นักวิจัย‘มหิดล’พบวิธีกระตุ้นสร้างเกล็ดเลือด ลดวิกฤตขาดแคลนผู้บริจาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632102

นักวิจัย‘มหิดล’พบวิธีกระตุ้นสร้างเกล็ดเลือด ลดวิกฤตขาดแคลนผู้บริจาค

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การจะยื้อชีวิตมนุษย์ให้รอดพ้นจากโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ รวมทั้งโรคที่เกิดจากความเสื่อมต่างๆ ของร่างกาย ฯลฯ ให้กลับมาเหมือนมีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) ซึ่งเปรียบเสมือนเซลล์ต้นแบบที่เป็นจุดกำเนิดแห่งชีวิต เป็นแนวทางการรักษาในอนาคตที่จุดประกายแห่งความหวังของมวลมนุษยชาติ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อเอาชนะลิขิตทางธรรมชาติ

ทำให้ปัจจุบันการบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดสามารถทำได้หลายวิธีซึ่งนอกจากการเก็บจากไขกระดูกของผู้บริจาคที่ต้องผ่านการตรวจ HLA (Human leukocyte antigen) ที่ผ่านการทดสอบการเข้ากันของเนื่อเยื่อ การเก็บจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากหลอดเลือดก็สามารถทำได้แล้วในทุกวันนี้อย่างไรก็ดี การรักษาด้วยเกล็ดเลือดยังมีความจำเป็นอยู่ในผู้ป่วยกลุ่มโรคเลือด รวมทั้งโรคติดเชื้อบางชนิด เช่น ไข้เลือดออก รวมทั้งผู้ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ หากไม่ได้รับการรักษาด้วยการให้เกล็ดเลือดอย่างทันท่วงทีอาจถึงแก่ชีวิต

เบื้องหลังความพยายามที่จะศึกษาวิจัยกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเกล็ดเลือดทดแทนการบริจาคเลือดที่ขาดแคลน ดร.ภญ.สุดจิต ล้วนพิชญ์พงศ์ นักวิจัยประจำ SiSCR สำนักงานคณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้คว้ารางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานวิจัย ระดับดีสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ประจำปีงบประมาณ 2565 จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ทุ่มเททดลองใช้เทคนิคต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีทางชีวโมเลกุลขั้นสูง อาทิ เทคนิค CRISPR-Cas9 หรือคริสเปอร์-แคสไนน์ ซึ่งใช้ในการตัดต่อทางพันธุกรรม

และเทคนิค RNA-seq ที่ใช้วิเคราะห์การแสดงออกของยีนในร่างกาย ฯลฯ จากการศึกษาในเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่เก็บจากอาสาสมัคร จนสามารถค้นพบกระบวนการซึ่งสามารถกระตุ้นการสร้างเกล็ดเลือด และช่วยให้เข้าใจพยาธิสภาพที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการสร้างเกล็ดเลือดในห้องปฏิบัติการ ที่อาจนำไปสู่การต่อยอดเชื่อมโยงงานวิจัยในภาคการผลิตได้ต่อไป

“ผู้ป่วยแต่ละรายจำเป็นต้องใช้เกล็ดเลือดจากผู้บริจาคถึง 4-6 คนโดยเกล็ดเลือดที่ได้รับบริจาคแต่ละครั้งสามารถเก็บได้เพียง 5 วัน ซึ่งหากสามารถต่อยอดวิธีการที่ค้นพบนี้สู่ภาคการผลิต นอกจากจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเกล็ดเลือดทดแทนการบริจาคเลือดที่ขาดแคลนได้แล้ว ยังสามารถลดการใช้เกล็ดเลือดที่จะต้องได้รับจากผู้บริจาคหลายรายมารวมกัน” ดร.ภญ.สุดจิต กล่าว

การพัฒนานวัตกรรมบนพื้นฐานของปัญหาที่เกิดขึ้นจริงทำให้ได้ผลการวิจัยที่ตรงจุด เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง และอาจสามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมายมหาศาล ผลงานวิจัยใหม่ๆ สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ เพียงใส่ใจต่อสิ่งที่
เกิดขึ้นรอบตัว เช่นเดียวกับการวิจัยเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพเกล็ดเลือดที่จะเป็นความหวังในการต่อชีวิตผู้ป่วย และลดวิกฤตขาดแคลนผู้บริจาคได้ต่อไป

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘บพท.’จับมือ16สถาบันการศึกษา ช่วย4หมื่นคนหลุดพ้นความยากจน

 #SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632106

‘บพท.’จับมือ16สถาบันการศึกษา  ช่วย4หมื่นคนหลุดพ้นความยากจน

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า บพท. ได้ร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา 16 แห่งทั่วประเทศดำเนินการตรวจค้นผู้เดือดร้อนมาแล้วใน 20 จังหวัดต้นแบบ ทำให้พบว่ามีผู้ประสบความยากลำบากไม่ได้รับความช่วยเหลือถึง 400,000 คน ครอบคลุมความจนหลากมิติ เช่น ด้านการเงิน อาชีพ ที่อยู่อาศัยและสุขภาวะ

โดย บพท. ร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทำงานบนฐานข้อมูล TPMAP และได้พบว่ายังมีคนจนยากไร้อีกจำนวนหนึ่งที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูล (Big Data) ดังกล่าว บพท. จึงได้ออกแบบระบบข้อมูลซึ่งมีลักษณะเป็น Deep data ใช้ชื่อว่า “PPPconnext” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ในการสอบทานและยืนยันเป้าหมายโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาคมพื้นที่ทั้งขบวน ประกอบด้วยองค์กรชุมชน ประชาสังคม ท้องถิ่น ท้องที่สถาบันวิชาการ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

