อนุบาลกาญจน์มีมติยกเลิกชุดทหารแต่กิจกรรม ‘กองพันอารักขาแผ่นดิน’ ยังคงเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652797

อนุบาลกาญจน์มีมติยกเลิกชุดทหารแต่กิจกรรม 'กองพันอารักขาแผ่นดิน' ยังคงเดิม

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.01 น.

จากกรณีเพจ “หมอแล็บแพนด้า” ออกมาโพสต์ภาพโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีการกำหนดการแต่งกายของนักเรียนระดับชั้นปฐมวัยที่มีการระบุรูปแบบชุดเป็นจำนวนมาก โดยในหนึ่งสัปดาห์นักเรียนต้องแต่งทั้งชุดนักเรียน ชุดพละ ชุดทหาร และชุดอาเซียน โดยทางเพจ “หมอแล็บ” ห่วงว่าจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครองเกินไปหรือไม่

ต่อมาวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา นายณรงค์ มุกดาแสงสว่าง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี ได้ออกมาชี้แจงผ่านสื่อมวลชนไปถึงผู้ปกครองและประชาชนให้ทราบข้อเท็จจริงมาแล้ว และจะมีการประชุมฝ่ายบริหารเพื่อหาทางออกร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ภายในวันที่ 11 พ.ค.65 ซึ่งเป็นวันเปิดเทอมของโรงเรียน สำหรับโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี ตั้งอยู่ภายในซอยโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี (ซอยโรงฆ่าสัตว์) ถ.อู่ทอง ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

ล่าสุดวันนี้ 11 พ.ค.65 นายณรงค์ มุกดาแสงสว่าง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี เปิดเผยว่า วันนี้ทางโรงเรียนได้มีการประชุมฝ่ายบริหารของโรงเรียนเพื่อหาข้อยุติ ผลการประชุมมีมติว่าภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา พ.ศ.2565 ให้ยกเลิกการแต่งกายชุดทหารในชั้นอนุบาล 3 แต่ทางโรงเรียนยังคงกิจกรรม “กองพันอารักขาแผ่นดิน” เอาไว้เหมือนเดิม โดยทางโรงเรียนจะได้แจ้งข่าวสารไปตามกลุ่ม LINE ห้องเรียนให้ผู้ปกครองทราบ สำหรับชุดที่ใช้ใส่มาโรงเรียนจะเหลือเพียงแค่ 3 ชุด คือ1.ชุดนักเรียน ใส่มาเรียนในวันจันทร์ วันอังคาร และวันพฤหัส 2.ชุดพลศึกษา ให้ใส่มาวันพุธ และ 3.เสื้อกั๊กอาเซี่ยน ให้ใส่สวมทับชุดนักเรียนมาเรียนในวันศุกร์ – 003

‘เลขาธิการ กพฐ.’ย้ำโรงเรียนทุกแห่งออกกติกา ต้องได้รับการยินยอม 3 ฝ่านก่อนใช้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652767

'เลขาธิการ กพฐ.'ย้ำโรงเรียนทุกแห่งออกกติกา ต้องได้รับการยินยอม 3 ฝ่านก่อนใช้

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.02 น.

วันที่ 11 พฤษภาคม 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีกระแสโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์ถึงระเบียบกติกาที่โรงเรียนนำมาใช้กับนักเรียนบางเรื่องไม่มีความเหมาะสม ว่า วันนี้ตนก็ได้สื่อสารไปยังโรงเรียนทุกแห่งในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)อีกครั้งหนึ่งแล้ว  และสพฐ.ยังยืนยันจะเปิดเรียนแบบออนไซต์ในวันที่ 17 พ.ค.นี้ แต่เปิดอย่างไรให้ปลอดภัย  จึงมีคำถามต่อมาว่า เด็กปลอดภัย ครูปลอดภัยจะทำอย่างไร ดังนั้น โรงเรียนจะต้องทำความร่วมมือกับทั้งผู้ปกครอง เด็กและครู เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการทำงานแต่ละแห่ง  ตนไม่คาดหวังว่าโรงเรียนทุกแห่งจะต้องมีกติกาเดียวกันทั้งหมด เพราะบริบทของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน  ดังนั้น สพฐ.จึงได้สื่อสารไปว่า การที่ครูจะให้นักเรียนทำอะไรแค่ไหน เริ่มตั้งแต่เรื่องการแต่งกายจะแต่งอย่างไร เครื่องมืออุปกรณ์การเรียนการสอนจะแค่ไหน  การมาโรงเรียนจะมีกติการ่วมกันอย่างไร  ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่งต้องมีบทบาทหน้าที่โดยตรงที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย  และนำเข้าคณะกรรมการสถานศึกษาให้ความเห็นชอบ จากนั้นก็สื่อสารให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองทุกคนเข้าใจ

“ตอนนี้จะมาบอกว่าทำไมโรงเรียนนั้นทำอย่างนั้น โรงเรียนนี้ทำอย่างนั้น ก็คงจะไปเทียบกันไม่ได้  เพราะบริบทโรงเรียนเข้าต้องการแบบนั้น และชุมชนเขามีความพอใจแบบนั้น ซึ่งก็ถือว่าจบในแต่ละพื้นที่ไป ดังนั้น ผมคิดว่าถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ อยู่ที่ระเบียบเราเปิดกว้างให้โรงเรียนเลือกสรรได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันของทุกฝ่าย   ส่วนกรณีโรงเรียนอนุบาล จังหวัดกาญจนบุรี ที่กำหนดการแต่งกายของนักเรียนระดับชั้นปฐมวัย โดยหนึ่งสัปดาห์ให้นักเรียนแต่งทั้งชุดนักเรียน ชุดพละ ชุดทหาร และชุดอาเซียน นั้น ผมได้ติดตามข้อมูลซึ่งโดยกติกาที่โรงเรียนทำตัวอย่างให้กับผู้ปกครองดูว่าชุดแต่ละชุดจะมีลักษณะแบบนี้ ๆ  โรงเรียนไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องใส่  เพียงแต่ระเบียบที่กำหนดไว้เดิมเป็นแบบนี้  ส่วนใครไม่พร้อม โรงเรียนก็ยืดหยุ่นและมาทำข้อตกลงกับผู้ปกครองและนักเรียน ซึ่งโรงเรียนก็ออกมาอธิบายก็เข้าใจตรงกันแล้ว” นายอัมพร กล่าว

เลขาธิกาา กพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีโรงเรียนใน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์  ออกกฏเหล็กหักคะแนนพฤติกรรมของนักเรียนจนเป็นที่วิพากษ์วิจาณ์อย่างมากนั้น  ตนคิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นระเบียบกติกา เพียงแต่เป็นการกำหนดกฏขึ้นมาของโรงเรียนเพื่อเป็นกรอบ เพื่อฝึกให้นักเรียนเกิดความรับผิดชอบ แต่ในภาพกว้างเหมือนเป็นการบังคับเด็กมากเกินไป  ซึ่งตนก็ได้เสนอไปแล้วว่าทำอะไรก็ให้พอเหมาะพอควร และต้องถามผู้ปกครอง และนักเรียนก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่มีความพอใจกับกฎกติกานี้หรือไม่ หากตกลงกันแต่ต้นว่ามีความพอใจที่ต้องการให้มีระเบียบก็อยู่ในกติกาที่เขาตกลงกัน  ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการสถานศึกษาต้องเข้ามาดูแล เพราะการกำหนดระเบียบกติกาแต่ละเรื่องเมื่อส่งผลกระทบโดยรวมโรงเรียนเป็นอำนาจของกรรมการสถานศึกษา แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก 3 ฝ่าน คือ ครู นักเรียน ผู้ปกครองที่จะตกลงร่วมกัน 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : โรงเรียนออกแถลงการณ์! แจงดราม่าชุดทหาร ยันถามความสมัครใจผู้ปกครองแล้ว

‘ชวน’แนะ‘วงการสงฆ์’อย่านิ่งดูดายให้ข้อมูลวิทยาศาสตร์‘ข่าวประหลาด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652744

‘ชวน’แนะ‘วงการสงฆ์’อย่านิ่งดูดายให้ข้อมูลวิทยาศาสตร์‘ข่าวประหลาด’

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 13.20 น.

