มข.รับนโยบาย อว.ร่วม 8 มหาวิทยาลัย หนุน U2T สร้างชุมชนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617169

มข.รับนโยบาย อว.ร่วม 8 มหาวิทยาลัย หนุน U2T สร้างชุมชนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 22.02 น.

มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผนึก 8 มหาวิทยาลัยทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดประชุมสัมมนาวิชาการ การสร้างชุมชนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability for all) เพื่อถอดสรุปบทเรียน University to Tambon (U2T) สู่ความยั่งยืน โดยมี ร.ศ. นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงาน ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวเปิดงาน ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีผู้ว่าราชการ 15 จังหวัด ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครพนม บึงกาฬ มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี ผู้นำส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ นักศึกษา ผู้ถูกจ้างงาน วิสาหกิจ และประชาชนร่วมงานกว่า 100 คน ณ Hall 1 – 3 ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ขอนแก่น และการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ร.ศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ตามที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้ดำเนินโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2563 มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นหน่วยบูรณาการโครงการ (System Integrator) การจ้างงาน การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่มีความครอบคลุมในประเด็นต่างๆ ตามปัญหาและความต้องการของชุมชน และการจัดทำข้อมูลขนาดใหญ่ของชุมชน (Community Big Data) การบริหารโครงการ ประกอบด้วย การจ้างงาน 20 อัตราต่อตำบล และการดำเนินกิจกรรมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ ตามศักยภาพและความต้องการของพื้นที่ โดยดำเนินการใน 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ ด้านการพัฒนาสัมมาชีพและสร้างอาชีพ การสร้างและพัฒนา Creative Economy การส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม/Circular Economy และ การนำองค์ความรู้ไปบริการชุมชน รวมทั้งกิจกรรมฝึกอบรมพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพในอนาคตให้แก่ผู้ได้รับการจ้างงาน ภายใต้โครงการนี้ กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 11 เดือน (กุมภาพันธ์ – ธันวาคม 2564) มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับผิดชอบจำนวน 135 ตำบล ใน 13 จังหวัด และเป็นแม่ข่ายขับเคลื่อนการดำเนินงานของเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคอีสานตอนบน รวม 395 ตำบล เกิดการจ้างงงานคนในพื้นที่ ตำบลละ 20 คน รวมจำนวน 7,900 คน แบ่งเป็นประเภท นักศึกษา จำนวน 1,975 คน บัณฑิตจบใหม่ จำนวน 3,950 คน และประชาชน จำนวน 1,975 คน ในการดำเนินงานดังกล่าว ได้เกิดการดำเนินงานร่วมกันอย่างบูรณาการจากหลายหน่วยงาน ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนในพื้นที่ สถาบันอุดมศึกษาเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 9 แห่ง รวม มหาวิทยาลัยขอนแก่น และส่วนงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีการดำเนินงานโครงการมาแล้ว 10 เดือน จนถึงปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อเป็นการนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการฯ ในระยะที่ผ่านมา รวมทั้งการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ สิ่งประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานโครงการฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะแม่ข่ายฯ จึงกำหนดจัดการประชุมสัมมนาวิชาการ “การสร้างชุมชนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability for all) : การถอดบทเรียน University to Tambon (U2T) สู่ความยั่งยืน

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า เพื่อให้ทุกตำบลได้นำเสนอผลการดำเนินงานโครงการ U2T ในระยะที่ผ่านมา รวมถึงได้จัดแสดงผลงานเสนอผลงาน สิ่งประดิษฐ์ หรือนวัตกรรม ที่เกิดขึ้นจากการบูรณาการความมือในการจัดกิจกรรมยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบล ได้เห็นความตั้งใจและความเสียสละ ในการขับเคลื่อนโครงการ U2T ครั้งนี้ จะเห็นว่าผลการดำเนินงานของโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของมหาวิทยาลัย ไปช่วยในการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ผ่านการจ้างงาน สร้างรายได้ ที่ได้รับจากการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยหรือภูมิปัญญาชาวบ้านต่างๆ ก็สามารถทำประโยชน์ให้กับชุมชนบ้านเกิดและพร้อมที่จะพัฒนาสู่การเป็นตำบลที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (U2T) ได้เข้าไปแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจในระดับชุมชน ทั้งด้านการสร้างงาน การพัฒนาอาชีพในชุมชน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชน สนับสนุนให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยเป็นไปตามศักยภาพและความต้องการของชุมชน หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน มหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยเครือข่ายอีสานตอนบน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น จักได้ร่วมมือกันฟื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นกำลังหลักพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนอีสานได้อย่างแท้จริง

I AM KRU เสริมสร้างพลัง ร่วมสู่สังคมสร้างสรรค์ของคนสอน24 พ.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616963

I AM KRU เสริมสร้างพลัง ร่วมสู่สังคมสร้างสรรค์ของคนสอน24 พ.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 11.53 น.

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 และทางกองทุนฯ มีวิสัยทัศน์ภาพอนาคตในปี 2566 ว่า “เด็ก เยาวชน และ ประชาชน ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส ทุกคนมีโอกาสพัฒนาตนเองตามศักยภาพและเข้าถึงการศึกษาที่มี คุณภาพ” มีการ“สร้างเสริมการจัดการเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครูและ หน่วยจัดการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง” จึงเป็นที่มาให้สํานักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา ได้จัดทําเว็บไซต์เพื่อการสื่อสารขึ้น ชื่อว่า I AM KRU โดยจะมีการเปิดตัว ในวันที่ 24 พ.ย.นี้ เพื่อเสริมสร้างพลังร่วม สู่สังคมสร้างสรรค์ของคนสอน

