กสศ. จับมือเครือข่าย ยึด 6 แนวทางสำคัญ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดระบบการศึกษาช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616390

กสศ. จับมือเครือข่าย ยึด 6 แนวทางสำคัญ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดระบบการศึกษาช่วงโควิด-19

วันพุธ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 18.15 น.

กสศ. ร่วมกับ สพฐ. สถ. และ ตชด. ยึด 6 แนวทางสำคัญ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดระบบการศึกษาช่วงโควิด-19 พร้อมบูรณาการส่งต่อข้อมูลคุณภาพ ติดอาวุธเครื่องมือติดตามนักเรียนและมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ผ่านระบบสารสนเทศเพิ่มหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้ ให้เด็กนักเรียนยากจนพิเศษได้รับทุนการศึกษาเพื่อดำรงชีพต่อเนื่อง

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ครูและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เข้าร่วมการประชุมชี้แจงการดำเนินโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข หรือนักเรียนทุนเสมอภาค ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ผ่านระบบ Zoom Meeting เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจการช่วยเหลือเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับการจัดสรรทุนเพื่อให้มีค่าครองชีพ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และไม่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

นายสุรินทร์  สว่างอารมณ์  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถานศึกษาได้เกิดความเข้าใจ ในแนวทางการดำเนินงานคัดกรองเด็กนักเรียนยากจนพิเศษ เพื่อเข้ารับทุนนี้ตามที่ สพฐ. และ กสศ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อดำเนินโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ.การดำเนินงานในภาคเรียนที่1ปีการศึกษา2564 ที่ผ่านมา ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิค-19 ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของครู บุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศนั้น สพฐ.และกสศ. เล็งเห็นถึงผลกระทบดังกล่าวจึงได้ปรับแนวทางการดำเนินงานโครงการเพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เช่น การปรับเปลี่ยนแนวทางการคัดกรอง ไม่ต้องลงเยี่ยมบ้านนักเรียนสนับสนุนการดำเนินงานผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและช่องทางสอบถามข้อมูลแบบออนไลน์ในการเข้าถึงข้อมูลและเพิ่มโอกาสช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากการใช้ข้อมูลจากความร่วมมือของทุกฝ่าย สามารถให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนผ่านการจัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ของ สพฐ. ได้จำนวน1,689,641คน รวมไปถึงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข จาก กสศ.เพิ่มเติมให้กลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษ ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน1,208,367 คน ครอบคลุมโรงเรียน 27,834 แห่ง จากการดำเนินงานโครงการร่วมกันในภาคเรียนที่ 2

ปีการศึกษา 2564 นี้ สพฐ. และกสศ. ยังคงยึดแนวทางการทำงานที่สำคัญและลดความเสี่ยงต่อไป

นายทวี เสริมภักดีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกสศ.ได้จัดสรรเงินแก่นักเรียนยากจนพิเศษ แบบมีเงื่อนไข ประจำปีการศึกษา 2564 ในการดำเนินงานในช่วงภาคเรียนที่1 ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานการปกครองท้องถิ่นจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครูอาจารย์ในท้องถิ่น ระดมความช่วยเหลือแก่เด็กนักเรียนทุนเสมอภาคให้ได้รับการศึกษาไม่หลุดออกนอกระบบการศึกษาและเข้าสู่ในระดับชั้นที่สูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 และมาตรการควบคุมความปลอดภัยของแต่พื้นที่ ซึ่งในภาคเรียนที่ 1/2564 มีนักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับจัดสรรเงินภายใต้สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวนทั้งหมด 16,463 คน จากสถานศึกษา 659 แห่ง เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า โรงเรียนในสังกัด อปท. มีนักเรียนยากจนที่ประสงค์ขอรับทุนการศึกษาอย่างมาก

สำหรับการดำเนินงานภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2564 ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกสศ. ได้วางแนวทางการทำงานเพื่อขับเคลื่อนโครงการให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการส่งต่อข้อมูล มาตรการป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนกลุ่มช่วงชั้นรอยต่อ เพื่อเข้าถึงข้อมูลนักเรียนที่มีความเสี่ยง พร้อมสนับสนุนฐานข้อมูลและเครื่องมือติดตามนักเรียน มีมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน พัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องผ่านการอบรมในระบบออนไลน์ และสนับสนุนงบประมาณสำหรับการพัฒนากลไก และสนับการทำงานของหน่วยกำกับติดตามระดับพื้นที่ ทั้งในระดับท้องถิ่นจังหวัด อปท. เพื่อสนับสนุนสร้างความเข้าใจ สนับสนุนการจัดสรรเงินที่มีเงื่อนไข ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลในระดับสถานศึกษา เพื่อวางแผนชี้เป้าให้มีประสิทธิภาพ

ขณะที่ พล.ต.ต.พันธุ์พงษ์ สุขศิริมัช รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของครูและนักเรียน ทาง ตชด. ได้เล็งเห็นผลกระทบและปรับการดำเนินการลดงานที่ไม่จำเป็น เช่นการปรับเปลี่ยนการคัดกรองที่ไม่ต้องลงเยี่ยมบ้านพร้อมสนับสนุนการดำเนินการผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ และช่องทางการสอบถามข้อมูลผ่านออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสการช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือจากกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือนักเรียนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยเทอม 1/2564 โรงเรียนในสังกัด ตชด. สามารถจัดเงินอุดหนุนให้นักเรียน 18,376 คน ในสถานศึกษา 220 แห่ง 

