อาจารย์จุฬาฯ รับรางวัลนานาชาติ ต่อต้านคอร์รัปชัน 1 ใน 12 คนทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626153

อาจารย์จุฬาฯ รับรางวัลนานาชาติ  ต่อต้านคอร์รัปชัน 1 ใน 12 คนทั่วโลก

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.ต่อภัสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการประกาศเกียรติคุณจาก Secretary of State, U.S. State Department สหรัฐอเมริกาให้ได้รับรางวัล International Anticorrup tion Champion Award 2021 เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากลปีนี้ ซึ่งมีผู้ได้รับรางวัล 12 คนจากทั่วโลก โดย ผศ.ดร.ต่อภัสร์ได้รับเลือกให้ได้รับรางวัลในฐานะนักวิชาการจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผศ.ดร.ต่อภัสร์ เผยความรู้สึกที่ได้รับรางวัลครั้งนี้ว่า ดีใจที่งานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันที่ตัวเองและใครอีกหลายคนในประเทศไทยที่มีบทบาทในเรื่องนี้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งจะมีส่วนช่วยป้องกันและลดปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยได้

สำหรับ แรงบันดาลใจสู่การเป็นนักต่อต้านคอร์รัปชัน ความสนใจในการศึกษาวิจัยเรื่องคอร์รัปชันของ ผศ.ดร.ต่อภัสร์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯชั้นปีที่ 4 ซึ่งทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องคอร์รัปชัน จากนั้นก็ได้ทำวิจัยเรื่องนี้เรื่อยมา โดยผลงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของอาจารย์ที่ University of Cambridge เป็นการศึกษาวิจัยเรื่องกระบวนการการต่อต้านคอร์รัปชันในวงการก่อสร้างไทย

ผศ.ดร.ต่อภัสร์กล่าวว่า ทั่วโลกมีคนที่ทำงานต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจังจำนวนมาก ประเทศไทยมีองค์กรภาคเอกชนและภาคประชาชน 30- 40 หน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคอร์รัปชันและธรรมาภิบาล ตัวเองเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในเครือข่ายที่ต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทยเท่านั้น ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีคณาจารย์หลายท่านบุกเบิกการศึกษาวิจัยเรื่องคอร์รัปชัน เช่น ศ.กิตติคุณ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ รศ.นพนันท์ วรรณเทพสกุล ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ฯลฯ ผศ.ดร.ต่อภัสร์ได้สานต่องานวิจัยเรื่องคอร์รัปชันจากคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โดยมีผลงานทั้งในเชิงวิชาการและการทดลองทำจริง รวมทั้งอยู่เบื้องหลังการทำงาน และให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ ส่งผลให้เครือข่ายการทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันและเครื่องมือต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับหลักการทำงานของนักวิชาการไทยผู้ได้รางวัลต่อต้านคอร์รัปชันระดับนานาชาติ ผศ.ดร.ต่อภัสร์กล่าวว่าตนเองยึดหลักความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม “คน” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน เครื่องมือและนโยบายเดียวที่เป็นการทำงานแบบ Top-Down ทำให้การแก้ไขคอร์รัปชันยากมาก การทำงานต้านคอร์รัปชันไม่สามารถทำให้สำเร็จด้วย คนคนเดียวได้แต่ต้องร่วมมือกันทำงานทั้งระบบ

ผศ.ดร.ต่อภัสร์เปิดเผยต่อว่า ปัจจุบันภาคประชาชนมีความตื่นตัวเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันมากขึ้นจากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คนไทย 98% เห็นว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ที่น่ากังวลคือคนที่มีส่วนร่วมในการต้านโกงยังไม่สูงเท่าที่ควร ดังนั้น จึงต้องสร้างเครื่องมือเพื่อติดอาวุธให้ประชาชนให้ต่อสู้กับคอร์รัปชัน การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมีความสำคัญมาก ซึ่งจะต้องอาศัยองค์ความรู้ในการเข้าใจบริบทของสังคม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดมีบทบาทในการกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ผ่านมามีโครงการวิจัยเรื่องการตลาดต้านโกง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก

ในปัจจุบัน ผศ.ดร.ต่อภัสร์ได้ร่วมก่อตั้งศูนย์วิจัยคอร์รัปชัน “Siam Lab” ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โดยร่วมมือกับนักวิจัยในสาขาวิชาต่างๆ เช่น นักภาษาศาสตร์ นักการตลาดนักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ ขับเคลื่อนงานวิจัยต่างๆ นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ก่อตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมภายใต้ชื่อ “Hand Social Enterprise” ซึ่งมีความคล่องตัวในการทำงานวิจัยกับองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ทำให้การคอร์รัปชันในประเทศไทยลดลงและดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันดีขึ้น

‘ดร.สุเทพ’ แจงผลงานปี’64 อาชีวศึกษา ขับเคลื่อนงานปี’65 ตามนโยบาย ‘ตรีนุช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626154

‘ดร.สุเทพ’ แจงผลงานปี’64 อาชีวศึกษา  ขับเคลื่อนงานปี’65 ตามนโยบาย ‘ตรีนุช’

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยถึงผลการขับเคลื่อนการจัดการอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2564 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยกระดับ “คุณภาพการอาชีวศึกษา” อาทิ ด้านการบริหารบุคคลและการจัดการอาชีวศึกษา มีการสรรหาคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ชุดใหม่ จนเสร็จสิ้นผลักดันให้มีการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครู ตามว.21 จำนวน 293 คน เพิ่มอัตรากำลัง(ตำแหน่งพนักงานราชการ) ให้กับสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดทุกแห่งเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการจัดการอาชีวศึกษาแบบองค์รวม โดยใช้พื้นฐานที่เป็นฐานการขอใบอนุญาตประกอบการวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยใช้ประสบการณ์การบริหาร เพื่อให้ครูอาชีวศึกษามีความก้าวหน้าในการเข้าสู่สายงานบริหารสถานศึกษา พัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาในสาขาวิชาที่มีสอดคล้องการพัฒนากำลังคนในสาขาอาชีพที่จำเป็นเร่งด่วนจำนวน 9 สาขาวิชา และให้มีสมรรถนะอาชีพที่สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และ กรอบมาตรฐานอ้างอิงอาเซียน (AQRF) จำนวน 42 สาขาวิชา ขับเคลื่อนการบริหารจัดการองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล จนทำให้ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานหน่วยงานภาครัฐ ผ่านเกณฑ์อยู่ในระดับ A (87.59)

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า สำหรับด้านการบริหารสถานศึกษาภาครัฐ มีการปรับบทบาทสถานศึกษาให้จัดการศึกษาตามเจตนารมณ์บริบท และความเชี่ยวชาญ การส่งเสริมและพัฒนาความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)จำนวน 42 สาขาวิชา ในสถานศึกษา120 แห่ง จัดตั้งศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา(CVM) จำนวน 25 ศูนย์ ผลักดันการจัดการอาชีวศึกษาสู่มาตรฐานสากล จัดตั้งศูนย์ทวิภาคีเขตพื้นที่จำนวน 15 ศูนย์ จัดทำห้องเรียนอาชีพเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะอาชีพให้กับนักเรียนสายสามัญและนักศึกษากศน. จัดตั้งศูนย์ประเมินสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ จำนวน 42 แห่ง การขับเคลื่อน SMART Farming ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เป็นต้น 

สำหรับด้านการบริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน มีการผลักดันให้ได้รับเงินอุดหนุนรายหัวเพิ่มขึ้นจำนวน 450 บาทต่อคน ผลักดันให้สถานศึกษาภาครัฐและเอกชนได้รับเงินอุดหนุนค่าเครื่องมือประจำตัวผู้เรียนเฉพาะอาชีพของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)ในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน จำนวน 12 แห่ง พัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครูอาชีวศึกษาเอกชน จำนวน 730 คน

ดร.สุเทพ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สำหรับด้านการบริหารสถาบันการอาชีวศึกษา ได้ดำเนินการสรรหานายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา จำนวน 23 แห่ง จนเสร็จสิ้น สรรหาผู้อำนวยการสำนักในสถาบันการอาชีวศึกษาทุกแห่ง ผลักดันให้มีหลักเกณฑ์การเลื่อนไหลตำแหน่งทางวิชาการ (ผศ. รศ. ศ.) ของคณาจารย์ในสถาบันการอาชีวศึกษา

“ขณะที่ ด้านการบริการประชาชนและการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อความเสมอภาคและผู้ด้อยโอกาสนั้น สอศ.ได้ขับเคลื่อนการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อพัฒนาช่างฝีมือตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส จนคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบขยายสถานศึกษาจาก 12 แห่ง เป็น 30 แห่งจัดตั้งศูนย์พัฒนาอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำจังหวัด ณ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด 77 จังหวัด เพื่อ Up Skill Re Skill และ New Skill พัฒนา Application “ช่างอาชีวะ” ช่างพันธุ์ R อาชีวะซ่อมทั่วไทยเพื่อให้บริการประชาชนภายใต้โครงการ Fixit Center ให้มีความทันสมัยและสะดวกในการเข้าถึงบริการมากยิ่งขึ้น” เลขาธิการ กอศ. กล่าว 

ดร.สุเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปีการศึกษา 2565 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาพร้อมขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ การยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน และการขับเคลื่อนนโยบายอาชีวะอยู่ประจำเรียนฟรีมีอาชีพ เพื่อแก้ปัญหาเด็กตกหล่นจากระบบ รวมถึงต่อยอดงานอาชีวศึกษาปี 2564 ที่ผ่านมา

คาร์กิลล์ผนึกกำลัง UNDP-มรภ.สุราษฎร์ ลดขยะเพื่อทะเลสวย สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626149

คาร์กิลล์ผนึกกำลัง UNDP-มรภ.สุราษฎร์ ลดขยะเพื่อทะเลสวย สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสาวมาร์โก เดอ นาราย (ซ้าย) และนายเรอโนด์ เมแยร์ (ขวา)

คาร์กิลล์ ผู้ประกอบธุรกิจนวัตกรรมอาหารและเกษตรกรรมระดับนานาชาติ ประกาศเปิดตัวโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม “SeaShine” ร่วมมือกับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Program หรือ UNDP) และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีจัดโครงการลดปริมาณขยะเปียกและขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งลงทะเล พร้อมทั้งสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนชายฝั่งทะเลภาคใต้ของไทย

โครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการในเดือนมกราคม 2565 โดยคาร์กิลล์ UNDP และ มรภ.สุราษฎร์ธานี จะร่วมกันสร้างระบบนิเวศเพื่อการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน และส่งเสริมให้ชุมชนจัดเก็บและคัดแยกขยะ รวมถึงถุงอาหารสัตว์เพื่อนำมาแลกประโยชน์ที่ส่งเสริมความยั่งยืนต่อไป ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยลดปัญหาขยะในพื้นที่ชุมชนรอบๆ มรภ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีปริมาณมาก
ถึง 63 ตันต่อเดือน และเป็นปัญหาใหญ่ที่มหาวิทยาลัยและชุมชนประสบมานาน

โครงการนี้จะจัดสร้างสถานีการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goal Station) หรือสถานี SDG บนพื้นที่3 ไร่ ภายในมหาวิทยาลัย พร้อมกันนั้นจะมีการสอนให้ประชาชนในชุมชนรอบๆ ได้รู้จักคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี และนำมาขายให้แก่สถานี SDG เพื่อนำไปรีไซเคิลต่อไป โครงการดังกล่าวจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าจะมีการจัดการขยะอย่างเหมาะสม รวมทั้งสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่จากการขายขยะ ตลอดจนลดปริมาณขยะที่อาจถูกทิ้งลงไปในทะเล ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยและนักศึกษาจะสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะจากประสบการณ์จริงได้อีกด้วย

นายเรอโนด์ เมแยร์ (ซ้าย) และผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม (ขวา)

นางสาวมาร์โก เดอ นาราย กรรมการผู้จัดการ คาร์กิลล์ โภชนาการอาหารสัตว์น้ำ ประเทศไทยและเวียดนามกล่าวว่า คาร์กิลล์มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานาน ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ของเราและประเทศไทยมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น ทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึกโดยเฉพาะความร่วมมือในการจัดการความท้าทายยิ่งใหญ่ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของคาร์กิลล์ที่จะสร้างพันธมิตรและร่วมมือในการกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์ทะเล และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ที่จะส่งเสริมความสมบูรณ์ของโลกอย่างปลอดภัย ด้วยความรับผิดชอบ และด้วยแนวทางที่นำไปสู่ความยั่งยืน

นายเรอโนด์ เมแยร์ ผู้แทนยูเอ็นดีพีประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ยูเอ็นดีพียินดีที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับคาร์กิลล์ในการดำเนินโครงการสำคัญซึ่งเป็นนวัตกรรมในการกำจัดขยะเช่นนี้ การลดปริมาณขยะพลาสติก และขยะเปียกจะช่วยให้ชุมชนชายฝั่งทะเลมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และช่วยให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีในการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ SDG ภายในท้องถิ่นได้ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน”

ในการดำเนินโครงการดังกล่าวหน่วยงานด้าน SDG และนักศึกษาอาสาสมัครจะทำงานร่วมกันในการพัฒนาระบบไอทีเพื่อบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับขยะของคนในชุมชนเป็นรายคน ก่อนจะนำข้อมูลนั้นมาแปลงเป็นประโยชน์ที่เห็นเป็นรูปธรรม เช่น ปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก และปริมาณขยะที่นำมารีไซเคิล เป็นต้น

ภาพข่าว ปฏิญญาเขตสุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626150

ภาพข่าว ปฏิญญาเขตสุจริต

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.อวยชัย ศรีตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก พร้อมด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัด ให้คำมั่นสัญญาต่อพันธกรณี ในการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบด้วยการขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในเขตพื้นที่การศึกษา

ปฏิทินข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626151

ปฏิทินข่าว

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับธนาคารโลก และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอเชิญนักวิจัยทางการศึกษาและผู้สนใจเข้าร่วม การประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องแนวทางการวัดผลทักษะอารมณ์และสังคม(Social and Emotional Skills Workshop)เวทีประชุมระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้แนวคิดเรื่องทักษะอารมณ์สังคมพบกับ ศ.โอลิเวอร์ จอห์น วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดประเมินผลทักษะอารมณ์และสังคมจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียร์ เบิร์กลีย์ และ ซาราห์ เอล วาซซิที่ปรึกษาด้านการศึกษาจากธนาคารโลก ระหว่าง 31 มกราคม-4 กุมภาพันธ์ 2565  มีล่ามตลอดการอบรม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมการประชุมได้แล้วตั้งแต่วันนี้-5 มกราคม 2565 ทาง https://research.eef.or.th/social-and-emotional-skills-workshop/ (รับจำนวนจำกัด)

‘คุณหญิงกัลยา’ห่วงนักเรียน! กำชับสถานศึกษาเตรียมรับมือ’โอมิครอน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626159

'คุณหญิงกัลยา'ห่วงนักเรียน! กำชับสถานศึกษาเตรียมรับมือ'โอมิครอน'

วันจันทร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.22 น.

“คุณหญิงกัลยา”ห่วงนักเรียน! หวั่นโอมิครอนขยายวงกว้างสู่ชุมชนหลังหยุดยาวช่วงปีใหม่ กำชับสถานศึกษา วิทยาลัยเกษตรฯ-การศึกษาพิเศษ เตรียมรับมือ-ปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขเคร่งครัด พร้อมใช้วิทยาลัยเกษตรฯ เป็นโรงพยาบาลสนาม หากสาธารณสุขแต่ละพื้นที่ร้องขอ ย้ำช่วงนี้ครูและผู้ปกครองต้องช่วยดูแลเด็กเป็นพิเศษ

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2564 นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า คุณหญิงกัลยา มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดสายพันธ์โอไมครอน ที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างไปในหลายจังหวัด จึงได้สั่งการให้สถานศึกษาในกำกับทุกแห่งโดยเฉพาะวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และศูนย์การศึกษาพิเศษทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนประจำ ปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ภายใต้มาตรฐาน Sandbox Safety Zone ของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข โดยจำกัดบุคคลเข้าออกโรงเรียนอย่างชัดเจน มีการคัดกรองและเน้นการทำกิจกรรมในรูปแบบ Bubble and Seal เพื่อป้องกันการเกิดคลัสเตอร์ในโรงเรียน

นอกจากนี้ คุณหญิงกัลยา ได้สั่งการให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีซึ่งตั้งอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่หากทางสาธารณสุขอำเภอ หรือทางจังหวัดขอความร่วมมือมา หาต้องการใช้พื้นที่เป็นสถานที่พักคอยสำหรับผู้สัมผัสเชื้อความเสี่ยงสูง และหากมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นจนโรงพยาบาลไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอก็ให้พร้อมจัดเตรียมเป็นโรงพยาบาลสนาม

ทั้งนี้ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้ง 47 แห่งทั่วประเทศ มีความพร้อม โดยได้มีการเตรียมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไว้ตั้งแต่การระบาดได้ทวีความรุนแรงในช่วงเดือนเมษายน 2564 โดย วิทยาลัยเกษตรฯ จะให้ใช้สถานที่ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดการพักคอย หรือใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม ในขณะที่สาธารณสุขในพื้นที่ก็จะส่งบุคลากรเข้ามาดำเนินการในเรื่องอาหาร ความสะอาด และการควบคุมโรคภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่ถูกต้อง

“จากตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดโอไมครอนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณหญิงกัลยามีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเด็กนักเรียน โดยได้กำชับให้สถานศึกษาในกำกับปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด จำกัดบุคคลเข้าออกโรงเรียน มีการคัดกรอง และคัดแยกกลุ่มเสี่ยง รวมถึงในช่วงนี้ขอให้ครูและพ่อแม่ผู้ปกครองช่วยกันดูแลเด็กเป็นพิเศษ เพื่อให้ปลอดภัยจากโควิดโอไมครอน” นางดรุณวรรณ กล่าว

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ชวนสร้างสุขด้วยการให้ ร่วมช่วยเหลือเด็กไทยฝ่าฟันวิกฤตโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625971

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ชวนสร้างสุขด้วยการให้  ร่วมช่วยเหลือเด็กไทยฝ่าฟันวิกฤตโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พิษโควิดหรือจะสู้น้ำใจไทย “มูลนิธิศุภนิมิตฯ” ชวนทุกคนร่วมสร้างสุขบรรเทาทุกข์เด็กกลุ่มเปราะบาง ปันน้ำใจเติมรอยยิ้มครั้งแรกให้เด็กและครอบครัวผู้ด้อยโอกาสรับเทศกาลแห่งการให้ เพียง 600 บาทต่อเดือนอย่างต่อเนื่องกับโครงการอุปการะเด็ก หรือมอบของขวัญจากโครงการ “เติมชีวิตด้วยการให้” เพื่อร่วมเป็น “ผู้ให้” และผู้สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมแก่เด็กและเยาวชนไทย

การแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องของโรคโควิด-19 คุกคามสุขภาวะและความเป็นอยู่ของทุกคนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางยากไร้ จากการสำรวจอย่างเร่งด่วนของมูลนิธิศุภนิมิตฯ เมื่อปี 2563 พบว่าครอบครัวอย่างน้อยร้อยละ 85ได้รับผลกระทบด้านรายได้ เด็กไทยประสบปัญหาภาวะความยากจนในครอบครัวเพิ่มขึ้นจากปัญหาที่ผู้ปกครองต้องสูญเสียงานและมีรายได้ที่ลดลงในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ครัวเรือนต้องลดค่าใช้จ่ายในการซื้อหาอาหารลงถึงร้อยละ 35 ซึ่งส่งผลต่อภาวะโภชนาการของเด็ก

มากไปกว่านั้น กรมกิจการเด็กและเยาวชนรายงานว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปี 2564 มีเด็กกว่า 65,000 คน ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากผลกระทบโควิด-19 หลายคนติดเชื้อ ยังไม่ได้รับการรักษา หลายคนต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าเนื่องจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต และเด็กหลายคนมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อ และยังมีเด็กไทยกว่า 10 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่เนื่องจากการปิดโรงเรียน

นายสราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) องค์กรสาธารณกุศลได้ให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ โดยมุ่งหวังที่จะเห็นเด็กไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับโอกาสที่พึ่งจะได้ และมีความสมบูรณ์ในการใช้ชีวิตแม้ในภาวะที่ยากลำบากของ
คนไทยที่ต้องเผชิญกับปัญหาและภาวะโรคระบาดที่ยังไม่สิ้นสุด จึงอยากเชิญชวนคนไทยร่วมแบ่งปันความสุขผ่านแคมเปญ “ปันสุขครั้งแรก…ให้สุขได้ไม่รู้จบ” (First Time in a Long Time) โดยมีเป้าหมายที่จะแบ่งปันของขวัญแห่งความหวังให้เด็กทั่วประเทศในเทศกาลแห่งความสุขนี้

“จากวิกฤตโรคระบาดใหญ่ครั้งนี้ ชีวิตเราต่างได้รับผลกระทบอย่างมาก เราหวังที่จะคืนชีวิตปกติสุขให้เด็กและครอบครัวยากไร้ ให้พวกเขาได้กลับมามีอาหารครบห้าหมู่รับประทานเป็นครั้งแรก ได้กลับมามีรายได้อีกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่าน เนื่องในเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึง

เราขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมแบ่งปันของขวัญแห่งความหวัง ของขวัญแห่งความสุข ให้กับเด็กผู้ยากไร้ โดยผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิ อาทิ การส่งข้อความให้กำลังใจผ่านกิจกรรม Handwriting Challenge ของเรา ร่วมอุปการะเด็ก หรือมอบของขวัญจากโครงการเติมชีวิตด้วยการให้ เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ที่จะพบเจอแต่สิ่งดีๆ ด้วยการให้…ให้สุขทั้งผู้รับและผู้ให้ไปพร้อมกัน”
นายสราวุธ กล่าว

ภายใต้แคมเปญ “ปันสุขครั้งแรก…ให้สุขได้ไม่รู้จบ” (First Time in a Long Time) เชิญชวนทุกคนร่วมทำกิจกรรม “Handwriting Challenge เขียนสิ่งที่สร้างความสุข” กำลังใจให้กับเด็กๆ โดยเขียนด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด รวมถึงเขียนสิ่งที่ท่านหวังให้เกิดกับเด็กเปราะบางยากไร้ เพื่อปันสุขครั้งแรก ให้ท่านรู้สึกถึงครั้งแรกที่ได้เริ่มหัดเขียนหนังสือ และถ่ายทอดว่ารับรู้และเข้าใจถึงความยากลำบากของเด็กๆ ท่ามกลางผลกระทบจากโรคระบาดนี้อย่างไร

นอกจากนี้ยังสามารถร่วมช่วยเหลือเด็กยากไร้ ผ่าน 4 วิธี ดังนี้ 1.ร่วมอุปการะเด็กเพียง 600 บาทต่อเดือนอย่างต่อเนื่อง 2.มอบของขวัญสนับสนุน แหล่งน้ำสะอาด อาหาร การศึกษา และปัจจัยจำเป็นอื่นๆ จากโครงการเติมชีวิตด้วยการให้ 3.ดาวน์โหลด LINE สติ๊กเกอร์ “คัด (ห)ลายมือ” ซึ่งเป็นฟอนต์ตัวอักษรที่ถูกสร้างขึ้นจากการช่วยกันคัดลายมือของน้องๆ ในโครงการของมูลนิธิศุภนิมิตฯ และ 4.ร่วมกิจกรรม Handwriting Challenge เพื่อส่งมอบกำลังใจให้เด็กๆ โดยสามารถร่วมบริจาคเงินผ่านช่องทางออนไลน์ที่ http://www.worldvision.or.th หรือบริจาคผ่านชื่อบัญชี มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเอกมัย เลขบัญชี 078-200-965-5

“เราหวังว่าจะสามารถทำให้เทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึงนี้มีความหมายยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน รวมถึง เด็กยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสที่ยังรอคอยความช่วยเหลือเร่งด่วน แม้ว่าพวกเราจะเผชิญกับปัญหาและความท้าทายตลอดสองปีที่ผ่านมา แต่สิ่งนี้ไม่ได้บั่นทอนศักยภาพของทุกคนในการทำความดีและสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบากในตอนนี้ ขอเชิญร่วมกันมอบความหวังและสร้างสุขที่เกิดจากการให้ไม่รู้จบ ให้เด็กๆ ได้ร่วมมีความสุขเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา” นายสราวุธ กล่าวทิ้งท้าย

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นวัตกรรมก็มีดี..พร้อมโชว์เวทีสากล สำนักงานคณะกรรมการการกระจาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625970

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  นวัตกรรมก็มีดี..พร้อมโชว์เวทีสากล  สำนักงานคณะกรรมการการกระจาย

วันจันทร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชจัดอภิปรายหัวข้อ “นวัตกรรมท้องถิ่นไทยก้าวไกลสู่สากล” ในงานประชุมวิชาการ Symposium เพื่อเผยแพร่ผลงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับรางวัลการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ณ รร.มิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ เมื่อช่วงปลายเดือนธ.ค. 2564 ที่ผ่านมา

ศ.ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประธานคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อให้เป็นรางวัลสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวถึงรางวัล United Nations Public Service Awards (UNPSA) รางวัลระดับสากลที่มอบให้กับหน่วยงานที่มีผลงานดีเด่นด้านการให้บริการสาธารณะ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ของไทยได้รับรางวัลมาแล้วหลายแห่ง

โดยสิ่งที่ อปท. ไทยต้องเตรียมการประกอบด้วย 1.ทักษะด้านภาษา เพราะการนำเสนอผลงานในเวทีระหว่างประเทศต้องใช้ภาษาอังกฤษ 2.ทำความเข้าใจตัวชี้วัด ซึ่งก็คือหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่มีตัวชี้วัด 17 ด้าน แต่ท้องถิ่นก็ต้องศึกษาดูว่า การทำงานในพื้นที่ของตนเองจะตอบโจทย์อะไรตัวชี้วัดเหล่านั้นได้บ้าง 3.มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม งานที่ทำต้องสามารถวัดผลได้ชัดเจน เช่น เป็นสถิติตัวเลขเชิงปริมาณ

อาทิ ท้องถิ่นที่ทำเรื่องลดปริมาณการปล่อยคาร์บอน ก็มีการคำนวณค่าออกมาว่าลดได้เท่าไร ซึ่งการลดคาร์บอนยังสร้างรายได้ผ่านการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตได้ด้วย และ 4.ทำงานเป็นทีมและประสานความร่วมมือ การทำงานจะประสบความสำเร็จไม่ใช่เกิดจากผู้บริหารเพียงคนเดียว การฝึกอบรมบุคลากรและแสวงหาความร่วมมือจากประชาชน สถาบันทางวิชาการและหน่วยงานอื่นๆ จึงเป็นสื่งสำคัญ เพราะแต่ละภาคส่วนก็มีความถนัดที่แตกต่างกัน

ศ.ดร.ดิเรก กล่าวต่อไปว่า การที่มี อปท. ของไทย สามารถออกไปคว้ารางวัลจากเวทีประกวดระดับสากล จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ อปท. แห่งอื่นๆ ทำผลงานที่ดี ออกมาต่อไป ซึ่งประโยชน์ก็จะตกอยู่กับประชาชนที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมเมื่อทำแล้วมันไม่อยู่กับที่ การใช้ของเดิมตลอดไปนั้นเป็นไปไม่ได้ จึงต้องมีการพัฒนาต่อเนื่องไปอีก

พิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ เปิดเผยว่า อบจ.เชียงใหม่ ได้รับรางวัลอันดับที่ 1 ประเภทท้องถิ่นขนาดใหญ่ จากสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ และได้รับการสนับสนุนให้ส่งประกวดรายการ UNPSA 2022 ซึ่งหลังจากนี้ต้องลุ้นว่าผลจะเป็นอย่างไร โดยผลงานของ อบจ.เชียงใหม่ เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าที่มาที่ไปมาจากในอดีตมีการห้ามเผาแล้วไม่ได้ผล จึงเกิดการทำงานร่วมกันระหว่างทางจังหวัดเชียงใหม่ อบจ.เชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มีการพัฒนานวัตกรรม เช่น กำหนดพื้นที่ชิงเผาก่อนหากการเผานั้นไม่กระทบต่อพื้นที่ จ.เชียงใหม่ “ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จคือการมีส่วนร่วมของประชาชน” ตั้งแต่คนที่อยู่ในเมืองไปจนถึงเกษตรกรที่ต้องเผาพื้นที่ รับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย อีกทั้ง อบจ. สนับสนุนงบประมาณสำหรับหมู่บ้านที่อยู่ติดแนวป่าซึ่งสามารถทำได้ตามกฎหมาย อนึ่ง นอกจากดำเนินการในจังหวัดแล้ว อบจ.เชียงใหม่ ยังร่วมลงนามบันทึกความตกลงร่วม (MOU) กับ 10 จังหวัดในภาคเหนือเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าร่วมกัน

ชัยวัฒน์ ภัทรกานต์ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของประชาชน สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา คณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ ร่วมกับอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อเป็นรางวัลสำหรับอปท. ตลอดจนสถาบันการศึกษาหลายแห่งปรับปรุงเกณฑ์ชี้วัดเพื่อนำไปสู่มาตรฐานสากล ซึ่งปัจจุบันมีการแบ่งรางวัลออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย

1.ประเภททั่วไป มุ่งหวังผลักดันอปท. ให้มีการบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล ให้บริการสาธารณะอย่างมืออาชีพ 2.ประเภทโดดเด่น เมื่อ อปท. สามารถบริหารจัดการอย่างมืออาชีพได้แล้ว ขั้นต่อไปคือต้องยกระดับไปสู่สากล และ 3.ประเภทดีเลิศ หมายถึงอปท. ที่บริหารจัดการอย่างมืออาชีพและได้มาตรฐานสากลแล้ว ก็ต้องรักษามาตรฐานนั้นไว้ให้ได้ และต้องพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

ชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า จากการพัฒนาตัวชี้วัดต่างๆ ทำให้ในปี 2560 เทศบาลตำบลเขาพระงาม อ.เมือง จ.ลพบุรี ได้รับรางวัลที่ 2 จากเวที UNPSA ในสาขาความเป็นเลิศในการบริการด้านสุขภาพ จากนวัตกรรมต้นแบบบ้านสุขภาวะสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง โดยเหตุผลที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัล เพราะเป็นการทำให้บ้านของผู้ป่วยเหมือนกับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล สำหรับบ้านต้นแบบนี้ต้องผ่านเกณฑ์ 5 มิติ ทั้งสุขภาพ กิจกรรม สังคม สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี อีกทั้ง
ในระดับสากลให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

ซึ่งเทศบาลตำบลเขาพระงามมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการในสำนักงานเทศบาล และประชาชนในพื้นที่ก็ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ผู้ป่วยที่รักษาตัวในบ้านต้นแบบดังกล่าวจึงรักษาตัวอย่างมีความสุข แต่เมื่ออาการป่วยรุนแรงขึ้น สามารถแจ้งไปที่ศูนย์ปฏิบัติการ แล้วจะมีรถมารับไปนำตัวส่งโรงพยาบาล ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหลังรับแจ้ง ซึ่งโรงพยาบาลก็มีข้อมูลผู้ป่วยอยู่แล้ว และหลังจากนั้นได้นำมาสู่การปรับปรุงอีกครั้งโดยนำหลักเกณฑ์ของ UNPSA มาใช้ในการมอบรางวัลด้านนวัตกรรม

ยังมีอีกตัวอย่างหนึ่งคือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หนองตาแต้ม อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับรางวัลที่ 1 จากเวที UNPSA ในปี 2562ในสาขาการพัฒนาประสิทธิภาพและความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐ จากโครงการชุมชนพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ เนื่องจากมีหมู่บ้านหนึ่งใน อบต.หนองตาแต้ม ตั้งอยู่ในพื้นที่พิเศษ จึงไม่สามารถติดตั้งระบบไฟฟ้าผ่านเสาไฟฟ้าตามปกติได้ ทำให้ชาวบ้านไม่มีไฟฟ้าใช้มาหลายสิบปี

อบต. จึงหารือกับชาวบ้านทำประชาคมร่วมกันว่าจะติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มีการตั้งกองทุนหมุนเวียนให้ประชาชนกู้ยืมไปซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อีกทั้งได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน นอกจากนั้น คนในพื้นที่ยังร่วมเป็นอาสาสมัครช่างชุมชนเพื่อซ่อมบำรุงอุปกรณ์ ส่งผลให้ 400 ครัวเรือน ในหมู่บ้านดังกล่าวมีไฟฟ้าใช้

รศ.ดร.นราธิป ศรีราม อาจารย์สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระบุว่า การประกวดหรือประเมินรางวัล อปท. ที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 มี อปท. 621 แห่งเข้าร่วมการประเมิน มี อปท. ที่ผ่านรอบตรวจประเมินเบื้องต้น เข้าสู่รอบตรวจประเมินเชิงลึก 309 แห่ง และผ่านจากรอบตรวจประเมินเชิงลึก เข้าสู่รอบสุดท้าย129 แห่ง

ส่วนเกณฑ์ชี้วัดนั้นในปี 2564 และต่อไปในปี 2565 ใช้เกณฑ์ที่เป็นสากล เช่น ธนาคารโลก (World Bank) ที่มีการสำรวจแต่ละประเทศว่ามีการบริหารจัดการที่ดีอย่างไรบ้าง และสรุปตัวชี้วัดออกมา 6 ด้าน ซึ่งก็นำมาประยุกต์เป็นเกณฑ์ประเมินในไทยในส่วนของการประเมินนวัตกรรม ที่จะมี 4 ด้านคือ 1.การมีส่วนร่วมของประชาชนเครือข่ายและตรวจสอบได้ 2.ความดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงสร้างความสมานฉันท์ในพื้นที่ 3.ประสิทธิผล หมายถึงการวัดผลงาน และ 4.คุณภาพกฎหมาย-กฎระเบียบ ซึ่งรวมถึงหลักนิติธรรม

สำหรับรางวัล United Nations Public Service Awards (UNPSA) 2022 จะประกาศผลในเดือนมิ.ย. 2565 ซึ่งจะมีผลงานจากประเทศไทยได้รับรางวัลหรือไม่อย่างไรนั้นต้องรอติดตาม!!!

รางวัล United Nations Public Service Awards (UNPSA) เป็นรางวัลที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (Economic and Social Council-ECOSOC) ในปี 2545 เพื่อมอบให้แก่หน่วยงานที่ดําเนินการด้านการให้บริการสาธารณะ มีผลงานการบริหารราชการยอดเยี่ยม มีนวัตกรรมในการบริหารราชการ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับโลก และมอบหมายให้ Division for Pubic Administration and Development Management (DPADM) เป็นผู้ทําหน้าที่ในการบริหารจัดการ โดยพิธีมอบรางวัล UNPSA จะจัดขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายนของทุกปี

สํานักงานเลขาธิการแห่งสหประชาชาติ (UN) ได้เปิดให้ประเทศสมาชิกเสนอชื่อองค์การและหน่วยงานภาครัฐสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นประจําทุกปีผ่านทางเว็บไซต์ http://www.unpanorg และสำหรับประเทศที่สมัครเพื่อขอรับรางวัล UNPSA ที่มาจากทั้วโลกนั้น จะถูกนำมาแบ่งกลุ่มตามภูมิภาคเพื่อความเท่าเทียม โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มแอฟริกา 2.กลุ่มเอเชียและแปซิฟิก 3.กลุ่มยุโรปตะวันออก 4.กลุ่มลาตินอเมริกาและแคริบเบียน และ 5.กลุ่มยุโรปตะวันตกและอื่นๆ (ที่มา : สำนักงาน ก.พ.ร.)

‘ททท.-สวธ.’เปิดตัว‘ไทยเทสเทอราปี’ อวดโฉม‘อาหารไทย’รสอร่อย-เป็นยาดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625972

‘ททท.-สวธ.’เปิดตัว‘ไทยเทสเทอราปี’  อวดโฉม‘อาหารไทย’รสอร่อย-เป็นยาดี

วันจันทร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม เชิญเชฟจากร้านอาหารไทยชื่อดังทั่วโลกมาร่วมสร้างสรรค์เมนูอาหารไทยที่มีคุณประโยชน์ทางยาในการป้องกันและรักษาโรคเผยแพร่สูตรผ่านแพลตฟอร์ม http://www.thaitastetherapy.com พร้อมจัดทำ 10 เส้นทางท่องเที่ยวไทยเทสเทอราปีชวนนักเดินทางเที่ยวฉลองปีใหม่อย่างมีความสุขพร้อมสุขภาพดี

นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรมร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมอาหารไทย ด้วยการยกระดับภาพลักษณ์ใหม่ของอาหารไทยในมิติของยาที่มีประโยชน์กับสุขภาพ จัดทำแพลตฟอร์ม http://www.thaitastetherapy.com รวบรวมสูตรอาหารไทยเป็นยา พร้อมข้อมูลประโยชน์ของสมุนไพรในอาหารที่ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ และจัดทำเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)

รวบรวมวิธีทำอาหาร 50 เมนูไทยเทสเทอราปี (Thai Taste Therapy) สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.thaitastetherapy.com/ebook และร่วมมือกับพันธมิตร ชิมไทยดอทเอเชีย และเฟรชเก็ต เปิดมาร์เก็ตเพลสให้ซื้อวัตถุดิบสมุนไพรไทยและสินค้าอาหารชุมชนได้ทันทีทางออนไลน์ ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจให้ทุกภาคส่วน จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ช่วยสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน และทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ททท. จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหารในรูปแบบไทยเทสเทอราปี 10 เส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ได้แก่ เส้นทางเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พระนครศรีอยุธยา เขาใหญ่-ปราจีนบุรี เกาะช้าง หัวหิน เกาะสมุย ภูเก็ต กระบี่ เชื่อมโยงร้านอาหารไทยชื่อดังในพื้นที่และรีสอร์ทสุขภาพที่มีเมนูอาหารไทยเป็นยา

เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสอาหารเป็นยาจานเด็ด ที่รังสรรค์เมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่น เติมเต็มประสบการณ์หลากหลายที่เกี่ยวเนื่องมาจากอาหาร เกิดประโยชน์ตั้งแต่ชุมชนท้องถิ่นไปจนถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทุกภาคส่วน อันนำไปสู่การสร้างสรรค์การท่องเที่ยวเชิงอาหารในแนวทางแห่งความยั่งยืนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม
ได้ที่ http://www.thaitastetherapy.com/10-routes

‘ตรีนุช’ตรวจเยี่ยมอาชีวะจิตอาสา บริการประชาชนช่วงปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625998

'ตรีนุช'ตรวจเยี่ยมอาชีวะจิตอาสา บริการประชาชนช่วงปีใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.41 น.

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจนักเรียน นักศึกษา และอาจารย์  วิทยาลัยสารพัดช่างราชบุรี ณ ศูนย์บริการประชาชน สถานีบริการน้ำมัน ปตท. หนองโพ จังหวัดราชบุรี ตามโครงการอาชีวะจิตอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชนเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2565 “พักคน พักรถ” โดยมีนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายขุนทอง จริตพันธ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างราชบุรี และคณะทำงาน ให้การต้อนรับ

น.ส.ตรีนุช กล่าวชื่นชมนักเรียนนักศึกษาอาชีวะที่ได้บริการสังคม ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และรู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นับว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับภาครัฐและภาคเอกชน เป็นการพัฒนานักศึกษาอาชีวศึกษาให้เป็นผู้มีจิตอาสาร่วมบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม เรียนรู้การทำงานเป็นทีม รู้รักสามัคคี มีความสมานฉันท์เกิดขึ้นในหมู่คณะ

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า วันนี้ได้พบรถยนต์เกิดเหตุขัดข้อง เนื่องจากการเติมน้ำมันผิดประเภท ยางรถยนต์มีปัญหา ฯลฯ แต่ด้วยความสามารถของนักเรียน นักศึกษา แผนกช่างยนต์ ทำให้เจอปัญหา และแก้ไขได้ จนกระทั่งรถยนต์ดังกล่าว กลับมาใช้งานได้ปกติ และเดินทางต่อไปยังจุดหมายได้อย่างปลอดภัย

ด้าน นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการ กอศ.กล่าวว่า โครงการอาชีวะจิตอาสาเทศกาลปีใหม่ 2565 ร่วมด้วยช่วยประชาชน พักคน พักรถ จัดขึ้นวันนี้เป็นวันที่ 5 โดยเปิดให้บริการและจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 4 มกราคม 2565 โดยเปิดให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ รวมถึงกิจกรรมให้บริการสอบถามข้อมูลเส้นทาง / สถานที่ท่องเที่ยว / ที่พัก /ร้านอาหาร และอื่นๆ รวมทั้ง ให้บริการที่นั่งพักผ่อน / บริการน้ำดื่ม กาแฟ ผ้าเย็น เป็นต้น ให้แก่ประชาชนที่เดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565 มาตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.64 ที่ผ่านมา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมระยะเวลาดำเนินการ 7 วัน โดยที่ผ่านมามีประชาชนเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก

สำหรับพื้นที่ จังหวัดราชบุรี มีศูนย์อาชีวะจิตอาสา พักคน พักรถ ให้บริการ 4 แห่ง ดังนี้

1.สถานีบริการน้ำมัน ปตท.หนองโพ จังหวัดราชบุรี โดย วิทยาลัยสารพัดช่างราชบุรี

2.บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) 218 หมู่ที่ 4 ต.อ่างทอง อ.เมือง จ.ราชบุรี โดย วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี

3.ปั๊ม ปตท.บจก.ทูเก็ตเตอร์ออยล์ (2017) เลขที่ 323 ต.ปากแรด อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดย วิทยาลัยการอาชีพบ้านโป่ง

4.ศูนย์ (ถนนเส้นทางไปแสงชูโต เมืองกาญจนบุรี) 42 สถานีตำรวจทางหลวงวังมะนาว ถ.พระราม 2 ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี โดย วิทยาลัยการอาชีพปากท่อ

ตรวจเช็คเส้นทางที่ตั้งศูนย์อาชีวะจิตอาสา ได้โดยดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “อาชีวะอาสา” ใน App Store และ Play Store ซึ่งสามารถนำไปสู่สถานที่ตั้งของศูนย์บริการประชาชนจุดพักรถ พักคน ได้ทั่วประเทศ