“ iamkru.com เว็บไซต์ใหม่เพื่อการพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครูและสถานศึกษา จะเป็นแหล่งความรู้สังคมออนไลน์ เกิดการสื่อสารสู่สาธารณะไปยังกลุ่มเป้าหมาย พร้อมสนับสนุนให้เกิดการสร้างพลังรากฐานความรู้ของสังคมคนสอนให้ยั่งยืน มั่นคง สามารถต่อยอดและ ขยายกลุ่มเป้าหมายให้มีองค์ความรู้ที่หลากหลาย “รศ.ดร.ดารณี กล่าว

ทั้งนี้ ขอเชิญเข้าร่วมงานเปิดตัวเว็บไซต์ I AM KRU เพื่อเสริมสร้างพลังร่วม สู่สังคมสร้างสรรค์ของคนสอน ในวันพุธที่ 24 พฤศจิกายน 2564 ตั้งแต่เวลา 14.30 – 16.30 น. สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อเข้าร่วมงานด้วยระบบ Zoom ได้ที่ https://us02web.zoom.us/meeting/register/tZApdOChrDMpEtcxEzwocorQjheg5x-T2XeP

ม.เกริก ผนึกมหาวิทยาลัยชั้นนำไทย-จีน จัดประชุมวิชาการฯ หวังสร้างนักวิจัยคนรุ่นใหม่รู้เท่าทันโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616955

ม.เกริก ผนึกมหาวิทยาลัยชั้นนำไทย-จีน จัดประชุมวิชาการฯ หวังสร้างนักวิจัยคนรุ่นใหม่รู้เท่าทันโลก

วันเสาร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 10.44 น.

มหาวิทยาลัยเกริกจับมือมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยและจีน จัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านจีนศึกษา รูปแบบออนไลน์ หวังสร้างนักวิจัยคนรุ่นใหม่รู้เท่าทันโลก สร้างเสถียรภาพด้านการศึกษา เศรษฐกิจและสังคม

20 พฤศจิกายน 2564 ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านจีนศึกษา ครั้งที่ 3 ประจำปี 2564 ภายใต้หัวข้อ “จีนศึกษาภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่” ในรูปแบบออนไลน์ ณ ศูนย์ประชุมวิชาการนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกริก โดยมีคณะผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยเกริก มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมในพิธีดังกล่าว

ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก เปิดเผยว่า การจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านจีนศึกษา เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกริกและมหาวิทยาลัยทั้งในไทยและจีน เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมมือกันทางด้านวิชาการขององค์กรทางการศึกษา รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักวิจัย นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญได้นำเสนอเผยแพร่ผลงานที่มีคุณภาพ ผลักดันด้านการเรียนการสอนภาษาจีนและงานวิจัยด้านจีนศึกษาในประเทศไทยให้ก้าวหน้ามากขึ้น นักวิชาการได้เปิดวิสัยทัศน์ด้านจีนศึกษาให้กว้างไกล สามารถนำไปสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีความทันสมัย มีมาตรฐานสอดคล้องกับโลกยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ การจัดงานประชุมนานาชาติ ภายใต้หัวข้อ “จีนศึกษาภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่” มีการแบ่งหัวข้อย่อยออกเป็น ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ด้านภาษาและวัฒนธรรมจีน ด้านการเรียนการสอนภาษาจีนนานาชาติ และด้านการแปลจีน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาเป็นวิทยากรหลัก และนักวิจัยรับเชิญมาร่วมบรรยายในแต่ละด้าน นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักวิจัยแต่ละสถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐและเอกชน ตลอดจนนักศึกษาได้ร่วมนำเสนอผลงานวิจัยด้วย

“การประชุมวิชาการนานาชาติด้านจีนศึกษาครั้งนี้มีความสำคัญและมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน เนื่องจากภาษาจีนและวัฒนธรรมจีน กำลังได้รับความสนใจในโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเชื่อมั่นว่าการประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การส่งเสริมการศึกษาระดับต่างๆ ให้มีคุณภาพและก้าวหน้ายิ่งขึ้น ทั้งในแง่ภาษาวัฒนธรรมและคุณธรรม และส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน 5 ด้าน ประกอบด้วย Information Technology เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ,Innovation นวัตกรรม , Integration การบูรณาการ ,Integrity ความซื่อสัตย์ และ Internationalization ความเป็นสากล” ศ.ดร.นพ.กระแส กล่าว

ยอดฉีดวัคซีนใกล้ครบ 100 ล้านโดส เผย 10 จังหวัดอัตราการฉีดวัคซีนเข็มแรกต่ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616932

ยอดฉีดวัคซีนใกล้ครบ 100 ล้านโดส เผย 10 จังหวัดอัตราการฉีดวัคซีนเข็มแรกต่ำ

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 20.46 น.

สธ.เผยยอดการฉีดวัคซีนของไทย 87.6 ล้านโดส เหลือนอีก 12.4 ล้านโดสจะครบ 100 ล้านโดส เผยมี 10 จังหวัดรับวัคซีนเข็มแรกต่ำ เพราะไม่ใช่พื้นที่ระบาด จึงไม่ตระหนัก ส่วนเปิดประเทศ มา 18 วัน อัตราการติดเชื้อผู้เดินทางเข้าไทยแบบ T&G แค่ 0.08 %

19 พ.ย.64 นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ยอดการฉีดวัคซีนของไทย 87.6 ล้านโดส แบ่งเป็นเข็ม 1 ฉีดแล้ว 46.2 ล้านโดส หรือคิดเป็น 64.2%,เข็ม2 ฉีดแล้ว 38 ล้านโดส คิดเป็น 53.3% ส่วนเข็ม 3 ฉีดไปแล้ว 2.9 ล้านโดส หากจะให้ครบตามเป้า 100 ล้านโดส ยังต้องเร่งฉีดอีก 12.4 ล้านโดส พร้อมเน้นย้ำการฉีดวัคซีนในพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวให้มีการฉีดให้กับคนในพื้นที่ รวมถึงแรงงานที่เข้าไปทำงาน

