บอร์ดคุรุสภามีมติตั้ง‘ประวิต’รักษาการเลขาธิการ คิวต่อไปเคาะรักษาการเลขาฯสกสค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631490

บอร์ดคุรุสภามีมติตั้ง‘ประวิต’รักษาการเลขาธิการ คิวต่อไปเคาะรักษาการเลขาฯสกสค.

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 12.26 น.

บอร์ดคุรุสภามีมติตั้ง‘ประวิต’รักษาการเลขาธิการ คิวต่อไปเคาะรักษาการเลขาฯสกสค.

27 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เข้ามารักษาการในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา เนื่องจากนายประวิต เป็นเลขาธิการ ก.ค.ศ. มีงานที่เกี่ยวข้องกับคุรุสภาอยู่แล้ว อีกทั้งยังเคยเป็นอดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์มาก่อน จึงมีความเข้าใจการทำงานของคุรุสภา ซึ่งจะทำให้การทำงานของคุรุสภาต่อเนื่องไม่สะดุดหยุดชะงักลง ขณะเดียวกันบอร์ดคุรุสภา ได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ไปศึกษาหลักเกณฑ์การสรรหาเลขาธิการคุรุสภา คนใหม่ เพื่อให้ดำเนินการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา ตัวจริงโดยเร็ว

“ตำแหน่ง รักษาการเลขาธิการคุรุสภา ไม่มีเงินเดือนพิเศษเพิ่ม เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่เพิ่มเติมเท่านั้น ส่วนที่มีผู้มองว่านายประวิต อาจจะมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมนั้น เรื่องนี้มีการเสนอชื่อมาจากบอร์ดคุรุสภา และเป็นเพียงรักษาการชั่วคราว เท่านั้น ไม่ใช่ตัวจริง แต่การแต่งตั้งนายประวิต รักษาการเลขาธิการคุรุสภา เพื่อมาขับเคลื่อนงานต่างๆของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาที่คั่งค้างอยู่ เช่น การอนุมัติเงินเดือนพนักงานราชการของคุรุสภาในเดือนมกราคม สามารถเดินต่อไปได้ตามปกติ” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า สำหรับตำแหน่งรองเลขาธิการคุรุสภา เพื่อไม่ให้มีปัญหาในข้อกฎหมาย ศธ.จึงได้ส่งเรื่องการสรรหาให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าศธ.จะสามารถดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้การดำเนินการเกิดความเรียบร้อย ส่วนกรณีที่อดีตเลขาธิการคุรุสภา มองว่ามติเลิกสัญญาจ้างไม่มีธรรมาภิบาลนั้น ทุกคนสามารถมีความเห็นแตกต่างได้ ซึ่งที่ผ่านมาตนพยายามทำทุกอย่างให้เป็นไปตามระบบและขบวนการที่ถูกต้อง สามารถตรวจสอบได้ และการบอกเลิกสัญญาจ้างก็เป็นมติของบอร์ดคุรุสภา ที่ทำไปตามขบวนการปกติ

น.ส.ตรีนุช กล่าวถึงกรณีที่นายธนพร สมศรี ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) นั้น ในวันศุกร์ ที่ 28 ม.ค.นี้ จะมีการประชุม บอร์ด สกสค. เพื่อพิจารณาผู้ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่รักษาการเลขาธิการ สกสค.ต่อไป

สสวท.ประชุมวิทย์สิ่งแวดล้อมเอเชียแปซิฟิก รับมือภูมิอากาศโลกเปลี่ยนและภัยพิบัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631300

สสวท.ประชุมวิทย์สิ่งแวดล้อมเอเชียแปซิฟิก  รับมือภูมิอากาศโลกเปลี่ยนและภัยพิบัติ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในการเปิดงาน 2022 GLOBE Asia-Pacific Virtual RegionalMeeting ในรูปแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Zoom จัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยมี ศ.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สสวท.และคณะผู้บริหารร่วมการประชุม โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้ประสานงานระหว่างประเทศของโครงการ GLOBE (Global Learning andObservations to Benefit the Environment) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จำนวน 9 ประเทศ ร่วมกับ GLOBE Asia-Pacific Regional Coordination Office ประเทศอินเดีย และ GLOBE Implementation Office (GIO) ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการสร้างความร่วมมือในการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนรวมทั้งเตรียมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกและภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที โดยในงานยังได้จัดกิจกรรมการนำเสนอผลงานวิจัยของนักเรียนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย

สำหรับโครงการ GLOBE ดำเนินการโดย สสวท. มุ่งส่งเสริมให้เยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมผ่านการตรวจวัดและเก็บข้อมูลสิ่งแวดล้อมโดยนักเรียนได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตน ตลอดจนได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลในการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมร่วมกับประเทศสมาชิกทั่วโลก จึงช่วยส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีผ่านการลงมือปฏิบัติจริงร่วมกันของเยาวชน ครู นักวิทยาศาสตร์ และชุมชน ทำให้รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น และสภาพภูมิอากาศ เกิดความตระหนักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยได้ลงนามความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาในการร่วมเป็นสมาชิกโครงการ GLOBE (GlobalLearning and Observations to Benefit theEnvironment) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 โดยมี สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ทำหน้าที่ผู้ประสานงานระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยส่งเสริมให้โรงเรียนใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ในการสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ตั้งคำถาม หาคำตอบด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ร่วมกับครู นักวิทยาศาสตร์ และชุมชน เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับโลก โดยมีความก้าวหน้าในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีสมาชิกรวม 126 ประเทศจากทั่วโลก

สวนดุสิต เปิดหลักสูตรศึกษาศาสตร์ ป.โท สอนภาษาอังกฤษชั้นประถมฯเรียนเสาร์-อาทิตย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631288

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.สิทธิพร เอี่ยมเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ และในฐานะประธานหลักสูตรฯ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวถึงการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ ระดับประถมศึกษา (รุ่นที่ 1) ว่า ต้องการส่งเสริมให้อัตลักษณ์ด้านปฐมวัยของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตให้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับเชิงประจักษ์ และผลักดันให้คณาจารย์เกิดการพัฒนาตนเองและต่อยอดองค์ความรู้ ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนสาธิตละอออุทิศเป็นต้นแบบในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเรียนการสอนที่เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษ ก่อเกิดเป็น “โครงการละออพลัส” เพื่อตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาขาดแคลนครูประถมศึกษาด้านภาษาอังกฤษ จึงเล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว และเปิดหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ ระดับประถมศึกษา (รุ่นที่ 1) ขึ้น

ดร.สิทธิพรกล่าวต่อว่า หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการสอนภาษาอังกฤษแก่เด็กประถมศึกษาโดยเฉพาะ ซึ่งการสอน แต่ละระดับชั้นนั้นมีความแตกต่างกันตามช่วงวัย ดังนั้นผู้เรียนจะได้เรียนรู้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับประถมศึกษา จิตวิทยาการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียนประถมศึกษา ออกแบบและการจัดกิจกรรมพัฒนาภาษาอังกฤษ รวมไปถึงการวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนในระดับประถมศึกษา และตนกล้า การันตีคณาจารย์ผู้สอนมีคุณวุฒิเหมาะสมครบถ้วน พร้อมทั้งยังมีเครือข่ายจากประเทศสหรัฐอเมริการ่วมสอนด้วย จึงอยากให้ผู้เรียนมั่นใจในหลักสูตรว่าได้เรียนกับเจ้าของภาษาอย่างแท้จริง

ลงนาม MOU โครงการให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631293

ลงนาม MOU โครงการให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และนายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาและระบบบริหารจัดการพลังงาน ภายใต้วัตถุประสงค์ในการพัฒนาออกแบบระบบพลังงานทดแทนและสื่อสาร หรือระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเป็น Green University ต้นแบบด้านพลังงานอย่างยั่งยืน และการศึกษาวิจัยระบบการจัดการ EV Charging Station ตลอดจนการร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตร อบรมทักษะการทำงาน และส่งเสริมความรู้ด้านพลังงานให้กับบุคลากร

อว.เดินหน้าสร้างสตาร์ทอัพนักศึกษา หลังทำรายได้รวม 500 ล้านบาทต่อปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631302