ทำให้สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน นำไปสู่การแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรงจุด
ตรงประเด็น และทันท่วงที ภารกิจนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ในการร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร ข้อมูลความรู้ เทคโนโลยี และกลไกภาคีเครือข่ายโดยในช่วงปีงบประมาณ 2563-2564 บพท. ได้ดำเนินแผนงานวิจัยการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่นำร่อง
20 จังหวัด ที่มีรายได้ภาคครัวเรือนต่ำที่สุดจากข้อมูลดัชนีความก้าวหน้าของคน ปี 2562

แบ่งเป็นจำนวน 10 จังหวัดในปี 2563 ประกอบด้วย ปัตตานี อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน ชัยนาท สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ และ 10 จังหวัด ในปี 2564 ได้แก่ บุรีรัมย์ นราธิวาส อุบลราชธานี ลำปาง พัทลุง นครราชสีมา ร้อยเอ็ด พิษณุโลก เลย และยะลา ทั้งนี้ จากระบบการสอบทานอย่างละเอียด พบข้อมูลคนยากจน 7.8 แสนคน เพื่อส่งต่อเข้าระบบความช่วยเหลือขององค์กรภาครัฐ

นายกิตติ กล่าวต่อไปว่า ในปี 2565 เป็นการทำงานต่อยอดกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาอาชีพ/ยกระดับคุณภาพชีวิต โดยมีเป้าหมายในการช่วยเหลือคนจนไม่น้อยกว่า 10,000 ครัวเรือน รวม 40,000 คน ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะเข้าสู่ระบบสวัสดิการภาครัฐ และอีกส่วนหนึ่งทาง บพท. จะพัฒนาโมเดลแก้จนโดยร่วมมือกับสถาบันวิชาการ และกลไกภาคี

วิเคราะห์ศักยภาพคนจนกลุ่มเป้าหมาย วิเคราะห์เทคโนโลยีความรู้พร้อมใช้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งด้านการเกษตร การแปรรูป การตลาด
วิสาหกิจชุมชน การพัฒนาระบบการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งในขณะนี้ได้ประมวลเป็นโมเดลแก้ไขปัญหาความยากจนในหลากหลายรูปแบบ ที่สอดคล้องกับบริบทภูมิสังคม เช่น กลุ่มสมุนไพร กลุ่มสิ่งแวดล้อม กลุ่มพัฒนาอาชีพ กลุ่มคลังแรงงาน กลุ่มสวัสดิการชุมชน เป็นต้น

“สมุนไพรเป็นหนึ่งในสาขาเศรษฐกิจสำคัญในแผนหลักของประเทศ และสอดรับกับวาระแห่งชาติ BCG ดังนั้น บพท. และมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการจึงเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ เพราะเป็นการพัฒนาบนทุนเดิมของชุมชน โดยจะทำเป็นตัวอย่าง ซึ่งเมื่อนำความรู้ไปช่วยสำเร็จแล้ว ก็สามารถยกระดับเศรษฐกิจ ตลอดห่วงโซ่การผลิต ซึ่งคนจนจะอยู่ในห่วงโซ่ได้ทั้งระดับต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ขึ้นกับศักยภาพของกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยมีกลไกภาคีสนับสนุน” นายกิตติ กล่าว

สำหรับสถาบันอุดมศึกษา 16 แห่งที่ประสานความร่วมมือกับ บพท. เพื่อบรรลุเป้าหมายในการปลดแอก 40,000 คน ให้พ้นจากความยากจน ได้แก่ วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร วิทยาลัยชุมชนชัยนาท วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน วิทยาลัยชุมชนยโสธร มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

สกศ.ชงแผนพลิกวิกฤติหลังผลจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษาไทยร่วง 1 อันดับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632089

สกศ.ชงแผนพลิกวิกฤติหลังผลจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษาไทยร่วง 1 อันดับ

วันอาทิตย์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.23 น.

“อรรถพล”ไม่หวั่นแม้ผลจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษาปี 2564 ร่วง 1 อันดับ ได้ที่ 56 จาก 64 ประเทศ ชงแผนพลิกวิกฤติปลุกทุกภาคส่วนร่วมพัฒนาจัดการศึกษาพัฒนาพหุปัญญาเด็กไทยรายบุคคล

ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ( สกศ.) ได้ศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติ โดยใช้ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development : IMD) ซึ่ง IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ จำนวน 64 ประเทศ โดยในปี 2564 ผลการจัดอันดับด้านการศึกษา ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 56 มีอันดับลดลง 1 อันดับจากปี 2563 และ เป็นอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียนที่เข้าร่วมการจัดอันดับ โดยเป็นรองประเทศสิงคโปร์ ที่ได้อันดับ 7 และประเทศมาเลเซีย ที่ได้อันดับ 39

เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวต่อไปว่า เมื่อวิเคราะห์ตัวชี้วัดด้านการศึกษาของ IMD จำนวน 19 ตัวชี้วัด โดยเปรียบเทียบกับปี 2563 พบว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งหรือมีการพัฒนามากที่สุด 2 ตัวชี้วัด คือ ดัชนีมหาวิทยาลัยมีอันดับดีขึ้น 1 อันดับ จากอันดับที่ 49 เป็นอันดับที่ 48 และอัตราส่วนนักเรียนต่อครู ที่สอนระดับประถมศึกษา มีอันดับดีขึ้นถึง 6 อันดับ จากอันดับที่ 36 เป็นอันดับที่ 30 ส่วนตัวชี้วัดที่เป็นจุดอ่อนในด้านการศึกษา มี 3 ตัวชี้วัด คือ อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา มีอันดับลดลง 4 อันดับ จากอันดับ 57 เป็นอันดับ 61 อัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับมัธยมศึกษา ลดลง 3 อันดับ จากอันดับ 57 เป็นอันดับ 60 และ งบประมาณด้านการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ลดลง 1 อันดับ จากอันดับ 58 เป็นอันดับ 59

“เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดของ IMD โดยจำแนกตามวัตถุประสงค์หลักของการปฏิรูปการศึกษา 3 ด้าน เพื่อวางแผนพัฒนาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานระดับสากล และยกระดับสมรรถนะทางการศึกษาด้วยการพัฒนาอันดับ พบว่า 1.กลุ่มตัวชี้วัดด้านคุณภาพการศึกษา มีอันดับต่ำกว่าครึ่งของประเทศที่เข้าร่วมการจัดอันดับ ทั้งจากการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA , ผลสัมฤทธิ์ของการอุดมศึกษา ,ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ และอัตราการไม่รู้หนังสือของประชากร เป็นต้น  2.กลุ่มตัวชี้วัดที่สะท้อนการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พบว่า ไทยมีอัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาลดลง อัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับมัธยมศึกษายังไม่เหมาะสม และ งบประมาณด้านการศึกษาต่อ GDP มีอันดับรั้งท้ายของประเทศที่เข้าร่วมการจัดอันดับ และ 3.กลุ่มตัวชี้วัดด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ IMD มาสุ่มสำรวจถามความคิดเห็นผู้ประกอบการ พบว่า ภาคเอกชนหรือสถานประกอบการ มีความพึงพอใจจากการใช้บัณฑิต ซึ่งมีแนวโน้มของอันดับที่ดีขึ้น แต่ยังมีอันดับต่ำกว่าครึ่งของประเทศที่เข้าร่วมการจัดอันดับทั้งหมด” ดร.อรรถพล กล่าวและว่า ผลการจัดอันดับได้สะท้อนว่า ระบบการศึกษาของไทยควรได้รับการพัฒนา ซึ่งในการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ตนได้รายงานเรื่องดังกล่าวพร้อมทั้งเสนอให้องค์กรหลักต่าง ๆ ปรับปรุงแผนการเสนอของบประมาณ ปี2566 ที่สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการศึกษา ซึ่ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็รับที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อผลักดันการปรับอัตราเงินอุดหนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้สอดคล้องกับ GDP

เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวด้วยว่า สกศ.ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงได้จัดทำร่างแผนการยกระดับสมรรถนะทางการศึกษาของประเทศไทยด้วยการพัฒนาผลการจัดอันดับ IMD ขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น เพื่อยกระดับผลการจัดอันดับ IMD ในปี 2565 โดยได้เริ่มสร้างความรู้ความเข้าใจให้ภาคเอกชนรับทราบถึงความสำคัญของการสำรวจข้อมูลความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของ IMD ตลอดจนเร่งพัฒนาการศึกษาที่สามารถพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน จัดทำฐานข้อมูลรายบุคคล เพื่อดูแลการเข้าถึงการศึกษาของนักเรียน โดยจัดให้มีการคัดกรองหรือวัดแววเด็กเพื่อจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความถนัดและพหุปัญญาที่หลากหลายของผู้เรียนแต่ละคน ไม่ใช่ตัดเสื้อโหลให้เด็ก  และเพื่อให้สามารถติดตามนักเรียนได้ในทุกพื้นที่ เนื่องจากข้อมูลพบว่าเด็กที่เรียนต่อระดับมัธยมศึกษามีจำนวนน้อยกว่าเด็กที่จบระดับประถมศึกษาค่อนข้างมาก ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการ เร่งเก็บตกนักเรียนที่ตกหล่นกลับสู่ระบบการศึกษา

อาชีวะจัดสอบครูผู้ช่วยเรียบร้อยดี คุมเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632088

อาชีวะจัดสอบครูผู้ช่วยเรียบร้อยดี คุมเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19

วันอาทิตย์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.20 น.

อาชีวะจัดสอบครูผู้ช่วยเรียบร้อยดี ภายใต้มาตรการคุมเข้มตามหลักเกณฑ์ที่ทาง กคศ.กำหนด และการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ตามแนวทางของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2565 ที่สนามสอบศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานจากเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ) ในการตรวจสนามสอบครูผู้ช่วยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต ซึ่งเป็นสนามสอบหลัก เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีตามหลักเกณฑ์ที่ทาง กคศ.วางระเบียบไว้ และเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

นอกจากนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้ายของผู้เข้าสอบในการเดินทางไปสอบในจังหวัดที่ได้ยื่นใบสมัครไว้ สอศ.จึงได้จัดสนามสอบเป็นรายจังหวัด รวมทั้งสิ้น 76 แห่ง โดยให้ผู้สมัครสามารถเลือกจังหวัดที่ประสงค์จะเข้าสอบได้ด้วยตนเอง และมีผู้บริหารระดับสูงของ สอศ.จากส่วนกลาง เข้าตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยของสนามสอบในทุกภูมิภาค

อีกทั้ง สอศ.ยังได้จัดห้องสำรองสำหรับกลุ่มผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อฯ หรือผู้ที่เพิ่งหายป่วย และห้องพิเศษสำหรับผู้ที่ตรวจ ATK ผลเป็นบวก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิ์สอบสามารถเข้าสอบได้ ทั้งนี้ ผู้เข้าสอบทุกรายจะต้องนำใบรับรองหรือเอกสารหลักฐานผลการตรวจที่ยืนยันว่าไม่มีเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ก่อนการสอบ ในระยะเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง (ระหว่างวันที่ 28 มกราคม 2565 จนถึงวันสอบ) โดยการตรวจแบบ RT-PCR หรือการตรวจแบบ ATK (Antigen Test Kit) จากสถานพยาบาลมาแสดงเพื่อเข้ารับการสอบแข่งขัน และก่อนเข้าสนามสอบจะต้องผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายอีกด้วย

ด้าน ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การสอบครั้งนี้ มีผู้มีสิทธิ์สอบทั้งสิ้น จำนวน 51,417 คน 75 กลุ่มวิชา ซึ่งมีจำนวนคนเข้าสอบทั้งสิ้น 43,453 คน คิดเป็นผู้เข้าสอบร้อยละ 84.51 ผู้ไม่มาสอบ 7,964 คน คิดเป็นร้อยละ 15.49 โดยมีตำแหน่งรองรับถึง 483 อัตรา 

สำหรับการสอบในช่วงเช้า เป็นการสอบภาค ก. ความรู้ความสามารถทั่วไป ได้แก่ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ทักษะภาษาอังกฤษ ความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี และช่วงบ่าย เป็นการสอบภาค ข. มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ได้แก่ มาตรฐานความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน ความรู้ในเนื้อหาวิชาที่สอน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งมีการตรวจผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวด ทั้งการแต่งกาย สิ่งที่ต้องเตรียมไปในวันสอบคัดเลือก สิ่งที่ห้ามนำเข้าห้องสอบ การรับฝากของ ข้อปฏิบัติก่อนเข้าห้องสอบ ข้อปฏิบัติในเวลาสอบ โดยห้ามนำตำรา เอกสาร กระดาษ หรือสิ่งพิมพ์ใดๆ กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ นาฬิกาทุกชนิด โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องคำนวณ อุปกรณ์ที่ใช้คำนวณได้ เครื่องมือสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด รวมถึงวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ เข้าห้องสอบโดยเด็ดขาด

ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการป้องกัน เฝ้าระวังและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สอศ.ได้ปฏิบัติตามแนวทางของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เช่น การทำความสะอาดฆ่าเชื้อสนามสอบและพื้นที่ผิวสัมผัสต่างๆ ทั้งก่อน-ระหว่าง-และหลังจากการสอบ การจัดโต๊ะเก้าอี้ของผู้มีสิทธิ์สอบให้เว้นระยะห่าง การจัดจุดวัดอุณหภูมิของผู้เข้ารับการสอบในทุกทางเข้าอาคารสนามสอบ การจัดเตรียมเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ การจัดเจ้าหน้าที่เพื่อแนะนำและอำนวยความสะดวกในทุกสนามสอบ

ตลอดจนขอให้ผู้เข้าสอบและผู้เกี่ยวข้องทุกคนสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในสถานที่สอบและปฏิบัติตามมาตรการป้องโรคส่วนบุคคล D-M-H-T-T-A (อยู่ห่างกันไว้ – ใส่แมสก์กัน – หมั่นล้างมือ – ตรวจวัดอุณหภูมิ – ตรวจเชื้อ – ใช้แอปพลิเคชัน “ไทยชนะ”)

ทั้งนี้ สอศ.จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ (ภาค ค.) รวมทั้งวัน เวลา สถานที่สอบคัดเลือก ภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ (ภาค ค.) โดยจะประกาศให้ทราบภายในวันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 ทางเว็บไซต์ ipa.vec.go.th หรือเว็บไซต์ http://www.vec.go.th

อาชีวะอุบลฯ คว้า 3 รางวัลพระพฤหัสบดี ประจำปี 2564 ประเภทองค์กร-ผู้บริหาร-ครู ดีเด่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631836

อาชีวะอุบลฯ คว้า 3 รางวัลพระพฤหัสบดี ประจำปี 2564 ประเภทองค์กร-ผู้บริหาร-ครู ดีเด่น

วันศุกร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565, 18.09 น.

UVC PROUD  :  สุดยอดอาชีวะอุบลฯคว้า 3 รางวัลพระพฤหัสบดี ประจำปี 2564 ประเภทองค์กรดีเด่น ผู้บริหารดีเด่น และครูดีเด่น จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับจังหวัดอุบลราชธานี  ภูมิใจรางวัลคือผลตอบแทนจากการเสียสละ ทุ่มเทเพื่อสังคมและประเทศชาติมาอย่างยาวนานถึง 85 ปี

28 มกราคม 2565  ณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา  (สกสค.) จังหวัดอุบลราชธานี จัดพิธีมอบรางวัลพระพฤหัสบดี ประจำปี 2564 โดยมีดร.ถาวร คุณิรัตน์  ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 เป็นประธานมอบรางวัล ทั้งหมด 2 ประเภท  ได้แก่  ประเภทหน่วยงานดีเด่น มี 1 รางวัล ส่วนประเภทบุคคล ประกอบด้วย 4 กลุ่มรางวัลได้แก่  รางวัลครูและคณาจารย์ดีเด่น จำนวน 6 รางวัล  รางวัลผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาดีเด่น จำนวน 3 รางวัล  รางวัลผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาดีเด่น จำนวน 3 รางวัล   และรางวัลผู้มีคุณูปการดีเด่น จำนวน 3 รางวัล    รวมทั้งสิ้น 16 รางวัล

ทั้งนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับรางวัลในครั้งนี้ 3 ประเภทรางวัล ได้แก่ 1.รางวัลประเภทผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น ได้แก่ ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับเข็มกลัดพระพฤหัสบดี เกียรติบัตรและเงินรางวัล 3,000 บาท  2.รางวัลประเภทครูและคณาจารย์ ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ นางอรสา แถบเกิด ครูสาขาแฟชั่นและสิ่งทอ ได้รับเข็มกลัดพระพฤหัสบดี เกียรติบัตรและเงินรางวัล 3,000 บาท

และ 3.รางวัลประเภทหน่วยงานดีเด่น ได้รับโล่เกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 3,000 บาท ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี มีนางลฎาภา แสวงทรัพย์  ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นผู้แทนสถานศึกษาในการรับมอบ ซึ่งโล่เกียรติคุณและเกียรติบัตรลงนามโดย นายธนพร  สมศรี  เลขาธิการคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยปีที่ผ่านมา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับรางวัลพระพฤหัสบดีประเภทบุคคล กลุ่มครูและคณาจารย์ดีเด่น จำนวน 1 รางวัล ในปี 2563 ได้แก่นางมนฤดี สุวรรณกูฏ และในปีนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับรางวัลต่อเนื่องถึง 3 รางวัล 

สำหรับรางวัลพระพฤหัสบดีนั้น จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้พิจารณาคัดเลือกรางวัลมอบให้กับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ผู้มีคุณูปการและหน่วยงาน เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติหน่วยงานและบุคคลที่มีผลงานดีเด่น เป็นที่ประจักษ์แสดงถึงการอุทิศตนและความเสียสละในการเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านจัดสวัสดิการและสวัสดิภาพแก่ครู บุคลากรทางการศึกษาและสังคมโดยรวม กำหนดจัดขึ้นเนื่องในวันครู 16 มกราคม ของทุกปี แต่เนื่องจากสถานการณ์ความไม่ปกติจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงทำให้จัดพิธีมอบในวันนี้

นับเป็นความภาคภูมิใจของคณะผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นอย่างยิ่ง เป็นขวัญกำลังใจในการทำงานสู่การก้าวย่างครบรอบการก่อตั้งปีที่ 85 ในวันที่ 16 มกราคม 2565 และถือเป็นรางวัลสำหรับการทำงานที่สถานศึกษามุ่งมั่น ทุ่มเทเสียสละบริการวิชาชีพสู่ชุมชน ช่วยเหลือสังคมและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีงามให้กับประเทศชาติมาอย่างยาวนานถึง 85 ปี

-(016)

กยศ.เตรียมใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยแทนฟ้องคดี ยันมีเงินเพียงพอให้ผู้ขาดแคลนกู้ได้ทุกคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631827

กยศ.เตรียมใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยแทนฟ้องคดี ยันมีเงินเพียงพอให้ผู้ขาดแคลนกู้ได้ทุกคน

วันศุกร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.20 น.

กยศ. แจงคิดอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ เตรียมใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแทนฟ้องคดี ยันมีเงินเพียงพอให้ผู้ขาดแคลนกู้ทุกคนเพื่อเข้าถึงการศึกษา 

วันที่ 28 มกราคม 2565 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(ผู้จักการ กยศ.)  เปิดเผยว่า  ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่องดอกเบี้ยและเบี้ยปรับของ กยศ. รวมทั้งการจ้างทนายความเพื่อติดตามหนี้นั้น กองทุนขอชี้แจงว่า กองทุนฯเป็นหน่วยงานของรัฐในกำกับของกระทรวงการคลัง ดำเนินการในลักษณะเงินทุนหมุนเวียน ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ได้รับโอกาสทางการศึกษาไปแล้ว 6,206,983 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 680,103 ล้านบาท โดยให้กู้ยืมเฉลี่ยปีละ 26,157 ล้านบาท ที่ผ่านมากองทุนได้ใช้งบประมาณแผ่นดินไปแล้วประมาณ 468,673 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันกองทุนได้นำเงินที่ผู้กู้ยืมรุ่นพี่ชำระคืนกองทุนกลับมาหมุนเวียนในการปล่อยกู้ให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้อง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา 

“ในประเด็นดอกเบี้ยและเบี้ยปรับของกองทุนนั้น ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มาตรา 44 ได้ระบุให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี และห้ามคิดดอกเบี้ยทบต้น ในกรณีผิดนัดการชำระเงินคืนกองทุน คณะกรรมการจะกำหนดให้ผู้กู้ยืมเงินต้องเสียเงินเพิ่มอีกไม่เกินร้อยละ 1.5 ต่อเดือนก็ได้ แต่ที่ผ่านมา กองทุนมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 ต่อปีมาโดยตลอด และปัจจุบันคิดเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งในช่วงสถานการณ์โควิด กองทุนได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 0.01 และลดอัตราเบี้ยปรับเหลือร้อยละ 0.5 เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้กู้ยืม ทั้งนี้ รายได้ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่กองทุนได้รับมานั้น เงินดังกล่าวก็ได้นำมาหมุนเวียนให้กับผู้กู้ยืมรุ่นน้อง สำหรับประเด็นเรื่องการดำเนินคดีนั้น กองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ได้มีเจตนาหลักในการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ แต่กองทุนมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อมิให้คดีขาดอายุความ ซึ่งจะทำให้รัฐเกิดความเสียหาย”อ ผู้จัดการ กยศ. กล่าว และว่า 

