ศธ.จับมือ สธ.พร้อมฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้ครูทุกคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622767

ศธ.จับมือ สธ.พร้อมฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้ครูทุกคน

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 12.22 น.

17 ธ.ค.64 ที่จังหวัดอุบลราชธานี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 – 17 ธ.ค.นี้ ตนพร้อมด้วยนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ. ,ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และ นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยในวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมาได้เยี่ยมชมห้องเรียนของโรงเรียนอนุบาลตระการพืชผล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุบลราชธานี เขต 2 ซึ่งทำการสอนในระดับชั้นอนุบาล 1 ถึง ประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนทั้งสิ้น 860 คน นอกจากนี้ ยังได้ไปเยี่ยมชมการนำเสนอผลงานการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาและนักเรียน โดยใช้เครือข่ายพื้นที่เป็นฐาน จำนวน 19 เครือข่ายสถานศึกษา ในเขตพื้นที่บริการ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอตระการพืชผล อำเภอนาตาล อำเภอเขมราฐ อำเภอโพธิ์ไทร และอำเภอกุดข้าวปุ้น ที่ สพป.อุบลราชธานี เขต 2 ทั้งนี้ ในภาพรวมของสพป.อุบลราชธานี เขต 2 ที่มีโรงเรียนในสังกัดทั้งหมด 217 แห่ง ขณะนี้มีการเรียนการสอนในรูปแบบ On-site ทุกโรงเรียน

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่ตนได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ. มีความตั้งใจที่จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงนักเรียนมาโดยตลอด แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีความรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้ต้องติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษาผ่านระบบออนไลน์มาเป็นระยะ และเริ่มมีโอกาสได้ทยอยลงพื้นที่ตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งอำเภอตระการพืชผล ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ตนให้ความสนใจ โดยได้หารือกับนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. ในฐานะคนพื้นที่ ให้ช่วยดูแลและประสานความช่วยเหลือให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ดังกล่าวอยู่สม่ำเสมอ

“โรงเรียนเป็นข้อต่อที่สำคัญของนักเรียนในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กที่จบการศึกษาชั้น ป.6 ทุกคน สามารถเข้าเรียนต่อในระดับชั้น ม.1 ได้ทุกคน ไม่ตกหล่นออกจากระบบ ข้อนี้เป็นโจทย์สำคัญที่อยากเน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนให้ความสำคัญ ซึ่งโรงเรียนอนุบาลตระการพืชผล สามารถนำโจทย์ดังกล่าวมาพัฒนาการดำเนินงานได้ดี จนวันนี้นักเรียนของโรงเรียนทุกคนได้เข้าเรียนต่อ ม.1 ครบ 100% ก็ต้องขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้รักษาสิ่งดีๆ นี้ต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 นักเรียนอายุ 12 ปีขึ้นไป ของ สพป.อุบลราชธานี เขต 2 ได้รับวัคซีนเข็มหนึ่ง 4,231 คน คิดเป็น 74.40% ของนักเรียนทั้งหมด  ได้รับเข็มสอง 2,444 คน คิดเป็น 42.98% ยังไม่ได้รับวัคซีน 1,456 คน คิดเป็น 25.60% ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับเข็มหนึ่ง 2,278 คน คิดเป็น 87.99% ได้รับเข็มสอง 1,524 คน คิดเป็น 58.86% ได้รับเข็มสาม 200 คน คิดเป็น 7.72% ยังไม่ได้รับวัคซีน 311 คน คิดเป็น 12.01% ซึ่งขึ้นอยู่กับความสมัครใจ อย่างไรก็ตามขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีความพร้อมในการให้บริการฉีด Booster เข็ม 3 ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ภายใน 3 เดือนหลังได้รับวัคซีนเข็ม 2 แล้ว

‘เอนก’เปลี่ยนลุค!! กอดคอชวนนักศึกษาร่วมพัฒนาประเทศกับคนทุกช่วงวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622700

'เอนก'เปลี่ยนลุค!! กอดคอชวนนักศึกษาร่วมพัฒนาประเทศกับคนทุกช่วงวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 20.51 น.

“เอนก” เปลี่ยนลุค!! กอดคอชวนนักศึกษาร่วมพัฒนาประเทศกับคนทุกช่วงวัย ย้ำการสื่อสารที่ดีเป็นพลังลดช่องว่าง ชี้ไทยเป็นประเทศที่ดีไม่แพ้ชาติใดในโลก  ยันไม่แทรกแซงการทำงานของอธิการบดี ด้าน”ผู้นำนักศึกษา” เชียร์ต่อยอดโครงการทุกปี

วันที่ 16 ธ.ค.64 ที่พิพิธภัณฑ์พระราม 9 จ.ปทุมธานี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)จัดกิจกรรม U2T CAMP GROWTH MINDSET ระหว่างวันที่ 13-17 และ20-24 ธ.ค. ภายใต้โครงการ “มหาวิทยาลัยสู่ตำบลสร้างรากแก้วให้ประเทศ” โดยในวันนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องวันที่ 4 ซึ่งมี นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.กระทรวง อว.เดินทางมาพบปะผู้นำนักศึกษา พร้อมด้วย นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการและโฆษกกระทรวงอว. และนายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ร่วมพูดคุยกับนักศึกษาด้วย ซึ่งบรรยากาศภายในงานได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางอย่างเป็นกันเอง

