‘เอนก’ ปลื้ม U2T ทำให้ชาวบ้านพอใจ นักศึกษาได้ความรู้ เตรียมเฟส 2 จ้างงานครบทุกตำบลทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610910

'เอนก' ปลื้ม U2T ทำให้ชาวบ้านพอใจ นักศึกษาได้ความรู้ เตรียมเฟส 2 จ้างงานครบทุกตำบลทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 18.22 น.

“เอนก” ปลื้มโครงการ U2T ทำให้ชาวบ้านพอใจ นักศึกษาได้ความรู้ เตรียมเฟส 2 จ้างงานครบทุกตำบลทั้ง 77 จังหวัด เสนอโครงการให้สภาพัฒน์แล้วเพื่อส่ง ครม.เน้น เขตเศรษฐกิจพิเศษ ใน 5 ภูมิภาค กับ BCG โมเดล ลั่นปี 65 คือ ปี “ปล่อยของ” ของ อว.รับประชุม APEC

23 ตุลาคม 2564 ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อม ศ.นพ.ดร.สิริฤกษ์ ​ทรงศิวิไล ปลัด อว. ดร.ดนุช ตันเทอดทิพย์ ผช.รมต.อว.และคณะผู้บริหาร อว.ประชุมสรุปผลการดำเนินโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง(มฟล.) จ.เชียงราย มี รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มฟล.และผู้บริหารให้การต้อนรับ

รศ.ดร.ชยาพร รายงานความคืบหน้าโครงการฯ ว่า มฟล.จ้างงานรวม 341 คนลงพื้นที่ทำงานและเก็บข้อมูลร่วมกับชุมชนใน 15 ตำบลของ 6 อำเภอ คือ เมืองเชียงราย ขุนตาล เชียงของ แม่จัน แม่สาย แม่ฟ้าหลวงและเวียงป่า เป้า ทั้งนี้ จากการทำงานร่วมกับชุมชนพบว่าร้อยละ 60 ชุมชนต้องการพัฒนาสัมมาชีพและสร้างอาชีพใหม่ ต้องการให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้มีการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยววิถีใหม่ ตามลำดับ

ขณะที่ ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานของ U2T ได้ก่อให้เกิดวิสาหกิจชุมชน มีผลิตภัณฑ์ต้นแบบของชุมชน เกิดช่องทางการตลาดเพื่อจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ เกิดเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน เป็นต้น ด้าน ศ(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าวว่า ตนประทับใจผลงาน U2T ของ มฟล.โดยเฉพาะในเรื่องการแปรรูปอาหารที่เป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ทำให้ชาวบ้านพอใจ นักศึกษาได้ความรู้ อาจารย์ก็ได้ให้วิชาทั้งชุมชน มหาวิท ยาลัย รวมถึงผู้ได้รับการจ้างงานจึงอยากให้โครงการ U2T ได้ทำต่อ โดยหลังจากนี้ จะมีการต่อยอดผลิตภัณฑ์ในโครงการ U2T เพื่อเอาผลผลิตที่ได้ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศให้ได้

“สำหรับโครงการ U2T ระยะที่ 2 จะเป็นโครงการที่พัฒนาขึ้นและต่อยอดจากระยะที่ 1 ขณะนี้ กำลังดำเนินการส่งข้อเสนอโครงการให้สภาพัฒน์ฯ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดย U2T ระยะ 2 นี้ จะขยายไปให้ครบทุกตำบล ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และจะมีการยกระดับการทำงาน โดยเน้นเรื่องของ 1. ขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาตามเขตเศรษฐกิจพิเศษ ใน 5 ภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาพื้นที่รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ 2. BCG โมเดล ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นวาระแห่งชาติ” รมว.อว.กล่าวและว่า

ทั้งนี้ อว.จะรวบรวมทุกมหาวิทยาลัยในสังกัดมาร่วมกันคิดร่วมกันทำ เช่น ภาคเหนือ ก็จะให้มหาวิทยาลัยระดับนำในพื้นที่อาทิ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.เชียงใหม่ มรภ.เชียงราย มทร.ล้านนา ฯลฯ มาร่วมกันทำเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือท่องเที่ยว ทำงานร่วมกับทางจังหวัด เช่น เอาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโครงการ U2T มานำเสนอและจำหน่ายในรูปแบบงานมหกรรมสินค้ารูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นผลิตผลที่เกิดจากมหาวิทยาลัย นักศึกษาและชาวบ้านช่วยกันทำและใน U2T ระยะที่ 2 ก็จะเห็นภาพที่ใหญ่ขึ้นจากตำบลขยายสู่จังหวัดและภูมิภาค

“สำหรับโครงการ U2T ถ้าไม่คิดให้ใหญ่ก็จะกลายเป็นแต่อีเว้นท์ อว.ต้องกัดไม่ปล่อย นี่ถือเป็นลมหายใจใหม่ๆ ให้กับมหาวิทยาลัย เราต้องทำเรื่องพวกนี้ให้กับประเทศชาติ เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน นับแต่วันนี้ถึงปี 65 ให้ถือเป็นปี “ปล่อยของ” ของ อว.ต้องแสดงศักยภาพที่มีให้คนไทยได้เห็น รวมถึงนานาชาติในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม APEC ในปีหน้าด้วย” ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก ระบุ

-(016)

รมว.ศธ.ลงพื้นที่ให้กำลังใจทีม Fix It และชุมชนชาวเล จ.กระบี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610856

รมว.ศธ.ลงพื้นที่ให้กำลังใจทีม Fix It และชุมชนชาวเล จ.กระบี่

วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.15 น.

