‘สมชัย’โดนเท! อดพิสูจน์ตู้ไวน์แช่น้ำผลไม้ห้องทำงาน กกต. ชี้ควรระวังภาพลักษณ์องค์กร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614999

‘สมชัย’โดนเท! อดพิสูจน์ตู้ไวน์แช่น้ำผลไม้ห้องทำงาน กกต. ชี้ควรระวังภาพลักษณ์องค์กร

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.54 น.

“สมชัย”โอด“ฐิติเชฏฐ์”เท!!อดไลฟ์สดพิสูจน์ตู้ไวน์ห้องทำงาน หลังเจ้าตัวเปลี่ยนใจยกเลิกนัดกะทันหัน เผยตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมาเห็นดื่มแค่น้ำอัดลม-น้ำเปล่า ชี้ควรระมัดระวังอาจกระทบภาพ

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 ที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมือง และการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตกกต. เดินทางมาเพื่อร่วมรับประทานอาหารกับนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง เพื่อที่จะทำการไลฟ์สดพิสูจน์ตู้ไวน์ในห้องทำงานของนายฐิติเชฏฐ์ ตามคำเชิญ หลังจากมีการเผยแพร่ภาพดังกล่าวทางโลกโซเชียลมีเดีย และถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม แต่เมื่อเดินทางมาถึงนายสมชัย ระบุว่า ได้รับการติดต่อจากนายฐิติเชฏฐ์ ว่าขอยกเลิกนัดรับประทานอาหาร เนื่องจากไม่ต้องการให้มีการไลฟ์สด

นายสมชัย กล่าวว่า จากกรณีที่วานนี้(10พ.ย.)ตนได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวเกี่ยวกับภาพที่ปรากฏมีตู้แช่ไวน์ในห้องทำงานของกกต.นั้น นายฐิติเชฏฐ์ ถือได้ว่าเป็นเพื่อนรักรู้จักกันกับตนก็ได้โทรศัพท์มาต่อว่าตนในทำนองต่อว่าตนว่าไปให้ข่าวได้อย่างไร และผิดอะไรหรือที่จะมีตู้ไวน์ไปแช่น้ำผลไม้ ต่อจากนั้นก็ชวนตนมาทานข้าว ซึ่งเดิมตนก็ไม่อยากจะมา แต่คะยั้นคะยอตน 2-3 ครั้ง ตนจึงตอบตกลงและขอไลฟ์สด แต่นายฐิติเชฏฐ์ อาจฟังไม่ชัดจึงบอกว่ามาเลย แต่ปรากฏว่าเมื่อตนเดินทางมาวันนี้ก็ได้รับการติดต่อว่าไม่สะดวกที่จะไลฟ์ในห้องทำงาน และไม่อนุญาตให้ขึ้นห้องทำงาน แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการมีตู้ไวน์ในห้องทำงานกกต.ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ นายสมชัย พยายามเลี่ยงตอบคำถาม โดยบอกเพียงว่าทางสำนักงานกกต.จะต้องพิจารณาว่าเหมาะสม ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ แต่ในอีกมิติหนึ่งการมีตู้ไวน์เป็นเรื่องของการเกินความพอดี ไม่ว่าจะเก็บไวน์ไว้จริงหรือไม่ แต่การมีตู้เป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรา และรสนิยม

“ขอโทษคนที่คอยดูไลฟ์สด ที่อยากรู้ว่าในตู้มีอะไร แต่ผมก็เชื่อว่าในตู้คงจะมีแค่น้ำผลไม้ หรือน้ำเปล่า แต่ก็เสียดายโอกาสที่จะได้ขึ้นไปพิสูจน์  เพราะท่านตัดไมตรี และทำให้ผมต้องไปหาข้าวทานเอง “นายสมชัย กล่าว

ส่วนที่มีการวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมของการที่ตู้ไวน์ใช้ไฟหลวง นายสมชัย กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความเข้มงวดของแต่ละหน่วยงาน ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขเคยห้ามเรื่องการห้ามข้าราชการนำโทรศัพท์มือถือมาชาร์จไฟ หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้ามนำคอมพิวเตอร์โน็ตบุ๊คมาชาร์จไฟ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเข้มงวดจนเกินไป และคิดว่าถ้าเป็นอุปกรณ์เสริมในการทำงานเช่นมือถือ ตู้เย็น ทีวี ไม่ควรเข้มงวดจนเกินไป แต่ในกรณีนี้ ถ้าบอกว่าเป็นตู้ไวน์เอาไว้แช่น้ำเปล่า ซึ่งก็ไม่ผิดเพราะเป็นตู้เย็นประเภทหนึ่ง แต่มันเป็นเรื่องการเกินความพอดี เพราะสัดส่วนของราคาตู้เย็นกับตู้ไวน์ แตกต่างกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสำนักงานในการพิจารณา
 
