ไม่ห่วงคลัสเตอร์เด็ก! ยอด นร.ฉีดวัคซีนแล้วเกือบ 90% ย้ำ รร.เข้มป้องกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615821

ไม่ห่วงคลัสเตอร์เด็ก! ยอด นร.ฉีดวัคซีนแล้วเกือบ 90% ย้ำ รร.เข้มป้องกัน

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 15.39 น.

“ตรีนุช”เผยยอด นร.ฉีดวัคซีนแล้วเกือบ 90% ไม่ห่วงคลัสเตอร์เด็ก ย้ำ รร.เข้มมาตรการป้องกัน ยันมี รร.เปิดออนไซต์แล้วกว่า 1.3 หมื่นแห่ง

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ว่า ตัวเลขล่าสุดมีโรงเรียนเปิดเรียนออนไซต์อยู่ที่ 1.3 หมื่นแห่งแล้ว ถือว่าเพิ่มขึ้นมาจากวันที่ 1 พ.ย.อีกกว่า 1 พันโรง และจะทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยต้องเข้าใจว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 จะอยู่กับเราต่อเนื่อง ดังนั้น จึงต้องหาวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้เด็กไม่ขาดกระบวนการเรียนรู้ ซึ่ง ศธ.ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จัดมาตรการป้องกันและดูแลตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตรการเข้มงวด พร้อมกับให้มีแผนเผชิญเหตุหากเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาด โดยได้กำชับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพฐ.) และโรงเรียนทั่วประเทศ ให้ดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างเข้มข้น

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดหาชุดตรวจหาเชื้อ ATK ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการเปิดเรียนแบบออนไซต์ เพียงแต่บางจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดอย่างหนัก และโรงเรียนมีความกังวล ทาง ศบค.จังหวัดจะเป็นผู้พิจารณาประสานงานกับสาธารณสุขจังหวัด เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป ทั้งนี้ ศธ.ได้ทำงานเชื่อมโยงกับ สธ.มาโดยตลอด มีการฉีดวัคซีนเข็มแรกให้นักเรียนที่อายุ 12 – 18 ปี ไปเกือบร้อยละ 90 แล้ว ฉีดวัคซีนให้ครูเข็มแรกกว่าร้อยละ 90 แล้ว และเข็ม 2 กว่าร้อยละ 60 ขณะที่ท่านนายกฯ ก็ได้เร่งรัดให้มีการฉีดวัคซีนเด็กทุกคนในภาพรวมทั่วประเทศให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องไปด้วยกัน เพราะตอนนี้คลัสเตอร์โรงเรียนคงไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่กังวลคือคลัสเตอร์ที่ติดจากผู้ใหญ่มากกว่า

‘ตรีนุช’ปูพรมปักหมุดการศึกษาเด็กพิการทั่วไทย มอบ สพฐ.ตั้งหน่วยบริการทุกอำเภอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615775

'ตรีนุช'ปูพรมปักหมุดการศึกษาเด็กพิการทั่วไทย มอบ สพฐ.ตั้งหน่วยบริการทุกอำเภอ

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 14.32 น.

“ตรีนุช”ปูพรมปักหมุดการศึกษาเด็กพิการทั่วไทย มอบ สพฐ.ตั้งหน่วยบริการศูนย์การศึกษาพิเศษทุกอำเภอ

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ที่ จ.กระบี่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียน ตามโครงการ “ปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู” ว่า ตามที่สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำระบบสารสนเทศสถานศึกษาในการค้นหาเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยใช้ Google Maps ปักหมุดสถานที่ (Location) ที่บ้านของนักเรียน พร้อมทั้งเพิ่มรายละเอียดข้อมูลพื้นฐาน และรูปภาพของผู้รับบริการลงในระบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายวาระเร่งด่วน (Quick Win) ของตน ในการเพิ่มโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาของประชากรวัยเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยในส่วนของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ได้มุ่งแก้ปัญหาให้เด็กพิการในวัยเรียนที่ไม่ได้รับการศึกษาเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยปักหมุดบ้านเด็กพิการทั่วประเทศ และให้ความช่วยเหลือให้ครบทั้ง 3 ด้าน คือด้านการศึกษา ด้านคุณภาพชีวิต และด้านสุขภาพ

