต่างๆ การพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมอาหารบนฐานสิ่งแวดล้อม และพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์

ทั้งนี้ กระบวนการพัฒนาประเทศควรเน้นการพัฒนาที่ยึดโยงปัญหาและเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ มีกลไกรวบรวมทรัพยากรจากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมกันในลักษณะ One Thailand จะช่วยให้การพัฒนาตรงตามความต้องการและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง!!!

‘วิศวะมหิดล’ออกแบบแผงกั้น ลดแรงเฉื่อยถังรถบรรทุกนํ้ามัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655163

‘วิศวะมหิดล’ออกแบบแผงกั้น  ลดแรงเฉื่อยถังรถบรรทุกนํ้ามัน

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เป็นธรรมดาของผู้ใช้รถใช้ถนนหลายราย ในเวลาที่ต้องร่วมทางกับ “รถบรรทุกน้ำมัน” ขนาดมหึมาด้วยแล้ว อาจเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัย เนื่องจากข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนต้องพยายามหลีกเลี่ยงไปขับในเส้นทางอื่น และยังมีบางรายที่ไม่ทราบว่าภายในถังรถบรรทุกน้ำมันขนาดประมาณ 80,000 ลิตร ที่เราเห็นกันโดยทั่วไปบนท้องถนนนั้น ประกอบด้วย “แผงกั้น” ซึ่งได้มีการออกแบบให้แต่ละแผ่นมีรูตรงกลางขนาดใหญ่ติดตั้งไว้เรียงรายภายในถัง เพื่อคอยทำหน้าที่ “ลดแรงเฉื่อย”ไม่ให้รถบรรทุกน้ำมันเกิดเหตุพลิกคว่ำ

รศ.ดร.ชาคริต สุวรรณจำรัส อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดลผู้ประพันธ์ตำรา MU PRESS E-Book “พลศาสตร์ของไหล” เจ้าของผลงานนวัตกรรมการออกแบบแผงกั้น (Baffle) เพื่อลดแรงเฉื่อยในถังรถบรรทุกน้ำมัน และอีกหลากหลายผลงานคุณภาพ ด้วยหลักการพลศาสตร์ของไหล ได้อธิบายถึงคำจำกัดความของ “ของไหล” ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำและอากาศ แต่ได้แก่สสารซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ตามแรงที่ถูกกระทำ โดยขึ้นอยู่กับ “ความดัน” และ “ความเร็ว” เป็นสำคัญ

“เมื่อรถเบรก แต่ของเหลวไม่ได้เบรกตามซึ่งมักเป็นเหตุให้รถบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ต้องสูญเสียการควบคุม จนอาจพลิกคว่ำเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต และทรัพย์สิน ตลอดจนส่งผลกระทบต่อบริเวณโดยรอบจากเหตุอัคคีภัยได้ ซึ่งการใช้แผงกั้นภายในถังรถบรรทุกน้ำมันจะช่วยจัดระเบียบการไหล เพื่อให้เวลาเกิดแรงเฉื่อย หรือแรงกระเพื่อมจากการเลี้ยวหรือหยุดรถ น้ำมันที่อยู่ภายในถังจะได้ไหลผ่านลอดรูของแผ่นกั้นที่อยู่เรียงรายภายในถัง ซึ่งจะทำให้แรงเฉื่อย หรือแรงกระเพื่อมของน้ำมันที่อยู่ภายในถังเกิดขึ้นได้น้อยลง” รศ.ดร.ชาคริต อธิบาย

อนึ่ง นอกจาก ตำรา E-Book “พลศาสตร์ของไหล” แล้ว ยังมีเรื่องน่ารู้อื่นๆ ที่ควรค่าแก่การดาวน์โหลดไว้เพื่อศึกษาหาความรู้และฝึกทักษะด้วยตัวเองได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นกันอีกมากมายได้ทางแอปพลิเคชั่น MU PRESS ทั้งในระบบ Android และ iOS และติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่เว็บไซต์ http://www.mahidol.ac.th

‘เด็ก-ผู้ปกครอง’อ่านโดยพลัน ‘รมว.ศธ.’กางระเบียบเคลียร์ ‘กล้อนผมนร.’ทำได้หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655139

‘เด็ก-ผู้ปกครอง’อ่านโดยพลัน ‘รมว.ศธ.’กางระเบียบเคลียร์ ‘กล้อนผมนร.’ทำได้หรือไม่

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 13.26 น.