ส่วน 10 จังหวัด ที่มีการรับวัคซีนต่ำ โดยคาดว่าสาเหตุมาจากอาจไม่ใช่พื้นที่ระบาด จึงไม่ได้ไปรับวัคซีนได้แก่ นครพนม หนองบัวลำภู บึงกาฬ ยโสธร สุรินทร์ แม่ฮองสอน ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ สกลนคร และมีถึง 43 จังหวัดที่ได้รับวัคซีนมากกว่า 50% แล้ว และหวังว่าจะสามารถเร่งรัดให้มีการฉีดวัคซีนครอบคลุมไป 70 % ได้โดยเร็ว สำหรับการฉีดวัคซีนใน ผู้สูงอายุและผู้มีโรคเรื้อรัง พบว่าฉีดเกิน 80% ใน 6 จังหวัด คือ ปทุมธานี นครพนาม สกลนคร กรุงเทพ เชียงใหม่และสมุทรปราการ จะเห็นว่า นครพนม แม้ภาพรวมเข็ม  1 จะต่ำ แต่ปรากฎว่าในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้รับวัคซีนสูง

นพ.เฉวตสรร กล่าวอีกว่า  สำหรับมาตรการเร่งรัดในการรับวัคซีนให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น ให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ประชุมระดมสรรพกำลังตรวจสอบหาสาเหตุ และเร่งให้ข้อมูลประชาชนเรื่องการรับวัคซีน รวมถึงอาจมีการจัดจุดวอล์กอิน เพื่อรับวัคซีนด้วย สำหรับอัตราการติดเชื้อนับตั้งแต่มีการเปิดประเทศ 1 พ.ย.-18พ.ย.64 มีผู้เดินทาง เข้ามาด้วยระบบเทสแอนด์โก 51,558 คน พบมีการติดเชื้อ 41 คน คิดเป็น 0.08% ถือว่าติดเชื้อต่ำ และการดำเนินการมีความปลอดภัย โดยมีประเทศที่ เดินทางเข้าไทยมากสุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 9,461 คน รองลงมา เยอรมัน 7,401 คน สหราชอาณาจักร 3,449 คน

พร้อมย้ำสถานการณ์การติดเชื้อในต่างประเทศ โดยองค์การอนามัย ให้มีการจับตา ซึ่งในออสเตรีย มีมาตรการจำกัดการเข้าออก ในพื้นที่สาธารณะของผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน ให้เข้าออกเมื่อมีความจำเป็น

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดผลข้างเคียงฉีด’ซิโนฟาร์ม’ล่าสุด อาการรุนแรง 17 เสียชีวิต 22 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616919

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดผลข้างเคียงฉีด'ซิโนฟาร์ม'ล่าสุด อาการรุนแรง 17 เสียชีวิต 22 ราย

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.35 น.

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 ศูนย์ข้อมูลราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รายงาน ผลข้างเคียงการฉีด “วัคซีนซิโนฟาร์ม” Sinopharm จากผู้รับวัคซีนโควิด จำนวน 13,800,281 โดส

ผู้รับวัคซีน เข็มที่ 1 จำนวน 7,031,240 พบผู้มีอาการไม่พึงประสงค์ ดังนี้

day 0 (ขณะสังเกตอาการ) 0.39 % = 27,152 ราย
day 1 (หลังฉีดวัคซีน 1 วัน) 0.63 % = 44,594 ราย
day 7 (หลังฉีดวัคซีน 7 วัน) 0.31 % = 22,044 ราย
อาการไม่พึงประสงค์ ที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

ปวดศีรษะ 0.56 %
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ 0.43 %
เหนื่อย เพลีย 0.41 %
ปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีด 0.37 %
อาการไข้ 0.36 %

ผู้รับวัคซีน “วัคซีนซิโนฟาร์ม” เข็มที่ 2 จำนวน 6,769,041 ราย พบผู้มีอาการไม่พึงประสงค์ ดังนี้

day 0 (ขณะสังเกตอาการ) 0.06 % = 4,097 ราย
day 1 (หลังฉีดวัคซีน 1 วัน) 0.34 % = 22,688 ราย
day 7 (หลังฉีดวัคซีน 7 วัน) 0.22 % = 14,758 ราย
อาการไม่พึงประสงค์ ที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

ปวดศีรษะ 0.32 %
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ 0.27 % 
ปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีด 0.25 %
เหนื่อย เพลีย 0.24 %
อาการไข้ 0.21 %

* สัดส่วนของผู้รายงานอาการข้างเคียงต่อจำนวนเข็มที่ฉีด

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้รับรายงานผู้รับ “วัคซีนซิโนฟาร์ม” (ข้อมูล ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564)

ผู้เสียชีวิตสะสม 22 ราย พบว่า เสียชีวิตจากติดเชื้อโควิด 2 ราย , กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด 4 ราย , หัวใจล้มเหลว 2 ราย , โรคประจำตัว 5 ราย , HIV ที่ไม่ได้รับการรักษา 1 ราย หัวใจเต้นผิดจังหวะ 1 ราย และ เส้นเลือดสมองแตก 1 ราย ปอดอักเสบ 1 ราย ติดเชื้อในกระแสเลือดและปอดอักเสบ 1 ราย เส้นเลือดหัวใจตีบ 1 ราย เส้นเลือดสมองตีบและสมองบวม 1 ราย และรอการชันสูตร 2 ราย
ผู้มีอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง 17 ราย สาเหตุจากมีภาวะเส้นเลือดในสมองตีบจากโรคประจำตัว 4 ราย , ภาวะเส้นเลือดสมองตีบ 1 ราย , ภาวะเส้นเลือดสมองแตก 5 ราย , ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 1 ราย , ภาวะแพ้วัคซีนรุนแรง 3 ราย , แพ้วัคซีนรุนแรง SJS 1 ราย และ เวียนศีรษะ 2 ราย

* ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 743,481 คน

‘คุณหญิงกัลยา’หนุนทุกภาคส่วน ช่วยแบ่งปัน Smart Device ให้น.ร. Learn From Home ลดเหลื่อมล้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616884

‘คุณหญิงกัลยา’หนุนทุกภาคส่วน ช่วยแบ่งปัน Smart Device ให้น.ร. Learn From Home ลดเหลื่อมล้ำ

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 18.14 น.