“วันนี้ดิฉันได้ติดตามจากการปักหมุด มาเยี่ยม น้องหนูนา หรือ ด.ญ.ปาลิตา บุตรสัน อายุ 6 ปี 6 เดือน ซึ่งเป็นเด็กพิการซ้อน แรกเริ่ม โดยพบว่า มีความพิการซ้อนตั้งแต่กำเนิด และเข้ามารับบริการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดกระบี่ เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา น้องหนูนาได้รับการประเมินคัดกรอง ตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individual Education Program : IEP) ฟื้นฟูสมรรถภาพและทำกายภาพบำบัด จนสามารถปรับพฤติกรรมทางอารมณ์ พัฒนาการทางด้านร่างกายที่ดีขึ้นจนสามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงได้ปรับลดเวลามารับบริการที่ศูนย์ฯ สัปดาห์ละ 2 วัน ตามความสะดวกของผู้ปกครอง จนกระทั่งเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในปีการศึกษา 2564 ทางศูนย์ฯ จึงได้ปรับการเรียน โดยครูประจำชั้นได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนเป็นรายบุคคล พร้อมติดต่อผู้ปกครองมารับสื่อ ใบงาน ชุดกิจกรรม แบบฝึก และก่อนการสอนครูประจำชั้นจะติดต่อ สื่อสารกับผู้ปกครองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และโทรศัพท์ แจ้งว่าจะสอนอะไรบ้าง ให้พ่อแม่เตรียมอุปกรณ์ พร้อมให้คำแนะนำผู้ปกครองในการฝึกผู้เรียนที่บ้าน ขณะเดียวกันมีครูไปเยี่ยมนักเรียนที่บ้าน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อสังเกตจากพฤติกรรม อารมณ์ และผลสำเร็จระหว่างการสอน รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ปกครองรายงานผลการจัดการเรียนการสอนทุกวันจันทร์ เพื่อให้คำแนะนำและติดตามผลการเรียนร่วมกันอย่างใกล้ชิด” นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ทำให้เห็นสภาพจริงและความตั้งใจของครูและบุคลากรที่ทำงานในหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษ ซึ่งเป็นสถานที่ให้บริการทางการศึกษาแก่เด็กพิการ เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ตั้งแต่แรกเกิด หรือแรกพบความพิการ จนถึง 18 ปี ในชุมชนที่อยู่ห่างไกล ผู้ปกครองมีฐานะยากจนมีความยากลำบากในการเดินทางมาส่งบุตรหลานที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด ซึ่งปัจจุบัน สพฐ.ได้จัดตั้งหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษใน 76 จังหวัด จำนวน 624 หน่วยบริการ กระจายอยู่ทั่วประเทศ พร้อมทั้งได้ดำเนินงานตามโครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู โดยมีกลุ่มเป้าหมายให้เด็กพิการ ซึ่งรับบริการที่บ้านแล้วมากกว่า 9,500 คนทั่วประเทศ

“กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญเรื่องการเพิ่มโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัยเป็นอย่างยิ่ง โดยในส่วนของการศึกษาพิเศษ เราจะเดินหน้าค้นหาเด็กที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา เมื่อแรกพบจะส่งเสริม สนับสนุน ครูศูนย์การศึกษาพิเศษให้คำแนะนำพ่อแม่ผู้ปกครอง ในการสร้างความรู้ความเข้าใจในการดูแลช่วยเหลือเด็กพิการในช่วงที่อยู่ที่บ้าน สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายระหว่างกลุ่มพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัว และชุมชน ทั้งนี้ ดิฉันได้มีนโยบายให้ สพฐ.ขยายการจัดตั้งหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษให้ครบทุกอำเภอทั่วประเทศ พร้อมทั้งประสานให้ความช่วยเหลือครอบครัวเด็กพิการ ในด้านคุณภาพชีวิตกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และสาธารณสุขจังหวัด (สธจ.) เป็นต้น เพื่อให้เด็กพิการได้รับการช่วยเหลือครบทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา ด้านคุณภาพชีวิต ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาลที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวตรีนุช กล่าว

‘เก็บตก’เด็กอดเรียน!ชงครม.ลุย‘อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ’ นำร่อง 16 จุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615769

‘เก็บตก’เด็กอดเรียน!ชงครม.ลุย‘อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ’ นำร่อง 16 จุด

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 14.02 น.

“ตรีนุช” เตรียมชงครม.สัญจร ทำบิ๊กโปรเจกต์ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” เก็บตกเด็กหลุดจากระบบการศึกษาให้มีอาชีพมีงานทำ นำร่อง 16 จุด ใน6 จังหวัดภาคใต้ ฝั่งอันดามัน ก่อนขยายไปทั่วไทย

15 พฤศจิกายน 2564 ที่วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ จังหวัดกระบี่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการทางการศึกษา ในการติดตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล ว่า จากการที่ตนได้ลงตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาในในพื้นที่ภาคใต้เป็นครั้งที่ 2 แล้ว พบว่า มีเด็กไม่ได้เรียนต่อหลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) และเข้าสู่ตลาดแรงงานไม่ได้เพราะอายุไม่ถึง 18 ปี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลง เนื่องจากไม่มีความรู้พื้นฐานอาชีพ จึงได้กำหนดนโยบายให้ผู้จบชั้น ม.3 ได้เรียนต่อ 100% ทั้งสายสามัญศึกษา และสายอาชีพ

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ในวันที่ 16 พฤศจิกายน นี้ ศธ.จะเสนอโครงการ “อาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ” หรือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ของสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา

สำหรับโครงการของ สอศ.เป็นการช่วยเหลือนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ที่ยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษา ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น ในลักษณะโรงเรียนประจำ ผู้เรียนได้เรียนฟรี มีที่พัก พร้อมอาหาร โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ซึ่งในปีการศึกษา 2565 จะนำร่อง 16 จุด ใน 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล ก่อน จากนั้นจะขยายโครงการไปในวิทยาลัยสังกัด สอศ.ทั่วประเทศ รวมถึงฝึกอบรม Upskill และ Reskill ให้เยาวชนด้วย มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566-2575 ตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มปริมาณผู้เรียนสายวิชาชีพได้ 31,200 คนต่อปี และ Upskill และ Reskill ได้ 65,000 คนต่อปี ใช้งบประมาณเฉลี่ย 1,200 ล้านบาทต่อปี