ขึ้นหน้า1ทุกวัน! ‘ปธ.ชวน’ แนะ ‘วงการสงฆ์ดงขมิ้น’ อย่านิ่งดูดาย  สั่ง ‘ทีวีสภาฯ’ เผยแพร่ข้อมูลวิทยาศาสตร์ให้ความรู้ข่าว-ความเข้าใจ ‘ข่าวประหลาด’

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2565  ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การต้อนรับประธานกรรมการฝ่ายประสานงานนายกสมาคมครูปริยัติสามัญภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีทั้งพระสงฆ์ และฆราวาส เข้าเยี่ยมชมศึกษาดูงานรัฐสภาในบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ พร้อมติดตามความคืบหน้าการร่างอนุบัญญัติบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามที่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นขวัญกำลังกำลังใจบุคลากรพระปริยัติธรรมต่อไป

โดยนายชวน กล่าวตอนหนึ่งว่า จากที่ทราบว่าทางคณะฯจะมาขอเยี่ยมชมรัฐสภานั้น เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงต้องมีมาตรการป้องกันตามข้อปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุข จึงยังไม่สามารถให้เข้าเยี่ยมชมได้ แต่ได้เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ไว้รองรับแล้ว หากวันใดสถานการณ์ดีขึ้นสามารถถอดหน้ากากได้ก็จะเปิดให้เข้ามาเยี่ยมชมรัฐสภา เพราะแม้แต่ส.ส.เวลานี้ก็ได้ขอให้งดเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศเช่นกัน

นายชวน กล่าวต่อว่า สถานการณ์ทางศาสนาซึ่งมีสองประเทศที่มีความเป็นเมืองพุทธ คือไทยกับศรีลังกา ซึ่งศรีลังกาเวลานี้ไม่มีอาหารกิน เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วสภาฯจึงได้รวบรวมจำนวนเงินก้อนหนึ่งเพื่อมอบให้เอกอัครราชทูตศรีลังกา แต่ในขณะที่ชาวพุทธในไทยกลับมีข่าวเกี่ยวกับพระขึ้นหน้าหนึ่งทุกวัน แต่ไม่ได้มีเรื่องขาดแคลนอาหารของกินของใช้ ศรีลังกาเวลานี้พระและชาวบ้านต่างมีปัญหาเศรษฐกิจ ขณะที่นายกรัฐมนตรีศรีลังกาก็ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพราะความขัดแย้งด้านความหิวโหย เราในฐานะเมืองพุทธแต่พระไม่ถึงขั้นอดอยากหรือชาวบ้านไม่มีจะกิน น้ำมันไม่มี มีเพียงของแพง ดังนั้นเราก็ต้องแบ่งปันเพราะศรีลังกา ทั้งคนและพระไม่มีอาหารกินมากกว่าเรา

นายชวน กล่าวต่อว่า ในเรื่องความเชื่อที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เช่น ข่าวพระบิดา ซึ่งที่ผ่านมาตนได้ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องแก่ประชาชน เช่น กล้วยออกหัวปลีประหลาดหลายหัวไม่ใช่เรื่องที่จะไปจุดธูปขอเลข รวมถึงการแห่ขอเลขต้นตะเคียนทองที่จมน้ำมีอายุ100กว่าปี ซึ่งจริงๆแล้วไม้ตะเคียนทองเป็นไม้เนื้อแข็งสามารถอยู่ในน้ำได้นานอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่ไปบั่นทอนความเชื่อหรือพิธีกรรมของคน เพราะไม่สามารถไปกล่าวหาใครได้ แต่เราทำได้คือให้ความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ว่า เป็นอย่างไร ดังนั้นพระสงฆ์ที่มีตำแหน่งหน้าที่อย่างสังฆาธิการ ขออย่าดูดายในเรื่องที่เกิดขึ้น

โรงเรียนออกแถลงการณ์! แจงดราม่าชุดทหาร ยันถามความสมัครใจผู้ปกครองแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652705

โรงเรียนออกแถลงการณ์! แจงดราม่าชุดทหาร ยันถามความสมัครใจผู้ปกครองแล้ว

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 10.22 น.

วันที่ 11 พฤษภาคม 2565 จากกรณี เพจ “หมอแล็บแพนด้า” ออกมาโพสต์ภาพโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีการกำหนดการแต่งกายของนักเรียนระดับชั้นปฐมวัย ที่มีการระบุรูปแบบชุดเป็นจำนวนมาก โดยในหนึ่งสัปดาห์นักเรียนต้องแต่งทั้ง ชุดนักเรียน ชุดพละ ชุดทหาร และชุดอาเซียน โดยทางเพจ “หมอแล็บฯ” ห่วงว่าจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครองเกินไปหรือไม่ หลังจากโพสต์ได้ไม่นานมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก จนเกิดเป็นกระแสดรามาไปทั่วประเทศ สำหรับโรงเรียนดังกล่าวนั้นคือโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี ตั้งอยู่ภายในซอยโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี (ซอยโรงฆ่าสัตว์) ถ.อู่ทอง ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

จากกรณีข้างต้น ทางโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี ได้ส่งเอกสารแถลงการณ์ให้กับสื่อมวลชนเพื่อชี้แจงเหตุผลข้อเท็จจริง โดยระบุว่า “ ตามที่ ได้ปรากฎในสื่อออนไลน์ เรื่องการแต่งกายของนักเรียน ระดับปฐมวัยของนักเรียนอนุบาลกาญจนบุรี มีชุดที่ต้องใส่มากเกินไปจนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา โดยเฉพาะชุดแต่งกายคล้ายทหาร นั้น โรงเรียนขอนำเรียนว่า ชุดแต่งกายคล้ายทหารใช้แต่งเพื่อร่วมกิจกรรม กองพันอารักขาแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ

1. เพื่อพัฒนาเด็กทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา 2. เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่หลากหลาย 3. เพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึกรักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์4. เพื่อให้เด็กมีระเบียบวินัย ปลูกฝังค่านิยม 12 ประการ และ 5. เพื่อให้เด็กซึมซับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

 โดยโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี ได้ดำเนินกิจกรรมตั้งแต่ปีการศึกษา 2559-2565 ทางโรงเรียนขอชี้แจงเรื่องการแต่งกายตามกิจกรรมกองพันอารักขาแผ่นดิน ดังนี้

 1. ประชุมผู้ปกครองและสอบถามความคิดเห็นในการดำเนินกิจกรรมในวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 สอบถามความคิดเห็นการจัดกิจกรรมในปีการศึกษา 2565 โดยมีข้อสรุปว่า ผู้ปกครองเห็นด้วยในการจัดกิจกรรมดังกล่าว

 2. จัดทำหนังสือแจ้งผู้ปกครองเรื่องการดำเนินกิจกรรมกองพันอารักขาแผ่นดิน ในวันเปิดภาคเรียน วันที่ 11 พฤษภาคม 2565 ให้ผู้ปกครองตอบแบบสอบถามเพื่อช่วยพิจารณากิจกรรม ดังนี้ “ยินดีเข้าร่วมกิจกรรมและชำระเงินซื้อชุดทหาร” “ ยินดีเข้าร่วมกิจกรรม และมีชุดทหารแล้ว” “ยินดีเข้าร่วมกิจกรรม แต่ไม่ประสงค์ซื้อชุดทหาร”

 3. โรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรีไม่มีการจำหน่ายชุดทหารในโรงเรียน แต่จะอำนวยความสะดวกโดยการสำรวจราคาชุดให้ผู้ปกครอง และจัดหาร้านที่ราคาถูกและมีคุณภาพ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมแล้ว จึงแจ้งผู้ปกครองเพื่อสั่งตัดชุดให้เด็กตามที่ผู้ปกครองประสงค์ โดยที่โรงเรียนไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการจัดซื้อชุดทหาร

 4. คณะครูสายชั้นอนุบาลปีที่ 3 ทุกคน ยินดีซื้อชุดทหารเพื่อสวมใสให้เหมือนกับเด็ก ทั้งครูประจำชั้นและครูพี่เลี้ยง โดยใช้เงินส่วนตัวในการจัดซื้อ เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรม และเป็นต้นแบบให้กับเด็กในการร่วมกิจกรรม จากเหตุการณ์ที่ปรากฏ โรงเรียนได้มีการประชุม เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่อง “การแต่งกายในการจัดกิจกรรมของนักเรียนชั้นปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี” ดังนี้