นายเอนก กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้ทำไมการสื่อสารถึงสำคัญมาก เพราะเราเป็นสัตว์สังคม ต้องมีการสื่อสารกันแบบเข้าใจ ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดพลาด การสื่อสารที่ดีอยู่ที่อินเนอร์ ต้องสร้าง ประชาสัมพันธ์ สิ่งที่เป็นบวก เพราะการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการเต็มสังคม มีแต่ข่าวร้ายมากเกินข่าวจริง เราต้องมีข่าวดี เพื่อให้เห็นว่าโลกมีสองด้าน และต้องทำเรื่องลบให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ อยากฝากให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ หน้าที่ของคนรุ่นใหม่ต้องสร้างความกระตือรือร้นในหัวใจ มองบวกจะเป็นพลังที่สำคัญ ให้รู้ว่าคนรุ่นเก่าจะช่วยพวกเราเต็มที่ ยืนยันว่ากระทรวงอว.พร้อมช่วยเต็มที่ ตนในฐานะรัฐมนตรี อว.ให้ความสำคัญคนรุ่นใหม่ เพราะเป็นทรัพยากรที่มีค่า เพราะฉะนั้นการที่นักศึกษามาร่วมกิจกรรมเข้ามาเป็นโฆษกกระทรวงอว. จะทำให้เข้าใจคนทุกวัย มาร่วมกันประสานจุดแข็งที่ไม่เหมือนกัน

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ไม่เช่นนั้นต่างชาติคงไม่นิยมมาท่องเที่ยว เรามีสังคมวัฒนธรรมที่ดี ไม่แตกต่างจากญี่ปุ่นที่มีวัฒนธรรม ฉะนั้นจึงอยากให้ช่วยการสื่อสารสิ่งดีดี เราต้องตีปี๊ปอย่าทำอะไรเงียบๆ การเป็นนักศึกษาก็เป็นพลังคนรุ่นใหม่ที่สำคัญ ไม่อยากให้มองว่าเรื่องของผู้ใหญ่ทะเลาะกันเป็นปัญหาของเรา เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือการควบคุม นักศึกษาไม่ควรเป็นนักประท้วงอาชีพ หรือไปทะเลาะกับอธิการบดี แต่ควรจะร่วมมือกันทำงาน ชีวิตผมเจออะไรที่ปั่นป่วน เคยเข้าป่าอันตรายมากแต่ก็รักษาตัวจนอยู่มาถึงอายุ 67 ปี มีโอกาสเป็นรัฐมนตรี ซึ่งถ้าเปรียบก็เป็นดอกไม้ก็อาจจะบานช้าเพราะว่ามีการวางแผนชีวิตและรู้จักรอคอย“

นายเอนก กล่าวว่า กระทรวงอว.มีลักษณะพิเศษเป็นกระทรวงที่ต้องทำงานทั้งระยะปานกลางและระยะยาวเพื่อทำให้ประเทศเจริญ และผลประโยชน์ต้องตกอยู่กับประชาชนภายใต้เครื่องมือเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์  ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ต้องมีวินัย เพราะวินัยทำให้สังคมมีอารยะ วินัยจะมาคู่กับคุณธรรม  เพราะฉะนั้นโครงการวิศวกรสังคมจะทำเรื่องเหล่านี้ ทั้งนี้ขอยืนยันว่า ตนเป็นรัฐมนตรีที่ให้อิสระการทำงานกับผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมทั้งให้อิสระทางความคิดกับนักศึกษา จะไม่ไปสั่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัย เพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย คนในมหาวิทยาลัยเป็นคนเก่งคนดี ชอบความเป็นอิสระ สิ่งที่ตนทำได้คือการให้นโยบายและการสื่อสารที่เข้าใจและถูกต้องกับคนเหล่านี้

ด้านนายเฉลิมรัฐ ปัดสำราญ อายุ 20 ปี นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นโครงการที่ดี น่าสนใจ เปิดโอกาสให้นักศึกษาคนรุ่นใหม่ ได้พูดถึงความต้องการ ความรู้สึกที่อยากจะร่วมพัฒนาสังคม สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใหญ่ยังรับฟังความคิดเห็นของเด็ก ทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่ จึงอยากให้กระทรวงอว.ทำโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง

ค้นพบ’มหาเสมาทรงกลีบบัว’ฝัง 8 ทิศ อายุกว่าพันปี ใกล้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622663

ค้นพบ'มหาเสมาทรงกลีบบัว'ฝัง 8 ทิศ อายุกว่าพันปี ใกล้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.30 น.

ค้นพบ “มหาเสมาทรงกลีบบัว” ฝัง 8 ทิศ อายุกว่าพันปีใกล้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ผลงาน U2T มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ขณะลงพื้นที่เก็บข้อมูลบิ๊กดาต้า ส่งต่อกรมศิลปากรเป็นข้อมูลประกอบเสนอยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2565 ต่อยูเนสโก

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.64 นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี กรรมการโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T พร้อมด้วย รศ.ดร.ชวลิต อธิปัตยกุล ประธานศูนย์การเรียนรู้พุทธศิลป์อีสาน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ลงพื้นที่บริเวณบ้านไผ่ล้อม ต.เมืองพาน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เพื่อสำรวจการค้นพบใบเสมาขนาดใหญ่โดยผู้ได้รับการจ้างงานในโครงการ U2T ขณะลงพื้นที่เก็บข้อมูลตำบลเพื่อจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่  หรือ บิ๊กดาต้า  ในด้านเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

เมื่อไปถึงพบลานกว้างบนพื้นราบ มีหลุมที่ขุดค้นพบใบเสมาจำนวน 8 หลุม โดยมีการขุดหลุมและล้อมรั้วไว้เพื่อป้องกัน บางหลุมพบใบเสมาที่มียอดโผล่ขึ้นมาบนผืนดิน ขณะที่บางหลุมยังไม่มีการขุดลงเพื่อสำรวจ ขณะเดียวกันมีหลุมที่ขุดแล้วค้นพบใบเสมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์มีลักษณะเป็นหินทราย ทรงกลีบบัวทรงสูงขนาดกว่า 3 เมตร จำนวน 3 ใบเสมา

