‘คุณหญิงกัลยา’ ลงพื้นที่ จังหวัดพังงา ดันส่งออกสินค้าอาชีวะเกษตร เข้าตลาดรัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617348

‘คุณหญิงกัลยา’ ลงพื้นที่ จังหวัดพังงา ดันส่งออกสินค้าอาชีวะเกษตร เข้าตลาดรัสเซีย

วันอังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) กล่าวว่า ดร.คุณหญิงกัลยา พร้อมคณะได้ลงพื้นที่จังหวัดพังงา เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการความร่วมมือ ภาคธุรกิจ บรรจุภัณฑ์ผลผลิตทางการเกษตร ส่งออกประเทศรัสเซีย ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพังงา ที่ถือเป็นการขยายตลาด และยกระดับสินค้าอาชีวะเกษตร ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ได้จากนักเรียนวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับอาชีวะเกษตรแล้ว ยังเป็นการช่วยยกระดับศักยภาพเกษตรกรในท้องถิ่นให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของดร.คุณหญิงกัลยา ที่จะพลิกโฉมหน้าอาชีวะเกษตรไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ซึ่งโครงการความร่วมมือดังกล่าวก็จะขยายผลไปในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้ง 47 แห่ง ที่มีศักยภาพทั่วประเทศ

“คุณหญิงกัลยาย้ำเสมอว่า เกษตรกรรมคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก สินค้าเกษตรของไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพอยู่แล้ว การติดปีกให้เกษตรกรไทยไปไกลได้นั้น ต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเกษตรเข้ามาเสริม เพิ่มผลผลิต คุณภาพ ขยายตลาด ช่วยยกระดับศักยภาพเกษตรกรในท้องถิ่นให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งประเทศรัสเซียเป็นตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพในการเติบโต มีกำลังซื้อ การขยายไปตลาดรัสเซียได้จะเป็นการยกระดับอาชีวะเกษตรไทย อย่างไรก็ตาม นอกจากตลาดรัสเซียแล้วยังหาช่องทางต่อยอดไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคใกล้เคียงต่อไป” นางดรุณวรรณ กล่าว

‘คุณหญิงกัลยา’ หนุนปัน Smart Device นักเรียน ดันตั้งกองทุนสนับสนุนอุปกรณ์เรียนออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617347

‘คุณหญิงกัลยา’ หนุนปัน Smart Device นักเรียน ดันตั้งกองทุนสนับสนุนอุปกรณ์เรียนออนไลน์

วันอังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัจจุบันการเรียนออนไลน์มีบทบาทและสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี รวมถึงการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งการที่จะเรียนในรูปแบบออนไลน์ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องประกอบด้วย 4 องค์ประกอบด้วยกัน คือ 1.ศักยภาพของตัวผู้สอนหรือครู 2.Content หรือ เนื้อหาทำอย่างไรการเรียนออนไลน์จึงจะสนุกและมีประสิทธิภาพ 3.เทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงได้ เช่น เทคโนโลยี4G หรือ 5G และ 4.Smart Deviceหรือ อุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเตอร์เนตได้ เช่นSmartphone หรือ Tablet ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ดังนั้นอยากให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงองค์กรต่างๆ ช่วยกันแบ่งปัน Smart Device ให้นักเรียนสามารถ Learn From Home ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย ผ่านโครงการ Next Normal with Smart Devices ภายใต้แคมเปญ “พี่ใหญ่ให้ยืม”

“อุปกรณ์การเรียน และเทคโนโลยีนั้นถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่มีความสำคัญ จะต้องมีประสิทธิภาพสูงเหมาะสม และไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของเด็กไทย วันนี้จึงนับเป็นการประกาศถึงความร่วมมือของภาครัฐนำโดย กระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชน รวมถึงองค์กร มูลนิธิต่างๆ ในการร่วมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย ซึ่งวันนี้มูลนิธินโยบายสาธารณะไทยได้มอบงบประมาณสนับสนุนในการจัดซื้อ Smart Devicesให้กับโรงเรียนสีคิ้วสวัสดิ์ผดุงวิทยาจังหวัดนครราชสีมา มูลค่า 200,000บาท เพื่อนำไปสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในการเรียนออนไลน์”ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการ “พี่ใหญ่ให้ยืม” จะเป็นจุดเริ่มต้น ให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาช่วยกัน ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการก็จะรับนโยบายและดำเนินการ โดยจะมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียน เพื่อจัดหาอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน ส่งเสริมช่องทางการเรียนรู้ผ่านระบบอินเตอร์เนตและสร้างบทเรียนออนไลน์ โดยจัดทำเป็นคลังข้อมูลรวม ทั้งมีระบบแบบทดสอบออนไลน์ และเบื้องต้นมุ่งเน้นไปที่กลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก่อน หลังจากนั้นก็จะเป็นกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รวมไปถึงกลุ่มนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษด้วย เช่น โรงเรียนเศรษฐเสถียร

ดร.กวินเกียรติ นนธ์พละที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช)ด้านการขับเคลื่อนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม กล่าวว่า เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างมากต่อการศึกษาในยุคปัจจุบัน ซึ่งคุณหญิงกัลยาเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าวและพร้อมสนับสนุนในการจัดหาอุปกรณ์ในการเรียนเพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งการมีอุปกรณ์หรือSmart Device ให้แก่นักเรียนได้ใช้งานจะเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้แก่ผู้เรียนในอนาคตได้เป็นอย่างมาก

นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์โค้ดดิ้งแห่งชาติ กล่าวว่า การขยายผลการจัดหา Smart Devices ในทุกภาคส่วนนั้น กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ภาคเอกชนรัฐวิสาหกิจ และมูลนิธิต่างๆ เป็นหน่วยงานสนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อินเตอร์เนตความเร็วสูง โดยจะมีการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมถึงการระดมทุนจากแหล่งต่างๆ เช่นสมาคมศิษย์เก่าของสถานศึกษา ภาคเอกชน มูลนิธิ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งการซื้ออุปกรณ์ใหม่และรับบริจาคอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้ เพื่อนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง

ซีเอ็ด จัดสัมมนาออนไลน์ ครู 5,000 คนทั่วประเทศ หลักสูตรฐานสมรรถนะและการประเมินCEFR #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617350

ซีเอ็ด จัดสัมมนาออนไลน์ ครู 5,000 คนทั่วประเทศ หลักสูตรฐานสมรรถนะและการประเมินCEFR

วันอังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)จัดงาน “SE-ED Academic Forum 2021”ในรูปแบบงานสัมมนาวิชาการออนไลน์โดยมุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพของนักเรียนครูผู้สอน ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิด “หลักสูตรฐานสมรรถนะและ CEFR กับการประเมิน”เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทย ให้สามารถตอบรับกับกระแสแนวทางการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาของโลก โดยการจัดงานสัมมนาวิชาการออนไลน์ในครั้งนี้ได้รับกระแสตอบรับจากทางคณะครูอาจารย์ ผู้บริหารโรงเรียน และบุคลากรทางการศึกษาอย่างดีเยี่ยม โดยมียอดการลงทะเบียนจากผู้สนใจเข้าร่วมงานจากทั่วประเทศมากกว่า 5,000 ราย เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ในงานได้มีการบรรยายพิเศษในเรื่อง “ก้าวย่างการศึกษาไทย กับหลักสูตรฐานสมรรถนะในยุค New Normal”โดย ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ (สพฐ.)เป็นวิทยากร ในช่วงบ่ายมีบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง“มาตรฐานการวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ CEFR ที่ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน และนักเรียน ทุกคนควรทราบ” โดย ดร.อาทิตยา ปัญญาผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานการพัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ มาให้ความรู้และแนวทางการประเมินตัวชี้วัดที่ทางกระทรวงศึกษาธิการของไทยได้กำหนด และบรรยาย“เรียนรู้ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านห้องเรียนดิจิทัล” โดยอาจารย์ปิยนนท์มุมานะจิตต์ หนึ่งในทีม Teacher Trainerบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)

นอกจากนี้ ยังมีสำนักพิมพ์ที่ผลิตสื่อและให้บริการทางด้านการศึกษาระดับโลกอย่าง Oxford University Press มาร่วมเสวนา พร้อมวิทยากรรับเชิญพิเศษ ร่วมพูดคุยและแสดงความคิดเห็นกันในหัวข้อ “การเตรียมความพร้อมสู่หลักฐานสมรรถนะในสาระการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ” และบริษัทชั้นนำทางด้านการศึกษาในประเทศสิงคโปร์ อย่าง GRIP EDUTECH มาร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ“Understanding Student Differences and Incorporating Growth  Mindsetto Improve Classroom Teachings”พร้อมนำเสนอแพลตฟอร์มการเรียนรู้ เพื่อเป็นตัวช่วยให้สำหรับคุณครูผู้สอน สามารถเข้าใจถึงความแตกต่างของนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่แม่นยำในการวิเคราะห์และประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสำหรับการต่อยอดการเรียนการสอนสำหรับอนาคตได้อีกด้วย

ม.สวนดุสิต ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดทำคู่มือ ป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617352

ม.สวนดุสิต ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  จัดทำคู่มือ ป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล”

วันอังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมกับ กองแผนงานอาชญากรรม สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมจัดทำคู่มือการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบลประจำปี 2564 ขึ้น เพื่อพัฒนาเป็นคู่มือที่ต้นแบบด้านการป้องกันอาชญากรรม และเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติในการประสานงานระหว่างเครือข่ายประชาชน องค์กรภาครัฐ องค์กรภาคเอกชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังจะพัฒนาให้เป็นหลักสูตรการเรียนรู้เพื่ออบรมข้าราชการตำรวจ ผู้ปฏิบัติหน้าที่วิทยากรในการสร้างเครือข่ายอีกด้วย

การจัดทำคู่มือ เริ่มโดยการร่วมกันลงพื้นที่เก็บข้อมูลที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล จำนวน 2 สถานีและสถานีตำรวจภูธรภาค 1-9 ภาคละ 1 สถานี รวมเป็น 11 สถานีโดยแต่ละแห่งมีการคัดเลือกตัวแทนเพื่อเก็บข้อมูล ได้แก่ ผู้บังคับการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรจังหวัด จำนวน 1 คน ตัวแทนข้าราชการตำรวจวิทยากรต้นแบบ (ครู ก.) จำนวน 5 คนตัวแทนข้าราชการตำรวจวิทยากรสถานีตำรวจ (ครู ข.) จำนวน 5 คน ตัวแทนประชาชน (สมาชิกเครือข่ายฯ) จำนวน 5 คน ตัวแทนประชาชนทั่วไป จำนวน 5 คน ตัวแทนองค์กรภาครัฐ (หน่วยราชการ) ในพื้นที่ จำนวน 3 คน และตัวแทนองค์กรภาคเอกชนในพื้นที่ จำนวน 4 คน

ต้องไม่ทิ้งอดีต! ‘เอนก’โชว์วิสัยทัศน์ วางเป้าหมายไทยสู่ประเทศพัฒนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617440

ต้องไม่ทิ้งอดีต! 'เอนก'โชว์วิสัยทัศน์ วางเป้าหมายไทยสู่ประเทศพัฒนา

วันจันทร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 20.14 น.

