นายกฯห่วงเสียงวิพากษ์พระสงฆ์พฤติกรรมไม่เหมาะสม สั่ง‘พศ.’เข้มวินัยสงฆ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652073

นายกฯห่วงเสียงวิพากษ์พระสงฆ์พฤติกรรมไม่เหมาะสม สั่ง‘พศ.’เข้มวินัยสงฆ์

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 09.10 น.

นายกฯห่วงเสียงวิพากษ์พระสงฆ์พฤติกรรมไม่เหมาะสม สั่ง‘พศ.’เข้มวินัยสงฆ์

8 พฤษภาคม 2565 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความเป็นห่วงต่อกระแสข่าวที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ส่งผลต่อความศรัทธาของพี่น้องประชาชน สั่งการสำนักพระพุทธศาสนา (พศ.) กำชับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) เข้มงวดพระสงฆ์ให้ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หน้าที่หลักของพระสงฆ์คือ การธำรงรักษา และเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาให้ยั่งยืนสืบไป ด้วยสังฆคุณอันยิ่งใหญ่นี้ พุทธศาสนิกชนจึงควรรู้จักการปฏิบัติตนต่อพระภิกษุสงฆ์ที่เหมาะสม หน้าที่หลักของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ได้แก่ การศึกษาหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา แล้วปฏิบัติตาม พร้อมทั้งนำหลักคำสอนมาเผยแผ่แก่ประชาชน การจะปฏิบัติกิจใด ๆ ก็ตามต้องไม่ละเลยการประพฤติในส่วนที่เรียกว่า “พรหมจรรย์” ซึ่งเป็นความประพฤติเพื่อความประเสริฐ เพื่อบรรลุถึงความสิ้นกิเลส โดยประพฤติให้เป็นไปตามพุทธบัญญัติและต้องเอื้อเฟื้อ ไม่ละเมิดพุทธอาณัติอันเป็นข้อห้ามมิให้ประพฤติ หรือเรียกว่าประพฤติให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย

“นายกรัฐมนตรี ขอให้ พศจ. เร่งประสานงานกับเจ้าคณะปกครองสงฆ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และหาแนวทางร่วมกันในการทำความเข้าใจต่อสังคมให้ถูกต้อง รวมถึงสอดส่องดูแล ให้พระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติตามคำสั่งมหาเถรสมาคม เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชน สร้างศรัทธา  สร้างความเหลื่อมใส ร่วมกันทำนุบำรุงศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าต่อไป” นายธนกร กล่าว

จิตแพทย์ เผยสถิติยุคโควิดคนป่วยจากสารเสพติดสวนทางโรคอื่น ชี้ ทำเด็กฆ่าตัวตายสูง 3-4 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652003

จิตแพทย์ เผยสถิติยุคโควิดคนป่วยจากสารเสพติดสวนทางโรคอื่น ชี้ ทำเด็กฆ่าตัวตายสูง 3-4 เท่า

วันเสาร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 18.03 น.

จิตแพทย์ เผยข้อมูลยุคโควิดคนป่วยจากสารเสพติดตบเท้าเข้ารพ.พุ่ง สวนทางโรคอื่นๆ พบทำเด็กฆ่าตัวตายสูง 3-4 เท่า ความรุนแรงในครอบครัว การละเมิดทางเพศสูงตาม ด้าน อาจารย์นิติศาสตร์ มธ. ชี้ ร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ฉบับ ภท.เอื้อนายทุน ขาดการคุ้มครองสุขภาพ “อัยการ” แนะเพิ่มบทลงโทษกรณีไร้ใบอนุญาต-ถือครองฉบับหมดอายุ จี้ เพิ่มหมวดจัดตั้งกองทุนเยียวยาผลกระทบจากกัญชา กัญชง 

ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) ร่วมกับสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาวิชาการและการประชุมวิชาการศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด โดยมี รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) นพ.สุจิระ  ปรีชาวิทย์ โรงพยาบาลจิตเวชสระแก้วราชนครินทร์  ศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.ภูวิชชชญา เหลืองธีรกุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 10 ร่วมเสวนาผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

รศ.พญ.รัศมน กล่าวว่า วันนี้สังคมเห็นด้วยในการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ และลุ้นการพิจารณาผ่านร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ….ในสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังมีความเป็นห่วงผลกระทบกับสุขภาพ ดังนั้นการใช้กัญชาต้องใช้อย่างถูกต้องเข้าใจผลข้างเคียง ทั้งนี้ จากการศึกษาย้อนหลัง 3 ปีต่อเนื่อง พบกลุ่มอายุต่ำกว่า 20 ปี มีการใช้กัญชาแบบสูบเพิ่มมากขึ้น ส่วนการกิน การดื่มพบเพิ่มทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะวัยกลางคน ดังนั้นก้าวย่างต่อไปต้องมั่นคง ปลอดภัยกับทุกฝ่าย

นพ.สุจิระ กล่าวว่า สาร THC ส่งผลต่อสมองทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทำให้การถอดรหัสพันธุกรรมและการสร้างโปรตีนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การใช้กัญชาอาจทำให้เกิดอาการโรคจิตมีหูแว่วหวาดระแวง โรคซึมเศร้า ความคิดหรือความพยายามฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ยังทำให้โรคจิตเวชเดิมแย่ลง ทั้งโรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้ว โรควิตกกังวล และPTSD ปัญหาสำคัญที่สุด คือ ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคจิตเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้และติดสารเสพติดชนิดอื่นด้วย

จากการศึกษาในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาที่ประกาศใช้นโยบายกัญชาทางการแพทย์ทั้งแบบจำกัดข้อบ่งชี้และแบบเปิดกว้างที่ไม่จำกัดข้อบ่งชี้ พบว่ารัฐที่ใช้นโยบายกัญชาแบบเปิดกว้างนั้นมีอุบัติการณ์ของโรคจิตเวชรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลจากประเทศที่อนุญาตให้ใช้กัญชาแบบสันทนาการได้พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยและผู้ได้รับผลกระทบจากกัญชาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทยมีรายงานจากฐานข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ปี 63-64 ช่วงการระบาดของโควิด–19 พบว่า ผู้รับบริการแบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในแผนกจิตเวชลดลง แต่ผู้เข้ารับการรักษาโรคจากการใช้สารเสพติดไม่รวมแอลกอฮอล์และบุหรี่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องถึง 20-40% การออกนโยบายกัญชาจึงควรสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมโดยรวม รัฐควรทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้กัญชาสามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์สูงสุด ในขณะเดียวกันยังสามารถป้องกันบุคคลทั่วไปและเยาวชนจากความเสี่ยงของกัญชารูปแบบต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการอย่างเสรีอีกด้วย

ศ.นพ.ชวนันท์ กล่าวว่า กัญชายังถือเป็นสารเสพติด ผู้ใหญ่จะมีโอกาสเสพติดประมาณ 9% เด็ก วัยรุ่น 17% และมีผลกระทบต่อการทำงานของสมองโดยเฉพาะเด็ก วัยรุ่น ซึ่งจากการทำ MRI พบสมองเล็กลง รอยหยักเปลี่ยนไป เกี่ยวข้องกับความสามารถในการเรียนรู้และสติปัญญา ไอคิวลด มีผลต่อความจำ ความสามารถในการใช้เหตุผล สมาธิ ทักษะแก้ปัญหาชีวิต มีปัญหาความยับยั้งชั่งใจ ส่งผลต่อพฤติกรรมความรุนแรง พบความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย เกเร ทั้งนี้ พบพฤติกรรมฆ่าตัวตายในวัยรุ่นที่ใช้กัญชา สูง 3-4 เท่า ซึ่งน่ากังวลหากเปิดใช้กัญชาที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ ปัญหาการฆ่าตัวตายอาจจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อครอบครัว เกิดความเครียดทั้งจากกัญชา และการเงิน มีข้อมูลพบการใช้ความรุนแรงทางร่างกาย ความรู้สึก การล่วงละเมิดทางเพศสูงขึ้นด้วย ดังนั้น ข้อเสนอของสมาคมจิตแพทย์ฯ คือ ร่างพ.ร.บ.ที่จะผ่านสภาฯ นั้นขอให้ตีกรอบเฉพาะการใช้ทางการแพทย์ก่อน ส่วนการใช้ที่นอกเหนือจากทางการแพทย์ ขอให้รอพัฒนาระบบการใช้กัญชาทางการแพทย์ให้เข้าที่ก่อน มีการควบคุมการผลิต ป้องกันการใช้นอกระบบ หากทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีแล้วค่อยมาว่าเรื่องการใช้กัญชาด้านอื่น ๆ ต่อไป

นายไพศาล กล่าวถึงนโยบายกัญชาของภาครัฐกับผลกระทบของร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ….ของพรรคภูมิใจไทยต่อสังคมไทย ว่า กัญชาหรือพืชกัญชา ถือเป็นยาเสพติดตามกฎหมายยาเสพติดระหว่างประเทศคือ อนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยสารเสพติด ค.ศ.1961 (Single Convention 1961) การแก้ไขประกาศ สธ. ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด จะส่งผลทำให้พืชกัญชาในส่วนที่มีสารTHC สูงซึ่งมิใช่สารสกัด ไม่เป็นยาเสพติดประเภท 5 ตามประกาศ สธ.เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 มิ.ย.2565 จึงขัดต่อกฎหมายยาเสพติดระหว่างประเทศ ไม่มีประเทศใดออกกฎหมายลักษณะนี้ จะทำให้การค้ากัญชาผิดกฎหมายกลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ทำให้มีใช้เพื่อสันทนาการได้อย่างถูกต้อง ซึ่งประเทศไทยยังขาดความพร้อมในเรื่องนี้ อาจส่งผลเสียมากต่อสังคมและประชาชน มีการใช้กัญชาเพิ่มขึ้น จนส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ทำให้เกิดอาชญากรรม อุบัติเหตุ ปัญหาสังคม

ทั้งนี้ การจัดทำร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. …. ที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย มีจุดอ่อนหลายประการ เน้นการส่งเสริมการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาที่เอื้อต่อกลุ่มทุน ขาดมาตรการคุ้มครองสุขภาพ ขาดมาตรการควบคุมการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพโดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มที่เหมาะสม ซึ่งในกฎหมายต่างประเทศจะมีมาตรการเข้มงวดในเรื่องนี้ นอกจากนี้ รัฐบาลและสธ.ยังละเลยการเสนอร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญและอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

