สร้างความเชื่อมั่น! สอศ.ขอบคุณปชช.ใช้บริการอาชีวะจิตอาสาช่วงปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626736

สร้างความเชื่อมั่น! สอศ.ขอบคุณปชช.ใช้บริการอาชีวะจิตอาสาช่วงปีใหม่

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 20.53 น.

สอศ.ขอบคุณประชาชนใช้บริการอาชีวะจิตอาสา พักรถ-พักคน ช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างความเชื่อมั่นให้เด็กอาชีวะ

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เปิดศูนย์บริการประชาชนจุดพักรถ-พักคน บนถนนสายหลักและสายรอง จำนวน 241 ศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความปลอดภัยในการเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2564 ถึง 4 มกราคม 2565 รวมระยะเวลา 7 วัน โดยมีประชาชนเข้าใช้บริการเป็นจำนวนมาก มีรถที่เข้ามาใช้บริการ จำนวน 24,807 คัน แบ่งเป็น รถจักรยานยนต์ จำนวน 17,645 คัน รถกระบะ / รถปิกอัพ จำนวน 3,820 คัน รถตู้ / รถแวน จำนวน 278 คัน รถยนต์ / รถเก๋ง จำนวน 3,005 คัน และอื่นๆ จำนวน 59 คัน

ทั้งนี้ มีประชาชนมาเข้ารับบริการ จำนวน 29,826 คน โดยใช้บริการ ดังนี้ สอบถามข้อมูลเส้นทาง / การท่องเที่ยว จำนวน 3,591 คน สอบถามข้อมูลร้านอาหาร จำนวน 851 คน ข้อมูลโรงแรม / ที่พัก จำนวน 358 คน ข้อมูลรายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ศูนย์บริการอู่ซ่อมรถ จำนวน 7,069 คน นั่ง / นอนพักผ่อน จำนวน 7,149 คน เครื่องดื่ม (น้ำชา กาแฟ น้ำเย็น ฯลฯ) จำนวน 8,422 คน นวดผ่อนคลาย จำนวน 357 คน และชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ / กล้องถ่ายรูป จำนวน 2,029 คน

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษาเป็นผู้ให้ ผู้เสียสละ บริการและช่วยเหลือสังคมในเรื่องที่ตรงกับสาขาวิชาชีพของตนเอง รวมถึงได้แสดงออกในการมีส่วนร่วมต่อสังคมในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณประชาชนที่ให้ความไว้วางใจนักเรียน นักศึกษา อาชีวศึกษา ในการเข้ารับบริการดังกล่าว เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เด็กอาชีวะ และในทุกเทศกาล หน่วยงานอาชีวะจะออกมาปฏิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือประชาชนในทุกๆ พื้นที่ทั่วประเทศต่อไป

‘ธนพร’ร้อง’นายกฯ’ ปมเกณฑ์ประเมิน’เลขาฯสกสค.’ไม่เป็นธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626592

'ธนพร'ร้อง'นายกฯ' ปมเกณฑ์ประเมิน'เลขาฯสกสค.'ไม่เป็นธรรม

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.55 น.

“ธนพร”ร้อง”นายกฯ” ปมเกณฑ์ประเมิน”เลขาฯสกสค.”ไม่เป็นธรรม ลั่นไม่ขอร่วมสังฆกรรม

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีคัดค้านเกณฑ์ที่จะใช้ในการประเมินการปฏิบัติงานของเลขาธิการ สกสค.ที่ส่อไม่เป็นธรรม

นายธนพร กล่าวว่า เหตุที่ต้องมาร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เนื่องจากได้เคยร้องคัดค้านถึงความไม่เป็นธรรมของเกณฑ์ประเมินต่อคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (บอร์ด สกสค.) ที่มี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงจำเป็นต้องมาร้องขอความเป็นธรรมกับนายกฯ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกระทบหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลที่นายกฯ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกับหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติ ต้องดูแลเด็ก และเยาวชนที่เป็นอนาคตของประเทศ

“ที่ผ่านมา บอร์ด สกสค.มีมติที่ส่อถึงความผิดปกติหลายครั้ง โดยเปลี่ยนแปลงมติกลับไปกลับมาว่า จะใช้เกณฑ์แบบใดในการประเมิน ก่อนที่จะมีมติให้เกณฑ์การประเมินล่าสุดเป็นที่ยุติ ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกประเมินได้มีโอกาสคัดค้านหากเกณฑ์ประเมินยังคงไม่เป็นธรรม ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในระบบราชการ ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ของผมที่มีสิทธิ์จะไม่ยอมรับกระบวนการที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว ผมจึงจำเป็นต้องร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้”

นายธนพร เปิดเผยด้วยว่า เกณฑ์การประเมินการทำงานของเลขาธิการ สกสค.ที่บอร์ด สกสค.ถือเป็นข้อยุติ และห้ามคัดค้าน เป็นเกณฑ์ที่ไม่สามารถผ่านการประเมินได้ ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำการประเมิน เพราะแม้ทำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติงานของเลขาธิการ สกสค.ซึ่งได้อนุมัติจากบอร์ด สกสค.แล้ว จะได้คะแนนเพียงร้อยละ 60 ซึ่งถ้าจะผ่านการประเมินกลับต้องได้คะแนนรวมถึงร้อยละ 65 ขึ้นไป รวมทั้งเกณฑ์ประเมินก็ถูกกำหนดขึ้นหลังที่ได้ปฏิบัติงานเสร็จภารกิจตามระยะเวลาของการประเมินไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถย้อนกลับมาทำตามเกณฑ์ใหม่ได้ ตลอดจนมีการนำหัวข้อด้านสมรรถนะผู้บริหาร ที่ใช้ดุลยพินิจของบุคคลคือกรรมการประเมินในการให้คะแนนโดยปราศจากตัวชี้วัดที่เป็นวิทยาศาสตร์ และไม่ได้กำหนดไว้ในสัญญาจ้างและแผนปฏิบัติงานของเลขาธิการ สกสค.มาใช้เป็นตัวชี้วัดในการประเมินอีกด้วย

“เมื่อเกณฑ์ประเมินยังเป็นไปในลักษณะไม่เป็นธรรมเช่นนี้ ผมย่อมไม่สามารถร่วมสังฆกรรมได้ และขอยืนยันว่า จะไม่เข้ารับการประเมิน ทั้งที่ความเป็นจริงได้จัดทำเล่มผลงานของเลขาธิการ สกสค.ไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยากที่จะเข้าสู่กระบวนการประเมิน เพราะมั่นใจในผลงานกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะเลขาธิการ สกสค.ว่า ได้ทำงานตามแผนงาน และยุทธศาสตร์ รวมทั้งนโยบายโปร่งใส ทันสมัย ใส่ใจบริการ ที่วางไว้”

‘ตรีนุช’ชี้เปิดเรียนวันแรกภาพรวมเรียบร้อย จัด‘วันเด็กออนไลน์’8 ม.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626589

‘ตรีนุช’ชี้เปิดเรียนวันแรกภาพรวมเรียบร้อย จัด‘วันเด็กออนไลน์’8 ม.ค.