นอกจากนี้ ยังได้วางแนวทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั้งพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลสถานศึกษา ใช้สนับสนุนการวางแผนปฏิบัติงาน เชื่อมโยงระบบคัดกรองนักเรียนทุน ทำให้การคัดกรองนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์พร้อมส่งต่อความช่วยเหลือได้อย่างเร่งด่วน ทางตชด.หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการช่วยเหลือทันเวลา พร้อมทั้งขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นกลไกช่วยเหลือสนับสนุนนักเรียนกลุ่มนี้ให้ได้มีโอกาสศึกษาต่อ

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า  ตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีนี้ แนวโน้มของรายได้เฉลี่ยต่อสมาชิกของบุคคลในครัวเรือนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจนักเรียนยากจนพิเศษที่เพิ่มสูงขึ้น พบว่า นักเรียนซึ่งอยู่ในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด มีปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนกว่า 200,000 คน ทั้งการขาดโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ จึงได้ส่งข้อมูลไปยังต้นสังกัด เพื่อให้ผู้บริหารนำไปใช้ประโยชน์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากขึ้น ส่วนการกลับมาเรียนของนักเรียนยากจนพิเศษนั้น พบว่า ทุกหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเด็กที่อยู่ในช่วงชั้นรอยต่อ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล 3 ประถมศึกษาปีที่ 3 ประถมศึกษาปีที่ 6 ไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้จัดสรรเงิน พร้อมการสอบถามด้วยว่าจะมีการศึกษาต่อหรือไม่ พบว่า มีเด็กจำนวนกว่า 43,000 คน ยังไม่พบข้อมูลการเรียนต่อ ส่วนใหญ่อยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 เนื่องจากต้องช่วยครอบครัวทำงาน เพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 หรือดูแลผู้ปกครองที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งได้ส่งข้อมูลไปยังต้นสังกัดทั้งหมดแล้ว หากผู้บริหารได้พบข้อมูลทั้งหมดนี้หรือมีโอกาสได้ติดตามเด็กกลุ่มนี้ ขอให้นำเด็กกลับมาสู่ระบบการศึกษาต่อไป 

ดังนั้น กสศ. จึงร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้ง สพฐ. สถ. ตชด. หน่วยงานในภาครัฐ และภาคเอกชน ให้เด็กยากจนพิเศษสามารถเข้าถึงการจัดสรรทุนของ กสศ. ด้วยการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้ ให้เกิดการคัดกรองนักเรียนที่มีความยากจนได้รับทุนทางการศึกษา ส่งความช่วยเหลือได้อย่างรอบด้าน โดยการทำงานในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จะต้องดำเนินการภายใต้นโยบายทั้งหมด 6 ข้อคือ 1.เฝ้าระวังและติดตามภาวะทุพโภชนาการเป็นรายบุคคล ขอให้ครูช่วยบันทึกข้อมูลเหล่านี้ เข้าสู่ระบบสารสนเทศมาด้วย เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่า เด็กมีผลกระทบอย่างไรหลังจากที่ปิดโรงเรียนไปเป็นเวลานาน 2. เฝ้าระวังติดตาม และส่งต่อเด็กที่มีความเครียดและซึมเศร้าเป็นรายบุคคล เพื่อให้มีความพร้อมทางสภาพจิตใจในการเรียน 3.เฝ้าระวังติดตาม ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เป็นรายบุคคล เพราะบางส่วนอาจจะไม่ได้เรียนอย่างเต็มที่ในช่วงที่หยุดเรียนไปแม้จะมีการเรียนออนไลน์ 4.ติดตาม ค้นหา และส่งต่อเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงรอยต่อ 5.วางแผนและบริหารจัดการความเสี่ยง จากการเปิดเรียนอย่างปลอดภัย ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ทำงานด้วยกระบวนการจัดการเชิงพื้นที่ บูรณาการทั้งในระดับท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อดูสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และ 6.การบูรณาการระบบสารสนเทศให้เป็นแบบ ONE Application เชื่อมโยงระบบ CCT ของกสศ. และ DMC ของ สพฐ. เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อติดตามและให้มีความสะดวกในการให้เด็กยังอยู่ในระบบการศึกษาต่อไป

ขณะที่ นายจีรศักดิ์  กาสรศิริ  นักวิชาการ สำนักบริหารเงินอุดหนุนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ กสศ.  กล่าวว่า  ปฏิทินการดำเนินโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขโดยให้กับนักเรียนทุนเสมอภาคในครั้งนี้จะเป็นค่าครองชีพจำนวน 1,500 บาท/คน โดยจัดสรรเงินเข้าบัญชีเพียงรอบเดียว ในช่วงวันที่ 20-24 ธันวาคมนี้ ซึ่งจะแจ้งผ่าน SMS ไปยังครูผู้รับผิดชอบ และผู้บริหาร ซึ่งสถานะการเงิน โอนเงินจะตรวจสอบได้ในวันที่ 10 มกราคม 2565 โดยตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม เป็นต้นไป สถานศึกษาต้องเร่งจ่ายเงินไปยังนักเรียนทุนเสมอภาคและบันทึกแบบรายการจ่ายเงิน ภายใน 20 วันทำการ โดยให้ครูประจำชั้นบันทึกแบบรายการจ่ายเงินรายห้องเรียน โดยครูแอดมินสถานศึกษาติดตามตรวจสอบการจ่ายเงินของครูประจำชั้นแล้วบันทึกรายงานส่งมายัง กสศ. โดยหากพบว่ามีเด็กไม่สามารถรับทุนได้ ทั้งลาออก ย้ายออก หรือเสียชีวิตให้คืนเงินในรูปแบบ e-payment เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น พร้อมกันนี้ กสศ. ขอความร่วมมือสถานศึกษาให้ความสำคัญของ 2 เงื่อนไขการรับเงินทุนเสมอภาค คือ เงื่อนไขการบันทึกน้ำหนักส่วนสูงและการมาเรียนของเด็กนักเรียนทุนเสมอภาค

ยธ. MOU กยศ. เล็งจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ทั่วประเทศธ.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616362

ยธ. MOU กยศ. เล็งจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ทั่วประเทศธ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.51 น.