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2564 ที่จังหวัดกระบี่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้เดินทางไปที่ หมู่บ้านชาวเลบ้านโต๊ะบาหลิว ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เพื่อไปเยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it center) ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ

โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้ เป็นหนึ่งในโครงการ Fix it center ที่ได้มีการเปิดตัวแอพพลิเคชัน ช่างอาชีวะ (ช่างพันธุ์ R อาชีวะ ซ่อมทั่วไทย) แบบถาวร ในการช่วยอำนวยความสะดวกการให้บริการประชาชนมากขึ้น โดยพื้นที่นี้เป็นชุมชนชาวเล พื้นที่พิเศษ ห่างไกล ซึ่ง ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้เน้นให้นำทีม Fix it ลงมาแบ่งเบาภาระซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ข้าวของเครื่องใช้ประจำบ้านของประชาชน รวมถึงสอนและแนะนำประชาชนให้สามารถซ่อมสร้างด้วยตัวเองได้ด้วย

“จากที่ได้ดูและพูดคุยกับชาวบ้าน ทำให้เกิดความคิดว่า พื้นที่นี้จะต้องเน้นเรื่องการศึกษาที่เป็นการต่อยอดอาชีพเดิมของชุมชนให้มีรายได้มากขึ้น รวมถึงสอนเรื่องการสร้างอาชีพให้เด็กในพื้นที่ด้วย เช่น การแปรรูปอาหาร พัฒนาการบรรจุหีบห่อ แพกเพจจิ้ง และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นต้น” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ด้าน ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การให้บริการครั้งนี้ เป็นการลงพื้นที่บริการในพื้นที่ชาวเลชุมชน บ้านโต๊ะบาหลิว ซึ่งมีครัวเรือนอาศัยอยู่ในพื้นที่ ประมาณ 50 ครัวเรือน สำหรับกิจกรรมการให้บริการ เป็นกิจกรรมบริการซ่อมเครื่องมือเครื่องจักรกลเรือประมง ยานพาหนะรถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ในครัวเรือนได้แก่ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าภายในบ้าน

นอกจากนี้ ยังให้บริการจัดสอนวิชาชีพระยะสั้น เช่น ทำกระทงทอง ข้าวไข่เจียวอาหารจานเดียวสามารถปรับปรุ่งตามใจความต้องการขอลูกค้าเพื่อสร้างรายได้ เช่นไข่เจียวรสต้มยำ ไข่เจียวพริกแกง เป็นต้น การสอนการทำปลั๊กพ่วงไฟ การทำผลิตภัณฑ์ขัดผิวจากกาแฟ การตัดผม การออกแบบบรรจุภัณฑ์สติ๊กเกอร์สินค้า พร้อมกันนี้ไดจัดมอบกล่องกำลังใจ จำนวน 50 ชุด พร้อมต้นกล้าฟ้าทะลายโจร ให้กับชุมชน โดยได้รับความร่วมมือจากวิทยาลัยในสังกัด สอศ.จังหวัดกระบี่ ได้แก่วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ วิทยาลัยการอาชีพอ่าวลึก วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกระบี่ และ วิทยาลัยการอาชีพคลองท่อม

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า การจัดการอาชีวศึกษาในพื้นที่ฝั่งอันดามัน ได้แก่ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง บริบทของพื้นที่จะเน้นการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้น การจัดการอาชีวศึกษาก็จะเน้นในเรื่องการจัดสาขาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการโรงแรมเป็นหลัก ประกอบด้วย สาขาการโรงแรม อาหาร การท่องเที่ยว รวมถึงช่างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การซ่องเครื่องยนต์เรือยอร์จ เป็นต้น ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ที่ขับเรือยอร์จเข้ามาจอด และใช้บริการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ สำหรับเรื่องของการท่องเที่ยวและการโรงแรม ถือว่าเป็นสาขาหลักในพื้นที่ฝั่งอันดามัน เพราะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะต้องใช้บริการด้านที่พัก การนำเที่ยว และยังมีอาหารที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ อาชีพการทำสปาที่เป็นเป้าหมายที่นักท่องเที่ยวต้องการเข้ามาใช้บริการสปาของเมืองไทย ดังนั้น วิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในแถบนี้จะมีหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ของพื้นที่เป็นหลัก

‘กลุ่มลูกศิษย์’จี้คนปล่อยคลิปภาพ’ยันตระ’รีบขอขมาก่อนเจอความวิบัติใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610848

'กลุ่มลูกศิษย์'จี้คนปล่อยคลิปภาพ'ยันตระ'รีบขอขมาก่อนเจอความวิบัติใหญ่

วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 13.54 น.

ยังคงมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของนายวินัย ละอองสุวรรณ หรือ อดีตพระยันตระ อมโร อดีตพระชื่อดังที่เคยเป็นข่าวอื้อฉาวเมื่อหลายปีก่อนจนคณะสงฆ์มีคำสั่งให้สึกจากความเป็นพระ โดยเจ้าตัวไม่ยอมรับพร้อมกับห่มจีวรสีเขียว ลี้ภัยไปอยู่สหรัฐอเมริกาเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ก่อนที่จะเดินทางกลับมาฉลองครบรอบวันเกิด 70  ปีที่เมืองไทย และกลายเป็นข่าวคราวใหญ่โตถึงความเหมาะสมหลังปรากฏภาพว่อนในโซเซียลพระสงฆ์ไปนั่งกราบไหว้อดีตพระยันตระ

ล่าสุด เฟซบุ๊ก ยันตระ แห่งสุญญตาราม ซึ่งเป็นเพจของลูกศิษย์ของอดีตพระยันตระ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…. 
หลวงปู่หรือพระอาจารย์ยันตระและคณะได้เดินทางออกจากเกพลิตาโพธิวิหาร จังหวัดสระแก้วแล้วเมื่อเวลา 07.00 น.
ในส่วนตัวผู้เขียนเองในฐานะผู้มีส่วนสำคัญในการทำให้ท่านกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ รู้สึกปลื้มปีติยินดีและซาบซึ้งใจอย่างที่สุดที่ท่านมาเยี่ยมเยียนจังหวัดสระแก้ว
ในส่วนที่เป็นผลกระทบจากข่าวที่ฮือฮาโด่งดังในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานั้น ในส่วนตัวแล้วไม่ค่อยหนักใจอะไร เพราะเป็นบรรยากาศเสมือนญาติผู้ใหญ่ซึ่งเดินทางจากแดนไกล มาเยี่ยมเยียนนั่นเอง
เพียงอยากฝากมายังท่านที่ถ่ายคลิปแล้วหลุดออกไปสู่มวลชน จะเป็นความตั้งใจหรือไม่รู้เท่าถึงการณ์ก็ตาม แม้ภาพเหล่านั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นที่เกลิตาโพธิวิหาร แต่บรรดาเหล่าศิษย์ต่างก็รู้กันดีว่าเหตุการณ์เหล่าเกิดขึ้นสถานที่ไหน
ในช่วงที่พระอาจารย์ท่านยังอยู่ที่ปทุมธานีก่อนที่ท่านจะจากประเทศไทย จงหาโอกาสเอาพานธูปเทียนแพไปกราบขอขมาท่านพระอาจารย์และคณะสงฆ์เสียเร็วไว ถ้านิ่งเฉยหรือทำไม่รู้ไม่ชี้จะต้องพบกับความเสียใจ อาจนำความวิบัติใหญ่มาสู่ตัวเองครอบครัวหรือวงศ์ตระกูล เมื่อขอขมาแล้วจากหนักก็จะผ่อนเป็นเบา
การที่ทำอะไรแล้วนำความเดือดร้อนความเสียหายมาสู่ท่านพระอาจารย์ในลักษณะนี้ต่อไปพวกเราไม่สมควรให้เกิดขึ้นอีกต่อไปแล้ว
จงช่วยกันนำความสบายใจและแบ่งเบาภาระจากท่านให้ท่านได้สบายเสียทีในตอนแก่
เลิกคิดได้แล้วว่า “ท่านใจดี ไม่ว่าอะไรใคร ไม่เคยตำหนิ ฉันจะทำอะไรยังไงกับท่านก็ได้ ไม่เห็นจะผิดอะไร”
มนุษย์อย่างท่านพระอาจารย์นี้แหละที่บัณฑิตนักปราชญ์ท่านถือกันนักว่า “เป็นบุคคลที่คนทั่วไปต้องยกท่านไว้ในที่อันควร จะไปประมาทหรือทำอะไรอย่างมักง่ายต่อบุคคลประเภทนี้ไม่ได้เลย”
อย่างที่ท่านพูดกับนักข่าวว่า “อาตมาเป็นพระแท้ ไม่ใช่พระหลอก” ก็คือท่านพยายามจะบอกทุกคนว่าท่านคือพระแท้ที่เข้าถึงธรรม ที่ไม่ว่าจะแต่งกายหรืออยู่ในรูปแบบเช่นใด ก็ยังเป็นพระแท้อยู่เหมือนเดิม
บุคคลที่เข้าถึงสุญญตา ย่อมใช้ชีวิตอย่างอิสระและเบิกบาน อยู่เหนือกฎเกณฑ์หรือรูปแบบตามสมมุติโลก

ขอบคุณข้อมูล ยันตระ แห่งสุญญตาราม

‘สมเด็จพระสังฆราช’เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันปิยมหาราช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610839

'สมเด็จพระสังฆราช'เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันปิยมหาราช

วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 13.11 น.