1. ทบทวนจุดประสงค์ของกิจกรรมกองพันอารักขาแผ่นดิน 2. ทบทวนความพึงพอใจในการทำกิจกรรมในแต่ละปีการศึกษา และ 3. ทบทวนและสรุปภาพรวมกิจกรรมในทุกปี

นอกจากนี้โรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี ได้ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นนโยบายของหน่วยงานตันสังกัด ซึ่ง นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ปกครองในช่วงสถานการณ์โควิด 19 โดยโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี มีข้อสรุปเรื่อง การแต่งกายในการจัดกิจกรรมกองพันอารักขาแผ่นดินของเด็กปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี

เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายการแต่งกายในกิจกรรมกองพันอารักขาแผ่นดิน และกิจกรรมจิตอาสา โดยทางโรงเรียนจะช่วยออกคำใช้จ่ายในการจัดซื้อชุดทหารของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 และซื้อชุดจิตอาสาของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 – 2 โดยจ่ายให้ 50% ของราคาเต็ม และมีหนังสือแจ้งให้ผู้ปกครองทราบเรื่องการจัดกิจกรรมกองพันอารักขาแผ่นดิน และกิจกรรมจิตอาสา ในวันเปิดภาคเรียน วันที่ 11 พฤษภาคม 2565 เพื่อให้ผู้ปกครองทราบถึงนโยบายในการช่วยเหลือและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในการซื้อชุดเพื่อร่วมกิจกรรมกับทางโรงเรียน

นอกจากนี้คณะกรรมการสถานศึกษาได้มีข้อเสนอแนะให้งดการใส่ชุดผ้าไทยอาเซียนในวันศุกร์ โดยทางโรงเรียนจะร่วมพิจารณากับผู้ปกครองอีกครั้ง

โรงเรียนจึงออกแถลงการณ์ฉบับนี้เพื่อให้ผู้ปกครองนักเรียนในระดับปฐมวัยได้มีความมั่นใจในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่จัดทำขึ้นเพื่อเจตนารมณ์เดียวคือเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คุณครูทุ่มเท เสียสละตั้งใจในการจัดการศึกษาอย่างเต็มกำลังความสามารถเป็นระยะเวลาอันยาวนาน เรายังคงยึดมั่นในปรัชญาของโรงเรียน “ความรู้ คู่คุณธรรม” เสมอมา และจะเป็นผู้นำทางด้านการศึกษาของ จังหวัดกาญจนบุรีตลอดไป”

วช. หนุน อบต. ถ้ำสิงห์ จ.ชุมพร สร้างธนาคารน้ำใต้ดิน ฝากน้ำกับดิน ช่วยผลิตพืชผลการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652691

วช. หนุน อบต. ถ้ำสิงห์ จ.ชุมพร สร้างธนาคารน้ำใต้ดิน ฝากน้ำกับดิน ช่วยผลิตพืชผลการเกษตร

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 08.40 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนทุนงานวิจัยแก้ปัญหาภัยแล้งต้านภัยธรรมชาติ จากผลงานโครงการวิจัย เรื่อง “ธนาคารน้ำใต้ดิน นวัตกรรมการแก้ปัญหาภัยแล้งทางการเกษตรขององค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำสิงห์ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร” 

โดยในวันนี้ (วันที่ 10 พฤษภาคม 2565) วช. ได้ลงพื้นที่ชุมชน​ตำบล​ถ้ำสิงห์​ เพื่อฟังบรรยาย สรุปโครงการวิจัย เรื่อง “ธนาคารน้ำใต้ดิน นวัตกรรมการแก้ปัญหาภัยแล้งทางการเกษตรขององค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำสิงห์ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร” พร้อมเยี่ยมชมโครงการวิจัย​ธนาคารน้ำใต้ดิน​ โดยมีวิทยากรประกอบด้วย ดร.พระครูวินัยธร วรรณไชย สิริวณฺโณ มูลนิธิหลวงปู่สงฆ์จันทสโรเพื่อการวิจัย หัวหน้าโครงการ​ ดร.พรนค์พิเชฐ​ แห่งหน​ นักวิจัย​ นายนิคม​ ศิลปะศร​ ประธานกลุ่มธนาคาร​น้ำใต้ดิน​ตำบล​ถ้ำ​สิงห์​ และนายโภคิน​ เกิดศรี​ ตัวแทนชาวบ้านชุมชน​ตำบลถ้ำสิงห์​ 
ณ ศูนย์เรียนรู้ธนาคารน้ำใต้ดิน ตำบลถ้ำสิงห์ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ จังหวัดชุมพร 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ส่งเสริมและสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยที่มีความทวีคูณความรุนแรงมากยิ่งขึ้นส่งผลให้เกิดผลความต้องการในการใช้น้ำกลับสวนทางกับปัจจุบันที่เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง อาจด้วยเพราะวิถีโลกวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป มีการตัดไม้ทำลายป่า ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ  น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญของมนุษย์ และสรรพชีวิต ไม่ว่าจะใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคการประกอบอาชีพทั้งการเกษตรอุตสาหกรรมหรือการบริโภคเพื่อดำรงชีวิต เมื่อน้ำเป็นปัจจัยหลักที่ใช้ในการดำรงชีวิตทำให้ความจำเป็นและความต้องการน้ำนั้นมากขึ้น สถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำในทุกฤดูแล้งหลายพื้นที่และนำไปสู่ความขัดแย้งในเรื่องการแย่งชิงน้ำ ดังนั้น วช. จึงได้เล็งเห็นถึงปัญหาและพร้อมให้ความสนับสนุนการดำเนินงานให้กับทีมนักวิจัยมูลนิธิหลวงปู่สงฆ์จันทสโร ในการแก้ไขปัญหาด้านการบริหารการจัดการน้ำ โครงการ “ธนาคารน้ำใต้ดิน นวัตกรรมการแก้ปัญหาภัยแล้งทางการเกษตรขององค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำสิงห์ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร” จึงมีส่วนช่วยในการนำความรู้ทางด้านวิชาการมาประยุกต์ใช้ความคิดใหม่และเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ดังกล่าวในชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ทางสังคมที่ดีขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหา ปาก ท้อง ลดความเหลื่อมล้ำและความยากจนเป็นงานวิจัยที่ท้าทายปัญหาสังคม นับเป็นตัวอย่างของการบูรณาการความรู้ทางด้านวิชาการและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถบริหารการจัดการน้ำได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ดร.พระครูวินัยธร วรรณไชย สิริวณฺโณ มูลนิธิหลวงปู่สงฆ์จันทสโร เพื่อการวิจัย เปิดเผยว่า บริเวณพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร มีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงส่วนมากเป็นพื้นที่ภูเขา มีสภาพดินเป็นดินเหนียวสีแดง  เหมาะสมที่จะประกอบอาชีพทางการเกษตรและการใช้ประโยชน์ ในที่ดินโดยทั่วไป จึงมีการทำสวนกันเป็นส่วนใหญ่ เช่น  สวนทุเรียน, เงาะ , ลองกอง, กาแฟ , ปาล์มน้ำมัน  และยางพาราเป็นต้น โดยเฉพาะสวนผลไม้ไม้ผลที่มีชื่อเสียงของชาวตำบลถ้ำสิงห์และขึ้นชื่อระดับประเทศ คือ ทุเรียน สวนทุเรียนต้องใช้น้ำเยอะแต่แหล่งน้ำมีจำนวนจำกัดในช่วงแล้งมีปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำทุกปี จึงนำมาสู่การแก้ไขปัญหาการบริหารการจัดการน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อช่วยลดปัญหาให้กับชุมชนในฤดูกาลเพาะปลูก ธนาคารน้ำใต้ดิน จึงเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาการนำน้ำไปเก็บไว้ที่ชั้นใต้ดินเพื่อกักเก็บไว้ เสมือนเป็นการฝากน้ำเอาไว้กับดิน แล้วค่อยนำเอากลับมาใช้ (ถอน) เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้น้ำ เปรียบเสมือนกับการฝากเงินไว้กับธนาคารวันใดที่ต้องการใช้เงินก็สามารถถอนเงินที่เก็บออมไว้ออกมาใช้ได้ 