ยธ. MOU กยศ. เล็งจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ทั่วประเทศธ.ค.นี้

17 พฤศจิกายน 2564 ที่กระทรวงยุติธรรม มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ระหว่าง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กับ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานในพิธี โดยมี นายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และนายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า “คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 รับทราบตามที่คณะกรรมการติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย รัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีเสนอนโยบายเร่งด่วน 12 เรื่อง เพื่อการแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตของประชาชนภายใต้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยกระทรวงมีนโยบายด้านการอำนวยความเป็นธรรม  ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนดำเนินการการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนที่เป็นหนี้รายย่อย หนี้ครัวเรือน หนี้เกษตรกร และหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ด้วยการนำกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั้งก่อนฟ้องคดีและหลังฟ้องคดีมาใช้ยุติหรือระงับข้อพิพาท

ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณนายโฆสิต สุวินิจจิต ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานแก้ไขปัญหาหนี้สินของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่ได้ขับเคลื่อนนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีให้สามารถยุติหรือระงับข้อพิพาทได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เป็นธรรม ไม่เสียค่าใช้จ่าย และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร

“หลังจากนี้กระทรวงยุติธรรมจะร่วมมือกับกรมบังคับคดี กรมคุ้มครองสิทธิฯ และกยศ. จัดกิจกรรมมหกรรมการไกล่เกลี่ยหนี้สินในช่วง ธ.ค.นี้ โดยหลังจากได้กำหนดการเรียบร้อยแล้วจะแจ้งให้ทราบถึงวันที่จะจัดอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้คนที่เป็นหนี้ได้รับรู้ ว่านายกฯจะเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ ให้บริการประชาชนให้มายื่นเรื่องปรับโครงสร้างหนี้และไกล่เกลี่ย หากได้ผลการตอบรับที่ดีเราจะจัดกระจายไปยังพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป” นายสมศักดิ์ กล่าว

ด้านนายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า “กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกองทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ได้บูรณาการความร่วมมือเพื่อดำเนินงานเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาก่อนฟ้อง ตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 โดยคำนึงถึงความยินยอมของคู่กรณีเป็นสำคัญ ทำให้ข้อพิพาทยุติได้ก่อนขึ้นสู่ศาล ลดปัญหาความขัดแย้ง ลดค่าใช้จ่าย ในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างคู่กรณีและความสมานฉันท์ในสังคม ภายหลังจากลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ทั้งสองหน่วยงานจะได้ร่วมกันจัดมหกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้แก่ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่มีจำนวนกว่าหนึ่งล้านรายทั่วประเทศ

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า กองทุนได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในการให้ความช่วยเหลือ ผู้กู้ยืมที่มีหนี้ค้างชำระติดต่อกันหลายงวด ซึ่งอาจถูกบอกเลิกสัญญาและถูกฟ้องร้องดำเนินคดี โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมยื่นคำร้องขอไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระการชำระหนี้ของผู้กู้ยืม ลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรม ลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ศาล รวมถึงเป็นการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้อง โดยสามารถติดตามรายละเอียดการจัดงานไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ทาง http://www.studentloan.or.t

NT ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนการศึกษา แก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรครูพื้นที่ห่างไกล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616225

NT ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนการศึกษา แก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรครูพื้นที่ห่างไกล

วันพุธ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 11.35 น.

หนึ่งในการทำงานด้าน CSR (Corporate Social Responsibility) ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) คือการมุ่งมั่นพัฒนาด้านการศึกษาในทุกพื้นที่เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาของชาติ โดยโครงการที่ NT ให้การสนับสนุนเป็นหลัก ก็คือ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์มายาวนานกว่า10 ปี

โดยได้ร่วมสนับสนุนการจัดหาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และเครือข่ายการสื่อสาร โครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม แก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรครูในพื้นที่ชนบทห่างไกลและยกระดับคุณภาพการศึกษาให้อยู่ในระดับใกล้เคียงด้วยการนำโครงข่ายโทรคมนาคมทีมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น โครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง และโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อใช้เป็นสื่อในการถ่ายทอดสัญญาณการเรียนการสอนไปยังสถานีดาวเทียมภาคพื้นดินฯ ตามพระบรมราโชปถัมภ์ด้านการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต สืบสานพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างแท้จริงและต่อเนื่อง

นับเป็นการนำศักยภาพทางเทคโนโลยีโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งเป็นความแข็งแกร่งของ NT ไปพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อประโยชน์แก่ชุมชน (CSR after process) มาช่วยสนับสนุนงานด้านการศึกษาของชาติผ่านโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มช่องทางในการเรียนรู้แบบใหม่ให้แก่การศึกษาของไทย (Blended Learning) ที่ใช้หลายสื่อหลายวิธีผสมผสานกันนำประเทศไทยเข้าสู่สังคมแห่งความรู้ (Knowledge-based society) จึงเป็นการเน้นย้ำภารกิจเพื่อสังคมของ NT ที่มุ่งสนับสนุนด้านการศึกษาของชาติช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีโทรคมนาคมสื่อสารของคนไทยทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ เพื่อช่วยเหลือและพัฒนาสังคมด้วยการพัฒนาคุณภาพคนเป็นสำคัญซึ่งคือพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

รอลุ้นได้เลย! ‘ตรีนุช’แย้มเตรียมหาของขวัญปีใหม่ให้เด็ก-ครู-ปชช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616222

รอลุ้นได้เลย! 'ตรีนุช'แย้มเตรียมหาของขวัญปีใหม่ให้เด็ก-ครู-ปชช.

