‘ทูตอิสราเอล’เยือน‘มข.’ หารือความร่วมมือวิชาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651162

‘ทูตอิสราเอล’เยือน‘มข.’  หารือความร่วมมือวิชาการ

วันพุธ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ H.E. Ms. Orna Sagiv เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย และคณะผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้เข้าพบผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) และร่วมหารือความร่วมมือทางการศึกษา วิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษาบุคลากร ตลอดจนความร่วมมือด้านวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี อุตสาหกรรม การแพทย์ เภสัชกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และความร่วมมืออื่นๆ ในอนาคต ณ ห้องประชุมสิริคุณากร 5 ชั้น 6 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับประเทศอิสราเอล มีความร่วมมือโครงการวิจัยที่พัฒนาร่วมกันเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะ ความร่วมมือร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ อาทิ Thai-Israel Techno-Demonstration unit for irrigating high-value crops และ the Agricultural Demonstration Farm (แปลงทดลองสาธิตทางการเกษตร) อันนำไปสู่การลงนามความร่วมมือทางวิชาการ MOU ระหว่าง มหาวิทยาลัยขอนแก่น และประเทศอิสราเอล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังมีกิจกรรมความร่วมมืออื่นๆ ร่วมกับประเทศอิสราเอล เช่น เมื่อปี พ.ศ. 2558 อดีตเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ได้มีโอกาสเยือน มข. เนื่องในพิธีเปิด “Small Irrigation International Training Course” เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการแหล่งน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย และ เมื่อปี พ.ศ. 2563 อดีตเอกอัครราชทูตฯ ได้ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิด โรงเรือนสำหรับปลูกพืชพร้อมระบบน้ำ (hybrid Greenhouse)

อันเป็นโครงการร่วมมือกับ MASHAV, Israel’s Agency for International Development Cooperation – ศูนย์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของอิสราเอล เพื่อสนับสนุน การพัฒนาและแก้ปัญหา เรื่องการจำกัดการใช้น้ำสะอาดในครัวเรือน และการใช้น้ำในกิจกรรมเกษตร ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย อีกทั้งเป็นต้นแบบในการเรียนรู้ ถ่ายทอด ศึกษาแก่คณะเกษตรศาสตร์ และภูมิภาคอีสาน ซึ่งการพบปะในครั้งนี้ จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านต่างๆ ในอนาคต

H.E. Ms. Orna Sagiv เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นมหาวิทยาลัยที่น่าอยู่ โดยเฉพาะโครงการ “KKU Smart City & Smart Farm” ที่มีการบริหารจัดการระบบต่างๆ ให้ผู้คน และสิ่งแวดล้อม ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย ตอบโจทย์ยุคสมัยในปัจจุบัน นอกจากนี้ ประเทศอิสราเอล ยังมีชื่อเสียงด้าน water management หรือระบบการจัดการน้ำ ดังนั้น ทางสถานทูตฯ มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่จะมีการจัดสัมมนาออนไลน์ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ องค์ความรู้ด้านการจัดการน้ำ ให้แก่นักศึกษา นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึง การแลกเปลี่ยนนักศึกษา บุคลากร การแลกเปลี่ยนวิจัย และทุนวิจัย ในอนาคต

‘ตรีนุช-เลขา กพฐ.’ประชุม ผอ.เขตพื้นที่ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมเปิดภาคเรียน 17 พ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651184

'ตรีนุช-เลขา กพฐ.'ประชุม ผอ.เขตพื้นที่ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมเปิดภาคเรียน 17 พ.ค.

วันอังคาร ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 17.55 น.

วันที่ 3 พ.ค. 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมผ่านระบบ Video Conference ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ครั้งที่ 4/2565 โดยมี นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายแพทย์สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ดร.ไกรยส ภัทราวาส ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา คณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 กระทรวงศึกษาธิการ

โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า การศึกษามีหลายมิติและมีเรื่องเร่งด่วนคือทำอย่างไรให้น้องๆที่หลุดจากระบบการศึกษาเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้เร็วที่สุด และการปรับสภาพการเรียนรู้ และทางด้านจิตใจให้กับผู้เรียนที่มีภาวะการณ์ถดถอย(Learning Loss) ผลกระทบเกิดจากการเรียนออนไลน์ ในช่วงโควิด ตลอดจนการอบรมพัฒนาครูให้จัดการเรียนการในรูปแบบแอคทีฟเลินนิ่ง เพื่อสร้างสมรรถนะในการเรียนการสอนให้เกิดความพร้อมมากยิ่งขึ้น

“ขณะนี้รัฐบาลเตรียมความพร้อมในการเปิดประเทศเต็มที่แล้ว หลังจากวันที่ 1 พ.ค. นักท่องเที่ยวต่างประเทศก็จะเดินทางเข้ามาประเทศไทย ดังนั้น ทำอย่างไรเราจะอยู่กับสถานการโควิดนี้ให้ได้ เราจึงต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียนและครู และสถานศึกษาให้มีความปลอดภัย เนื่อนจากขณะนี้มีผู้ปกครองและครูบางส่วนที่ยังมีความวิตกกังวลของสถานการณ์โควิด ถึงแม้จะเปิดประเทศแล้ว จึงขอฝากผอ.โรงเรียน และผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ช่วยสร้างการรับรู้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและตระหนักในการให้บุตรหลานได้รับการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด ซึ่งในวันนี้ก็มีรองอธิบดีกรมอนามัย มาร่วมชี้แจงถึงความพร้อมในการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนและครู ซึ่งขณะนี้นักเรียนที่อายุ 5-11 ปี จาก 5 ล้านคน มีผู้ปกครองกว่า 3 ล้านคนประสงค์จะให้ลูกฉีดวัคซีนและเริ่มมีการฉีดไปแล้ว และการเตรียมความพร้อมของโรงเรียนผ่านการประเมินแล้ว แต่ก็ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 ของ สธ.ด้วย เมื่อเปิดเรียนแบบออนไซต์แล้ว หากมีนักเรียนติดเชื้อก็ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งโรงเรียน แต่โรงเรียนจะมีมาตรการรองรับอย่างไรเพื่อให้เปิดเรียนออนไซต์ให้ได้มากที่สุด จึงอยากให้ทุกเขตพื้นที่สร้างการรับรูและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและคุณครูเพื่อเตรียมพร้อมในการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในวันที่ 17 พ.ค.นี้ ต้องยอมรับว่าการเรียนแบบออนไซต์ถือเป็นการเรียนที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมานักเรียนมีวิถีชีวิตไม่ปกติ การกลับมาเรียนออนไซต์ครั้งนี้จึงอยากให้ปูพื้นฐานการเรียนทั้งทางวิชาการ ปรับพฤติกรรม จิตใจของเด็กแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เด็กเกิดความเครียดเกินไป และไม่อยากให้เน้นวิชาการจนลืมการปรับพฤติกรรมของการอยู่ร่วมกันด้วย”

น.ส.ตรีนุช กล่าวถึงโครงการปักหมุดพาน้องกลับมาเรียน ภายในสถานการณ์โควิด ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มาเปิดโครงการเดือน ม.ค.ให้ ศธ.ร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตามหาเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด ซึ่งจากตัวเลข 1.2 แสนคน ขณะนี้สามารถตามหาเด็กกลับเข้าสู้ระบบการศึกษาได้แล้ว 9.5 หมื่นคน และคิดว่าตัวเลยเด็กตกหล่นกลับมาเรียนจะมีมากขึ้น ส่วนน้อง ๆที่ยังกลับเข้าสู้ระบบการศึกษาไม่ได้เนื่องจากมีความซับซ้อนของปัญหา ก็อยากให้เขตพื้นที่ฯประสารงานกับผอ.โรงเรียน และผู้นำชุมชนให้ช่วยประสารความร่วมมือการนำนักเรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และน้องๆที่จบชั้น ม.3 แล้ว ก็สามารถเข้าโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เตรียม วิทยาลัยการอาชีพ และวิทยาลัยเกษตร จำนวน 88 แห่งทั่วประเทศไว้รองรับน้อง ๆเข้าไปเรียนฟรี อยู่ฟรี ในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) และสนับสนุนโครงการหารายได้ระหว่างเรียนให้อีกด้วย

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา อยากให้ผอ.โรงเรียนในแต่ละแห่งตรวจสอบความพร้อมโครงสร้างต่าง ๆของอาคารสถานที่ ระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับเด็กที่จะกลับเข้ามาเรียนที่โรงเรียนให้มีความปลอดภัยทั้งร่างกายและพัฒนาการอื่นๆ และให้มีการดาวโหลดแอพพลิเคชั่น MOE Safety Center เพื้อให้น้องๆ และผู้ปกครอง ได้ใช้เป็นช่องทางแจ้งข้อมูลและเข้าถึงการช่วยเหลือจากระบบของศธ.ด้วย รวมถึง ให้ ผอ.เขตพื้นที่ ดำเนินโครงการโรงเรียนคุณภาพ เนื่องจากโรงเรียนที่มีเด็กน้อยลง มีครูไม่ครบชั้น ให้ เขตพื้นที่ฯ สร้างโรงเรียนเครือข่ายให้นักเรียนมาใช้ทรัพยากรร่วมกันในโรงเรียนที่มีความพร้อม โดยทาง สพฐ.สนับสนุนค่าเดินทางให้กับนักเรียน