“ส่วนตัวผมกับท่านฐิติเชฏฐ์ เป็นเพื่อนกันก็ไม่เคยเห็นท่านดื่มไวน์ จะเห็นก็ดื่มแต่น้ำอัดลมกับน้ำเปล่า แต่ท่านก็บอกว่ามีตู้ไวน์ 2 ตู้ที่บ้าน เลยนำมาไว้ที่ทำงานตู้นึง ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าถ้าไม่ใช่คนดื่มไวน์จะมีตู้ทำไม ซึ่งภาพที่ออกไป คนที่เป็นองค์กรอิสระควรต้องระมัดระวังตัว เพราะอาจทำให้คนอื่นเข้าใจผิด สมัยผมเป็นกกต.ผมได้รับการเตือนจากกกต.ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่าเราต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะภาพลักษณ์ที่จะไปกระทบต่อการทำงาน อย่าไปแสดงออกว่าเราชอบอะไรเพราะเขาก็จะเอาของนั้นมาให้ สมมติส้มโอ 2 ลูก เราก็คิดแค่ว่าเป็นส้มโอ แต่เขาก็เอาภาพที่ถ่ายคู่ไปแสดง และบอกว่าได้เข้าพบกกต. ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเขามีความสนิทสนมกับกกต.เป็นพิเศษ หากมีเรื่องการร้องเรียนคดีต่างๆก็อาจจะติดต่อผ่านเขาได้ ”นายสมชัย กล่าว
 
นายสมชัย กล่าวอีกว่า หากมีโอกาสอยากให้นายฐิติเชฏฐ์ได้ชี้แจงกับสื่อ และน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ ดีกว่าเพิกเฉยและปล่อยเรื่องผ่านไป เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดความสะสมในใจคน ว่ารสนิยมของคนในองค์กรอิสระเป็นอย่างนี้ ก็อาจจะกระทบความเชื่อถือของคณะบุคคลในการพิจารณาวินิจฉัยคดี นอกจากนี้ในส่วนของสำนักงานก็ไม่อยากให้มีการไปโทษว่า สำนักงานประชาสัมพันธ์ผิดพลาดทางการลงรูป หรือเอารูปออกในเพจของสำนักงานกกต. เพราะจุดเริ่มต้นถ้ามันไม่มีตู้ไวน์ในห้องทำงาน ก็จะไม่เป็นข่าว และถ้าไม่มีการเอารูปออกจากเพจก็ไม่เป็นข่าว เหมือนกับวันนี้ถ้าให้ตนขึ้นไปทานข้าวและไลฟ์สด ก็จะไม่เป็นข่าว แต่พอไม่ให้ขึ้น มันก็กลายเป็นข่าว
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 11.00น. นายสมชัย ได้รับประทานอาหารในศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ และไลฟ์สด ตามลำพัง หลังจากให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเสร็จ

‘กมธ.ศาสนาฯ’ เรียก 5 หน่วยงาน ชี้แจงเอาผิด’นัท นิสามณี’แต่งกายเลียนแบบพระพุทธเจ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614970

'กมธ.ศาสนาฯ' เรียก 5 หน่วยงาน ชี้แจงเอาผิด'นัท นิสามณี'แต่งกายเลียนแบบพระพุทธเจ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 11.45 น.

กมธ.ศาสนาเชิญ 5 หน่วยงานหารือเอาผิดกรณี”นัท นิสามณี” แต่งเลียนแบบพระพุทธเจ้าทำกระทบกระเทือนจิตใจประชาชน ‘ไพบูลย์’ชี้เข้าข่ายผิดกม.หลายฉบับ

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ 5 ผู้แทนจากกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ กสทช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าชี้แจงการดำเนินการเอาผิดกับ “นัท นิสามณี เลิศวรพงษ์” เน็ตไอดอลและบิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดัง เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก สะบัดแปรง ที่แต่งกายเลียนแบบพระพุทธเจ้า ด้วยการแต่งกายไม่เหมาะสมและกระทบพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่น

โดยก่อนการประชุม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการกระทำของ นัท นิสามณี ว่า เข้าข่ายผิดกฎหมายหลายฉบับ จึงมีมติเชิญหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อมาให้ข้อมูล และการดำเนินการว่าเป็นอย่างไร เพราะเรื่องดังกล่าวถือกระทบต่อจิตใจประชาชนหลายล้านคน ถ้าหน่วยงานของรัฐเพิกเฉยไม่ดำเนินการ เกรงว่าจะเป็นปัญหาในอนาคตได้ เรื่องนี้เสียหายมากเพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ทำเช่นนี้ วันนี้จะเป็นการฟังการให้ข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากมีที่จะต้องกล่าวโทษ ก็อยากจะทราบถึงขั้นตอนหลังจากนี้ แต่คงไม่ถึงขั้นที่กรรมาธิการไปฟ้องร้องเอง เพราะมีบุคคลและสมาคมไปฟ้องร้องแล้ว

ส่วนที่ไม่ได้เชิญนัท นิสามณี เข้าให้ข้อมูล นายไพบูลย์ ระบุว่า เพราะเขาเป็นผู้กระทำความผิด จึงไม่ควรเปิดโอกาสให้ขยายผลในทางที่มากขึ้น เจ้าตัวอาจไม่ได้คิดอะไร แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่