วันพุธ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 11.24 น.

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังหารือกับผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.ว่า ตนได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานในสังกัด ศธ.ไปคิดหาโปรเจกต่างๆ ซึ่งเป็นโครการที่เราทำมาโดยตลอดแต่ยังไม่เสร็จ หรือโครงการที่ต้องการดำเนินการ มาทำให้สำเร็จมีความสมบูรณ์สามารถจับต้องได้ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่จากท่านนายกฯ จากรัฐบาล และกระทรวงศึกษาฯ ให้กับเด็ก ครู และประชาชน ในโอกาสวันปีใหม่ ขณะนี้แต่ละหน่วยงานก็เสนอโครงการมาบ้างแล้ว แต่ตนขอไปดูรายละเอียดอีกครั้งว่ามีโครงการไหนที่สามารถจับต้องได้บ้าง คาดว่าอีกประมาณ 2 สัปดาห์ เรื่องนี้น่าจะมีความชัดเจน

ด้าน นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.กล่าวว่า รมว.ศธ.มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานไปคิดว่าในช่วงปีใหม่นี้ แต่ละหน่วยงานสามารถทำอะไรเป็นของขวัญให้กับนักเรียนครูและประชาชนได้บ้าง ก็มีโครงการที่น่าสนใจ เช่น วันเด็กแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม ปี 2565 ดังนั้น ศธ.ควรจะมีคาราวานของขวัญวันเด็กไปยังจังหวัดต่างๆให้เด็กจากยน เด็กด้อยโอกาสทั่วประเทศ ได้จับของขวัญวันเด็ก ได้หรือไม่ หรือจัดโครงการวิทยาศาสตร์การเรียนรู้ให้กับเด็กที่สนใจมาเข้าร่วมกิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ เป็นต้น นอกจากนี้ รมว.ศธ.มอบหมายให้ไปผลักดันเรื่องการจ่ายเงินอุดหนุนตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ที่แต่ละปีการศึกษาจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนใน 5 หมวด ได้แก่ ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปการณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบชุดนักเรียน และและค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ว่าทำอย่างไรจะให้เงินค่าใช้จ่ายบางรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน ก็ให้เงินสามารถไปถึงผู้ปกครองได้โดยตรง เช่น ค่าเครื่องแบบชุดนักเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียน เป็นต้น

“รมว.ศธ.มอบหมายให้ไปสร้างแอพพลิเคชั่นรับเงินเรียนฟรี 15 ปีขึ้นมา ซึ่งอาจจะคล้ายกับแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง ในขณะนี้ มองว่าการสร้างแอพพลิเคชั่นนั้นสร้างไม่นาน แต่ผมห่วงปลายทางการรับเงินอาจจะติดขัด เพราะผู้ปกครองบางคนอาจไม่มีบัญชีธนาคาร และบางรายอาจไม่มีมือถือที่สามารถรับแอพพลิเคชั่นได้ เบื้องต้นคิดว่าควรจะจ่ายเงินตามความสะดวกของผู้ปกครอง เช่น หากผู้ปกครองรายใดสะดวกรับเงินผ่านแอพพลิเคชั่นก็ให้มาลงทะเบียนรับเงินผ่านแอพพลิเคชั่น และหากผู้ปกครองรายใดไม่สะดวกลงทะเบียนรับเงินผ่านแอพพลิเคชั่น ก็ให้มารับเงินสดที่โรงเรียน” นายสุภัทร กล่าว

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนจะประสาน กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เพื่อวางแผนการจ่ายเงินให้เสร็จภายในต้นปี 2565 เพื่อให้ทันใช้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565

ยกย่องบุคคลสำคัญของโลก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ศธ.เสนอให้ยูเนสโกรับรอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616158

ยกย่องบุคคลสำคัญของโลก  สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ  ศธ.เสนอให้ยูเนสโกรับรอง

วันพุธ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ยกย่องบุคคลสำคัญของโลก

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

ศธ.เสนอให้ยูเนสโกรับรอง

โอกาสครบ100ปีวันประสูติ

พร้อมพระยาศรีสุนทรโวหาร

ศธ.เสนอยูเนสโก ยกย่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ-พระยาศรีสุนทรโวหาร เป็นบุคคลสำคัญของโลก