“เอนก”โชว์วิสัยทัศน์ วางเป้าหมายรับนโยบายไทยสู่ประเทศพัฒนาแล้วในปี 2580 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้ประเทศต้องเดินด้วย 2 ขา ทั้งวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ควบคู่กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ย้ำต้องไม่ทิ้งอดีต เพื่อติดปีกสู่อนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “COVID-19 พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ใน “งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2564” ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิร์ด กรุงเทพฯ ว่า นโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นที่ต้องทำให้ไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในปี 2580 หรืออีก 16 ปีข้างหน้า นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยผูกมัดตัวเองด้วยนโยบายข้างต้น เป็นการทำแบบมีคำมั่นสัญญา เพื่อให้คนรุ่นหลังมีคุณภาพชีวิตที่ดี นำประเทศไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง เราไม่สามารถเป็นประเทศที่ที่พึ่งพิงแต่แรงงานราคาถูก ทรัพยากรธรรมชาติ หรือพืชผลทางการเกษตรอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะเกิดประโยชน์และทำให้สินค้าและบริการมีมูลค่าสูงขึ้นเป็นร้อยเป็นพันเท่า โดยตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด-19 ทำให้เห็นว่างานวิจัยสามารถตอบโจทย์ประเทศไทยได้เป็นอย่างดี เห็นช่องทางการทำธุรกิจแบบประเทศที่พัฒนาแล้ว บุคลากรนักวิจัยเกิดการตื่นตัวในการพัฒนาประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมเพื่อรองรับสถานการณ์การระบาดโควิด-19 อาทิ วัคซีนที่สัญชาติไทยที่กำลังจะสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้ ห้อง ICU ความดันลบ หน้ากากความดันบวก ชุด PPE เป็นต้น ซึ่งผลงานของนักวิจัยไทยสามารถผลิตในราคาที่ต่ำกว่า 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 10 ของราคาขายในตลาดโลก เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถพัฒนาเป็นธุรกิจสร้างผลิตผล และการบริการที่สำคัญต่อไปได้

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การพัฒนาประเทศ ต้องทำแบบเดิน 2 ขา คือ การทำวิจัยและนวัตกรรม ควบคู่กับการทำเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าสูง เช่น การท่องเที่ยวที่สะท้อนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยต้องทำงานวิจัย นวัตกรรม และถอดบทเรียนอย่างจริงจัง มีความเชื่อและความหวังในการมีอนาคตที่ดี ขณะเดียวกันต้องไม่ละเลยการศึกษาอดีต ประวัติศาสตร์ของประเทศ เพื่อผสานอดีตกับกระแสโลกาภวัฒน์ไปสู่อนาคต โดยประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ เข้าด้วยกัน

“วิกฤตโควิด-19 สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยมีความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น งานวิจัยถูกนำมาใช้ประโยชน์และตอบโจทย์อย่างมาก เราจึงสามารถผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 ได้ สะท้อนถึงความกล่าวที่ว่า Necessity is the mother of innovation หรือ ความจำเป็นทำให้เกิดนวัตกรรม ดังนั้น เราต้องร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2580 ให้ได้” รมว.อว.กล่าว

‘ตรีนุช’บุกสระบุรี-นครราชสีมารับฟังปัญหาการศึกษาแบบไม่ให้ตั้งตัวงดต้อนรับเอิกเกริก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617382

'ตรีนุช'บุกสระบุรี-นครราชสีมารับฟังปัญหาการศึกษาแบบไม่ให้ตั้งตัวงดต้อนรับเอิกเกริก

วันจันทร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.55 น.

รมว.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่สระบุรี-นครราชสีมา สุ่มติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย ศธ. ไม่แจ้งล่วงหน้างดต้อนรับเอิกเกริกเร่งรัดเปิดสอน on-site เสียงสะท้อนพื้นที่ขอลดภาระงานครู-โรงเรียนลงอีก ไม่ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินบ่อย

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่จังหวัดสระบุรี และจังหวัดนครราชสีมา โดยสุ่มตรวจเยี่ยมแบบไม่แจ้งล่วงหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)สระบุรี เขต 1 และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)สระบุรี พร้อมตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่โรงเรียนวัดบ้านหมาก สังกัด สพป.สระบุรี เขต 2 และ โรงเรียนปากช่อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.)นครราชสีมา

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตนได้ลงพื้นที่สุ่มตรวจ เพื่อติดตามการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 ) โดยมีผู้บริหารศธจ. สระบุรี ผอ.สพป.สระบุรีเขต 1 , รองผอ.สพป.สระบุรี เขต 2 และผู้อำนวยการ สพม. สระบุรี ร่วมสะท้อนภาพการจัดการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งในภาพรวมของจังหวัดสระบุรีมีสถานศึกษาทุกสังกัดรวม 358 แห่ง เปิดสอนในชั้นเรียนปกติแบบ on-site จำนวน 141 แห่งโดยที่โรงเรียนวัดบ้านหมาก เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 ถึง ประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 75 คน ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดสอน on-site แต่มีเป้าหมายจะเปิดสอนในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ซึ่งตนได้ขอให้เขตพื้นที่ฯ เร่งทำการประเมินความพร้อมของสถานศึกษา โดยลงลึกในเขตตำบล หรือ อำเภอ ที่ไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 เพื่อให้มีจำนวนสถานศึกษาที่เปิด on-site มากขึ้น เด็กจะได้ไม่เสียโอกาสในการเรียนรู้ เพราะถ้ายิ่งเปิดช้าเด็กก็จะยิ่งเสียโอกาส เราต้องปรับตัวทำงานเชิงรุกมากขึ้น และต้องปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัดเนื่องจากเราต้องอยู่ร่วมกับโควิด-19 ต่อไปอีกระยะ