ด้าน ดร.ภูวิชชชญา กล่าวถึงข้อเสนอกฎหมายกัญชาจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ว่า ร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ ที่เสนอนั้น มีบางอย่างที่ก่อให้เกิดความสับสนในเรื่องการสื่อสาร และการนำไปบังคับใช้ ดังนั้น ข้อเสนอแนะคือให้มีการปรับบทนิยามในมาตรา 3 มาตรา 4 เรื่องการใช้เพื่อประโยชน์ในครัวเรือน และเพิ่มมาตรการรองรับการครอบครองกัญชา หรือกัญชงภายหลังการสิ้นอายุการแจ้ง หรือสิ้นอายุใบอนุญาตว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป และพิจารณาบทกำหนดโทษกรณีที่ไม่จดแจ้งหรือไม่ขออนุญาตครอบครองภายหลังสิ้นอายุใบอนุญาต เพราะในร่างฯ ไม่ได้มีการกำหนดไว้ และควรมีการกำหนดหมวดใหม่ ในร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ให้มีการตั้งกองทุนสำหรับเยียวยาผลกระทบจากกัญชา กัญชง เพิ่มเติม เนื่องจากเรื่องนี้อยู่ภายใต้การกำกับของสธ. จะมาใช้กองทุนของ ป.ป.ส.ไม่ได้ ซึ่งเท่าที่ดูร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ยังไม่ได้กำหนดตรงนี้ไว้ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะต้องมี เพราะสุดท้ายพ.ร.บ.อาจจะบังคับใช้ไม่ได้จริง เนื่องจากปัจจุบันมีการมองในมุมการแพทย์ การรักษาพยาบาล แต่ไม่ได้มองในมุมที่จะเกิดขึ้นตามมา เพราะเท่าที่ดูน่าจะเป็นทุนใหญ่ที่มาขออนุญาต ดังนั้นต้องเขียนไว้ในร่างพ.ร.บ.ให้ชัดเจน เพราะถ้าผลักดันภายหลังเป็นเรื่องยากมาก.

ลดรับเปิดเทอม!ศธ.ช่วยผู้ปกครอง หั่นราคา‘ชุดนักเรียน-เครื่องเขียน’50%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651944

ลดรับเปิดเทอม!ศธ.ช่วยผู้ปกครอง หั่นราคา‘ชุดนักเรียน-เครื่องเขียน’50%

วันเสาร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 12.33 น.

ลดรับเปิดเทอม!ศธ.ช่วยผู้ปกครอง หั่นราคา‘ชุดนักเรียน-เครื่องเขียน’50%

7 พฤษภาคม 2565 ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (โฆษก ศธ.) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  ได้หารือร่วมกับองค์การค้าคุรุสภา เพื่อนำเสนอมาตรการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2565 โดยสั่งการให้ องค์การค้าคุรุสภา หาแนวทางในการลดราคาสินค้าที่ผู้ปกครองจำเป็นต้องซื้อให้นักเรียน และให้ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายผู้ค้าร่วม เพื่อลดราคาสินค้าทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงเปิดภาคเรียนนี้

ทั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ซึ่ง รมว.ศธ. ได้เรียกประชุมองค์กรหลักทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและประชาชน โดยจะมีการแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมของการเปิดภาคเรียนของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในวันอังคารที่ 10 พฤษภาคม 2565 ณ โรงเรียนพญาไท เวลา 08.30 น เป็นต้นไป

ดร.วีระ กล่าวต่อว่า ในการแถลงข่าวดังกล่าว นอกจากจะเน้นย้ำนโยบายเรื่องความพร้อมในการเปิดเรียนอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะมาตรการรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในสถานศึกษา ซึ่ง ศธ.ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด ในการวางแนวทางและมาตรการที่สำคัญจำเป็นไว้ครบถ้วน รวมถึงการเปิดโอกาสให้กรรมการสถานศึกษา ชุมชนมีส่วนร่วมในเรื่องความปลอดภัย  นอกจากนี้ รมว.ศธ. ยังได้ให้ส่วนราชการเน้นให้ความสำคัญกับการเรียนการสอน ด้วยการคืนคุณภาพการศึกษาไทย โดยให้วางมาตรการฟื้นฟูเพื่อแก้ไขภาวะการเรียนรู้ถดถอยในเด็ก หรือ Learning Loss ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่นี้

สำหรับการลดราคาชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอน และสินค้าอื่น ๆ ทางองค์การค้าคุรุสภา ได้นำเสนอรายการสินค้า และการส่งเสริมการขาย โดยมีส่วนลดระหว่าง 10-50 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะชุดนักเรียนทั้งชายและหญิง สามารถซื้อได้ในราคาครึ่งหนึ่ง หรือลด 50 เปอร์เซ็นต์ โดยกิจกรรมทางการตลาดเพื่อลดภาระผู้ปกครองนักเรียน จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 10 พฤษภาคม ถึงวันที่ 15 มิถุนายน นี้ สามารถซื้อได้ที่ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  อาทิ กระโปรงประถมผ้าโทเรจีบรอบ ลด 50% จากราคา 190 เหลือ 95 บาท (ราคาตามขนาด) , เสื้อเชิ๊ตนักเรียนผ้า 210 เส้น ลด 50% จากราคา 120 เหลือ 60 บาท (ราคาตามขนาด) , ดินสอ 2B ได้รับมาตรฐานการทำข้อสอบ ลด 10% จากราคา 44 เหลือ 40 บาท , ดินสอสี 36 สี แถมกบเหลา ลด 10% จากราคา 126 เหลือ 113.50 บาท , ดินสอสีกล่องเหล็กพรีเมี่ยม ลด 10% จากราคา 68 เหลือ 61.50 บาท , สารเคมีลด 15% , คู่มือครู ลด 30%