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่าในการประชุมสมัชชาใหญ่ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ องค์การยูเนสโก ที่ประเทศฝรั่งเศส วันที่ 22-23พฤศจิกายน จะมีการพิจารณาตามที่รัฐบาลไทยเสนอพระนามสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เป็นบุคคลสำคัญของโลก ซึ่งคาดว่าจะไม่มีปัญหา เพราะถือเป็นเรื่องต่อเนื่อง โดยรัฐบาลไทยได้มีการดำเนินการตามขั้นตอน ตั้งแต่ปี2562และศธ.กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและแสดงถึงผลงานที่ควรได้รับการยกย่องมาเป็นระยะ ๆโดยหลังจากยูเนสโกให้การรับรองแล้ว จะมีการจัดกิจกรรมเพื่อประกาศเกียรติคุณเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพี่นางเธอฯ และประกาศเกียรติคุณพระยาศรีสุนทรโวหาร อย่างเป็นทางการอีกครั้ง

นายสุภัทร กล่าวอีกว่า การเสนอให้ยูเนสโกประกาศยกย่อง พระนามสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เป็นบุคคลสำคัญของโลกครั้งนี้ เนื่องจากวันที่ 6พฤษภาคม2566 จะเป็นวาระครบรอบ 100ปี วันประสูติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อีกทั้งพระองค์ทรงประกอบพระกรณียกิจนานัปการด้วยพระปณิธานแนวแน่ที่จะทำประโยชน์เพื่อประชาชนชาวไทย และสังคมโลก ทั้งยังทรงยึดมั่นในคุณค่าของมนุษย์และศักยภาพของการพัฒนาจึงทรงอุปถัมภ์กิจการทั้งปวงที่เกี่ยวกับด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ การแพทย์และการสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านสัมพันธไมตรี การสื่อสารและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ด้านการศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ขณะที่พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ถือเป็นบุคคลสำคัญ เป็นผู้แต่งตำราเรียนชุดแรกของไทย เรียกว่า”แบบเรียนหลวง”ใช้สอนในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และหนังสือกวีนิพนธ์ที่มีคุณค่าอีกหลายเรื่อง งานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง คือท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็น แม่กองตรวจโคลงบรรยายประกอบรูปภาพเรื่อง”รามเกียรติ์”รอบระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อครั้งกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 100ปีและตัวท่านเองก็ได้รับหน้าที่เป็นผู้แต่งด้วยท่านหนึ่ง

‘สพฐ.’ยอมรับปมครูน้อยร้อยตำแหน่ง ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กแทบทุกแห่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616115

'สพฐ.'ยอมรับปมครูน้อยร้อยตำแหน่ง ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กแทบทุกแห่ง

วันอังคาร ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.51 น.

จากกรณีครูสาวรายหนึ่ง แชร์เอกสารคำสั่งแต่งตั้ง ที่ปรากฏชื่อของ ครูพรพิมล ซึ่งเป็นครูเพียงคนเดียว ที่ได้รับการแต่งตั้งทำหน้าที่ถึง 4 ตำแหน่ง และยังควบตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน ที่เซ็นรับทราบอนุมัติด้วยอีก 1 ตำแหน่ง  ซึ่งเป็นในโรงเรียนพื้นที่ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว พร้อมทั้งแนบภาพเอกสารคำสั่งโรงเรียน เรื่อง แต่งตั้งและมอบหมายการปฏิบัติหน้าที่ราชการของบุคลากร ภาคเรียนที่ 2/2564 ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น ( อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ชาวเน็ตกดรัวๆ! เอาใจช่วย’ครูพรพิมล’ ครูน้อยร้อยตำแหน่ง คนเดียวควบ 4 เก้าอี้)

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะโรงเรียนขนาดเล็กติดปัญหามาตรการ ที่คณะกรรมการปรับปรุงกำลังคนภาครัฐ (คปร.) กำหนดไว้ ว่าหากสถานศึกษาใดมีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน จะไม่สามารถเพิ่มจำนวนครูได้ และเมื่อมีครูหรือผู้อำนวยการเกษียณอายุราชการ จะไม่จัดสรรอัตราเกษียณคืนมาให้ จึงทำให้โรงเรียนขนาดเล็กทุกแห่งมีปัญหาขาดแคลนครู ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีโรงเรียนขนาดเล็กอยู่กว่า 15,000 แห่ง ถือเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด เช่น มีการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพตำบล โดยจะรวมโรงเรียนขนาดเล็กไว้ด้วยกัน แล้วสร้างโรงเรียนหนึ่งให้มีคุณภาพ มีครูครบชั้น มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เมื่อผู้ปกครองเห็นว่าโรงเรียนมีคุณภาพ ก็จะส่งบุตรหลานมาเรียนเอง โดย สพฐ.จะเป็นผู้สนับสนุนค่าเดินทางให้กับนักเรียน

“ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. เน้นย้ำว่า หากเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 โรงเรียนต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 และต้องสำรวจอัตราครูในโรงเรียนขนาดเล็กว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากโรงเรียนใดมีครูไม่เพียงพอ ให้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ประสานกับศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) หาทางเกลี่ยอัตรากำลังคนเพื่อมาช่วยสมทบให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก นอกจากนี้  สพฐ. ได้มอบอำนาจให้ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ สามารถบริหารจัดสรรอัตรากำลังคน เช่น โรงเรียนใดที่มีครูอัตราจ้าง หรือพนักงานราชการเกินเกณฑ์กำหนด ก็ให้มาสมทบในโรงเรียนขนาดเล็กได้   ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น คาดว่าทางเขตพื้นที่ฯ​อาจจะดำเนินการเกลี่ยอัตรากำลังคนล่าช้ากว่าปกติ  จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น ดังนั้น สพฐ.จะเน้นย้ำให้เขตพื้นที่ฯ ทั่วประเทศ ดำเนินการตรวจสอบ หากพบปัญหาลักษณะนี้ก็ให้เร่งแก้ไขโดยเร็ว“ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

สพฐ.เปิดตัวเลข‘เด็กตกหล่น-ออกกลางคัน’ ตั้งทีม‘อสศ.’ตามหาดึงกลับเข้าเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616114

สพฐ.เปิดตัวเลข‘เด็กตกหล่น-ออกกลางคัน’ ตั้งทีม‘อสศ.’ตามหาดึงกลับเข้าเรียน

วันอังคาร ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.49 น.