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.50 น.

“รมว.ศธ.” เผยโรงเรียนใน กทม.และโรงเรียนขนาดใหญ่ ในพื้นที่เสี่ยงโควิดเรียนรูปแบบออนไลน์เป็นหลักและรูปแบบอื่นแบบผสมผสาน สลับวันมาเรียน พร้อมจัด “วันเด็กออนไลน์” 8 ม.ค. ร่วมสนุกมีรางวัลส่งถึงบ้าน

5 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า หลังจากเปิดเรียนเมื่อวันที่ 4 มกราคม ที่ผ่านมา ในภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่พบสถานศึกษารายงานปัญหาใดๆเข้ามา เบื้องต้นพบว่าโรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้ดี หากพื้นที่ใดมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ก็จัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์เป็นหลัก เช่น ในกรุงเทพมหานคร ซึ่ง ศธ.มีความเป็นห่วงเด็กและครูในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะสถานศึกษาที่อยู่ในตัวเมือง เพราะมีคนอยู่ร่วมกันจำนวนมาก อาจจะจัดการเรียนการสอนรูปแบบอื่นๆ เช่น ออนไลน์ หรือรูปแบบผสมผสาน สลับวันมาเรียน ส่วนพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลไม่มีความเสี่ยง ถ้าสถานศึกษาสามารถบริหารจัดการได้ก็อาจจะจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไซต์ เพื่อไม่ให้เด็กๆเสียโอกาส ทั้งนี้คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด จะเป็นผู้พิจารณาและประเมินว่าสถานศึกษาจะการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบใดแต่ละพื้นที่

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้แจ้งเลื่อนการจัดฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี 2565 รวมถึงกิจกรรมการมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรแก่เด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ปี 2565 ออกไปจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะคลี่คลายนั้น เพื่อคงความสำคัญของวันเด็ก ซึ่งปีนี้วันเด็กแห่งชาติ ตรงกับวันเสาร์ที่ 8 มกราคม ตนได้หารือกับ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 โดยได้ข้อสรุปว่า ในวันที่ 8 มกราคมนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จะจัดกิจกรรมถ่ายทอดและให้เด็กๆได้ร่วมสนุกผ่านระบบออนไลน์ ด้วยโปรแกรม Zoom https://us02web.zoom.us/j/86568404538 Meeting ID: 865 6840 4538 และทาง Facebook Fanpage ศธ.360 องศา ตั้งแต่เวลา 9.30 น.-15.00 น.

“การจัดงานวันเด็กในรูปแบบออนไลน์ ในวันที่ 8 ม.ค.2565 ด้วยโปรแกรม Zoom และ ทาง Facebook Fanpage ศธ.360 องศา นี้เด็กๆจะได้พบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รมว.ศธ.,รมช.ศธ., กิจกรรมเด็กอยากถามผู้ใหญ่อยากตอบ มีการแสดงมินิคอนเสิร์ต การแสดงมายากล เป็นต้น ทั้งนี้ ระหว่างการจัดกิจกรรมต่างๆจะมีการเปิดให้เด็กเข้ามาร่วมเล่นเกม และจะส่งของรางวัลให้ถึงบ้าน ซึ่งในวันนี้นอกจาก ศธ.แล้วยังมีหน่วยงานอื่น ๆ อีกว่า 10 หน่วยงาน อาทิ ทำเนียบรัฐบาล กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพกาศ และหน่วยงานอื่นๆ ที่จะจัดกิจกรรมวันเด็กแบบออนไลน์ โดยใช้ช่องทางต่างๆกัน ซึ่งถือเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสที่เด็กๆจากทั่วประเทศ แม้จะอยู่ห่างไกลก็ได้เข้ามาร่วมสนุกและรับของรางวัล โดยไม่ต้องเดินทางออกจากบ้าน” รมว.ศธ กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการ จะมีการนำของขวัญวันเด็กไปให้เด็กๆ ในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนการศึกษาพิเศษ และในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กยากจน ขาดโอกาส และอาจไม่มีอุปกรณ์ในการร่วมสนุกแบบออนไลน์ให้ได้มีโอกาสรับของขวัญวันเด็กด้วย อย่างไรก็ตามตนขอกำชับหน่วยงานในส่วนภูมิภาคที่จะจัดกิจกรรมวันเด็กแบบออนไซต์ ให้ประเมินสถานการณ์เป็นรายพื้นที่ ร่วมกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด โดยถ้าจัดกิจกรรมแบบออนไซต์ต้องเป็นไปตามมาตรการและข้อกำหนดของแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ และผู้ปกครองทุกคน

‘เสมา1’รับแก้หนี้ครูทั้งหมดเป็นเรื่องยาก จับมือแบงค์ชาติอบรมครูใหม่มีวินัยการเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626573

'เสมา1'รับแก้หนี้ครูทั้งหมดเป็นเรื่องยาก จับมือแบงค์ชาติอบรมครูใหม่มีวินัยการเงิน

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.01 น.

‘เสมา1’รับแก้หนี้ครูทั้งหมดเป็นเรื่องยาก แต่ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลง จับมือแบงค์ชาติอบรมครูใหม่มีวินัยการเงิน 

วันที่ 5 ม.ค.2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เน้นย้ำในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าในปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้ปัญหานี้สินครัวเรือน และข้าราชการ นั้น จากข้อมูลขณะนี้พบว่าครูและบุคลากรทางการศึกษามีหนี้สินทั้งระบบ ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาหนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ในขณะนี้อาจจะไม่เห็นความสำเร็จทั้งหมด แต่ตนเห็นการเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและช่วยบรรเทาภาระครู เพราะปัญหาหนี้ครูเป็นเรื่องที่แก้ไขยาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ครู สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารออมสิน และสถาบันการเงินอื่น ๆ ศธ.ไม่มีอำนาจที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้เพียงกระทรวงเดียว  ดังนั้น ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน อีกทั้งปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา มีความหลากหลาย ศธ.จึงเข้าไปช่วยเหลือครูที่ประสบภาวะวิกฤตทางหนี้สินก่อน 

“นอกจากนี้ ศธ.มีแผนร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอบรมให้ความรู้เรื่องการเงินกับครูบรรจุใหม่  เพื่อให้ครูเข้าใจมีความรู้เรื่องการเงิน และสามารถบริหารจัดการเงินของตนเองได้” น.ส.ตรีนุช กล่าว

‘ตรีนุช’ถกผู้บริหารศธ. วางแผนการจัดทำคำของบประมาณปี 66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626570

'ตรีนุช'ถกผู้บริหารศธ. วางแผนการจัดทำคำของบประมาณปี 66

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 13.45 น.