นายชัยณรงค์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ กองทุนมีการรับชำระหนี้ที่ดีขึ้นมาตลอด เป็นผลมาจากผู้กู้ยืมรุ่นพี่ได้ส่งมอบโอกาสและมีกระบวนการหักเงินเดือน ในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา กองทุนได้ชะลอการฟ้อง บังคับคดี และขายทอดตลาด ยกเว้นในคดีที่มีความจำเป็นเนื่องจากจะขาดอายุความ ในปัจจุบันมีพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทฯ ทางกองทุนจึงได้ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม จัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินครัวเรือน ครั้งที่ 1 กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ไบเทคบางนา ห้องภิรัชฮอลล์ 1-3 โดยกองทุนจะเชิญผู้กู้ยืมที่อยู่ในเกณฑ์ที่จะถูกดำเนินคดี เข้ามาทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 

“โดยผู้กู้ยืมที่เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยจะไม่ถูกดำเนินคดี มีส่วนลดเบี้ยปรับ ได้รับโอกาสในการขยายระยะเวลาผ่อนชำระได้ถึงอายุ 65 ปี และเมื่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. ….ที่อยู่ระหว่างการขอแก้ไขมีผลบังคับใช้ กองทุนจะมีอำนาจในการปลดภาระผู้ค้ำประกัน โดยกองทุนมีหลักการว่าจะยกเลิกการค้ำประกันของผู้ค้ำประกัน เมื่อผู้กู้ยืมได้ผ่อนชำระเงินต้นมาแล้วร้อยละ 25 ของเงินต้นที่ค้างชำระ ซึ่งการใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยดังกล่าวจะเป็นผลดีกับลูกหนี้ที่จะไม่ถูกดำเนินคดี และกองทุนจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีต่อไปในอนาคต โดย กองทุนขอยืนยันว่า กองทุนจะเป็นหลักประกันให้ทุกครอบครัวว่าน้องๆ ที่ขาดแคลนสามารถกู้เงินได้ทุกคน โดยไม่มีข้อจำกัด เพื่อให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา” ผู้จัดการ กยศ. กล่าว

‘อธิบดีกรมศิลป์ฯ’เผยความคืบหน้าการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระเมรุมาศ ร.9

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631742

'อธิบดีกรมศิลป์ฯ'เผยความคืบหน้าการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระเมรุมาศ ร.9

วันศุกร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565, 13.49 น.

“อธิบดีกรมศิลป์ฯ” เผยความคืบหน้าการก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ร.9

28 ม.ค.65 นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร  เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพื้นที่ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ล่าสุดได้มีการตรวจรับงานก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ งวดที่ 11 และ 12 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ซึ่งมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 30 % คาดว่าจะแล้วเสร็จได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในปี 2566 เมื่อการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จจึงจะเข้าสู่ขั้นตอนงานด้านการออกแบบและตกแต่งภายใน รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการเพื่อรวบรวมองค์ความรู้โบราณราชประเพณีเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมศพ พระศพ และองค์ความรู้ในการก่อสร้างพระเมรุมาศ ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา คติความเชื่อ งานสถาปัตยกรรม งานศิลปกรรมด้านต่าง ๆ ตลอดจนขั้นตอนต่าง ๆในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ให้ประชาชนได้เห็นถึงความงดงามของรูปแบบศิลปกรรมไทย ประเพณี และศิลปกรรมในรัชกาลที่ ๙ ที่มีเอกลักษณ์  แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของงานช่างฝีมือไทยทุกสาขาที่ร่วมมือกันสร้างสรรค์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

นายกิตติพันธ์  กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าของคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่ก่อสร้างอาคารหลังใหม่อยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อจัดเก็บโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นสำคัญของชาติ โดยออกแบบได้มาตรฐานถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์ มีเทคโนโลยีด้านการรักษาความปลอดภัยต่อโบราณวัตถุที่ทันสมัย เป็นต้นแบบคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ได้มาตรฐานสากล 

“ขณะนี้เจ้าหน้าที่กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอยู่ระหว่างดำเนินการนำโบราณวัตถุจำนวนมากกว่า 93,000 รายการ ออกจากบรรจุภัณฑ์เดิม แล้วนำขึ้นจัดแสดงหรือจัดเก็บบนชั้นเหล็ก ตู้ลิ้นชักเหล็กภายในห้องคลังต่าง ๆ โดยจำแนกการจัดเก็บโบราณวัตถุแต่ละประเภทให้เป็นหมวดหมู่ตามวัสดุเป็นหลัก ได้แก่ คลังหินและปูนปั้น คลังดินเผา 1 และคลังดินเผา 2 คลังโลหะ 1 คลังโลหะ 2 และคลังโลหะ 3 คลังไม้ 1 และคลังไม้ ๒ คลังหนังสัตว์ คลังผ้า กระดาษ กระดูก งาและเขาสัตว์ เพื่อเตรียมเปิดให้บริการคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอย่างเป็นทางการภายในปี 2565 โดยจะเป็นลักษณะการให้บริการเยี่ยมชมหรือเข้าศึกษาค้นคว้าโบราณวัตถุ ณ สถานที่ตั้งเท่านั้น ส่วนงานบริการสืบค้นฐานข้อมูลทะเบียนพร้อมภาพถ่ายโบราณวัตถุจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมให้บริการแบบออนไลน์ในปี 2566” อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว .-011

‘ตรีนุช’ชี้คนมีหัวโขนทำอะไรต้องระวัง สั่งสอบผอ.แอบดูครูสาวอาบน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631697

'ตรีนุช'ชี้คนมีหัวโขนทำอะไรต้องระวัง สั่งสอบผอ.แอบบดูครูสาวอาบน้ำ

วันศุกร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565, 11.09 น.

