ปิดช่อง‘อลัชชี’มั่วสีกา!กมธ.ศาสนาฯ’ชงแก้กม.ฟันโทษหนัก ‘ชาย-หญิง’ผิดทั้งคู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652516

ปิดช่อง‘อลัชชี’มั่วสีกา!กมธ.ศาสนาฯ’ชงแก้กม.ฟันโทษหนัก ‘ชาย-หญิง’ผิดทั้งคู่

วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.25 น.

‘กมธ.การศาสนาฯ’ชงแก้กฎหมายปิดช่องโหว่‘อลัชชี’มั่วสีกา เข้าพิจารณาในสภาฯ กำหนดคุก 1-5 ปี ปรับ 1 แสน ด้าน‘พศ.’รับฐานข้อมูลยังไม่ปรับปรุง ยันตัวตนไม่ได้ ทำผิดแล้วกลับมาบวชใหม่

เมื่อเวลา 12.20 น.วันที่ 10 พฤษภาคม 2565 ที่รัฐสภา นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุม กมธ.ว่า ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีประเด็นเรื่องข้อกฎหมาย กฎกระทรวง และกฎมหาเถรสมาคม ที่เกี่ยวข้องกับอดีตพระกาโตะ และสีกาตอง ที่เกิดขึ้นใน จ.นครศรีธรรมราช โดยกมธ.ได้เชิญตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง ได้แก่ สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)  กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) รวมถึงพนักงานสอบสวนที่ทำคดีนี้ ซึ่งใช้เวลาหารือกันกว่า 2 ชั่วโมง

ทั้งนี้ มีการซักถามเรื่องข้อกฎหมายและเส้นทางการเงิน ได้ข้อสรุป คือ กรณีข้อกฎหมาย กฎกระทรวง และกฎมหาเถรสมาคม ถ้าพระภิกษุปาราชิกแล้วจะกลับมาบวชใหม่ได้หรือไม่ ทางสำนักพุทธฯ ชี้แจงว่า ทั้งประเทศมีพระภิกษุประมาณ 250,000 รูป มีวัดและสำนักสงฆ์ประมาณ 42,000 แห่ง และที่พักสงฆ์ 10,000 แห่ง ต้องยอมรับว่าฐานข้อมูลของสำนักพุทธฯ ยังไม่สามารถปรับให้เป็นปัจจุบันได้

“ดังนั้นการยืนยันตัวตนในบางครั้งหากต้องอาบัติปาราชิกในกรณีที่เสพเมถุน และหากเกิดเหตุเช่นที่ จ.นครศรีธรรมราช หรือบางครั้งอาจเกิดเหตุในจังหวัดอื่น อาจจะเป็นบุคคลเดิมหรือไม่ แล้วถ้ามีการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลด้วย จึงทำให้ไม่สามารถยืนยันข้อมูลปัจจุบันได้ โดยสำนักพุทธฯ ยืนยันว่าจะไปปรับปรุงข้อมูลในส่วนนี้โดยเร่งด่วน” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังปรึกษากันเรื่องการแก้กฎหมายและแก้ระเบียบใหม่ โดยต่อไปความผิดเกี่ยวกับการมั่วสุมสีกาจะต้องมีความผิดทั้งหญิงและชาย ซึ่งเราได้ยื่นร่างพ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เข้าสภาฯ แล้ว เมื่อเปิดประชุมสภาฯ ก็คงจะมีการพิจารณา โดยมีบทลงโทษคือจำคุก 1-5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับประมาณ 100,000 บาท เรามองว่ากรณีที่ผู้หญิงเข้าไปถึงในวัดและมีปัญหาเรื่องปาราชิกหรือเรื่องเพศสัมพันธ์ หรือการนัดเจอกันข้างนอกก็เช่นกัน ควรจะต้องมีบทกำหนดโทษทางอาญาด้วย รวมถึงสำนักพุทธฯ จะต้องไปทำฐานข้อมูลให้ชัดเจน เกิดเหตุที่ไหนจะต้องฉับไว ไม่ใช่ปล่อยให้สื่อหรือองค์กรอื่นเดินหน้าไปและมาตามไล่หลัง

‘พลเมืองเน็ต’หนุนรัฐใช้‘พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล’1มิถุนานี้ ค้านเอกชนขอเลื่อนไปอีก2ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652330

‘พลเมืองเน็ต’หนุนรัฐใช้‘พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล’1มิถุนานี้ ค้านเอกชนขอเลื่อนไปอีก2ปี

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.28 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 เครือข่ายพลเมืองเน็ต นำโดย นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่อง ขอให้บังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งฉบับ ครบทุกมาตรา ตามกำหนด ระบุว่า เครือข่ายพลเมืองเน็ต ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิด้านข้อมูลข่าวสารและสิทธิพลเมืองกับเทคโนโลยี และได้ติดตามการร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลฯ มาโดยตลอดตั้งแต่ร่างฉบับปี พ.ศ. 2552 

เห็นว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลฯ พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันนั้น มีโครงสร้าง หลักการ และเหตุผล ตั้งอยู่บนร่างฉบับปี พ.ศ. 2558 ซึ่งเสนอโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าว ได้มีการนำร่างฉบับปรับปรุงต่างๆ ที่ตั้งอยู่บนร่างปี พ.ศ. 2558 มาเผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็น ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการมาโดยตลอด นับจนถึงปัจจุบัน 

ผู้ประกอบการและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง มีเวลาได้รับทราบ ว่าจะมีกฎหมายลักษณะดังกล่าวออกมาบังคับใช้แล้วไม่น้อยกว่า 6 ปีเต็ม และได้รับทราบถึงเนื้อหารายมาตราของพ.ร.บ.ฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษามาแล้วเป็นเวลาเกือบ 3 ปีเต็ม ผู้ประกอบการในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับประโยชน์จากการใช้ข้อมูลดังกล่าว จึงไม่ควรอ้างถึงความไม่พร้อมในการเตรียมการอีกต่อไป