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า สอศ.ได้รายงานความก้าวหน้านโยบายการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศ Excellent Center เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นหนึ่งในโยบายเร่งด่วน(Quick Win) ของ ศธ. ซึ่งทางวิทยาลัยเทคนิค(วท.)กระบี่ ได้ดำเนินการในสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน พัฒนาปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนกับสถานประกอบการ และเชื่อมโยงกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ใน 4 สาขางาน คือ สาขาชอฟต์แวร์และการประยุกต์ สาขาเครือข่ายคอมพิวเตอร์และความปลอดภัย สาขากราฟิกเกมและแอนิเมชัน และสาขาสมองกลฝังตัวและไอโอที (Internet of things) เน้นกระบวนการจัดการเรียนการสอน ที่สร้างระบบความคิด การพัฒนาทักษะให้นักเรียน นักศึกษาสามารถปฏิบัติงานได้จริง มีการประยุกต์ใช้รายวิชาในสาขางานสู่อาชีพในอุตสาหกรรมดิจิทัล  

นอกจากนี้ วท.กระบี่ ได้เตรียมขยายผลในสาขาที่เป็นความต้องการกำลังคนในท้องถิ่น ในสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ การท่องเที่ยว การโรงแรม ช่างซ่อมบำรุงเรือยอร์ช และช่างอากาศยาน รวมถึงมีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพและพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในองค์กรหลักของ ศธ. และหน่วยงานการศึกษาในจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนและเป็นศูนย์กลางการประสานงานระหว่างหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการเสริมสร้างทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนในจังหวัด โดยกำลังสำรวจความต้องการในการพัฒนาอาชีพ เพื่อนำไปสู่การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอาชีพได้ตรงตามความต้องการและบริบทที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ รมว.ศธ.ได้เยี่ยมชมศูนย์ฝึกอาชีพและพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการ Sawasdee Plaza และ Sawasdee Cup (CAFE) ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติงานจริงในการจำหน่ายสินค้า และการให้บริการของ วท.กระบี่ โดยมีผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นผลผลิตจากการเรียนการสอนของวิทยาลัย วางจัดจำหน่าย เช่น โต๊ะไม้จากไม้หมาก แก้วสกรีน เครื่องดื่มค็อกเทล เป็นต้น และเยี่ยมให้กำลังใจศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) ในการให้บริการช่วยเหลือประชาชน โดยเปิดให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับประชาชน ฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น และการต่อยอดผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างงาน สร้างรายได้ ในสถานการณ์โควิด-19 ด้วย

‘อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ’เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615641

'อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ'เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.38 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ประจำปี 2564 ณ วัดหิรัญรูจีวรวิหาร แขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พร้อมด้วยบริษัทผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียม และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกว่า 300 คน ทั้งนี้ มียอดเงินทำบุญหลังหักค่าใช้จ่าย รวมทั้งสิ้น 1,448,093 บาท

‘ลอยกระทง’ยุคโควิด!สวนดุสิตโพลเปิดมุมมองปชช. และ 5 สิ่งที่อยากลอยทิ้งไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615560

‘ลอยกระทง’ยุคโควิด!สวนดุสิตโพลเปิดมุมมองปชช. และ 5 สิ่งที่อยากลอยทิ้งไป

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 08.08 น.

‘ลอยกระทง’ยุคโควิด!สวนดุสิตโพลเปิดมุมมองปชช. และ 5 สิ่งที่อยากลอยทิ้งไป

14 พฤศจิกายน 2564 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,139 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 6-12 พฤศจิกายน 2564 หัวข้อ “คนไทยกับเทศกาลลอยกระทงในยุคโควิด-19” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นกรณีรัฐบาลได้มีประกาศให้จัดงานประเพณีลอยกระทง ปี 2564 พร้อมกำชับมาตรการความปลอดภัยและมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ซึ่งถือเป็นการจัดงานลอยกระทงครั้งแรกในช่วงที่ยังมีสถานการณ์โควิด -19 สรุปผลได้ ดังนี้

1.ประชาชนคิดอย่างไร กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อนุมัติให้หน่วยงานจัดงานประเพณีลอยกระทงในปีนี้ ปี 2564 ได้

อันดับ 1 กังวลเรื่องโควิด-19 กลัวเกิดคลัสเตอร์ใหม่ 60.04%

อันดับ 2 เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สืบทอดประเพณีอันดีงาม 52.29%

อันดับ 3 เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 50.00%

อันดับ 4 ทำให้บรรยากาศคึกคัก สนุกสนาน ได้ผ่อนคลายความตึงเครียด 44.28%

อันดับ 5 เปิดประเทศแล้ว ก็ควรจัดงานได้ตามปกติ 31.43%

2. หลังจากคลายล็อคและเปิดประเทศแล้ว ประชาชนสนใจจะไปร่วมเทศกาลลอยกระทงที่จัดตามสถานที่ต่าง ๆ หรือไม่