“คุณหญิงกัลยา” ประกาศเจตนารมณ์ หนุนทุกภาคส่วนแบ่งปัน Smart Device ให้นักเรียน Learn From Home ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้เด็กไทย

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 ที่พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ  คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ได้ประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนทุกภาคส่วน ช่วยแบ่งปัน Smart Device ให้นักเรียน Learn From Home อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย พร้อมดัน ศธ.เตรียมจัดตั้งกองทุนสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียน โดยมีผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.เข้าร่วมงาน

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ปัจจุบันการเรียนออนไลน์มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี รวมถึงการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งการจะเรียนในรูปแบบออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพจะต้องมี 4 องค์ประกอบ คือ 1.ศักยภาพของครูผู้สอน  2. มี Content หรือ เนื้อหา ที่ทำการเรียนออนไลน์สนุกและมีประสิทธิภาพ 3.เทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงได้ เช่น เทคโนโลยี 4G หรือ 5G และ 4.Smart Device หรือ อุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ เช่น Smartphone หรือ Tablet ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า เนื่องจากคณะกรรมการโค้ดดิ้งแห่งชาติ ได้มองเห็นความยากลำบากและความไม่เท่าเทียมกันของนักเรียน ซึ่งนักเรียนมีอยู่ทั้งหมดกว่า 7 ล้านคน แต่มีนักเรียนประมาณ 5 ล้านคน ที่ด้อยโอกาสไม่อยู่ในสถานะที่จะซื้ออุปกรณ์มาใช้ในการเรียนออนต่าง ๆได้ เช่น ออนไลน์ ออนแอร์ ออนดีมาน ในช่วงโควิดได้ ทำให้เด็ก 5 ล้านคนขาดโอกาสทางการเรียน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของการเรียนในช่วงโควิด ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนเกิดความเครียด ครูก็เครียด เมื่อเด็กเรียนไม่ได้สุดท้ายก็ต้องออกจากการเรียน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ แต่ถ้าเด็กและผู้ปกครองมีครบทั้ง 4 ปัจจัยก็จะไม่เครียด เช่น  1.มีเครื่องมือรับส่งสัญญานจากโรงเรียน หรือต้นทาง 2.มีเงินจ่ายค่าไวไฟ อินเทอเนต 3.มีดิจิทัลคอนเทน ซึ่งในช่วง 1 ปีนี้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้จัดทำดิจิทัลคอนเทน อย่างน้อย 2,300 คลิป(โปรเจค 14) จากหนังสือ 120 เล่มตำรา ซึ่งมีบทเรียนครบถ่วนสามารถนำมาใช้เรียนออนไลน์ตั้งแต่ชั้นอนุบาล-ม.6 ได้เลย และ 4 ศักยภาพของคุณครูที่จะใช้เครื่องมือและในการวางแผนการเรียนการสอน ซึ่งถ้ามี 4 อย่างนี้ครบถ้วน ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง นักเรียนก็จะมีความสบายใจเรียนแบบไม่เครียด และช่วยลดภาระให้ผู้ปกครองที่ไม่ต้องกังวลในเรื่องการเรียนออนไลน์ของลูกได้

คุณหญิงกัลยา กล่าวด้วยว่า การจะแก้ไขปัญหาใหญ่นี้ได้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงองค์กรต่างๆ สมาคมศิษย์เก่าแต่ละโรงเรียน จะต้องเข้าไปช่วยแบ่งปัน Smart Device ให้นักเรียนสามารถ Learn From Home ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอุปกรณ์ที่โรงเรียนจัดให้เป็นการให้ยืมใช้ในการเรียน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย โดยโครงการ Next Normal with Smart Devices ภายใต้แคมเปญ “พี่ใหญ่ให้ยืม” นี้ ถือเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำและบรรเทาผลกระทบความเดือดร้อนจากการขาดแคลนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนสำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์

“อุปกรณ์การเรียนและเทคโนโลยีนั้นถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่มีความสำคัญ จะต้องมีประสิทธิภาพสูงเหมาะสมและไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของเด็กไทย วันนี้จึงนับเป็นการประกาศถึงความร่วมมือของภาครัฐ นำโดย กระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชน รวมถึงองค์กร มูลนิธิต่าง ๆมาร่วมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย ซึ่งวันนี้ ดิฉัน โดยมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ได้มอบงบประมาณสนับสนุนในการจัดซื้อ Smart Devices ให้กับโรงเรียน สีคิ้วสวัสดิ์ผดุงวิทยา จ.นครราชสีมา มูลค่า 200,000 บาท เพื่อนำไปสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในการเรียนออนไลน์”  คุณหญิงกัลยา กล่าว

ด้าน นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดศธ.กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณคุณหญิงกัลยาที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โครงการ “พี่ใหญ่ให้ยืม” จะเป็นจุดเริ่มต้น ให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาช่วยกัน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะรับนโยบายและดำเนินการ โดยจะมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน ส่งเสริมช่องทางการเรียนรู้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และสร้างบทเรียนออนไลน์ โดยจัดทำเป็นคลังข้อมูลรวมทั้งมีระบบแบบทดสอบออนไลน์ จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก่อน หลังจากนั้น ก็จะเป็นกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รวมไปถึงกลุ่มนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษด้วย เช่น โรงเรียนเศรษฐเสถียร 