สพฐ.เปิดตัวเลข‘เด็กตกหล่น-ออกกลางคัน’ ตั้งทีม‘อสศ.’ตามหาดึงกลับเข้าเรียน

16 พฤศจิกายน 2564 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีความเป็นห่วงเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ตกหล่น และออกกลางคันจากระบบการศึกษา ซึ่งทางกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำรวจข้อมูลนักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาคจาก กสศ. ในกลุ่มรอยต่อ ตั้งแต่ระดับอนุบาล 3 ที่จะขึ้น ป.1 , ป.6 จะขึ้น ม.1 และ ม.3 ขึ้น ม.4 หรือไปสายอาชีวะฯ ของภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 และจากข้อมูล ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2564 นักเรียนกลุ่มรอยต่อได้รับทุนจาก กสศ. เพื่อจะไปศึกษาต่อแล้วกว่า 200,000 คน ในจำนวนนี้ไม่พบข้อมูลการไปเรียนต่อที่ใด จำนวน 41,610 คน จำแนกเป็นชั้นอนุบาล 3 จำนวน 391 คน ,  ป.6 จำนวน 8,092 คน และ ม.3 จำนวน 33,127 คน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้นำข้อมูลและรายชื่อนักเรียนมาจำแนกว่าเด็กเหล่านี้อยู่โรงเรียนไหน และอยู่จังหวัดใด และได้นำรายชื่อทั้งหมดให้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อให้ไปติดตามตัวเด็กเหล่านี้ให้กลับเข้ามาเรียนให้ได้ โดยจากข้อมูลภาคเรียนที่ 1/2564 ถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2564 สพฐ.สามารถติดตามเด็กให้กลับเข้ามาเรียนในระบบได้มากถึง 26,657 คน จึงเหลือเด็กที่ยังหาตัวไม่เจอและไม่ไปเข้าเรียนที่ใดเลยอีก 14,953 คน จำแนกเป็นชั้นอนุบาล 3 จำนวน 266 คน , ป.6 จำนวน 5,901 คน และ ม.3 จำนวน 8,786 คน

ทั้งนี้ เด็กในจำนวน 14,953 คนนี้พบเป็นเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ จำนวน 1,052 คน แบ่งเป็น เด็กรหัส G จำนวน 964 คน และเด็กที่มีเลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วย 00 จำนวน 88 คน จึงเหลือเด็กที่มีข้อมูลทางทะเบียนราษฎร์ จำนวน 13,901 คน ซึ่งในส่วนนี้คงหาไม่ยาก โดย สพฐ.ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องไปติดตามให้กลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาต่อไป

“ถือเป็นนโยบายปัญหาสำคัญ ที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเรื่องเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำเสมอว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องติดตามเด็กให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้ ซึ่งการติดตามนักเรียนจำนวน 14,953 คน ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ ระบุว่า สพฐ.จะดำเนินการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.การติดตามเด็กที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 6,167 คน จำแนกเป็นรายภาค ดังนี้          

ภาคเหนือ 1,066 คน

ภาคกลาง 697 คน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,726 คน

ภาคตะวันออก 153 คน

ภาคใต้ 2,525 คน

ทั้งนี้ สพฐ.จะตั้งคณะทำงาน ปักหมุด เช็คอิน ค้นหาเด็กทุกคนให้เจอแล้วตามกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาภาคบังคับให้ได้ ถึงแม้เด็กจะไม่อยู่ตามข้อมูลในทะเบียนราษฎร์ สพฐ.ก็จะติดตามหาเด็กให้เจอ และถ้าพบเด็กอยู่พื้นที่ใด ต้องให้เด็กเรียนที่นั่นตามความสะดวกของเด็ก ทั้งนี้ สพฐ.จะทำความเข้าใจกับผู้ปกครองด้วยว่าหากผู้ปกครองไม่ให้เด็กเรียนตามการศึกษาภาคบังคับ จะมีความผิดตามกฎหมายด้วย

2.เด็กที่อายุเกิน 15 ปี ซึ่งอายุไม่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับ มีจำนวน 8,786 คน  ที่จบ ม.3 แล้ว สพฐ.จะให้คณะทำงานลงพื้นที่เพื่อตามหาตัวเด็กเหล่านี้ และสร้างความเข้าใจ สร้างแรงจูงใจ ให้เด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามความสมัครใจ โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ. มีโครงการ “อาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ” หรือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” 16 จุดใน 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน

ทั้งนี้ จะช่วยเหลือนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษา และตกหล่นจากระบบการศึกษา ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น โดยจะให้มาเรียนในลักษณะโรงเรียนประจำ และได้เรียนฟรี มีที่พัก พร้อมอาหาร ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) แต่ถ้าเด็กไม่ต้องการเรียนสายอาชีพ ก็สามารถมาเรียนสายสามัญได้ โดยอาจจะให้ไปเรียนในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ หรือเรียนในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นต้น