วันที่ 5 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมหารือเรื่องการจัดทำคำของบประมาณ ประจำปีงบประมาณ 2566 ของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ตนได้เน้นย้ำหน่วยงานหลักของ ศธ.ให้จัดทำงบประมาณที่สอดรับกับนโยบายของ ศธ. สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และให้จัดทำงบประมาณให้รองรับต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งจะเห็นว่าเมื่อมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เข้ามา ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หลักสูตร วิธีการจัดการเรียนการสอนต้องเปลี่ยนแปลงไป และการพัฒนาครูจึงเป็นหัวใจสำคัญและเป้าหมายสำคัญที่จะต้องมีการพัฒนาครูให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลง พร้อมกับต่อยอดการสร้างห้องเรียนคุณภาพ ด้วยการทำให้ห้องเรียนมีสื่อดิจิทัลมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น มีสมาร์ททีวี ซึ่งสื่อต่าง ๆเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ศธ.ได้พยายามติดช่วยเหลือเด็กตกหล่น และเด็กที่ออกจากระบบ ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมีความห่วงใยอย่างมาก เพราะอยากให้ ศธ.ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งการดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบนั้นทุกหน่วยงานจะต้องบูรณาการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ด้วย เบื้องต้น ศธ.ได้จัดทำโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีงานทำ” เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมกับพัฒนาสื่อการสอนในแพลตฟอร์มต่าง ๆให้มากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้ครูนำมาใช้จัดการเรียนการสอน ทั้งนี้ ศธ.จะมีการพัฒนาบ้านพักครู เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับคุณครู โดยมีแผนเบื้องต้นจะพัฒนาบ้านพักครู 1 อำเภอ 1 แห่ง ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าการใช้งบประมาณของหลวงเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ดังนั้น ศธ.จะหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอความเห็นว่าจะมีหน่วยงานไหนที่จะเข้ามาช่วยเหลือเรื่องดังกล่าวได้บ้าง

“ดิฉันมอบกรอบการจัดทำงบประมาณปีงบประมาณ 2566 ไป โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพเด็ก เพราะสถานการณ์โควิด-19 จะอยู่กับเราไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น การจัดทำงบประมาณต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้เป็นหลัก นอกจากนี้ จะสานต่อและไม่ทอดทิ้งโครงการดี ๆ เช่น การพัฒนาโค้ดดิ้ง โครงการในพระราชดำริต่าง ๆ ศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (CVM) ของ สอศ. เป็นต้น อย่างไรก็ตามได้เน้นย้ำให้หน่วยงานหลัก จัดทำคำของบประมาณโดยเร็วและคุ้มค่า เพราะที่ผ่านมาในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 หน่วยงานใน ศธ.จัดทำงบประมาณล่าช้า จนทำให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2565 ตัดงบของ ศธ.ไปจำนวนมาก ทั้งนี้ ศธ.จะเข้าไปทำความเข้าใจกับ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ให้มากขึ้น เพื่อที่จะไม่ถูกตัดงบจำนวนมากเหมือนปีที่ผ่านมา” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

10ผลงานเด่น‘สปสช.’ปี2564 (และก้าวต่อไป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626349

10ผลงานเด่น‘สปสช.’ปี2564 (และก้าวต่อไป)

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในปีงบประมาณ 2564 การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ “โควิด-19” ที่เกิดขึ้นทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทำให้มีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยจำนวนมาก นับเป็นวิกฤตด้านสุขภาพที่รุนแรงอย่างยิ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ในฐานะระบบหลักประกันสุขภาพของคนไทยได้ร่วมดูแลประชาชนให้เข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขในกรณีโควิด-19 ที่จำเป็น โดยไม่มีปัญหาด้านภาระค่าใช้จ่ายเป็นอุปสรรค ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้นในปีงบประมาณ 2564 นี้ จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญการก้าวย่างของระบบหลักประกันสุขภาพ จากการดำเนินการต่างๆ จนปรากฏ “10 ผลงานเด่นกองทุนบัตรทอง ปีงบประมาณ 2564” ดังนี้

1.จัดสรรงบดูแลผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยกรณีโควิด-19 ต่อเนื่อง สปสช.ประเมินสถานการณ์และจัดเตรียมงบประมาณรองรับการดูแลผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 ต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2563 ที่ได้รับจัดสรรจำนวน 9,200 ล้านบาท จาก พ.ร.บ.กู้เงินฯ ปี’63 โดยเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2564 บอร์ด สปสช. มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนวทาง หลักเกณฑ์ การดำเนินงานและการบริหารจัดการงบที่ได้จาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในเบิกจ่ายรอบที่ 2 จำนวน 3,752.7050 ล้านบาท

แต่ด้วยการระบาดที่กระจายเป็นวงกว้างไปทั่วประเทศ ทำให้ สปสช.ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อให้เพียงพอต่อการดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง จึงเสนอขอรับจัดสรรงบเพิ่มเติมจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ รอบที่ 3 จำนวน 9,847 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการให้บริการของหน่วยบริการ รวมถึงการจัดระบบบริการต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาและบริการที่จำเป็นโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม จากจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยในเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว การให้การรักษาและบริการกรณีโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เม็ดเงินที่ สปสช. จัดเตรียมไว้จึงไม่เพียงพอต่อการเบิกจ่ายชดเชยค่าบริการให้กับหน่วยบริการ ดังนั้นสปสช. ได้หารือกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพิ่มเติมจำนวน 20,829.23 ล้านบาท โดยได้รับการอนุมัติจาก ครม. เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 และได้ดำเนินการโอนคืนให้กับหน่วยบริการที่รอจ่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

2.ร่วมคัดกรองโควิด-19 สนับสนุนระบบดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19ที่บ้านและในชุมชน ภายหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขอนุมัติให้ใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ในการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 เบื้องต้นได้นั้นเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการและลดการรอคิว สปสช. จึงร่วมกับคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด จัดบริการตรวจคัดกรอง COVID-19 ด้วยชุดตรวจ ATK ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ

พร้อมร่วมมือกับสถาบันป้องกันโรคเขตเมือง (สปคม.) กรมควบคุมโรค ขยายจุดคัดกรองเพิ่มเติม ณ สนามกีฬาธูปะเตมีย์ และสนามราชมังคลากีฬาสถาน (หัวหมาก) นอกจากนี้ยังร่วมมือกับสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) และโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บริการคัดกรองโควิด-19 ที่ สบยช. ซึ่งการตรวจคัดกรอง โควิด-19 เชิงรุกนี้ เป็นภารกิจเฉพาะกิจในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. 2564 เฉพาะที่จุดบริการศูนย์ราชการฯ ได้ให้บริการประชาชนถึง 37,000 ราย

ด้วยผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการหนักจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดการดูแลผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยอย่างทั่วถึง สปสช. และกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมจัดระบบการดูแลผู้ติดเชื้อ COVID-19ที่บ้านและในชุมชน (Home Isolation และ Community Isolation : HI/CI)ในการดูแลผู้ติดเชื้อในกลุ่มสีเขียวที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย โดย สปสช.ได้ออกแนวทางปฏิบัติการขอรับค่าใช้จ่ายบริการสาธารณสุขฯ ปีงประมาณ 2564(เพิ่มเติม)

สำหรับการดูแลรักษาในที่พักระหว่างรอเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในโรงพยาบาล (Home Isolation) และการดูแลรักษาในโรงพยาบาลสนาม สำหรับคนในชุมชน (Community Isolation) เพื่อสนับสนุนหน่วยบริการในการจัดบริการรองรับผู้ติดเชื้อ ซึ่งผู้ติดเชื้อที่เข้าสู่ระบบการดูแลที่บ้านจะได้รับการจับคู่กับหน่วยบริการเพื่อติดตามอาการ ซึ่งจะได้รับยารักษา อาทิ ยาฟ้าทะลายโจร ยาฟาวิพิราเวียร์ที่อุณหภูมิร่างกาย เครื่องวัดค่าออกซิเจนพร้อมอาหาร 3 มื้อ ตลอดระยะเวลากักตัว 14 วัน

3.ช่วยเหลือเบื้องต้นผู้ได้รับผลกระทบหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 สปสช. ออกประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 พ.ศ. 2564 เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2564 ทั้งนี้การพิจารณาช่วยเหลือฯ จะดำเนินการตามหลักการช่วยเหลือเบื้องต้น ตามมาตรา 41
พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ที่ไม่พิสูจน์ถูกผิด โดยมีคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในแต่ละเขตพื้นที่เป็นผู้พิจารณาคำร้อง

ซึ่งจะดำเนินการโดยเร็วและจ่ายเงินช่วยเหลือภายใน 5 วันหลังมีมติ โดยการช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 ระดับ คือระดับ 1 มีอาการป่วยต้องรักษาต่อเนื่องจ่ายไม่เกิน 1 แสนบาท ระดับ 2 เกิดความเสียหายถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือพิการจนมีผลต่อการดำรงชีวิต จ่ายไม่เกิน 2.4 แสนบาท และระดับ 3 กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร จ่ายไม่เกิน4 แสนบาท ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.-27 ก.ย. 2564 (ปีงบประมาณ 2564) มีผู้ยื่นคำร้องเข้ามาทั้งหมดจำนวน4,133 ราย คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาช่วยเหลือแล้ว 3,685 ราย เป็นเงินจำนวน 238,915,200 บาท

4.แจกชุดตรวจ ATK ให้ประชาชนตรวจเชื้อโควิด-19 ด้วยตนเอง เพื่อให้ประชาชนที่มีความเสี่ยงรับเชื้อสามารถตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยตัวเองและเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยเร็ว บอร์ด สปสช.ได้เห็นชอบให้มีการจัดหาชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) จำนวน 8.5 ล้านชุด ในวงเงินจำนวน 1,014 ล้านบาท เพื่อให้หน่วยบริการแจกจ่ายให้กับประชาชน โดยดำเนินการตามกระบวนการผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลราชวิถี จัดซื้อโดยองค์การเภสัชกรรม

เพื่อให้ชุดตรวจ ATK กระจายไปยังประชาชนกลุ่มเสี่ยงอย่างทั่วถึง สปสช.ได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทย เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับชุดตรวจ ATK ผ่าน “แอปพลิเคชั่นเป๋าตัง” และ
รับชุดตรวจ ATK ได้ที่หน่วยบริการใกล้บ้าน ทั้งที่หน่วยบริการปฐมภูมิและร้านยาในระบบที่เข้าร่วม นอกจากการประสานความร่วมมือกับคลินิกชุมชนอบอุ่น ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ในการกระจายชุดตรวจ ATK เชิงรุกไปยังประชาชนกลุ่มเสี่ยงในชุมชน

5.ขยายบริการ “สายด่วน สปสช. 1330” เพิ่มช่องทางผ่านระบบออนไลน์ จากจำนวนประชาชนที่โทรเข้ามาที่สายด่วน สปสช.1330 ด้วยสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 จนเกิดปัญหาการรอคิวบริการและเข้าไม่ถึงบริการ ด้วยเป็นช่องทางสำคัญในการดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการโควิด-19 ทั้งการจัดหาเตียงผู้ป่วย การลงทะเบียนผู้ติดเชื้อในระบบดูแลที่บ้านหรือในระบบชุมชน : HI/CI (กด 14) และการประสานเพื่อกลับไปรักษาตัวที่ภูมิลำเนา

โดย สปสช.ได้ทำการขยายคู่สายบริการเพิ่มเติมเป็น 600 คู่สายในระยะแรก และขยายเป็น 3,000 คู่สายในเวลาต่อมา มีการระดมเจ้าหน้าที่ สปสช. ทั้งส่วนกลางและเขต ตลอดจนทีมอาสาสมัครจากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป มาร่วมรับสายบริการและโทรกลับประชาชนในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถรับสายได้ทันเพื่อติดตามและให้บริการ พร้อมกันนี้ยังได้เพิ่มช่องทางบริการสำหรับกลุ่มผู้รับบริการเฉพาะ เพื่อให้เข้าถึงบริการโดยเร็ว อาทิ กรณีผู้ติดเชื้อที่ต้องการเข้าสู่ระบบดูแลที่บ้านหรือในระบบชุมชน : HI/CI HI/CI กด 14