ขณะที่ นายกวินเกียรติ นนธ์พละ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ด้านการขับเคลื่อนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม กล่าวว่า  เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างมากต่อการศึกษาในยุคปัจจุบัน ซึ่งคุณหญิงกัลยาเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าวและพร้อมสนับสนุนในการจัดหาอุปกรณ์ในการเรียน เพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันและอนาคต  ซึ่งการมีอุปกรณ์หรือ Smart Device ให้แก่นักเรียนที่ขาดโอกาสได้เข้าถึงอุปกรณ์จะเป็นคำตอบและตอบโจทย์เรื่องการช่วยและลดความเหลื่อมล้ำให้แก่ผู้เรียนในอนาคตได้เป็นอย่างมาก

ส่วนนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เเละนโยบายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์โค้ดดิ้งแห่งชาติ กล่าวว่า การขยายผลการจัดหา Smart Devices ในทุกภาคส่วนนั้น กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และมูลนิธิต่าง ๆเป็นหน่วยงานสนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยจะมีการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมถึงการระดมทุนจากแหล่งต่าง ๆ เช่น สมาคมศิษย์เก่าของสถานศึกษา ภาคเอกชน มูลนิธิ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งการซื้ออุปกรณ์ใหม่และรับบริจาคอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้ เพื่อนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง
 

อว.มอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2021เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616877

อว.มอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2021เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 17.54 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) จัดงานมอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2021 ครั้งที่ 5 แก่คณะนักเรียนและครูอาจารย์ที่มีผลงานด้านวิทยาศาสตร์อันโดดเด่นสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีระดับโลก ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2564

​จัดงานอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว สำหรับ รางวัล Prime Minister’s Science Award 2021 สุดยอดรางวัลวิทยาศาสตร์แห่งประเทศ จัดโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โดยในปีนี้ได้รับเกียรติจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล พร้อมด้วย นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการรักษาการแทนผู้อำนวยการอพวช. และ นางกรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ อพวช. ร่วมแสดงความยินดี

รางวัล Prime Minister’s Science Award 2021 มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับเยาวชนที่ได้ทำคุณประโยชน์และเป็นตัวอย่างอันดีด้านวิทยาศาสตร์ รวมทั้งยกย่องเชิดชูเกียรติครูวิทยาศาสตร์ที่อุทิศตนอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนให้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และพัฒนาศักยภาพเพื่อความพร้อมต่อเวทีนานาชาติ รวมทั้งเพื่อช่วยกระตุ้นให้เยาวชนเกิดแรงบันดาลใจ และสนับสนุนส่งเสริมให้ครูมีกำลังใจมากขึ้น ร่วมผลักดันการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 

สำหรับการพิจารณาคัดเลือกรางวัล Prime Minister’s Science Award 2021 นี้ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือก โดยมีปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ ได้แก่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยคณะกรรมการฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลสำหรับเยาวชน Prime Minister Science Project Award คือ เป็นเยาวชนที่ทำกิจกรรมด้านโครงงานวิทยาศาสตร์ และได้รับรางวัลอันดับที่ 1 – 3 ระดับประเทศในการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งจัดโดยหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน และ / หรือ โครงงานนั้นได้รับรางวัลในเวทีประกวดนานาชาติ ซึ่งการประกวดนั้นเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลในช่วงระหว่าง 1 สิงหาคม 2563 – 31 พฤษภาคม 2564

และรางวัลสำหรับครูวิทยาศาสตร์ Prime Minister’s Science Teacher Award คือ ครูวิทยาศาสตร์ ที่เป็นที่ปรึกษาโครงงาน และส่งเสริมเยาวชนให้เข้าร่วมกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์อย่างสม่ำเสมอ โดยโครงงานของเยาวชนที่ครูเป็นที่ปรึกษา จะต้องได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศอย่างน้อย 2 ครั้ง และจะต้องได้รับรางวัลในเวทีการประกวดนานาชาติ โดยเป็นการประกวดฯ ที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง อย่างน้อย 1 ครั้ง ในช่วงเวลา 4 ปี ระหว่าง 1 มิถุนายน 2560 ถึง 31 พฤษภาคม 2564

ปีนี้ประกอบด้วย 4 ประเภทรางวัล ได้แก่ โครงงานเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 1 รางวัล ได้รับโล่เกียรติยศ และใบประกาศเกียรติคุณ พร้อมทุนการศึกษา 50,000 บาท

– รางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2021

โครงงานแผ่นหนังเทียมสำหรับการผลิตกลองตุ๊กจากขยะขวดพลาสติก HDPE ร่วมกับฝุ่นขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพื่อทดแทนการใช้หนังวัว

เยาวชน

นายภคนันท์ ทัศนาภิรมย์

นายนฤปนาถ อักษรดิษฐ

นายรชต ธรรมพิพิธ

ที่ปรึกษา

นายขุนทอง คล้ายทอง (หลัก)

นายณรงค์ชัย โอเจริญ (พิเศษ)

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี

โครงงานเยาวชน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 3 รางวัล ได้รับโล่เกียรติยศ และใบประกาศเกียรติคุณ พร้อมทุนการศึกษาโครงงานละ 50,000 บาท

– รางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2021 – Best of Category

Best of Physical Science (สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ)

โครงงานการพัฒนาสมการเฮลิคอยด์เพื่อเพิ่มอัตราการไหลของอุปกรณ์ลำเลียงลิ่มเลือดในการรักษาทางการแพทย์

เยาวชน

นายพิตตินันท์ หาญสิงห์กุญช์

นายนนทนัตถ์ เวทยานนท์

นายพัชรพล รุจิพรพงษ์

ที่ปรึกษา

นายศักดิ์นรินทร์ จันทร์นาค (หลัก)

นางสาวพิชญ์สินี คงสุคนธ์ (พิเศษ)