ดร.พรนค์พิเชฐ​ แห่งหน​ นักวิจัย​ กล่าวว่า​  ในช่วงฤดูฝนที่มวลน้ำมีจำนวนมากแทนที่จะปล่อยให้น้ำไหลทิ้งไปตามธรรมชาติ โครงการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยในการกักเก็บน้ำไว้กับดินเหมือนกับการฝากน้ำไว้กับดิน เป็นไปตามหลักการของ “ศาสตร์พระราชาการเติมน้ำใต้ดิน” ธนาคารน้ำจึงเป็นแก้มลิงที่มองไม่เห็น โดยหลักการการทำงานของ นวัตกรรมธนาคารน้ำใต้ดิน แบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ 1.) ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด เป็นการเติมน้ำลงในแอ่งน้ำโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสระน้ำ บ่อขุด หรือแอ่งน้ำธรรมชาติ โดยทำการดัดแปลงแอ่งน้ำเล็กน้อยด้วยการขุดทำสะดือให้กับแอ่งน้ำ 3 จุด คือ บริเวณหัว ท้าย และตรงกลางแอ่งน้ำ โดยขุดให้พ้นชั้นดินเหนียวก็จะถึงชั้นหินอุ้มน้ำประมาณ 7-12 เมตร เปิดขอบแอ่งน้ำให้เส้นทางน้ำสามารถไหลลงมาเติมได้ทุกทิศทาง ซึ่งไม่ว่ามวลน้ำจะมีปริมาณมากเท่าใดก็จะไม่ล้นขอบบ่อ น้ำจะถูกนำไปกระจายเก็บไว้ในชั้นหินอุ้มน้ำในบริเวณกว้าง และเมื่อถึงช่วงหน้าแล้ง น้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำจะเอ่อล้นออกมาชดเชยปริมาณน้ำในแอ่งน้ำที่แห้งลงไป ทำให้มีปริมาณน้ำที่สามารถใช้ได้ตลอดทั้งปีสำหรับใช้แก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง สามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร เพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพวิธีนี้เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรกรรม เนื่องจากสามารถสูบน้ำจากบ่อมาใช้ได้โดยไม่หมด เมื่อปริมาณน้ำลดลง น้ำจากใต้ดินก็จะซึมซับกลับเข้ามาเติมเต็มปริมาณน้ำในบ่อให้มีน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำเค็ม 2.) ธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด เป็นการเติมน้ำลงใต้ดินในลักษณะของบ่อซับน้ำ โดยการขุดหลุมเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือวงกลมขนาด กว้าง x ยาว x ลึก ตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ แล้วขุดสะดือหลุมให้ลึกลงไปอีกประมาณ 30 เซนติเมตร กว้างและยาวตามความเหมาะสม เพื่อใช้สำหรับตั้งท่อพีวีซี ขนาด 1.5–2 นิ้ว ให้อากาศที่ก้นบ่อสามารถระบายขึ้นมาได้ จากนั้นใส่หินเขื่อนขนาดใหญ่ที่ชั้นล่างสุด แล้วใส่หินเขื่อนขนาดกลางหรือเศษวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น เศษอิฐ เศษกระเบื้อง ขวดแก้ว ในชั้นตรงกลาง จากนั้นใส่หินเขื่อนขนาดเล็กเอาไว้ชั้นบน ปลายท่อด้านบนควรใส่ท่อขวางไว้เพื่อป้องกันเศษวัสดุต่าง ๆ ตกลงไปอุดตัน หินเขื่อน เป็นหินก้อนขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 3–15 นิ้ว ใช้สำหรับก่อสร้างในงานชลประทาน และงานที่ต้องใช้หินก้อนขนาดใหญ่อื่น ๆ 

นายนิคม​ ศิลปะศร​ ประธานกลุ่มธนาคาร​น้ำใต้ดิน​ตำบล​ถ้ำ​สิงห์​ กล่าวว่า​ ธนาคารน้ำใต้ดิน ของ อบต.ถ้ำสิงห์​ การรวมกลุ่ม​กันระดมความคิดกับชาวบ้าน​ในชุมชน​ เพื่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่นำไปสู่การบริหารจัดการ​น้ำ​​การนำน้ำไปฝากไว้ใต้ดิน​พบว่าช่วยลดปริมาณ​น้ำท่วมช่วยเหลือ​ชุมนุม​ใต้น้ำ​ทำให้มีน้ำกักเก็บ​ไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งเพิ่มประสิทธิภาพ​ในพื้นที่เพาะปลูกเพื่อการเกษตร​ ทุเรียนพืชเศรษฐกิจ​ของ​จังหวัด​ชุมพร​ ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำนวัตกรรมธนาคารน้ำใต้ดินพื้นที่ตำบลถ้ำสิงห์​เป็นแบบระบบปิด​มีการออกแบบบ่ออย่างเหมาะสมตามระบบบริหารจัดการน้ำที่จะช่วยเสริมให้น้ำในบ่อหรือสระมีเพียงพอตลอดทั้งปีสร้างสมดุลทางธรรมชาติ​ ในการนี้นายโภคิน​ เกิดศรีชาวบ้านชุมชน​ตำบลถ้ำสิงห์​ได้รวมให้ความรู้เกี่ยวกับการทำธนาคาร​น้ำใต้ดิน​ที่จะเป็นต้นแบบเผยแพร่​แก่ชุมชน​ในพื้นที่อื่น​ ๆ​ ต่อไป​

ทั้งนี้ “ธนาคารน้ำใต้ดิน” เป็นแนวทางหนึ่งในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจรแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง บำบัด​น้ำเสีย​ ส่งเสริมการอนุรักษ์ดิน ต้นน้ำลำธารเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์และทำให้เกิดความหลากหลายด้านชีวภาพแก่สังคมของพืชและสัตว์ ตลอดจนนำความชุ่มชื้นมาสู่พื้นดินสมดังคำว่า “น้ำคือชีวิต” ตามรอยศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและมั่นคง “รู้รักษาคุณค่าน้ำ ฝากน้ำไว้กับดินต้านภัยธรรมชาติ”

พร้อมเปิดเทอม17พ.ค. ศธ.-สธ.เข้มมาตรการคุมโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652651

พร้อมเปิดเทอม17พ.ค. ศธ.-สธ.เข้มมาตรการคุมโควิด

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 07.00 น.

ศบค.ชี้โควิดขาลงชัดเจน ติดเชื้อ 6,230 ราย ผลบวกจากการตรวจ ATK พบเข้าข่ายอีก 3,424 ราย รวมติดเชื้อ 9,654 คน เสียชีวิต 53 ศพกรุงเทพฯยังนำโด่ง 2,144ราย“บุรีรัมย์” มาที่ 2 นายกฯย้ำทุกจว.ทำแผนรองรับการเข้าสู่โรคประจำถิ่น ด้านศธ.-สธ.ร่วมแถลงความพร้อมเปิดเทอม 17 พฤษภาคม แบบออนไซต์ 100% โดยต้องเข้มมาตรการ6:6:7 พร้อม3หลักเกณฑ์ที่ต้องปฎิบัติ เพื่อเปิดเรียนปลอดภัย ขณะที่ราชทัณฑ์เปิดให้ญาติเยี่ยมผู้ต้องขังแบบปกติ โดยต้องจองคิดล่วงหน้า เน้นฉีดวัคซีนครบโดส พร้อมผลตรวจเชื้อ

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.รายงานสถานการณ์ระบาดไวรัสโควิด-19 ประจำวัน ที่จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตลดลงชัดเจน ทำให้รัฐบาลเดินหน้าทำให้เป็นโรคประจำถิ่นต่อเนื่อง

ติดเชื้อรวมATK9,654-ตาย53ราย

โดยไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,230 ราย จำแนกเป็นผู้ป่วยจากในประเทศ 6,226 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 4 ราย ผู้ป่วยสะสม 2,114,133 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ขณะที่ผู้ติดเชื้อเข้าข่าย จากการตรวจด้วย ATK 3,424 ราย ทำให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่จากทั้งสองระบบ 9,654 คน ติดเชื้อสะสม 1,639,357ราย หายป่วยกลับบ้าน 11,132 ราย หายป่วยสะสม 2,059,876 ราย ตั้งแต่ 1 มกราคม ผู้ป่วยกำลังรักษา 80,002 ราย เสียชีวิต 53 ราย ผู้ป่วยใช้ท่อช่วยหายใจ 715 ราย จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบ รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 1,481 ราย เฉลี่ยจังหวัดละ 19 ราย อัตราครองเตียง ร้อยละ 18.5

กทม.นำโด่ง2.1พัน-วัคซีน134ล.โดส

สำหรับ 5 อันดับจังหวัดผู้ติดเชื้อสะสมมากที่สุด อันดับ 1 ยังคงเป็นกรุงเทพมหานคร (กทม.) 2,144 ราย, บุรีรัมย์ 236 ราย, ขอนแก่น 235 ราย, สุรินทร์ 209 ราย, และสมุทรปราการ 193 ราย ส่วนความคืบหน้าการฉีดวัคซีนโควิด-19 สรุปจำนวนผู้ได้รับวัคซีนสะสม ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 – 8 พฤษภาคมรวม 134,727,990 โดสใน 77 จังหวัด แบ่งเป็นผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 56,409,347 โดส ผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 สะสม 51,658,780 โดส ผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 สะสม 23,804,324 โดส และผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 4 สะสม 2,855,539 โดส

หมอชนะยุติให้บริการ1มิย.