‘เด็ก-ผู้ปกครอง’อ่านโดยพลัน ‘รมว.ศธ.’กางระเบียบเคลียร์ ‘กล้อนผมนร.’ทำได้หรือไม่

22 พ.ค.65 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการลงโทษโดยตัดผมนักเรียน ว่า ไม่มีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ฉบับใดที่ให้อำนาจครูลงโทษนักเรียนด้วยการตัดผม ซึ่งระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ในข้อ 7 ก็กำหนดให้สถานศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา หรือ คณะกรรมการบริหารโรงเรียน วางระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนที่มีความเฉพาะเจาะจงได้ เช่น โรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับนาฏศิลป์ ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนที่ต้องการไว้ทรงผมนักเรียนในรูปแบบเฉพาะ เป็นต้น ทั้งนี้ หลักการที่ต้องยึดถือในการวางระเบียบ คือ ความเหมาะสมในการพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีของนักเรียน และการมีส่วนร่วมของนักเรียน สถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนท้องถิ่น ดังนั้น ตราบใดที่การไว้ทรงผมของนักเรียนไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามระเบียบของสถานศึกษา หรือ ของกระทรวงฯ แล้วการลงโทษนักเรียนย่อมไม่สามารถทำได้

“เมื่อพิจารณาถึงวิธีการลงโทษที่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่า ด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 แล้ว ก็ยิ่งไม่พบว่ามีข้อไหนที่ให้คุณครูสามารถลงโทษนักเรียนด้วยการตัดผมแม้แต่ข้อเดียว” นางสาวตรีนุช กล่าว

นางสาวตรีนุช ระบุว่า ตามข้อ 5 ของระเบียบฯ มีโทษเพียง 4 สถานเท่านั้น คือ  ว่ากล่าวตักเตือน, ทำทัณฑ์บน, ตัดคะแนนความประพฤติ และทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อีกทั้งการลงโทษตามระเบียบฯดังกล่าวก็มีเจตนาเพียงเพื่อให้ครูใช้แก้นิสัยและความประพฤติไม่ดีของนักเรียน หรือ นักศึกษา ให้รู้สำนึกในความผิด และกลับมาประพฤติตนในทางที่ดีต่อไป ไม่ใช่การลงโทษด้วยวิธีรุนแรง หรือ แบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธ หรือด้วยความพยาบาท  ตามที่ข้อ 6 ของระเบียบฯ นี้ ได้บัญญัติห้ามไว้อยู่ ดังนั้นขอให้ทุกท่านเข้าใจตรงกันว่า การลงโทษนักเรียนด้วยการตัดผม รวมถึงการใช้ความรุนแรงอื่น เช่น การใช้ไม้เรียว การหยิก ตบ ตีร่างกาย หรือ การประจานให้อับอาย ฯลฯ นอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิทั้งทางร่างกายและจิตใจของนักเรียนแล้ว การลงโทษด้วยวิธีการเหล่านั้นไม่สามารถทำได้ เพราะขัดต่อระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการและผิดกฎหมายด้วย

 “แม้การสร้างระเบียบวินัยจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเรียน และเป็นหน้าที่ที่ครูจะต้องทำให้เกิดขึ้น แต่ดิฉันไม่คิดว่าการลงโทษนักเรียนด้วยการตัดผม หรือ การใช้ความรุนแรงอื่นที่กระทำต่อเนื้อตัวร่างกาย หรือ จิตใจของนักเรียน จะช่วยให้เด็ก ๆเกิดความตระหนักรู้ในบทบาทและหน้าที่ที่ตัวเอง  ยิ่งถ้าเราเข้าใจว่า ‘ระเบียบวินัย’ นั้น ไม่ได้หมายถึง การทำให้ทุกคนมีลักษณะเหมือนกัน แต่หมายถึง การทำให้ ‘แต่ละคน’  รู้จักวางตัว และเลือกใช้พฤติกรรมที่เหมาะสมกับบุคคลอื่นในสังคม การลงโทษนักเรียนด้วยความรุนแรง ยิ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการสร้างระเบียบวินัย ทั้งนี้ หากพ่อ แม่ ผู้ปกครอง หรือนักเรียน พบเห็นการลงโทษนักเรียนที่ไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งมาที่ระบบ MOE Safety Center  ผ่าน 4 ช่องทาง ดังนี้  Application MOE Safety Center ,  http://www.MOESafetyCenter.com , LINE @MOESafetyCenter  หรือที่ call center โทร. 0-2126-6565” นางสาวตรีนุช กล่าว