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี

Best of Biological Science (สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ)

โครงงาน Rapid Osteoporosis Risk Assessment: Non-Invasive Detection Kit of Calcium, Phosphate and pH in Human Sweat

เยาวชน

นายพัฒฒ์ พฤฒิวิลัย

นายกฤษฏิ์ กสิกพันธุ์

นายกรวีร์ ลีลาอดิศร

ที่ปรึกษา

นายเกียรติภูมิ รอดพันธุ์ (หลัก)

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

Best of Applied Science (สาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์)

โครงงานเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการคัดแยกโรคผิวหนังที่มีจำนวนข้อมูลน้อยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก

เยาวชน

นายวรันธร จันทร์สว่าง

ที่ปรึกษา

นายขุนทอง คล้ายทอง (หลัก)

ผศ.ดร.วสิศ ลิ้มประเสริฐ (พิเศษ)

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี

ครูผู้ส่งเสริมเยาวชน จำนวน 2 รางวัล ได้รับโล่เกียรติยศ และใบประกาศเกียรติคุณ พร้อมได้รับทุนสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงาน (การเรียนการสอน) ท่านละ 30,000 บาท

– รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 (ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น)

ได้แก่ ​นายสุเทพ แพทย์จันลา​​โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล

– รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 (ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย)

ได้แก่ ​1. นางสาวสุรนันท์ อนันตชัยศิลป์​โรงเรียนกำเนิดวิทย์

2. นางสุกัลยา วงค์ใหญ่ ​​โรงเรียนพนมสารคาม “พนมอดุลวิทยา”

​ด้าน นายพัฒฒ์ พฤฒิวิลัย ตัวแทนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ก็ได้กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัล Best of Biological Science เผยว่า ​“โครงงานนวตกรรมชุดทดสอบเหงื่อเพื่อประเมินความเสี่ยงของโรงกระดูกพรุน จากการค้นคว้าพบว่า คนไทยมากกว่า 1 ล้านคนเป็นโรคกระดูกพรุน การประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นยังไม่ค่อยมีความถูกต้องมากเท่าที่ควร เราเลยอยากจะสร้างเครื่องมือมาวัดเบื้องต้นให้ถูกต้องมายิ่งขึ้น รู้สึกประทับใจที่เราได้รับรางวัลใหญ่ของประเทศ แต่ละขั้นที่มีการแข่งขันก็จะมีนักวิจัยให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่าโครงงานเราจะมีทิศทางยังไงควรพิจารณาต่อยังไง ขอบคุณนักวิจัยและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดรางวัลดีๆ นี้ขึ้นมาทำให้พวกเราสามารถพัฒนาโครงงานมาจนถึงจุดนี้ได้ครับ ในอนาคตอยากจะพัฒนาโครงงานตัวนี้ต่อไปเพื่อวงการแพทย์”

ด้านอาจารย์ ขุนทอง คล้ายทอง โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ที่ปรึกษา โครงงาน เว็บแอปพลิเคชันสำหรับการคัดแยกโรคผิวหนังที่มีจำนวนข้อมูลน้อยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก รางวัล Best of Applied Science (สาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์) ก็ได้กล่าวถึงรางวัลนี้ว่า..

สำหรับรางวัลนี้ถือเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพราะว่ามีการคัดเลือกผลงานที่เป็นสุดยอดทั้งในระดับม. ต้นและม. ปลาย และกว่าที่น้องๆ แต่ละคนจะได้รับรางวัลนี้จะต้องผ่านกระบวนการทำงานอย่างหนักนอกจากการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญคือจะต้องนำเสนอผลงานของตัวเองออกมาให้เป็นที่น่าประทับใจแก่คณะกรรมการ โดยจะต้องประมวลผลความรู้ของตัวเองเพื่อที่จะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวมาได้อย่างตรงจุดและตรงวัตถุประสงค์ของตัวเองอีกด้วย

นอกจากรางวัลที่เด็กๆ ได้รับ ผมมองว่ามันจะเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งที่จะทำให้เขาได้เกิดการตื่นตัวในการพัฒนาของวงการวิทยาศาสตร์ และในขณะเดียวกันคือเกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างเพื่อนๆวงการวิทยาศาสตร์ ที่มีความสนใจ ในเรื่องราวใกล้ๆ กัน และในอนาคตเขาจะเป็นเครือข่ายแห่งการสร้างเสริมและการสร้างสรรค์ในวงการวิทยาศาสตร์ต่อไป

ในส่วนของครูผมมองว่า รางวัลจะนำพาไปสู่การพัฒนาของเด็กๆ จะเห็นได้ว่างานที่คัดเลือกเป็นงานที่สามารถจับต้องได้แล้วก็สามารถใช้ได้จริง ต่างจากงานวิจัยอื่นๆเราจะเห็นมุมมองของกรรมการชัดเจนเลยว่า เขาเลือกงานที่มันมันจับต้องได้แล้วสามารถใช้ได้จริง ซึ่งอันนี้ผมว่ามันสมารถนำมาต่อยอดในอนาคต

-(016)

อว. ประกาศสุดยอด 5 ทีมแชมป์ U2T National Hackathon 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616791

อว. ประกาศสุดยอด 5 ทีมแชมป์ U2T National Hackathon 2021

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 14.50 น.