Do & Don’t แนวทางฝึก Critical Thinking ทักษะจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของเด็กยุคใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614819

Do & Don’t แนวทางฝึก Critical Thinking ทักษะจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของเด็กยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“การคิดเชิงวิพากษ์” (Critical Thinking) ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายคือ คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจประเมินหรือแก้ปัญหาต่างๆ ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของเด็กยุคใหม่ แต่การเลี้ยงดูแบบเดิมๆ ที่ปิดกั้นทางความคิด การตีกรอบ การใส่ชุดข้อมูลสำเร็จรูป จากผู้ปกครองหรือแม้แต่ในระบบการเรียนการสอนในโรงเรียน ส่งผลให้เกิดปัญหาที่เรามักจะได้ยินมาโดยตลอด คือ เด็กไทยไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าถามในเรื่องที่ตัวเองไม่เข้าใจ ขาดทักษะในการเชื่อมโยงเหตุผลอย่างถูกต้อง ซึ่งทัศนคติที่ปิดกั้นเหล่านี้ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และประธานกรรมการ โรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ กล่าวว่า Critical Thinking  มีความสำคัญและเป็นอีกทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็ก สามารถฝึกฝนได้ และควรปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก เพราะเป็นพื้นฐานด้านความคิดที่สำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้แบบ Active Learning หัวใจของการเรียนรู้ในยุคที่ต้องทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งการปลูกฝังเรื่องCritical Thinking ควรเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งจากที่บ้านและโรงเรียน โดย ดร.ดาริกา ในฐานะนักบริหารการศึกษาที่มีประสบการณ์ด้านการเรียนรู้ทั้งในระดับปฐมวัยและมหาวิทยาลัย ได้ให้แนวทาง Do & Don’tในการช่วยสร้าง Critical Thinkingให้กับเด็กไทยไว้ดังนี้

DO-ปล่อยให้ทำ-ฝึกตั้งคำถาม-ทำซ้ำบ่อยๆ

“ปล่อยให้ทำ” เพราะการได้ทำด้วยตัวเองจะทำให้เกิดการเรียนรู้และเป็นประสบการณ์อันล้ำค่า แต่พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องประเมินแล้วว่าสิ่งนั้นไม่เป็นอันตราย ลูกสามารถทำได้ เช่น ถ้าลูกอยากใช้มือหยิบจับอาหารแทนการใช้ช้อน ถ้าลองแล้วร้อนก็จะเกิดการเรียนรู้ว่าควรใช้ช้อนตักแทน พ่อแม่มีหน้าที่ให้เหตุผลถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในรูปแบบการอธิบาย

“ฝึกตั้งคำถาม” การไม่กล้าถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจ จะกลายเป็นปัญหาสำคัญต่อการเรียนรู้ในอนาคตของเด็กๆ ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครู ต้องปลูกฝังให้เด็กกล้าที่จะถามคำถาม หรือสอนว่าการยกมือถามในเรื่องที่ไม่เข้าใจไม่ใช่เรื่องผิด โดยอาจจะกล่าวชื่นชมเมื่อเด็กมีคำถาม ซึ่งจะสร้างความมั่นใจในการตั้งคำถามครั้งต่อไปให้กับเด็กๆ และกระตุ้นให้เด็กคนอื่นได้เห็นว่าการรู้จักตั้งคำถามไม่ใช่เรื่องน่าอาย

“ขอเหตุผล” ฝึกให้ลูกเริ่มใช้ความคิด เช่น ถ้าลูกอยากได้ของเล่น พ่อแม่ลองตั้งคำถามกลับไปว่า ขอเหตุผลสัก 3 ข้อว่า ทำไมต้องซื้อของเล่นชิ้นนี้ หรือของเล่นชิ้นนี้ข้อดีอย่างไร เด็กก็จะเริ่มใช้ความคิดของตัวเองในการนำเสนอออกมา ทำให้พ่อแม่เห็นความคิดที่ลูกคิดอยู่

“ชวนแลกเปลี่ยน” เริ่มฝึกการคิดวิเคราะห์ด้วยการที่พ่อแม่หรือคุณครูลองหยิบยกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในข่าวหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาพูดคุยร่วมกัน แล้วให้เด็กๆ ได้แสดงความคิดของตัวเอง วิธีนี้ฝึกให้เด็กๆ รู้จักการหาเหตุผลมาประกอบการพูดคุยถกเถียง และประเมินตัวเองว่าเหตุผลที่นำมาประกอบนั้นมีความน่าเชื่อถือในมุมมองของผู้อื่นหรือไม่

“ฝึกให้วิเคราะห์ด้วยตัวเอง” เด็กๆ ควรถูกปลูกฝังไม่ให้ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ แต่ต้องรู้จักหาข้อมูลประกอบ รับฟังจากหลายๆ ด้าน หรือทดลองลงมือทำด้วยตัวเอง เปิดใจกว้างรับความคิดเห็นที่หลากหลายจากผู้อื่น คิดตามอย่างวิเคราะห์ และใช้เหตุผลแยกแยะได้ว่าอันไหนเป็นข้อเท็จจริง