ทั้งนี้ สินค้าดังกล่าวจะมีจัดจำหน่ายที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ทุกสาขา หรือระบบออนไลน์ รวมถึงร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการ เช่น ภาคเหนือ ร้านโมเดิร์น และร้านมิวนิคบุ๊คเซ็นเตอร์ ภาคกลาง ร้านเบญจวิโรฒ ภาคใต้ ร้านเส้งโห และภาคอีสาน ร้านบิ๊กบุ๊ค เป็นต้น

“เชื่อมั่นว่า สถานศึกษาทุกแห่งมีความพร้อมในการเปิดภาคเรียนใหม่นี้ได้อย่างปลอดภัย พร้อมแก้ปัญหาความถดถอยคุณภาพการศึกษา ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและสาธารณชนต่อต่อระบบการศึกษาของไทย” ดร.วีระ กล่าว

‘ตรีนุช’ลงพื้นที่’กรุงเก่า’ เยี่ยมบ้านนักเรียน’โครงการพาน้องกลับมาเรียน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651826

'ตรีนุช'ลงพื้นที่'กรุงเก่า' เยี่ยมบ้านนักเรียน'โครงการพาน้องกลับมาเรียน'

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 17.31 น.

“ตรีนุช” ลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยาประชุมผู้บริหารเขตพื้นที่ ผอ.โรงเรียนพร้อมตรวจเยี่ยมบ้าน นร.โครงการพาน้องกลับมาเรียน

6 พ.ค.2565 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาใน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามผลการค้นหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน ในโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมถึงการเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565  ในวันที่ 17 พ.ค.นี้ โดยได้ไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดใหญ่ชัยมงคล (ภาวนารังษี) พร้อมกับเยี่ยมบ้านนักเรียนที่ออกเรียนกลางคันในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้ติดตามกลับมาเรียนในระดับ ม.3 ของ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยา (กศน.) อำเภอพระนครศรีอยุธยา

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ตนและผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่ติดตามโครงการพาน้องกลับเข้าเรียน ซึ่งเป็นโครงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะตลอด 2 ปี ที่ประเทศเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาตนมอบนโยบายให้เขตพื้นที่ฯ ทุกเขต เร่งติดตามพาน้องกลับมาเรียนให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1/2565 จากที่ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจบุคลากรทางการศึกษาใน จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่า การดำเนินโครงการพาน้องกลับเข้าเรียนในจังหวัด มีผลงานที่น่าพอใจ สามารถติดตามได้ครบ 100% และสามารถนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาได้มากถึง 90% มีส่วนน้อยที่แม้ว่าเจอตัวเด็กแล้ว แต่เด็กมีปัญหาครอบครัวอาจจะเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่ได้ ตนจึงมอบนโยบายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และโรงเรียน ประสานกับภาคีเครือข่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ได้ติดตามความพร้อมการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ พบว่าเขตพื้นที่ฯ และโรงเรียนใน จ.พระนครศรีอยุธยา มีความพร้อมที่จะเปิดภาคเรียนในรูปแบบออนไซต์ 100% เด็กส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนแล้ว อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำว่าโรงเรียนต้องกำหนดการตามมาตรการ 6-6-7 ของ สธ.เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย และโรงเรียนต้องอยู่ร่วมกับโควิด-19 ให้ได้ ซึ่งศธ.ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มาโดยตลอดในการจัดทำแผนเผชิญเหตุให้โรงเรียนทุกแห่ง หากโรงเรียนพบเด็กติดเชื้อ ให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุที่ให้ไว้ คือให้ปิดเฉพาะห้องเรียนที่พบเด็กติดเชื้อ ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งโรงเรียนเหมือนที่ผ่านมา

สำหรับโรงเรียนวัดใหญ่ชัยมงคล (ภาวนารังสี) ปัจจุบันมีนักเรียน จำนวน 880 คน โดยมีนักเรียนตัวอย่างในโครงการพาน้องกลับมาเรียน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จากนั้น นักเรียนได้ออกจากโรงเรียนกลางคัน เนื่องจากปัญหาส่วนตัวและปัญหาครอบครัว เมื่อกระทรวงศึกษาธิการโดย น.ส.ตรีนุช ได้มอบนโยบายให้ดำเนินโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ทางโรงเรียนได้ดำเนินการติดตามนักเรียน พบว่า นักเรียนไม่ได้ศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในระบบ แต่ได้สมัครเข้าเรียนต่อที่การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อำเภอพระนครศรีอยุธยา 

ทางโรงเรียนได้ให้การช่วยเหลือนักเรียนโดยแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานติดตาม ค้นหาเด็กตกหล่น และเด็กออกกลางคันให้กลับมาเข้าสู่ระบบ พร้อมทั้งวิเคราะห์ ตรวจสอบข้อมูลนักเรียน ติดต่อประสานกับผู้ปกครอง ติดตามการเข้าศึกษาต่อของนักเรียน และขอเอกสารยืนยันการศึกษาต่อ อีกทั้งโรงเรียนได้ช่วยเหลือเบื้องต้นด้วยการสมทบทุนช่วยเหลือด้านการศึกษา และทำการสรุปผลการติดตาม รายงานผลต่อหน่วยงานต้นสังกัด เมื่อดำเนินการช่วยเหลือแล้วปัจจุบันนักเรีนนคนดังกล่าว ได้เข้าศึกษาต่อที่การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เหลืออีก 1 ภาคเรียนก็จะจบการศึกษาภาคบังคับ