อว.ประกาศสุดยอด 5 ทีมแชมป์ประเทศไทยแข่ง U2T แฮกกาธอน มาจาก “มทร.สุวรรณภูมิ – ม.ทักษิณ – มทร.ล้านนา – มรภ.วไลยอลงกรณ์ – มรภ.บุรีรัมย์” ด้าน “ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล” ปลัด อว.ชี้โครงการ U2T ของรัฐบาล สำเร็จเกินคาด ใช้ศักยภาพคนรุ่นใหม่ร่วมพัฒนาชุมชนและประเทศที่เราอยู่ ขอบคุณคนรุ่นใหม่ ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีความหวัง มีอนาคต 

19 พฤศจิกายน 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โดย “โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ” หรือ U2T ได้ประกาศผลการประกวดชิงแชมป์ U2T National Hackathon 2021 ระดับประเทศ มี ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. ในฐานะประธานโครงการ U2T เป็นประธาน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่ปรึกษา รมว.อว.และ ประธานคณะทำงานด้านการจัดการสื่อสารโครงการ U2T นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อพวช. ตลอดจน 40 ทีมสุดท้ายโครงการ U2T ที่เข้ารอบชิงชนะเลิศมาร่วมจัดนิทรรศการผลงานพร้อมกับรอลุ้นผลการประกวด

โดยก่อนการประกาศผลการชิงแชมป์ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า โครงการ U2T เป็นความภูมิใจของ อว.ที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการใช้พลังของเยาวชน คนรุ่นใหม่มาร่วมพัฒนาประเทศ โดย U2T ไม่ได้หวังผลแค่การจ้างงานเท่านั้น แต่เราหวังให้ผู้ได้รับการจ้างงานมาทำงานกับชุมชน ปรับบทบาท อว.เพิ่มจากสร้างคนไปสู่กระทรวงแห่งการพัฒนา โดยมีการทำงานลงพื้นที่อย่างแท้จริง เก็บข้อมูลเพื่อใช้เป็นองค์ความรู้นำไปสู่การพัฒนา ขณะที่การแข่งขัน แฮกกาธอนเป็นกิจกรรมสำคัญมาก มีการให้ความเห็น ระดมสมองของเยาวชน อาจารย์และประชาชน จากการลงพื้นที่จริง มีการนำเสนอไอเดียเพื่อนำมาพัฒนาชุมชน มีเกือบหนึ่งพันทีมเสนอไอเดียในการพัฒนา ผ่านการประกวดทั้งในระดับภูมิภาคจนถึงระดับชาติ ผลแพ้ชนะไม่สำคัญ ทุกคนชนะแล้วตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่ในโครงการ ทุกคนคือส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงชุมชนที่เราอยู่ ประเทศที่เราอยู่ ขอให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ นักศึกษา บัณฑิตและประชาชนในโครงการทุกคนภูมิใจกับตัวเอง ในการที่ได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อประเทศชาติ ขอบคุณคนรุ่นใหม่ ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีความหวัง มีอนาคต และอนาคตที่ว่าก็อยู่กับคนรุ่นใหม่ในวันนี้

จากนั้นถึงเวลาประกาศผลการชิงแชมป์ U2T National Hackathon 2021 ท่ามกลางการลุ้นระทึกของทั้ง 40 ทีมสุดท้ายและนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ที่มาเชียร์รวมทั้งประชาชนที่มาร่วมติดตามและลุ้นกันอย่างแน่นขนัดโดย 5 ทีมที่ชนะเลิศได้แชมป์ U2T National Hackathon 2021 ทีมแรก ได้แก่ ผลงาน “หัตถสานบ้านต้นตาล สุ่มปลายักษ์” จาก ม.เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ นำเสนอการสร้างโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จากฐานมรดกของชุมชนให้มีความสอดคล้องกับความปกติใหม่ ผ่านประเพณีชาติพันธุ์ไทย – ญวนชุมชนบ้านต้นตาล ศิลปะหัตถสานที่บ้านดินสอ เป็นต้น ทีมที่สอง ได้แก่ ผลงาน “Palm Packaging” ของ ม.ทักษิณ ที่นำเอาปาล์มน้ำมันที่เหลือทิ้งมาแปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์กระดาษช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและลดการใช้พลาสติก

ทีมที่สาม ได้แก่ ผลงาน “Nile Creek Rescue” จาก ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ที่นำเสนอ การพัฒนาระบบเติมอากาศเพื่อแก้ปัญหาปลาน็อคน้ำ ทีมที่สี่ ได้แก่ ผลงาน “จิ๊หริด แบรนด์” จาก ม.ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำเสนอการสร้างและฟื้นฟูอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีดของชุมชนด้วยแนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทีมที่ห้า ได้แก่ ผลงาน “ตำบลเจริญสุข” ม.ราชภัฏบุรีรัมย์ นำเสนอการพัฒนาลายผ้าภูอัคนีให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้การประกาศชื่อแต่ละทีมที่ได้แชมป์ ทั้งทีมที่ได้แชมป์และกองเชียร์ต่างร้องเฮกันสนั่น และสวมกอดกันด้วยความดีใจ บางทีมถึงกับร้องไห้นอกจากนั้น ยังมีการประกาศรางวัลขวัญใจมหาชน ที่มาจากการโหวตของผู้เข้าร่วมโครงการ U2T กว่า 3 หมื่นคน ได้แก่ทีมผการันดู จาก ม.ราชภัฎบุรีรัมย์ จากผลงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่อวเที่ยวชุมชนและการกระจายรายได้ใน ต.ลำดวน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า อว.จะสนับสนุนต่อยอดเพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จริงและมีมาตรฐานดียิ่งขึ้น รวมทั้งการขยายช่องทางการตลาดด้วย

-(016)

ปักหมุดค้นหา’เด็กหลุดระบบการศึกษา’ได้ครบ 100% ธันวานี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616777