“ทำสม่ำเสมอ” การฝึกทักษะCritical Thinking ให้ลูกน้อย ไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกโตก่อน แต่สามารถเริ่มฝึกได้ตั้งแต่ลูกสามารถสื่อสารกับพ่อแม่ได้ และต้องฝึกบ่อยๆ ทำซ้ำๆ สม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดเป็นทักษะที่ติดตัวเด็กๆ ที่จะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ในอนาคต

DON’T : ห้ามทำ-ชี้นำ-คิดลบ อุปสรรคการพัฒนาทักษะเพื่ออนาคต

“ห้ามไปหมดทุกอย่าง” การออกคำสั่งให้หยุดการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เด็กยังไม่ได้ลงมือทำ หรือการแสดงกิริยาไม่พอใจ อย่างการสั่งห้ามไม่ให้ใช้มือหยิบข้าวเพราะมันจะร้อน ถือเป็นการปิดกั้นความคิดเห็นของเด็ก และอาจจะทำให้เด็กไม่กล้าที่จะคิด ไม่กล้าที่จะทำ หรืออาจเกิดความอยากลองและกระทำลับหลังไม่ให้พ่อแม่รู้ ซึ่งอาจจะเกิดเหตุร้ายแรงตามมา

“ชี้นำ” เพราะการชี้นำเป็นการนำความคิดหรือเอาประสบการณ์ของตนเองในอดีตมาใส่ในชุดความคิดของเด็ก ซึ่งบางความคิดบางอย่างอาจใช้ไม่ได้ในยุคปัจจุบัน ทำให้เด็กไม่กล้าแสดงความคิดที่คิดอยู่นั้นออกไป และอาจนำไปสู่ความเข้าใจว่าสิ่งที่คิดนั้นผิด

“คิดลบ” การปลูกฝังให้เด็กไม่เชื่อในความคิดของผู้อื่น หรือมองว่าความคิดนั้นผิดและเป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่จะปิดกั้นความคิดและมุมมองใหม่ๆ ดังนั้น พ่อแม่จึงควรปลูกฝังให้ลูกคิด วิเคราะห์ และหาเหตุผลว่าสิ่งต่างๆที่ได้ยินมานั้น มีความถูกต้องหรือไม่ก่อนการตัดสินใจ

การปลูกฝังการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) เป็นชุดเครื่องมือทางความคิดที่สำคัญมากของเด็กไทยยุคปัจจุบันที่มีข้อมูลต่างๆ ให้เสพอยู่ในโลกออนไลน์มากมาย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถนำเอาเทคนิคการปลูกฝังลูกน้อยให้มีหลักความคิดเชิงวิพากษ์ไปเพิ่มเป็นอีกหนึ่งทักษะเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับลูกนำไปสู่การเรียนรู้แบบ Active Learningที่มีความจำเป็นอย่างมากในการเรียนระดับที่สูงขึ้น

ผลการสำรวจ : ‘ขนมไทย’ กับ ‘คนไทย’ ข้าวต้มมัด ขนมไทยที่คนไทยชอบมากที่สุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614823

ผลการสำรวจ : ‘ขนมไทย’ กับ ‘คนไทย’ ข้าวต้มมัด ขนมไทยที่คนไทยชอบมากที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี “ขนมไทยกับคนไทย” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,367 คน สำรวจระหว่างวันที่ 1-4 พฤศจิกายน 2564 พบว่า คนไทยมองว่าขนมไทยมีประวัติยาวนาน เป็นเอกลักษณ์ของไทย ร้อยละ 86.16 และค่อนข้างชอบขนมไทย ร้อยละ42.34 ส่วนใหญ่รับประทานนานๆ ครั้ง ร้อยละ 45.65 และจ่ายเงินในการซื้อขนมไทยน้อยกว่า 100 บาทต่อครั้ง ร้อยละ 53.61 โดยขนมไทยที่ชอบมากที่สุด คือ ข้าวต้มมัด ร้อยละ 53.59 รองลงมาคือ ขนมครก ร้อยละ 49.56 ส่วนขนมที่อยากเรียนทำมากที่สุด คือ ทองหยอด ร้อยละ 22.89 รองลงมาคือ ทองหยิบ ร้อยละ 21.76 หากมีขนมไทยเพื่อสุขภาพก็มีความสนใจ ร้อยละ 87.17 ทั้งนี้อยากให้ภาครัฐอนุรักษ์และสืบสานขนมไทยอย่างจริงจัง ร้อยละ 76.14 รองลงมาคือ ส่งเสริมเป็นสินค้าเศรษฐกิจหลักและผลักดันขนมไทยไประดับโลก ร้อยละ 75.55

ขนมไทยเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่น่าจับตาไม่แพ้เอกลักษณ์วัฒนธรรมอื่น ๆ ของไทย เป็นที่ชื่นชอบทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ราคาขนมไทยก็ไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับขั้นตอนการทำที่มีความประณีตและบรรจง ในเมื่อภาครัฐมีแนวคิดผลักดัน Soft Power ของไทยเพิ่มขึ้น จึงควรพัฒนาขนมไทยไปสู่เวทีโลกภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นำนวัตกรรมมาใช้พร้อมกับถ่ายทอดสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม เช่น ขนมไทยดั้งเดิม ขนมไทยเพื่อสุขภาพ การยืดอายุขนม เป็นต้น

“ขนมไทยกับคนไทย” มีประวัติมายาวนาน เป็นเอกลักษณ์ของไทย สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมประเพณีไทย มีขนมไทยหลากหลายชนิดนำมาประกอบในประเพณีไทย คนไทยในอดีตมีความเกี่ยวพันกับธรรมชาติ วิถีชีวิตทำอาชีพเกษตรกรรมจึงเกิดภูมิปัญญาในการนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นขนมต่างๆ ขนมไทยมีจุดเด่นคือรสชาติกลมกล่อม มีความหอม ความหวาน และความมันเค็ม มีรูปลักษณ์ สีสัน สวยงาม น่ารับประทาน เหมาะสมกับราคาที่คนไทยเลือกซื้อ ขนมข้าวต้มมัดเป็นขนมอีกชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมรับประทาน นำไปใช้ในงานบุญตามประเพณีต่าง ๆ คนไทยจึงควรเลือกรับประทานขนมไทยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ก่อให้เกิดโรค ด้านอุตสาหกรรมขนมไทยเองก็มีโอกาสเติบโตได้ โดยทุกคนช่วยกันอนุรักษ์และสืบสานขนมไทยอย่างจริงจัง เผยแพร่ขนมไทยให้ทั่วโลกได้รู้จัก ภาครัฐส่งเสริมผลิตภัณฑ์ขนมไทยให้เป็นสินค้าเศรษฐกิจหลัก และผลักดันขนมไทยไปสู่ระดับโลก

ม.วลัยลักษณ์ได้อันดับ19 ของไทยครั้งแรก จากการจัดอันดับ QS Asia University Rankings #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614824

ม.วลัยลักษณ์ได้อันดับ19 ของไทยครั้งแรก จากการจัดอันดับ QS Asia University Rankings

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยจาก QS Asia University Rankings หรือการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชีย ล่าสุดเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ได้ประกาศผล ปรากฏว่า ม.วลัยลักษณ์ได้รับการจัดอันดับจาก QS Asia University Rankingsเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ในอันดับที่ 19ของประเทศไทย และเป็นอันดับที่ 551-600 ของเอเชีย ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้รับการจัดอันดับดังกล่าว ตั้งแต่มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเป็นต้นมา

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าวต่อไปอีกว่าหากดูข้อมูลการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในปี 2020ที่ได้เสนอไปทั้งหมด 363 บทความ การอ้างอิงผลงานประมาณ 2,500 รายการ การร่วมมือการวิจัยกับต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 37 เปอร์เซ็นต์ ส่วนปี 2021 ม.วลัยลักษณ์มีผลงานวิจัยตีพิมพ์มากขึ้นเป็นจำนวน 596 บทความ และคุณภาพผลงานการวิจัยตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus Q1,Q2 จำนวน 78 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการอ้างอิงผลงานประมาณ 4,000 รายการ และมีการร่วมมือกับต่างชาติมากขึ้น เชื่อว่าในอนาคตอันดับของ ม.วลัยลักษณ์จะขยับอยู่ในอันดับที่สูงกว่านี้อย่างแน่นอน

กสศ.ร่วมกับ 6 ภาคีพันธมิตรผู้นำกว่า 13 ประเทศ ยกระดับและฟื้นฟูคุณภาพการศึกษาหลังโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614821

กสศ.ร่วมกับ 6 ภาคีพันธมิตรผู้นำกว่า 13 ประเทศ ยกระดับและฟื้นฟูคุณภาพการศึกษาหลังโควิด-19

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงศึกษาธิการ องค์การยูเนสโกองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี องค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(SEAMEO) Save the Children และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผู้นำการศึกษา 13 ประเทศผนึกกำลัง ยกระดับและฟื้นฟูคุณภาพการศึกษาหลังโควิด-19 โดยได้ให้คำมั่นเดินหน้าร่วมมือยกระดับคุณภาพทางการศึกษาของบรรดาชาติสมาชิกอาเซียนและติมอร์เลสเตซึ่งมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูการศึกษาที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 พร้อมชูบทบาท “ครู” ในฐานะฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยสร้างการเข้าถึงการศึกษาในทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างเท่าเทียมซึ่งจะช่วยบรรลุหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง  

ความเห็นชอบและคำมั่นสัญญาข้างต้น มีขึ้นในช่วงสรุปผลการประชุมวิชาการวาระพิเศษระดับภูมิภาคเพื่อครู และความเสมอภาคทางการศึกษา : ปวงชนเพื่อการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านระบบ virtual ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับการพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ.2564 

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ พระราชทานรางวัลบุคคล-องค์กรดีเด่น ด้านส่งเสริมสุขภาพฯ2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614889

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ พระราชทานรางวัลบุคคล-องค์กรดีเด่น ด้านส่งเสริมสุขภาพฯ2564

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 18.43 น.