ไม่ไป 43.94%           

ไม่แน่ใจ 30.68%         

ไป 25.38%           

3. ถ้าได้ไปลอยกระทง ประชาชนจะเลือกใช้กระทงแบบใด

กระทงออนไลน์ 33.50%     

กระทงวัสดุธรรมชาติ 26.99%     

ทำกระทงเอง 23.56%     

กระทงขนมปัง 15.95%     

4. ความมั่นใจต่อมาตรการป้องกันโควิด-19 ในเทศกาลลอยกระทงปีนี้

ไม่ค่อยมั่นใจ 40.86%        

ไม่มั่นใจ 30.71%           

ค่อนข้างมั่นใจ 23.57%          

มั่นใจมาก 4.86%         

5. สิ่งที่อยากบอกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดงานลอยกระทงในปีนี้

อันดับ 1 มีมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด สวมหน้ากากตลอดเวลา มีจุดคัดกรอง เว้นระยะห่าง 86.82%

อันดับ 2 สถานที่จัดงานต้องเหมาะสม ระบายอากาศได้ดี ไม่แออัด 63.05%

อันดับ 3 รักษาความปลอดภัย ป้องกันอันตรายจากพลุ ดอกไม้ไฟ เพลิงไหม้ ฯลฯ 50.04%

อันดับ 4 เน้นอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม 47.89%

อันดับ 5 ตรวจสอบความแข็งแรงของโป๊ะ ท่าเรือ สถานที่จัดงานริมน้ำ 41.52%

6. การลอยกระทงในปีนี้ที่มีโควิด-19 แตกต่างจากปีที่ผ่าน ๆ มาอย่างไร

อันดับ 1 งดเว้นการไปสถานที่แออัด 68.04%

อันดับ 2 ระวังสุขภาพมากขึ้น 62.16%

อันดับ 3 เลือกสถานที่ใกล้บ้านที่สุด 50.40%

อันดับ 4 ความสนุกสนานน้อยลง 44.52%

อันดับ 5 ประหยัดมากขึ้น 39.90%

7. สิ่งที่ประชาชนอยากลอยไปกับกระทงในปีนี้     

อันดับ 1 โควิด-19 87.84%

อันดับ 2 ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ 59.10%

อันดับ 3 ข้าวของแพง น้ำมันแพง 57.84%

อันดับ 4 ความยากจน 55.41%

อันดับ 5 ปัญหาการเมือง 54.41%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า สัญญาณการจัดงานรื่นเริงเริ่มชัดเจนมากขึ้นในหลายประเทศ จะเห็นได้จากบรรยากาศงานฮาโลวีนที่ผ่านมา ผู้คนเข้าร่วมอย่างครึกครื้นมีเงินสะพัดจำนวนมาก ดังนั้นการที่รัฐบาลไทยประกาศให้จัดงานลอยกระทงก็เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยวและดันเม็ดเงินในช่วงสุดท้ายของปี โดยกำชับให้มีมาตรฐานสาธารณสุขที่เข้มงวดในการจัดงาน แต่ประชาชนก็ยังรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจและกังวลโควิด-19 ทว่าผลโพลนั้นเป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะเมื่อพิจารณาจากการออกมาใช้ชีวิตของประชาชนตามสถานที่ต่าง ๆ ก็พบว่ามีมากขึ้น จึงต้องรอดูกันว่าในช่วงเทศกาลลอยกระทงไปจนถึงปีใหม่จะคักคักหรือไม่เพียงใด

ส่วนอาจารย์อัครพล ไวเชียงค้า อาจารย์ประจำหลักสูตรคหกรรมศาสตร์ โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า “คนไทยกับเทศกาลลอยกระทงในยุคโควิด-19” จากผลสำรวจยังพบว่าประชาชนก็ยังรู้สึกกังวลเรื่องโควิด-19 กลัวเกิดคลัสเตอร์ใหม่ เนื่องด้วยจากสถานการณ์ที่ผ่านมาประชาชนยังประสบปัญหากับการระบาดของโควิด-19 กังวลการไปร่วมกิจกรรมในสถานที่ต่างๆ ซึ่งกิจกรรมการลอยกระทงรูปแบบออนไลน์นั้นได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ โดยมีความคาดหวังอยากให้โรคระบาดในครั้งนี้ลอยไปกับกระทง

“ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนยังให้ความสำคัญและสนใจในประเพณีลอยกระทง ซึ่งเป็นงานเทศกาลประเพณีดั้งเดิมของไทยที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สวยงาม ประเพณีลอยกระทงนั้นมีมาแต่โบราณ โดยมีคติความเชื่อหลายอย่าง เช่น เชื่อว่าเป็นการบูชาและขอขมาแม่พระคงคา เป็นการสะเดาะเคราะห์ เป็นการบูชาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท เป็นต้น” อาจารย์อัครพล กล่าว

อว. ปลื้ม การแสดงศิลปดนตรีเพลงพื้นบ้าน ผ่านวงซิมโฟนีออเคสตร้า กระตุ้นศก.ท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615456

อว. ปลื้ม การแสดงศิลปดนตรีเพลงพื้นบ้าน ผ่านวงซิมโฟนีออเคสตร้า กระตุ้นศก.ท่องเที่ยว

วันเสาร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 14.28 น.