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2564 โดมีปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมในการพิธีบำเพ็ญกุศลฯ

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 23 ตุลาคม 2564 ที่พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นองค์ประธานในการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย เนื่องในวาระคล้ายวันสวรรคตแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม การนี้ พระสงฆ์สมณศักดิ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์ โดย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์ และถวายสังฆทานพระสงฆ์ เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันปิยมหาราช

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประดิษฐานบริเวณหน้าพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างวัดราชพิธสถิตมหาสีมารามเป็นวัดประจำพระองค์ตามโบราณราชประเพณีนิยม เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2412 โดยทรงโปรดให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ เป็นแม่กองอำนวยการสร้าง พื้นที่รวมทั้งหมด 10 ไร่ 88 ตารางวา ลักษณะพิเศษของวัดคือไม่มีหอไตร เป็นวัดที่มีการจัดวางแผนผังอย่างงดงามและประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง วัดราชบพิธ เป็นวัดที่มหาสีมาขนาดใหญ่ทำเป็นเสาศิลาจำหลักรูปสีมาธรรมจักรอยู่บนเสา ตั้งที่กำแพงวัดทั้ง 8 ทิศ จึงได้นามว่า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แปลว่า “วัดซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง” โดยภายในวัดมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน อาทิ ภายในพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ มีพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิทรงผ้ากลีบ ศิลปะรัตนโกสินทร์ องค์พระเป็นพระกะไหล่ทองคำทั้งองค์ หนักรวม 180 บาท หน้าตักกว้าง 2 ศอกคืบ (60 นิ้ว) สร้างจำลองจากเหตุการณ์พุทธประวัติคราวเมื่อพระพุทธองค์ทรงสมาธิหลังกำจัดพญามารไปแล้ว ทรงอยู่ในอิริยาบถนี้กระทั่งตรัสรู้ พระพุทธอังคีรสจึงเป็นพระที่ให้คุณในด้านของความสงบสุข ความรุ่งเรือง และเป็นพระที่นิยมกราบไหว้ขอพรก่อนเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

นอกจากนี้ ใต้ฐานซุกชีหินอ่อนของพระพุทธอังคีรส ยังเป็นสถานที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และพระบรมราชสรีรังคารของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) รวมถึงพระอัฐิของพระบรมวงศานุวงศ์ นอกจากนี้ ภายในพระมหาเจดีย์วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ยังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อนาค พระพุทธรูปศิลาปางนาคปรก ศิลปะแบบลพบุรี จำนวน 4 องค์ ซึ่งพุทธศาสนิกชนได้อัญเชิญขึ้นจากบริเวณคลองหลอดวัดราชบพิธ เป็นพระที่พุทธศาสนิกชนนิยมกราบไหว้ขอพรนับแต่นั้นมาจวบจนถึงปัจจุบั นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีโบราณวัตถุล้ำค่ายิ่งในห้วงเวลาอดีตที่ผ่านพ้น เช่น พัดรองที่ระลึกงานพระราชกุศลถวายฉลองพระเดชพระคุณ ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พัดรอง และฝาบาตรมุกที่ระลึกงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 5 นาฬิกาที่ระลึกในการสมโภชพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท นาฬิกาเปรีศ ที่รัชกาลที่ 5 ถวายพระเถระในการทรงผนวช พระไตรปิฎกบาลี อักษรสยาม ร.ศ.112 ไทยธรรม ที่ระลึกงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ จะให้ประดับผนังพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ด้วยรูปโมเสกพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ ที่ใช้เทคนิคการใช้กระเบื้องชิ้นเล็กๆ มาเผาเป็นแผ่นภาพ แต่การดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้ทรงสืบสานพระราชดำริร่วมกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และมีเวลาจำกัด ทำให้การยังไม่ลุล่วง จึงได้จัดทำภาพฝาผนังชั่วคราวเป็นรูปอุณาโลมและพระนามย่อจุฬาลงกรณ์ (จ) ประดับฝาผนังไว้แทน ครั้นมาถึงในรัชสมัยรัชกาลปัจจุบัน เนื่องในศุภวาระสมโภช 150 ปีแห่งการสถาปนาพระอาราม วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 22 มกราคม 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้สืบสานพระราชดำรินั้น โดยจัดสร้างภาพกระจกสีหรือโมเสกเป็นรูปพระมหากรุณาธิคุณ 10 ประการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อประดับพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม อันเป็นการดำเนินการสนองพระราชดำริฯ ให้แล้วเสร็จ แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลให้การดำเนินการล่าช้า และเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการจัดสร้างรูปโมเสก ตามพระราชดำริในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 เพื่อประดับพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยทางคณะกรรมการฯ ตลอดจนพุทธบริษัทวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จะได้ร่วมกันที่จะดำเนินการสนองพระราชดำริฯ ให้แล้วเสร็จ ภายใต้การควบคุมกำกับของกรมศิลปากร ต่อไป