จากกรณี เพจเฟซบุ๊ก “เจ๊ม้อย v plus” โพสต์เรื่องครูสาวโรงเรียนดังใน จ.บึงกาฬ ถูก ผอ.ถ้ำมองขณะอาบน้ำหลังห้องพัก ของวันที่ 20 ม.ค 2565 เมื่อครูสาวถามหาวงจรปิดก็บอกว่าไม่ต้องหาหรอกเป็นผมเองที่แอบดู ขอโทษแล้วยิ้ม ครูสาวไปแจ้ง สพม.21 และ ผอ.เขต แล้วแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า และ ผอ.ร.ร ยัง มา ร.ร.ตามปกติทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั้น เมื่อวันที่ 27 ม.ค. นักเรียนทราบเรื่องจึงออกมาประท้วงขับไล่ ผอ.แอบดูครูอาบน้ำแล้ว

ในวันนี้ 28 ม.ค.2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า ตนจะสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักให้ดำเนินการติดตามตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นโดยเร็วว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเพื่อให้เกิดความชอบธรรมและความยุติธรรมทั้งครูและผอ.ด้วยเพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่าง

“ดิฉันก็จะมอบให้นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ.ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็ว คนมีหัวโขนทำอะไรก็ต้องระมัดระวัง ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี หากทำผิดก็ต้องถูกลงโทษเพื่อให้เป็นตัวอย่างว่าไม่ควรทำ” รมว.ศธ. กล่าว

บอร์ด สกสค.ไฟเขียวใบลาออก’ธนพร สมศรี’ เตรียมตั้งรักษาการเลขาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631689

บอร์ด สกสค.ไฟเขียวใบลาออก'ธนพร สมศรี' เตรียมตั้งรักษาการเลขาฯ

วันศุกร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565, 10.37 น.

บอร์ด สกสค.มติให้ใบลาออก”ธนพร สมศรี”มีผลวันนี้ เตรียมตั้งรักษาการเลขาธิการ สกสค.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (บอร์ด สกสค.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรณีที่ นายธนพร สมศรี เลขาธิการ สกสค.ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.โดยในหนังสือลาออกระบุชัดเจนว่ามีความประสงค์จะขอลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2565 เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากที่ตนได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วในฐานะประฐานบอร์ด สกสค.จึงได้มอบให้ปลัด ศธ.ไปศึกษาแนวทางและข้อกฏหมาย ระเบียบในการดำเนินการต่อไปอย่างไร

และในวันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเจตนารมย์และมติอนุมัติตามที่นายธนพรยื่นหนังสือลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม เป็นต้นไป พร้อมกับมอบหมายให้ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์การสรรหาเลขาธิการ สกสค.คนใหม่ และให้ทบทวนการสรรหาผู้ที่จะมาเป็นเลขาธิการ สกสค.ว่าควรจะมีคุณสมบัติอะไรบ้างที่เหมาะสมกับภาระงานของ สกสค.ที่จะต้องดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่ในหนังสือสัญญาจ้างระบุว่าลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ โดยแจ้งเหตุผลในการขอเลิกสัญญาเป็นหนังสือต่อนายจ้างล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนั้น ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการป้องกันให้นายจ้าง ในกรณีลูกจ้างลาออกกระทันหัน จะไม่มีคนทำงานอาจจะเกิดความเสียหายได้ และเพื่อให้นายจ้างมีเวลาสรรหาเลขาธิการ สกสค.คนใหม่มาทำงานแทน แต่ถ้านายจ้างพิจารณาแล้วว่า สามารถตั้งรักษาการเลขาธิการ สกสค.มาทำงานแทน และจะไม่กระทบต่อการทำงาน อีกทั้งนายธนพร ก็ระบุในหนังสือชัดเจนว่ามีความประสงค์ที่จะลาออกโดยเร็ว ก็สามารถอนุมัติให้ลาออกได้ ส่วนการตั้งรักษาการเลขาธิการ สกสค.นั้น ตามข้อบังคับของ สกสค.กำหนดไว้ว่าการแต่งตั้งรักษาการเลขาธิการ สกสค.ให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ดังนั้น คณะกรรมการ สกสค.จึงมีมติให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.แตั้งรักษาการเลขาธิการ สกสค.ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานไม่สะดุด ซึ่งตนจะเร่งตั้งรักษาเลขาธิการ สกสค.เร็วที่สุด

“ส่วนที่นายธนพร ยื่นหนังสือถือนายกรัฐมนตรี โดยร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ สกสค.นั้น เป็นเรื่องปกติ ที่สามารถทำได้ ซึ่งดิฉันมอบให้ปลัด ศธ.ทำหนังสือชี้แจงไปที่สำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ส่วนที่อดีตเลขาธิการ สกสค.มองว่าการพิจารณาต่างๆ ไม่มีธรรมาภิบาล ดิฉันยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปด้วยความถูกต้อง จะเห็นว่าที่ผ่านมาเรื่องไหนที่มีประเด็นก็จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ สกสค.ตลอด และการทำงานต่างๆ จะเน้นเรื่องระเบียบกฎเกณฑ์ เพื่อที่จะสามารถตอบคำถามได้” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ข่าวดี! สปสช.ปลดล็อคบัตรทอง ‘ฟอกเลือดล้างไต’เป็นทางเลือกแรกได้ ไม่ต้องจ่ายเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631643

ข่าวดี! สปสช.ปลดล็อคบัตรทอง 'ฟอกเลือดล้างไต'เป็นทางเลือกแรกได้ ไม่ต้องจ่ายเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 21.32 น.