“  การลงพื้นที่สุ่มตรวจเยี่ยมโดยไม่แจ้งล่วงหน้านี้เพื่อไม่ให้เตรียมการต้อนรับ และไม่ได้มาจับผิด แต่มาให้ขวัญกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน มารับฟังปัญหาอุปสรรคต่างๆว่าเมื่อหน่วยงานต้นสังกัดมีนโยบายลงมาแล้วผู้ปฏิบัติงานสามารถทำได้หรือไม่ มีปัญหาอะไร ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับเสียงสะท้อนจากครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา ว่า แม้ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการจะมีนโยบายลดภาระงานครู ลดภาระงานสถานศึกษา แต่ในความเป็นจริงครูและสถานศึกษายังมีภาระงานเยอะ  โดยงานโครงการต่างๆส่วนใหญ่มีคำสั่งมาจากส่วนกลาง ดังนั้นจึงอยากให้ภาระงานลดลงกว่านี้  ” รมว.ศธ.กล่าวและว่า การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ตนได้รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน จากครูโรงเรียนปากช่อง ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ สอนตั้งแต่ชั้น ม.1-ม.6 โดยครูต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการจัดอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพื่อจะได้นำมาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นี้ และไม่ควรปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การประเมินครูบ่อย

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้ตนจะลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานศึกษาสังกัด ศธ.ในจังหวัดต่างๆ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการติดตามนโยบาย และจัดทำมาตรการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากร  ตลอดจนแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองต่อ

เริ่มแล้ว! ‘มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2564’ ใต้แนวคิด ‘พลังงานวิจัย สู่ยุคใหม่แห่งอนาคต’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617304

เริ่มแล้ว! ‘มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2564’ ใต้แนวคิด ‘พลังงานวิจัย สู่ยุคใหม่แห่งอนาคต’

วันจันทร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.28 น.

กลับมาอีกครั้ง กับงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2564 หรือ Thailand Research Expo 2021 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “พลังงานวิจัย สู่ยุคใหม่แห่งอนาคต” เพื่อแสดงถึงพลังของงานวิจัยที่เป็นกลไกเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลและการวางแผนปฏิบัติทำให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยี ถือเป็นเวทีระดับชาติที่นำเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงการบูรณาการองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศทั้งมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม/ชุมชน และพาณิชย์/อุตสาหกรรม ซึ่งจัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ คัดผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 500 ผลงาน มาให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ได้มาเรียนรู้อย่างใกล้ชิดขึ้น ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ระหว่างวันที่ 22 – 26 พ.ย.นี้ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนกเหล่าธรรมทัศน์รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “COVID-19 พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ว่า“งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2564 ในครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 16 ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง วช.และประชาคมวิจัยทั่วประเทศ อว.ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีในการเสนอแนวทาง การขับเคลื่อนประเทศสู่ประเทศเจริญแล้วภายในปี พ.ศ.2580 หรือ อีก16 ปีข้างหน้า โดยใช้วิจัยและนวัตกรรม โดยจะต้องทำแบบมี Commitment เพื่อให้คนรุ่นหลังมีคุณภาพชีวิตที่ดี นำประเทศไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง เราไม่สามารถพึ่งเศรษฐกิจและทรัพยากรพืชผล ได้อย่างเดียวได้ แต่ต้องอาศัยวิจัยและนวัตกรรม จะเกิดประโยชน์เป็นร้อยเป็นพันเท่า โดยตั้งแต่COVID-19 ได้เข้ามามีบทบาท ทำให้เห็นว่างานวิจัยสามารถตอบโจทย์ประเทศไทยเป็นอย่างดี เห็นช่องทางการทำธุรกิจแบบประเทศที่เจริญแล้ว บุคลากรนักวิจัยเกิดการตื่นตัวในการพัฒนาประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมเพื่อรองรับสถานการณ์การระบาดโควิด-19 อาทิ ห้อง ICU ความดันลบ วัคซีนที่กำลังจะใกล้ใช้งานในอนาคตอันใกล้นี้ เป็นต้น ซึ่งผลงานของนักวิจัยไทยสามารถผลิตในราคาที่ต่ำกว่า 5 ถึง 10 เท่า ของผู้ผลิตในตลาดโลก เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถพัฒนาเป็นธุรกิจสร้างผลิตผล และการบริการที่สำคัญต่อไปได้”

ในการนี้ รมว.อว.ได้เสนอให้งานวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ ต้องทำแบบเดิน 2 ขา คือ การทำวิจัยและนวัตกรรม ควบคู่กับการทำเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ สะท้อนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม นิเวศน์ของประเทศ โดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดยเน้นย้ำว่า ควรเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยการทำงานและถอดบทเรียนอย่างจริงจัง มีความเชื่อและความหวังในการมีอนาคตที่ดี ขณะเดียวกันต้องไม่ละเลยการศึกษาอดีต ประวัติศาสตร์ของประเทศ เพื่อผสานอดีตกับกระแสโลกไปสู่อนาคต   โดยประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ เข้าด้วยกัน

“ในยุคโควิด-19 สะท้อนให้เห็นสังคมไทยที่เข้มแข็ง และยืดหยุ่น งานวิจัยถูกนำมาใช้ประโยชน์และตอบโจทย์อย่างมากต่อประเทศ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไปได้มาก ด้วยการร่วมมือกัน เราจึงสามารถผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 ได้ โดยเราต้องทำงานแบบ Necessity is the mother of innovation (ความจำเป็น เป็นมารดาของการประดิษฐ์คิดค้น )ในหัวใจ ไม่เพียงแค่ทำงานในสาขาวิชาของตน แต่ต้องบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ประเทศที่เจริญแล้วภายในปี พ.ศ.2580 ให้ได้” รมว.อว. กล่าว

มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2564 ปีนี้ วช. ได้นำประเด็นตามนโยบาย และยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงนโยบายของรัฐและประเด็นที่เป็นปัญหา ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกที่ได้เผชิญวิกฤตการการระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 มากำหนดเป็นธีมในการนำเสนอผลงาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 หัวข้อ ดังนี้ 1) งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ 2) งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคมและสิ่งแวดล้อม 3) งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 4) งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ 5) งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อน BCG Model 6) งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และ 7) งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์โรคอุบัติใหม่ พร้อมทั้งนำเสนอนิทรรศการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งการวิจัยไทยและนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 และนิทรรศการเทิดพระเกียรติฉายพระอัจฉริยะภาพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมถึงนิทรรศการการนำเสนอข้อมูลและผลงานจากเครือข่ายในวิจัยทั่วประเทศในรูปแบบไฮบริด โดยมีการจัดประชุมสัมมนาด้วยระบบออนไลน์กว่า 100 หัวข้อ และสามารถชมนิทรรศการได้ในรูปแบบ Visual Exhibition ที่จำลองบรรยากาศงานผ่านแพลตมฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการ Live ในแต่ละวัน นอกจากนี้ภายในงานยังจัดให้มีการมอบสุดยอดผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลเกียรติยศ Platinum Award ซึ่งจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพ ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน

นับเป็นทศวรรษของรางวัลอันทรงเกียรตินี้ อีกทั้งยังให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ จึงจัดให้มีนิทรรศการชุมชนเข้มแข็ง ด้วยวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และกิจกรรมในภาคการประชุมยังมีหัวข้อที่หลากหลายทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำหรับ MASCOT ในปีนี้ ได้แก่ “น้องวิจัย” ซึ่งเป็นหุ่นยนต์นักวิจัยแบบซูเปอร์ฮีโร่ทางการแพทย์ เพื่อเป็นการยกย่อง ทีมนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ หมอและบุคลากรทางการแพทย์ที่นำเอาความรู้ที่มีจากงานวิจัยมาพัฒนาสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ ในการดูแลรักษาช่วยเหลือผู้คนในช่วงโควิด-19 พร้อมเปิดตัว “ทูตวิจัย” ประจำปี 2564 “เพื่อน คณิน ชอบประดิถ” เป็นตัวแทนพลังคนรุ่นใหม่ที่มีความช่างสังเกต เรียบง่าย และสามารถเข้าถึงงานวิจัยใกล้ตัวได้

การจัดงานในปีนี้ วช. ได้มีการบริหารจัดการตามแนวปฏิบัติที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ซึ่งเป็นไปตามมาตรการความปลอดภัยสำหรับองค์กร หรือ Covid Free Setting ได้รับการร่วมมืออย่างดียิ่งจากหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยและนวัตกรรมทั่วประเทศในการร่วมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน ด้วยความตั้งใจที่ วช. จะส่งต่อผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ในรูปแบบผสมผสานที่ทำให้ผู้เข้าร่วมงานทั้งในรูปแบบ Online และ Onsite สามารถเข้าถึงงานวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างปลอดภัย

-(016)

‘ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช’ ศิลปิน25ประเทศร่วมแสดงผลงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617163

‘ไทยแลนด์เบียนนาเล่โคราช’  ศิลปิน25ประเทศร่วมแสดงผลงาน

วันจันทร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เปิดตัว โครงการการแสดงศิลปกรรมนานาชาติ “Thailand Biennale, Korat 2021” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Butterflies Frolicking on the mud” ใช้ชื่อภาษาไทย“เซิ้งสิน ถิ่นย่าโม” ที่ จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 18 ธ.ค. 2564-31 มี.ค 2565 รวมระยะเวลา 4 เดือน โดย นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการแสดงศักยภาพของวงการศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของประเทศไทย ที่ก้าวสู่ระดับนานาชาติ

ซึ่งงานศิลปะร่วมสมัยเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่สามารถสร้างความสนใจในการเผยแพร่วัฒนธรรม การสร้างองค์ความรู้ และสร้างจินตนาการ และประเด็นสำคัญคือการสร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจในชาติ รวมถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยการจัดงานครั้งนี้รัฐบาลมุ่งเน้นให้เกิดการกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานทางศิลปะร่วมสมัยเพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวอุตสาหกรรมในพื้นที่ สร้างงานสร้างอาชีพให้ท้องถิ่น และสามารถสร้างการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

นายอิทธิพล เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้มีศิลปินทั้งชาวไทยและต่างชาติ จำนวน 53 คน จาก 25 ประเทศ ตอบรับเข้าร่วมสร้างสรรค์ผลงานในพื้นที่ต่างๆรูปแบบศิลปะจัดวางเฉพาะพื้นที่ โดยศิลปินได้สร้างแรงบันดาลใจ สร้างผลงานศิลปะร่วมสมัย ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องของธรรมชาติและสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งจะมีการติดตั้งศิลปะถาวร จำนวน 8 ชิ้น และผลงานชั่วคราว กึ่งถาวรรวม 45 ชิ้นงาน

โดยผลงานจะจัดแสดงในพื้นที่ 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมือง ได้แก่ Art gallery and exhibition, สวนน้ำบุ่งตาหลั่วเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน, สวนสัตว์นครราชสีมา, ลานอนุสาวรีย์
ท้าวสุรนารี (ย่าโม), TK park ข้างวัดพายัพ,หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.9, พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน และวัดพายัพ ส่วนที่ อ.พิมาย ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย, อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย, กุฏิฤาษี และบริเวณหอนาฬิกา และ อ.ปากช่อง ได้แก่ หอศิลป์พิมานทิพย์

“มีไฮไลต์สำคัญ โดยการอัญเชิญภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และผลงานศิลปะของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีมาจัดนิทรรศการ แสดงถึงถึงพระอัจฉริยภาพด้านงานศิลปะ การออกแบบ ตลอดจนผลงานของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินร่วมสมัย และศิลปินนานาชาติ หลากหลายสาขามาจัดแสดงภายในงานโครงการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยนานาชาติจังหวัดนครราชสีมา อีกด้วย” รมว.วัฒนธรรม กล่าว