-009

‘วิษณุ’ปัดตอบ! สังคายนากฎหมายวงการสงฆ์ บอกผอ.พศ.ยังใหม่-ตามเงินจาก’กาโตะ’อยู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651586

'วิษณุ'ปัดตอบ! สังคายนากฎหมายวงการสงฆ์ บอกผอ.พศ.ยังใหม่-ตามเงินจาก'กาโตะ'อยู่

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 16.14 น.

“วิษณุ”ปัดตอบ สังคายนากฎหมาย วงการสงฆ์ บอกผอ.สำนักพุทธยังใหม่-ตามเงินจากอดีตพระกาโตะอยู่

วันที่ 5 พฤษภาคม 2565 เวลา 15.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังการพูดคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ได้มีการหารือปัญหาเกี่ยวกับวงการสงฆ์ในปัจจุบันหรือไม่ว่า เรื่องพระ ตนคุยกับผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ไม่ได้คุยกับนายกฯ

เมื่อถามว่า การพูดคุยกับผอ.พศ.  มีการพูดเรื่องการเพิ่มโทษอะไรหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องนั้น ยังไม่ขอตอบในตอนนี้ เมื่อถามย้ำว่าจะมีการสังคายนาเกี่ยวกับกฎหมายพระหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่ายังไม่ตอบในตอนนี้ ขอให้ผอ.พศ.ไปศึกษาก่อนเพราะเขายังใหม่ ยังนึกไม่ออก และยังตามหาเงินที่อดีตพระกาโตะ หรือนายพงศกร จันทร์แก้ว นำไปอยู่

เมื่อถามว่า การพูดคุยกับผอ.พศ. เกิดขึ้นเมื่อใด นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อสักครู่ บังเอิญเจอกันบนตึกไทยคู่ฟ้า

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งรัฐอิสราเอล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651525

'ในหลวง'ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งรัฐอิสราเอล

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.24 น.

5 พฤษภาคม 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพร ไปยังประธานาธิบดีแห่งรัฐอิสราเอล ในโอกาสวันเอกราชของรัฐอิสราเอล ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม 2565 ความว่า

ฯพณฯ นายอิซฮาก เฮอร์โซก ประธานาธิบดีแห่งรัฐอิสราเอล รัฐอิสราเอล ในโอกาสวันเอกราชของรัฐอิสราเอล ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีและขออำนวยพรให้ท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงและประสบความสุขสวัสดี ทั้งขอให้ประเทศและประชาชนชาวอิสราเอลมีความผาสุกและเจริญรุ่งเรืองสืบไป

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ความเข้าใจอันดีและความผูกพันฉันมิตรระหว่างประเทศเราทั้งสองจะช่วยยกระดับความร่วมมือที่กว้างขวางของทั้งสองฝ่ายให้เพิ่มพูนขึ้นไปอีกในอนาคต       

(พระปรมาภิไธย)  มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

มมส. ได้อันดับที่ 5 ร่วมระดับประเทศ การจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651369

มมส. ได้อันดับที่ 5 ร่วมระดับประเทศ  การจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ได้รับการจัดอันดับ Times Higher Education University Impact Rankings 2022 โดยขยับอันดับจากเดิม 801-1,000 เป็น 301-400 ด้วยคะแนนรวม 73 คะแนน จากคะแนนเต็ม100 คะแนน และเป็นที่ 5 ร่วมระดับประเทศ โดยอันดับที่ดีที่สุด ได้แก่ เป้าหมายที่ 14 อยู่ในอันดับที่ 52 ของโลก ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการดำเนินงานเกี่ยวกับ SDGs ทั้ง 17 เป้าหมาย

สำหรับผลประจำปี 2022 มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมการจัดอันดับจำนวน 1,406 แห่ง จากเดิม 1,115  แห่ง จากทั้งสิ้น 106 ประเทศ จากเดิม94 ประเทศทั่วโลก โดยในปีนี้มีมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเข้าร่วมการจัดอันดับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากเดิม 25 แห่ง เป็น 51 แห่ง จะเห็นได้ว่า “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” นั้นมีความสำคัญในการช่วยโลกลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเท่าเทียมในด้านต่างๆ ทุกหน่วยงานจึงต้องการมีส่วนสำคัญในการผลักดันทั้ง 17 เป้าหมายให้บรรลุภายในปี ค.ศ.2030 

ในส่วนของการให้คะแนนนั้นจะคำนวณจาก 4 เป้าหมาย คือ เป้าหมาย 17 (ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) ซึ่งเป็นเป้าหมายบังคับและอีก 3 เป้าหมายที่มหาวิทยาลัยได้คะแนนสูงสุด โดยเป้าหมาย 17 คิดเป็น 22% และเป้าหมายอื่นอีกเป้าหมายละ 26% 

นักวิจัย มศว วิจัย ‘ผ้าฝ้ายย้อมคราม’ แบบเกษตรอินทรีย์แท้ เพื่อเพิ่มมูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651370