สำหรับความพร้อมของหน่วยงานกำกับกิจการ ปัจจุบัน คณะกรรมการคุ้มครองส่วนบุคคลได้เริ่มปฏิบัติงานครบทั้งคณะแล้ว หลังประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้รับการสรรหาและอนุมัติแต่งตั้งตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2563 และวันที่ 11 ม.ค. 2565 และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2565 โดยร่วมประชุมพร้อมกันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2565 และในเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2565 ได้แต่งตั้งประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงถือได้ว่าหน่วยงานกำกับกิจการมีความพร้อมแล้ว ทั้งในส่วนของคณะกรรมการหลัก และในส่วนของสำนักงาน

สำหรับความพร้อมของกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ในช่วงที่คณะกรรมการยังได้รับแต่งตั้งไม่ครบ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งทำหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามบทเฉพาะกาล ได้ทำงานร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาและจัดทำร่างกฎหมายลำดับรอง จำนวน 3 กลุ่มกฎหมาย โดยได้จัดฟังรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจากกลุ่มธุรกิจ 7 กลุ่ม รวม 21 รอบ ในระหว่างเดือน พ.ย. 2563–ต.ค. 2564 

และได้ร่างพระราชกฤษฎีกา ประกาศ ระเบียบ และข้อบังคับ ที่อยู่ในรูปแบบพร้อมนำไปพิจารณาประกาศใช้ จำนวน 29 ฉบับ ครอบคลุมทุกประเด็นที่จำเป็นตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว เช่น การขอความยินยอม การแจ้งวัตถุประสงค์ บันทึกรายการกิจกรรม การส่งหรือโอนข้อมูลไปยังต่างประเทศ กระบวนการรับเรื่องร้องเรียน ความรับผิดชอบของผู้ประมวลผลข้อมูล 

ขอบเขตการบังคับและการตั้งตัวแทนในราชอาณาจักร ฯลฯ จึงถือได้ว่ากระบวนการจัดเตรียมกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมแล้ว และหากมีส่วนใดที่ยังไม่สมบูรณ์ก็สามารถประกาศเพิ่มเติมได้หลังพ.ร.บ.ประกาศใช้ไปแล้ว เช่นที่เกิดขึ้นกับกฎหมายในชุดเดียวกันอย่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และพ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562

ในภาวะการใช้ชีวิตแบบใหม่ ซึ่งมีการทำงานและการใช้บริการระยะไกลในปริมาณมากขึ้น รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อมาตรการทางสุขภาพและเพื่อการเดินทางที่จะทวีมากขึ้นเช่นกัน ความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกการคุ้มครองข้อมูลที่ครบถ้วนก็มีมากขึ้นตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายพลเมืองเน็ตจึงสนับสนุนจุดยืนของสภาองค์กรของผู้บริโภค และขอให้คณะรัฐมนตรี บังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งฉบับ ทุกมาตรา ตามกำหนด 1 มิ.ย. 2565 นี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของข้อมูล และเพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจของธุรกิจไทยในการให้บริการกับลูกค้าต่างประเทศที่ต้องการกลไกคุ้มครองข้อมูลที่ได้มาตรฐานเทียบเท่าสากล

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อเดือน เม.ย. 2565 มีรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เรียกร้องให้เลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ออกไปอีก 2 ปี 

‘นายกสมาคมพิทักษ์สิทธิ์ครู’โต้เพจดัง ปม‘ดูงานแฝงเที่ยว’ เตือนระวังถูกฟ้องหากทำให้ร.ร.เสียหาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652319

‘นายกสมาคมพิทักษ์สิทธิ์ครู’โต้เพจดัง ปม‘ดูงานแฝงเที่ยว’ เตือนระวังถูกฟ้องหากทำให้ร.ร.เสียหาย

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.08 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 นายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ นายกสมาคมพิทักษ์สิทธิ์ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา และอดีตนายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื้อหาดังนี้

“หมาเฝ้าบ้าน” จริงหรือ 

จากกรณีเฟสบุค “หมาเฝ้าบ้าน” ได้เผยแพร่ภาพและได้เขียนบทความกล่าวหาคณะครูโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ไปศึกษาดูงานแล้วมีภาพนั่งทานอาหารริมทะเล/ไหว้พระวัดห้วยมงคล/แวะตลาดน้ำดอนหวาย เป็นการ “ดูงานแอบแฝงท่องเที่ยว” นั้น จากภาพต่างๆ มีข้อน่าสังเกตดังนี้

1. ภาพการนั่งทานอาหารริมทะเล ปรากฏชัดว่าเป็นภาพเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลานอกราชการ ส่วนภาพที่ถ่ายกันที่ชายหาดเวลากลางวันนั้น ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ไปศึกษาดูงานสถานศึกษาที่อยู่ในจังหวัดติดทะเล การไปแวะถ่ายภาพริมทะเล เป็นเรื่องที่ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรือผิดระเบียบกฎหมายอะไร

2. ภาพการไหว้พระวัดห้วยมงคล /การแวะตลาดน้ำดอนหวาย นั้น น่าเชื่อว่าเป็นเส้นทางผ่าน เพราะการไปดูงานสถานศึกษาที่หัวหิน จะผ่านสถานที่เหล่านั้นอยู่แล้วประกอบกับสถานที่แวะเยี่ยมชมสามารถเก็บข้อมูลเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถไปบูรณาการกับการจัดการเรียนการสอนได้  การเเวะเยี่ยมชมจึงเป็นเรื่องปกติวิสัยที่ย่อมทำได้ หากปรากฏว่าไม่เป็นการออกนอกเส้นทางมากไปจนราชการเกิดความเสียหาย