‘วช.-มธ.’​เปิดงาน​เสวนา ความหวังทุเรียน​ไทย​ ผ่านการวิจัยและนวัตกรรม​ สู่ทุเรียนโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654986

'วช.-มธ.'​เปิดงาน​เสวนา ความหวังทุเรียน​ไทย​ ผ่านการวิจัยและนวัตกรรม​ สู่ทุเรียนโลก

วันเสาร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.35 น.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2565สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา​ วิทยาศาสตร์​ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการเสวนาวิชาการ​ เรื่อง “ความหวังทุเรียนไทย ผ่านการวิจัยและนวัตกรรม”  โดย  ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  และนายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี  พร้อมด้วย ศ.ดร.ทพญ.ศิริวรรณ สืบนุการณ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ เป็นประธานเปิดงาน และเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัย 

รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ ผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย กล่าวรายงาน พร้อมด้วย​ ผศ.ดร.สุมิตร คุณเจตน์ ผอ.กองส่งเสริมการอารักขาพืชฯ กรมส่งเสริมการเกษตร​ นางปัทมา นามวงษ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรี​ นายกสมาคมทุเรียนไทย นายกสมาคมผู้ส่งออกทุเรียนไทย เครือข่ายเกษตรกร และสื่อมวลชน ให้เกียรติเข้าร่วมงานเสวนาฯ ณ โรงแรมมณีจันทร์รีสอร์ท ตำบลพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โดยการจัดเสวนาวิชาการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่ smart farmer (กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออก)” ซึ่งมี รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช.  เป็นหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  มีภารกิจหลักในการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมแก่นักวิจัย หน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม ในประเด็นสำคัญของประเทศ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ รวมทั้งสหสาขาวิชาการ โดยมุ่งเน้นผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และแก้ไขปัญหาได้จริงอย่างทันท่วงที ทั้งเชิงวิชาการ เชิงเศรษฐกิจ เชิงสังคมชุมชน และเชิงนโยบาย เพื่อใช้เป็นกลไกในการพัฒนาและแก้ปัญหาเร่งด่วนที่สำคัญของประเทศ การพัฒนาด้านการเกษตรโดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจหลักของ จังหวัดจันทบุรี และของประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเราประสบปัญหาภาวการณ์แข่งขันที่มีข้อกำหนดและเงื่อนไขทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการควบคุมสินค้าให้มีคุณภาพ ดังนั้น แนวทางที่จะพัฒนาภาคเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียน จึงต้องพัฒนาทั้งระบบด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งภาควิชาการ หน่วยงานภาครัฐ จังหวัด เกษตรกร ภาคเอกชน ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เน้นการผลิตที่สอดคล้องกับตลาดโดยยึดหลักตลาดนำการผลิต สร้างความมั่นคงของตลาดในประเทศและขยายตลาดต่างประเทศที่เป็นตลาดคุณภาพมากขึ้น