“หลังจากนี้ดิฉันจะลงไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ เพื่อไปให้กำลังใจกับผู้บริหาร ซึ่งแต่ละโรงเรียนมีสภาพที่แตกต่างกันในการเตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียน ตามนโยบายของศธ. รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ก็ถือเป็นอีกนโยบายเร่งด่วนของศธ. จึงได้มีสถานีแก้หนี้ระดับเขตพื้นที่ และระดับจังหวัด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา

“การเตรียมความพร้อมการเปิดภาคเรียนในสัปดาห์หน้าจะมีการแถลงความคืบหน้าอีกครั้ง แต่วันนี้ มากำชับให้ผอ.โรงเรียนและผอ.เขตพื้นที่ฯเตรียมความพร้อมของโรงเรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและครูมั่นใจ และได้เน้นย้ำเรื่องการพาน้องที่ตกหล่นกลับมาเรียน การสร้างความปลอดภัยของสถานศึกษา การทำโรงเรียนคุณภาพ การพัฒนาครู เพราะการพัฒนาการเรียนการสอนต่างๆที่ต้องอาศัยทุกคนเป็นฟันเฟืองและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการทำให้งานของศธ.“ รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นายอัมพร กล่าวว่า การเปิดภาคเรียนพร้อมกันในวันที่ 17 พ.ค.2565 นี้ จะเน้นเปิดแบบออนไซต์เป็นหลัก และเพื่อให้ครูและนักเรียนปลอดภัย จึงรณรงค์ให้มีการฉีดวัคซีนครูและนักเรียนให้ได้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้ นักเรียนที่อายุ 12-18 ปี ฉีดวัคซีนแล้วเกินกว่า 98% ส่วนนักเรียนอายุ 5-11 ปี ฉีดเพียง 3-4 % จึงจำเป็นต้องรณรงค์ให้นักเรียนฉีดวัคซีนให้มากขึ้น สำหรับสาเหตุที่ไม่ฉีดเนื่องจากผู้ปกครองยังไม่กล้า จึงไม่ยินยอมให้ลูกฉีด วันนี้ สพฐ.จึงได้เชิญรองอธิบดีกรมอนามัย มาให้ความรู้ว่าการฉีดวัคซีนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ฉีดแล้วป้องกันโรคได้ดีกว่าไม่ฉีด รวมถึงรณรงค์ให้ผู้ปกครองเด็กที่ยังเล็กอยู่ให้ฉีดวัคซีน ด้วย แต่การมาเรียนออนไซต์จะไม่นำเรื่องการตรวจ ATK หรือการฉีดวัคซีนมาเป็นอุปสรรค ถ้าไม่ฉีดวัคซีนก็ให้มีการเว้นระยะห่าง แต่เน้นการตรวจประเมินความพร้อมของโรงเรียน และการปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 ของ สธ.อย่างเข้มข้น วันนี้เปิดประเทศแล้วก็เข้าสู่ภาวะปกติ และในเดือน ก.ค.จะประกาศเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า สพฐ.มีเป้าหมายว่าในวันเปิดภาคเรียน จะต้องพาน้องกลับมาเรียนให้ได้ ซึ่งสพฐ.มีนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษาไปประมาณ 2.8 หมื่นคน ขณะนี้ตามเจอตัวแล้วประมาณ 97 % และตกลงว่าจะกลับมาเรียนกับสพฐ.ประมาณ 17% ที่เหลือยังไม่ยอมกลับมาเรียนในสถานศึกษา ซึ่งเป็นโจทย์ที่เราจะต้องทำต่อไป ส่วนที่ตามแล้วไม่เจอตัวอีกประมาณ 400 กว่าคน ในจำนวนนี้มีต่างด้าวด้วย ซึ่ง สพฐ.จะร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆในการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือการเปลี่ยนแปลงการด้อยโอกาสของเขาให้เป็นคนได้โอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้หลักการไว้

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่า ตนได้เน้นย้ำถึงการเตรียมการจัดการเรียนการสอนเทอมใหม่ในปี 2565 ไม่อยากให้เน้นวิชาการ แต่อยากให้มุ่งสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และอยากให้เป็นการเรียนการสอนเพื่อซ่อม เสริมส่วนที่พร่อง โดยซ่อมในส่วนที่เด็กขาดหายไปในช่วง 2 ปีกว่า เช่น ระดับประถมศึกษา เน้นให้เด็กอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น เพราะเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้วิชาอื่น แต่ก่อนที่จะซ่อม เสริม ต้องมีเครื่องมือตรวจสอบการเรียนรู้ของเด็กว่าเขาขาดอะไร และตรวจสุขภาพอนามัย ตรวจสภาพจิตใจนักเรียนว่ามีภาวะความเครียดทางสังคมอย่างไรบ้าง ส่วนระดับชั้นมัธยมศึกษา จะเน้นช่วยสร้างแรงบันดาลใจ หรือสร้างเป้าหมายทางเลือกในการประกอบอาชีพ เมื่อรู้ว่าเด็กจะไปทางไหนก็จัดการเรียนการสอนมีความรู้ในสิ่งที่จำเป็นให้ตรงกับที่เด็กจะไปต่อโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อให้เด็กไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

“ผมขอให้ผอ.โรงเรียน และผอ.เขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง นอกจากดูแลเรื่องความปลอดภัยจากโรคแล้ว ให้สถานศึกษาทุกแห่งมีระบบดูแลความปลอดภัยของนักเรียน เพราะทุกปีเราจะสูญเสียเด็กจากการจมน้ำ จากการคมนาคม การถูกล่วงละเมิด จากภัยธรรมชาติ อุบัติภัย จึงอยากให้ทุกโรงเรียนสร้างระบบการดูแลความปลอดภัยทุกมิติ ส่วนการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ผมให้กลักการกับ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ถึงสถานีแก้หนี้ในระดับเขตพื้นที่ อยากให้มีข้อมูลพื้นฐานของครูทุกคน ทั้งครูที่มีหนี้ และครูที่ไม่มีหนี้ และแยกว่าทำไมครูไม่มีหนี้ เขาดำเนินชีวิตแบบไหน เพื่อเป็นแบบอย่างให้ครูที่มีหนี้ ถ้าไม่อยากมีหนี้จะใช้ชีวิตอย่างไร หรือมีบทเรียนอย่างไร และกลุ่มที่มีหนี้ทำไมถึงมีหนี้ หนี้เกิดจากอะไร และแยกกลุ่มที่มีหนี้ระดับรุนแรง หรือพอพึ่งตนเองได้ แล้วแก้ไขไปตามกลุ่มปัญหา ตามความเดือดร้อนจำเป็น และการเติมความรู้ให้ครูบรรจุใหม่จะต้องมีการวางแผนชีวิตอย่างไรจึงจะไม่มีหนี้ จะทำให้ช่วยลดปัญหาหนี้สินครูน้องลงในอนาคต” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

อาลัย ‘ม.ร.ว.รุจีสมร’ อดีตคุณครูใหญ่โรงเรียนวรรณวิทย์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651142

อาลัย 'ม.ร.ว.รุจีสมร' อดีตคุณครูใหญ่โรงเรียนวรรณวิทย์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว

วันอังคาร ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.42 น.

วันนี้ 3 พฤษภาคม 2565 กลุ่ม”ศิษย์เก่าโรงเรียนวรรณวิทย์” ได้เผยข่าวเศร้า ระบุว่า “คุณครูใหญ่โรงเรียนวรรณวิทย์ ม.ร.ว.รุจีสมร สุขสวัสดิ์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว กำหนดรดน้ำศพ ณ วัดธาตุทอง เวลาประมาณ 15.30 น. วันที่ 4 พฤษภาคม 2565

ทั้งนี้ ม.ร.ว.รุจีสมร สุขสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2463 มีชื่อเล่นว่า “คุณหญิงอู้” โดยหม่อมมารดาจะเรียกว่า “คุณอู้” เป็นธิดาคนเล็กของ ร้อยเอก ม.จ.ทินทัต ศุขสวัสดิ์ กับหม่อมผิว ศุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา (สกุลเดิม วสุวัต) มีพี่สาวสองคนคือ ท่านผู้หญิงทินะประภา อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ม.ร.ว.กานดาศรี สุขสวัสดิ์ ขณะที่ ม.ร.ว.รุจีสมร มีอายุเพียง 2 เดือนบิดาก็สิ้นชีพิตักษัย ซึ่ง ม.ร.ว.รุจีสมร สุขสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ของโรงเรียนวรรวิทย์ เมื่อปี พ.ศ. 2497 ต่อจากหม่อมผิว มารดา ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนวรรณวิทย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 โดย ม.ร.ว.รุจีสมร ได้รับการยกย่องว่ามีจิตวิญญาณความเป็นครู ด้วยเก็บค่าเทอมราคาถูก และหากใครไม่มีค่าเทอมก็พร้อมสอนให้ฟรี  ทั้งนี้โรงเรียนวรรณวิทย์ ได้ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา

วช. พร้อมขับเคลื่อน สังคมไร้ความรุนแรง ปลอดภัยจากอาชญากรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651113

วช. พร้อมขับเคลื่อน สังคมไร้ความรุนแรง ปลอดภัยจากอาชญากรรม

วันอังคาร ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.29 น.