โดย รศ.ดร.ชวลิต กล่าวว่า บริเวณที่ขุดค้นพบใบเสมาน่าจะเป็นศาสนสถานหรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์หรือพื้นที่สำคัญๆ ของผู้คนในอดีตในอาณาบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท มีลักษณะเป็นการปักใบเสมาไว้ 8 ทิศ อยู่ในยุคทวารวดี อายุกว่า 1,000 ปี เมื่อสำรวจเจอได้แจ้งกรมศิลปากรให้มาทำการขุดสำรวจ แล้วจึงพบใบเสมา เมื่อเดือนตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา พื้นที่ที่พบใบเสมาซึ่งน่าจะเรียกมหาเสมามากกว่าเนื่องจากปักรวมกัน 3 ใบเสมาซ้อนกัน เพื่อแสดงอาณาเขตของศาสนสถานหรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการขุดค้นพบหลักหินหรือใบเสมาบริเวณตั้งแต่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทยาวไปถึง จ.หนองบัวลำภู ถึง 33 แห่ง

ด้านนายพันธุ์ เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า การค้นพบใบเสมาโดยผู้ได้รับการจ้างงานในโครงการ U2T ถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นรูปธรรม เพื่อจะนำไปต่อยอดทั้งด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมผ่านการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวใน อ.บ้านผือ ในอนาคต ที่สำคัญ การค้นพบครั้งนี้จะเป็นส่วนสนับสนุนข้อมูลเรื่องหลักหินหรือใบเสมาในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เพื่อใช้ในการประกอบเสนอยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2565 ต่อยูเนสโก -001

‘เด็กหลุดนอกระบบ วิกฤตที่ยังไม่จบ’ เร่งสร้าง ‘ห้องเรียนฉุกเฉิน’ ช่วยเหลือฟื้นฟูเด็กหลุดจากโควิด-19  

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622664

'เด็กหลุดนอกระบบ วิกฤตที่ยังไม่จบ' เร่งสร้าง 'ห้องเรียนฉุกเฉิน' ช่วยเหลือฟื้นฟูเด็กหลุดจากโควิด-19  

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.13 น.

เครือข่ายการศึกษา ร่วมกับ กสศ. สำรวจสถานการณ์ปัญหาเด็กเสี่ยงหลุดนอกระบบในพื้นที่ พบ  ยากจนฉับพลัน – ย้ายถิ่นจากการตกงาน – เรียนออนไลน์ไม่มีประสิทธิผล  ต้นเหตุเด็กไทยเสี่ยงหลุดระบบการศึกษาในช่วงโควิด-19     ศ.ดร.สมพงษ์ ห่วง 3 เดือนอันตรายเด็กหลุดนอกระบบ อาจเข้าสู่วงจรสีเทา ชี้ต้องเร่งหยุดวิกฤต  ด้วยมาตรการเร่งด่วน เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน”  Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู  ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น  จับมือหลายหน่วยงานทดลองทั้งระดับจังหวัด ท้องถิ่น และโรงเรียน

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับเครือข่ายการศึกษา จัดเสวนา “หยุดวงจรเด็กหลุดออกนอกระบบจากวิกฤตโควิด-19 เจาะลึกกระบวนการช่วยเหลือฟื้นฟูจากพื้นที่ต้นแบบ” เพื่อสำรวจสถานการณ์เด็กจากผลกระทบโควิด-19 และระดมสมองจากพื้นที่และองค์กรต้นแบบที่สามารถแก้ปัญหาเด็กหลุดนอกระบบในระยะเร่งด่วน ในการเร่งหาแนวทางในการรับมือป้องกันและแก้ปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบาง ในระยะฟื้นฟูหลังการระบาดของโควิด-19

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีเด็กเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากผลกระทบจากโควิด-19 ช่วงสองปีเศษทำให้ครอบครัวคนไทยที่มีรายได้เป็นเงินเดือน ลูกจ้างรายวันทั้งหลาย เกิดสภาพ ‘ตายดิบ’ หรือ ‘ตายครึ่งตัว’   มีนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นสูงเป็นสถิติใหม่ถึง 1,244,591 คน หรือคิดเป็น 19.98 % ของนักเรียนทั้งหมด สร้างสถิติสูงสุดจากที่ผ่านมา เปรียบเทียบจากเทอม 1/2563 ที่มีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 994,428 คน หรือเพิ่มขึ้นจำนวน 250,163 คน  

กสศ.และเครือข่ายภาคีในพื้นที่ ได้รวบรวมสาเหตุการหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามาจาก 2 ประเด็นหลักคือ 1. หลุดจากความยากจนฉับพลัน จากสึนามิไวรัสโควิด-19 สองปีสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำกลับมาหนักขึ้น ทั้งคนตกงาน ต้องย้ายถิ่นฐาน ไม่มีรายได้  และ 2. หลุดจากเรียนออนไลน์ ออนแฮนด์ ทำให้เกิดความถดถอยทางการศึกษาไปถึง 50% เด็กป.1-ป.3  อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้คิดเลขไม่ได้ การเรียนรู้จากระบบออนไลน์มีประสิทธิภาพ แค่ 50%  มีความเหลื่อมล้ำในประเด็นอุปกรณ์ไอที  การสำรวจของกสศ. เด็กนักเรียนใน  29 จังหวัด ประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าและอุปกรณ์ถึง 87% เมื่อเรียนไม่ทันเด็กติดศูนย์ ติด ร.  เปิดเทอมไม่มาเรียนหายตัวไปจากระบบการศึกษาแบบเงียบๆ  แม้จะยังมีชื่ออยู่ในระบบก็ตาม