นอกจากจะติดตามเด็กที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาแล้ว สพฐ.ยังทำการติดตามเด็กพิการที่อยู่ในสังกัด สพฐ. ซึ่งพบว่ามีอยู่กว่า 7,100 คน ให้กลับมาเรียนในระบบควบคู่กันไปด้วย  ซึ่ง สพฐ.จะเร่งดำเนินการทั้ง 2 เรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นภายในภาคเรียนที่ 2/2564 นี้ เพื่อให้เด็กได้เข้าเรียนในภาคเรียนที่ 1/2565 ได้เลย

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาสาเหตุที่ทำให้เด็กไม่ได้เข้าเรียน หรือเข้าเรียนแล้วแต่ออกกลางคัน ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ เด็กอาจจะต้องดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วย เด็กอาจจะต้องย้ายติดตามผู้ปกครองไปพื้นที่อื่น หรือต้องออกมาหารายได้จุนเจือครอบครัวเอง ผู้ปกครองมีรายได้น้อย ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการดำรงชีพ หรือเด็กอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล อยู่ในพื้นที่ป่าเขา เกาะแก่ง ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กขาดโอกาสทางการเรียน 

“เพื่อให้การค้นหาเด็กมีประสิทธิภาพขึ้น สพฐ.วางแผน และวางระบบจะตั้งอาสาสมัครทางการศึกษา (อสศ.) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ประจำแต่ละพื้นที่ในการช่วยค้นหา ติดตามเด็กที่ตกหล่นให้เข้าสู่ระบบการศึกษา” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สิ้น’บุญช่วย หิรัญวิทย์’ศิลปินแห่งชาติ ตำนานเครื่องเงินแห่งล้านนา สิริอายุ 88 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616109

สิ้น'บุญช่วย หิรัญวิทย์'ศิลปินแห่งชาติ ตำนานเครื่องเงินแห่งล้านนา สิริอายุ 88 ปี

วันอังคาร ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.39 น.

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า วงการงานช่างฝีมือด้านเครื่องเงินของภาคเหนือสุดเศร้า เมื่อได้รับรายงานว่า นายบุญช่วย หิรัญวิทย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์) พุทธศักราช 2557 ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 เวลาประมาณ 04.00 น. ที่บ้านพักเลขที่ 37/1 บ้านประตูปล่อง ถนนเปรมประชาราษฎร์ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน สิริรวมอายุ 88 ปี โดยมีกำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ ดังนี้ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 เวลา 15.00 น. และกำหนดสวดพระอภิธรรมศพ ระหว่างวันที่ 16 – 19 พฤศจิกายน 2564 เวลา 20.00 น. ณ วัดสวนตาล ถนนมหายศ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมีกำหนดการพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2564 เวลา 15.00 น. ณ เมรุวัดสวนตาล จังหวัดน่าน

นายชาย เปิดเผยอีกว่า นอกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ เผยแพร่และถ่ายทอดผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน แล้ว ในยามที่ศิลปินฯ เสียชีวิต ยังให้การช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท และขอพระราชทานเพลิงศพให้ ตามระเบียบสวัสดิการของศิลปินแห่งชาติ

ประวัติโดยสังเขปของ นายบุญช่วย หิรัญวิทย์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476 ที่จังหวัดน่าน ได้ฝึกหัดทำเครื่องเงินจากครูช่างโบราณหลายคนในหมู่บ้านประตูปล่องจนสามารถประกอบอาชีพได้ สามารถอนุรักษ์ลายพื้นถิ่น อีกทั้งยังคิดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้ และเป็นที่ยอมรับแพร่หลายต่อ ๆ มาคือ ลายดอกกระถิน และยังได้พัฒนารูปแบบเครื่องเงินในอีกหลายรูปแบบ นายบุญช่วย มีความอดทนพากเพียร สร้างผลงานเป็นอาชีพจนประสบความสำเร็จและเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนมาตลอดต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 60 ปี  

นอกจากนี้ ยังเป็นครูถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กและเยาวชนตลอดเวลา ได้สร้างสรรค์ผลงานต่อเนื่องมาตลอดชีวิต จัดแสดงผลงานในรูปแบบนิทรรศการ  หนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณถึง 25 รางวัล ตลอดระยะเวลาของการเป็นช่างฝีมือด้านเครื่องเงิน  ผลงานของท่านนับได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียวของจังหวัดน่านที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองและพัฒนาต่อเนื่องมาตลอดเวลา จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์) พุทธศักราช 2557

ปลัด ศธ.เผยนักเรียนจองฉีดวัคซีนเพิ่มกว่า 3.9 ล้านคนแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616105

ปลัด ศธ.เผยนักเรียนจองฉีดวัคซีนเพิ่มกว่า 3.9 ล้านคนแล้ว

วันอังคาร ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.34 น.

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า ตนได้หารือร่วม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมปรับความก้าวหน้าแผนการฉีดวัคซีนนักเรียนให้ตรงกัน โดยเฉพาะข้อมูลความต้องการฉีดวัคซีนของเด็กที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก จากข้อมูลวันที่ 27 กันยายน มีผู้แสดงความประสงค์ต้องการให้ลูกฉีดวัคซีน จำนวน 3,620,000 ราย ส่วนข้อมูลล่าสุดวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ มีผู้ปกครองแสดงความประสงค์ต้องการให้ลูกฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็น 3,989,595 ราย และฉีดวัคซีนเข็ม 1 ไปแล้ว 3,453,881 ราย คิดเป็น 86.57% ฉีดเข็ม 2 จำนวน 851,017 ราย คิดเป็น 21.33% ถือว่ามีความต้องการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นจำนวนมากและรวดเร็ว คาดว่าสิ้นเดือนพฤศจิกายน นี้ จะสามารถฉีดวัคซีนเข็ม1 ได้เกินกว่า 4 ล้านคน หลังจากนี้จะเร่งดำเนินการฉีดเข็ม 2 ให้เร็วที่สุด และขอให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สำรวจตัวเลขเด็กที่ขอรับวัคซีนเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการจัดสรรวัคซีนให้เพียงพอต่อความต้องการ