นักวิจัย มศว วิจัย ‘ผ้าฝ้ายย้อมคราม’  แบบเกษตรอินทรีย์แท้ เพื่อเพิ่มมูลค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณี กุลชัย อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า ผ้าฝ้ายย้อมครามเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดสกลนคร เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน มีกระบวนการขั้นตอนที่ต้องอาศัยความชำนาญโดยเฉพาะการย้อมสีผ้าจากต้นครามกับเส้นด้ายอย่าประณีต สวยงาม ดังนั้นต้นครามจึงต้องได้รับการดูแลที่ดี หากเป็นไปตามธรรมชาติใช้สารวัตถุดิบแบบอินทรีย์ พร้อมกับการพัฒนาการตลาดไปพร้อมกัน ก็จะส่งผลดีในการช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่วิสาหกิจชุมชนในรูปแบบต่างๆ ได้มากขึ้นจึงเป็นที่มาของ “โครงการการยกระดับผ้าฝ้ายย้อมครามอินทรีย์สู่ eco indigo products เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ย้อมครามธรรมชาติ” โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณีกล่าวถึงที่มาของโครงการนี้ว่า จุดเริ่มต้นมาจากงานวิจัยก่อนหน้าที่ทำงานด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดสกลนคร โดยได้สำรวจกลุ่มผู้ผลิตต้นคราม พบว่า วัตถุดิบในการทำ “ครามเปียก” ที่มาจากการหมักใบต้นครามตามภูมิปัญญาชาวบ้าน มีราคาขายส่งเพียงกิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งกว่าจะได้ครามเปียกแต่ละ1 กิโลกรัมนั้นก็ต้องใช้วัตถุดิบที่เยอะมาก ในฐานะนักวิจัยก็มีความคิดว่า จะให้วัตถุดิบนั้นมีราคาที่สูงขึ้น ต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงในการปลูก มีการดูแลอย่างเข้มข้น และช่วยลดต้นทุนสำหรับวิสาหกิจชุมชนได้อีกด้วย จึงได้เริ่มศึกษาวิจัยใน 2 พื้นที่คือที่บ้านอูนดง และบ้านเชิงดอย ซึ่งทั้งสองพื้นที่มีรูปแบบดินที่แตกต่างกัน เพื่อดูว่าวิธีการผลิตจะมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรระหว่างพื้นที่นากับพื้นที่ดอน พร้อมกันนี้ ยังได้ปลูกฝ้ายในระบบอินทรีย์ทั้งสองพื้นที่ ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังชุมชน ให้รู้จักการปลูกครามและฝ้ายแบบอินทรีย์ให้มากขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณีกล่าวต่อไปว่าจากการลงพื้นที่สำรวจดินในพื้นที่บ้านเชิงดอยพบความเสียหายจากการปลูกพืชซ้ำๆ และใช้ปุ๋ยเคมี ส่งผลให้เกิดค่าความเค็มในดิน มีกรดสูง ค่าสารอินทรีย์ในดินมีน้อย และค่า NPK ต่ำ ทำให้ต้องเริ่มการบำรุงดินด้วยการปลูกต้นปอเทืองก่อนเพื่อเพิ่มไนโตรเจน และนำปุ๋ยจากมูลวัวในชุมชนมาใส่ในแปลงดิน จากนั้นทำการไถกลบแล้วปลูกคราม ซึ่งในรอบแรกสามารถเก็บผลผลิตต้นครามได้ 530 กิโลกรัม ผลิตครามเปียกได้ 70 กิโลกรัม เก็บฝ้ายได้ประมาณ 20 กิโลกรัมส่วนพื้นที่บ้านอูนดงซึ่งเป็นพื้นที่นา ได้ผลผลิตครามเปียก50 กิโลกรัม แต่ใช้พื้นที่น้อยกว่า

ทั้งนี้ ได้กำหนดการปลูกตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่เป็นการรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ PGS ที่ทำให้ผู้ตรวจสอบได้รับการอบรม เป็นผู้ผลิตคราม และรับรองด้วยกันเอง เมื่อผ่านมาตรฐานแล้ว ก็จะได้รับการรับรองว่า ผ้าฝ้ายย้อมครามของวิสาหกิจที่เข้าร่วมโครงการนี้ผ่านรูปแบบการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์จริง นอกจากนี้ยังได้ส่งไปยังสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อตรวจค่าโลหะหนัก ความเป็นกรด-ด่าง เพื่อให้รับรองตามฉลากสิ่งแวดล้อม หรือ ECO-LABELLING อีกด้วย ซึ่งในอนาคตหากได้รับการรับรองจากทั้งสองรูปแบบแล้ว ก็จะนำมาให้ผู้บริโภคได้ทดสอบสวมใส่ต่อไป ซึ่งเป็นโครงการวิจัยต่อเนื่องในปีที่สอง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณีอธิบายด้วยว่าเหตุผลที่เลือกพื้นที่เหล่านี้ เนื่องจากบ้านเชิงดอย ประชาชนมีอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก แต่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แม้จะมีการปลูกครามเป็นจำนวนมาก แต่กลับขายไม่ได้ราคาที่สูงนัก ส่วนหนึ่งมาจากการถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา จึงเห็นว่าหากเกษตรกรได้รับการพัฒนาวิธีการปลูก หรือได้รับการรับรองECO-LABELLING ก็จะช่วยให้วิสาหกิจชุมชนของหมู่บ้านแห่งนี้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่วนการเลือกพื้นที่หมู่บ้านอูนดงนั้น เพราะเป็นกลุ่มวิสาหกิจขนาดใหญ่ ยอมรับวิธีการทำผ้าฝ้ายย้อมครามที่หลากหลาย หากทำให้มีผ้าฝ้ายย้อมครามจากการปลูกแบบอินทรีย์ได้ก็จะเพิ่มช่องทางการขายได้มากขึ้น เพราะวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ ส่งสินค้าไปทั่วจังหวัดสกลนคร และเชื่อมต่อไปยังร้าน “ครามสกล” เพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่มาจากการปลูกแบบอินทรีย์ส่งไปขายต่างประเทศ พร้อมกันนี้ ยังได้ออกแบบลายผ้าย้อมครามให้มีความทันสมัยมากขึ้นจากนั้นให้วิสาหกิจชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกลายผ้า เพื่อผลิตผ้าฝ้ายย้อมครามอินทรีย์ต้นแบบ