ซึ่งปัจจัยสำคัญคือการวิจัย พัฒนา ตลอดจนการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมการจัดการสมัยใหม่ ในการบริหารจัดการสวนทุเรียน การจัดการผลผลิต การเพิ่มคุณภาพการส่งออก เพื่อเป็นตัวหนุนเสริมให้การทำการเกษตรมีคุณภาพสูง รวมถึงการจัดการองค์ความรู้ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ที่อำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรสามารถเข้าถึงนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้ในการบริหารจัดการให้ได้ผลผลิต​ที่มีคุณภาพนับเป็นช่องทางในการผลักดันการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง การจัดประชุมเสวนาเชิงวิชาการในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเน้นย้ำความร่วมมือของทุกฝ่ายบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาคุณภาพของทุเรียนที่เป็นสินค้าเกษตรให้เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภค ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่มุ่งมั่นความร่วมมือของทุกฝ่าย ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ วช. ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนผ่านความร่วมมือจากทีมนักวิจัย ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหน่วยงานอื่น ๆ​ ที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญต่องานวิจัย และนวัตกรรม พร้อมร่วมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การพัฒนาเกษตรกร โดยผสานความรู้ร่วมผนึกกำลังเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจังหวัดจันทบุรี สู่การพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในพื้นที่ และเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ วช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน และเป็นต้นแบบการทำงานวิจัยแบบบูรณาการให้กับนักวิจัย  เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

นายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร​ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า จังหวัด​จันทบุรี​ มีลักษณะภูมิประเทศ ป่าไม้ ภูเขา และเนินเขาสูง มีแหล่งท่องเที่ยว​ที่สำคั​ญของประเทศ​ร่วมทั้งยังมีอัญมณี​ที่สำคั​ญที่เหมาะแก่การศึกษา​และทำการวิจัยในอนาคต​ และมีผลไม้ที่ขึ้นชื่อหลากหลาย​ชนิด​ เช่น​ เงาะ​ มังคุด​ และพืชเศรษฐกิจ​หลักอย่างทุเรียนเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อ​ของจังหวัดจันทบุรีนับเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่เกษตรกรนิยมปลูกทุเรียนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ.​2565​ งานวิจัยในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยในการเพิ่มปริมาณผลผลิตและสร้างรายได้ให้กลุ่มชาวเกษตรกร​ผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่สู่การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่เกษตรกร​ smart farmer​ ได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ด้านรศ. ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ ผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการจัดสรรทุนการวิจัยโครงการวิจัย จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่ smart farmer (กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน เพื่อการส่งออก) ภายใต้กรอบการวิจัยหลักการเพิ่มผลผลิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี พัฒนางานวิจัยต่อยอดเป็น knowledge platform ที่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ในการเพิ่มคุณภาพการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐาน ลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้แรงงานด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ เชิงบูรณาการ รองรับมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี มุ่งเน้นทำให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ และแก้ไขปัญหาการผลิต เพื่อให้เกษตรกรพัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลบนมาตรฐาน GAP ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี smart farmer เข้ามามีส่วนช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านระบบปฏิบัติทางการเกษตร Good agricultural Practice: GAP ที่ให้เกษตรกรสามารถกรอกข้อมูลผ่านการพูดผ่าน application ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ application ดังกล่าวจะมีส่วนช่วยในการประเมินสถานะของแปลงปลูกพืชในด้านต่าง ๆ รวมไปถึงการประเมินการใช้สารเคมีเกษตร ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และการปรับฮอร์โมนให้เหมาะสมกับพืชที่ผลิต พร้อมทั้งระบบตรวจติดตามสภาพแปลงปลูกพืชแบบ real-time และนวัตกรรม Basin fertigation model เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ทุเรียนมีคุณภาพสูง (premium grade) ระบบ GIS-smart farming-iOT นวัตกรรมการจัดการโรครากเน่าโคนเน่า (Phytophthora sp) ทดสอบโรคหลังการเก็บเกี่ยว และนวัตกรรมการส่งออกทุเรียน​ผลสด​ ภายใต้อุณหภูมิต่ำด้วยนวัตกรรมภาชนะเก็บกลิ่นทุเรียนแกะเนื้อสดเพื่อการส่งออก ด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ ก่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนทั่วทุกภูมิภาคและผู้ประกอบการส่งออกของไทยในระดับประเทศให้มีรายได้เพิ่มขึ้นต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ​และการนำเสนอผลงานนวัตกรรมการวิจัยโดยนักวิจัยร่วมเสวนากับเกษตรกรในแต่ละพื้นที่​ ที่ได้นำนวัตกรรมไปทดลองใช้งาน รวมทั้งผู้เข้าร่วมสัมมนา ณ สถานที่จัดงาน และ online ผ่านระบบ zoom meeting ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มที่จะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคและการส่งออกแบบครบวงจรเป็นการส่งเสริมและขับเคลื่อนการพัฒนา​เศรษฐกิจของประเทศอย่าง​ยั่งยืน​ต่อไป