วันที่ 3 พฤษภาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) จัดการสัมมนาเสนอผลการศึกษาต้นแบบการสร้างเครื่องมือป้องกันปัญหาการข่มขืนกระทำชำเรา ในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมการข่มขืนกระทำชำเรา​ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิด และร่วมปาฐกถาพิเศษ “ความสำคัญของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติต่อการสนับสนุนทุนวิจัย ในการแก้ไขปัญหาสังคม และภัยข่มขืน” รศ.ดร.สุณี  กัลป์ยะจิตร หัวหน้าโครงการวิจัย และทีมนักวิจัยได้นำเสนอสรุปผลการวิจัย “ต้นแบบการสร้างเครื่องมือป้องกันปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน” พร้อมทั้งร่วมกันเสวนาหัวข้อ “เมื่อสังคมไทยปลอดภัยจาก (ภัย) ข่มขืน” โดย คุณปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ณ  โรงแรมเอสดี อเวนิว ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง   ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนการวิจัยในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย ซึ่งการสัมมนาเสนอผลการศึกษาโครงการ ต้นแบบการสร้างเครื่องป้องกันปัญหาการข่มขืนกระทำชำเรา เป็นการนำเสนอผลการวิจัยจากแผนงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 จาก วช. ซึ่ง เป็น 1 ในมิติของการวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคมไทย ภายใต้ สังคมคุณภาพและความมั่นคง ในแผนงานหลัก ทุนท้าทายไทยเพื่อสังคมและความมั่นคงของชีวิต แผนงานย่อย สังคมไทยไร้ความรุนแรง ความรุนแรงในสังคมไทยถือเป็นปัญหาสำคัญระดับประเทศที่สามารถเกิดขึ้นได้กับประชาชนทุกกลุ่มเพศ และทุกวัย ดังนั้นการลดความรุนแรงในสังคมไทยจึงถือเป็นโจทย์ท้าทายหนึ่งที่สำคัญสำหรับการวิจัย และการสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ทางสังคมให้กับคนไทยได้อย่างมั่นคง และสามารถนำไปสู่การลดปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย วช. มุ่งหวังว่าแผนงานวิจัย “ต้นแบบการสร้างเครื่องมือ ป้องกันปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน” รวมถึงการศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับบทบัญญัติในคดีทางเพศ กฎหมาย ที่จะต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมให้ทันต่อเหตุการณ์ และในยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย เพื่อช่วยลดปัญหาความรุนแรงทางเพศและยกระดับคุณภาพชีวิต และความปลอดภัยให้แก่คนไทย ช่วยสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมไร้ความรุนแรงต่อไป

รศ.ดร.สุณี  กัลป์ยะจิตร แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า การศึกษาโครงการวิจัย จากการสร้างเครื่องมือป้องกันเพื่อลดปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน เป็นการให้ความรู้ มาตรการ รูปแบบ แนวทางปฏิบัติ โดยผ่านสื่อวีดิทัศน์ แอปพลิเคชัน แผ่นพับความรู้ โดยแนวทางการสร้างเครื่องมือป้องกันปัญหาการข่มขืนกระทำชำเรา โดยการจัดทำสื่อเพื่อป้องกันการถูกล่วงละเมิดทางเพศ โรงเรียนต้องส่งเสริมการเรียนรู้และฝึกทักษะวิธีการรับมือเบื้องต้น ภายใต้สถานการณ์การถูกล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียน ทั้งในกลุ่มครู อาจารย์ และนักเรียน เพื่อให้เกิดการรับมือหากกรณีที่ต้องพบเจอกับสถานการณ์จริง อีกทั้งสามารถหลบหลีกจากสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างปลอดภัย โรงเรียนต้องปลูกฝังค่านิยมที่ดีแก่นักเรียน การเคารพสิทธิความเสมอภาคระหว่างเพศ การแสดงพฤติกรรมทางเพศอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย ผู้นำชุมชนร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะ มีไฟฟ้าส่องสว่าง เพื่อลดจุดเปลี่ยวในชุมชน ติดตั้งกล้อง CCTV ในชุมชนเพื่อยกระดับมาตรการการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นและปัจจัยเสี่ยงในการถูกล่วงละเมิดทางเพศเพื่อเป็นการสอดส่องดูแลบุตรหลานเพิ่มความตระหนักรู้แก่คนในชุมชน ชุมชนปลอดภัยจากภัยอาชญากรรม

สำหรับช่วงการเสวนา “เมื่อสังคมไทยปลอดภัยจาก (ภัย) ข่มขืน คุณปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เปิดเผยว่า ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนเป็นส่วนใหญ่เป็นปัญหาใหญ่ ที่จะต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โครงการจู่โจมเซฟตี้ ทีน โซน (Safety teen zone) ที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้นเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน โดยความร่วมมือกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกตรวจคุมเข้มในพื้นที่ล่อแหลมไม่ให้เกิดแหล่งมั่วสุมของเด็กและเยาวชน เพื่อป้องกันเหตุร้ายภัยรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นทุกคนในสังคมจึงมีส่วนร่วมกันสอดส่องดูแลบุตรหลานในสังคมไทยให้ปลอดภัยจากภัยข่มขืน

ทั้งนี้ ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนจึงเป็นกำลังที่สำคัญในการให้ความรู้เรื่องพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสมให้กับเยาวชนไทย งานวิจัยโครงการดังกล่าวจึงมีส่วนช่วยในการลดปัญหาภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นหากพิจารณาสภาพสังคมการทำให้ประชาชนอยู่อย่างปลอดภัยและสงบสุข ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน งานวิจัยต้นแบบชุดความรู้เครื่องมือป้องกันปัญหาการข่มขืนกระทำชำเรา และการศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติในคดีทางเพศกฎหมายการข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์และยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยผลลัพธ์ที่ได้จากนวนวัตกรรมตกรรมจะนำไปสู่การลดปัญหาอาชญากรรมทางเพศที่จะเกิดในอนาคต มีเป้าหมายของผลผลิตและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก้ปัญหาของประเทศได้อย่างแท้จริง

‘สพฐ.-กรมสุขภาพจิต’ร่วมเสริมสร้างสุขภาพจิต-ความปลอดภัยนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650972

'สพฐ.-กรมสุขภาพจิต'ร่วมเสริมสร้างสุขภาพจิต-ความปลอดภัยนักเรียน

วันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 22.05 น.

สพฐ.-กรมสุขภาพจิต ร่วมเสริมสร้างสุขภาพจิต-ความปลอดภัยนักเรียน ตามนโยบาย “ระบบสุขภาพจิตโรงเรียนวิถีใหม่”

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มอบหมายให้ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมทางไกล เรื่อง การพัฒนาผู้ดูแลระบบ School Health HERO ระดับพื้นที่ (HERO Area Admin) ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ สพฐ. (DOC) อาคาร สพฐ. 5 ชั้น 9 กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ นายแพทย์จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต แพทย์หญิงวิมลรัตน์ วันเพ็ญ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ แพทย์หญิงศุทรา เอื้ออภิสิทธิ์วงศ์ จิตแพทย์เด็ก วัยรุ่น และจิตแพทย์ครอบครัว รวมถึงผู้บริหารของ สพฐ.ได้แก่ นางรัตนา แสงบัวเผื่อน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา นางเกษศิรินทร์ สุวรรณสุนทร ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบการแนะแนว และ ผศ.ดร.อิสระ อนันตวราศิลป์ อาจารย์คณะวิศวรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เข้าร่วมการประชุม พร้อมทั้งบรรยายการดำเนินงานและการใช้งานระบบ School Health HERO ผ่านระบบห้องประชุมทางไกล ZOOM Meeting