“มองว่าโครงการนี้จะมีประโยชน์ต่อเกษตรกรทั้งด้านของสุขภาพ ที่ลดการใช้ยาฆ่าแมลง งดการใช้สารเคมีในการผลิต รวมถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะมีผลดีในระยะยาว เพราะสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ เป็นกระบวนการที่ให้วิสาหกิจชุมชนอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ได้มาเรียนรู้กระบวนการปลูกแบบอินทรีย์ได้ สิ่งที่สำคัญคือช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับผลิตภัณฑ์ได้จากการปลูกแบบอินทรีย์” ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณี กล่าวทิ้งท้าย

คณะกรรมาธิการกีฬาพัฒนามวยไทย ผลักดันให้มีการสอนให้ได้มาตรฐาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651372

คณะกรรมาธิการกีฬาพัฒนามวยไทย  ผลักดันให้มีการสอนให้ได้มาตรฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการกีฬา (สมาชิกวุฒิสภา) ผู้จัดทำโครงการเกี่ยวกับมวยไทยเพื่อเยาวชน ผลักดันให้มวยไทยเข้าสู่ขบวนการฝึกสอนให้ได้มาตรฐานเพื่อพัฒนาเข้าสู่ความเป็นกีฬาอาชีพที่ทั่วโลกยอมรับ ได้กล่าวถึงความสำคัญของมวยไทยว่าศิลปะมวยไทย เป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่ามาช้านาน จึงควรมีการฝึกสอนให้ได้มาตรฐาน และเป็นประโยชน์ในการที่จะรักษาองค์ความรู้นี้ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นอาชีพ หรืออาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านมวยไทย เช่น ครูมวยเทรนเนอร์ เจ้าของค่ายมวย โรงยิมฯ ในการฝึกซ้อมหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับมวยจนสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมได้

ในวันนี้ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาเป็นประธานคณะกรรมาธิการด้านการกีฬา ทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ มีบทบาทหน้าที่
ในการพิจารณาศึกษาเรื่องต่างๆ เห็นว่ามวยไทยมีคุณค่าและมีประโยชน์ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงมีข้อเสนอในที่ประชุมกรรมาธิการถึงปัญหาบางอย่าง เช่น ปัญหาการพนัน ปัญหามวยเด็ก และปัญหาการร้องเรียนต่างๆ ที่สุด ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานที่เรียกว่า “คณะทำงานขับเคลื่อนกีฬามวยไทย” ขึ้นเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2564 เพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง รอบคอบ และรอบด้านและได้ดำเนินการต่อเนื่องมา

พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ได้กล่าวถึงการทำงานของคณะทำงานดังกล่าวว่า เราจะพิจารณาในเรื่องการขับเคลื่อนมวยไทยในสามมิติ คือ เพื่อการแข่งขัน เพื่อการศึกษา และเพื่อการอนุรักษ์ในมิติเพื่อการแข่งขัน เราพิจารณาในประเด็นย่อยๆเช่น เรื่องของการตัดสินการแข่งขัน การบริหารจัดการ องค์กรที่จะรับผิดชอบ การบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ หรือการดูแลสวัสดิภาพ และการพัฒนานักกีฬา ส่วนที่เป็นมิติเพื่อการศึกษา ซึ่งเกี่ยวเนื่องโดยตรงในประเด็นของ มวยไทยเพื่อเยาวชน ก็มีการพิจารณาในเรื่องว่า จะทำอย่างไรให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายให้กับหน่วยงานทางฝ่ายบริหารได้ดำเนินการในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดทำหลักสูตร และเรื่องการจัดการเรียนการสอน ในส่วนของมิติของการอนุรักษ์ก็พิจารณาในเรื่องส่งเสริมสนับสนุนให้มวยไทยเป็นมรดกโลก หรือการจัดตั้งศูนย์มวยไทยส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะมีการอนุรักษ์คุณค่าในองค์ความรู้นี้ไว้ โดยรวบรวมเป็นเอกสาร หรือตำราอย่างเป็นระบบ

สำหรับ “มวยไทยเพื่อเยาวชน” นั้นพลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าคือการที่จะพิจารณาในเรื่องของข้อเสนอในการที่จะทำให้มีนโยบายที่จะให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนในรายวิชาในเรื่องของมวยไทย หรือการพัฒนาหลักสูตร รวมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นในหมู่ของเยาวชนให้แพร่หลายทั่วไป คณะทำงานมองเห็นถึงความสำคัญ จึงพยายามที่จะทำอย่างไรให้มวยไทยเข้าไปอยู่ในหลักสูตร ในสถานศึกษา หรือในวิชาการเรียนการสอน