อว.เดินหน้าสร้างสตาร์ทอัพนักศึกษา  หลังทำรายได้รวม 500 ล้านบาทต่อปี

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า อว.ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด จึงมอบหมาย
ให้ NIA เป็นหน่วยงานหลักดำเนินโครงการ Startup ThailandLeague ขึ้น เพื่อที่จะเชื่อมผสานความร่วมมือและเพิ่มบทบาทให้กับสถาบันการศึกษาในการสร้างความตระหนักและบ่มเพาะสตาร์ทอัพ รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้แก่นิสิต/นักศึกษา เพื่อให้สถาบันการศึกษาเป็นแหล่งสร้างสรรค์ความคิดและนวัตกรรม โดยพยายามผลักดันให้สถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ (Entrepreneurial Universities) ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายสถาบันการศึกษาทั้งจากภาครัฐและเอกชนรวม 40 แห่ง ที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ รวมทั้งก่อให้เกิดสังคมแห่งผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จะส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจจากความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมได้นำไปสู่การขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไทยอย่างยั่งยืน

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรรม (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า Startup Thailand League เป็นโปรแกรมบ่มเพาะและเร่งสร้างเมล็ดพันธุ์เถ้าแก่น้อยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ในภาคธุรกิจ หรือเป็นพนักงานที่มีคุณภาพของบริษัทเอกชน ซึ่งประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) การอบรม Coaching Camp ภายใต้ระบบพี่เลี้ยง เพื่อสร้างความเข้าใจในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมของสตาร์ทอัพ และ 2) กิจกรรม Pitching Startup Thailand League เป็นการประกวดแข่งขันไอเดียแผนงานธุรกิจสตาร์ทอัพของนิสิต นักศึกษา ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ และตลอด 5 ปีของการดำเนินกิจกรรม มีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 70,000 คน จาก 40 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยได้รับเงินสนับสนุนในการพัฒนาผลงานนวัตกรรมต้นแบบทั้งสิ้นกว่า 1,350 ทีมทั้งนี้ สามารถต่อยอดจัดตั้งเป็นบริษัทและปัจจุบันยังดำเนินธุรกิจอยู่มากกว่า 50 บริษัท ก่อให้เกิดรายได้รวมต่อปีมากกว่า 500 ล้านบาท (เฉลี่ย 10 ล้านบาทต่อปีต่อบริษัท) นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการกระจายตัวของสตาร์ทอัพไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เกิดการกระจายรายได้ออกสู่ภูมิภาค รวมถึงเกิดการจ้างงานและสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนได้มากขึ้นอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมในปีนี้ มีนักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 48,000 คนมีทีมเข้าร่วมการแข่งขันไอเดียธุรกิจสตาร์ทอัพ 400 ทีม ผ่านการอนุมัติและได้รับเงินสนับสนุนในการพัฒนาต้นแบบ 200 ทีม เงินรางวัลรวมกว่า 5,000,000 บาท โดยมีผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Erythro-Sedจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผลิตภัณฑ์ควบคุมคุณภาพของเครื่องตรวจวัดอัตราการตกตะกอนเม็ดเลือดแดง (ESR) และการตรวจประเมินความชำนาญทางผู้ปฏิบัติการในการตรวจ ESR โดยจากผลการดำเนินงานมีนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมจดทะเบียนบริษัทแล้ว 4 ทีม (มูลค่าจดทะเบียน 4 ล้านบาท) และมีทีมนักศึกษาไปเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ อาทิ กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) SIBB โครงการเส้นทางสู่นวัตวณิชย์ (R2M) และธนาคารออมสิน เป็นต้น กว่า48 ทีม และได้รับทุนสนับสนุนรวมประมาณ 4,800,000 บาท

‘คุณหญิงกัลยา’ เปิดวิสัยทัศน์ ปี 65 ชูเข็มทิศการศึกษา คือเข็มทิศประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631299

'คุณหญิงกัลยา' เปิดวิสัยทัศน์ ปี 65 ชูเข็มทิศการศึกษา คือเข็มทิศประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงเปิดวิสัยทัศน์ ปี’65 เร่งปฏิรูปการศึกษา คิดใหม่ ทำใหม่ รับมือความท้าทาย หนุนสร้างเด็กไทย สู่พลเมืองโลก ชูเข็มทิศการศึกษา เป็นเข็มทิศชี้นำประเทศได้ เตรียมงานใหญ่ผลักดันสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นองค์กรหลักด้านการศึกษา ปรับหลักสูตร จากกลุ่มสาระวิชา เป็นหลักสูตร “ฐานสมรรถนะ” เรียน ตอบโจทย์แก้ไขปัญหาได้ พร้อมตั้งคณะทำงานคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ในปี 2565 การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อปฏิรูปการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียน และที่ผ่านมามีหลายประเด็นมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบใหญ่ต่อการศึกษา ในฐานะที่กำกับสภาการศึกษา (สกศ.) เตรียมผลักดัน สกศ.เป็นองค์กรหลักด้านการศึกษา โดยในปีนี้มีงานหลักที่สำคัญคือการปรับเปลี่ยนหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ จากกลุ่มสาระวิชาเป็นหลักสูตร “ฐานสมรรถนะ” และจะยังขับเคลื่อนนโยบายผ่าน 3 กลไกนั่นก็คือ ความทันสมัย-เท่าเทียมและยั่งยืน เพราะถือเป็นหัวใจในการพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพและเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ รวมถึงสร้างให้เป็นพลเมืองโลก พร้อมเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาทั้งทางด้านโครงสร้าง และการปฏิรูปไปสู่ตัวผู้เรียนโดยตรง เพื่อวางรากฐานการศึกษาไทยให้สอดรับกับโลกในศตวรรษที่ 21 และในอนาคต 

“ดิฉันเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ กว่า 3 ปี ปีนี้จะก้าวสู่ปีที่ 4ซึ่งจะยังเร่งเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียนอย่างต่อเนื่องวันนี้การปฏิรูปการศึกษาไทยต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อรับมือกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งเรื่องการตราร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….. การปรับเปลี่ยนหลักสูตร และวิธีการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์โควิด รวมถึงการจัดหา Smart Devices ของกระทรวงศึกษาฯ เพื่อใช้ในการเรียน Online มาให้โรงเรียนหรือนักเรียนที่ยังขาดแคลน ผ่านคณะกรรมการโค้ดดิ้งแห่งชาติที่ดิฉันได้เป็นผู้ผลักดันให้เกิดขึ้นและขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ในฐานะรองประธานคณะกรรมการซึ่งทุกอย่างเป็นความท้าทาย แต่ไม่เคยท้อถอยและมั่นคงในแนวทางที่จะนำไปสู่เป้าหมาย” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

คุณหญิงกัลยากล่าวต่อว่า กระทรวงศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของตนจะยังมุ่งขับเคลื่อนโยบาย และเร่งเดินหน้ารวมถึงต่อยอดใน 7 โครงการสำคัญต่อเนื่อง นั่นก็คือ 1.โครงการ Coding For All ที่จะเดินหน้าขยายผลขับเคลื่อนทุกภาคส่วน เพื่อกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัย ซึ่ง Coding คือทักษะที่เด็กไทยและคนไทยทุกคนต้องมี ถือเป็นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที 21 2.โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ที่ได้เริ่มขยายผลสู่ชุมชน ปัจจุบันได้เปิดสอนหลักสูตร “ชลกร” รุ่นที่ 1 ไปแล้ว โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ มีเป้าหมาย คือการช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน และวันนี้ก้าวหน้าไปมาก จนสามารถสร้างผู้ประกอบการเกษตรยุคใหม่ ให้มีรายได้ระหว่างเรียน และจบมามีงานทำ รวมถึงบางวิทยาลัยยังสามารถสร้างผลผลิตที่ส่งออกไปจำหน่ายได้ด้วย ถือเป็นโมเดลในการสร้างเสริมเศรษฐกิจฐานราก สร้างความมั่นคงด้านอาหารและส่งเสริมให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะในยามที่โลกเกิดวิกฤต 

3.โครงการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แนวสร้างสรรค์ ผ่านสื่อร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมฝึกให้มีการคิดเชิงวิพากษ์ 4.โครงการสร้างมิติใหม่การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ผสานศาสตร์และศิลป์ เปลี่ยน STEM เป็น STEAM วิทยาศาสตร์พลังสิบ ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาสให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างกว้างขวาง เน้นการปฏิบัติ ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน 5.โครงการการศึกษาที่เท่าเทียม สร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสและพิการ พัฒนาทักษะชีวิตผ่านการเรียนรู้ การศึกษาไทยจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 6.โครงการอาชีวะฐานวิทย์ สร้างวิชาชีพคนไทยรุ่นใหม่ป้อนคนสู่ภาคอุตสาหกรรม ตอบรับโลกดิจิทัล และ 7.โครงการยกระดับการศึกษารอบด้าน เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน ปรับการประเมินผล เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบที่สอดรับกับโลกปัจจุบัน 

นอกจากนี้ ในงานยังได้มีการเปิดตัวคณะที่ปรึกษาและคณะทำงานคนรุ่นใหม่ และทีมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้าน ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ นำโดย นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ณ อยุธยา, นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย, รองศาสตราจารย์ ดนุวัศสาคริก, นายเมธี อรุณ (เมธี ลาบานูน), นายเมธวิน อังคทะวานิช เป็นต้น

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานดอกไม้-สิ่งของ แก่’เอนก เหล่าธรรมทัศน์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631406

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานดอกไม้-สิ่งของ แก่'เอนก เหล่าธรรมทัศน์'

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 20.57 น.

พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม “ในหลวง – พระราชินี” ทรงพระราชทานดอกไม้-กระเช้าของเยี่ยม “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” รมว.อว.

วันที่ 26  มกราคม 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานดอกไม้และกระเช้าของเยี่ยม ให้แก่ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งเข้ารักษาพยาบาล ทำบอลลูนเส้นเลือดหัวใจ ที่อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ ตนจะขอตั้งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ รมว.อว. และทุ่มเทถวายงานอย่างเต็มความสามารถ และจักเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดีตลอดไป

“เมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ผมเข้ามาทำการขยายหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี พักค้างคืนที่นั่น 1 คืน ความทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาททั้งสองพระองค์ สายๆ วันที่ 26 ม.ค.ผมได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทรงพระราชทานดอกไม้และกระเช้าอาหารกับเครื่องดื่มมาเป็นศิริมงคลปกเกล้าปกกระหม่อม นับเป็นเกียรติยศที่พระราชทานให้แก่กระทรวง อว. ที่ผมว่าการและทำงานอยู่ นับเป็นมหาปิติ แก่ผมอย่างยิ่งในฐานะ รัฐมนตรีของกระทรวงนี้ และ แก่มวลสมาชิกครอบครัวของผมด้วย ข้าพระพุทธเจ้าจักตั้งใจทำการและทำงานทุกสิ่งสรรพ์อย่างสุดกำลังความสามารถ ถวายแด่พระมหากษัตรย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดถึงพระราชวงศ์ทุกพระองค์ ตราบจนชีวิตจะหาไม่ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว

เฉลยแล้ว! คลิปนักเรียนแบกกระเป๋าหนักอึ้ง ที่แท้ข้างในไม่ใช่หนังสือ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631391

เฉลยแล้ว! คลิปนักเรียนแบกกระเป๋าหนักอึ้ง ที่แท้ข้างในไม่ใช่หนังสือ?

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.20 น.

สตูลโอละพ่อ!!  หนูน้อยเฉลยในกระเป๋านักเรียน ที่แท้หนูยัดลังนมโรงเรียนเข้าไปเอง  ก่อนจะสาธิตกระเป๋าเรียนอันหนักอึ้ง 7.2 กิโลกรัม

วันที่ 26 มกราคม 2565 หลังมีโพสต์คลิปหนูน้อยหิ้วกระเป๋ากลับจากโรงเรียน  ด้วยความทุลักทุเลเนื่องจากกระเป๋านักเรียนที่หนักและใหญ่กว่าตัวหนูน้อยทำให้มีโพสต์แชร์  และวิพากษ์ระบบการศึกษาไทยกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการวิพากว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมปล่อยให้นักเรียนแบกหนังสือที่หนักไปโรงเรียน

จากเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านของหนูน้อยดังกล่าว ซึ่งพบว่าเป็นนักเรียนชั้นป.1 โรงเรียนบ้านปากละงู  ต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล   ทันที่ที่เข้าไปถึงบ้านก็พบ น้องอัยนาย์  อายุ 6 ขวบ อยู่กับครอบครัวพ่อแม่และน้องๆ ซึ่งน้องอัยนาย์  เป็นพี่คนโต  บอกกับผู้สื่อข่าวว่าตนเป็นคนเอานมยัดใส่กระเป๋านักเรียนเองจริง  เพราะอยากจะรีบกลับบ้าน จากนั้นน้องอัยนาย์ได้สาธิตการนำลังนมที่มีน้ำหนัก 7 . 2 กิโลกรัมใส่กระเป๋าและแบกให้พี่ๆสื่อมวลชนได้ดู