โดย นางเกศทิพย์ กพฐ. กล่าวว่า ได้นำนโยบาย สพฐ หลอมรวมเพื่อไปสู่ทิศทางการสร้างเสริมความปลอดภัยและสุขภาพจิตด้วยการแนะแนว ผ่านระบบ School Health HERO รวมถึงความสำคัญของการพัฒนาผู้ดูแลระบบ School Health HERO ระดับพื้นที่ (HERO Area Admin) และการใช้งานโปรแกรมสำหรับคุณครู ที่เชื่อมโยงสู่การปฏิบัติถึงการดูแลสุขภาพจิตนักเรียน โดยครูสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิตเบื้องต้นจากการแนะนำในระบบ และพัฒนาตนเองด้วย E-learning ในโปรแกรม ซึ่งจากการเข้าใช้งานระบบ มีโรงเรียนที่เข้าใช้งาน 2,306 โรงเรียน มี HERO Consultant จำนวน 681 คน มีนักเรียนที่ได้รับการประเมิน 9S Plus จำนวน 311,895 คน ในจำนวนนี้มีนักเรียนที่ได้รับการติดตามประเมิน (SDQ) ครบทั้ง 2 เทอม จำนวน 5,526 คน และมีนักเรียนที่ได้รับการดูแลช่วยเหลือจนดีขึ้น จำนวน 3,832 คน คิดเป็น 63.34%

นางเกศทิพย์ กล่าวต่อว่า เลขาธิการ กพฐ. ได้เน้นย้ำในเรื่องการดูแลนักเรียนให้ได้รับความปลอดภัย ทั้งทางด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต สิ่งสำคัญคือการเติมความรู้ ทักษะ หรือเจตคติในด้านต่าง ๆจะทำได้ดีหรือมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ต้องมีสุขภาพจิตที่เข้มแข็งควบคู่กันไปด้วย จึงได้มีการต่อยอดจาก MOU เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ส่งตรงถึงนักเรียน และเข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน เป็นการเสริมสร้างสุขภาพจิตที่เข้มแข็ง สร้างความปลอดภัยให้กับนักเรียนตามนโยบาย “ระบบสุขภาพจิตโรงเรียนวิถีใหม่” โดยเริ่มต้นจากการเตรียมคนในการปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่ เพื่อให้ทุกโรงเรียนและเด็กทุกคนได้รับโอกาสในการเติมเต็มหรือดึงศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ โดยเราจะมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลและพัฒนาครู ผ่านทาง E-Learning ในโอกาสนี้ จึงขอรณรงค์ให้ใช้ School Health HERO กันทั่วประเทศ เพื่อเติมเต็มสุขภาพจิตนักเรียนให้เข้มแข็ง ภายใต้นโยบายสถานศึกษาปลอดภัย โดยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายและส่งมอบความรู้ให้นักเรียนไปพร้อมกัน

“สำหรับการดำเนินการต่อไปในปีการศึกษา 2565 เราจะทำให้นักเรียนได้รับการดูแลด้านสุขภาพจิตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ เป็นการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปของนักเรียน ภายใต้มิติของการมีสุขภาพจิตที่เข้มแข็ง เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้นักเรียนมีพลังงานในการเรียนรู้อย่างเต็มที่เต็มกำลัง ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้บูรณาการร่วมกัน ทำให้นักเรียนของเรามีความเข้มแข็งทั้งทางร่างกายและจิตใจ พร้อมที่จะเติมเต็มสิ่งใหม่ ๆและก้าวไปสู่การพัฒนาสมรรถนะของตนเองต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ทางด้าน นายแพทย์จุมภฎ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต  กล่าวว่า สธ.เตรียมความพร้อมบุคลากรด้านสาธารณสุขในการทำงานและดูแลสุขภาพจิตนักเรียนในพื้นที่ร่วมกัน และนำ School Health HERO Digital Platform มาใช้ในการทำงานที่เป็นการตอบโจทย์การดูแลสุขภาพจิตวิถีใหม่

ขณะที่ นางรัตนา แสงบัวเผื่อน ผอ.สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตนักเรียน ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ และนางเกษศิรินทร์ สุวรรณสุนทร ผอ.กลุ่มพัฒนาระบบการแนะแนว ได้แนะนำเอกสารแนวทางการสร้างเสริมความปลอดภัยในมิติส่วนตัวและสังคม และสุขภาพจิตนักเรียนด้วยการแนะแนว และ School Health Hero เพื่อให้คุณครู ผู้บริหาร ผู้ที่ดูแลระบบ ได้ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ให้เกิดความเข้าใจและมั่นใจในการนำสู่การปฏิบัติ

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาดูแลระบบ School Health HERO ระดับเขตพื้นที่ฯ (HERO Area Admin) ซึ่งมี 245 เขต เขตละ 2 คน รวม 490 คน เพื่อให้สามารถดำเนินการให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคให้กับโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติในพื้นที่ได้เชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ เป็นการช่วยลดภาระให้กับคุณครู ไม่ต้องกรอกข้อมูลพื้นฐานของนักเรียน สามารถเข้าใช้งานเพื่อประเมินภาวะสุขภาพจิตนักเรียนด้วยข้อคำถามเพียง 9 ข้อ หรือ 9s plus และสามารถเรียนรู้คำแนะนำในการดูแลแก้ไขสุขภาพจิตพื้นฐานจากคำแนะนำและการเรียนรู้ด้วยระบบ E-learning ในโปรแกรม และขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในระบบ หรือ HERO Consultant ได้อีกด้วย  ย่างกรก็ตาม การประชุมครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมการประชุมและรับฟังจำนวนมาก มีทั้งผู้บริหาร สพฐ.ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ นักวิชาการ คุณครู รวมทั้งผู้บริหารและบุคลากรจากกรมสุขภาพจิต และผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังมากกว่า 7,300 ราย

ครบ 3 ปี อว. ‘เอนก’ เร่งผลิตวิศวกร-นักวิทย์ ลุยงาน EEC

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650904

ครบ 3 ปี อว. 'เอนก' เร่งผลิตวิศวกร-นักวิทย์ ลุยงาน EEC

วันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.34 น.

อว.ครบ 3 ปีตั้งกระทรวงฯ ผลงานการปฎิรูปของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา“เอนก” ชูการปฎิรูปและการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง เร่งผลิตวิศวกรพันธุ์ใหม่ 1 หมื่นคน นักวิทยาศาสตร์ 1 หมื่นคนตามความต้องการของนักลงทุนเพื่อไปทำงานที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ขณะที่ “ปลัดสิริฤกษ์” ชี้ การปฎิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมทำให้เห็นอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

2 พฤษภาคม 2565 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “อว.ครบ 3 ปี แห่งความสำเร็จในการปฎิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” มี ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. เป็นประธานและมีบุคคลที่มีความสำคัญเข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.อว. นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีต รมว.ศึกษาธิการ ศ.นพ.อุดม คชินทร อดีต รมช.ศึกษาธิการ เข้าร่วม รวมทั้ง ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว.พร้อมผู้บริหาร อว. ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกระทรวงฯ จนถึงปัจจุบัน

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าวว่า อว.ถือเป็นกระทรวงที่ใหญ่มาก มีงบประมาณอันดับ 5-6 ของบรรดากระทรวงทั้งหลาย มีศาสตราจารย์หลายพันคน มีดอกเตอร์หลายหมื่นคนและมีคนคุณภาพมากมาย 3 ปีที่ผ่านมา อว.มีผลงานที่มากมายจนเราเองก็คาดไม่ถึง เปรียบเป็นรถ ก็วิ่งได้เร็วมาก ที่สำคัญ อว.คือผลงานของรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่สนับสนุนให้เกิดกระทรวงนี้ขึ้น ขณะที่ผลงานการปฎิรูปอุดมศึกษา เราได้แบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มเก่งในด้านของตนเอง เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นเลิศด้านการพัฒนาพื้นที่และท้องถิ่น โดยมีอาจารย์และนักศึกษาบวกกับความรู้มาร่วมกันพัฒนาเชิงพื้นที่ ส่วนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เป็นเลิศด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชนซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทันที นอกจากนั้น ยังมีการเพิ่มแนวทางการขอตำแหน่งวิชาการเพิ่มเติม จากที่ใช้เฉพาะงานวิจัยและตำราวิชาการ วันนี้มีการเพิ่มช่องทางให้สามารถใช้ผลงานศิลปะ ใช้ผลงานนวัตกรรม ไปขอตำแหน่งวิชาการได้ ดังนั้น ชาวมหาวิทยาลัยต้องตื่นตัว ต้องรู้ประเภทที่ตนเองเก่ง และรู้ว่าจะเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการในแบบที่ตนเก่งอย่างไร