วันที่ 27  มกราคม 2565 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สปสช.ได้ออกประกาศ เรื่อง การจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขกรณีบริการผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง พ.ศ. 2565 ซึ่งมีสาระสำคัญคือการเพิ่มทางเลือกการบำบัดทดแทนไตแก่ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังสิทธิบัตรทองหรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากเดิมที่ สปสช. กำหนดให้วิธีการล้างไตทางช่องท้องเป็นทางเลือกแรก แต่หากผู้ป่วยปฏิเสธการล้างไตทางช่องท้องแล้วต้องการใช้วิธีฟอกเลือดจะต้องจ่ายเงินค่าฟอกเลือดเอง แต่นับจากวันที่ 1 ก.พ. 2565 เป็นต้นไป หากผู้ป่วยไม่ประสงค์ล้างไตทางช่องท้อง ก็สามารถเลือกใช้วิธีฟอกเลือดได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

อย่างไรก็ดี การเลือกวิธีการบำบัดทดแทนไตแบบไหนก็ตาม ต้องปรึกษากับแพทย์ผู้ทำการรักษาก่อน เพื่อพิจารณาบริบทของผู้ป่วยแต่ละรายว่าวิธีบำบัดทดแทนไตแบบไหนเหมาะกับผู้ป่วยรายนั้นที่สุด 

ที่มาของมติดังกล่าวนี้ มาจากการลงพื้นที่หน่วยบริการและพบประชาชนของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล ที่พบว่า ได้รับฟังปัญหาจากผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่แพทย์เลือกวิธีการล้างไตทางช่องท้อง (PD) ให้ แต่ตัวผู้ป่วยต้องการใช้วิธีล้างไตด้วยการฟอกเลือด (HD) จึงต้องแบกรับภาระค่าฟอกเลือดเองครั้งละ 1,500 บาท จึงนำเรื่องนี้หารือกับ สปสช.เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องจ่ายเงินเอง ซึ่ง สปสช. ได้ทำการศึกษารายละเอียดแล้วพบว่าสามารถทำได้ จึงนำมาสู่การเสนอความเห็นชอบจากบอร์ด สปสช.และเป็นมติเมื่อวันที่ 6 ม.ค.2565 ที่ผ่านมา

นพ.จเด็จ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยล้างไตทางหน้าท้อง 32,892 ราย ผู้ป่วยที่ล้างไตด้วยวิธีฟอกเลือด 24,256 ราย และมีอีก 6,546 รายที่ปฏิเสธการล้างไตทางช่องท้องแล้วเลือกจ่ายเงินเอง แต่เมื่อประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว ในกรณีผู้ป่วยรายเดิม (ก่อน 1 ก.พ.2565) ที่ล้างไตผ่านช่องท้องแล้วต้องการเปลี่ยนมาใช้วิธีฟอกเลือด จะต้องทำการปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาก่อน หากแพทย์พิจารณาแล้วไม่กระทบกับภาวะสุขภาพและผู้ป่วยไม่ติดขัดในเรื่องการเดินทางมาฟอกเลือดที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยก็สามารถเข้ารับบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมตามที่แพทย์แนะนำโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่เกิน 3 ครั้ง/สัปดาห์ 
ส่วนผู้ป่วยเดิมที่ไม่ประสงค์ล้างไตทางช่องท้องและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟอกเลือดเอง หลังจากวันที่ 1 ก.พ.2565 เป็นต้นไป จะได้รับสิทธิรับการฟอกเลือดฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายเช่นกัน 

นพ.จเด็จ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของผู้ป่วยรายใหม่ตั้งแต่ 1 ก.พ.2565 เป็นต้นไป เมื่อได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้วว่าต้องเข้ารับบริการบำบัดทดแทนไต แพทย์และผู้ป่วยจะตัดสินใจร่วมกันเพื่อเลือกวิธีการบำบัดทดแทนไตที่เหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด โดยไม่กำหนดให้ใช้วิธีล้างไตผ่านช่องท้องเป็นทางเลือกแรกอีกต่อไป 

ทั้งนี้ กรณีผู้ป่วยรายใหม่ที่สมัครใจล้างไตผ่านช่องท้องตามรูปแบบเดิม จะเข้าสู่ระบบบริการล้างไตทางช่องท้องที่บ้าน โดย สปสช. จัดส่งน้ำยาล้างไตผ่านทางช่องท้องถึงบ้านสำหรับกรณีล้างไตด้วยตัวเอง (CAPD) 4 ถุง/วัน และกรณีล้างไตผ่านทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ (APD) 2 ถุง/วัน ส่วนยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง สปสช. จะสนับสนุนยาที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมตามความจำเป็นและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยใช้ระดับ Hematocrit (Hct) เป็นข้อมูลประกอบการให้ยา หากระดับ Hct ≤ 30% สนับสนุน 4,000 unit x 8 ครั้งต่อเดือน หรือ หากระดับ Hct > 30% สนับสนุน 4,000 unit x 4 ครั้ง/เดือน


ขณะที่ผู้ป่วยรายใหม่ที่สมัครใจฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม แพทย์จะส่งไปเข้ารับบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่หน่วยบริการที่เหมาะสมสัปดาห์ละไม่เกิน 3 ครั้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเช่นเดียวกับผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง สปสช. จะสนับสนุนยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรม โดยใช้ระดับ Hematocrit (Hct) เป็นข้อมูลประกอบการให้ยา หากระดับ Hct ≤ 30% สนับสนุน 4,000 unit x 8 ครั้งต่อเดือน หรือ หากระดับ Hct > 30% สนับสนุน 4,000 unit x 4 ครั้ง/เดือน เช่นกัน