ด้านคุณแม่น้อง บอกว่า ปกติคุณแม่จะไปรับนมโรงเรียนด้วยตัวเอง และลูกเราก็เป็นเด็กแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ไปช้าน้องก็คงจะขัดใจเอานมมารอคุณแม่ที่หน้าโรงเรียน  และนำลังนมที่คุณครูเตรียมจะมอบให้กับผู้ปกครองที่ไปรับ ยัดใส่กระเป๋าเอง  ซึ่งคลิปที่ปรากฏในสื่อไม่อยากให้ทุกคนคิดมาก  และไม่ติดใจเอาความเพราะตนก็อยากจะฝึกให้ลูกเป็นคนเข้มแข็งและแข็งแรงและช่วยเหลือตัวเองได้   ยอมรับว่าลูกสาวเราจะรีบเกินไป

ด้านคุณครูประจำชั้น ป.1 นางสาวมุขเทียรา  หมินหมัน  ซึ่งเป็นครูของน้องอัยนาย์ บอกว่า เรื่องราวความเป็นจริงคือนักเรียนจะพาหนังสือแค่คนละ 1-2 เล่มโดยจะเรียนเพียงแค่ครึ่งวัน

สำหรับคลิปที่โพสต์ในโซเชียลนั้น  ความเป็นจริงคือหลังจากอาหารกลางวันแล้วคุณครูจะมีการเช็คชื่อเพื่อที่จะแจกนมโรงเรียนให้กับผู้ปกครองที่มารับโดยระหว่างที่มีการเช็คชื่ออยู่นั้น  ก็พบว่าเด็กหญิงอัยนาย์  ได้หายไปจากห้องจึงได้โทรหาผู้ปกครองว่ามารับน้องหรือยัง  เพราะคุณแม่ยังมาไม่ถึงและได้พบอีกว่า  น้อยได้นำนมที่ทางคุณครูเตรียมไว้   เพื่อรอผู้ปกครอยัดใส่กระเป๋าแล้วไปรอ  ผู้ปกครองบริเวณหน้าโรงเรียน  ซึ่งความจริงแล้วคุณครูยังไม่ให้กับนักเรียนที่ผู้ปกครองยังไม่มารับ  โดยน้องเอานมใส่กระเป๋านักเรียนและแบกกลับไปด้วยตัวเอง

หลังจากที่คุณครูทราบว่ามีการลงสื่อโซเชียลเมื่อวานนี้โดยสื่อไปเร็วมากๆ  เพื่อที่จะอธิบายว่าความเป็นจริงคืออะไร ขอให้อย่าเพิ่งตัดสินกับสิ่งที่ตาเห็น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ฮาไม่ออก! คลิปนร.แบกกระเป๋าหนักอึ้ง สะท้อนระบบการศึกษาอย่างแรง

สมศ.เตรียมประเมินภายนอกสถานศึกษา 1.8 หมื่นแห่ง พัฒนาทักษะเพิ่ม 3 ด้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631265

สมศ.เตรียมประเมินภายนอกสถานศึกษา 1.8 หมื่นแห่ง พัฒนาทักษะเพิ่ม 3 ด้าน

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.03 น.

สมศ.เตรียมประเมินภายนอกสถานศึกษา 1.8 หมื่นแห่ง พัฒนาทักษะเพิ่ม 3 ด้าน

26 มกราคม 2565 ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยถึงการประเมินคุณภาพภายนอกประจำปี 2565 ว่า สมศ. ยังคงใช้วิธีการประเมินรูปแบบออนไลน์ทั้ง 2 ระยะ ทั้งการประเมินระยะที่ 1 การประเมินผลและวิเคราะห์รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) และการประเมินระยะที่ 2 การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหรือการตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลของสถานศึกษาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยขณะนี้ สมศ.มีความพร้อมอย่างมากในการเริ่มประเมินภายนอกไม่ว่าจะเป็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการประเมินทั้ง 2 ระยะ ตลอดจนการจัดเก็บและวิเคราะห์ไฟล์ดิจิทัล พร้อมทั้งระบบที่สามารถเรียกดูเอกสารต่างๆได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงยังได้จัดทำสื่อเพื่อให้ความรู้สำหรับสถานศึกษาที่มีความประสงค์เข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอก

ทั้งนี้ ขณะนี้มีสถานศึกษาจำนวนมากให้ความสนใจในการเข้ารับฟัง และดาวน์โหลดเพื่อใช้สำหรับเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการประเมิน ตลอดจนส่วนสำคัญอย่างผู้ประเมินภายนอกที่ขณะนี้ สมศ. ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพเพื่อให้เป็นทั้งผู้ให้ข้อเสนอแนะจากการประเมิน และการส่งเสริมการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้