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.64 ในช่วงค่ำ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ชมการแสดงดนตรี “ไหว้สาบูรพาจารย์”ถ่ายทอดเสียงเพลงพื้นบ้าน ผ่านการแสดงของวงดนตรีซิมโฟนีออเคสตร้า ณ วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนที่สนใจเข้าชมการแสดง

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก กล่าวว่า การจัดแสดงดนตรีต่อยอดนวัตกรรมเพลงพื้นบ้านเพื่อเผยแพร่ให้เป็นมรดกของชาติ จัดแสดงทั้งหมด 5 ครั้ง จากเดิมที่ตั้งใจนั้นจะจัด 8 ครั้งแต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด- 19 ทำให้ต้องจัดเพียง 5 ครั้ง ขอชื่นชม รศ. ดร.สุกรี เจริญสุข ที่นำวงดนตรีซิมโฟนีออเคสตร้าจัดแสดงให้ขมสุดท้ายที่จ.เชียงใหม่ถือเป็นการจบการแสดงที่สวยงาม จากนี้ไปจะเป็นโครงการอื่น ๆ ที่รศ. ดร.สุกรี ได้เสนอไว้อีกหลายโครงการ ชึ่งการบรรเลงเพลงในครั้งนี้เป็นดนตรีที่มีคุณภาพสูงมาก ทำให้เข้าใจความเป็นมาของเพลงและเข้าใจถึงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมได้อย่างสนุกและเพลิดเพลิน ซึ่งการจัดแสดงแต่ละครั้งมีดนตรีพื้นบ้านมาร่วมจัดแสดงด้วย

ในส่วนของ อว. มีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างมากด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม อว. ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ อว. ได้ช่วยทำการวิจัยโดยการนำเพลงพื้นบ้านมาใส่ในวงดนตรีซิมโฟนีออเคสตร้าก็ถือเป็นการวิจัยอย่างหนึ่ง และก่อนหน้านี้ตนเองได้เดินทางไปที่คุ้มบุรีรัตน์ก็ได้เห็นว่า อว. และ วช. สนับสนุนทุนวิจัยในการฟื้นฟูคุ้มบุรีรัตน์ได้สวยงามขึ้นมาก ในส่วนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ อว. ได้มีการทำเรื่องล้านนาสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้น อว. ไม่ใช่แค่สอนหนังสือ หรือแค่ทำวิจัยและนวัตกรรม แต่ อว. นำนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก ไปสร้างเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ให้กับประเทศ หรือสร้างเศรษฐกิจเชิงวิทย์วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในประเทศ

สำหรับการพัฒนาการต่อยอดในพื้นที่อื่น ๆ ที่มีเพลงพื้นบ้าน คิดอยู่และกำลังริเริ่มทำอยู่โดยได้สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยราชภัฎทั่วทุกแห่งมีวงดนตรี วงดนตรีแบบไหนก็ได้ เล่นเพลงพื้นบ้านที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอยู่ก็ได้ อยากให้ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ราชการส่วนภูมิภาค และหอการค้า ทำให้ทุกที่มีดนตรีที่เกิดความเข้มแข็งทางศิลปวัฒนธรรมซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องมีเพราะว่าแต่เศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมช่วยนำรายได้สูงมาให้แก่ประเทศ ส่วนจะให้มหาวิทยาลัยราชภัฎจังหวัดใดเป็นจังหวัดนำร่อง เรื่องนี้ที่ต้องพูดคุยหารือกันอีกครั้งและในส่วนที่จ.ลำปางก็ได้มีการพูดคุยกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎลำปางแล้วซึ่งก็สนใจมากและผวจ.ลำปางก็พร้อมที่จะสนับสนุนอีกด้วย

ด้าน ดร.วิภารัตน์ กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับโครงการขยายผลต่อยอดนวัตกรรมเพลงพื้นบ้านเพื่อเผยแพร่ให้เป็นมรดกของชาติของ “มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข” ซึ่งดำเนินการโดย รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ในการวิจัยเพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม โดยการค้นหาเพลงเก่าของชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อนำมาเรียบเรียงใหม่ พร้อมเล่นผ่านวงดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตร้า เพื่อรักษาเพลงเก่า นำมาเสนอในรูปแบบใหม่ เป็นการกระตุ้นให้เกิดการเสริมสร้างสิ่งใหม่บนรากฐานสิ่งเก่า เพื่อรักษาเสถียรภาพและอัตลักษณ์ของสังคมไทยให้สืบทอดและคงอยู่ต่อไป 

การแสดง “ดนตรีไหว้สาบูรพาจารย์” เป็นการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์จ.เชียงใหม่ และการบูชาอาจารย์ ผ่านบรรเลงดนตรีโดยวงไทยซิมโฟนีออเคสตร้า โดยเริ่มจากเพลงกุหลาบเชียงใหม่ เพลงลาวดวงดอกไม้ เพลงลาวจ้อย เพลงคางคกปากสระ และลาวเจริญศรี อำนวยความสะดวกโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข ควบคุมวงโดย พ.อ.ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ ระหว่างการบรรเลงเพลง ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ได้สร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมประกอบบทเพลง การแสดงดนตรีฯ จัดให้เข้าชมในจำนวนที่นั่งตามข้อกำหนดการป้องกันโควิด-19 พร้อมบันทึกภาพและเสียงเพื่อเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์และสื่อโทรทัศน์
 

สพฐ.แจงกรณีครูโพตส์หนังสือลาออก เป็นเหตุผลส่วนตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615360

สพฐ.แจงกรณีครูโพตส์หนังสือลาออก เป็นเหตุผลส่วนตัว

วันศุกร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 18.50 น.