นอกจากนี้ สปสช. ได้เพิ่มช่องทางบริการผ่านระบบออนไลน์ในช่องทางต่างๆ โดยมีอาสาสมัครร่วมตอบคำถามอาทิ เว็บไซต์สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ : http://www.nhso.go.th,Line OA : @nhso และ Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น การเปิดช่องทางลงทะเบียนระบบบริการด้วยตนเอง อาทิ การลงทะเบียนด้วยตนเองเพื่อเข้าสู่ระบบดูแลที่บ้านผ่านเว็บไซต์ https://crmsup.nhso.go.th/ และการแจ้งความประสงค์เพื่อขอกลับไปรักษาตัวที่ภูมิลำเนาผ่านเว็บไซต์ https://crmdci.nhso.go.th/

6.เพิ่มสิทธิประโยชน์การรักษายา และอุปกรณ์ใหม่ในระบบบัตรทอง อาทิ 6.1 บริการล้างไตด้วยเครื่องอัตโนมัติ(APD) เพื่อดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาในการล้างไตทางช่องท้อง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้วิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมได้ เนื่องจากสภาพร่างกายและข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งผู้ป่วยที่การล้างไตเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเรียนหรือการทำงาน เบื้องต้น สปสช. กำหนดเป้าหมายบริการผู้ป่วย 500 ราย ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วย เนื่องจากสามารถล้างไตในช่วงเวลากลางคืนขณะหลับได้ ทั้งลดภาระญาติผู้ป่วยในการดูแล

6.2 อุปกรณ์ประสาทหูเทียมชนิด Rechargeable สำหรับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ที่มีระดับการได้ยิน 90 dBขึ้นไป และไม่เคยฝึกภาษามือ ครอบคลุมการเข้าถึงโดยเพิ่มบริการตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กแรกเกิดกลุ่มเสี่ยงใน 2 รายการ คือ ตรวจคัดกรองด้วยการวัดการสะท้อนกลับของเสียงที่เกิดขึ้นในหูชั้นใน (OAE) โดยใช้เครื่องมือใช้วัดการสะท้อนกลับของเสียงที่เกิดขึ้นในหูชั้นใน เพื่อตรวจสอบการทำงานของเซลล์ประสาทว่าปกติหรือไม่ และตรวจได้ยินระดับก้านสมองแบบคัดกรอง(A-ABR) เป็นการวัดคลื่นประสาทที่เกิดจากการตอบสนองด้วยเสียงกระตุ้น เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กที่มีปัญหาการได้ยินตั้งแต่แรก ที่เป็นปัจจัยสำคัญของพัฒนาการที่ดี

6.3 ยาสูตรผสมโซฟอสบูเวียร์/เวลพาทาสเวียร์ (Sofosbuvir/Velpatasvir) ซึ่งเป็นยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์โดยตรงในการยับยั้งไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Direct Acting Antiviral : HCV DAA) ใช้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีได้ทุกสายพันธุ์มีประสิทธิผลการรักษาที่ดีและประหยัดงบประมาณเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาในรูปแบบเดิม และคณะกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติได้มีมติบรรจุเข้ารายการบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว เพื่อให้เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีทุกคนที่อยู่ในเกณฑ์การรักษา

6.4 ยารักษามะเร็ง 3 รายการได้แก่ ยาเคปไซตาบีน ชนิดเม็ด (Capecitabine/tab) รักษาโรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งเต้านมแบบรับประทาน เพื่อให้ผู้ป่วยรักษาที่บ้านได้ จากแต่เดิมต้องมานอนรับเคมีบำบัดที่โรงพยาบาล, ยาอ๊อกซาลิพลาติน ชนิดฉีด(Oxaliplatin/injection) และยาอิริโนทีแคน
HCL ชนิดฉีด (Irinotecan HCl/injection) ใช้ร่วมกันเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ทำให้จากเดิมที่ผู้ป่วยต้องนอนให้ยาที่โรงพยาบาลหนึ่งวันเหลือเพียง 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังลดต้นทุนค่ายารักษาจากเดิมอยู่ที่ 2.1 แสนบาท เหลือเพียง 1.2 แสนบาท/คอร์ส

นอกจากนี้ยังได้เพิ่มเติมรายการผ่าตัดปลูกถ่ายตับในผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะกลางและระยะท้าย, บริการตรวจยีนHLA-B* 5801 ก่อนให้ยา Allopurinol ในผู้ป่วยโรคเกาต์รายใหม่, รายการอุปกรณ์ Extracorporeal Membrane Oxygenator (ECMO) ในการรักษาภาวะหัวใจ และ/หรือ ปอดล้มเหลวเฉียบพลัน และการคัดกรองและวินิจฉัยวัณโรคด้วยการตรวจเอกซเรย์ปอดในทุกกลุ่มเสี่ยง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธี Molecular assay และการใช้น้ำมันกัญชาในผู้ป่วยโรคมะเร็ง พาร์กินสัน และไมเกรน และสารสกัดกัญชาในผู้ป่วยโรคลมชัก และมะเร็งระยะท้าย

7.เพิ่ม 4 บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ประกอบด้วย 7.1 คัดกรองธาลัสซีเมียในคู่ของหญิงตั้งครรภ์ 7.2 คัดกรองซิฟิลิสในคู่ของหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งทั้ง 2 รายการนี้ ต้นทุนการคัดกรองจะต่ำกว่าการค่าบริการรักษาและติดตาม โดยบริการตรวจคัดกรองธาลัสซีเมียในคู่ของหญิงตั้งครรภ์ ต้นทุนการตรวจคัดกรองเท่ากับ 794 บาทต่อคู่ ขณะที่การดูแลผู้ป่วยธาลัสซีเมียอาการรุนแรงมีต้นทุนการรักษา 30,000 บาท/คน/ปี

ส่วนการตรวจคัดกรองและรักษาซิฟิลิสฯ ก่อนตั้งครรภ์มีต้นทุนต่ำกว่าการตรวจและรักษาเมื่อตั้งครรภ์แล้ว โดยค่าใช้จ่ายคัดกรองอยู่ที่ 130-400บาท/ครัวเรือน และค่ารักษา 1,500 บาทในขณะที่การรักษาซิฟิลิสแต่กำเนิด1 คน จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอก และค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเท่ากับ 70,667 บาท/ครัวเรือน 7.3 ตรวจวัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้าน (Home Blood Pressure Monitoring: HBPM) เป็นรายการที่ไม่มีภาระงบประมาณ เนื่องจากผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอาจจะตื่นเต้น ทำให้เวลาวัดความดันแล้วอาจมีค่าความดันสูงได้ หรือที่เรียกว่า White coat hypertension