‘ลูกหนี้ กยศ.’อ่านโดยพลัน!เปิดมติกมธ.ฯเสียงข้างมาก ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654772

‘ลูกหนี้ กยศ.’อ่านโดยพลัน!เปิดมติกมธ.ฯเสียงข้างมาก ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระ

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.12 น.

‘บัญญัติ’ เผยมติ กมธ.เงินกู้ กยศ.เสียงข้างมากไม่คิดดอกเบี้ยลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ จ่อยกเลิกผู้ค้ำประกัน ยกเว้นระดับโท- เอก

20 พ.ค.2565 ที่รัฐสภา นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ( ฉบับที่ .. ) พ.ศ. …. แถลงว่า ที่ประชุมกมธ.เสียงข้างมาก  12 ต่อ 11 เสียง ไม่คิดเบี้ยปรับ กรณีลูกหนี้ กยศ. ผิดนัดชำระหนี้คืนกองทุน เพื่อเป็นการลดภาระให้กับลูกหนี้กองทุน กยศ. ที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ส่วนเหตุผลของ กมธ.เสียงข้างน้อย ที่สงวนความเห็นให้คิดเบี้ยปรับร้อยละ 1 ต่อปี เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการเงินของผู้กู้   เกรงว่าถ้าไม่มีการปรับเบี้ยเลย ผู้กู้จะปล่อยปละละเลยการชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งจะกระทบต่อผู้กู้ที่เป็นรุ่นต่อไป จะไม่มีเงินให้กู้เพื่อเรียนต่อ ซึ่งร่างพ.ร.บ. ฉบับของครม. และร่าง พ.ร.บ. ฉบับของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ปรับลดเบี้ยปรับจากร้อยละ 18 ต่อปี ในกฎหมายปัจจุบัน เหลือเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ถือว่าเป็นการลดภาระเบี้ยปรับค่อนข้างมากอยู่แล้ว

นอกจากนี้กมธ. ยังได้มีมติให้ผู้กู้เงินกองทุน กยศ. มีสิทธิประโยชน์ จากระยะเวลาปลอดหนี้ เป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่สำเร็จการศึกษา เลิกการศึกษา หรือพ้นสภาพการศึกษา

สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้กยศ. กมธ.มีมติให้ปรับลดดอกเบี้ยจากกฎหมายปัจจุบันที่คิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี เหลือเพียงไม่เกินร้อยละ 0.25 ต่อปีไปแล้ว โดยปรับลดจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับของครม. และร่าง พ.ร.บ.ฉบับของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุไว้ ร้อยละ 2 ต่อปี เพื่อบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจของผู้กู้

ส่วนผู้ค้ำประกันเงินกู้ กยศ.กมธ. อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยกเลิกไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้ค้ำประกัน เช่น บิดา มารดา คุณครู โดยให้นักเรียนนักศึกษาค้ำประกันตนเอง

“แต่อาจจะให้มีผู้ค้ำประกันเฉพาะกรณีกู้เพื่อเรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอก ที่มีวงเงินกู้ค่อนข้างสูงเท่านั้น ซึ่งคณะ กมธ.ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้บนพื้นฐานของการส่งเสริมให้การศึกษา เป็นมาตรการแก้ไขความเหลื่อมล้ำของประชาชนเนื่องจากการศึกษาเป็นการสร้างทุนมนุษย์ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ตนเอง ครอบครัวและประเทศชาติ  หากผลการพิจารณาเป็นเช่นใด จะนำมาแถลงข่าวในครั้งต่อไป” โฆษก กมธ.เงินกู้กยศ.กล่าว   

‘ตรีนุช’เร่งเครื่อง! ปฏิรูป’อาชีวะ’ ผลิตกำลังคนทันสมัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654716