– 006

‘ตรีนุช’ตรวจเยี่ยมเตรียมพร้อมเปิดเทอมจังหวัดกระบี่-ตรัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610679

'ตรีนุช'ตรวจเยี่ยมเตรียมพร้อมเปิดเทอมจังหวัดกระบี่-ตรัง

วันศุกร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 16.18 น.

22 ตุลาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อาทิ ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเตรียมการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งจะตรวจเยี่ยมระหว่างวันที่ 22-24 ต.ค.2564 ที่จังหวัดกระบี่ และจังหวัดตรัง

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า วันนี้ตนได้ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในจังหวัดกระบี่ จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเมืองกระบี่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม(สพม.) เขต 13 (-ตรัง กระบี่) โรงเรียนอิศรานุสรณ์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) กระบี่ และวิทยาลัยการอาชีพคลองท่อม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมพบว่าขณะนี้ จังหวัดกระบี่มีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับวัคซีนแล้ว จำนวน 5,341 คน คิดเป็นร้อยละ 86 จากทั้งหมด 6,211 คน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 จำนวน 5,341 คน ได้รับวัคซีนครบสองเข็ม จำนวน 4,120 คน 

“ สำหรับข้อมูลการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) ให้แก่นักเรียนอายุ 12-17 ปี ของโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ พบว่า มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 43,306 คน  ไม่ประสงค์รับวัคซีน 9,070 คน คิดเป็น 21%  แจ้งความประสงค์รับวัคซีน จำนวน 34,236 คน คิดเป็น 79% ในจำนวนนี้ ได้รับวัคซีนแล้ว 18,708 คน คิดเป็น 43% อยู่ระหว่ารอฉีดวัคซีน 15,528 คน คิดเป็น 36% ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่และศึกษาธิการจังหวัดกระบี่ ได้ประสานศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. วางแผนการฉีดวัคซีนให้นักเรียนได้ครบตามความต้องการ ภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ” รมว.ศธ.กล่าว

ไปรษณีย์ไทยเปิดภาพสุดปิติ แสตมป์ชุดเฉลิมพระเกียรติ 89 พรรษา’สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610610

ไปรษณีย์ไทยเปิดภาพสุดปิติ แสตมป์ชุดเฉลิมพระเกียรติ 89 พรรษา'สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง'

วันศุกร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 11.05 น.

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2564 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดตัวแสตมป์ที่ระลึกชุด “วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อรำลึกถึงวโรกาสอันเป็นมงคลในช่วง 65 ปีที่แล้ว ในวันที่ 22 ตุลาคม 2499 ขณะดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี และได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระผนวช ซึ่งภายหลังได้มีการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมในปีเดียวกัน

ทั้งนี้ ในการออกแบบแสตมป์ ผู้ออกแบบได้เชิญพระฉายาลักษณ์ผินพระพักตร์ข้างเป็นแบบแสตมป์ ประกอบอักษรพระนามาภิไธย สก. พร้อมเทคนิคพิมพ์ฟอยล์ทองบริเวณอักษรประเทศไทยและตัวเลขราคา ซึ่งมีกำหนดวันแรกจำหน่ายในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ในราคาดวงละ 9 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 18 บาท ผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อได้ที่ ศูนย์ไปรษณีย์ทั่วประเทศ และทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายบริหารประสบการณ์ลูกค้าบริการไปรษณีย์ โทร 0 2573 5480, 0 2573 5463

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่

เว็บไซต์ : www.thailandpost.co.th

เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

ทวิตเตอร์ : @Thailand_Post

ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post

โซเซียลวิจารณ์เดือด! ภาพพระสงฆ์ก้มกราบอดีต’พระยันตระ’เหมาะสมหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610475

โซเซียลวิจารณ์เดือด! ภาพพระสงฆ์ก้มกราบอดีต'พระยันตระ'เหมาะสมหรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 20.42 น.