วันเดียวกัน เฟซบุ๊ก หมอชนะ โพสต์ข้อความแจ้งว่า “ประกาศยุติการให้บริการแอปพลิเคชันหมอชนะ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป โดยคณะผู้ดำเนินงานขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านมีส่วนช่วยควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทย”

สำหรับ แอปฯ หมอชนะ เป็นแอปพลิเคชันที่บันทึกข้อมูลการเดินทางของผู้ใช้งานด้วยเทคโนโลยี GPS และ Bluetooth ร่วมกับการสแกน QR Code เช่น ไทยชนะ เพื่อเช็กอินตามสถานที่ต่างๆ ทำให้บันทึกการเดินทางของผู้ใช้งานแม่นยำและเที่ยงตรงมากขึ้น ทั้งนี้ จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กรมควบคุมโรคและบุคลากรทางการแพทย์สอบสวนโรคได้อย่างรวดเร็ว โดยหมอชนะจะแจ้งไปยังกลุ่มผู้ใช้งานที่มีประวัติสัมผัสหรือเข้าใกล้กับผู้ติดเชื้อถึงวิธีการปฏิบัติตนที่ถูกต้อง.

นายกฯย้ำทุกจว.ทำแผนโรคประจำถิ่น

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เสนอแนะทุกจังหวัดจัดทำแผนปฏิบัติการเตรียมพร้อมเข้าสู่ระยะโรคประจำถิ่น หลังที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโควิด-19 เห็นชอบประกาศลดระดับการเตือนภัยโควิดจากระดับ 4 เหลือระดับ 3 ทั่วประเทศ สอดคล้องสถานการณ์โลก รวมถึงสถานการณ์ของผู้ติดเชื้อปอดอักเสบ ใส่เครื่องหายใจ และผู้เสียชีวิตในประเทศ มีแนวโน้มลดลง ทำให้ขณะนี้มีจังหวัดที่เข้าระยะทรงตัว (Plateau) แล้ว 23 จังหวัด และจังหวัดที่สถานการณ์ดีขึ้นอยู่ในระยะขาลง (Declining) 54 จังหวัด ทั้งนี้ เพื่อการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และประชาชน ให้ช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ดำเนินต่อไปได้ โดยเน้นให้ประชาชนทุกคน ต้องปฏิบัติตาม มาตรการ 2U คือ Universal Prevention ป้องกันตนเองครอบจักรวาล ใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง และ Universal Vaccination อย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยกันเดินหน้าเข้าสู่โรคประจำถิ่นต่อไป

ศธ.-สธ.แถลงพร้อมเปิดเรียน17พค.

ขณะที่น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศีกษาธิการ ร่วมกับนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมแถลงความพร้อมเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2565 วันที่ 17 พฤษภาคมนี้ โดยน.ส.ตรีนุชกล่าวว่า ศธ.มีเป้าหมายเปิดเรียนแบบออนไซด์ด้วยการสร้างความมั่นใจให้นักเรียน ครู ผู้ปกครอง รวมถึงชุมชน ด้วยหลักการ sandbox safety zone in school นักเรียน ครู บุคลากร ปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 อาทิ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก 100% ล้างมือ ตรวจหาเชื้อเมื่อมีอาการหรือมีความเสี่ยง โดยจะมีระบบการศึกษาทุกรูปแบบ ในด้านความปลอดภัยเน้นย้ำให้สถานศึกษาทุกสังกัดเตรียมความพร้อมตามแนวทางเฝ้าระวัง สำหรับการเปิดเรียนออนไซด์ด้วยหลักการตัดความเสี่ยงสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งสถานศึกษาต้องประเมินตนเองก่อนเปิดเรียน นักเรียนครูและบุคลากรประเมินความเสี่ยงเป็นประจำ

3.5หมื่นโรงเรียนออนไซต์100%

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.กล่าวเพิ่มเติมว่า วันที่ 17 พฤษภาคมเป็นการเปิดเรียนทุกสถานศึกษา ทั้งหมดประมาณ 3.5 หมื่นแห่ง เป็นการเปิด on-site 100% แต่หากบางโรงเรียนที่ผู้ปกครองกังวลจะมีระบบการสอนหลายรูปแบบรองรับ เผยบุคลาการการศึกษา ครู ที่มีจำนวนประมาณ 6.8 แสนคน ขณะนี้กว่า 97% ฉีดวัคซีนกระตุ้นมากกว่า 3 เข็มแล้ว เด็กอายุ 12-18 ปี ฉีดวัคซีนไปแล้ว 90% กลุ่มอายุ 5-11 ปี ฉีดไปแล้วประมาณ 50% ก็จะเร่งดำเนินการต่อไป กรณีติดเชื้อในสถานศึกษาจะใช้วิธีปิดเฉพาะห้องเรียน ใช้เวลาทำความสะอาดไม่เกินครึ่งวันจะทำงานเป็นระบบเป็นขั้นตอนชัดเจนมากขึ้น ส่วนรร.ประจำมีมาตรการ school isolation และมีระบบการเรียนออนไลน์ เพื่อแยกกักนักเรียนที่มีความเสี่ยง หรือพบการติดเชื้อ ส่วน รร.สังกัด สพฐ.เตรียมด้านกายภาพ ทำความสะอาด จัดพื้นที่เว้นระยะห่างภายในสถานศึกษา การจัดกิจกรรม ยังคงเน้นทำเป็นกลุ่มเล็ก small bubble ส่วนบางห้องเรียนที่เรียนห้องแอร์นั้น ทุก 2 ชั่วโมง ให้ปิดแอร์เปิดหน้าต่างระบายอากาศเป็นช่วง ๆ

สธ.ยันปลอดภัยใช้นโยบาย3พอ

ด้านนพ.โอภาสกล่าวว่า แนวโน้มการติดเชื้อในไทยลดลงตามลำดับในเดือนพฤษภาคม เป็นหมุดหมายสำคัญที่จะเปิดเรียนออนไซด์ให้ได้ ก่อนประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นคือ ต้องเปิดเรียนอย่างปลอดภัยให้ได้ก่อน ในมาตรการของสธ.มี 3 ระดับคือ 1.การฉีดวัคซีนบุคลากรการศึกษา เด็ก นร.ได้รับวัคซีน โดยในเด็กมัธยมเริ่มเข็ม3แล้ว ซึ่งเลือกแบบครึ่งโดสได้ ส่วนวัคซีนฝาสีส้มของเด็กประถมฉีดไปแล้วประมาณ 2 ล้านคน มีประสิทธิภาพสูงและพบอาการแพ้น้อย แต่มีทางเลือกวัคซีนเชื้อตาย สองเข็มก็ได้ มีประสิทธิภาพเช่นกัน อยู่ที่ความสมัครใจของผู้ปกครอง 2.มาตรการการคัดกรอง มีหลายระดับสำคัญดูที่อาการเป็นหลักจึงจะตรวจหาเชื้อ 3.หากมีอาการป่วย สธ.มีนโยบาย 3 พอ หมอพอ เตียงพอ ยาพอ ยืนยันความพร้อมการเปิดเรียนออนไซด์ ขอพ่อแม่คลายกังวล การแบ่งการดูแลในกลุ่ม นร.สัมผัสเสี่ยงสูง ถ้าไม่มีอาการ และ นร.ได้รับวัคซีนครบโดสมาแล้วมาเรียนได้ แต่ต้องเฝ้าระวังอาการ เว้นระยะห่าง และตรวจหาเชื้อเป็นระยะ