สพฐ.แจงกรณีครูโพตส์หนังสือลาออก เป็นเหตุผลส่วนตัว

12 พฤศจิกายน 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีข้าราชการครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ โพสต์หนังสือขอลาออกพร้อมให้เหตุผลว่าเป็นเพราะระบบการประเมินและการทำเอกสารที่มากเกินไป ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์นั้น

นายอัมพร กล่าวว่า จากการสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 ต้นสังกัดโรงเรียนของข้าราชการครูรายดังกล่าวแล้ว พบว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนได้มอบหมายให้ข้าราชการครูรายดังกล่าวทำหน้าที่ครูผู้สอนนักเรียนชั้นอนุบาล 3 มีนักเรียน 28 คน โดยไม่ได้มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างอื่นเนื่องจากเพิ่งย้ายมาเมื่อปลายปีการศึกษา 2563 ต่อมาด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทางโรงเรียนไม่สามารถจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ On Site ได้ จึงได้จัดในรูปแบบ On Hand และ On Demand โดยผู้บริหารโรงเรียนได้มอบหมายให้ครูแต่ละคนออกแบบการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับนักเรียนในแต่ละระดับชั้น พร้อมกับรายงานให้ผู้บริหารโรงเรียนได้รับทราบเป็นระยะ เพื่อเป็นการกำกับ ติดตาม และช่วยเหลือสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ซึ่งทางโรงเรียนได้สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ให้ครูทุกคนได้อย่างเพียงพอ โดยไม่ได้กำหนดให้จัดทำเอกสารอื่นๆ ที่นอกเหนือจากภาระหน้าที่นั้น

กรณีที่ข้าราชการครูรายดังกล่าวได้ยื่นใบลาออกแล้วให้เหตุผลตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น จากการสอบถามบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของข้าราชการครูรายดังกล่าว ว่าการจัดทำเอกสารหลักฐานว่าด้วยระเบียบวิธีการขอเลื่อนตำแหน่งหรือมีวิทยฐานะครู ที่จะได้เลื่อนตำแหน่งหรือมีวิทยฐานะ ต้องจัดทำเอกสารขึ้นโดยไม่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนอย่างแท้จริง และในกรณีการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ข้าราชการครูรายดังกล่าวไม่สามารถออกแบบการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ เช่น ขอความร่วมมือผู้ปกครองในชั้นอนุบาลให้อัดคลิปกิจกรรมของนักเรียนอนุบาลตามใบงานที่กำหนด ปรากฏว่ามีผู้ปกครองไม่กี่รายที่สามารถอัดคลิปและส่งให้ดูได้ จึงเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะครูอย่างเต็มที่ จึงได้ยื่นหนังสือขอลาออกไป

“ทั้งนี้ สพป.นครสวรรค์ เขต 2 ได้ดำเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการยื่นหนังสือลาออก พบว่าหนังสือขอลาออกไม่เป็นไปตามระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการลาออกของข้าราชการครู จึงแจ้งให้โรงเรียนประสานข้าราชการครูรายดังกล่าวดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการอนุญาตให้ลาออกแต่อย่างใด” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

รพ.ธนบุรีแจ้งผู้จอง’โมเดอร์นา’ ถ้าไม่มาฉีดตามนัด ขอสงวนสิทธิ์ทิ้งวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615286

รพ.ธนบุรีแจ้งผู้จอง'โมเดอร์นา' ถ้าไม่มาฉีดตามนัด ขอสงวนสิทธิ์ทิ้งวัคซีน

วันศุกร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 15.40 น.

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เพจเฟซบุ๊ก Thonburi Hospital Club ของ โรงพยาบาลธนบุรี ประกาศแจ้งเตือนถึงลูกค้าที่จองวัคซีน “โมเดอร์นา” ไว้กับทาง โรงพยาบาลธนบุรี ว่า ถึงลูกค้าที่สั่งจองวัคซีนทางเลือก “โมเดอร์นา” กับโรงพยาบาล กรณีที่ไม่มาฉีดวัคซีนในวันนัดว่า เนื่องจากวัคซีนโมเดอร์นาบรรจุแบบ Multiple Doses 1 ขวด แบ่งได้ 10 โดส เมื่อเปิดขวดแล้วเก็บไว้ได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมง

รพ.ธนบุรี ขอย้ำให้ท่านที่ได้รับสิทธิและได้กำหนดวันฉีดที่แน่นอนแล้วมารับบริการฉีดวัคซีนตามวันที่ท่านนัดหมาย เพื่อเป็นการบริหารวัคซีนโดยไม่สิ้นเปลือง และไม่เป็นการปิดกั้นโอกาสการได้รับวัคซีนของผู้จองฉีดวัคซีนท่านอื่น

หากท่านไม่ได้รับการฉีดวัคซีนตามที่ทำนัดหมายไว้ โรงพยาบาลขอสงวนสิทธิเสมือนท่านได้ใช้วัคซีนไปแล้ว เนื่องจากโรงพยาบาลต้องทิ้งวัคซีนที่ท่านไม่มาฉีดตามนัด

หากต้องการซื้อวัคซีนโดสใหม่ รพ.ธนบุรี ขายให้โดสละ 1,100 บาท โดยคิดราคาเฉพาะค่าวัคซีน ไม่ต้องเสียค่าบริการฉีด

23องค์กรนิสิตนักศึกษาออกแถลงการณ์ร่วม ปฏิเสธคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615038

23องค์กรนิสิตนักศึกษาออกแถลงการณ์ร่วม ปฏิเสธคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 15.16 น.