ดร.นันทา กล่าวต่อว่า เพื่อให้ผู้ประเมินภายนอกมีบทบาทที่เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายดังกล่าว รวมถึงเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการประเมินทั้งในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมศ. จึงได้เตรียมความพร้อมให้กับผู้ประเมินฯ ทั้งในเรื่องการเข้ารับการอบรมจากหน่วยงาน หรือสถาบันที่มีชื่อเสียงที่เป็นที่ยอมรับ รวมถึงยังได้มีการทดสอบความรู้ ความเข้าใจ เพื่อทำให้ในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานจริงมีความชำนาญและแก้สถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที โดยทักษะที่ผู้ประเมินจะได้รับการอบรมพัฒนาและมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ได้แก่

+ ทักษะการสื่อสาร โดยได้เพิ่มทักษะทางภาษาที่ใช้ในการสื่อสารที่สามารถเข้าใจได้ง่าย สามารถชี้ทิศทาง เป้าหมาย และขั้นตอนการประเมินต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน เพื่อให้สถานศึกษาเข้าใจในเรื่องที่ผู้ประเมินต้องการจะสื่อสาร รู้สึกว่าผู้ประเมินนั้นเป็น “กัลยาณมิตร” พร้อมที่จะเปิดใจรับคำแนะนำต่าง ๆ ไปใช้ในด้านการจัดการเรียนการสอน

+ ทักษะการใช้เทคโนโลยี เนื่องจากการประเมินที่ต้องใช้ระบบออนไลน์ทั้งหมด จึงได้เพิ่มทักษะความรู้และการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ โมบายล์แอปพลิเคชัน รวมถึงโปรแกรมที่ใช้ในการประเมินในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ตลอดจนระบบเพื่อใช้ในการสืบค้นข้อมูล ซึ่งจะทำให้ขั้นตอนต่าง ๆ ในการประเมินให้มีความรวดเร็ว พร้อมทั้งสามารถหยิบยกตัวอย่างสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จ (Success Case) ไปเสนอแนะให้กับสถานศึกษาที่ขอรับการประเมินได้แบบเรียลไทม์ 

+ ทักษะการให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งเป็นทักษะที่ต่อเนื่องจากทักษะด้านการสื่อสาร และจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างเข้มข้น เนื่องจากผู้ประเมินทุกคนต้องสามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษานั้นๆ เพื่อให้สถานศึกษาสามารถนำข้อเสนอแนะมาปรับใช้ได้อย่างตรงจุด ซึ่งทักษะดังกล่าวเป็นการสร้างสัมพันธภาพระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการประเมินที่มีความเป็น “กัลยาณมิตร” อีกด้วย

“นอกจากจะพัฒนาทักษะของผู้ประเมินแล้ว สมศ. ยังได้เปิดรับสมัครผู้เข้ารับการอบรมและคัดเลือกเพื่อรับรองเป็นผู้ประเมินภายนอกการศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ แบ่งเป็นระดับการศึกษาปฐมวัย 120 คน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 303 คน โดยจะเปิดรับผู้ที่อาศัยอยู่ในกลุ่มพื้นที่ของจังหวัดที่ไม่มีหรือขาดแคลนผู้ประเมินภายนอก เนื่องจาก ผู้ประเมินจะมีความเข้าใจในบริบทของสถานศึกษา รู้ปัญหาและทราบแนวทางการแก้ได้ตรงจุด อีกทั้งหากสถานการณ์โควิด – 19 คลี่คลาย ผู้ประเมินก็สามารถเดินทางลงพื้นที่ได้อย่างสะดวก ทั้งนี้ ผู้ที่มีคุณสมบัติและสนใจเข้ารับการอบรมและคัดเลือกเป็นผู้ประเมิน สามารถสมัครผ่านทาง https://aqa2.onesqa.or.th/  (สมัครผู้ประเมิน) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมทาง http://www.onesqa.or.th (ประกาศ) เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565”

ดร.นันทา กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับเป้าหมายในการประเมินภายนอกประจำปี 2565 ยังคงวางจำนวนสถานศึกษาให้เข้ารับการประเมินทั้งสิ้นที่ 18,050 แห่ง และจะมีความหลากหลายของประเภทสถานศึกษาที่เข้าประเมินจากปีที่ผ่านมามากขึ้น โดยแบ่งออกเป็นศูนย์พัฒนาเด็ก 6,376 แห่ง ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 10,468 แห่ง การศึกษาขั้นพื้นฐานประเภทวัตถุประสงค์พิเศษ 326 แห่ง การศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มโรงเรียนนานาชาติ 50 แห่ง การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 360 แห่ง ด้านการอาชีวศึกษา 440 แห่ง และระดับอุดมศึกษา 30 แห่ง

อีกทั้งยังมีเป้าหมายที่จะสะท้อนผลการประเมินต่าง ๆ เพื่อให้สถานศึกษาก้าวทันกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ยกระดับมาตรฐานของผู้สอนที่สามารถจัดการเรียนการสอนได้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ก้าวไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการช่วยดึงจุดแข็งของสถานศึกษาเพื่อให้เป็นที่ยอมรับกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย               

‘วิษณุ’ลั่นนักศึกษาติดโควิด ไม่ควรเสียสิทธิสอบ GAT-PAT ย้ำเหมือนตัดโอกาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631218

'วิษณุ'ลั่นนักศึกษาติดโควิด ไม่ควรเสียสิทธิสอบ GAT-PAT ย้ำเหมือนตัดโอกาส

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 12.01 น.

“วิษณุ”ลั่นนักศึกษาติดโควิด ไม่ควรเสียสิทธิสอบ GAT-PAT ย้ำเหมือนตัดโอกาส ชี้อาจแยกห้องสอบ เตรียมเรียก ก.ศึกษาฯ หาทางออก พร้อมเตรียมดูกรณีของการสอบ ก.พ.ในกรณีเดียวกันด้วย

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 26 มกราคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีในโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์กันมากถึงเรื่องการทดสอบวิชาความถนัดทั่วไป หรือ GAT และวิชาความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือ PAT ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 มกราคม – 9 กุมภาพันธ์นี้ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่านักศึกษาที่ติดโควิดจะสามารถเข้าสอบได้หรือไม่ หรือจะมีทางออกอย่างไร ว่า ตนไม่ทราบเรื่องนี้ แต่ทราบในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพราะ ก.พ.จะต้องสอบคนเข้ารับราชการ ประมาณเกือบ 8 แสนคน ซึ่งคำถามมีอยู่ว่าถ้าคนที่มาสอบติดโควิดจะทำอย่างไร แม้จะบอกว่าจะมีการตรวจ ATK ก็ตาม แต่ถ้าตรวจ ATK แล้วผลออกมาติดเชื้อแล้วจะทำอย่างไร จะแยกห้องสอบได้หรือไม่ เพราะการตัดสิทธิไม่ให้สอบนั้น มันเป็นการตัดสิทธิ ตัดโอกาสเขา ซึ่งตรงนี้ตนกำลังดูแลอยู่ กำลังหาทางออกของ ก.พ.อยู่ในเวลานี้ แต่ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ตนไม่ทราบเรื่องว่าเขาเตรียมจัดการอย่างไรไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีนักศึกษาหลายคนเข้าไปถามในเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ และได้รับแจ้งมาว่า ถ้าติดโควิด ปีนี้ก็ไม่ต้องสอบ ให้ไปสอบปีหน้า ซึ่งนักศึกษารู้สึกว่าตัวเองเสียสิทธิ จะมีการแก้ไขอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเขาเตรียมการอะไรไว้อย่างไร เพราะเขายังไม่เคยมารายงานให้ทราบ

เมื่อถามว่า จะสามารถให้มาสอบทีหลังได้หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะการสอบแต่ละอย่างโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาฯ จะมีปัญหาในเรื่องข้อสอบ ความยากง่ายของมาตรฐานในแต่ละครั้งมันไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน พอไปสอบอีกทีหนึ่ง ออกข้อสอบใหม่ ก็อาจจะง่ายกว่า หรือยากกว่า

เมื่อถามย้ำว่า ถึงอย่างไรนักศึกษาก็คงไม่เสียสิทธิใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ไม่ควรจะต้องเสียสิทธิ เสียโอกาสอะไรไป ผมเชื่อว่าอีกไม่ช้าก็จะได้คุยกัน เดี๋ยวผมจะหารือกับทางกระทรวงศึกษาฯ” เมื่อถามย้ำว่า แต่เรื่องนี้มีทางออกอยู่ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ก็ให้เขาหาทางออกกันก่อน