21 ตุลาคม 2564 ในโลกโซเชียล ได้แชร์ภาพของนายวินัย ละอองสุวรรณ หรือ อดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ อดีตพระภิกษุผู้อื้อฉาว เดินทางกลับมายังประเทศไทยในรอบหลายปีเพื่อร่วมพิธีเนื่องในวันครบรอบ 70 ปี เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีลูกศิษย์ รวมไปถึงพระสงฆ์เข้าร่วมในพิธีและก้มกราบไหว้ฆราวาส ท่ามกล่าวเสียงวิพากษ์วิวจารณ์ว่าเหมาะสมหรือไม่

ล่าสุด เพจเฟชบุ๊ก อีซ้อขยี้ข่าว2 โพสต์ภาพและข้อความว่า อดีตพระยันตระทำพิธีครบรอบอายุ 70 ปี มีเหล่า พส. ที่เลื่อมใสเข้าร่วมงานกันคับคั่งก่อนกลับได้ก้มกราบขอพรและถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก แปลกดีเรื่องแบบนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับเพิกเฉยไม่วิ่งหาแสง

ขณะที่นายวินัย ละอองสุวรรณ หรืออดีตพระยันตร ให้สัมภาษณ์กับรายการ “เที่ยงวันทันเหตุการณ์” ว่า อาตมายังเป็นพระและนักบวชอยู่ มีแต่รูปแบบภายนอกเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ยังใช้นมัสการเหมือนเดิม ซึ่งตนเองกลับมาเมืองไทยมาเยือนมาตุภูมิ เป็นแดนเกิดของอาตมา โดยเฉพาะตนอยู่ปากพนัง นครศรีธรรมราช ยังมีญาติเยอะ ตั้งใจมาเยี่ยมคณะศิษย์ ที่มีความศรัทธาอยู่ ทุกคนดีใจเมื่ออาตมามาถึง ไม่มีอื่นใด

ทั้งนี้ อาตมาเดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกา เพื่อมาเยี่ยมลูกศิษย์ที่ยังศรัทธา ยืนยันว่ายังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์นั้นก็เป็นธรรมดาของโลกที่จะมีทั้งคนรักและคนไม่รัก อาตมาไม่เคยเรียกร้องให้ใครมากราบไหว้ หน่วยงานเข้าใจกันไปเอง ส่วนเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นสีเขียวนั้น เป็นการออกแบบด้วยเอง ใส่สบายๆ อยู่แบบธรรมชาติ เพราะไม่ได้เป็นองค์กรใดๆ และยืนยันว่าไม่ได้เป็นสายเขียวอย่างที่ใครกล่าวอ้าง อย่างไรก็ตาม อดีตพระยันตระ จะมีกำหนดกลับสหรัฐฯ ในวันที่ 27 ต.ค. นี้

“อาตมาเป็นพระเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ปลงผม ไม่ปลงหนวด ปล่อยธรรมดา เพราะอยู่อเมริกาอาตมาอยู่ป่า จะมาที่วัดมาบางคราวในวันสำคัญทางศาสนา”

เมื่อถามว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ศรัทธาท่านสายเขียว กล่าวว่า เข้าใจโลกเป็นธรรมดา คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ จะให้คนทุกคนเข้าใจเราทั้งหมดไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมดา หลวงวิจิตรวาทการท่านกล่าวว่า ทำดีแต่อย่าให้เด่น เพราะไม่มีใครอยากให้เด่นเกิน พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่ามีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ มีสุขก็มีทุกข์ มีบวกมีลบก็เป็นเรื่องธรรมดา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอดีตพระยันตระ เป็นพระรูปงาม นามเพราะ มีจิตวิทยาสูงในการพูดคุย ทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย พร้อมกับเดินทางไปหลายประเทศ จนกระทั่งตกเป็นข่าวอื้อฉาวที่สุดในวงการสงฆ์เมื่อ 27 ปีก่อน หรือช่วงปี 2537 ถูกสีกากลุ่มหนึ่ง ทำหนังสือร้องเรียนขึ้นทูลสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก รวมทั้งยังร้อนเรียนโดยตรงไปยังอธิบดีกรมการศาสนาในขณะนั้น ถึงการปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมกับความเป็นพระของพระยันตระ อมโร ถึงขั้นปาราชิกขาดจากความเป็นพระ

โดยเฉพาะการล่วงละเมิดเมถุน ถูกกล่าวหามีบุตรสาวด้วยกัน จนกระทั่งมีการท้าให้ตรวจดีเอ็นเอ แต่พระยันตระไม่ยินยอม และดื้อดึงต่อสู้คดีจนยืดเยื้อเป็นปีๆ จนกระทั่งมีคำสั่งให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุ แต่ยันตระไม่ยอมรับมติสงฆ์ ยังคงอ้างความเป็นพระอยู่อย่างบริบูณ์ พร้อมกับเปลี่ยนจีวรเป็นสีเขียว และลี้ภัยไปอยู่สหรัฐอเมริกานับเป็นสิบปี รอจนสิ้นอายุความ จึงเดินทางกลับไทยเป็นระยะๆดังกล่าว

ขอบคุณข้อมูลเพจ อีซ้อขยี้ข่าว 2,รายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์

‘ในหลวง’ส่งพระราชสาส์นแสดงความยินดี’เดมซินดี คีโร’ ผู้สำเร็จราชการนิวซีแลนด์คนใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610429

'ในหลวง'ส่งพระราชสาส์นแสดงความยินดี'เดมซินดี คีโร' ผู้สำเร็จราชการนิวซีแลนด์คนใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.51 น.