“เราทำหลักสูตรแซนบอกซ์ (Sandbox) เพื่อให้เท่าทันโลก ตามความเปลี่ยนแปลงของโลก หลักสูตรใหม่ๆ อาจขัดกับเกณฑ์เดิมๆ ก็สามารถใช้กลไกการจัดการศึกษาที่ต่างจากมาตรฐานเดิม ยกเว้นเกณฑ์เดิมๆ ได้ เช่น ให้เรียนจบได้เร็วขึ้น หรือให้เรียนกับคนที่ไม่ใช่ดอกเตอร์ได้ ให้เรียนที่โรงงานได้ ตามความต้องการของเอกชน ขณะนี้เรากำลังผลิตวิศวกรพันธุ์ใหม่ 1 หมื่นคน และนักวิทยาศาสตร์ 1 หมื่นคนตามความต้องการของนักลงทุนเพื่อให้ไปทำงานที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวและว่า ขณะที่ผลงานด้านวิทยาศาสตร์ มีผลงานมากมาย เช่น เครื่องโทคาแมค หรือดวงอาทิตย์จำลอง ซึ่งจะผลิตนิวเคลียร์ฟิวชั่น หรือพลังงานสะอาดให้ประเทศในอนาคต และมีที่ไทยเพียงที่เดียวในอาเซียน เรากำลังจะมีเครื่องซินโครตรอน เครื่องที่ 2 ระดับพลังงาน 3GeV แห่งแรกของภูมิภาคเอเชียแฟซิฟิคฝีมือนักวิจัยไทย เราพยายามให้คนไทยทำเองให้มาก ไม่ใช่การซื้อของทันสมัยมาใช้จากต่างประเทศ เรามีปรากฏการณ์เหมือนญี่ปุ่นเกาหลีในวันที่กำลังพัฒนา เพื่อที่จะเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเองได้

นอกจากนั้น เราจะมีโครงการส่งดาวเทียมไปโคจรแบดวงจันทร์ได้ใน 6-7 ปี มีเด็กรุ่นใหม่อายุ 30-40 ปี จากทุกภาคของไทยไปร่วมวิจัย ทำให้คนไทยเห็นว่า คนไทยเก่ง ไม่จมอยู่กับการเป็นประเทศด้อยพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่เราจะเป็นประเทศที่พัฒนาได้ เราไม่ได้เก่งแต่ด้านศิลปะ แต่เราเก่ง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย

ด้าน ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว.กล่าวว่า การปฎิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของ อว.ทำให้เห็นอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง เป็นครั้งแรกที่เห็นการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะด้านอุดมศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมการปฏิรูปเริ่มผลิดอกออกผล โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยทุกมิติ โดยได้จัดทำ พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นกฎหมายที่สนับสนุนให้ผู้รับทุนหรือนักวิจัยที่ได้รับทุนจากหน่วยงานของรัฐได้สิทธิเป็นเจ้าของผลงานวิจัย และนวัตกรรมที่เกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นของผู้รับทุนเองได้ นอกจากนี้ ยังให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาแก่ภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เองอีกด้วย

-(016)

‘ศธภ.-ศธจ.’เดินสายยื่นหนังสือ‘นายกฯ-ตรีนุช’ ดันร่างพรบ.การศึกษาชาติ ให้คงสถานะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650891

‘ศธภ.-ศธจ.’เดินสายยื่นหนังสือ‘นายกฯ-ตรีนุช’ ดันร่างพรบ.การศึกษาชาติ ให้คงสถานะ

วันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.38 น.

‘ศธภ.-ศธจ.’เดินสายยื่นหนังสือ‘นายกฯ-ตรีนุช’ ดันร่างพรบ.การศึกษาชาติ ให้คงสถานะ

2 พ.ค.65 กลุ่มคณะศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศรวมตัวกัน 100 คน บริเวณประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล นำโดยนายณัทชัย ใจเย็น ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โดยมีนายสมพาศ นิลพันธ์ เป็นตัวแทนมารับหนังสือ และทางกลุ่มได้มอบดอกกุหลาบให้กำลังใจด้วย

นายณัทชัย กล่าวว่า วันนี้ได้มายื่นหนังสือเพื่อให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ขับเคลื่อนกฎหมายการศึกษาแห่งชาติได้สำเร็จ เพื่อการปฏิรูปการศึกษาของประเทศให้มีคุณภาพและเป็นเอกภาพ ที่กำลังดำเนินการอยู่ใกล้จะไปกับความสำเร็จ  ซึ่งการทำงานด้านการศึกษาในแต่ละจังหวัดและแต่ละภาคมีหลายหน่วยงาน ด้านการศึกษา รวมถึงกระทรวงเกี่ยวกับการศึกษาอื่นด้วยนอกจากกระทรวงศึกษาธิการ  จึงจำเป็นที่ต้องมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางหรือเซ็นเตอร์ในการบูรณาการประสานงานให้การทำงานด้านการศึกษาในพื้นที่เป็นเอกภาพ ยืนยันว่าหน่วยงานการศึกษาและศึกษาธิการจังหวัดศึกษาธิการภาค การทำงานไม่ได้ทับซ้อนกัน ส่วนดราม่าในโซเชียลที่ต้องการให้ยุบศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาคนั้น มองว่าคนอาจจะไม่รู้ว่าศึกษาธิการจังหวัดทำอะไรบ้างเพราะไม่ได้ประชาสัมพันธ์และทำงานโดยไม่ได้พูดบอกใคร 

นายณัทชัย ยังฝากถึงกรรมาธิการให้เล็งเห็นความสำคัญของศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกันกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดมีผู้ทรงคุณวุฒิภาคส่วนต่างๆเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้การศึกษามีคุณภาพและเป็นเอกภาพมากขึ้น หากถูกยกเลิกศึกษาธิการจังหวัดไปผลเสียจะมากกว่าผลดีความเป็นเอกภาพในพื้นที่การทำงานก็จะเกิดความล่าช้า ทั้งนี้หากมีการเดินหน้ายกเลิกคำสั่งคสช. ที่ 19/2560 ยกเลิกศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาคจะส่งผลกระทบต่อข้าราชการและพนักงานราชการทันที ประมาณ 2,300 คน ซึ่งข้าราชการยังสามารถโยกไปทำงานส่วนอื่นได้ไม่ตกงาน แต่พนักงานราชการนั้นจะส่งผลให้ตกงานทันที กว่า 1,000 คน.

นอกจากนี้ยังได้เดินทางมายื่นหนังสือดังกล่าว พร้อมมอบกุหลาบแดงให้กำลังใจ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โดย มีนายวีระ แข็งกสิการ รองปลัด ศธ.ในฐานะโฆษก ศธ.  เป็นผู้รับเรื่องแทน

นายวีระ กล่าวว่า  ตนจะนำเสนอเรื่องดังกล่าวให้ รมว.ศธ.​ พิจารณาต่อไป ซึ่งจากการรับฟังข้อมูลทาง ศธภ.และ ศธจ. อยากให้ ศธ.ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้เสร็จโดยเร็ว แต่มีข้อท้วงติงอยู่บ้าง คือ กมธ.วิสามัญฯ ควรจะเร่งพิจารณา พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้เสร็จก่อน ส่วนโครงสร้างของ ศธ. ควรไปกำหนดในกฎหมายฉบับอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น เพราะหากพิจารณาเรื่องอื่นๆ ในช่วงนี้ อาจจะเกิดความขัดแย้ง และจะทำให้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ สะดุด

“ผมมองว่าการยุบหรือไม่ยุบ ศธภ.และศธจ. ควรจะกำหนดใน พ.ร.บ.บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งผมคิดว่า ศธภ.และศธจ.ยังมีความจำเป็นอยู่ เพราะเป็นหน่วยงานที่บูรณาการงานกับหน่วยงานการศึกษาทั้งหมดในระดับจังหวัดให้มาทำงานเชื่อมโยงกันได้ และตั้งแต่มี ศธจ.ทำให้การทำงานระดับจังหวัดราบรื่นขึ้น” นายวีระ กล่าว

-005

ดงขมิ้นหนาว!‘หมอปลา’พบ‘พระพยอม’ ขอแนวทางปม‘กาโตะ’-นิมนต์ปราบพระนอกรีต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650877

ดงขมิ้นหนาว!‘หมอปลา’พบ‘พระพยอม’ ขอแนวทางปม‘กาโตะ’-นิมนต์ปราบพระนอกรีต

วันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 12.44 น.