“มวย เป็นศิลปะการต่อสู้ เป็นกีฬา และสามารถพัฒนาสู่ความเป็นอาชีพได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ต่อสังคม และต่อประเทศชาติต้องช่วยกันรณรงค์ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง หวังให้หน่วยงานหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งแม้จะต่างคนต่างมีบทบาทหน้าที่ของตนแตกต่างกันไป ซึ่งผมก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการรณรงค์ และใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ ในการอนุรักษ์ พัฒนา ส่งเสริม และเผยแพร่ในเรื่องมาตรฐาน ให้กีฬามวยไทยเป็นที่ยอมรับได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สิ่งเหล่านี้เป็นพลังอำนาจทางวัฒนธรรมของไทย เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือทางสังคมในการกล่อมเกลาเยาวชน ให้มีคุณธรรม มีหัวใจของนักกีฬา ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ความดีงามต่อไป” พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ได้กล่าวทิ้งท้าย

‘ศรีสุวรรณ’ร้องส.ส.-ส.ว. แก้กฎหมายเอาผิดอาญาพระทำปาราชิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651253

‘ศรีสุวรรณ’ร้องส.ส.-ส.ว. แก้กฎหมายเอาผิดอาญาพระทำปาราชิก

วันพุธ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 09.01 น.

เขย่าดงขมิ้น!‘ศรีสุวรรณ’ร้องกมธ.ศาสนาฯส.ส.-ส.ว. แก้กฎหมายเอาผิดพระ-สีกาที่เสพเมถุน อันเป็นการกระทำผิดพระธรรมวินัยขั้นปาราชิก ให้มีโทษทางอาญา

4 พฤษภาคม 2565 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า วันนี้สมาคมฯได้ส่งหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และวุฒิสภา (ส.ว.) เพื่อขอให้เป็นเจ้าภาพในการพิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อเอาผิดพระและสีกาที่เสพเมถุน อันเป็นการกระทำผิดพระธรรมวินัยขั้นปาราชิก ให้มีโทษทางอาญา

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกรณีของสมีกาโตะและสีกาได้ออกมายอมรับกันว่าได้ร่วมกันเสพเมถุนในรถบนสันเขื่อน จนกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้ จนทำให้พระกาโตะต้องลาสิกขาไปแล้ว กลายเป็นสมีซึ่งต้องห้ามไม่สามารถกลับมาบวชเป็นพระได้อีกตลอดชีวิต แต่ในทางโลกนั้นกลับไม่มีกฎหมายใด ๆ ที่จะเอาผิดผู้ที่ร่วมกระทำการดังกล่าวได้ แม้จะเป็นการทำให้พระศาสนาเสื่อมเสียอย่างมหาศาลก็ตาม ผิดกับประเทศลาวเพื่อนบ้านเราที่เขามีกฎหมายลงโทษผู้ที่กระทำการดังกล่าวในทางอาญาโดยมีโทษจำคุกถึง 3 ปีได้

นายศรีสุวรรณ ระบุว่า ประเทศไทยเรากลับไม่มีกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวโดยตรงเลย มีแต่ประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 4 เป็นความผิดเกี่ยวกับศาสนา (ม.206-208) แต่ก็เป็นเรื่องของการเหยียดหยามศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องของวัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับตัวบุคคลแต่อย่างใด หรือการก่อให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกัน นมัสการ หรือกระทำพิธีกรรมตามศาสนา และการแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นนักบวชเท่านั้น ไม่ได้มีบทบัญญัติที่จะต้องเอาผิดผู้ที่กระทำการชั่วช้าเลวทรามโดยการเสพเมถุนในขณะเป็นพระ ทำให้ศาสนาเสื่อมเสียแต่อย่างใดเลย

ส่วนในเรื่องทรัพย์สินเงินทองของพระที่ได้มาในขณะเป็นพระภิกษุนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1623 ระบุไว้แต่เพียงว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้น จะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิต หรือโดยพินัยกรรม ซึ่งไม่ได้บัญญัติป้องกันมิให้อลัชชีที่แอบเข้ามาบวชเป็นพระเอาผ้าเหลืองบังหน้าหากินสร้างชื่อเสียงมีเงินทองมากมาย จนสามารถนำไปปรนเปรอบำรุงบำเรอสีกาแอบโอนให้กันเป็นหมื่นเป็นแสนได้ หรือแอบนำไปให้ญาติซื้อที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ หรือพระบางรูปเมื่อลาสิกขาแล้ว ยังสามารถขนเอาทรัพย์สินเงินทองติดตามตัวไปด้วย จนสามารถนำไปทำธุรกิจมากมาย โดยกฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้

“เพื่อเป็นการคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยการมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 ม.67 กำหนด สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจึงนำกรณีดังกล่าวร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และวุฒิสภา (ส.ว.) เพื่อใช้วิกฤติเป็นโอกาสในการเป็นต้นเรื่องในการเร่งเสนอปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพื่อยับยั้งและป้องปรามผู้ที่กระทำการดังกล่าวเสียโดยเร็ว” นายศรีสุวรรณ กล่าว