นายชูศักดิ์ ชุนเกาะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ชาวโคราชต่างตื่นตัวกับการได้รับโอกาสการเป็นเจ้าภาพจัดงานที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจังหวัดได้สร้างการรับรู้ถึงการเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับนักท่องเที่ยว ยิ่งในช่วงสภาพอากาศเย็นสบายนี้ เหมาะแก่การชมงานศิลปะร่วมสมัยอย่างยิ่ง โดยขณะนี้ได้มีการติดตั้งผลงานของศิลปินใน 3 พื้นที่จัดงานแล้ว ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไปชมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจังหวัดยังได้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านการอำนวยความสะดวก ด้านการเดินทางคมนาคม

ปรับภูมิทัศน์ถนนหนทางต่างๆ ป้ายบอกทาง รวมถึงการจัดมาตรการด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว โดยจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลพื้นที่จัดงานกว่า 1,200 นาย ส่วนมาตรการดูแลการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้เร่งทำการฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่ประชาชนในจังหวัด กว่า 2 ล้านโดส หรือ ประมาณร้อยละ 50 ของประชากร ตั้งเป้าภายในเดือนพ.ย.นี้ จะฉีดเพิ่มได้กว่าร้อยละ 70 เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในพื้นที่ อีกทั้งยังได้จัดเตรียมทีมอาสาสมัครประสานการทำงานกับทุกภาคส่วนรองรับการจัดกิจกรรมตลอด 4 เดือน

ยูโกะ ฮาเซงาวะ ภัณฑารักษ์โครงการการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยนานาชาติฯ กล่าวว่า เป้าหมายของการจัดงาน มุ่งสร้างการรับรู้งานศิลปะร่วมสมัยในพื้นที่ จ.นครราชสีมา นำเสนอแนวคิดด้านนิเวศวิทยาของภูมิภาค รักษาและสร้างสรรค์ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ มุ่งค้นศักยภาพของสถานที่ต่างๆ ทั้งมหาวิทยาลัย วัดวาอาราม พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ และชุมชนที่เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผา ผ้าไหม ตามแนวคิดหลักการมีส่วนร่วม ได้เสียร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมุ่งหมายให้การจัดแสดงผลงานศิลปะในครั้งนี้ เป็นนิทรรศการซึ่งจัดแสดง ผลงานศิลปะที่จะพาผู้ชมเข้าไปรับรู้ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้น เพื่อมองปัญหาจากภายในสู่ภายนอก และมีส่วนร่วมในการตอบสนองต่อสถานการณ์ อีกทั้งชักชวนให้ตั้งคำถามเพื่อหาทางออกด้วยแนวทางใหม่ๆ และให้เกิดการเยียวยาทางจิตใจของผู้ชมระหว่างการรับชมผลงานด้วย

‘โซเชียลมีเดีย’สื่อใหม่ยุคดิจิทัล ประโยชน์มีมาก..แต่โทษก็ไม่น้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617164

‘โซเชียลมีเดีย’สื่อใหม่ยุคดิจิทัล  ประโยชน์มีมาก..แต่โทษก็ไม่น้อย

วันจันทร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“โซเชียลมีเดีย (Social Media)” หรือสื่อสังคมออนไลน์ เป็นสื่อใหม่ที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ข้อมูลข่าวสารมักถูกเผยแพร่ผ่านองค์กรที่ประกอบกิจการสื่อมวลชน (Mass Media) แต่ปัจจุบันองค์กรต่างๆ ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน ไปจนถึงบุคคลทั้งที่มีชื่อเสียงและคนทั่วไปสามารถสื่อสารกันเองได้โดยตรง โซเชียลมีเดียถูกนำไปใช้งานอย่างหลากหลายทั้งการสื่อสาร การซื้อ-ขายสินค้าและบริการ ไปจนถึงการเรียนการสอนทางออนไลน์

“หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วจะเป็นของยุคอุตสาหกรรม สื่อที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือโทรทัศน์ ดังนั้นทุกบ้านจะต้องมีมากกว่า 1 เครื่อง ซึ่งเห็นได้จากทุกคนรีบกลับบ้านเพื่อดูละครตอนจบ หลังจาก Social Media ได้เข้ามามีบทบาทต่อสังคมโลกเป็นอย่างมาก โดยตอนที่อยู่ในยุคของMass Media จะได้ยินคำว่าสังคมเกิดขึ้น เพราะเป็นการรวมกลุ่มก้อนของประชาชนทำให้เกิดสังคม แต่ในปัจจุบันความเป็นสังคมหายไปและมีความเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้น ซึ่งการสื่อสารเริ่มจะมีความเฉพาะมากขึ้น จึงทำให้การขับเคลื่อนของเด็กรุ่นใหม่ล้วนแต่เรียกร้องให้ตัวเองเป็นหลัก มากกว่าที่จะเรียกร้องภายใต้ขององค์กรหรือสังคม”

ผศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม หัวหน้ากลุ่มสาขาวิชาวิทยุและโทรทัศน์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในวงเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “Social Media ปัจจัยที่ 5 หรือดาบสองคม” จัดโดยเฟซบุ๊คแฟนเพจ “Net PAMA : เน็ต ป๊าม้า” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งข้อสังเกตถึงอิทธิพลของสื่อใหม่ที่ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป

ผศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าวต่อไปว่า “เมื่อคนอยู่ใน Social Media จำนวนมากจะทำให้ความเป็นสังคมหายไป และคนจะอยู่กับตัวเองมากขึ้นจึงทำให้ทักษะชีวิตขาดหายไป ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อการใช้ชีวิตในสังคม” โดยเฉพาะยิ่งจะเห็นได้ชัดในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ทั้งไทยและต่างประเทศมีอัตราการฆ่าตัวตายและภาวะซึมเศร้าสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการรักษาระยะห่างยิ่งทำให้คนอยู่ห่างจากสังคมมากขึ้น และ Social Media ที่ทำให้คนห่างจากสังคมอยู่แล้วก็ยิ่งทำให้ห่างจากสังคมหนักเพิ่มขึ้นไปอีก