ดงขมิ้นหนาว!‘หมอปลา’พบ‘พระพยอม’ ขอแนวทางปม‘กาโตะ’-นิมนต์ปราบพระนอกรีต

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 2 พ.ค.65 ที่วัดสวนแก้ว อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี นายจีระพันธ์ เพชรขาว หรือ “หมอปลา” พร้อมคณะ เดินทางเข้ากราบนมัสการหลวงพ่อพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เพื่อปรึกษาและขอคำแนะนำเรื่องพระกาโตะ ที่ตอนนี้หลังจากลาสิกขาไปแล้ว แต่ยังมีพระผู้ใหญ่ยังคอยให้การช่วยเหลือ แบบนี้พระผู้ใหญ่จะมีความผิดด้วยหรือไม่ พร้อมทั้งอยากให้พระพยอมหันมาช่วยกันปราบพระที่ปฏิบัติตัวนอกหลู่นอกทาง ซึ่งเชื่อว่ายังมีอยู่อีกมาก

พระพยอม กล่าวว่า ส่วนหนึ่งอาตมาคิดว่าอาจจะมีคนแนะหรืออาจจะโดนกดดันมาก จึงต้องหาออกทางนี้ ซึ่งเป็นทางออกเฉพาะหน้า เรื่องนี้จริงๆแล้วทางเจ้าคณะจังหวัดจะต้องสอบต่อไป เช่น เงินวัดไปไหนบ้าง ต้องมีการตรวจสอบสเตทเม้นท์ สมมุติว่าเงินนี้เอาไปทำอะไร เอาไปให้เขาทำไม เสียให้เป็นแสนแขนยังไม่ได้จับ

“หมอปลา” ถามพระพะยอม ว่า เรื่องนี้เขาได้ติดต่อตนมาแล้ว ตนได้ประสานงานกับ “น้องโบว์” ถึงพฤติกรรมของพระกาโตะ ซึ่งถามน้องว่าทำไมวันนั้นถึงสัมภาษณ์กับสื่อว่าป่วย กุเรื่องขึ้นมา โดยน้องโบว์อ้างว่ามีพระผู้ใหญ่โทร.มาสั่งให้พูดแบบนี้ ถ้ามีพระผู้ใหญ่สั่งแบบนี้พระรูปนั้นจะมีความผิดหรือไม่ ตนมองว่าตอนนี้ไม่มีใครกล้าไปสู้รบปรบมือกับพระที่มีตำแหน่งใหญ่ นอกจากหลวงพ่อเท่านั้น

พระพยอม กล่าวว่า ทางออกที่มันผิดพระธรรมวินัย พระต้องพูดจริง ทำจริง ให้หนีความจริงหลบความจริง กลบความจริงเป็นพระผู้ใหญ่ไม่ได้หรอก อาตมาไม่ได้สายบู๊สายปกครอง อยู่สายพัฒนา พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนเริ่มโกหกได้จะไม่ทำชั่วอย่างอื่นอีกเป็นไม่มี ที่ไปแนะให้เขาโกหก อันนี้แสดงว่าต้องแอบทำอะไรไม่ดีเอาไว้อีกเยอะ ศีล 5 ข้อ มีอยู่ข้อหนึ่งคือพูดปดแล้วนี่ไปสอนให้คนอื่นพูดปดไม่มีในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า นอกจากเป็นพวกเนื้องอกพวกสาวกเทียม ถ้าสาวกแท้จะไม่สอนให้โกหกต้องสอนให้พูดจริง ทำจริง พระพุทธเจ้าสอนให้เรามีสัจจะคนเราอยู่ด้วยกันด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจเพราะอะไรเพราะว่าเขาพูดจริง ถ้าระแวงใจก็เพราะเจอคนไม่มีสัจจะ ขนาดตำรวจสรุปคดีน้องแตงโมแล้วดูสิยังไม่ยอมรับเพราะไม่ค่อยเชื่อคำพูดคำจาสมัยนี้

หมอปลา ถามอีกว่า อยากให้หลวงพ่อเลิกเป็นพระนักพัฒนามาจับพระดีกว่า เพราะไม่มีพระที่จะมากล้าจับพระดังๆเขาเรียกว่าพระที่มี FC เป็นดารามันเยอะ

พระพยอม กล่าวว่า คืออย่างนี้อาตมาเองทำมาตั้งแต่ยุคนิกร ยันตระ พอทำแล้วโยมที่วัดเขาร้องไห้มันเลยจึงเกิดความอันตราย คุณรู้ไหมมันขับรถมายิง ปืนรอบวัดแล้วมันเตรียมไปวางแผนจะเอารถ 10 ล้อชนอาตมาที่พิษณุโลก เผอิญสันติบาลรู้ทัน จึงให้ทหารทหารมาล็อกตัวอาจารย์ไปเก็บไว้ในเซฟเฮาส์ในค่าย

พร้อมให้คำแนะนำกับ “หมอปลา” ว่าถ้าทำเราต้องมีสต๊าฟ อาตมาขอนิดเดียวอย่าให้มีลักษณะก้าวร้าว ขอโอกาสตนปกป้องพระพุทธศาสนาอะไรทำนองนี้ ให้คนที่มันคิดต่างได้เห็นใจเรา เพราะว่าเราทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ มี 2 หน้าที่ ทะนุบำรุง ปกป้องคุ้มครอง แบบนี้เรียกปกป้องคุ้มครองน้อย พวกนั้นจะไม่กำเริบเสริบสาน เราทำแบบถนอมถ่อมตน ทำไมนักข่าวชอบมาถามอาตมาเพราะว่าไปถามพระองค์อื่นท่านไม่เอาไม่กล้าพูด

“มีคนชอบถามว่าตอนนี้พระเป็นแบบนี้ ศาสนาจะสูญพันธุ์จากเมืองไทยไหม ขอบอกไว้เลยว่าพุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์กับเรื่องดับทุกข์ถ้าคนไทยยังมีทุกข์อยู่ข้าวยากหมากแพงก็เป็นทุกข์ ขับรถไปถนนหนทางก็เฉี่ยวชนก็เป็นทุกข์ ถ้าตราบใดทุกอย่างมีอยู่ทุกศาสนาก็เหมือนกับวัคซีนถ้าไม่มีไวรัสก็ไม่มีวัคซีนจะบอกว่าเกิดแบบนี้อีกกี่ครั้งกี่หนศาสนาคำสอนก็ยังเป็นอมตะส่วนคนที่ทำเรื่องอย่างนี้พุทธเจ้าเปรียบเหมือนขยะในทะเลใหญ่คลื่นจะซัดขยะพวกนี้ขึ้นฝั่ง ขึ้นไปแล้วหลายองค์แล้วเกยฝั่งติดตลิ่งไปแล้วไม่สามารถกลับมา แล้วอย่าไปคุยนะกลับมาบวชได้อีก” พระพะยอม กล่าว

หมอปลา ถามว่า ตอนนี้พระที่ดูดวงชอบปลุกเสกมันเยอะมาก จนชาวพุทธเข้าใจว่าพระสงฆ์มันดูดวงได้อยากจะฝากให้หลวงพ่อพูดถึงพระเหล่านี้หน่อยว่าที่จริงแล้วพระสงฆ์ท่านดูดวงได้หรือไม่ได้

พระพยอม ตอบว่า ถ้าฉันข้าวชาวบ้านแล้วนั่งดูดวงพระพุทธเจ้าเคยตำหนิว่าไม่สมควรไม่คุ้มค่าข้าวสุก ยังไปพ่นไฟพ่นควันทำไมไม่พ่นอะไรที่มันให้โควิดลดลงเศรษฐกิจดีขึ้น นักการเมืองไม่ทะเลาะกัน อย่างน้อยมีฤทธิ์ผลให้ข้าวเหนียวมะม่วงมันขายดี สู้น้องมิลลิไม่ได้ น้องมิลลิทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้กระเด้งขึ้นมาตอนนี้ขาดตลาด

หมอปลา ถามอีกว่าแล้วทำไมพระผู้ใหญ่ถึงไม่ไปตักเตือนพระที่ชอบดูดวงและปลุกเสก

หลวงพ่อพระพยอม ตอบสั้นๆเขาก็มีส่วน ดูได้แต่อย่าอวดสรรพคุณว่าดูแม่น ใช้หน้าม้าไปหลอกตอนนี้กิเลสหัวรุนแรงหัวร้อนมันเยอะทำไมไม่ช่วยกันทำให้หัวเย็น จำไว้เลยนะพระต้องเหมือนหลวงพ่อพระพุทธทาสท่านจะไม่ทำเรื่องแบบนี้เลย บางวัดหารายได้โดยการสร้างพระพิฆเนศ เวชสุวรรณ อย่างวัดอาตมาไม่มีเรื่องแบบนี้เลย ยังอยู่ได้ อยู่ที่หลักธรรมคำสอนอย่างเดียว

“จะขอฝากถึงประชาชนคำเดียว อัตตา หิ อัตตโน นาโถ พึ่งตนกับพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลึกลับ ให้พึ่งตนไว้ก่อน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถ้าพึ่งได้จริงป่านนี้ รัฐบาลเอาไปไว้ในทำเนียบเต็มหมดแล้ว” พระพยอม กล่าว

-005

‘หากลุ่มเสี่ยง-หนุนชุมชน’ ทางออกป้องกันปัญหา‘คนไร้บ้าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650767

‘หากลุ่มเสี่ยง-หนุนชุมชน’ ทางออกป้องกันปัญหา‘คนไร้บ้าน’

วันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“คนไร้บ้าน (Homeless)” เป็นปรากฏการณ์ที่อยู่คู่กับเมืองใหญ่ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ระยะหลังๆ เริ่มมีแนวคิดว่าคงไม่สามารถทำให้คนไร้บ้านหมดไปจากสังคมได้ ดังนั้นจึงเปลี่ยนไปสู่การทำให้ภาวะไร้บ้านของคนคนหนึ่งสั้นที่สุด เนื่องจากมีผลการศึกษาพบว่า ยิ่งเป็นคนไร้บ้านนานเท่าใดโอกาสที่จะกลับคืนสู่การใช้ชีวิตอย่างคนปกติอื่นๆ ในสังคมก็ยิ่งริบหรี่ลง จึงมีความพยายามพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านตามบริบทของแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มที่ร่างกายและสติปัญญาปกติสามารถช่วยเหลือตนเองได้กลุ่มผู้พิการทางกาย กลุ่มที่ใช้สารเสพติด กลุ่มที่มีอาการจิตเวช ฯลฯ

สำหรับประเทศไทย นอกจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่พบคนไร้บ้านได้ทั่วไปแล้ว ตามหัวเมืองใหญ่ๆ หรือจังหวัดชั้นนำในแต่ละภาคก็มีปัญหาคนไร้บ้านเช่นกัน ดังเมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเวทีเสวนา “ส่งเสียง-เสวนา-สนทนา-สาธารณะ : หัวข้อ Voice From The Bottom : เสียงจากคนข้างล่าง สู่ความท้าทายเพื่อสร้างระบบดูเเลกันทางสังคมที่มองเห็นคนทุกคน” ในรูปแบบผสมผสาน ระหว่างการจัดประชุมที่ รร.กรีนโฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท ขอนแก่น ถ.ประชาสโมสร อ.เมือง จ.ขอนแก่น พร้อมกับการประชุมทางออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom

นงเยาว์ กงภูเวศน์ อาสาสมัครชุมชนเมืองขอนเเก่น บอกเล่าถึงจากการทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆใน จ.ขอนแก่น ซึ่งพบว่า “ผู้ที่ติดสุราและยาเสพติด” เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนไร้บ้าน เพราะทำให้คนในครอบครัวไม่ยอมรับ อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะหลุดออกจากการช่วยเหลือแม้จะมีหน่วยงานภาครัฐพยายามยื่นมือเข้าไปก็ตามฅแต่ข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้ดูแลกลุ่มเปราะบางที่เข้าไปดูแล ทำให้ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่เพราะมีความกังวลในการโดนทำร้ายเช่นกัน

“สิ่งที่ได้จากการทำงานคือได้เห็นอาสาสมัครหน้าใหม่ ที่เกิดจากคนในชุมชนว่างงาน จึงชวนมาร่วมงานด้วยเพื่อช่วยดูแลชุมชนที่ตนเองอาศัย แต่ความเปราะบางของชุมชนในขอนแก่นที่มีความเสี่ยงกลายเป็นคนไร้บ้าน คือชุมชนมิตรภาพ เนื่องจากพื้นที่ชุมชนอยู่ในเขตก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง และไม่ได้อยู่เครือข่ายองค์กรที่สามารถเช่าพื้นที่ได้” นงเยาว์ กล่าว

ขณะที่ ปุณพจน์ เขม้นเขตการ นักพัฒนาสังคมชำนาญการ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) จ.ขอนเเก่น กล่าวว่า การช่วยเหลือกลุ่มคนไร้บ้านหรือกลุ่นคนเปราะบางในจังหวัดขอนแก่น จะเป็นการทำงานช่วยเหลือตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิตเช่น 1.มีการสนับสนุนการดูแลแม่ตั้งครรภ์และแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ตั้งครรภ์อยู่ 2.เด็กที่มีครอบครัวยากจนไม่สามารถดูแลตัวเองได้จะมีเงินดูแลบุตรเดือนละ 600 บาท 3.มีกองทุนเด็กและเยาวชน ในการดูแลเด็กที่ครอบครัวยากจนหรือคนที่ไร้ที่พึ่ง 4.มีกองทุนสวัสดิการสังคม ในการดูแลผู้หญิง เด็ก และบุคคลทั่วไป

5.มีกองทุนดูแลผู้สูงอายุ เพื่อกู้ยืมมาประกอบอาชีพ และซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้มั่นคง และ 6.มีกองทุนคนพิการ เป็นกองทุนที่ดีแลเรื่องของการกู้ยืมสงเคราะห์ และซ่อมแซมที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ถ้าหากเสียชีวิตมีเงินจัดทำศพด้วย จึงเห็นได้ว่า จังหวัดขอนแก่นมีหน่วยงานดูแลในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดูแลครบทุกหน่วยงานที่ดูแลทุกกลุ่มเป้าหมาย

“เรื่องเด็กมี 3 หน่วยงานที่ดูแล ได้แก่ บ้านพักเด็กและครอบครัว เป็นสถานรองรับครอบครัวและเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงและถูกทอดทิ้ง ซึ่งสามารถดูแลเป็นการชั่วคราวได้ แต่ถ้าเป็นเด็กอ่อนและเด็กที่ครอบครัวไม่สามารถดูแลได้ ทาง บ้านแคนทองก็สามารถดูแลได้จนถึงอายุ 6 ปีหลังจากนั้นจะส่งต่อให้หน่วยงานในจังหวัดอุดรธานี และยังมี สถานคุ้มครองเด็กชาย ที่อำเภออุบลรัตน์อีกด้วย นอกจากนี้มีหน่วยงานในการฝึกอาชีพ เช่น ศูนย์รัตนาภา เป็นต้น และมีหน่วยงานที่ดูแลคนพิการ 3 หน่วยงานได้แก่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ศูนย์ออทิสติกที่บึงทุ่งท่า และศูนย์ฝึกอาชีพที่อำเภออุบลรัตน์” ปุณพจน์ ระบุ

ด้าน พูลสมบัติ นามหล้า สถาบันชุมชนอีสาน กล่าวว่า กลุ่มเปราะบางในจังหวัดขอนแก่นเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะไม่มีที่อยู่อาศัย เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้ไม่ทราบว่าวันไหนจะถูกไล่ออกจากที่อยู่อาศัยที่เกิดจากนโยบายของรัฐ นอกจากนี้ข้อมูลของกลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน ยังพบอีกว่า นอกจากคนไร้บ้านที่เดือดร้อนในเรื่องของการเข้าไม่ถึงสวัสดิการจากรัฐแต่กลุ่มเปราะบางก็มีความเสี่ยงเช่นกันจึงได้ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนเรียนรู้ปัญหาด้วยตนเอง โดยการตั้งคำถามในการสืบค้นหากลุ่มเปราะบาง สืบค้นประวัติศาสตร์ชุมชน และสืบค้นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จนทำให้เกิดเครื่องมือการวิจัยการมีส่วนร่วม

“มี 3 เครื่องมือ ได้แก่ 1.Timeline คือประวัติศาสตร์ของชุมชน ซึ่งจะทำให้รู้ว่าชุมชนต่างๆ มีประวัติศาสตร์การร่วมต่อสู้เกี่ยวกับสิทธิที่จะอาศัยในชุมชน 2.Mapping หรือแผนผังกลุ่มเปราะบางในชุมชน โดยจะเน้นที่ครัวเรือนเป็นหลัก ซึ่งจะเกิดการเรียนรู้ได้ง่ายไม่จำเป็นต้องรู้หนังสือเยอะ และ 3.อาชีพซึ่งชุมชนที่อยู่ในเมืองจะสนใจเรื่องโอกาสในการทำมาหากิน จึงได้ใช้ปฏิทินอาชีพ ซึ่งจะบอกว่ามีอาชีพอะไรบ้างที่อยู่ในชุมชน และคนในชุมชนทำได้ดีที่สุด ซึ่งเครื่องมือทั้ง 3 ชิ้นนี้ นอกจากค้นหากลุ่มเปราะบางในชุมชนแล้ว แต่ค้นหาไปถึงเรื่องของศักยภาพที่จะนำไปสู่ทางออกในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง” พูลสมบัติ กล่าว

ปิดท้ายด้วย สุพัฒน์ จันทนา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ภาคอีสาน กล่าวว่า การดูแลกลุ่มเปราะบางและกลุ่มคนจนเมือง จำเป็นต้องมุ่งเน้นในการสนับสนุนให้ชุมชนเข้มแข็ง ผ่านการสร้างเครือข่ายของคนในชุมชน โดยการใช้เครื่องมือการสร้างความมั่นคงในเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดิน นอกจากนี้มีเครื่องมือที่ใช้ในการส่งเสริมเรื่องของสวัสดิการชุมชน ซึ่งจะไปโยงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตอีกด้วย

โดยเมื่อพูดถึงคนไร้บ้านภารกิจของ พอช. ได้พยายามเชื่อมโยงการทำงานผ่านทางมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย สมาคมคนไร้บ้าน และกลุ่มเพื่อนเครือข่ายคนไร้บ้าน เพื่อเสนอโครงการที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์คนไร้บ้าน จนถึงปัจจุบันได้ดำเนินแล้วแล้วถึง 5 ศูนย์ทั้งในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี เชียงใหม่ และขอนแก่น นอกจากนี้ “กลุ่มคนไร้บ้านหน้าใหม่” จะเป็นกลุ่มที่ใหญ่มาก ที่เป็นลักษณะของกลุ่มชุมชนขนาดใหญ่

“ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นที่จะได้รับผลกระทบเร็วๆ นี้ คือ ชุมชนที่อยู่ริมทางรถไฟ ที่มีอยู่ 11 ชุมชน เพราะฉะนั้นระบบการคุ้มครองทางสังคมที่จะเป็นแนวทางใหญ่ คือ การสร้างระบบของชุมชน และมีการโยงสร้างระบบเครือข่ายให้เข้มแข็ง เพราะชาวบ้านริมทางรถไฟในขอนแก่นจะต้องอาศัยพลังเครือข่ายในการผลักดัน” ผอ.พอช.อีสาน กล่าว

อนึ่ง ภายในงานยังมีการนำเสนอผลการศึกษา เรื่อง “การพัฒนารูปแบบการป้องกันกลุ่มเสี่ยงไร้บ้านในชุมชนเปราะบาง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน” โดย อนุวัฒน์ พลทิพย์ อาจารย์สาขาวิชาพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม และ ผศ.ดร.ภก.วิบูลย์ วัฒนนามกุล อดีตอาจารย์สาขาวิชาเภสัชศาสตรสังคมและการบริหารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายคนไร้บ้าน และพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์พักคนไร้บ้านเพื่อการพึ่งตนเองจังหวัดขอนแก่น

‘กสม.’ร่วมภาควิชาการ3มหาวิทยาลัย เปิดเวทีสะท้อนความเห็น‘บริหารจัดการนํ้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650766

‘กสม.’ร่วมภาควิชาการ3มหาวิทยาลัย  เปิดเวทีสะท้อนความเห็น‘บริหารจัดการนํ้า’

วันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับ ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และศูนย์จัดการและบริการข้อมูลสาธารณะ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดเวทีเสวนา “Policy Dialogue ก้าวสู่ปีที่ 5 พระราชบัญญัติน้ำแห่งชาติ พ.ศ. 2561 : สิทธิมนุษยชนในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ณ ห้องประชุม 709 สำนักงาน กสม. และผ่านระบบออนไลน์

ซึ่งงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและวิศวกรรม เพื่อร่วมกันประเมินสถานการณ์น้ำ ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนระดมความคิดเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการน้ำบนฐานสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในประเด็นปัญหาการบริหารจัดการน้ำ นักวิชาการและภาคประชาสังคมได้ร่วมกันสะท้อนว่า

แม้ปัจจุบันจะมีการบังคับใช้พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. 2561 มาเป็นระยะเวลาเกือบ 5 ปี โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ ตลอดจนจัดให้มีองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ และระดับองค์กรผู้ใช้น้ำที่สะท้อนการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำในประเทศตามกฎหมายฉบับนี้ยังมีลักษณะเป็นการรวมศูนย์อำนาจตัดสินใจโดยรัฐ

เนื่องจากแม้กฎหมายจะกำหนดให้มีคณะกรรมการลุ่มน้ำอันมีองค์ประกอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่ แต่กลไกดังกล่าวยังจัดตั้งขึ้นอย่างล่าช้าและขาดการถ่วงดุลอำนาจในสัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้ชุมชนยังไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ภาครัฐยังคงวางบทบาทเป็นผู้กุมอำนาจตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำซึ่งไม่สอดคล้องตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการบัญญัติกฎหมายที่ต้องการสร้างมิติใหม่ในการมีส่วนร่วมของประชาชน

สำหรับการประเมินสถานการณ์น้ำในประเทศ กสม. ได้รับเสียงสะท้อนและข้อมูลทางวิชาการว่า ประเทศไทยอาจมิได้ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยแต่ละลุ่มน้ำมีปริมาณน้ำพอเพียงที่สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ทั้งภาคเกษตรกรรม ครัวเรือน และอุตสาหกรรม และแม้ในภาคอีสานก็ยังมีปริมาณน้ำฝนในระดับที่เพียงพอ แต่ปัญหาคือประเทศไทยยังขาดการวางแผนกักเก็บและบริหารจัดการน้ำในภาพรวม ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้เข้าใจธรรมชาติของน้ำในพื้นที่

โดยจะสามารถรายงานข้อมูลตลอดจนวางแผนและออกแบบการใช้และกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การกระจายอำนาจในการบริหารจัดการน้ำให้ลงไปในระดับพื้นที่โดยหน่วยงานรัฐส่วนกลางมีบทบาทเป็นเพียงผู้ติดตามกำกับดูแล จึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายสะท้อนว่าต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ดี ชุมชนควรได้รับการส่งเสริมให้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลปริมาณแหล่งน้ำในพื้นที่ต่างๆ ที่หน่วยงานรัฐรวบรวมไว้เพื่อออกแบบและจัดทำแผนที่น้ำระดับชุมชนของตนด้วย

ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืนในแต่ละลุ่มน้ำ ต้องอยู่บนพื้นฐานของการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับท้องที่ ชุมชน และร่วมกับคณะกรรมการลุ่มน้ำและองค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อให้การจัดทำแผนแม่บทลุ่มน้ำและการพิจารณาจัดทำโครงการพัฒนาและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ สอดคล้องกับระบบนิเวศในลุ่มน้ำ การดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมของชุมชนในแต่ละพื้นที่ และความต้องการใช้น้ำของแต่ละกลุ่ม

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Impact Assessment : SEA) ของแผนแม่บทลุ่มน้ำ และมีการประเมินความเสี่ยงของการเกิดภัยพิบัติน้ำท่วม น้ำแล้ง หรือน้ำเสีย เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหา รวมทั้งการเยียวยาความเสียหาย โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานของรัฐที่ใช้น้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและส่วนจังหวัด จึงจะเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน อันสอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของ กสม. เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2565 น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานเสวนาครั้งนี้ว่า เป็นการเสวนาโดยเน้นไปที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำโขง-เลย-ชี-มูล ซึ่งสืบเนื่องจาก กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบโครงการผันน้ำยวม และโครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล แล้วเห็นว่า ทางออกของเรื่องนี้ไม่ควรพิจารณาเฉพาะโครงการพัฒนาที่เกิดจากหน่วยงานภาครัฐ แต่ต้องดูปริมาณน้ำในลุ่มน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำนั้นด้วย

เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง และหากมีภาคอุตสาหกรรมก็จะมีเรื่องน้ำเสียเข้ามาอีก ซึ่งเมื่อ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ออกแบบให้มีกลไกการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมก็ต้องมีการหารือกันขององค์กรผู้ใช้น้ำและคณะกรรมการของแต่ละลุ่มน้ำ อีกทั้งต้องมีข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติ และมีคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ ดังนั้นการพัฒนาโครงการจำเป็นต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทลุ่มน้ำ ทั้งนี้ สทนช. มีแผนแม่บทลุ่มน้ำแล้ว แต่ประชาชนไม่รู้ข้อมูล

“มันจะต้องเอาแผนแม่บทลุ่มน้ำมาประชุมร่วมกันกับกรรมการลุ่มน้ำและองค์กรผู้ใช้น้ำ แล้วมาดูว่าในปริมาณน้ำที่มันมีอยู่ในลุ่มน้ำนั้น เราจะจัดการอย่างไรให้สมดุลกับผู้ใช้น้ำในหลายภาคส่วน แล้วถ้ามันจำเป็นจริงๆ มันต้องจัดการอย่างไรที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นประชาชนจึงมีคำถามว่าโครงการผันน้ำมันจำเป็นหรือไม่ เพราะในเมื่อลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ในรายละเอียดอีกเยอะ ในข้อมูลที่นักวิชาการนำเสนอว่ามันมีการปล่อยน้ำที่สูญเปล่าก็มี แล้วมันก็มีการจัดการน้ำที่สามารถเอาน้ำจากในที่ต่างๆ เข้ามาจัดการได้ มันอาจไม่จำเป็นต้องผันน้ำ” น.ส.ศยามล กล่าว

น.ส.ศยามล กล่าวต่อไปว่า ส่วนการบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก จะมีเรื่องของอุตสาหกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือประชาชนไม่รู้ข้อมูล ประชาชนจึงเกิดคำถามว่าภาครัฐเอาน้ำไปให้ภาคอุตสาหกรรมใช้เป็นหลักหรือไม่แต่ในความเป็นจริง ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเช่น EEC ต้องซื้อน้ำ อย่างไรก็ตาม ภาคตะวันออกก็มีภาคเกษตรด้วย ทางออกของแต่ละลุ่มน้ำจึงไม่เหมือนกัน ดังนั้นสิ่งที่ กสม. เสนอ คือให้ สทนช. เป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำ โดย กสม. จะเข้าไปร่วมรับฟังด้วย