ราชทัณฑ์เปิดให้เยี่ยมแต่ต้องจองคิว

นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ตามประกาศผ่อนคลายมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงเรือนจำและทัณฑสถานต่างๆ สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามแนวทางของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในสถานที่ควบคุมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม หรือ ศบค.ยธ.และศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 กรมราชทัณฑ์ หรือ ศบค.รท.ทั้งยังเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดให้ผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถาน จึงเปิดให้มีการเยี่ยมญาติได้ตามความพร้อมของเรือนจำและทัณฑสถานแต่ละแห่งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และต้องแจ้งให้กรมราชทัณฑ์ทราบก่อนดำเนินการเปิดเยี่ยม ภายใต้มาตรการเพื่อป้องกันการระบาดของเชื้ออย่างเคร่งครัด ประกอบด้วย

1.ญาติที่จะเข้าเยี่ยม ต้องจองคิวเยี่ยมล่วงหน้า และต้องได้วัคซีนครบตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด พร้อมแสดงหลักฐานยืนยันปลอดเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี ATK หรือ RT-PCR ภายใน 24 ชั่วโมงก่อนเข้าเยี่ยม และต้องใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกต้องตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่ 2. ผู้ต้องขังที่จะได้รับการเยี่ยมต้องไม่ใช่ผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างติดเชื้อหรือผู้ต้องขังที่สัมผัสเสี่ยงสูง 3.จัดระบบเข้าเยี่ยมเป็นรอบ โดยระยะแรก จำกัดจำนวนการเยี่ยมไม่เกินวันละ 5 รอบ และให้เยี่ยมได้ไม่เกินรอบละ 15 นาที 4. สภาพแวดล้อมของพื้นที่เยี่ยมญาติ ต้องมีจุดคัดกรอง ห้องเยี่ยมต้องปลอดโปร่ง มีระบบระบายอากาศตามมาตรฐาน เว้นระยะห่าง 2 เมตร พร้อมทำความสะอาดอุปกรณ์และพื้นที่ทุกรอบการเยี่ยม

เรือนจำ19แห่งยังพบเชื้องดเปิดเยี่ยม

นายอายุตม์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับญาติผู้ต้องขังที่ไม่สะดวกเดินทางมาเยี่ยมที่เรือนจำ สามารถเยี่ยมผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตามปกติ โดยฉพาะในเรือนจำและทัณฑสถานที่ยังพบติดเชื้อในแดน ให้เน้นเยี่ยมญาติผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก สอบถามข้อมูลการเปิดเยี่ยมเพิ่มเติมโดยตรงได้ที่เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ค้นหาช่องทางติดต่อจากหน้าเว็บไซต์ กรมราชทัณฑ์ (www.correct.go.th) ช่องทางไลน์กรมราชทัณฑ์ (@thaidoc) หรือ Call Center หมายเลข 02-9672222 (ในวันและเวลาราชการ) ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์มีเรือนจำและทัณฑสถานที่ยังพบเชื้อในแดน และไม่สามารถเปิดเยี่ยมได้ 19 แห่ง ข้อมูลถึงวันที่ 9 พฤษภาคม ซึ่งคาดว่าจะควบคุมการระบาดและเปิดให้เยี่ยมแบบปกติได้ในระยะต่อไป

คดียืมเงินวัดส่อจบ! พศ.ยังไม่มีเอกสารการตั้ง’กาโตะ’เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652636

คดียืมเงินวัดส่อจบ! พศ.ยังไม่มีเอกสารการตั้ง'กาโตะ'เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดฯ

วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 20.00 น.

คดี”อดีตพระกาโตะ”ส่อพลิกอีกตลบ ล่าสุดผอ.สำนักพุทธฯยังไม่พบเอกสารยืนยันที่เป็นลายลักษณ์อักษรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดเพ็ญญาติ ชี้มีผลต่อรูปคดีมาก หากมีสถานะแค่พระลูกวัดเมื่อคืนเงินที่ยืมไปแล้วก็ถือว่าจบตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ปี 39  ขณะ มส.ตั้ง”สมเด็จพระพุฒจารย์”กำหนดบทลงโทษพระนอกรีต-พระผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลย

10 พ.ค.65 นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) กล่าวถึงความคืบหน้าในเรื่องการตรวจสอบตำแหน่งของอดีตพระกาโตะ ในขณะที่ยังบวชอยู่นั้น ยังไม่พบเอกสารยืนยันที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดเพ็ญญาติ จริงหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญมาก ต้องพิสูจน์ให้ได้ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย เพราะหากอดีตพระกาโตะ มีสถานะเป็นเพียงพระลูกวัด เมื่อคืนเงินที่ยืมมาจากวัดไปแล้วก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ ซึ่งการแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาสที่ถูกต้องนั้นต้องมีการแต่งตั้งด้วยลายลักษณ์อักษร เพราะการแต่งตั้งเจ้าอาวาส ถูกรองรับด้วย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 39 ระบุว่า ให้รักษาการเจ้าอาวาส มีตำแหน่งเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าอาวาส ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพยายามค้นหาหลักฐานมารองรับ เพราะการแต่งตั้งกับไม่แต่งตั้งมีผลต่อคดี หากเป็นรักษาการเจ้าอาวาส การที่นำเงินวัดไปใช้จ่ายส่วนตัวนั้นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่หากไม่ได้เป็นรักษาการเมื่อมีการคืนเงินก็ถือว่าจบ

ส่วนเหตุผลที่พระราชวรญาณ เจ้าอาวาสวัดบุปผารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร แต่งตั้งอดีตพระกาโตะ เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดเพ็ญญาตินั้น สืบเนื่องจากอดีตเจ้าอาวาสวัดเพ็ญญาติ หรือหลวงพ่อกล่อม ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งวัด เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระราชวรญาณ เจ้าอาวาสวัดบุปผารามวรวิหาร ภายหลังหลวงพ่อกล่อมมรณภาพ ก็ได้ฝากฝังให้ พระราชวรญาณ เป็นผู้ดูแลต่อ โดยมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากเจ้าคณะตำบลในพื้นที่ตามอำนาจการแต่งตั้ง แต่เนื่องจากระยะทางที่ค่อนข้างไกล ทำให้พระราชวรญาณ ไม่ได้ลงไปดูแลกิจการของวัดเพ็ญญาติด้วยตัวเอง แต่จะลงไปเฉพาะศาสนพิธีสำคัญเท่านั้น จึงมีการมอบหมายให้พระกาโตะช่วยดูแลวัดดังกล่าว ในฐานะรักษาการเจ้าอาวาส แต่เป็นการพูดด้วยวาจา ซึ่งเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติซึ่งไม่ใช่ตามระเบียบหรือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์

“สำหรับเรื่องการดำเนินการกับพระที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม พระนอกรีตนั้น ทาง พศ.ได้สรุปประเด็นปัญหาเข้าหารือต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) แล้ว มีมติให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการ มส. ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายปกครองของ มส. พิจารณาแนวทางบทลงโทษสำหรับพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งบทลงโทษพระผู้ปกครองใกล้ชิดด้วย เพราะถือว่ามีหน้าที่โดยตรงที่ต้องดูแลพระในปกครองให้อยู่ในกรอบ ไม่ใช่เพิกเฉยปล่อยให้พระที่อยู่ในปกครองไปประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสม”นายสิปป์บวร กล่าว

ศธ.ประกาศ 17 พ.ค.นี้ เปิดเรียน on-site ทุกโรงเรียน 100%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652575

ศธ.ประกาศ 17 พ.ค.นี้ เปิดเรียน on-site ทุกโรงเรียน 100%

วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 16.15 น.