11 พฤศจิกายน 2564 เพจสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่แถลงการณ์ร่วม 23 องค์กรนิสิต นักศึกษา เรื่อง ปฏิเสธคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ….

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคำร้องของ คุณณฐพร โตประยูร ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 กรณีการปราศรัยการชุมนุมทางการเมืองในปลายปี พ.ศ. 2563 ของผู้ถูกร้องทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ คุณอานนท์ นาภา, คุณภาณุพงศ์ จาดนอก และคุณปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัย ระบุว่า “การชุมนุมและ การปราศรัยของผู้ถูกร้องทั้งสามมีเจตนาทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์โดยชัดแจ้ง เป็นการซัดกร่อนบ่อนทำลายการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการปลุกระดมก่อให้เกิดความวุ่นวายและความ รุนแรงในสังคม เป็นการกระทำใด ๆ ที่มีเจตนาเพื่อทำลาย หรือเพื่อทำให้สถาบันกษัตริย์ต้องสิ้นสลายไป ไม่ว่าด้วยการพูด การเขียน หรือการกระทำต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลเป็นการบ่อนทำลาย ด้อยคุณค่า หรือทำให้อ่อนแอลง ย่อม แสดงให้เห็นถึงเจตนาเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้ถูกร้องทั้งสามใช้สิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็น โดยไม่สุจริต มีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มิใช่ปฏิรูป ศาลรัฐธรรมนูญสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้งสาม รวมทั้งกลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกการกระทาดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปใน อนาคต” นั้นองค์กรนักศึกษาทั้ง 23 แห่ง ขอปฏิเสธกระบวนการไต่สวนที่ไม่เป็นธรรมและคำวินิจฉัยของศาล โดยขอยืนยันว่า 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของผู้ถูกร้องทั้งสามนั้น เป็นข้อเสนอที่จะทำให้ สถาบันพระมหากษัตริย์ของราชอาณาจักรไทยคงอยู่สถาพรในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างสง่างาม สมกับพระเกียรติยศที่สมเด็จบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าทรงดำรงไว้ตั้งแต่ครั้นอดีต ผู้ถูกร้องทั้งสามและผู้ชุมนุมเพียงหวังให้สถาบัน พระมหากษัตริย์ของเรา ปราศจากมลทินและข้อครหาที่จะทำให้พระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์ เสื่อมเสีย นามาสู่เหตุผลห้าประการในการขอปฏิเสธกระบวนการไต่สวนและวินิจฉัยของศาล ดังนี้
.
ประการแรก ผู้ถูกร้องทั้งสามท่านมิได้รับโอกาสขอไต่สวนเพิ่มเติมจากศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อ สู้คดีและแสวงหา ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อศาล ด้วยการสั่งงดการไต่สวนโดยอ้างว่าพยาน หลักฐาน ข้อเท็จจริงเพียงพอต่อการวินิจฉัยแล้ว อีกทั้ง ศาลรัฐธรรมนูญยังยกคาร้องขอเบิกตัวคุณอานนท์ นำภา และคุณภาณุพงศ์ จาดนอก ซึ่งขณะนี้ทั้งสองท่าน ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ฉะนั้น จึงมิอาจเรียกได้ว่ากระบวนการไต่สวนในครั้งนี้ เป็นกระบวนการอันสถิตไว้ซึ่ง ความยุติธรรม
.
ประการที่สอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ยึดถือหลักการที่สาคัญที่สุด ประการหนึ่ง คือ The king can do no wrong พระมหากษัตริย์จะทรงกระทาผิดมิได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกการกระทำ ของพระมหากษัตริย์ถูกต้องเสมอ เพราะพระองค์จะทรงมีพระราชอำนาจในการกระทำอันใดจากัดเท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เนื่องจากพระมหากษัตริย์จะต้องทรงดารงพระองค์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและดารงพระราชสถานะเป็นประมุขของประเทศ ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ จุดมุ่งหมายมิใช่เพื่อหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แห่งพระมหากษัตริย์ หากแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและถกเถียงถึงมูลเหตุแห่งการเสื่อม พระเกียรติ และช่วยส่งเสริมให้สถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยธำรงไว้อย่างมั่นคง และสมพระเกียรติยศ
.
ประการที่สาม ถ้อยวลีของคำว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในประเทศไทยนั้น ถูกปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 อันเป็นผลพวงมาจากการรัฐประหารปี พ.ศ. 2490 ดังนั้น เหตุผลการวินิจฉัยของศาลที่อ้างว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 ได้บัญญัติ ให้ เรียกระบอบการปกครองว่า “เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จึงไม่อาจเชื่อถือได้
.
ประการที่สี่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด เพียงแต่ผู้ใช้อานาจนั้นคือ พระมหากษัตริย์ ผ่านกลไกภายใต้รัฐธรรมนูญ มิได้สะท้อนว่าอานาจ อธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ ดังนั้น เหตุผลการวินิจฉัยของศาลที่อ้างถึงประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยตั้งแต่ สมัยอาณาจักรสุโขทัยจึงไม่สมเหตุสมผล
.
ประการสุดท้าย การเคลื่อนไหวทางการเมืองและการชุมนุมของผู้ถูกร้องและประชาชนชาวไทยในช่วงเวลา ที่ผ่านมา เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมอันได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ทุกประการ ปราศจากเจตนาที่จะล้มล้างการปกครองของประเทศ มิใช่เป็นการกระทำอันก่อให้เกิดการรัฐประหาร เฉกเช่นในอดีตที่ผ่านมา ฉะนั้น การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เป็นการด้อยค่าสิทธิเสรีภาพของปวงชน ชาวไทยที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และทาให้ประชาชนหมดสิ้นศรัทธาที่มีต่ออานาจตุลาการและวงการนิติศาสตร์ประเทศไทย
.
เมื่อลมวสันตฤดูแห่งการเปลี่ยนแปลงได้พัดพามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้แล้ว ท่านมิอาจสร้างกาแพงขวางกั้นลม มิเช่นนั้นกระแสลมนี้จะทวีความรุนแรงเป็นพายุที่พัดพาเศษซากศักดินาล้าหลังคร่าครึ ให้พากันพังทลายลงไปทั้งระบบ เมื่อเลือด ราษฎรที่ถวิลหาประชาธิปไตย ถูกทำให้หลั่งลงบนผืนแผ่นดินนี้ สิ่งที่ท่านได้กลับมาจะมีเพียงสิ่งเดียว คือไฟโลกันตร์แห่งการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนจะลุกโชนขึ้นอย่างควบคุมมิได้ และสุดท้ายประชาชนจะเป็นสถาบันเดียวที่คงอยู่สถาพรในพื้น แผ่นดินนี้ชั่วกัลปาวสาน
.
11 พฤศจิกายน 2564
.
กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อเยาวชน ภาคเหนือตอนล่าง
กลุ่มนิสิต พรรคชาวดิน
คณะกรรมการกลางบริหาร องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (10 ตําแหน่ง)
แนวร่วมนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามเพื่อประชาธิปไตย
พรรคก้าวใหม่
พรรคโดมปฏิวัติ
พรรคป๋วยก้าวหน้า
พรรคเสรีธรรมศาสตร์
พรรคแสงโดม
สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้
สภานักศึกษา องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี
สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
สโมสรนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้
องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยนเรศวร
องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
องค์การบริหาร องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
องค์การบริหาร องค์การนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