“ผู้ปกครองจะต้องเปลี่ยนความคิดในการออกคำสั่งกับลูก แต่จะต้องเรียนรู้ไปกับลูกด้วย ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกและผู้ปกครองแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แต่เมื่อ Social Media เป็นโลกที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันไม่ว่าอย่างไรเด็กย่อมมีโอกาสที่จะถูกกลั่นแกล้ง และผู้ปกครองไม่สามารถตามไปปกป้องลูกจากการถูกกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ จึงต้องเตรียมความพร้อมให้ลูก สอนให้เข้าใจว่ามีโอกาสเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ให้ลูกแก้ปัญหาอย่างมีสติ และรวบรวมหลักฐาน นอกจากนี้สิ่งสำคัญในการปลูกฝังคือให้เด็กรู้จักสิทธิของตนเอง เพื่อให้ลูกใช้สิทธิของตนเองได้อย่างไม่รุกล้ำผู้อื่น ขณะเดียวกันก็สามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้” ผศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าว

ด้าน นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัจจุบันรูปแบบสื่อเปลี่ยนไปมาก และสื่อมีการพัฒนาตลอด จากแบบ 1 คนต่อ 1 คน จนมาสู่ปัจจุบันที่เป็นแบบหลายๆ คนเชื่อมโยงใยไปหลายๆ คน และอนาคตจะพัฒนาต่อไปอีก จึงทำให้ปัจจุบันเรื่องราวและคำศัพท์เฉพาะต่างๆ มีมากขึ้น เช่น คำว่า “โฟโม (FOMO)” ย่อมาจาก “Fear Of Missing Out” หมายถึง ภาวะ “กลัวตกข่าว” หรือกลัวการตกกระแสสังคม ซึ่งในอดีตคนสามารถทนรอข่าวสารได้ แต่คนในปัจจุบันไม่สามารถทนรอได้

และคำว่า “Phubbing” ที่หมายถึง“สังคมก้มหน้า” โดยที่ไม่สนใจผู้อื่น ซึ่งในอดีตไม่มีให้เห็นเนื่องจากเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า แต่พอมีโซเชียลมีเดียเข้ามาทำให้คนติดหน้าจอมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ลดทอนความสำคัญของผู้คนที่อยู่ตรงหน้าและให้ความสนใจผู้คนที่อยู่ในโซเชียลมีเดียมากขึ้น จึงทำให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของคนในสังคมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนเจเนอเรชั่นใหม่ๆ มีการยึดติดในเรื่องความมั่นใจในตัวเอง ความภาคภูมิใจในตัวเอง และการยอมรับจากสังคมผ่านทางโซเชียลมีเดีย

“เรื่องของการสื่อสารของคนเจเนอเรชั่นใหม่ๆ จะไม่เหมือนในเจเนอเรชั่นเก่าๆ เนื่องจากคนในอดีตยังไม่รู้จักโซเชียลมีเดีย จึงมองว่าโซเชียลมีเดียเป็นแค่ของเล่นชิ้นหนึ่ง และเป็นแค่ส่วนต่อขยายของการสื่อสาร แต่คนรุ่นใหม่มองว่าเป็นช่องทางสื่อสารหลักของชีวิตรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่ส่วนต่อขยายและของเล่นแบบคนรุ่นเก่า จึงทำให้ผู้ปกครองกับลูกหลานมีการถกเถียงกันในเรื่องของวิธีการใช้งานโซเชียลมีเดีย” นพ.วรตม์ ระบุ

โฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อไปถึงงานวิจัยที่พบว่า “เมื่อคนอยู่ในโซเชียลมีเดียมากขึ้น เป็นการเปิดช่องทางให้รับรู้เรื่องราวเชิงลบมากขึ้นและอารมณ์เชิงลบในโซเชียลมีเดียสามารถติดต่อกันได้ จึงทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น” นอกจากนี้ยังส่งผลทางอ้อมด้วย เช่น ความอิจฉากัน พักผ่อนได้น้อยลง ลูกทะเลาะกับผู้ปกครอง และผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลลูก “แต่อีกด้านหนึ่ง..หากใช้ในทางที่ถูกจะเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ในการหาความรู้ต่างๆ” ทำให้เป็นคนที่รอบรู้ในสังคม

“ผู้ปกครองต้องค่อยๆ สอนและเรียนรู้พร้อมกับลูก โดยการนำเอาตัวอย่างข่าวบนโลกออนไลน์แล้วมาพุดคุยกัน นอกจากนี้ปัญหา Cyberbullying (การรังแกหรือระรานทางออนไลน์) ยังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเด็ก ผู้ปกครองจึงต้องให้ลูกรับรู้ก่อนว่าโซเชียลมีเดียที่กำลังใช้มีความเสี่ยงที่จะกลั่นแกล้งกันได้” นพ.วรตม์ กล่าว

นักวิจัยไทยจาก‘สทน.’คว้ารางวัลยอดเยี่ยม สภาความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ภูมิภาคเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617162

นักวิจัยไทยจาก‘สทน.’คว้ารางวัลยอดเยี่ยม  สภาความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ภูมิภาคเอเชีย