วันที่ 10 พฤษภาคม  2565 ที่โรงเรียนพญาไท กรุงเทพมหานคร น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โดยมี นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดศธ. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค  นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย และผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. เข้าร่วม ว่า  ศธ.เตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มาตลอด โดย ศธ.จะการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไซต์เป็นหลัก โดยจะต้องการสร้างความมั่นใจให้แก่นักเรียน ครู ผู้ปกครอง ซึ่งในด้านความปลอดภัย ศธ.ได้ เน้นย้ำให้สถานศึกษาทุกสังกัดเตรียมความพร้อม ตามแนวทางการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 สำหรับการเปิดเรียนออนไซต์ จะเปิดด้วยหลักการ “ตัดความเสี่ยง สร้างภูมิคุ้มกัน” ซึ่งทุกสถานศึกษาต้องทำการประเมินตนเองในการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเรียน นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาต้องประเมินความเสี่ยงตนเองเป็นประจำ สถานศึกษาต้องตรวจคัดกรอง เฝ้าระวังอย่างเหมาะสม  ฉีดวัคซีนให้กับ ครู บุคลากร ผู้ปกครอง และให้เด็กอายุ 12-18 ปี ได้รับวัคซีนโควิด19 ตามเกณฑ์ ซึ่งขณะนี้เด็กอายุ 12-18 ปี ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นมากกว่า 97% แล้ว ส่วนเด็กอายุ 5 -11 ปี อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการฉีดแล้ว 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ขอให้ผู้ปกครองเชื่อมั่นว่า แม้จะมีการเปิดภาคเรียนแล้ว และมีการคลายล็อกดาวน์ประเทศ สถานศึกษาก็ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการสร้างความปลอดภัย 6-6-7 ของสธ.ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด มีการเว้นระยะห่างเตรียมพร้อมแผนเผชิญเหตุรองรับเมื่อพบผู้ติดเชื้อในสถานศึกษาจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างรวดเร็วแม่นยำ รวมถึงการเตรียมพร้อม School Isolation ด้วย เพื่อให้นักเรียนกลับสู่สถานศึกษาอย่างปลอดภัย  ซึ่งขณะนี้สถานศึกษาทุกแห่งเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว จึงค่อนข้างมั่นใจว่าการเปิดภาคเรียนที่ 1/2565 นี้ สถานศึกษาในสังกัด ศธ. กว่า 35,000 สามารถเปิดเรียนออนไซต์ได้ 100%

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss)  เกิดขึ้นกับนักเรียนในทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งในปีการศึกษา 2565 นี้ ศธ.มุ่งเน้นให้เป็นปีแห่งการเสริมสร้างการศึกษา เพื่อแก้ไขภาวะถดถอยทางการเรียนรู้อย่างจริงจัง โดยให้เร่งฟื้นฟูการเรียนรู้ช่วงที่สูญเสียไปให้คืนกลับมาเร็วที่สุด โดยให้ความสำคัญกับผู้เรียนด้วยการนำแนวทางการเรียนรู้แบบ Active Learning มาขับเคลื่อนการเรียนการสอนใน 3 มิติ คือ การเสริมสร้างความรู้ การสร้างทักษะที่เข้มข้น และการส่งเสริมทักษะชีวิต หรือทักษะทางสังคม โดยจะมีการเตรียมความพร้อม หรือการปรับพื้นฐานก่อนเรียน เพื่อค้นหาช่องว่างของเด็กในการออกแบบการเรียนการสอนที่มีคุณภาพอย่างเหมาะสม   สำหรับคุณครูจะได้รับการส่งเสริมพัฒนาให้มีทักษะการสอนอย่างเต็มที่ ทั้งในด้าน Digital Literacy สามารถวิเคราะห์วางแผนการสอนที่เหมาะสมและรองรับกับการเปลี่ยนแปลง

ด้าน นพ.โอภาส กล่าวว่า ภาพรวมการติดเชื้อโควิด-19 มีแนวโน้มลดลง ในเดือนพฤษภาคม ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องผลักดันให้สถานศึกษาเปิดเรียนรูปแบบออนไซต์ให้ได้ และต้องเปิดสถานศึกษาก่อนที่ผับ บาร์ คาราโอเกะจะเปิด  เพราะถ้าไม่สามารถเปิดเรียนแบบออนไซต์ได้ สธ.คงจะประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นไม่ได้  ทั้งนี้ สธ. วางมาตรการเปิดภาคเรียนไว้ 3 ระดับ คือ 1.การฉีดวัคซีนให้ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนทุกคน โดย สธ.รวมกับ ศธ. เตรียมวัคซีนพร้อมทุกสูตรสำหรับให้บริการในทุกพื้นที่ เพื่อเตรียมเปิดภาคเรียน สำหรับการฉีดวัคซีนในกลุ่มเป้าหมาย  มีดังนี้ การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในกลุ่มอายุ 12-18  ปี ให้ฉีดผ่านระบบสถานศึกษา โดยฉีดไฟเซอร์เข็มกระตุ้นขนาดครึ่งโดส ส่วนการฉีดผ่านสถานพยาบาล ให้ฉีดไฟเซอร์เข็มกระตุ้นขนาดเต็มโดส หรือครึ่งโดส ส่วนการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 และ 2 ในกลุ่มเป้าหมายอายุ 5-11 ปี มีสูตรให้ผู้ปกครองมีทางเลือก ดังนี้ สูตรไฟเซอร์ 2 เข็ม ระยะห่างในการฉีด 8 สัปดาห์ สูตรไขว้ คือ ซิโนแวค-ไฟเซอร์ (ระยะห่างการฉีด 4 สัปดาห์) ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าเด็กที่ฉีดวัคซีนสูตรไขว้ ซิโนแวค-ไฟเซอร์ มีภูมิต้านทานสูง ไม่ต่างจากการฉีดวัคซีนในกลุ่มฉีดไฟเซอร์ 2 เข็ม ซึ่งขณะนี้ทราบว่ามีผู้ปกครองประสงค์ที่จะให้บุตรหลานฉีดวัคซีนสูตรไขว้เพิ่มอีกกว่า  2 แสนราย

“2.การคัดกรอง ที่สำคัญคือต้องคัดกรองนักเรียนตามอาการ ถ้านักเรียนที่มีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ควรจะให้นักเรียนเหล่านี้อยู่บ้าน ยกเว้นมีกิจกรรมที่สำคัญ เช่น สอบคัดเลือก สอบเลือกระดับ เป็นต้น การตรวจ ATK ไม่มีความจำเป็นแล้ว ยกเว้นจะตรวจนักเรียนที่มีความเสี่ยงเพื่อคัดกรองเบื้องต้น และ 3.เมื่อพบครู บุคลากรและนักเรียนติดโควิด-19 สธ.มีนโยบาย 3 พอ มารองรับ คือ หมอพอ เตียงพอ ยาและเวชภัทณ์พอ จึงขอเน้นย้ำว่าสถานศึกษามีความพร้อมที่เปิดภาคเรียนในทุกระดับ”  นพ.โอภาส กล่าว 

ขณะที่ นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า มาตรการเตรียมพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2565  ให้สถานศึกษาประเมินตนเองผ่าน TSC+ นักเรียนอายุ 12-17  ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น และเร่งฉีดวัคซีนโควิดในเด็กทีทอายุ 5-11 ปี ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและเด็กนักเรียน ครู บุคลากร ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด สวมหน้ากาก ล้างมือ ตรวจหาเชื้อด้วย ATK หากมีอาการเสี่ยง 

นพ.สราวุฒิ  กล่าวต่อว่า กรณีครูและนักเรียนมีความเสี่ยงสูง ถ้าไม่ได้รับวัคซีนโควิด ตามแนวทางปัจจุบัน ทั้งมีอาการ และไม่มีอาการ แนะนำให้กักตัวเป็นเวลา 5 วัน และติดตามเฝ้าระวัง 5 วัน กรณีที่ได้รับวัคซีนครบตามคำแนะนำ ปัจจุบัน แต่ถ้าไม่มีอาการ ไม่แนะนำให้กักกันตัว พิจารณาให้มาเรียนได้ โดยตรวจคัดกรองหาเชื้อด้วย ATK แต่ถ้ามีอาการ ให้ตรวจทันทีหลังสัมผัสผู้ติดเชื้อ พร้อมกับตรวจในวันที่ 5 หลังสัมผัสผู้ติดเชื้อ และตรวจครั้งสุดท้ายในวันที่ 10 หลังสัมผัสผู้ติดเชื้อ ให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม เว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า 2 เมตร พร้อมกับประสานหน่วยบริการสาธารณสุขตามระบบงานอนามัยของโรงเรียน กรณีที่นักเรียน และครู เป็นผู้ติดเชื้อ ให้แยกกักตัวที่บ้าน หรือให้คณะกรรมการสถานศึกษา หน่วยงานสาธารณสุขและคณะกรรมการโรคติดต่อประจำจังหวัด พิจารณาจัดทำ School Isolation ในสถานศึกษา ส่วนกลุ่มคนที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ อาจจะจัดรูปแบบการเรียนการสอนให้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ต้องทำความสะอาดห้องเรียน ชั้นเรียน สถานศึกษาด้วย 