จึงต้องให้เครื่องวัดความดันกลับไปวัดเองที่บ้านเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อวัดค่าความดันโลหิตที่แท้จริง ซึ่งเป็นการดูแลผู้ป่วยไม่ให้รับประทานยาเกินความจำเป็นและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านยาได้ 7.4 บริการสายด่วนเลิกบุหรี่ ซึ่งการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่ 1 ที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และมีต้นทุนความสูญเสียจากความเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรต่อนักสูบหน้าใหม่ ถึงประมาณ 85,000-158,000 บาท/คน

8.ปรับประเภทและขอบเขตบริการ เพิ่มความชัดเจนสิทธิบัตรทองในปีนี้ สปสช. ได้ทบทวนระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2544 และรวบรวมประกาศคณะกรรมการฯ ตั้งแต่ปี 2546รวมกว่า 31 ฉบับ มาจัดกลุ่มและรวมในฉบับเดียวกัน และออกเป็นประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่องประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุข พ.ศ.2564 เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิการรับบริการสาธารณสุขตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและบริการที่ไม่ครอบคลุม และป้องกันการ
เรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติม (Extra Billing)โดยเพิ่มข้อความให้ชัดเจนระบุว่า

“บุคคลผู้มีสิทธิที่เข้ารับบริการตามประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุขที่กำหนดในประกาศนี้ จะได้รับความคุ้มครองโดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการ ยกเว้นเฉพาะกรณี1. เป็นการร่วมจ่ายค่าบริการตามประกาศฯ ว่าด้วยการร่วมจ่าย 2. เป็นการบริการที่เป็นข้อยกเว้น ไม่คุ้มครองตามที่กำหนด 3. เป็นการเข้ารับบริการที่ไม่ใช่หน่วยบริการประจำของตนหรือหน่วยบริการปฐมภูมิในเครือข่ายหน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีการส่งต่อ หรือไม่ใช่กรณีที่มีเหตุสมควรกรณีอุบัติเหตุ เจ็บป่วยฉุกเฉิน”

ส่วนบริการที่เคยเป็นข้อยกเว้นก่อนหน้านี้ ประกาศฉบับฯ นี้ได้เสนอเป็นสิทธิเพิ่มเติม เช่น การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาและสารเสพติดที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดที่มีกำหนดเกี่ยวกับการให้บริการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด, การบริการสาธารณสุขที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุการประสบภัยจากรถที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ,การรักษาภาวะมีบุตรยากและการผสมเทียม ยกเว้นการดำเนินการที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์แทน (Surrogacy)และการรักษาโรคเดียวกันที่ต้องใช้ระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาลประเภทผู้ป่วยใน เกินกว่า 180 วัน ที่ส่งผลให้เกิดการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นเพิ่มขึ้น

9.รับฟังความเห็นพัฒนาระบบบัตรทองในสถานการณ์โควิด-19 ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโควิด-19สปสช.ได้จัดในรูปแบบผ่านระบบออนไลน์ทั้ง Facebook live และระบบ Zoom meeting และผ่านแบบสอบถาม Google Form ตามมาตรการเว้นระยะห่างเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยปี 2564ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 พร้อมมีการรับฟังความเห็นเฉพาะกลุ่ม (focus group) เช่น คนพิการ ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ พระสงฆ์ทหารเกณฑ์ กลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้นซึ่งปี 2564 มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวน 6,113 คน รวมเป็นข้อเสนอ 2,344 ข้อ

หลังการได้จัดกลุ่มและตัดความซ้ำซ้อนของข้อเสนอ แยกประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้ข้อเสนอใหม่รวม 58 ข้อ ครอบคลุมใน 8 ด้าน ได้แก่ 1. ประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุข 2.มาตรฐานบริการสาธารณสุข 3.ด้านบริหารจัดการของ สปสช. 4. ด้านหลักเกณฑ์และการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 5. การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่และค่าบริการ LTC 6. การมีส่วนร่วม 7. การรับรู้และคุ้มครองสิทธิ และ 8. ด้านอื่นๆ

สำหรับข้อเสนอใหม่ อาทิ จัดสรรงบสนับสนุนผู้ดูแลหรืองบเฉพาะโรคแก่หน่วยปฐมภูมิในการออกเยี่ยมติดตามดูแลผู้ป่วย เพิ่มงบบริหารจัดการขยะในผู้ป่วยฟอกไตให้หน่วยบริการ พัฒนาระบบริการระดับปฐมภูมิให้ประชาชนเห็นความสำคัญด้านการป้องกันโรค ส่งเสริมเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพ รักษาสุขภาพดีไม่ป่วย NCD มีรางวัลหรือขวัญกำลังใจตอบแทน เป็นต้น โดย สปสช.จะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคณะอนุกรรมการชุดที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

และ 10.รุกนโยบายยกระดับระบบบัตรทอง ปี 2565 เริ่มจากบริการประชาชนที่เจ็บป่วยไปรับบริการกับหมอประจำครอบครัวในหน่วยบริการปฐมภูมิในระบบบัตรทองที่ไหนก็ได้ ตามนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” นำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล และพื้นที่ สปสช.เขต 9นครราชสีมา เนื่องจากโครงสร้างระบบบริการที่มีความพร้อม จากข้อมูลวันที่ 30 เม.ย. 2564 ในพื้นที่เขต 9นครราชสีมา พบว่าผู้ป่วยและญาติ ได้รับความสะดวก ไม่ต้องมีภาระกลับไปขอใบส่งตัวกรณีไปรับการรักษาผู้ป่วยในต่างหน่วยบริการประจำ จำนวน 82,599 ครั้ง และไม่ปรากฏข้อร้องเรียนจากประเด็นนี้ โดยในปี 2565 สปสช. ได้ขยายบริการครอบคลุมทั่วประเทศ

โรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม เริ่มเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2564 ใน รพ.รักษามะเร็งที่มีความพร้อมทั่วประเทศ ความร่วมมือกับกรมการแพทย์ในการจัดทำฐานข้อมูลเชื่อมโยงบริการ จากผลการดำเนินงานณ วันที่ 30 เม.ย. 2564 มี รพ.ที่ขึ้นทะเบียนร่วมให้บริการ 192 แห่ง มีผู้ป่วยมะเร็งรับบริการผู้ป่วยนอก 263,485 ครั้ง หรือ 137,736 คน ในจำนวนนี้เป็นการใช้บริการตามนโยบายโรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม 46,655 ครั้ง หรือร้อยละ 16.58 ของผู้ป่วยนอกมะเร็งทั้งหมด ส่วนผู้ป่วยมะเร็งรับบริการผู้ป่วยใน 99,915 ครั้ง หรือ 81,045 คนในจำนวนี้เป็นใช้บริการตามนโยบายฯ 10,128 ครั้ง หรือร้อยละ 10.13 ของผู้ป่วยในมะเร็งทั้งหมด ซึ่งผู้ป่วยไม่ต้องจ่ายค่ารักษา