“กรมสมเด็จพระเทพฯ” พระราชทานพระราชวโรกาสให้ผู้ได้รับรางวัลบุคคลและองค์กรดีเด่น เฝ้าฯรับพระราชทานรางวัล

10 พฤศจิกายน 2564 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ วังสระปทุม พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีระกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำผู้ได้รับรางวัลบุคคลและองค์กรดีเด่น ด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัย สิ่งแวดล้อม ประจำปี 2564 เฝ้าฯรับพระราชทานรางวัล Princess Health Award ประจำปี 2564

อว. เตรียมตั้ง ‘Academy of Science’ พร้อมปั้นช้างเผือกในป่าลึกให้เป็นอีลิทใหม่ในสังคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614849

อว. เตรียมตั้ง ‘Academy of Science’ พร้อมปั้นช้างเผือกในป่าลึกให้เป็นอีลิทใหม่ในสังคม

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 17.25 น.

อว.ตั้งธงเตรียมจัดตั้งวิทยสถานทางวิทยาศาสตร์ (Academy of Science) ดำเนินงานในลักษณะแซนด์บ๊อกซ์ มุ่งยกระดับการผลิตนักวิจัยในศาสตร์ต่างๆ โดยที่อยากเห็นมากที่สุดคือ BCG ซึ่งเป็นโมเดลสากล และให้มองการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเป็นโอกาสใหม่ที่จะทำให้ลดช่องว่างและเข้าสู่ยุค 4.0 ได้ รวมทั้งแนะปั้นช้างเผือกในป่าลึกให้เป็นอีลิทใหม่ในสังคมไทยที่สามารถขยับฐานะทางสังคมให้ดีขึ้น

ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมหารือแผน กรอบงบประมาณ ผลสัมฤทธิ์ และระบบบริหารจัดการทุน ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2670 ณ ห้องประชุม อว. โดยมี รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำคณะผู้บริหารและหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ต่าง ๆ ร่วมหารือ

รมว.อว. กล่าวว่า PMU มีความสำคัญมากเพราะเป็นผู้เลือกงานวิจัยที่จะให้ทุนและสนับสนุนการวิจัย หลายสิบปีที่ตนอยู่ในอุดมศึกษาและเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นการทำงานจากระดับล่างขึ้นบนระยะแรกที่พัฒนา ววน.ต้องสร้างความพร้อมและความลุ่มลึกแก่นักวิจัยในแต่ละศาสตร์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีความพร้อมเกือบทุกศาสตร์แล้วจึงต้องนำงานวิจัยและนวัตกรรมในศาสตร์ต่าง ๆ ไปพัฒนาบ้านเมืองตามทิศทางที่ต้องการ หัวใจคือ ในปี 2580 ไทยต้องเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ ดังนั้นแต่ละ PMU ต้องรับไปคิดต่อว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย นอกจากนี้ อว.ยังได้ทำแผนอุดมศึกษา และแผน ววน. ซึ่งผ่านสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไปแล้ว ตอกย้ำว่าภายในปี 2570 อว.จะต้องเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศเข้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ได้ เรามีเวลาเหลืออีกเพียง 6 ปีจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเริ่มขยับ

ทั้งนี้ อว.ตื่นตัวกันมากขึ้นที่จะนำงานวิจัยไปสู่การปฏิบัติ ไม่ขึ้นหิ้งหรือเป็นเพียงการงานวิชาชีพ การที่จะได้งบประมาณเพิ่มขึ้นต้องขึ้นอยู่กับความสุจริตในการทำงาน และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยอย่างระมัดระวัง ซึ่งจะต้องหารือกับ PMU เป็นระยะ และปรับธงให้สอดคล้องกับความต้องการของรัฐบาล เช่น ประเทศพัฒนาแล้ว BCG อุตสาหกรรม 4.0 และ EEC ส่วน รอว.นั้นตั้งธงจะทำวิทยสถานทางวิทยาศาสตร์ (Academy of Science) ซึ่งเราจะต้องมีเวทีนำเสนอผลงานวิจัยสู่การปฏิบัติและเรียนรู้ไปด้วยกัน การรวมสถาบันที่เกี่ยวข้องกับ ววน. ทำให้ชุมชนทางวิทยาศาสตร์ของเราไม่ได้หมายความถึง PMU หน่วยงานวิจัย หรือศูนย์ความเป็นเลิศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ด้วย

“วิทยสถานทางวิทยาศาสตร์อาจจะเปิดสอนระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เรียนทฤษฎีแบบไม่เป็นทางการ และสามารถกำหนดศาสตร์ที่ไม่ได้เปิดสอนในมหาวิทยาลัยมากนัก เช่น เทคโนโลยีอวกาศ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น โดยจะดำเนินการในรูปแบบแซนด์บ๊อกซ์และให้ปริญญาบัตรได้ ภายใต้ความร่วมมือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) หรือสถาบันวิจัยต่าง ๆ ศาสตร์ที่อยากเห็นมากที่สุด คือ วิชา BCG จากประสบการณ์ในการทำงานและยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งเป็นโมเดลสากลด้วย หรือวิชาเกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมแบบไทย ๆ ที่ถอดบทเรียนจากความสำเร็จออกมาเป็นทฤษฎี ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบทฤษฎีต่างประเทศ แต่จะต้องยกระดับเรื่องต่าง ๆ ของไทยที่เราเก่ง ส่วนสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ให้ธัชชาเป็นผู้คิดว่าจะวิจัยเรื่องใดบ้าง เราพร้อมที่จะทำ Metaverse หรือเทคโนโลยีควอนตัมได้หรือยัง การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเป็นโอกาสใหม่ที่จะทำให้เราสามารถลดช่องว่างและเข้าสู่ยุค 4.0 ได้”

ทั้งนี้ รมว.อว. ได้ฝากข้อคิดไว้ว่าอารยประเทศส่วนใหญ่ลึกซึ้งถึงแก่นเดิมและภูมิใจความเป็นมาในอดีตของชาติตน นอกจากการทำปัจจุบันให้ดีและมีอนาคต ขณะที่ประเทศด้อยพัฒนาแต่ร่ำรวยอาจไม่รู้อดีตอย่างลึกซึ้ง จึงอยากให้ทุกคนนำกลับไปคิดว่าจะดำเนินการในส่วนนี้อย่างไร รวมถึงการสร้างช้างเผือกในป่าลึกให้เป็นอีลิทใหม่ ขยับฐานะทางสังคมให้ดีขึ้น หาตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จให้เกิดแรงบันดาลใจและสร้างผลกระทบทางสังคมได้สูง “ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ภาษาใด อยูในเมืองไทยก็ขึ้นมาได้หมด เช่นเดียวกับเรื่องเศรษฐกิจฐานราก เราคิดแต่เรื่องเกษตร แต่จริง ๆ เราเก่งเรื่องศิลปะและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ชาวบ้านมีดีเอ็นเออยู่แล้ว ควรสร้างศิลปินท้องถิ่นหรือช่างท้องถิ่นขึ้นมา”

ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการ สกสว. ได้นำเสนอภาพรวมของระบบ ววน. ที่ประกอบด้วยหน่วยนโยบาย หน่วยขับเคลื่อนนโยบาย หน่วยบริหารและจัดการทุน และหน่วยปฏิบัติการ โดยมีกองทุน ววน.เป็นเครื่องมือสำคัญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณางบประมาณของ ววน. ก่อนเสนอไปที่สำนักงบประมาณเพื่อเสนอ ครม. และรัฐสภาต่อไป แต่ปัญหาสำคัญคือจะทำอย่างไรให้งบประมาณจำนวนมากไม่ถูกตัด ดังนั้นจึงต้องมีความชัดเจนในการทำแผน ววน. ข้อต่อสำคัญคือการให้ทุนแบบต่อเนื่อง (multi-year) ซึ่งยังทำได้ไม่ดีนัก จึงต้องเสริมพลังให้ ววน. แข็งแกร่งขึ้นและนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพและเกิดผลกระทบต่อสังคม ทั้งนี้การจัดทำแผน ววน. จะดูแนวโน้มของโลก ศึกษาความต้องการของภาคส่วนต่างๆ และความต้องการของพื้นที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเราวางกรอบ เป้าหมาย และทิศทางจากระดับบนลงมา โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนแบบก้าวกระโดด มีธงที่บอกทิศทางชัดเจน ร่วมเป็นเจ้าของและร่วมรับผิดชอบ ภายใต้วิสัยทัศน์ “พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่า และยกระดับคุณพรภาพชีวิต ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วในปี 2670 และพร้อมสำหรับโลกอนาคตด้วย ววน.ไทย โดยการสานพลังหน่วยงานในระบบ ววน. รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัย หน่วยงานภาครํฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม”

ตร.จับมือศธ. เปิดโครงการ นักเรียนจิตอาสา สถานศึกษาปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614762

ตร.จับมือศธ. เปิดโครงการ นักเรียนจิตอาสา สถานศึกษาปลอดภัย

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 14.06 น.