ส่วนนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียน 3 ด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจกับผู้ปกครอง คือ 1. สถานศึกษาต้องมีความปลอดภัยในทุกมิติ  2.ปีการศึกษา 2565 เป็นปีแห่งการซ่อมสร้างและลดภาระผู้ปกครองในทุกมิติ ดังนั้น สถานศึกษาจะต้องไม่เพิ่มภาระกับผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งกาย อุปกรณ์การเรียนการสอน และต้องช่วยลดภาระกับผู้ปกครอง  หากพบสถานศึกษาใดเพิ่มภาระให้ผู้ปกครอง ให้ประชาชนแจ้งเรื่องมาที่ สพฐ.โดยตรง สพฐ.จะเร่งตรวจสอบให้ครบทุกมิติ และ  3.การฉีดวัคซีน ขอให้ผู้ปกครองเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างความปลอดภัยให้นักเรียนอีกทางด้วย 

“ส่วนการแก้ปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย  ผมเน้นย้ำสถานศึกษาในสังกัดไปว่า เมื่อเปิดภาคเรียน ต้องตรวจสุขภาพอนามัย และดูแลสภาพจิตใจนักเรียนก่อน จากนั้นจะนำเครื่องมือไปประเมินเด็ก ว่าเด็กขาดความรู้ด้านใดบ้าง  เช่น ในระดับชั้น ป.1-3 จะเน้นเสริมสร้างให้เด็กอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น เพราะถือเป็นเรื่องพื้นฐานให้เด็กสามารถต่อยอดเรียนรู้เรื่องต่างๆได้ แต่ถ้าประเมินแล้วพบว่าเด็กมีความสามารถด้านอื่น จะต่อยอดและเติมความรู้ด้านที่เด็กถนัดด้วย ดังนั้นในปีการศึกษา 2565 จะเป็นปีที่ทำแผนการเรียนส่งเสริมนักเรียนเป็นรายบุคคล” นายอัมพร กล่าว

ขณะที่ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) วางแผนแก้ไขปัญหาลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ดังนี้  1. เติมทักษะที่ขาดหายให้กับนักศึกษาที่เรียนในปัจจุบัน โดยให้ครูผู้สอนแบ่งกลุ่มให้นักศึกษาเข้ามาเรียนเพิ่มเติมช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  2.นักศึกษาที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาและจะไปเรียนต่อในระดับชั้นอื่น ที่อาจจะมีความรู้ขาดหายบางส่วน ให้ใช้ระยะเวลาก่อนเปิดภาคเรียน และวันเสาร์-อาทิตย์นี้ จัดสอนเสริมเพิ่มทักษะที่จำเป็นให้ตามความเหมาะสม  และ 3.เสริมทักษะให้นักศึกษาใหม่ โดยใช้วันเสาร์-อาทิตย์ ก่อนเปิดภาคเรียน ให้นักเรียนมาเรียนปรับพื้นฐาน เตรียมพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเปิดการแถลงข่าวการเปิดภาคเรียน  น.ส.ตรีนุช ได้เดินชมนิทรรศการและบูธจัดแสดงสินค้า “ซ้อปเพลิน ๆ รับเปิดเทอมกับ ศธ.” โดยทางศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ องค์การค้าของ สกสค. ได้นำเครื่องแบบนักเรียน ชุดลูกเสือ เนตรนารี อุปกรณ์การเรียน รองเท้า เครื่องเขียน หนังสือเรียน คู่มือครู มาจำหน่ายในราคาถูกพิเศษ เพื่อลดภาระให้กับผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม

ครม.เห็นชอบข้าราชการอุปสมบท 910 รูป เฉลิมพระเกียรติ’พระพันปีหลวง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652569

ครม.เห็นชอบข้าราชการอุปสมบท 910 รูป เฉลิมพระเกียรติ'พระพันปีหลวง'

วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 16.03 น.

ครม.เห็นชอบให้ข้าราชการ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบท 910 รูป เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยไม่ถือเป็นวันลา

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบท 910 รูป เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยไม่ถือเป็นวันลา เสมือนเป็นการปฏิบัติราชการและได้รับเงินเดือนตามปกติ ระหว่างวันที่ 21 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2565 รวม 24 วัน โดยแยกเป็นส่วนกลาง 91 คน จัดพิธี ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก และส่วนภูมิภาคทุกจังหวัด 819 คน จัดพิธีที่วัดในจังหวัดต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ

สำหรับการรับสมัครอยู่ช่วงระหว่างวันที่ 18 เมษายน – พฤษภาคม 2565 มีพิธีปลงผมวันที่ 21 กรกฎาคม 2565 พิธีมอบผ้าไตร วันที่ 22 กรกฎาคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล  การเตรียมการก่อนบรรพชาอุปสมบทวันที่ 23 – 24 กรกฎาคม 2565 พิธีบรรพชาอุปสมบทวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 การศึกษาและปฏิบัติธรรม วันที่ 25 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2565 พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 91 รูป วันที่ 12 สิงหาคม 2565 ส่วนกลางที่ท้องสนามหลวง ส่วนภูมิภาค ที่ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ที่เหมาะสม และพิธีลาสิกขา วันที่ 13 สิงหาคม 2565

‘คุรุสภา’จ่อยกเลิกสอบวิชา‘ภาษาไทย อังกฤษ ไอซีที’การขอตั๋วครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652541

‘คุรุสภา’จ่อยกเลิกสอบวิชา‘ภาษาไทย อังกฤษ ไอซีที’การขอตั๋วครู

วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.30 น.

‘คุรุสภา’จ่อยกเลิกสอบวิชา‘ภาษาไทย อังกฤษ ไอซีที’การขอตั๋วครู

10 พฤษภาคม 2565 ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ ก.ค.ศ.) รักษาการเลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ในการประชุมรับฟังความคิดเห็น เรื่องการปรับปรุงระบบการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ผ่านระบบออนไลน์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังทั้งจากสถาบันผลิตครู นิสิตนักศึกษา ที่ศึกษาในระดับปริญญา และประกาศนียบัตรทางการศึกษา เพื่อการประกอบวิชาชีพครู และประชาชนทั่วไป รวมกว่า 5,500 คน นั้น

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้นำเสนอกรอบแนวคิดใหม่ ในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือตั๋วครู ซึ่ง 90% เห็นด้วยที่จะให้มีการปรับวิธีขอใบอนุญาตฯ และเห็นด้วยที่จะให้มีการทดสอบต่อไป แต่ให้ลดวิชาที่จะสอบเหลือเพียง 2 วิชา คือ วิชาชีพครู และวิชาที่เป็นเนื้อหาที่จะนำไปใช้ในการสอน  ส่วนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และไอซีที ให้ใช้การรับรองหลักสูตรแทน  ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้สามารถแก้ปัญหาเรื่องการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้  ซึ่งตนจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมบอร์ดคุรุสภาในครั้งหน้า เพื่อให้บอร์ดเห็นชอบ และปรับเป็นข้อบังคับเพื่อนำไปประกาศใช้ต่อไป

“ที่เห็นด้วยกับการยกเลิกการทดสอบใน 3 วิชานี้ เนื่องจาก ที่ได้มีการทดสอบวิชาภาษาไทย มา 2 ครั้ง ผู้เข้ารับการทดสอบผ่านกว่า 95% ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ทุกคนมีความสามารถด้านนี้  ไม่จำเป็นต้องจัดสอบให้เปลืองงบประมาณ และเสียเวลา ขณะที่วิชาไอซีที ก็ผ่านถึง 70% ซึ่งถือว่าเป็นทักษะที่ครูต้องมีอยู่แล้ว ก็ไม่น่าเป็นห่วงที่ต้องมาจัดทดสอบอีก ส่วนวิชาภาษาอังกฤษ ก็เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัย หรือสถาบันผลิตครู ที่ต้องพัฒนาเด็กระหว่างเรียนและทดสอบเด็กอยู่แล้ว โดยทั้งหมดนี้จะนำไปกำหนดในการรับรองหลักสูตรคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ด้วย” ดร.ประวิต กล่าว