วันจันทร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) กล่าวว่า แม้ความรู้ความเข้าใจของคนในประเทศไทยเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ ตลอดจนความเชื่อมั่นในการกำกับดูแลกิจการด้านนี้ จะมีความเห็นแตกต่างกันอย่างหลากหลาย แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ 60 ปี นับตั้งแต่มีการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์เข้ามาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย และมีผลงานวิจัยในสาขาต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ในระดับนานาชาติ สถานะของประเทศไทยจึงได้รับความเชื่อถืออย่างมากในด้านผลงานวิจัย และการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม และคุณภาพชีวิตที่ดีกับประชาชนในประเทศ
ซึ่งล่าสุดที่ประชุมสภาความร่วมมือทางด้านนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชีย (Forum for Nuclear Cooperation in Asia :
FNCA) องค์กรความร่วมมือด้านการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชีย โดยมีสมาชิก 12 ประเทศ ได้จัดให้มีการประกาศผลรางวัล FNCA Breakthrough Prize2021ให้กับนักวิจัยจากประเทศสมาชิกที่มีโครงการวิจัยหรือผลงานทางวิชาการโดดเด่นตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2016-2021)

ซึ่งในปีนี้ที่ประชุม FNCA ได้มอบรางวัลให้แก่ ดร.พิริยาธร สุวรรณมาลา รองผู้อำนวยการ สทน. ให้ได้รับรางวัล “นักวิจัยยอดเยี่ยม” The best researcher จากโครงการวิจัยด้าน Radiation Processing and Polymer Modification for Agricultural, Environmental and Medical Applications โดยเป็นการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาเปลี่ยนสมบัติ
พอลิเมอร์จากธรรมชาติ คือ แป้งมันสำปะหลัง จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ พอลิเมอร์ดูดซึมน้ำสูง (Superwater absorbent : SWA) สามารถดูดซึมน้ำได้สูงกว่า 200 เท่า เมื่อเทียบกับน้ำหนักตั้งต้น และ สทน.ได้นำผลงานวิจัยนี้ไปใช้จริงในภาคการเกษตรถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากที่ นักวิจัยจาก สทน. และประเทศไทย ได้รับรางวัลนี้

สำหรับ ดร.พิริยาธร ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ สทน. เปิดใจหลังจากได้ทราบว่า FNCA คัดเลือกให้เป็นนักวิจัยยอดเยี่ยมจากผลงานวิจัย Radiation Processing and Polymer Modification ซึ่งพิจารณาจากผลงานตลอด 5 ปีที่ผ่านมาว่า รู้สึกยินดีและภูมิใจมากที่ได้รับการพิจารณาให้ได้รับรางวัลในปีนี้สำหรับขั้นตอนการพิจารณาผลงานมีของคณะกรรมการ ผู้เข้ารับการพิจารณาจะต้องได้รับการเสนอชื่อจาก Project leader ของแต่ละประเทศที่สอดคล้องกับ 7 สาขาที่ทาง FNCA กำหนด

โดยแต่ละโครงการเสนอชื่อโครงการละ 3 คน รวมจำนวน 21 คน และต้องเป็นโครงการวิจัยที่เคยได้รับรางวัล Excellent Research Team Award ซึ่ง สทน.เคยได้ในปี 2016 เมื่อเสนอเอกสารหลักฐาน ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ผลงานของตนผ่านมติจากประเทศสมาชิกให้ได้เข้ารับการพิจารณาในรอบที่ 2 ซึ่งเหลือนักวิจัยในรอบนี้ 7 ท่าน เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณา จากวิธีวิจัย (method) ที่พัฒนาขึ้นให้ประเทศสมาชิกนำไปใช้ในการอ้างอิงสำหรับออกแบบการทดลองไม่ว่าจะเป็น lab test, pot test และ field test รวมถึงการทำ pilot plant

โดยที่ FNCA ไม่ได้จัดสรรงบวิจัยจากงานวิจัยให้ โดยในปีแรกใช้เงินงบประมาณส่วนหนึ่งจากเงินงบประมาณสนับสนุนนักวิจัยใหม่จาก สวทช.และปีต่อๆ มาก็จัดสรรจากงบประมาณที่ สทน.ได้รับในส่วนงานวิจัย เพื่อดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่องทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่เชื่อว่าคณะกรรมการใช้พิจารณา คือ การนำผลงานไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ และการนำไปใช้จริง ซึ่ง สทน. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล บริษัท มิตรผล จำกัด รวมทั้งพื้นที่ของเกษตรกรกรรมอีกหลายแห่ง

นอกจากความรู้ความสามารถแล้ว ดร.พิริยาธร ยังกล่าวด้วยว่า ไม่มีความสำเร็จไหนเกิดขึ้นได้จากคนเพียงคนเดียว
โครงการนี้ก็เช่นเดียวกัน สทน.มีทีมงานที่ดี การมีเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และที่สำคัญเราตั้งใจให้ผลงานวิจัยของเราไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ ต้องขอบคุณผู้มีส่วนร่วมกับรางวัลนี้ทุกคนซึ่งปัจจุบัน ดร.พิริยาธร ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ สทน. ดูแลงานด้านการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และยังเป็น FNCA project leader ของประเทศไทยด้วย

สำหรับรางวัล “นักวิจัยยอดเยี่ยม” ที่ ดร.พิริยาธรได้รับในครั้งนี้ จะมีการประกาศเกียรติคุณอีกครั้งหนึ่ง ในการประชุม FNCA ครั้งที่ 22 ซึ่งเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม 2564 อีกครั้ง อนึ่ง เมื่อปี 2016 และปี 2018 สทน.เคยได้รับรางวัลจาก FNCA ในประเภท Excellent Research Team Award มาแล้ว 3 รางวัล จากโครงการ การพัฒนาพอลิเมอร์โดยใช้กระบวนการทางรังสี (Radiation Processing and Polymer Modification) โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และอีก 2 รางวัลจากโครงการความปลอดภัยด้านรังสี และการจัดการกากกัมมันตรังสี (Radiation Safety & Radio Waste Management) ของศูนย์จัดการกากกัมมันตรังสี