ย้ายหน่วยบริการได้สิทธิทันที ไม่ต้องรอ 15 วัน จากเดิมที่การย้ายหน่วยบริการต้องรอทุกวันที่ 15 หรือวันที่ 28 ของเดือน สปสช. พัฒนาระบบการลงทะเบียนโดยใช้แอปพลิเคชั่นสปสช. บนสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ให้ประชาชนเปลี่ยนหน่วยบริการประจำด้วยตนเองและได้สิทธิทันทีภายในวันเดียว (เปลี่ยนสิทธิไม่เกิน 4 ครั้ง/ปี)เริ่มพร้อมกันทั่วประเทศเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2564 จากข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย 2564 มีผู้มีสิทธิบัตรทองเปลี่ยนหน่วยบริการประจำ 537,439 ครั้ง เป็นการดำเนินการผ่านหน่วยบริการ 485,595 ครั้ง หรือร้อยละ 92 และผ่านแอป สปสช. 51,844 ครั้ง หรือร้อยละ 8 ในจำนวนนี้ใช้สิทธิทันทีในหน่วยบริการ 29,945 ครั้ง หรือร้อยละ 7.21

สำนักงานหลักประกันสุขภาพ

แห่งชาติ (สปสช.)

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งความสุข มอบของขวัญวันเด็กแก่เยาวชนทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626384

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งความสุข มอบของขวัญวันเด็กแก่เยาวชนทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.18 น.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งความสุข มอบของขวัญวันเด็กแก่เยาวชนทั่วประเทศ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565

4 มกราคม 2565 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย   ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ  นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ  คณะกรรมการ และผู้บริหารมูลนิธิฯ  ร่วมในพิธีมอบชุดของขวัญวันเด็ก ประกอบด้วย สมุด ดินสอ ดินสอสี และไม้บรรทัด ให้กับนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 150 โรงเรียน เพื่อให้เยาวชนให้ใช้ในห้องเรียน  ”  โดยมีผู้แทนโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ได้จัดให้มีมาตรการตรวจวัดอุณหภูมิ และขอความร่วมมือผู้ร่วมงานสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19  ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ  รวมทั้งจัดให้มีการส่งชุดของขวัญวันเด็กของมูลนิธิฯ เพื่อมอบให้กับเยาวชนในส่วนภูมิภาค ผ่านหน่วยงานต่างๆ ทุกจังหวัดทั่วประเทศ  ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทุกจังหวัด  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบชุดของขวัญวันเด็กแก่เยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2565 รวมจำนวน  3,150,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่า 21.75 ล้านบาท

ในวันพรุ่งนี้ (5 มกราคม 2565) นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ  พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้บริหารมูลนิธิฯ กำหนดเข้าพบนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบของขวัญวันเด็ก จำนวน 180,000 ชิ้น นำไปแจกจ่ายแก่เด็กและเยาวชน เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 ณ ห้องสีฟ้า ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เปิดเผยว่า การให้ของขวัญในวันเด็กแห่งชาติ เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักในด้านงานสังคมสงเคราะห์ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทำต่อเนื่องมา 63 ปีแล้ว ด้วยเด็กดีในวันนี้ คือผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติไทยในอนาคต

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเป็นองค์กรการกุศลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร ได้ก่อตั้งมาถึงปีนี้เป็นเวลา 112 ปี ดำเนินงานสาธารณกุศลทั้งงานสังคมสงเคราะห์และงานบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์และบำรุงสุขเพื่อนมนุษย์ผู้ทุกข์ยากทุกชนชั้น ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย และการสนับสนุนช่วยส่งเสริมทางการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ เป็นคนดีของสังคม โดยไม่จำกัดเพศ วัย ศาสนา และ เชื้อชาติ โดยหน่วยงานในเครือข่าย ประกอบด้วย โรงพยาบาลหัวเฉียว มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung

รีโนเวทโรงเรียน-ตึกเก่า ปรับปรุงเป็น‘บ้านพักครู’ ศธ.เดินหน้าแก้หนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626375

รีโนเวทโรงเรียน-ตึกเก่า ปรับปรุงเป็น‘บ้านพักครู’ ศธ.เดินหน้าแก้หนี้

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.51 น.

รีโนเวทโรงเรียน-ตึกเก่า ปรับปรุงเป็น‘บ้านพักครู’ ศธ.เดินหน้าแก้หนี้

4 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบนโยบายว่าปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ในส่วนของ ศธ. ให้ความสำคัญและได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามาบ้างแล้ว

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมากกว่า 100 แห่ง แต่ละแห่งมีนโยบายการทำงานที่แตกต่างกัน ที่ผ่านมา ศธ.เน้นแก้ปัญหาหนี้สินครูในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูก่อน โดยให้ลดดอกเบี้ย เพื่อลดภาระครู ที่ผ่านมา ศธ.ได้ส่งหนังสือถึงประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทุกแห่ง ให้สมัครเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน ขณะนี้มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า 20 แห่งที่สนใจเข้าร่วมโครงการแล้ว ส่วนมาตรการอื่นๆอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับระเบียบกฎเกณฑ์ให้สอดรับกันเพื่อช่วยเหลือครูต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตนได้มอบหมายให้นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ. และนายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. ศึกษารายละเอียดต่อไปว่าจะให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่เหลือว่าจะเข้ามาเชื่อมโยงเพื่อลดหนี้ครูต่อไป คาดว่าเรื่องดังกล่าวจะสอดรับกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่เน้นแก้ปัญหาหนี้สินทั้งระบบ

“ยอมรับว่าปัญหาหนี้ครูถือเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ที่ ศธ.ต้องการที่จะสะสางเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูทั่วประเทศ การแก้ปัญหาหนี้ครูทั้งระบบกำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคงไม่สามารถทำได้เสร็จทั้งหมด แต่จะสอดรับกับนโยบายแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนของรัฐบาล” รมว.ศธ. กล่าว

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี มอบแนวทางการพัฒนาบ้านพักข้าราชการกระทรวงต่างๆ เพราะรัฐบาลต้องการดูแลสวัดิการและสวัสดิภาพของข้าราชการทุกภาคส่วน ในส่วนของ ศธ. มีโครงการพัฒนาบ้านพักครู เพื่อให้ครูได้รับสวัสดิการที่ดี เพราะปัจจุบันบ้านพักครูหลายแห่งมีสภาพทรุดโทรม โดย ศธ.ตั้งเป้าไว้ว่าจะนำโรงเรียนที่ถูกควบรวมในพื้นที่ต่างๆ และมีอาคารปล่อยทิ้งร้างไว้ เราจะนำมารีโนเวทใหม่ให้เป็นอาคารบ้านพักครู และศูนย์การเรียนรู้ เบื้องต้นได้วางแผนไว้แล้วว่าจะนำร่องโครงการนี้ในอำเภอหรือพื้นที่ใดบ้าง ศธ.จะเร่งนำเสนอแผนให้นายกรัฐมนตรี และ ครม.พิจารณาต่อไป

ศธ.ย้ำไม่ปิด ร.ร.ทั้งหมดหนีโอมิครอน ดีเดย์เด็ก 5-11ขวบได้รับวัคซีนภายในม.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626365

ศธ.ย้ำไม่ปิด ร.ร.ทั้งหมดหนีโอมิครอน ดีเดย์เด็ก 5-11ขวบได้รับวัคซีนภายในม.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.28 น.

“ตรีนุช” ย้ำไม่ปิด ร.ร.ทั้งหมดหนีโอมิครอน ปิดเฉพาะที่ระบาด เบื้องต้น นร.5-11 ขวบจะได้รับวัคซีนภายใน ม.ค.นี้ 

วันที่ 4 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ไปหลายจังหวัดในขณะนี้  ตนได้กำชับให้หน่วยงานหลักของ ศธ. เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อขอให้โรงเรียนและสถานศึกษาปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6-6-7 เพื่อลดความเสี่ยงโควิดในสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ทาง สพฐ.ได้ประสานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกแห่งให้เฝ้าระวัง และก่อนจะเปิดเรียนให้โรงเรียนประสานผู้ปกครองเพื่อขอข้อมูลว่าได้มีการเดินทางในช่วงปีใหม่หรือไม่ และผู้ปกครองมีความกังวลอะไรบ้าง ส่วนการเปิด-ปิดสถานศึกษา และการจัดการเรียนการสอนว่าจะจัดการเรียนการสอนในรูปแบบไหนนั้น ขอให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเป็นผู้พิจารณา เพราะแต่ละพื้นที่มีความหลากหลาย 

“ส่วนที่ จ.อุบลราชธานี พบมีผู้ติดเชื้อโอมิครอนจำนวนมากนั้น จึงเกิดความกังวลว่าจะมีการแพร่ระบาด ทางจังหวัดจึงให้ปิดการเรียนที่โรงเรียนทั้งจังหวัดไปก่อน รวมถึงจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดอื่น ๆที่พบมีผู้ติดเชื้อ และพื้นที่ที่มีความกังวลว่าจะมีการแพร่ระบาดของโรคก็ให้ปิดเรียนออนไซต์ไปก่อน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้กลุ่มเด็กจะไม่มีความรุนแรงของโรค แต่ศธ.ก็จะเร่งให้เด็กได้รับการฉีดวัคซีนเร็วขึ้น การรับมือกับการระบาดในครั้งนี้ ถือว่าทำได้ดีกว่าที่ผ่านมา เพราะที่ผ่านมาเรารับมือโดยการปิดสถานศึกษาทั้งหมด แต่ครั้งนี้นักเรียนได้รับวัคซีน ทำให้ความรุนแรงในการติดโรคลดน้อยลง และความตื่นตระหนกก็ลดน้อยลงไปด้วย ดังนั้น จะไม่มีการปิดสถานศึกษาทั้งหมดเหมือนที่ผ่านมา แต่จะจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพื้นที่ เช่น โรงเรียนขนาดใหญ่ จะจัดการเรียนการสอนในรูปแบบสลับวันมาเรียน หรือเรียนออนไลน์ ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน หรือโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ไม่จำเป็นต้องปิด ส่วนความกังวลเรื่องของคุณภาพการเรียนนั้น ขณะนี้ ศธ.ได้พัฒนาแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้นักเรียนได้เข้าถึงการศึกษามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ศธ.จะเร่งพัฒนาให้เด็กเข้าถึงแพลตฟอร์มการศึกษาต่าง ๆมากยิ่งขึ้น” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 5-11 ปี ขณะนี้ ศธ.ได้เตรียมข้อมูลเด็กไว้แล้ว และทำความเข้าใจกับผู้ปกครองเพื่อให้ผู้ปกครองยินยอมแล้ว ขณะนี้รอทางกระทรวงสาธารณสุขพร้อมฉีดให้เด็ก  ซึ่งเบื้องต้นทราบมาว่านักเรียนกลุ่มนี้จะได้รับวัคซีนภายในเดือนมกราคมนี้ 

ศธ.เลื่อนจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ปี 2565 ห่วงแนวโน้มโควิดระบาดเพิ่ม!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626314

ศธ.เลื่อนจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ปี 2565  ห่วงแนวโน้มโควิดระบาดเพิ่ม!

วันอังคาร ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565, 12.27 น.

ศธ.เลื่อนจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ปี 2565 ที่จะจัดขึ้นที่หอประชุมคุรุสภา พร้อมเลื่อนพิธีมอบมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรแก่เด็กและเยาวชนดีเด่นทั่วประเทศ 

วันที่ 4 มกราคม 2565) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กำหนดจัดกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี 2565 รวมถึงกิจกรรมการมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรแก่เด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ปี2565 โดยนำเด็กในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 250 คน เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 มกราคม 2565 รูปแบบออนไซต์ ในพื้นที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

สำหรับส่วนภูมิภาค ศธ.ได้มอบหมายให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัดจัดกิจกรรมการมอบโล่รางวัล โดยเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มอบ นั้น เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) มีแนวโน้มการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ จึงขอเลื่อนการจัดกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ที่ส่วนกลาง และเลื่อนการจัดกิจกรรมการมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรแก่เด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ทั่วประเทศ ออกไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย  

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ในส่วนภูมิภาคนั้น ให้ประเมินสถานการณ์เป็นรายพื้นที่ ร่วมกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หากเห็นว่าปลอดภัย ก็สามารถจัดกิจกรรมได้  โดยในการจัดกิจกรรมดังกล่าวให้เป็นไปตามมาตรการและข้อกำหนดของแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด แต่หากพื้นที่ใดไม่พร้อมและสถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจก็ให้เลื่อนไปก่อน ทั้งนี้ ตนยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการ เห็นความสำคัญของเด็กทุกคน ซึ่งภายในปีนี้ จะมีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นแน่นอน ส่วนจะกำหนดใหม่ว่าจะจัดกิจกรรมเมื่อไหร่ ในรูปแบบใดนั้น เราต้องประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถ้ามีความเสี่ยงสูงก็ยังจัดไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ และผู้ปกครองทุกคน