ศ.ดร.สมพงษ์  กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งให้รอดไม่ใช่แค่เรื่องทุนการศึกษาอย่างเดียว ต้องมองให้ครบมิติเพื่อป้องกันไม่ให้หลุดจากระบบซ้ำอีก 1.สุขภาพกายเช่น การเข้าถึงวัคซีน  ภาวะโภชนาการ 2.สุขภาพใจ เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มมีภาวะความเครียด ซึมเศร้า  มีแรงกดดันความกังวลในช่วงการกลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง   3.สังคม ภาวะโดดเดี่ยวไม่มีเพื่อน การทำงานที่เสี่ยงอันตราย หรือถูกเอาเปรียบค่าแรง  4.ด้านการศึกษา ความรู้ที่ถดถอย เรียนไม่ทันเพื่อน  

“ที่น่าเป็นห่วงคือช่วงสามเดือนอันตรายถ้าเด็กหลุดจากระบบการศึกษานานถึงสามเดือนจะเสี่ยงที่พวกเขาจะเข้าสู่วงจรสีเทา ทั้งติดเพื่อน ติดเกม ติดยาเสพติด หรือถ้าเราไม่ทำอะไรแล้วพวกเขาเข้าไปในสถานพินิจ พอออกมาสามเดือนก็มีโอกาสกลับเข้าไปซ้ำได้อีก ตรงนี้เป็นบทเรียนที่เราเริ่มเห็นแล้วว่า สังคมไม่อาจปล่อยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปแบบลำพังต่างคนต่างทำไม่ได้ แต่ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเด็กยากจนด้อยโอกาส ช่วยกันซ่อมชีวิต ซ่อมจิตวิญญาณให้เขากลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง กล่าวถึงสถานการณ์เด็กกลุ่มเสี่ยงในชุมชนเมืองว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมเมืองมีหลายด้าน กลายเป็นความยากจนครบวงจร ทั้งที่อยู่ การศึกษา รายได้ หาเช้ากินเช้า หาค่ำกินค่ำ หลายครอบครัวตกงานงานถาวร การที่จะให้เด็กคนหนึ่งหลุดพ้นความยากจนนั้นยากมาก เด็กต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำงาน งานแรกคือแจกไพ่ ขายล็อตเตอรี่ เรียงเบอร์ ยิ่งมีการระบาดโควิด-19 ความเหลื่อมล้ำยิ่งมากเด็กหลุดออกจากระบบมากขึ้น จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและเยาวชนใน 4 ชุมชนที่มีประชากรกว่า 5,000 คน ในจำนวนนี้มีกลุ่มที่อายุ 0-20 ปี ราว 1,400 คน พบว่ามีจำนวนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา 200 คนที่ยังมีชื่ออยู่ในโรงเรียน แต่ผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ ทำให้เด็กเบื่อหน่ายการเรียน เรียนไม่ทันเพื่อน ไม่เข้าใจ ทำให้ไม่มีจุดหมายในการเรียนต่อ มีแนวโน้มหลุดจากระบบ

ขณะที่ ในจังหวัดยะลาหนึ่งในจังหวัดที่มีความยากจนสูงที่สุด นางสาว รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา กล่าวว่า ในจังหวัดมีปัญหาเรื่องทุพโภชนาการเป็นอันดับสองของประเทศเด็กแคระแกร็น เด็กปฐมวัยไม่ใช่หลุดจากระบบการศึกษา แต่เข้าไม่ถึงการศึกษา  ส่วนเด็กในระบบการศึกษาอยู่ในครอบครัวยากจนมีพี่น้องหลายคนมีความยากลำบากในการมาเรียน ที่ผ่านมามีเด็กหลุดจากระบบก็ดึงกลับมาพัฒนาทักษะชีวิต สร้างแรงบันดาลใจแต่ก็ยังหลุดไปอีก ส่วนหนึ่งเพราะระบบการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิต โมเดลการศึกษาจริงๆ ต้องตอบโจทย์สิ่งที่เด็กต้องการคือเรื่องรายได้ ปากท้อง ทำให้พยายามสอดแทรกทักษะอาชีพเข้าไปในในหลักสูตร  

จากข้อมูลในพื้นที่มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก โดยใน 3 อำเภอนำร่องมีเด็กนอกระบบและต้องการความช่วยเหลือกว่า 2,800 คน  และยังมีเด็กในระบบการศึกษาอีกประมาณ 1,000 คน ต้องการความช่วยเหลือแต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้ช่วยได้เพียงแค่ 377 คน สะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาที่หนัก และเป็นเรื่องที่ กระทรวงศึกษาธิการเจ้าภาพหลักไม่สามารถทำงานได้เพียงหน่วยงานเดียวแต่ต้องทำงานร่วมกันกับ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย ต้องมาร่วมมือกันแก้ปัญหา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหนึ่งในกระทรวงมหาดไทยต้องทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกองคาพยพ ซึ่งยะลามีต้นทุนที่ดีในเรื่องความร่วมมือภาคส่วนต่างๆ ที่ช่วยหนุนเสริมการทำงาน

“แค่เด็กออกจากโรงเรียนหนึ่งเดือนก็อันตรายแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เด็กไม่หลุดไปจากระบบ เปรียบเทียบกับ โรงพยาบาลที่มีห้อง ER Emergency Room หรือ ห้องฉุกเฉิน โรงเรียนก็น่าจะมี Emergency Classroom หรือห้องเรียนฉุกเฉินที่ เมื่อรับเด็กกลับเข้ามาเรียนแล้วจะใช้กระบวนการสอนเสริมอย่างไร เรียกเด็กมาคุยเพื่อเก็บงานวิธีใดก็ได้แต่ให้คุณรับเด็กไว้ก่อน แล้วกระบวนการจัดการภายในให้เป็นเรื่องของโรงเรียน  และต้องขอฝากไปถึงกระทรวงศึกษาธิการให้ไปขบคิดต่อยอดคิดค้นหลักสูตรวิธีการที่เป็น Emergency Classroom เมื่อรับเด็กกลับมาเรียนแล้วจะมีรูปแบบในลักษณะแบบใดต่อไป”  รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา กล่าว

นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน  ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญ สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 ในภาพรวมจะมีบรรยากาศที่เป็นไปในทางดีขึ้น แต่ผลกระทบจากวิกฤตยังคงเข้มข้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของเด็กและเยาวชนนอกระบบที่ขาดแคลนโอกาสในการเข้าศึกษาต่อเนื่องจากการย้ายถิ่นฐานเนื่องจากพ่อแม่ตกงาน และปัญหาจากการขาดความพร้อมในการเรียนออนไลน์

“เมื่อผู้ปกครองเด็กขาดรายได้ บางส่วนเขาก็ต้องย้ายกลับภูมิลำเนา หรือบ้างโยกย้ายไปหางานทำที่อื่น  ทำให้มีเด็กจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือเคสของเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนต่อด้วยปัญหาต่าง ๆ เช่น ความไม่รู้ขั้นตอนในการพาลูกเข้าโรงเรียน หรือโรงเรียนไม่มีระบบรองรับนักเรียนกลางเทอม  ประเด็นเหล่านี้เราไม่สามารถโยนภาระการดูแลแก้ไขให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องมีการเชื่อมร้อย-ประสานชุมชน ท้องถิ่น ภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน เพราะคนที่รู้สถานการณ์หรือคะแนนตัวเลขได้คือหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ จากนั้นถ้ามีการส่งต่อข้อมูลและออกแบบการทำงานระหว่างหน่วยงานตามความถนัดได้ เราจะสามารถสร้างแพลตฟอร์มที่ส่งต่อถึงกันได้หมด ถ้ามีเด็กออกกลางคันที่ กทม. เขาไปอยู่ที่อื่น จะเข้าเรียนต่อได้อย่างไร มีวิธีไหนช่วยให้เขาไม่ต้องหลุดไปเฉย ๆ ได้  

นายวิทิต เติมผลบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ กล่าวว่า จังหวัดนครพนมได้พัฒนาโมเดลจังหวัด โดยรวมหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มาช่วยกันสร้างกลไก เชื่อมกันเป็นวงจรเพื่อไปสู่เป้าหมายว่า จะทำอย่างไรให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาหมดจากจังหวัดได้ภายในสามปี   ปีแรกของการทำงาน เร่งให้ความสำคัญกับฐานข้อมูลเด็กและทรัพยากรของแต่ละหน่วยงาน เพื่อแบ่งปันและเชื่อมโยงงานกัน   เราพบว่าเด็กแต่ละกลุ่มมีวิธีจัดการต่างกัน คือ 1.ต้นน้ำ หมายถึงกลุ่มเสี่ยงในโรงเรียน 2.กลางน้ำ คือเด็กแขวนลอย-หลุดนอกระบบ 3.ปลายน้ำ คือเด็กในกระบวนการยุติธรรม พอได้ฐานข้อมูลมาแล้ว เราจึงพัฒนาหลักสูตรและการประเมินใหม่ เช่น กลุ่มปลายน้ำ ทำงานร่วมกับสถานพินิจ ฯ เป้าหมายคือทำให้เด็กได้วุฒิก่อนกลับสู่สังคม นำตัวชี้วัดจำเป็นมาออกแบบให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่เขา ‘ต้องรู้’ มีเจ้าหน้าที่สถานพินิจช่วยเสริมในสิ่งที่ ‘ควรรู้’ และมีกรมฝีมือแรงงานหรือสถาบันอาชีวะมาช่วยต่อยอดในสิ่งที่เขา ‘อยากรู้’ จนเด็กในสถานพินิจได้รับวุฒิการศึกษาร้อยเปอร์เซ็นต์ เตรียมนำโมเดลไปขยายผลเพิ่มในอีก 6 จังหวัด

“สำหรับกลุ่มเสี่ยง ก่อนเด็กจะหลุดจะมีสัญญาณเตือน เช่น ติด 0 ติด ร. หลายวิชา ขาดเรียนบ่อย สุดท้ายเด็กก็หายตัวไปจากโรงเรียนเต็มตัว  ส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้แต่ละโรงเรียนมีจำนวนราว 5-10%  เท่านั้น วิธีการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบคือต้องทำห้องเรียนพิเศษขึ้นมารองรับเด็กกลุ่มนี้จัดเป็นห้องเรียนตามอัธยาศัย แก้ปัญหาเป็นรายคน เช่น เด็กอยากซ่อมรถก็ให้ไปเรียนซ่อมที่อู่รถหนึ่งชั่วโมงให้เจ้าของอู่ช่วยประเมิน หรือจัดการฝึกฝีมือแรงานในสิ่งที่เด็กอยากเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดออกจากระบบ

นายปิติ ยางกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนไทรน้อย จ.นนทบุรี กล่าวว่า “ไทรน้อยโมเดล” เป็นการทำงานร่วมกันกับ 
กสศ. ในการช่วยเหลือนักเรียนเพื่อให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาได้กลับเข้ามาเรียนต่อ   การรับเด็กกลับเข้ามาเรียน จะมีระบบดูแลช่วยเหลือ โดยต้องยอมรับว่า เมื่อออกไปจากระบบ 1 เทอมแล้ว แต่ยังต้องมีกระบวนการวัดผลประเมินผล ในช่วงหนึ่งภาคเรียนที่หายไป โดยให้มาเรียนซ่อมเสริมเพิ่มเติม ใช้การประเมินแบบแบบยืดหยุ่น ทั้งนี้เพื่อให้เด็กรู้สึกมีความสุข และปลอดภัยเมื่ออยู่ในโรงเรียน มีคุณครูคอยช่วยเหลือ ที่สำคัญคือการกลับเข้ามาเราจะต้องรักษาพลังบวก ให้เขาผ่านไปตลอดรอดฝั่ง มีระบบดูแลช่วยเหลือ เมื่อเกิดปัญหา อุปสรรค การเรียน ก็ต้องเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ให้พลังด้านลบมาบั่นทอนให้พวกเขาออกจากโรงเรียนไปอีกแล้วการดึงกลับเข้ามาจะยากลำบาก