คดีตัวอย่าง!กมธ.ศาสนาฯแนะตร.โอนคดี‘นัท นิสามณี’ให้กองปราบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615006

คดีตัวอย่าง!กมธ.ศาสนาฯแนะตร.โอนคดี‘นัท นิสามณี’ให้กองปราบ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 14.04 น.

คดีตัวอย่าง!กมธ.ศาสนาฯแนะตร.โอนคดี‘นัท นิสามณี’ให้กองปราบ ลั่นต้องดำเนินคดีถึงที่สุดไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

11 พฤศจิกายน 2564 ที่รัฐสภา นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังเชิญกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) หารือการดำเนินการเอาผิดกับกรณี “นัท นิสามณี เลิศวรพงษ์” เน็ตไอดอลและบิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดัง เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “สะบัดแปรง” ที่แต่งกายเลียนแบบพระพุทธเจ้า ว่า เนื่องจากมีการแจ้งความเรื่องดังกล่าวหลายพื้นที่ที่ประชุมจึงมีมติให้ กมธ.ศาสนาฯทำเรื่องหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอให้โอนคดีดังกล่าวมาที่กองปราบปราม เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเร่งรัดเป็นรูปธรรม ที่จะสามารถชี้แจงต่อประชาชนได้ว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนใด

ด้านนายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า เราให้สำนักงานพระพุทธศาสนาได้ยื่นดำเนินคดีกับ“นัท นิสามณี เลิศวรพงษ์” ผ่าน ตร.เพื่อให้เป็นดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เนื่องจากที่ผ่านมาการกระทำเช่นนี้มีเกิดขึ้นบ่อยครั้ง พอท้ายที่สุดก็บอกขอโทษ วันนี้จะต้องมีตัวอย่าง ต่อไปใครจะนำศาสดาของแต่ละศาสนามาทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรก็ต้องถูกดำเนินคดี

เมื่อถามว่าโทษมีทั้งหมดมีจำนวนกี่คดี รองประธานกมธ.ศาสนากล่าวว่า 1.พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา14 และมาตรา 15 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 208 ที่ระบุไว้ว่า ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช ในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้คาดว่าใน2 สัปดาห์จะมีความคืบหน้าที่ชัดเจน

เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึง “นัท นิสามณี เลิศวรพงษ์” หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ในนามกมธ.เห็นว่ากระทำไม่สมควร ส่วนจะผิดถูกด้านกฎหมายก็ให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายดำเนินการ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไปซึ่งเราไม่อยากเชิญผู้ถูกกล่าวหามา เพราะไม่ต้องการขยายผลทางสื่อออกไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ ส่วนจะเป็นธรรมหรือไม่ คิดว่าให้ผู้บังคับใช้กฎหมายเป็นผู้ดำเนินการ