ปักหมุดค้นหา'เด็กหลุดระบบการศึกษา'ได้ครบ 100% ธันวานี้

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 14.31 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า จากที่กองทุนเพื่อความเสอมภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่ามีเด็กทั่วประเทศหลุดจากระบบการศึกษาประมาณ 500,000 คนนั้น เป็นการคาดคะเนของ กสศ. แต่ตัวเลขเด็กหลุดจากระบบการศึกษาในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีประมาณ 40,000 คน ซึ่งข้อมูลนี้ สพฐ.ได้มาจากข้อมูลการจ่ายเงินเยียวยา 2,000 บาท ข้อมูลเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ทำการค้นหาและดึงเด็กบางส่วนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้แล้ว ส่วนที่เหลือตนได้มอบหมายให้โรงเรียนทุกแห่งไปดำเนินการปักหมุดค้นหาเด็กต่อไป ว่าเด็กแต่ละคนที่หลุดจากระบบการศึกษาอยู่พื้นที่ไหน มีปัญหาอะไร จะดึงกลับเข้าระบบอย่างไร ซึ่งคาดว่าภายในเดือนธันวาคมนี้ จากสามารถปักหมุดค้นหาเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาได้ครบ 100%

“น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบนโยบายว่าภายในเดือนพฤษภาคม 2565 ทุกหน่วยงานควรมีแนวทางช่วยเหลือเยียวยาเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งสาเหตุที่เด็กหลุดจากระบบการศึกษามีหลายสาเหตุ เช่น ย้ายตามผู้ปกครอง ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ต้องได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมา สพฐ.ได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และภาคเอกชน ที่เข้ามาช่วยเหลือโดยเฉพาะการสอนอาชีพเสริมให้กับเด็กเหล่านี้” นายอัมพร กล่าว

สพฐ.เร่งถอดบทเรียนหลังเปิดเทอม พบเด็กติดเชื้อหลายโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616776

สพฐ.เร่งถอดบทเรียนหลังเปิดเทอม พบเด็กติดเชื้อหลายโรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 14.23 น.

สพฐ.เร่งถอดบทเรียนหลังเปิดเทอม พบเด็กติดเชื้อหลายโรงเรียน ปลัดศธ.เผย นร.ฉีดวัคซีนแล้ว 3.5 ล้านคน คิดเป็น 88.47%

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากข้อมูลวันที่ 18 พ.ย.2564 มีจำนวนนักเรียนนักศึกษาอายุ 12 ปีขึ้นไป ที่ได้รับวัคซีนโควิด 19 ทั่วประเทศ จำนวนผู้ประสงค์ฉีด 3,960,662 คน เข็ม 1 ฉีดแล้ว 3,503,998 คน คิดเป็น 88.47% และเข็ม 2 ฉีดแล้ว 1,088,473 คน คิดเป็น 27.48% แยกเป็น ภาคใต้ เข็ม 1 ฉีดแล้ว 86% เข็ม 2 ฉีดแล้ว 33% ภาคเหนือ เข็ม 1 ฉีดแล้ว 93% เข็ม 2 ฉีดแล้ว 49% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข็ม 1 ฉีดแล้ว 86% เข็ม 2 ฉีดแล้ว 24% ภาคตะวันออก เข็ม 1 ฉีดแล้ว 94% เข็ม 2 ฉีดแล้ว 37% ภาคตะวันตก เข็ม 1 ฉีดแล้ว 96% เข็ม 2 ฉีดแล้ว 34% และภาคกลาง เข็ม 1 ฉีดแล้ว 89% เข็ม 2 ฉีดแล้ว 19%

ด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้สถานศึกษาเปิดเรียนรูปแบบ On Site ในวันที่ 1 พศจิกายน 2564 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการเปิดเรียนรูปแบบ On Site ตามนโยบายของรัฐบาล และการเปิดเรียนนั้นต้องเป็นไปตามมาตรการที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนด และจัดทำแผนเผชิญเหตุให้โรงเรียนปฏิบัติตาม หากพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้ มีโรงเรียนเปิดสอนรูปแบบ On Site แล้วกว่า 13,000 แห่ง และเชื่อว่าในวันที่ 1 ธันวาคม นี้ จะมีโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 90 – 100% ที่มีความพร้อมสามารถเปิดสอน On Site ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดด้วย

นายอัมพร กล่าวต่อว่า จากการเปิดเรียน On Site เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ยังไม่พบการแพร่ระบาดในโรงเรียน แต่การระบาดเกิดขึ้นจากผู้ปกครองได้รับเชื้อมาแล้วมาแพร่ให้ครอบครัว และนักเรียนนำมาแพร่ในโรงเรียนอีกต่อ เมื่อโรงเรียนตรวจพบแล้วก็ทำการควบคุมตามที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนดไว้ เช่น ปิดโรงเรียน ตรวจหาเชื้อกลุ่มเสี่ยง เป็นต้น

“ขณะนี้มีการติดเชื้อในโรงเรียนจำนวนมาก เช่น ใน จ.อุบลราชธานี ที่นักเรียนติดเชื้อจากผู้ปกครอง หรือมีนักเรียนหลายคนติดเชื้อจากการเดินทางจากรถรับส่งนักเรียน และโรงเรียน ใน จ.กำแพงเพชร รวมถึงโรงเรียนมัธยม จ.โคราช ที่พบนักเรียนติดเชื้อจากผู้ปกครอง จนโรงเรียนประกาศปรับแผนการเรียนการสอนทุกระดับชั้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากโรงเรียนใดพบผู้ติดเชื้อ จะไม่ปิดทั้งโรงเรียน ให้โรงเรียนปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ เราควรจะเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับโควิด-19 ให้ได้ และจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้โควิด-19 มาคุกคามชีวิตเราได้ ซึ่งขณะนี้โรงเรียนในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด ทางผู้ว่าราชการจังหวัด และสาธารณสุชจังหวัดได้เข้าไปดูแลช่วยเหลือและควบคุมการระบาดแล้ว อย่างไรก็ตาม สพฐ.จะนำเหตุการณ์ที่เกิดการแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่มาถอดบทเรียนเพื่อหาแนวทางป้องกันต่อไป และอยากเชิญชวนให้ผู้ปกครองได้ฉีดวัคซีนให้ครบเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองและนักเรียนด้วย” นายอัมพร กล่าว