“ในหลวง” ทรงมีพระราชสาส์นแสดงความยินดี เดมซินดี คีโร เข้าดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์คนใหม่

21 ตุลาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความยินดีไปยัง เดมซินดี คีโร (The Right Honourable Dame Cindy Kiro, GNZM, QSO) ในโอกาสเข้าดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์คนใหม่ ในวันที่ 21 ตุลาคม 2564 ความว่า

ฯพณฯ เดมซินดี คีโร ผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ กรุงเวลลิงตัน ในโอกาสที่ท่านเข้าดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีด้วยใจจริง และขออำนวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จและความสุขสวัสดี ทั้งขอให้ประเทศและประชาชนชาวนิวซีแลนด์มีความร่มเย็นเป็นสุขและความเจริญรุ่งเรืองสืบไป

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่า ด้วยการสนับสนุนอันเข้มแข็งของท่าน ความสัมพันธฉันมิตร อันมั่นคงและความร่วมมือหลากหลายด้านระหว่างประเทศไทยและนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา จะยังคงกระชับแน่นแฟ้นและพัฒนาเพิ่มพูนเพื่อประโยชน์สุขร่วมกันของประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่าย

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘เอนก’สั่งเดินหน้าแผนพัฒนา’มรภ.’ 5 ปี ยกระดับสู่ความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610388

'เอนก'สั่งเดินหน้าแผนพัฒนา'มรภ.' 5 ปี ยกระดับสู่ความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.02 น.

“เอนก”สั่งเดินหน้าแผนพัฒนา”มรภ.” 5 ปี ยกระดับสู่ความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติ พัฒนา ทำงานได้จริง รักถิ่นฐาน และสถาบันหลักของชาติ ย้ำต้นปี’65 แผนต้องเสร็จพร้อมทำโมเดลต้นแบบ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มอบนโยบายและทิศทางการจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) (Strategic Action Plan) เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ พร้อมรับฟังการน้อมนำพระราโชบายสู่การยกระดับมหาวิทยาลัยราชภัฏ จาก พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า จากการที่ตนร่วมงานกับ มรภ. พบว่า จุดเด่นหรือจุดแข็งของความเป็น มรภ. คือ เข้าใจเข้าถึงท้องถิ่น และเป็นสถาบันที่สร้างพลเมืองดี รักชาติ บ้านเมือง รักสถาบัน เราต้องนำจุดแข็งเหล่านี้มาร่วมกันสร้างแผนการพัฒนาให้เกิดเป็นรูปธรรมใน 5 ปีข้างหน้า สร้างให้ มรภ. มีความเป็นเลิศในด้านใดด้านหนึ่งอย่างจริงจัง เช่น ด้านการสอนและให้ความรู้แก่ชุมชน การทำงานได้จริง ความรักถิ่นฐาน และที่สำคัญต้องมีความรู้ด้านภูมิศาสตร์ของตน ทุกฝ่ายที่เข้ามาร่วมมือกันในการจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ มรภ.ครั้งนี้ ทั้ง สำนักงานปลัด อว. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) มหาวิทยาลัยราชภัฏทุกแห่งในประเทศ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีการทำงาน ต้องเชื่อมั่นว่าเราคือสถาบันที่ดีและมีคุณภาพ รวมถึงความเป็นเลิศที่เรามี จะแสดงออกสู่สายตาประชาชนอย่างไร ให้เกิดความศรัทธาและอยากก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ มรภ.

“แผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ มรภ. ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในต้นปี 65 และต้องมีความชัดเจน มีตัวชี้วัดที่เกิดผลได้จริง ตอบโจทย์ความเป็นท้องถิ่นของ มรภ. กลไกต่างๆ เหล่านี้เมื่อนำมาพัฒนาอย่างจริงจังจะเกิดเป็นโมเดลใหม่ของการเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นเลิศเฉพาะตัวบนโลกใบนี้ สามารถเป็นแบบอย่างให้กลุ่มประเทศ CLMV ได้หรือในระดับโลกได้ และนี่จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย “ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวและว่า

ขณะที่สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่อาจารย์ผู้สอน ให้ได้รับตำแหน่ง ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ในสาขาที่ตนเองถนัดที่ไม่ต้องมีการทำผลงานทางวิชาการ ตำราหรืองานวิจัย แต่ใช้ความเชี่ยวชาญของตนกับงานที่มีคุณภาพมาขอรับการพิจารณาได้ ยกตัวอย่างเช่น การเป็นผู้ที่ทำงานวิชาการอันเป็นคุณประโยชน์ต่อชุมชน แก้ปัญหาในท้องที่และสร้างโอกาสให้ถิ่นฐานของตน และการใช้ความคิดสร้างสรรค์และวิชางานศิลปะตามความถนัดจนเกิดเป็นผลประจักษ์ ตนคิดว่าสิ่งเหล่านี้ควรค่าแก่การยกย่องและมีศักดิ์ศรีไม่แพ้ตำราหรืองานวิชาการเพียงอย่างเดียว และอยากให้บรรจุสิ่งเหล่านี้เข้าไปในแผนงานที่จะจัดทำให้เกิดขึ้นในต้นปีหน้า หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันพัฒนาตามแผนให้เกิดเป็นผลภายใน 5 ปี เพื่อทำให้ มรภ.เป็นอีกหนึ่งสถาบันทางการศึกษาที่มีความเป็นเลิศเฉพาะตัวได้อย่างเต็มภาคภูมิในระดับสากล

เปิด 6 อันดับจังหวัด‘กองถ่าย’เมืองนอกฮิตถ่ายทำ คาด Beer Run สร้างรายได้ 373 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610386

เปิด 6 อันดับจังหวัด‘กองถ่าย’เมืองนอกฮิตถ่ายทำ คาด Beer Run สร้างรายได้ 373 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 13.49 น.

เปิด 6 อันดับจังหวัด‘กองถ่าย’เมืองนอกฮิตถ่ายทำ คาด Beer Run สร้างรายได้ 373 ล้าน

21 ตุลาคม 2564 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) ในฐานะรองประธานกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการภาพยนตร์ฯ มีนโยบายส่งเสริมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลและพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งผลักดันมาตรการผ่อนปรนการถ่ายทำภาพยนตร์ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 สร้างความเชื่อมั่นให้แก่กองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ รวมถึงขับเคลื่อนนโยบายใช้ “Soft Power” ความเป็นไทยและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของไทยใน 15 สาขา เช่น ภาพยนตร์ ศิลปะการแสดง แฟชั่น อาหารไทยและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมทั้งสนับสนุนโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ของรัฐบาลโดยนำคุณค่าของวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างสรรค์สินค้าและบริการ (Creative Culture) ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 5F ได้แก่ อาหาร (Food) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น (Fashion) มวยไทย (Fighting) และการอนุรักษ์และขับเคลื่อนเทศกาล ประเพณีสู่ระดับโลก (Festival) เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประเทศอย่างยั่งยืน

รองประธานกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ กล่าวอีกว่า ล่าสุดเป็นที่น่ายินดีที่คณะกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ เรื่อง “Beer Run” และ “Beer Run 2” จากบริษัท INWOOD PICTURES,LLC. สหรัฐอเมริกาและนักแสดงที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือ รัสเซล โครว์  นักแสดงชาวนิวซีแลนด์ – ออสเตรเลียและแซ็ก เอฟรอน นักแสดงชาวอเมริกันมาถ่ายทำที่ไทยด้วย โดยถ่ายทำที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ราชบุรี สมุทรปราการ นนทบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 13 กันยายน – 31 ตุลาคม 2564  ซึ่งได้ประมาณการค่าใช้จ่ายในการถ่ายทำสร้างรายได้สู่ประเทศไทยกว่า 373 ล้านบาท เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อมาตรการผ่อนปรนการถ่ายทำภาพยนตร์ฯ ของผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทยได้อย่างชัดเจน รวมถึงศักยภาพและความโดดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและมาตรการจูงใจด้านภาษี เป็นปัจจัยในการเลือกเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย

นายอิทธิพล กล่าวอีกว่า รัฐบาลโดยคณะกรรมการฯ วธ. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธารณสุขและศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้ร่วมผลักดันมาตรการผ่อนปรนให้กองถ่ายภาพยนตร์ โทรทัศน์ โฆษณาทำงานต่อไปได้ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560 – 2564) โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 4 การส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาผลิตภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ในประเทศไทย ทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศมั่นใจและเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำ ซึ่งวธ.ได้รับข้อมูลจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในปี 2564 (มกราคม – ตุลาคม) มีบริษัทภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทยรวม 74 เรื่อง ในพื้นที่ 29 จังหวัด สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 3,460.06 ล้านบาท

ทั้งนี้ จังหวัดที่มีการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศสูงสุด 6 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ 35 เรื่อง ภูเก็ต 10 เรื่อง สมุทรปราการ 8 เรื่อง ปทุมธานี 6 เรื่อง พังงา 5 เรื่อง และลำปาง สุราษฎร์ธานี นครนายก สมุทรสาคร นครราชสีมาและเชียงราย 3 เรื่อง ส่วน 5 อันดับประเทศที่สร้างรายได้สูงสุดในการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกากว่า 2,511 ล้านบาท เขตบริหารพิเศษฮ่องกงกว่า 286 ล้านบาท สิงคโปร์กว่า 228 ล้านบาท ฝรั่งเศสกว่า 120 ล้านบาท และจีนกว่า 85 ล้านบาท