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการฉีดวัคซีนครู ขณะนี้มีครูได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วประมาณ 600,000 คน เหลืออีกประมาณ 230,000 ราย รอฉีดเข็ม 2 และยังไม่ได้รับวัคซีนอีกประมาณ 60,000 ราย ซึ่งต้องเร่งดำเนินการ โดยสั่งการผ่าน ศบค.ศธ.ให้ทุกหน่วยงานสำรวจตัวเลขนักเรียนและครู ที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม ว่าได้รับบูสเตอน์โดสเข็ม 3 แล้วจำนวนเท่าไร  ยืนยันว่า วัคซีนมีเพียงพอสำหรับฉีดให้กับนักเรียนอย่างแน่นอน เพียงแต่อาจมีความล่าช้า 3 – 4 วัน เพราะวัคซีนออกมาจากประเทศต้นทางช้ากว่ากำหนด ซึ่งกระทบกับบางจังหวัดที่อาจต้องเลื่อนการฉีดวัคซีนนักเรียนออกไปเล็กน้อย

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการเปิดโรงเรียน นั้นขณะนี้มีโรงเรียนที่เปิดเรียนออนไซต์แล้วจำนวน 13,007 แห่ง เรียนออนแอร์ 3,536 แห่ง ออนดีมานหรือเรียนผ่านแอพพลิเคชั่น 8,512 แห่ง ออนไลน์ 10,939 แห่ง ออนแฮนด์ 17,667 แห่ง โดยโรงเรียนที่เปิดเรีนยออนไซต์ ต้องดำเนินการตามมาตรการของ ศธ.ซึ่งจัดทำร่วมกับ สธ.ตามแนวทางของ ศบค.ชุดใหญ่

“จากการเปิดเรียนออนไซด์ไปกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่พบคลัสเตอร์โรงเรียน เด็กที่ติดโควิด กว่า 99% ติดมาจากผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ใกล้ชิด และจากข้อมูลล่าสุด พบว่า เด็กช่วงอายุ 0 – 19 ปี ติดโควิด-19 แล้ว กว่า 1.6 หมื่นราย แต่ไม่มีรายงานว่า เป็นการติดเชื้อจากในโรงเรียน” ปลัด ศธ.กล่าว

ศธ.เสนอยูเนสโกยกย่อง ‘สมเด็จพระพี่นางเธอฯ-พระยาศรีสุนทรโวหาร’เป็นบุคคลสำคัญของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616051

ศธ.เสนอยูเนสโกยกย่อง 'สมเด็จพระพี่นางเธอฯ-พระยาศรีสุนทรโวหาร'เป็นบุคคลสำคัญของโลก

วันอังคาร ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 15.24 น.

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมสมัชชาใหญ่ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ องค์การยูเนสโก ที่ประเทศฝรั่งเศส วันที่ 22-23 พฤศจิกายน นี้ จะมีการพิจารณาตามที่รัฐบาลไทยเสนอพระนามสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เป็นบุคคลสำคัญของโลก ซึ่งคาดว่าจะไม่มีปัญหา เพราะถือเป็นเรื่องต่อเนื่อง โดยรัฐบาลไทยได้มีการดำเนินการตามขั้นตอน ตั้งแต่ปี 2562 และศธ. กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและแสดงถึงผลงานที่ควรได้รับการยกย่องมาเป็นระยะ ๆโดยหลังจากยูเนสโกให้การรับรองแล้ว จะมีการจัดกิจกรรมเพื่อประกาศเกียรติคุณเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพี่นางเธอฯ และ ประกาศเกียรติคุณพระยาศรีสุนทรโวหาร อย่างเป็นทางการอีกครั้ง

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า การเสนอให้ยูเนสโกประกาศยกย่อง พระนามสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เป็นบุคคลสำคัญของโลกครั้งนี้ เนื่องจากวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 จะเป็นวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อีกทั้งพระองค์ทรงประกอบพระกรณียกิจนานัปการด้วยพระปณิธานแนวแน่ที่จะทำประโยชน์เพื่อประชาชนชาวไทย และสังคมโลก ทั้งยังทรงยึดมั่นในคุณค่าของมนุษย์ และศักยภาพของการพัฒนาจึงทรงอุปถัมภ์กิจการทั้งปวงที่เกี่ยวกับด้านการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ การแพทย์และการสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านสัมพันธไมตรี การสื่อสารและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ด้านการศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนะ

ขณะที่พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ก็ถือ เป็นบุคคลสำคัญ เป็นผู้แต่งตำราเรียนชุดแรกของไทย เรียกว่า “แบบเรียนหลวง” ใช้สอนในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และหนังสือกวีนิพนธ์ที่มีคุณค่าอีกหลายเรื่อง งานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง คือท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็น แม่กองตรวจโคลงบรรยายประกอบรูปภาพเรื่อง “รามเกียรติ์” รอบระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อครั้งกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 100 ปี และตัวท่านเองก็ได้รับหน้าที่เป็นผู้แต่งด้วยท่านหนึ่ง