'ตรีนุช'เร่งเครื่อง! ปฏิรูป'อาชีวะ' ผลิตกำลังคนทันสมัย

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 10.05 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อติดตามผลการดำเนินงานการปฏิรูปการอาชีวศึกษา ของ สอศ.ในประเด็นหลักที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้เร่งรัดให้เห็นผลโดยด่วน ซึ่งพบว่าทุกโครงการดำเนินการได้ดี โดยในด้านการผลิตพัฒนากำลังคน เพื่อตอบสนองความต้องการ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย พบว่า สอศ. มีแผนการผลิตและพัฒนากำลังคน ทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และปริญญาตรี ที่ชัดเจน ซึ่งตนได้ขอให้ สอศ.เพิ่มผู้เรียนให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะในสาขาที่เป็นความจำเป็นของประเทศ และให้ สอศ.นำเสียงสะท้อนจากผู้ใช้กำลังคนมาปรับปรุงหลักสูตรและการผลิตกำลังคนให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงเร่งรณรงค์เพิ่มผู้เรียนในโครงการอาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ หรือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” เพื่อให้เด็กด้อยโอกาสได้กลับเข้ามาเรียนในระบบ ซึ่งขณะนี้ยังมีที่รองรับนักเรียน นักศึกษาเข้ามาร่วมโครงการฯได้อีก โดยมุ่งเป้าหมายไปยังผู้เรียนบางกลุ่ม บางพื้นที่ ผ่านผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และองค์การบริหารส่วนตำบล

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการอาชีวศึกษาทวิภาคี ได้ย้ำในการเพิ่มสถานประกอบการที่มีคุณภาพมาตรฐานมาร่วมจัดการศึกษาเพิ่มขึ้น และเร่งเพิ่มจำนวนผู้เรียนในระบบทวิภาคีทั้งในวิทยาลัยของรัฐและเอกชน โดยต้องมีแผนบูรณาการเชื่อมโยงระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานกับอาชีวศึกษา , ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในเรื่องวิชาชีพ , เพิ่มบทบาทภาคเอกชน/สถานประกอบการ ให้มาช่วยวางแผนการผลิตและพัฒนาคุณภาพการอาชีวศึกษา เพื่อตอบโจทย์ให้ตรงตามความต้องการที่แท้จริง ซึ่งการดำเนินโครงการอาชีวศึกษาทวิภาคีให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด ขั้นตอน และวิธีการดำเนินการของแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานั้น สอศ.จะต้องทำแผนเพิ่มเป้าหมายผู้เรียนให้มากขึ้น รวมถึงช่วยสนับสนุน แก้ไขและขจัดปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นด้วย

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา หรือ Excellent Center และศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา หรือ Center of Vocational Manpower Networking Management (CVM) ตนได้ขอให้มีการเร่งใช้ประโยชน์จาก Excellent Center และ CVM ทุกที่ทั้งการผลิตนักศึกษา ฝึกอบรมและพัฒนากำลังคน ในสาขานั้นๆ ส่วนโครงการเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farmer ได้มีการปรับปรุงการเรียนการสอนในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นผู้เรียนให้มีความสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบริหารจัดการและลดต้นทุนการผลิต ซึ่งตนได้ขอให้มีการพัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่ได้ดำเนินการไว้แล้ว และที่สำคัญได้ฝากให้ทุกคนช่วยสร้างภาพลักษณ์อาชีวะให้เป็นที่ต้องการของนักเรียน นักศึกษา โดยเชื่อมโยงกับทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการแนะแนวให้เห็นความสำคัญของการเรียนสายอาชีพให้มากยิ่งขึ้น

ม.นเรศวรฯค้นพบวิธีการผลิตเลซิตินเกรดอาหารจากรำข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654639

ม.นเรศวรฯค้นพบวิธีการผลิตเลซิตินเกรดอาหารจากรำข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 19.15 น.