น.ส.รังษินี นุ้ยพริ้ม ครูโรงเรียนบ้านค่าย จ.นราธิวาส กล่าวว่า การที่มีเครือข่ายที่เข้มแข็งทำให้เกิดการติดตามและสกัดเด็กหลุดจากระบบได้เป็นอย่างดี ทั้งเครือข่ายชุมชน พ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อนร่วมโรงเรียน  กรรมการสถานศึกษา ซึ่งการติดตามเด็กต้องไม่ใช่แค่การเรียน แต่ต้องครอบคลุมทั้ง จิตใจ ความเครียดสุขภาพกาย ความปลอดภัย เพราะความเครียดก็มีผลต่อการหลุดจากระบบการศึกษา และเมื่อดึงเด็กกลับเข้ามาในระบบเราจะต้องมีวิธีฟื้นฟู ทั้งการลงไปเยี่ยมบ้านเด็กพูดคุยกับผู้ปกครอง บางคนเรียนออนไซต์เก่ง แต่พอเรียนออนไลน์ก็หายไปพอเยี่ยมบ้านก็พบว่าไม่มีอุปกรณ์แต่สุดท้ายทางชุมชนได้เข้าไปช่วยเหลือจนกลับมาเรียนได้ เมื่อกลับมาเรียนก็ต้องสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนที่ดี ให้เด็กมีตัวตน มีการตั้งคำถามที่เขาอยากตอบเน้นเรื่องที่เขาสนใจ

‘อนุทิน’หนุน’หน่วยงาน’สร้างรูปธรรมสังคมสุขภาวะ ด้วยมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622549

'อนุทิน'หนุน'หน่วยงาน'สร้างรูปธรรมสังคมสุขภาวะ ด้วยมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.25 น.

“อนุทิน” ปาฐกถาพิเศษ “พลังพลเมืองตื่นรู้ พาไทยสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน” ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ วันที่สอง ระบุ โควิด-19 ตอกย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมประกาศสนับสนุนให้หน่วยงาน-องค์กรที่เกี่ยวข้องกับมติสมัชชาฯ นำนโยบายสาธารณะที่เกิดจากงานสมัชชาสุขภาพฯ ไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 14 พ.ศ. 2564 ณ หอประชุมใหญ่ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้ประเด็นหลัก (ธีม) “พลังพลเมืองตื่นรู้ … สู้วิกฤตสุขภาพ” เป็นวันที่สอง ท่ามกลางความสนใจและมีผู้เข้าร่วมผ่านทาง onsite และ online เป็นจำนวนมาก

สำหรับงานในวันแรก สมาชิกสมัชชาสุขภาพฯ ได้ให้ฉันทมติและรับรองข้อมติ 3 ในระเบียบวาระ ได้แก่ 1. การสร้างเสริมสุขภาวะสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในวิกฤตโควิด-19 2. การคุ้มครองการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มประชากรเฉพาะในภาวะวิกฤตอย่างเป็นธรรม 3. การจัดการการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมในวิกฤตสุขภาพ โดยมีหัวหน้าหน่วยงานราชการ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ทั้งจากส่วนกลางและจังหวัดต่างๆ รวม 60 แห่ง ได้ร่วมกันขึ้นกล่าวถ้อยแถลงพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ ทั้ง 3 มติ ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

ในส่วนของงานวันที่สอง มีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การรายงานความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ ที่ผ่านมา โดย ศ.คลินิก นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา รองประธานกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) การแสดงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลังพลเมืองตื่นรู้ พาไทยสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน” โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และหัวข้อ “สุขภาพองค์รวม จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” โดย นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุ แห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ และเวทีทัศน์ “ทิศทางโลก ทิศทางไทย: โอกาสและความท้าทาย”

นายอนุทิน ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลังพลเมืองตื่นรู้ พาไทยสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า โควิด-19 ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทยสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน ที่ต้องตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันและไม่ลิดรอนความสามารถของคนรุ่นหลัง

นายอนุทิน กล่าวว่า การบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนตาม 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความครอบคลุมทางสังคม การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการคุ้มครองทางสิ่งแวดล้อม ต้องดำเนินการเชื่อมโยงใน 5 มิติ ตามที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดไว้ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) นั่นคือการพัฒนาคน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและความมั่งคั่ง สันติภาพและความยุติธรรม และที่สำคัญคือความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา โดยทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นภายในปี ค.ศ. 2030 ตามกรอบการพัฒนาของโลกภายใต้หลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

“รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่จะใช้เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ในช่วงปี 2566-2570 ที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้าอย่างยั่งยืน ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับการจัดกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่สร้างการมีส่วนร่วมหลากหลาย เกิดกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดีและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน และจะนำไปสู่การสร้างพลังของพลเมืองที่ตื่นรู้ ที่จะพาประเทศไทยให้รอดพ้นวิกฤตและสู่สุขภาวะได้อย่างยั่งยืน” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข และประธาน คสช. ยินดีที่จะสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำนโยบายสาธารณะที่เกิดขึ้นจากงานสมัชชาสุขภาพฯ ไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม และเชื่อว่าความเห็นร่วมที่แสดงออกผ่านถ้อยแถลงของผู้แทนหน่วยงาน องค์กร และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ จะนำไปสู่เป้าหมายในการสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนได้อย่างแน่นอน