ความเห็นส่วนตัวของผมคือเพจ “หมาเฝ้าบ้าน” ควรนำเสนอข้อมูลที่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า “ไม่มีการศึกษาดูงาน จนทำให้ราชการเสียหาย” อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ หากโรงเรียนมีการศึกษาดูงานจริงเป็นประโยชน์ การมีภาพถ่ายสถานที่ต่างๆปรากฎ เป็นสถานที่ๆเป็นทางผ่าน และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับครู การนำเสนอข่าวเช่นนี้ย่อมทำให้โรงเรียนเสียหาย ถ้ามีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายโดยผู้เสียหาย ก็จะเสียเงินโดยไม่ควรจะต้องเสีย ที่สำคัญคือชื่อเพจ ”หมาเฝ้าบ้าน” อาจถูกเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นโดยผู้อื่น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
https://www.naewna.com/likesara/652241 เพจดังแฉทริปคณะครูปาร์ตี้ริมทะเล ฉะงบหลวง ชาวเน็ตเสียงแตก’ครูก็คน

กมธ.ศาสนาฯ เตรียมเชิญเจ้าคณะจ.นครศรีธรรมราช ถกปม’อดีตพระกาโตะ’พรุ่งนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652311

กมธ.ศาสนาฯ เตรียมเชิญเจ้าคณะจ.นครศรีธรรมราช ถกปม'อดีตพระกาโตะ'พรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.56 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 นายสุชาติ อุสาหะ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ให้สัมภาษณ์ว่าการประชุมของคณะกรรมาธิการในวันพรุ่งนี้ ( 10 พฤษภาคม ) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 303 ชั้น 3 คณะกรรมาธิการจะเชิญหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านพุทธศาสนา ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าชี้แจงและให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการในกรณีอดีตพระกาโตะ เพื่อให้การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ และ หน่วยงานกำกับดูแลด้านพระพุทธศาสนา และหน่วยงานด้านกฎหมายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเริ่มจากเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช ,เจ้าคณะอำเภอ ,ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ,และ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) 

นายสุชาติ กล่าวว่า ทั้งนี้ในการเชิญทั้ง 4 ในงานดังกล่าวเข้าชี้แจงร่วมกับคณะกรรมาธิการเพื่อร่วมกันพิจารณาว่ากฎหมายที่มีอยู่สามารถบังคับใช้ในแต่ละกรณีได้เพียงใด เผลอจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่เพื่อให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าภาครัฐดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยไม่ปล่อยให้ภาคชนหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินการนอกเหนือจากที่กฎหมายรองรับ

อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ จะไม่เชิญอดีตพระกาโตะ และคู่กรณีเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเนื่องจากไม่ต้องการสร้างกระแสให้เกิดเป็นวงกว้างไปกว่านี้และเพื่อไม่ให้เป็นการส่งเสริมต่อตัวบุคคลด้วย 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ตั้ง’สมเด็จพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร’ นั่งปธ.ฝ่ายปกครอง มส. กำหนดโทษ’พระ-เจ้าคณะปกครอง’

ตั้ง’สมเด็จพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร’ นั่งปธ.ฝ่ายปกครอง มส. กำหนดโทษ’พระ-เจ้าคณะปกครอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652303

ตั้ง'สมเด็จพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร' นั่งปธ.ฝ่ายปกครอง มส. กำหนดโทษ'พระ-เจ้าคณะปกครอง'

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.38 น.

‘อนุชา’ ตั้ง ‘สมเด็จพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร’ นั่งปธ.ฝ่ายปกครอง มส. กำหนดโทษ ‘พระ-เจ้าคณะปกครอง ‘ ละเลยประพฤติไม่เหมาะสม ด้าน ‘ผอ.สำนักพุทธฯ’ ชี้ ‘กาโตะ’ ปาราชิกตั้งแต่บนสันเขื่อนแล้ว บวชอีกไม่ได้ 

วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 เวลา 13.20 น. วันที่ 9 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พร้อมด้วยนายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ร่วมกันแถลงข่าวถึงประเด็นพระสงฆ์ในปัจจุบันว่า ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เกิดกรณีความเสื่อมเสียของพระสงฆ์ที่ไม่เอื้อต่อธรรมวินัย ทางมหาเถรสมาคม (มส.) และพศ. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมของมส. ซึ่งปัจจุบันได้มีมติที่ 391/2565 เรื่อง พระภิษุกมีจริยวัตรไม่เหมาะสมประพฤติตนไม่เอื้อต่อพระธรรมวินัย ดังนี้ 1.กำชับให้พระอุปัชณาย์ปฏิบัติตามกฎมหาเถระสมาคมและต้องเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาบรรพชาอุปสมบทอย่างเคร่งครัด 2.กำชับให้เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดควบคุมพระภิกษุ สามเณรในปกครองพฤติตามพระธรรมวินัย กฎหมาย และกฎมหาเถรสมาคมอย่างเคร่งครัด และ 3.กำชับให้เจ้าคณะผู้ปกครองในแต่ละระดับตรวจตราพระภิกษุผู้อยู่ในปกครองให้เป็นให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากพบเห็นหรือทราบข่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ดำเนินการแก้ปัญหาให้ยุติโดยเร็วโดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม

เมื่อถามถึงกรณีลัทธิพิลึก พศ.สามารถเข้าไปตรวจสอบได้หรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า ทางพศ. ไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิที่มีอยู่ หรือความเชื่อของคนที่ปฏิบัติตามความเชื่อนั้นๆ ส่วนตัวมองว่าเกี่ยวข้องกับฝ่ายปกครองที่จะตรวจสอบ โดยลัทธิสามารถตั้งเป็นมูลนิธิ หรือสมาคมเพื่อทำคุณงามความดีให้กับสังคมได้ แต่หากตั้งขึ้นมาแล้วสร้างความเดือดร้อนก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครอง ส่วนในเรื่องของศาสนาและความเชื่อ หากผู้ใดอยากจดแจ้งสามารถยื่นเรื่องไปที่กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมได้ 

หลังจากนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด จะประชุม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสอดส่องร่วมกับผู้ปกครอง เพื่อเข้มงวดกวดขัน และเป็นหูเป็นตา ทำให้การปกครองของพระภิกษุนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่นและถูกต้อง นอกจากนี้ ในปัจจุบันเป็นโลกของการสื่อสาร โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่เกิดขึ้นมากมาย เราจึงต้องเข้มงวดและควบคุมในสิ่งที่ผิดมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า 

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการสืบสวนอดีตพระกาโตะ เป็นอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า ทางมหาเถรสมาคมนั้นได้มีมติมอบหมายให้ประธานฝ่ายปกครองของมหาเถรสมาคม คือ สมเด็จพุฒาจารย์วัดไตรมิตร ได้ตั้งคณะกรรการกำหนดหลักเกณฑ์และกำหนดโทษแก่พระที่ปฏิบัติไม่เหมาะสม และเจ้าคณะผู้ปกครองที่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการประพฤติไม่เหมาะสมเกิดขึ้นขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาในเรื่องของบทลงโทษ แต่ในส่วนของอดีตพระกาโตะนั้น ได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่ทั้งในส่วนของธรรมและทางโลก ยืนยันว่าตรวจสอบอย่างเข้มงวดไม่มีการช่วยเหลืออย่างแน่นอน และสอบไปจนถึงการปาราชิกก่อนที่พระกาโตะจะสึกในภายหลัง ทั้งนี้ ความเป็นสงฆ์จะขาดความเป็นพระตั้งกระทำผิดพระวินัย และไม่สามารถกลับมาบวชได้อีก

ด้าน นายสิปป์บวร กล่าวถึงอดีตพระกาโตะว่า มีการรับสารภาพว่าได้เสพเมถุน ซึ่งตามหลักศาสนา ถ้าพระเสพเมถุนเป็นหนึ่งในความผิดปาราชิกทันที และถ้าปาราชิกจะพ้นจากการเป็นพระสงฆ์โดยอัตโนมัติไม่ต้องลาสิกขา ซึ่งพ้นตั้งแต่ที่ลงมือเสพเมถุนแล้ว

เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่ามีผลต้ังแต่บนสันเขื่อนแล้วใช่หรือไม่ นายสิปป์บวร กล่าวว่า ใช่ และจะกลับมาบวชในพระพุทธศาสนาไม่ได้ เพราะถือเป็นบุคคลต้องห้าม 

นอกจากนี้  นายสิปป์บวร กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของแต่ละวัดมีการดำเนินการอย่างไร ว่า ในเรื่องการจัดทำบัญชีของวัด ปัจจุบันทุกวัดเป็นลักษณะบัญชีพื้นฐานรายรับรายจ่าย ส่วนวัดที่มีความพร้อมก็ได้จัดทำบัญชีเต็มรูปแบบ ซึ่งเรามีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเจ้าคณะปกครองในการให้วัดต่างๆ ต้องรายงานสถานะการเงินของวัดมายัง พศ. อีกส่วนหนึ่งแต่ละวัดก็ต้องรายงานเจ้าคณะผู้ปกครองตามลำดับ 

‘วัดพระธรรมกาย’ร่วมจัดวิสาขาบูชานานาชาติ 3 ประเทศ ‘ชู 3 ธรรม นำสู่สันติภาพโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652281

‘วัดพระธรรมกาย’ร่วมจัดวิสาขาบูชานานาชาติ 3 ประเทศ ‘ชู 3 ธรรม นำสู่สันติภาพโลก’

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 13.55 น.

‘วัดพระธรรมกาย’ร่วมจัดวิสาขาบูชานานาชาติ 3 ประเทศ ‘ชู 3 ธรรม นำสู่สันติภาพโลก’

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า  เนื่องในสัปดาห์วันวิสาขบูชา วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และองค์การสหประชาชาติ ( UN ) ได้รับรองให้เป็นวันสำคัญสากล ตั่งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2542 มีความสำคัญคือ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายในโลก จะเห็นได้จากการยกเลิกแบ่งชนชั้นวรรณะ ซึ่งเท่ากับเป็นการเลิกทาสโดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสอนให้รักสรรพสัตว์ทั้งหลาย กล่าวคือ ทรงสอนให้ไม่ฆ่าสัตว์ ให้รู้จักช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เหตุผลสำคัญ อีกประการหนึ่งคือ พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาเพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และทรงสั่งสอนทุกคนให้ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ และไปสู่ความสุขอันเป็นนิรันดร์ คือ นิพพาน

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าวว่า “ เพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์ จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่าน และชาวโลกทุกคน ร่วมกันทำทาน รักษาศีล และเจริญสมาธิภาวนา เพื่อเป็นพุทธบูชาในวันสำคัญดังกล่าว วัดพระธรรมกาย วัด – องค์กรพุทธนานาชาติ จึงร่วมกันงานวิสาบูชานานาชาติใน 3 ประเทศ ชู 3 ธรรม นำสู่สันติภาพโลก จัดขึ้นณ ประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย”

ในประเทศไทย จัดสัปดาห์วิสาขบูชา ระหว่างวันที่ 9-21 พ.ค.  โดย 7 วันก่อนงานมีพระอาจารย์มาเทศน์สอนเรื่องความสำคัญของวันวิสาขบูชา ช่วง เวลา 18.00 น. ผ่านลิงก์ zoom072.com และตั้งแต่ 15-21 พ.ค. เวลา 19.00 น. อาราธนาคณะสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์ นั่งสมาธิ อธิษฐานจิต แผ่เมตตา ให้ทุกคนบนโลกพ้นโควิด และเกิดสันติภาพ  สำหรับกิจกรรมไฮไลท์ในวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ค. 2565 ภาคสายเป็นการปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ภาคบ่าย พิธีอุปสมบทอุทิศชีวิตของสามเณรเปรียญธรรม จำนวน 17 รูป ณ อุโบสถพระไตรปิฎก ภาคค่ำ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ นั่งสมาธิ อธิษฐานจิต แผ่เมตตาให้ทุกคนทั่วโลกสงบสุขร่มเย็น รอดพ้นภัยจากโรคโควิด-19 และพิธีจุดวิสาขประทีป จำนวน 200,000 กว่าดวง แปรเป็นภาพ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  คณะสงฆ์ประกอบพิธีเวียนประทักษิณ รอบพระมหาธรรมกายเจดีย์ ช่วงสุดท้ายพิธีฉลองชัย สวดธรรมจักร 4,363,000,000 จบ

ที่ประเทศเวียดนาม จัดขึ้น ณ วัดบาหว่าง ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. 1. พิธีตักบาตรพระสงฆ์นานาชาติ 500 รูป (ทางวัดได้อาราธนาคณะสงฆ์ เถรวาทในประเทศกว่า 350 รูป และจากประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ บังกลาเทศ และศรีลังกา กว่า 150 รูป) 2. พิธีจุดโคมประทีปถวายเป็นพุทธบูชา 50,000 โคม 3. พิธีแห่พระประธานใจกลางเมืองกว๋างนิญ

ด้านประเทศอินโดนีเซีย จัด WAISAK NASIONAL LIGHT OF PEACE พิธีจุดโคมประทีป วันวิสาขบูชา ณ มหาเจดีย์บุโรบุโด ในวันจันทร์ 16 พ.ค. 2565 เวลา 7.00-20.00น.  โดยมีกิจกรรม ขบวนรถบุปผชาติ พิธีเจริญมนต์ นำนั่งสมาธิ  ลั่นฆ้องวิสาขบูชา พรมน้ำพุทธมนต์, พิธี Dharma santi, พิธีลอยโคมถวายพุทธบูชา” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าวเพิ่ม “สำหรับความร่วมมือขององค์กรพุทธนานาชาติครั้งนี้ เพื่อเชิญชวนให้ชาวโลกมี “3 ธรรม นำสู่สันติภาพโลก” นั่นคือ 1. “สามัคคีธรรม” ให้ทุกคนมีความรักความสามัคคี ร่วมมือกันทำการงานที่เป็นประโยชน์ไม่เป็นโทษ 2.“เมตตาธรรม” มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รัก ปรารถนาดีซึ่งกันและกัน และ 3. “กัลยาณธรรม” มีหัวใจแห่งมิตรแท้ รักตัวเองเป็น และทำดีต่อผู้อื่นได้ ชวนผู้อื่นทำดีตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ เพื่อเป็นการสร้างประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา จึงขอเชิญชวนร่วมกันส่งภาพการนั่งสมาธิของท่าน เพื่อรวบรวมเป็นสถิติ “ภาพคนนั่งสมาธิมากที่สุดในโลก 1 ล้านภาพ” บันทึกสถิติ Guinness world records โดยให้ถ่ายภาพนั่งสมาธิ แบบเต็มตัว ด้วยชุดสุภาพ ไม่ต้องระบุชื่อ-นามสกุล เริ่มส่งภาพได้แล้วตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันสมาธิโลก 6 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ที่ http://meditationphoto.com หรือที่ Line Open Chat : https://bit.ly/1milliongwr”

-005

‘วิษณุ’ลั่นลักธิเพี้ยนกินฉี่แก้โรคจัดการได้ แม้เป็นความเชื่อแต่ให้เกิดอันตราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652228

'วิษณุ'ลั่นลักธิเพี้ยนกินฉี่แก้โรคจัดการได้ แม้เป็นความเชื่อแต่ให้เกิดอันตราย

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 10.43 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเกิดลัทธิพิลึก ให้กินอึฉี่แก้โรค ที่จังหวัดชัยภูมิ ตรงนี้ ภาครัฐสามารถเข้าดำเนินการอย่างไรได้บ้าง ว่า  ดำเนินการได้ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องของความเชื่อแต่ก่อให้เกิดอันตราย เรื่องนี้จัดการได้  อย่างไรก็ตามตนจะรีบไปสอบถามรายละเอียด

วันมหัศจรรย์ สุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย ปีที่11 ‘บรรดาเรา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652224

วันมหัศจรรย์  สุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย ปีที่11 ‘บรรดาเรา’

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 09.47 น.

“วันมหัศจรรย์ สุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย” ปีที่ 11 ย้อนเวลา 50 ปี สู่แดนสวนฯ “พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ วัฒนสุคนธ์”ร่วมแต่งชุดนักเรียนเป็นประธานเปิดงาน

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ที่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เชิงสะพานพุทธฯ  เขตพระนคร กทม. บรรดาเหล่านักเรียนศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 95 osk 95(91) ที่เข้าเรียนระหว่างปี พ.ศ.2515-2519 จำนวน 110 คน เดินทางมาร่วมกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ นักเรียนศิษย์ปัจจุบัน รุ่น sk146 ที่เข้าเรียน ม.1 ปีการศึกษา 2565

ย้อนความหลังสมัยที่เพิ่งเข้ามาสู่แดนสวนฯ สถาบันการศึกษาแห่งนี้ครบ 50 ปี  ภายใต้ชื่อกิจกรรมว่า ”วันมหัศจรรย์ สุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย” ริเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกโดยศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยรุ่น 81 พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ วัฒนสุคนธ์ ประธานรุ่น osk81 เมื่อปี พ.ศ.2555 ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น จัดต่อเนื่องกันมาปีนี้เป็นปีที่ 11

กิจกรรมในวันนี้กำหนดให้ศิษย์เก่าosk95(91)ทุกคนที่มาร่วมงานแต่งเครื่องแบบชุดนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

ร่วมกันเข้าแถวเคารพธงชาติและสวดมนต์ และเพลงโรงเรียน ในตอนเช้าพร้อมกับนักเรียนสวนกุหลาบฯ ศิษย์ปัจจุบัน บริเวณสนามหญ้าหน้าเสาธงและตึกยาวของโรงเรียน เพื่อเป็นการย้อนอดีตรำลึกถึงวันแรกที่ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้

พร้อมกับให้น้องศิษย์ปัจจุบันได้มองเห็นพี่ ๆ ศิษย์เก่าฯ ที่แต่ละท่านประสบความสำเร็จในอาชีพหน้าที่การงาน สร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง ครอบครัว สถาบัน และประเทศชาติ เป็นตัวอย่างให้น้องๆ ได้ภาคภูมิใจในการได้เข้ามาเป็นนักเรียนสวนกุหลาบฯ สถาบันที่ผลิตบุคลากรที่ดีให้กับประเทศชาติมาเป็นเวลายาวนาน ดั่งคำกล่าวว่า

“ความเป็นสวนกุหลาบนั้นเป็นตลอดชีวิต”

นายจิณณภัทร พิบูลวิทิตธำรง ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กล่าวว่า กิจกรรมรับน้องของ รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย จัดต่อเนื่องมากว่าสิบปีแล้ว แต่ละปีก็จะมีรุ่นพี่ที่รุ่นห่างกับน้อง ๆ 50 ปี สลับกันมาเยี่ยม รร. และร่วมต้อนรับพบปะน้อง ๆ ในวันเปิดเทอมวันแรกของปีการศึกษา โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้นักเรียนเห็นความสำเร็จของพี่เป็นแรงบันดาลใจ และได้แสดงออกถึงความกตัญญู เคารพรักครู การที่ทุกคนแต่งชุดนักเรียนมา ก็เพื่อให้ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำในหมู่เพื่อน ด้วยแต่ละคนเมื่อจบออกไปแล้ว ต่างก็ไปประกอบสัมมาชีพ มีความเจริญก้าวหน้า ทั้งภาคราชการ เอกชน มีความแตกต่างของสถานะในสังคม

น้องพู่กัน ด.ช.กฤษ เกตุแก้ว อายุ 12 ปี นร.มัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 110 กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ วันนี้เปิดเทอมวันแรก มีกิจกรรมรับน้องโดยรุ่นพี่ที่ทราบว่าจบไปแล้วถึง 50 ปี รู้สึกประทับใจและอบอุ่นมากที่พี่ๆ ให้เกียรติมารับน้องถึงที่โรงเรียนในวันนี้

พี่หมี พล.อ.บัณดิต สุวัฑฒน ประธาน osk 95(91) กล่าวว่า ในอดีตเมื่อ 17 พ.ค.2515  พี่ๆ สวนกุหลาบฯ ที่ยืนอยู่ตรงนี้วันนี้ได้กลับมาเข้าแถวเคารพธงชาติ รับฟังโอวาทจากท่าน ผอ.สุวรรณ จันทร์สม ผอ.โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในขณะนั้น วันนี้พี่ๆ สวนฯ ได้กลับมายืนตรงนี้อีกครั้งหลังผ่านไป 50 ปีเพื่อพบกับน้องๆ นักเรียนปัจจุบัน ภาพความหลัง ณ วันนั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง พี่ๆ ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ นักเรียนในปัจจุบัน โดยเฉพาะรุ่น 146 ที่ได้เข้ามาเรียนในสถาบันแห่งนี้

พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ ผู้ริเริ่มจัดกิจกรรม ”วันมหัศจรรย์ สุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย” ที่มาร่วมกิจกรรมวันนี้ด้วย กล่าวว่า บรรยากาศอบอุ่นมาก ดีใจที่มีการสานต่อกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 11 แล้ว ขอฝากให้น้องๆ สานต่อประเพณีนี้สืบต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กิจกรรมดังกล่าวที่จัดต่อเนื่องมา 11 ปี บางปีเลื่อนจากวันแรกเปิดเทอมแรก เป็นเทอมสองแทนเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 บางปีต้องย้ายเข้าไปจัดกิจกรรมในห้องประชุมแทนสนามหญ้าหน้าอาคารตึกยาวเพราะฝนตก บางปีโดนรายการทีวีที่มีความเห็นแตกต่างในช่วงสังคมแตกแยกทางความคิดหยิบเอาไปวิพากษ์วิจารณ์โดยขาดองค์ความรู้  หลายฯ ครั้งที่สื่อมวลชนมารายงานข่าวนำเสนออย่างเข้าใจวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมนี้ดั่งเนื้อเพลง

“สู่แดนสวนฯ”


สู่แดนสวนฯ มวลมิตรชิดชมหนักหนา…พวกเรามา เริงร้องพร้องทำนองต้องใจ…สุขอื่นใดไม่แม้นเหมือนแดนเกียรติไกร…อบอุ่นไปในสวนกุหลาบเปรมปรีดิ์…สู่แดนเรา ร่วมรักเหมือนเราน้องพี่…สร้างความดี แหล่งนี้ล้วนน่าชื่นชม…งามสวยสมสำรวยด้วยใจรักสามัคคีเกลียวกลม…ชมชื่นชมเพื่อสวนกุหลาบสมนามฟ้าชมพูเอย

‘ความหลากหลายทางเพศ-ยุติการตั้งครรภ์’ ภาควิชาการ-ประชาสังคมฝากถึงว่าที่ผู้ว่าฯกทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652124

‘ความหลากหลายทางเพศ-ยุติการตั้งครรภ์’ ภาควิชาการ-ประชาสังคมฝากถึงว่าที่ผู้ว่าฯกทม.

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายภาควิชาการและภาคประชาสังคม ซึ่งประกอบด้วยองค์กรและบุคคลที่ดำเนินงานด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ 26 องค์กร เผยแพร่ 6 ข้อเสนอประเด็นความหลากหลายทางเพศต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2565 “Vote For Sexual Diversity-โหวตเพื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ” เนื่องในโอกาสที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในวันที่ 22 พ.ค. 2565 โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

1.ประกาศให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่เป็นมิตรต่อประชาชนหลากหลายทางเพศ ในฐานะที่กรุงเทพมหานครถูกยกย่องให้เป็นเมืองสวรรค์ของประชาชนหลากหลายทางเพศ และ ททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) มีแคมเปญส่งเสริมนักท่องเที่ยวหลากหลายทางเพศให้มาท่องเที่ยวในประเทศไทย บุคลากรของสำนักงานเขตทุกพื้นที่จึงต้องให้บริการประชาชนในทุกๆ มิติของชีวิต

โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิความหลากหลายทางเพศโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงบริการสาธารณะ บริการด้านสุขภาพอนามัย เป็นต้น 2.จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เป็นศูนย์กลางความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มเยาวชน ครอบครัว ผู้ปกครอง บุคลากรทางการศึกษา เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมพัฒนาองค์ความรู้ด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศร่วมกับบุคลากรของกรุงเทพมหานคร

3.บริหารจัดการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่คำนึงถึงประชาชนหลากหลายทางเพศ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับประชาชนหลากหลายทางเพศ และพนักงานบริการ เช่น พื้นที่สาธารณะ สถานที่ทำงาน สถานบันเทิง รวมทั้งในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติ การแพร่ระบาคไวรัสโควิค-19 ต้องมีการกำหนดมาตรฐานในการให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศ

และส่งเสริมให้ประชาชนหลากหลายทางเพศมีส่วนร่วมในการคิดตัดสินใจร่วมดำเนินงานและประเมินผลในคณะกรรมการชุดต่างๆ ของกรุงเทพมหานครเช่น สภาเยาวชนกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมกรุงเทพมหานคร เป็นต้น 4.จัดตั้งบริการสายด่วนให้คำปรึกษาและส่งต่อเฉพาะประชาชนหลากหลายทางเพศ เพื่อให้ความช่วยเหลือในกรณีเกิดฉุกเฉินถูกกระทำความรุนแรง ถูกเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศ

5.กำหนดมาตรการทางกฎหมายกฎระเบียบ ในสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร ให้ประชาชนหลากหลายทางเพศมีโอกาสในการเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เช่น การรับสมัครนักเรียน การรับสมัครงาน โดยไม่ขึ้นอยู่กับเพศสภาพ และปราศจากการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศ และ 6.แสดงวิสัยทัศน์ต่อประเด็น “สมรสเท่าเทียม” เพื่อช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวกับสาธารณะมากขึ้น

โดยทั้ง 6 ข้อข้างต้น เสนอโดยองค์กรและบุคคลที่ดำเนินงานด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ ตามรายชื่อดังต่อไปนี้ 1.มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ 2.มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษชยน 3.มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ 4.มูลนิธิเอ็มพลัส 5.มูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร 6.สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย 7.ศูนย์ความเป็นเลิศการวิจัยด้านเพศภาวะ เพศวิถีและสุขภาพมหาวิทยาลัยมหิดล 8.โครงการส่งเสริมสุขภาวะและลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนข้ามเพศประเทศไทย

9.คลินิกแทนเจอรีน สถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี 10.ผศ.ดร.กนกวรรณ ธราวรรณ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 11.องค์กรพิ้งค์มังกี้ เพื่อความหลากหลายทางเพศ จังหวัดลพบุรี 12.สำนักพิมพ์สะพาน 13.โรงน้ำชา 14.กลุ่มพยูนศรีตรัง จังหวัดตรัง 15.กลุ่มทำทาง 16.กลุ่มคนตาบอดผู้มีความหลากหลายทางเพศ 17.Trans for career Thailand 18.Non-Binary Thailand

19.SAGA Thailand 20.Intersex Thailand 21.AroAce-clusionist : Aromantic&Asexual Exist 22.GIRLxGIRL 23.ชวินโรจน์ พัชรพร นักวิชาการอิสระด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ 24.ศรัทธารา หัตถีรัตน์ นักกิจกรรมอิสระด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ 25.พริษฐ์ ชมชื่น นักกิจกรรมอิสระด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ และ 26.มูลนิธิซิสเตอร์

อีกด้านหนึ่ง กลุ่มทำทาง ได้เปิดหัวข้อรณรงค์ “ผู้ว่าฯ กทม. ต้องมีนโยบายจัดบริการทำแท้งปลอดภัย ฟรี ถูกกฎหมายโดยรัฐ อย่างน้อย 1 แห่งใน กทม.”บนเว็บไซต์ Change.org ระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีผู้ที่ต้องการรับบริการยุติการตั้งครรภ์มากที่สุด ปัจจุบัน กฎหมายทำแท้งก็เปลี่ยนแล้ว ในอายุครรภ์ต่ำกว่า 12 สัปดาห์ ไม่มีความผิดทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ มากกว่า 12 สัปดาห์ กฎหมายก็กำหนดให้ทำได้ ตามเงื่อนไขกว้าง เช่น ความผิดปกติด้านกาย จิต, ตัวอ่อนพิการ, ถูกข่มขืน (ไม่ต้องแจ้งความ), อายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ ยังเข้าปรึกษาทางเลือกแล้วเข้ารับบริการได้

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือบัตรทอง ยังสนับสนุน 3,000 บาท ให้โรงพยาบาลรัฐสามารถเบิกจ่ายในการให้บริการทำแท้ง (ต่อราย) อีกด้วย ทำให้ รพ.รัฐ ที่ให้บริการ หลายๆ แห่งสามารถให้บริการฟรี แต่ในกรุงเทพฯ จะไปรับบริการ ต้องจ่าย 5,000 บาทเป็นอย่างต่ำ ไม่มี รพ.รัฐ ที่ให้บริการฟรี เหตุใดในกรุงเทพฯ มีแต่โรงพยาบาลและคลินิกเอกชน (ทั้งหมด 6 แห่ง) ส่วน รพ.รัฐ ถ้าจะเข้า ต้องมีเงื่อนไข ข่มขืน ตัวอ่อนพิการ ตั้งครรภ์แล้วเป็นอันตราย เป็นต้น

มีคำถามว่าเหตุใด รพ.รัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ที่ต่ำกว่า 12 สัปดาห์ ทำแท้งได้แล้ว รพ. เบิกอุดหนุนจาก สปสช. 3,000 บาทต่อคน เท่านี้ คนก็ได้รับบริการฟรีแล้ว รพ.ที่ทำแบบนี้ปัจจุบันไม่ใช่ว่าไม่มี โดยอยู่ในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี จึงเรียกร้องไปยังผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หากได้รับการเลือกตั้ง ขอให้จัดให้มีสถานบริการทำแท้ง อายุครรภ์ต่ำกว่า 12 สัปดาห์ ฟรี (เบิก สปสช.) ให้คนกรุงเทพฯ

หมายเหตุ : กฎหมายการทำแท้งซึ่งถูกแก้ไขหลักเกณฑ์อายุครรภ์ตามที่อ้างถึงข้างต้น คือประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ความผิดฐานทำให้แท้งลูก โดยมีการแก้ไขมาตรา 301 และมาตรา 305 เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2564 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 138 ตอนที่ 10 ก ลงวันที่ 6 ก.พ. 2564 เรื่อง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564

‘เอนก’เปิดศูนย์’จันทน์กะพ้อ’มรภ.ยะลา ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ 3 จังหวัดชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652156

'เอนก'เปิดศูนย์'จันทน์กะพ้อ'มรภ.ยะลา ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ 3 จังหวัดชายแดนใต้

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2565 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือ ผู้มีภาวะพึ่งพิง “จันทน์กะพ้อ” มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา (มรภ.ยะลา) โดยมี ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษา รมว.อว. , ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัด อว.เข้าร่วม พร้อมด้วย ผศ.ดร.สมบัติ โยธาทิพย์ อธิการบดี มรภ.ยะลา คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ ที่อาคาร Day Care มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า ศูนย์ฯ จันทน์กะพ้อนับเป็นต้นแบบของมหาวิทยาลัยราชภัฏทุกแห่งในการเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักศึกษาและผู้ที่สนใจ รวมถึงยังเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าในอนาคตจำนวนผู้สูงอายุจะมีมากขึ้น และเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งไม่ควรมองเป็นปัญหาหรือภาระ แต่ให้มองเป็นโอกาส ที่จะสร้างธุรกิจหรือสร้างงานที่รองรับสังคมผู้สูงอายุได้ สำหรับศูนย์ฯ จันทน์กะพ้อที่ตนอยากให้เพิ่มเติม คือ การเร่งผลิตนักบริบาลผู้สูงอายุให้มีจำนวนมากขึ้น โดยใช้หลักการ “มาก​ เร็ว​ ดี​ ประหยัด” ตั้งเป้าภายใน 1 – 2 ปี​ ให้มีที่รองรับผู้สูงอายุใน 3 จังหวัดชายแดนอย่างเพียงพอ และทำให้คนในพื้นที่โดยเฉพาะ จ.ยะลา มีงานทำ ในขณะที่ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยได้อีกด้วย ที่สำคัญ ยังแสดงให้เห็นว่า มรภ.เป็นมหาวิทยาลัยที่มุ่งพัฒนาพื้นที่และรับรู้ทุกข์สุขของคนในชุมชน

ด้าน ผศ.ดร.สุนีย์ เครานวล อาจารย์รับผิดชอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงจันทน์กะพ้อ กล่าวว่า ศูนย์ฯ จันทน์กะพ้อได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ตามพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 จากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้บริการด้านการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีการดำเนินงานใน 2 ลักษณะ คือ เป็นแหล่งเรียนรู้ของนักศึกษาและผู้ที่สนใจ รวมถึงให้บริการผู้สูงอายุแบบไปกลับ โดยจะเปิดให้บริการเดือนมิถุนายน 2565 ตลอดจนอบรมหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง ที่ผู้เรียนหรือผู้ที่สนใจใช้เวลาเรียนในระยะเวลาสั้น แต่สามารถประกอบอาชีพในสถานบริบาลผู้สูงอายุได้ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อและมีใจรักด้านการดูแล ถือเป็นการส่งเสริมการมีงานทำ และมีรายได้ โดย มรภ.ยะลา จะรับเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยในการดูแลผู้สูงอายุ จัดระบบการให้บริการส่งไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ซึ่งมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้ติดตามให้คำแนะนำในด้านมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุที่ส่งไปดูแลที่บ้าน รวมทั้งพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลอย่างต่อเนื่อง และทำความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยได้ทำบันทึกความร่วมมือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ผศ.ดร.สุนีย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มรภ.ยะลา ยังมีการศึกษาและมีแนวคิดที่จะขยายผลจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในระดับตำบล โดยบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน ตามภารกิจของ มรภ.เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นโอกาสและความท้าทายอย่างยิ่งของบทบาทมหาวิทยาลัยในพื้นที่

– 006