ตำรวจ ร่วมกับ ศธ. เปิดโครงการ “นักเรียนจิตอาสา สถานศึกษาปลอดภัย” เพื่อสร้างนักเรียนต้นแบบจิตอาสาที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา พร้อมโชว์นวัตกรรมเครื่องคัดกรองโควิด-19อัจฉริยะ รับเปิดเทอม

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 เวลา 09.00 น. ที่โรงเรียนบ้านคลองใบพัด อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา คุณอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กฤตพิทยบูรณ์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พ.ต.อ.พีรพงศ์ ธนโพธิ์ชัย ผกก.สภ.วังน้ำเขียว, คุณกานดา วัฒนายิ่งสมสุข ที่ปรึกษาฝ่ายการตลาด บ.วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ นายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ รองประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ได้จัดโครงการ “นักเรียนจิตอาสา สถานศึกษาปลอดภัย” โดยมีนายอำเภอวังน้ำเขียว และรอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 3 ให้การต้อนรับ 

โดยโครงการนี้จัดอบรมให้เป็นต้นแบบกับนักเรียนและสถานศึกษา เพื่อปลูกฝังให้พี่ดูแลน้อง รวมถึงเป็นการปลูกจิตสำนึกให้นักเรียนมีจิตอาสาทำความดีด้วยหัวใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และได้มีการมอบเข็มจิตอาสาน้อยให้กับนักเรียนชั้น ป.5 ป.6 ที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้ จำนวน 22 คน 

อีกทั้ง บ.วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้นำกระเป๋า, เครื่องเขียน, หมวกกันน็อค, หน้ากากอนามัย และสเปร์ยแอลกอฮอล์ มามอบให้กับนักเรียนในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว อีกด้วย จากนั้นเลขาฯรมว.ศธ. และ รองโฆษก ตร.  จึงได้ร่วมกันทอดไก่เป็นอาหารกลางวัน ให้น้องๆนักเรียนด้วย

ด้าน พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล เปิดเผยว่า ภารกิจหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เน้นดูแลเรื่องความปลอดภัยของประชาชน และทาง ศธ. ได้มีโครงการโรงเรียนปลอดภัย ดังนั้น สภ.วังน้ำเขียวจึงคิดโครงการ “นักเรียนจิตอาสา สถานศึกษาปลอดภัย” ขึ้น เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับน้องๆ และเป็นต้นแบบที่ดี เพราะเด็กคืออนาคตที่ดีของชาติและในวันนี้ได้มีการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบของให้กับโรงเรียนตามชายขอบ ของอ.วังน้ำเขียวจำนวน5โรงเรียน

นอกจากนี้ ได้มีการการเปิดตัว “เครื่องคัดกรองโควิด-19 อัจฉริยะ” ที่ช่วยคัดกรองวัดอุณหภูมินักเรียนก่อนเข้าโรงเรียน โดยนำไม้กั้นมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดภาระครู และเก็บสถิติของนักเรียนที่อุณหภูมิร่างกายผ่านหรือไม่ผ่านเกณฑ์ โดยผู้คิดค้น คือ นายจักรกฤษณ์ อินทสงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบุไผ่ และในอนาคตก็จะพัฒนาต่อยอดเก็บข้อมูลของนักเรียนผูกกับบัตรนักเรียนสมาร์ทการ์ด เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ

คุณอรพินทร์ กล่าวว่า วันนี้รู้สึกดีใจมากที่ได้ลงพื้นที่มาตรวจเยี่ยม ได้เห็นถึงความเป็นอยู่ของนักเรียน และนวัตกรรมนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพ และไม่ต้องใช้บุคลากรมายืนเฝ้า ประกอบกับต้นทุนไม่สูงมาก ซึ่งดิฉันเองจะนำนวัตกรรมนี้ไปนำเสนอต่อ รมว.ศธ. เพื่อพิจารณาและนำไปต่อยอดเพื่อผลิตมาแจกจ่ายให้กับหน่วยงานต่างๆต่อไป

ส่วน คุณกานดา กล่าวว่า สถานศึกษาถือเป็นอีกหนึ่งพันธกิจที่วิริยะปฏิธานให้กับสังคม ว่าจะต้องดูแลสังคมให้เข้มแข็ง และขณะนี้มีสถานการณ์โควิด-19เกิดขึ้น จึงนึกถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นอย่างแรก ทำให้ได้มาร่วมกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการทำกิจกรรมครั้งนี้ด้วย 

‘ตรีนุช’กางปฏิทิน คาด 3 ช่วง‘ธันวาคม’ทยอย‘เปิดเทอม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614609

‘ตรีนุช’กางปฏิทิน คาด 3 ช่วง‘ธันวาคม’ทยอย‘เปิดเทอม’

วันอังคาร ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 17.15 น.

“ตรีนุช” เผยเตรียมเปิดเทอม 2 ช่วงต้นเดือนธันวาคม ระบุครูฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว 90% เด็กนักเรียน 84%

9 พฤศจิกายน 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า จะมีการทยอยเปิดภาคเรียนในช่วงวัน ที่ 1 , 8 และ 15 ธันวาคม นี้ ส่วนการฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 สำหรับบุคลากรทางการศึกษาและครูครอบคลุม 90% แล้ว และเข็มที่ 2 ครบ 60% ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งจากนี้จะพยายามเร่งการฉีดวัคซีนให้มากที่สุดในเดือนนี้ สำหรับการฉีดวัคซีนสำหรับนักเรียนเข็มที่ 1 ครอบคลุม 84% แล้ว แต่เหนือสิ่งอื่นใดยังคงต้องรักษามาตรการของสาธารณสุขต่อไป