ขณะที่ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวถึงการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในอดีตจนถึงปัจจุบันว่า นับตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งมีการจัดงานสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีมติสมัชชาสุขภาพฯ แล้ว 87 มติ เมื่อรวมกับที่ได้รับฉันมติเพิ่มเติมในงานสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 14 อีก 3 มติ จะรวมเป็น 90 มติ โดยที่ผ่านมา คมส. ได้จัดกลุ่มมติสมัชชาสุขภาพฯ ออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและวางแนวทางการขับเคลื่อน
ทั้งนี้ ได้แก่ 1. มติสมัชชาสุขภาพฯ ที่มีการขับเคลื่อนและเห็นผลลัพธ์ชัดเจนโดยกระบวนการและ กลไกนโยบายที่มีอยู่ (Achieved) จำนวน 36 มติ 2. มติสมัชชาสุขภาพฯ ที่กำลังขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง (On-going) จำนวน 34 มติ 3. มติสมัชชาสุขภาพฯ ที่ทำการทบทวนมติเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ (To be revisited) จำนวน 4 มติ และ 4. มติที่ควรยุติการรายงานการขับเคลื่อน 13 มติ
 

สพฐ.ตั้งสพม.สุโขทัยเป็นหน่วยพัฒนา ครูและบุคลากรก่อนขึ้นเป็นรองผอ.เขต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622370

สพฐ.ตั้งสพม.สุโขทัยเป็นหน่วยพัฒนา  ครูและบุคลากรก่อนขึ้นเป็นรองผอ.เขต

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีเปิดหน่วยพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) โดยแต่งตั้ง ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) รักษาราชการแทนผอ.สพม.สุโขทัย เป็นประธานโครงการ

หน่วยพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรฯ จัดตั้งขึ้นเพื่ออบรมพัฒนา ผู้ผ่านการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาในเขตภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จำนวน 342 คน ในรูปแบบออนไลน์ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยการอบรมต้องเป็นไปตาม
หลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด โดยใช้วิธีการพัฒนาที่หลากหลายตามองค์ประกอบตัวชี้วัด รายละเอียดการประเมินผลและเกณฑ์การตัดสินการพัฒนาตามหลักการและวัตถุประสงค์ของการพัฒนา  ซึ่งแบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 การเสริมสร้างสมรรถนะ  ระหว่างวันที่ 13-19 ธันวาคม 2564 ระยะที่ 2 การเรียนรู้ในสภาพจริง ณ สถานศึกษาระหว่างวันที่ 20-24 ธันวาคม 2564  และระยะที่ 3การจัดทำและนำเสนอแผนกลยุทธ์การพัฒนาการศึกษาในสถานศึกษา ระหว่างวันที่ 25-27 ธันวาคม 2564  

ปฏิทินข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622366

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สมาคมนิสิตเก่า คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะจัดงานคืนสู่เหย้าและเชิดชูเกียรติ ในวันเสาร์ที่ 29 มกราคม 2565 บนโลกเสมือนจริงในธีม “Connect the Future” 

ในงานจะมีกิจกรรม อาทิ การรำลึกและสำนึกพระคุณของท่านพระยาไชยยศสมบัติ กิจกรรมการแสดงบนเวทีการเชิดชูเกียรติบัญชีจุฬาดีเด่นและผู้ได้รับรางวัลนวัตเภตรา เสวนาใหญ่ประจำปีซึ่งจะมีผู้ร่วมเสวนาเป็นนิสิตเก่าที่โดดเด่นในวงธุรกิจและวิชาการ

ในครั้งนี้ ขอเชิญชวน นิสิตเก่าที่ทำธุรกิจ SMEหรือ Start Up มาร่วมออกบูธในงานจัดนิทรรศการบนโลกเสมือนจริง (Virtual Exhibition) เพื่อนำเสนอธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ ปรัชญา ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ในการดำเนินกิจการ  พร้อมทั้งขายของในราคาพิเศษให้แก่นิสิตเก่าด้วยกัน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่บูธแต่อย่างใด งานเริ่มวันที่ 29 มกราคม-5 กุมภาพันธ์ 2565

สอศ.จับมือสิงคโปร์พัฒนาครูอาชีวะ ความรู้ดิจิทัลและทักษะภาษาอังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622369

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เรืออากาศโทสมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (รองเลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยถึงโครงการพัฒนาครูและบุคลากรอาชีวศึกษา ด้านดิจิทัลว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับความร่วมมือจาก Temasek Foundation และ Institute ofTechnical Education (ITE) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ซึ่งได้ให้การช่วยเหลือด้านการพัฒนาอาชีวศึกษามาโดยตลอด และเนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ทำให้ต้องปรับการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งทำให้ครูและบุคลากรอาชีวศึกษา จำเป็นต้องพัฒนาและเรียนรู้ทักษะด้านดิจิทัลมากขึ้น จึงได้จัดการฝึกอบรมให้กับหัวหน้าแผนกสารสนเทศของสถานศึกษาอาชีวศึกษา จำนวน 33 คน โดยได้รับความร่วมมือจาก Temasek Foundation และ Institute of Technical Education (ITE) สาธารณรัฐสิงคโปร์ รุ่นที่ 1 ในการจัดหาวิทยากรและจัดหลักสูตรการอบรม

รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การที่ สอศ. ได้รับความร่วมมือจากองค์กรต่างประเทศ นอกจากจะได้การฝึกอบรมในด้านดิจิทัลแล้ว ยังได้รับการฝึกภาษาต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งในอนาคตจะต้องพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษาด้านภาษาและดิจิทัล ทุกสถานศึกษาทั้งของภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับสถานศึกษาให้ได้มาตรฐานระดับสากล และช่วยให้สถานศึกษาผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ต่อไป