มหาวิทยาลัยนเรศวร แถลงผลงานวิจัยกรรมวิธีการผลิตเลซิตินเกรดอาหารจากรำข้าวหรือถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบหลักเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวหรือน้ำมันถั่วเหลืองที่มีประโยชน์ในการช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ อีกทั้งเป็นสารประกอบโคลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้น สร้างสารสื่อประสาท ดูแลระบบการทำงานของสมองและประสาท  

วันที่ 19 พ.ค.65 ที่ภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตรคณะเกษตรศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เหรียญทอง สิงห์จานุสงค์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ กฤตสุนันท์กุล และนายชินกฤต ศรีนวล คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้แถลงข่าว ค้นพบกรรมวิธีการผลิตเลซิตินเกรดอาหารจากรำข้าวหรือถั่วเหลือง โดยใช้ผลิตผลพลอยได้ที่เรียกว่า “กัม” ที่มีปริมาณมากจากอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวหรือน้ำมันถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบหลัก ทั้งนี้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวหรือน้ำมันถั่วเหลืองซึ่งเดิมทีจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์ในราคาต่ำ จนได้รับการจดอนุสิทธิบัตรและพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการและประชาชน  โดยอนุสิทธิบัตรเรื่อง “กรรมวิธีการผลิตเลซิตินเกรดอาหารจากรําข้าวหรือถั่วเหลือง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เหรียญทอง สิงห์จานุสงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร  คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เลซิติน (lecithin) คือ สารประกอบของไขมัน และฟอสฟอรัส หรือเรียกว่า ฟอสโฟลิปิด เลซิตินมีลักษณะทั้งที่เป็นของเหลว ข้น เหนียว และเป็นของแข็ง  สามารถพบได้ตามธรรมชาติทั้งในพืชและสัตว์ ซึ่งจะพบมากในไข่แดง (9%) ถั่วเหลือง (4%) รำข้าว (2%) เมล็ดเรพสีด (2%) เมล็ดฝ้าย (1.5%) เมล็ดทานตะวัน (1%) อย่างไรก็ตาม ร่างกายมนุษย์สามารถผลิตเลซิตินขึ้นได้เองจากตับ โดยมีสารตั้งต้นที่ร่างกายใช้ผลิตเลซิติน 

เช่น กรดไขมันจําเป็น วิตามินบี และสารอาหารสําคัญอื่น ๆ  หากร่างกายได้รับสารอาหารต่าง ๆ เหล่านี้ไม่เพียงพอจะส่งผลให้ร่างกายสร้างเลซิตินได้ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ เลซิตินยังเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ทุกชนิดและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะในสมองมีเลซิตินเป็นส่วนประกอบมากถึง 30% ซึ่งเลซิตินจําเป็นต่อการควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ภายในเซลล์ ให้ดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เลซิติน ยังมีประโยชน์ในการช่วยลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ อีกทั้งเป็นสารประกอบโคลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้น สร้างสารสื่อประสาท ดูแลระบบการทำงานของสมองและประสาท ขณะที่ในด้านของอุตสาหกรรม ยังเป็น อิมัลซิไฟเออร์ ที่ทำให้น้ำและน้ำมัน สามารถรวมตัวกันได้ โดยไม่แยกชั้น และใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ และเครื่องสำอาง เป็นต้น

กรรมวิธีการผลิตเลซิตินเกรดอาหารจากรําข้าวหรือถั่วเหลือง มีขั้นตอนการผลิต ดังนี้ นํากัมที่ได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันรําข้าวหรือน้ำมันถั่วเหลืองมาแยกสิ่งปลอมปนออกด้วยตัวทําละลายเฮกเซน โดยใช้วิธีการปั่นเหวี่ยง จากนั้นนํากัมที่ได้มากําจัดน้ำมันออกด้วยตัวทําละลาย อะซิโตน โดยใช้วิธีการตกตะกอน จะได้กัมที่มีปริมาณน้ำมันน้อย นํากัมที่ผ่านกระบวนการกําจัดน้ำมันมาทําให้บริสุทธิ์ด้วย ตัวทําละลายเอทานอล โดยให้ความร้อนเพื่อให้กัมละลาย เขย่าให้เข้ากัน และนําไปปั่นเหวี่ยง จากนั้นแยกเอาเฉพาะส่วน  ที่ละลายในเอทานอลไประเหยเอทานอลออก จะได้เลซิตินบริสุทธิ์ ซึ่งในปัจจุบันเลซิตินเกรดอาหารมีจําหน่ายเชิงพาณิชย์ในราคา 600 – 4,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ และแหล่งที่มา ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีมูลค่าเพิ่มสูงมากถึง 30 – 200 เท่าของราคากัม (20 บาทต่อกิโลกรัม) ปัจจุบัน ยังไม่มีเลซิตินจากข้าวที่จําหน่ายเชิงพาณิชย์

ดังนั้น จึงเป็น อิมัลซิไฟเออร์ชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ และสามารถพัฒนากรรมวิธีการผลิตให้มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ จนได้รับการจดอนุสิทธิบัตรโดยมหาวิทยาลัยนเรศวร “มหาวิทยาลัยเพื่อสังคมของผู้ประกอบการ” พร้อมส่งเสริมการวิจัยเพื่อสร้างเกษตรมูลค่าสูง และพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการและประชาชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศชาติ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โทรศัพท์ 0 5596 2379 ได้ – 003 

รร.บางปะกอกฯ เร่งหาทางออก หลัง นร.ร้องไม่พร้อมเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654519

รร.บางปะกอกฯ เร่งหาทางออก หลัง นร.ร้องไม่พร้อมเปิดเทอม

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 13.34 น.

รร.บางปะกอกฯ เร่งประชุมหาทางออก หลัง นร.ร้องไม่พร้อมเปิดเทอม เผยจ้างผู้รับเหมามาปรับปรุง แต่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จทันตามเวลาที่กำหนด

19 พ.ค.65 นายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กรุงเทพมหานคร (สพม.เขต 1 กทม.) เปิดเผยกรณี เพจ  “อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 3”  เผยแพร่ภาพห้องเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านบางปะกอก ที่ไม่พร้อมเนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงก่อสร้าง โต๊ะและห้องเรียนไม่ได้ทำความสะอาด แอร์ที่เปลี่ยนใหม่ยังไม่ได้เดินสายไฟ โรงอาหารก็อยู่ระหว่างปรับปรุง ไม่มีที่เพียงพอให้นักเรียนนั่งรับประทานอาหาร ซึ่งสะท้อนว่าโรงเรียนแห่งนี้ไม่มีความพร้อมสำหรับการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไซต์นั้น ว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นทราบว่าทางโรงเรียนอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคาร โดยได้จ้างผู้รับเหมามาปรับปรุง แต่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จทันตามเวลาที่กำหนด ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องที่นี่ : นี่หรือโรงเรียน? เปิดภาพฝันร้ายของ นร. สภาพไม่พร้อมเปิดเทอม

อย่างไรก็ตาม ในเวลา 13.00 น. ทางโรงเรียนจะประชุมหาทางออกในเรื่องนี้ โดยมีผู้รับเหมา คณะกรรมการสถานศึกษา มาหารือร่วมกัน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันนี้ ส่วนแนวทางช่วยเหลือเบื้องต้นก็จะต้องสอบถามระยะเวลาการก่อสร้างจากผู้รับเหมาก่อนว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อใด ทั้งนี้ ต้องดูความพร้อมของโรงเรียนด้วยว่ามีความพร้อมให้นักเรียนมาเรียนออนไซต์หรือไม่ ถ้ายังไม่พร้อมก็อาจจะให้นักเรียนสลับวันมาเรียน หรือให้เรียนออนไลน์ไปก่อน เป็นต้น

“ทั้งนี้ สพม. เขต 1 กทม. ได้ดำเนินการตรวจสอบว่ามีโรงเรียนในเขตพื้นที่ฯ ที่ไม่มีความพร้อมในเรื่องอาคารสถานที่เหมือนกับโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคมหรือไม่ เบื้องต้นพบว่ามีเพียงโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม เพียง 1 แห่งเท่านั้น ที่ไม่มีความพร้อมด้านอาคารสถานที่ เพราะโรงเรียนส่วนใหญ่ในสังกัด สพม. เขต 1 กทม.  เป็นโรงเรียนที่พื้นที่กว้าง ต่างจากโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคมที่มีพื้นที่แคบ และมีอาคารจำนวนมาก” นายนิยม กล่าว. -008