ผศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าวต่อไปว่า “เมื่อคนอยู่ใน Social Media จำนวนมากจะทำให้ความเป็นสังคมหายไป และคนจะอยู่กับตัวเองมากขึ้นจึงทำให้ทักษะชีวิตขาดหายไป ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อการใช้ชีวิตในสังคม” โดยเฉพาะยิ่งจะเห็นได้ชัดในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ทั้งไทยและต่างประเทศมีอัตราการฆ่าตัวตายและภาวะซึมเศร้าสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการรักษาระยะห่างยิ่งทำให้คนอยู่ห่างจากสังคมมากขึ้น และ Social Media ที่ทำให้คนห่างจากสังคมอยู่แล้วก็ยิ่งทำให้ห่างจากสังคมหนักเพิ่มขึ้นไปอีก
“ผู้ปกครองจะต้องเปลี่ยนความคิดในการออกคำสั่งกับลูก แต่จะต้องเรียนรู้ไปกับลูกด้วย ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกและผู้ปกครองแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แต่เมื่อ Social Media เป็นโลกที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันไม่ว่าอย่างไรเด็กย่อมมีโอกาสที่จะถูกกลั่นแกล้ง และผู้ปกครองไม่สามารถตามไปปกป้องลูกจากการถูกกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ จึงต้องเตรียมความพร้อมให้ลูก สอนให้เข้าใจว่ามีโอกาสเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ให้ลูกแก้ปัญหาอย่างมีสติ และรวบรวมหลักฐาน นอกจากนี้สิ่งสำคัญในการปลูกฝังคือให้เด็กรู้จักสิทธิของตนเอง เพื่อให้ลูกใช้สิทธิของตนเองได้อย่างไม่รุกล้ำผู้อื่น ขณะเดียวกันก็สามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้” ผศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าว
โดยแต่ละโครงการเสนอชื่อโครงการละ 3 คน รวมจำนวน 21 คน และต้องเป็นโครงการวิจัยที่เคยได้รับรางวัล Excellent Research Team Award ซึ่ง สทน.เคยได้ในปี 2016 เมื่อเสนอเอกสารหลักฐาน ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ผลงานของตนผ่านมติจากประเทศสมาชิกให้ได้เข้ารับการพิจารณาในรอบที่ 2 ซึ่งเหลือนักวิจัยในรอบนี้ 7 ท่าน เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณา จากวิธีวิจัย (method) ที่พัฒนาขึ้นให้ประเทศสมาชิกนำไปใช้ในการอ้างอิงสำหรับออกแบบการทดลองไม่ว่าจะเป็น lab test, pot test และ field test รวมถึงการทำ pilot plant