จุฬาฯ พัฒนา‘อินนูลินจากแก่นตะวัน’ สู่อาหารฟังก์ชั่น พรีไบโอติกส์ลดอ้วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622371

จุฬาฯ พัฒนา‘อินนูลินจากแก่นตะวัน’  สู่อาหารฟังก์ชั่น พรีไบโอติกส์ลดอ้วน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.(พิเศษ) พญ.ชนนิกานต์ วิสูตรานุกูล อาจารย์ประจำสาขาวิชาโภชนาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ เผยถึง “โครงการวิจัยการให้อินนูลินที่สกัดจากแก่นตะวันในเด็กโรคอ้วน ว่าแก่นตะวันจัดเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมีปริมาณอินนูลินสูงกว่าพืชชนิดอื่นๆ อินนูลินคือใยอาหารละลายน้ำชนิดฟรุคโต โอลิโกแซคคาไรด์ (FructoOligosaccharides) จัดเป็นใยอาหารประเภทพรีไบโอติกอาหารชั้นดีสำหรับจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ หรือโพรไบไอติกส์ (probiotics) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานไปยังระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น เชื่อมโยงการทำงานไปยังสมองโดยควบคุมความรู้สึกหิว-อิ่ม เชื่อมโยงไปที่ตับและตับอ่อน โดยมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายให้เหมาะสม ลดการอักเสบของร่างกาย เชื่อมโยงไปที่ตับและเซลล์ไขมันให้มีการสะสมไขมันน้อยลง ส่งผลให้น้ำหนักตัวและมวลไขมันในร่างกายลดลง”

“โครงการนี้เป็นโครงการวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีเด็กอ้วนที่เป็นอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ 165 คนโดยให้เด็กดื่มสารสกัดอินนูลินที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษจากแก่นตะวัน วันละ 1 ซอง ละลายน้ำ ดื่มต่อเนื่องเป็นเวลา6 เดือน การวิจัยได้ผลดี ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ของเด็กโรคอ้วนให้เหมือนเด็กปกติ และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ การวิจัยนี้ ได้รับรางวัลระดับโลก FISPGHAN AbstractAward for the best oral presentation อันดับที่ 1 และรางวัล Young Investigator Award จากงานประชุม The 6th World Congress of PediatricGastroenterology, Hepatology and Nutrition (WCPGHAN 2021) ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ปัจจุบัน ทีมวิจัยได้ต่อยอดงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอินนูลินสูตรออริจินัลและรสโกโก้ เพื่อให้เด็กและผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนดื่มได้ง่ายขึ้น

ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ ชำนิ ภาควิชาเภสัชเวทฯ กล่าวว่า สารสกัดอินนูลินที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมานั้นเป็นแอ๊กทีฟอินกรีเดียนส์ (Activeingredients) ซึ่งสามารถนำไปเป็นองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์อาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มหรือขนม ทั้งแบบกรอบ นุ่ม หรือเยลลี่ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม

“อินนูลินประยุกต์ได้เยอะ แต่กระบวนการแปรรูปต้องไม่ทำให้ประสิทธิภาพของอินนูลินเสื่อมสลาย ซึ่งตรงนี้ยังเป็นจุดที่ต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใดที่จะเหมาะกับเส้นใยอินนูลินจากแก่นตะวันผศ.ดร.ศุภกาญจน์ กล่าว ขณะนี้ทีมผู้วิจัยกำลังหาความร่วมมือจากภาคเอกชนที่สนใจเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ “อินนูลินจากแก่นตะวัน” เชิงพาณิชย์และวางแผนจำหน่ายสู่ท้องตลาด

“สิ่งที่ต้องการทำต่อไปคือนำผลงานวิจัยเข้าสู่กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากลรับรอง เพื่อผลิตและจำหน่ายให้ประชาชนได้บริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง อีกทั้งยังได้ช่วยสนับสนุนเกษตรกรชาวไทยที่ผลิตแก่นตะวันพืชที่อุดมไปด้วย คุณสมบัติที่มีประโยชน์อีกด้วย” ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ กล่าวทิ้งท้าย

‘คุณหญิงกัลยา’ชูเรียนอาชีวะเกษตร กระตุ้นเศรษฐกิจ และดูแลสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622373

‘คุณหญิงกัลยา’ชูเรียนอาชีวะเกษตร  กระตุ้นเศรษฐกิจ และดูแลสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานเปิดงาน “เกษตรตะโก ครั้งที่ 6” และวันสิ่งแวดล้อมไทย ประจำปี 2564 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ชุมพร อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพร รวมถึงเป็นการสร้างความตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทาน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2532 เกี่ยวกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของประเทศและของโลกที่มีความรุนแรงขึ้น โดยได้ตรัสเตือนพสกนิกรให้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และให้ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องปฏิบัติ มิใช่เพียงเพื่อประเทศไทยเท่านั้น หากเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของโลกด้วย

“ขอชื่นชมที่ได้เห็นทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจในการจัดงานครั้งนี้และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษา เกษตรกรชาวจังหวัดชุมพร และผู้เข้าร่วมชมงาน ที่จะได้นำเอาความรู้ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพรให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างยั่งยืน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

การจัดงาน “เกษตรตะโก ครั้งที่ 6”และวันสิ่งแวดล้อมไทย ประจำปี 2564 ในระหว่างวันที่ 5-16 ธันวาคม 2564 นี้ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร (วษท.ชุมพร) ได้ร่วมกับ บริษัท นเรศวรร์อินเตอร์ กรุ๊ป จัดงานขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพร สร้างความตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ รัชกาลที่ 9 กับการอนุรักษ์น้ำ, รัชกาลที่ 9 กับการอนุรักษ์ดิน ตลอดจนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชน