งานวิจัย‘ม.ขอนแก่น’ดันรัฐไฟเขียว ‘เส้นเลือดสมองโป่งพอง’สิทธิ์บัตรทอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609964

งานวิจัย‘ม.ขอนแก่น’ดันรัฐไฟเขียว  ‘เส้นเลือดสมองโป่งพอง’สิทธิ์บัตรทอง

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.นพ.พิชเยนทร์ ดวงทองพล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า โรคเส้นเลือดสมองโป่งพอง เป็นโรคที่คนไข้จะมาพบแพทย์เมื่อมีภาวะเลือดออกในสมอง ซึ่งอยู่ในภาวะเร่งด่วนในการรักษา และมีโอกาสเส้นเลือดจะแตกซ้ำได้สูง อันจะนำมาสู่การเสียชีวิตหรือพิการ สำหรับวิธีการรักษาจะมีการผ่าตัดเพื่อหนีบกระเปาะหลอดเลือดโป่งพองนั้น (Clipping) หรือใส่ขดลวดสปริง (Coiling) ขึ้นอยู่กับรอยโรคของผู้ป่วย

“ปัจจุบันมีวิธีการรักษาโดยการใส่ขดลวดสปริง ที่ได้ผลดี มีบาดแผลน้อย สามารถทำได้ในบริเวณที่ผ่าตัดได้ยาก แต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ที่ผ่านมาผู้ใช้สิทธิ์บัตรทองในประเทศไทย ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงการรักษาโดยการใส่ขดลวดสปริง ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณจึงต้องผ่าตัดแบบเปิดกะโหลกศีรษะ ส่งผลต่อการรักษาออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งยังเสี่ยงต่อภาวะพิการและชีวิตสูง ซึ่งจะส่งผลต่องบประมาณการดูแลประชากรผู้ป่วยของรัฐ”รศ.นพ.พิชเยนทร์ กล่าว

รศ.นพ.พิชเยนทร์ กล่าวต่อไปว่า รพ.ศรีนครินทร์ โดย ศูนย์ความเป็นเลิศโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง จึงได้ผลิตงานวิจัย เรื่อง ความคุ้มของการรักษาพยาบาลโดยวิธีใส่ขดลวดขึ้น โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยทีมนักวิจัย ได้เก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากผู้ป่วยในประเทศไทย กว่า 10 ปี และเก็บข้อมูลจากผู้ป่วย รพ.ศรีนครินทร์ กว่า 5 ปี เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การรักษาพยาบาลโดยวิธีใส่ขดลวดมีความคุ้มค่า และลดอัตราการพิการหรือเสียชีวิตได้

ซึ่งงานวิจัยที่ว่าด้วยความคุ้มของการรักษาพยาบาลโดยวิธีใส่ขดลวด ทีมนักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยเมื่อได้ผลการศึกษาวิจัยแล้ว จึงได้นำเสนอต่อที่ประชุมของ สปสช.สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดย รศ.นพ.อำนาจกิจควรดี เป็นผู้นำเสนอให้เห็นถึงความคุ้มของการรักษาพยาบาลประชาชนผู้ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองโดยวิธีใส่ขดลวด จนกระทั่งได้รับความเห็นชอบ ผ่านการอนุมัติให้ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์บัตรทอง สามารถเบิกจ่ายเงินค่าผ่าตัดโดยวิธีการใส่ขดลวด (Coiling) ได้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป

โดยมีประกาศว่า ให้ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคเส้นเลือดสมองโป่งพองแล้วแตกต้องทำการผ่าตัดโดยใช้วิธีใส่ขดลวด สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ เส้นละกว่า 10,000 บาท หรือ 1 คนจะใช้ ประมาณ 4 เส้น สามารถเบิกจ่ายได้กว่า 50,000 บาท จากปกติผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์บัตรทองไม่สามารถเบิกจ่ายการรักษาด้วยวิธีใส่ขดลวดได้เลยซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงกว่า 100,000 บาท

ด้าน รศ.นพ.อำนาจ กิจควรดีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทศัลยแพทย์ ประจำ รพ.ศรีนครินทร์ กล่าวว่ารพ.ศรีนครินทร์ ได้ก่อตั้ง ศูนย์ความเป็นเลิศโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองขึ้น โดยมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ในแต่ละปีผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมองโป่งพองของ รพ.ศรีนครินทร์ มีจำนวนมากกว่า 100 ราย ที่ต้องรับการผ่าตัด แต่สามารถรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการใส่ขดลวดได้แค่10% เท่านั้น เนื่องจากค่าผ่าตัดแบบใส่ขดลวดจะมีค่าใช้จ่ายเกือบหนึ่งแสนบาท ที่เป็นปัญหาสำหรับประชาชนผู้มีความยากจน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้

“ข้อจำกัดที่ความยากจนจึงได้ถูกหยิบขึ้นมาเพื่อเป็นโจทย์ของงานวิจัยที่ว่าด้วยความคุ้มของการรักษาพยาบาลโดยวิธีใส่ขดลวด พบว่า ผลการศึกษาของการรักษาเมื่อรักษาโดยการใช้ขดลวด มีความคุ้มในด้านค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด เมื่อเทียบกับผลการรักษาหรือค่าใช้จ่ายหากเกิดความพิการขึ้น ส่วนหนึ่งของงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน Journal of NeuroInterventional Surgery ในระดับ Q1 Impact factor 5.836” รศ.นพ.อำนาจ ระบุ

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์บัตรทอง สามารถเบิกจ่ายเงินค่าผ่าตัดโดยวิธีการใส่ขดลวด (Coiling) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป นับว่างานวิจัย ความคุ้มของการรักษาพยาบาลโดยวิธีใส่ขดลวดชิ้นนี้ เป็นงานวิจัยที่ก่อให้เกิดผลดีต่อประชาชนผู้มีข้อจำกัดในค่ารักษาพยาบาล โดยมี ราชวิทยาลัยประสาทศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานสำคัญในการร่วมผลักดันโครงการ จนเกิดผลสำเร็จเป็นอย่างดีต่อประชาชนชาวไทยทั้งประเทศได้เข้าถึงบริการเพื่อสุขภาพโดยไม่มีข้อจำกัด

ทีมวิจัย‘วิศวะมหิดล’คิดค้น ระบบชาร์จเร็วยานยนต์ไฟฟ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609959

ทีมวิจัย‘วิศวะมหิดล’คิดค้น  ระบบชาร์จเร็วยานยนต์ไฟฟ้า

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ทีมวิจัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งประกอบด้วย
สมนิดา ภัทรนันท์ และ ธนทิพย์ อ้วนอ่อน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า และนักศึกษา คือ กรวรรณ ยี่สุ่น และ ลลิสา เอกวรชาติ พัฒนาต้นแบบนวัตกรรม ระบบชาร์จเร็วทางเลือกใหม่สำหรับรถไฟฟ้า (Alternative Design of EV Quick Charger) เพื่อลดระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัย โดยออกแบบให้เหมาะกับความต้องการของผู้ใช้รถไฟฟ้าในประเทศไทย และมุ่งหวังว่าการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มนั้นจะใช้เวลาลดลง สามารถต่อยอดพัฒนาให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น

ทั้งนี้ ภาวะโลกร้อนซึ่งนานาประเทศต่างตระหนักถึงผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) ที่รุนแรงขึ้นทุกปี ผลักดันให้โลกยานยนต์
พลิกเปลี่ยนเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยหลายประเทศได้กำหนดเป้าหมายที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเร็วกว่าเดิม แนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจึงเพิ่มขึ้นอย่าง
ต่อเนื่อง เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายพลังงาน ลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้าน้ำมัน และร่วมกันสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society)

ด้าน สมนิดา ภัทรนันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เนื่องจากในประเทศไทยมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ผุ้ใช้รถไฟฟ้าส่วนมากจึงพี่งพาการชาร์จแบตเตอรี่ภายในที่อยู่อาศัยด้วยอุปกรณ์ EV Home Charger ที่มีระยะเวลาชาร์จยาวนานถึง 10 ชั่วโมง ทางทีมวิจัยจึงได้เริ่มต้นศึกษาเพื่อพัฒนานวัตกรรม ระบบชาร์จเร็วทางเลือกใหม่สำหรับรถไฟฟ้า (Alternative Design of EV Quick Charger)

ประกอบด้วย Power Converters ซึ่งถูกออกแบบให้แปลงไฟฟ้ากระแสสลับเป็นไฟฟ้ากระแสตรงที่เหมาะสมกับการชาร์จประจุตรงเข้าไปที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion Battery) ภายในตัวรถยนต์ไฟฟ้า โดยควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ Solid State ภายใน Converter ในรูปแบบ CCCV (Constant Current Constant Voltage) ที่จะสามารถช่วยลดระยะเวลาในการชาร์จประจุได้

และใช้ระบบควบคุมแบบ PI Controller ในการควบคุมกระแสและแรงดันไฟฟ้าขณะชาร์จประจุให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion Battery) ส่วน วิธีการใช้งาน ตัวอุปกรณ์ต้องใช้งานกับระบบไฟฟ้าสามเฟส โดยด้านที่ต่อเพื่อทำการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นหัวต่อชนิด CCs Type2 ทั้งนี้บ้านโดยทั่วไปเป็นไฟฟ้าระบบ 1 เฟส 15(45) แอมป์ ต้องไปขอการไฟฟ้าเปลี่ยนเป็น 3 เฟส 30(100) แอมป์

จุดเด่นของ ระบบชาร์จเร็วทางเลือกใหม่สำหรับรถไฟฟ้า (Alternative Design of EV Quick Charger) คือการชาร์จประจุแบตเตอรี่ด้วยไฟฟ้ากระแสตรง
โดยไม่ผ่าน On Board Charger ภายในตัวรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้การชาร์จประจุรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากอุปกรณ์ EV Home Charger ส่วนใหญ่ในท้องตลาด
ที่ชาร์จประจุโดยใช้ไฟฟ้ากระแสสลับผ่านไปยัง On Board Charger ภายตัวรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้ระยะเวลาชาร์จนานประมาณ 6-10 ชั่วโมง

“ผลการทดสอบแบบจำลองของวงจรต้นแบบของระบบชาร์จเร็วทางเลือกใหม่สำหรับรถไฟฟ้านี้ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-on Battery) แบบที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ตั้งแต่ 0 จนถึง 100% ไม่ถึง 2 ชั่วโมง ในอนาคตประเทศไทยจะได้พึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีอุปกรณ์ยานยนต์ไฟฟ้า และพัฒนาแบบให้มีขนาดเหมาะสมกับการใช้งานในบ้านที่อยู่อาศัย สะดวกต่อการใช้งานต่อเนื่อง” สมนิดา กล่าว

‘มธบ.’เปิดหลักสูตร‘แพทย์แผนไทย’ ปั้นผู้เชี่ยวชาญรับกระแส‘สมุนไพร’มาแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609962

‘มธบ.’เปิดหลักสูตร‘แพทย์แผนไทย’  ปั้นผู้เชี่ยวชาญรับกระแส‘สมุนไพร’มาแรง

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอภิรัช ประชาสุภาพ หัวหน้าหลักสูตรการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ (CIM) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.)เปิดเผยว่า การบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่นิยมใช้พืชสมุนไพรนั้นเพราะมองว่าเป็นการดูแลสุขภาพที่ปลอดภัยและมาจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่มาจากสมุนไพร อีกทั้งนโยบายของภาครัฐก็ส่งเสริมอุตสาหกรรมสมุนไพรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ฟ้าทะลายโจร กระชาย ขิง

รวมถึงพืชตระกูล ก. ไม่ว่าจะเป็นกัญชา กัญชง กระท่อม ที่ปลดล็อกจากสารเสพติดและส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจ สามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ ทำให้พืชสมุนไพรตอนนี้มีการเติบโตขึ้นอย่างมาก ซึ่งการที่ตลาดสมุนไพรขยายตัวมากขึ้น ย่อมหมายถึงความต้องการบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ต้องมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบุคลากรด้านแพทย์แผนไทย เพราะพืชสมุนไพรหากนำมาใช้อย่างไม่เหมาะสมก็อาจมีโทษมากกว่ามีคุณ

“การเรียนแพทย์แผนไทยในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรียนเพื่อรู้พืชสมุนไพรเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถทำการวินิจฉัยอาการต่างๆ ที่ผิดปกติของร่างการและเลือกสมุนไพรมาใช้ให้เหมาะสม รวมถึงกระบวนการสกัดสารภายในพืชนั้นๆออกมาใช้ได้ ทั้งนี้ ยังสามารถนำสารสกัดต่างๆ ที่ได้จากพืชนั้นไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย ฉะนั้น ประเทศไทยจำเป็นอย่างมากในการผลิตแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกที่มีความรู้ด้านสุขภาพและต้องดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้” นายอภิรัช กล่าว

นายอภิรัชกล่าวต่อไปว่า จากสถานการณ์โควิด-19 พบมูลค่าของผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10.3 ภายหลังประกาศใช้แผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ.2560-2564 เป็นอัตราการเติบโตมากกว่าจีน ที่เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.06 ญี่ปุ่น ร้อยละ 0.85 และเกาหลีใต้ร้อยละ 5.43 ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า แนวโน้มการบริโภคสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรในไทยตั้งแต่ปี 2560 – 2563 มีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปีทีเดียว

ขณะที่ในปัจจุบัน มีสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่เปิดหลักสูตรเกี่ยวกับการผลิตบุคลากรแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก เพราะต้องยอมรับว่าบุคลากรด้านนี้ของไทยมีจำนวนจำกัดดังนั้น ระบบการเรียนการสอนในปัจจุบันจึงมีการเปิดรับทั้งในระดับปริญญาตรี/โท และหลักสูตรสำหรับบุคคลทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพร นำไปต่อยอดในการทำงานหรือธุรกิจ ซึ่งสมุนไพร ถือเป็นภูมิปัญญา รากเหง้าของคนไทยที่อยู่มาอย่างยาวนาน

สำหรับหลักสูตรการแพทย์แผนไทยวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มธบ. เปิดรับทั้งนักศึกษาในระดับปริญญาตรี และบุคคลทั่วไป โดย 2 กลุ่มนี้ จะได้รับเพียง 40 คนต่อปี และการเรียนการสอนเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยที่นี่ นอกจากจะเรียนเกี่ยวกับสมุนไพรแล้ว ยังต้องเรียนรู้การวินิจฉัยอาการต่างๆ เรียนรู้การนำสมุนไพรต่างๆ มาปรุงเป็นตำรับยาสมุนไพร การนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ในหลากหลายด้าน

เช่น การใช้สมุนไพรประกอบอาหารเพื่อสุขภาพ หรือการทำอาหารให้เป็นยา การแปรรูปสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการใช้สมุนไพรในกลุ่มสารเสพติดและเรียนรู้เรื่องศาสตร์แห่งการชะลอวัยเป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียนได้บูรณาการศาสตร์ต่างๆ และนำไปใช้ในการดูแลสุขภาพได้จริง และในการเรียนนั้นต้องเรียนพร้อมกับปฏิบัติ เพื่อให้มีองค์ความรู้และต้องปฏิบัติได้ อีกทั้งต้องรู้จักสกัดสมุนไพรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคได้

“หลักสูตรแพทย์แผนไทยจะมีทั้งหมด 4 สาขา คือ สาขาเวชกรรมไทย เรียนเกี่ยวกับการวินิจฉัยอาการต่างๆ และจ่ายยาหรือ นำตำรับยาไทยมาใช้ สาขาเภสัชกรรมไทย จะเรียนเกี่ยวกับสมุนไพร การปฏิบัติและการควบคุมโรงงานผลิตยาสมุนไพรไทย การสกัดสารในกระบวนวิธีทางแพทย์แผนไทยและแบบใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือผลิตยาสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ

สาขาการนวดไทย จะเรียนเกี่ยวกับการนวดรักษาโรคแบบแพทย์แผนไทยและสาขาผดุงครรภ์ไทย เป็นการเรียนเกี่ยวกับการดูแลแม่หลังคลอด ซึ่งในทุกหลักสูตรของที่นี่ วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จะได้เรียนรู้การแพทย์ทางเลือกต่างๆ แบบบูรณาการศาสตร์เข้าร่วมกัน”นายอภิรัช ระบุ

หัวหน้าหลักสูตรการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มธบ. ยังกล่าวอีกว่า การรักษาโรคในขณะนี้ บางโรคจำเป็นที่ต้องนำศาสตร์หลายๆ ศาสตร์เข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แพทย์แผนไทยผสมผสานกับแพทย์แผนปัจจุบันประยุกต์ใช้กับการดูแลผู้ป่วย เพื่อให้ความรู้สามารถดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ซึ่งตั้งแต่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 มีคนสนใจเข้ามาเรียนในหลักสูตรแพทย์แผนไทยมากขึ้น ทั้งในส่วนของเด็กรุ่นใหม่ และบุคคลทั่วไป เพราะต้องการเรียนรู้ว่าสมุนไพรใช้อย่างไร

และบางคนสนใจเรียนรู้การสกัดสมุนไพร นำมาใช้ในการรักษา หรือทำเครื่องสำอางต่างๆ ดังนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะหลังจากนี้ต่อให้ตลาดสมุนไพรขยายมากขึ้น เราก็จะมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญรองรับ และสามารถต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของผู้บริโภค ตนแนะนำว่า ก่อนจะซื้อสมุนไพร เพื่อจะนำไปใช้นั้น ขอให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรืออาจจะต้องศึกษาข้อมูลเอกสารต่างๆเพื่อรู้ประโยชน์และโทษ รวมถึงข้อบ่งใช้ และข้อควรระวังต่างๆในการใช้สมุนไพรหรือยาสมุนไพรนั้นๆ และตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อถูกต้อง ไม่ใช่ของปลอม

“หากอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับสมุนไพร ขอให้มาเรียนรู้สมุนไพรเป็นศาสตร์รากเหง้าที่อยู่คู่กับประเทศไทยเรามาอย่างยาวนานและเรียนร่วมกับวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปใช้ได้อย่างถูกต้องรวมถึงวิธีการสกัดสมุนไพรหลายๆ ชนิด เพื่อมาใช้ในการรักษาดูแลสุขภาพ และยกระดับตลาดสมุนไพรไทยให้เติบโตยิ่งขึ้นด้วยคุณภาพและมาตรฐาน”นายอภิรัช กล่าวในท้ายที่สุด

สำหรับผู้สนใจหลักสูตรต่างๆของ CIM DPU สามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://cim.dpu.ac.th/

อาชีวะอุบลฯ เปิดบ้านต้อนรับภริยาผู้ว่าเมืองดอกบัว พร้อมโชว์ฝีมือทำ ‘ก๋วยจั๊บสูตรเด็ด-พาชมหอศิลป์ฯ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610045

อาชีวะอุบลฯ เปิดบ้านต้อนรับภริยาผู้ว่าเมืองดอกบัว พร้อมโชว์ฝีมือทำ 'ก๋วยจั๊บสูตรเด็ด-พาชมหอศิลป์ฯ'

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 20.00 น.

19 ตุลาคม 2564 ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี คณะรองผู้อำนวยการ ครู บุคลากร วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ร่วมให้การต้อนรับ นางศลิษา ภิรมย์รัตน์ ภริยาผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอุบลราชธานี และนลิน โฮเลอร์ (ซาร่า) พร้อมด้วยทีมงานรายการ “คุณนายจ่ายตลาด” ทางช่อง 34 อัมรินทร์ทีวี ในโอกาสบันทึกเทปรายการ “ทำก๋วยจั๊บสูตรเด็ดเมืองดอกบัว” ณ ห้องปฏิบัติการแปรรูปอาชีวศึกษาอุบลราชธานี

จากนั้น บันทึกเทปเพื่อแนะนำหอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล ในส่วนหอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นับเป็นหอศิลปกรรมขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะรวบรวมแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่หลากหลายในสมัยอดีตของคนอีสานแล้ว หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล ยังจัดแบ่งพื้นที่จัดแสดงผลงานนักเรียน นักศึกษา ครู คณะวิชาศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี รวมถึงกลุ่มศิลปินอิสระและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากมาย นำมาจัดแสดงให้เยาวชนและประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เรียนรู้ ศึกษาผลงาน รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจด้านศิลปะเกือบทุกแขนง อาทิ นิทรรศการศิลปินแห่งชาติ นิทรรศการเทียนพรรษา นิทรรศการบัวหลวง นิทรรศการศิลปินลุ่มน้ำโขง นิทรรศการภาพถ่ายประเพณีแห่เทียนพรรษา และประติมากรรมเทียนนานาชาติ เป็นต้น

ผู้ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ขอเข้าชมได้ ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี หมายเลขโทรศัพท์ 065-6516577 ในวันและเวลาราชการ

-(016)

สพฐ.ซักซ้อมความเข้าใจ ผอ.ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมเปิดภาคเรียน 1 พ.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609987

สพฐ.ซักซ้อมความเข้าใจ ผอ.ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมเปิดภาคเรียน 1 พ.ย.นี้

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 17.54 น.

วันที่ 19 ตุลาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ทั่วประเทศ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในแนวทางการเตรียมการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ว่า สพฐ.จะไม่มีการเลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 2 โดยจะเปิดภาคเรียนพร้อมกันทุกโรงเรียนในวันที่ 1 พ.ย. 2564 นี้ ส่วนวิธีการเปิด วิธีที่ 1 จะเปิดแบบออนไซต์ แต่ถ้าเปิดแบบออนไซต์ไม่ได้ ก็ให้เลือกเปิดแบบ 4 ออน์ คือ ออนไลน์ ออนแอร์  ออนดีมาน และ ออนแฮน เหมือนที่เคยปฏิบัติมา แต่เป้าหมายของการดำเนินการในเชิงนโยบาย ขณะนี้ รัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ต้องการเปิดประเทศ ในเชิงนโยบายจึงต้องการให้เปิดเรียนแบบออนไซต์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้  และการที่โรงเรียนจะเปิดออนไซต์ได้ในวันที่ 1 พ.ย. ได้ทั้งหมดกี่โรง อยู่ในเขตพื้นที่ไหนกี่โรง  ทางโรงเรียนจะต้องผ่านการประเมินตนเอง 44 ข้อ ว่ามีความพร้อมที่จะเปิดเรียนได้หรือไม่ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่าโรงเรียนที่ไม่ผ่าน เพราะ ผอ.โรงเรียนไม่ให้ความสำคัญกับการประเมินอย่างแท้จริง  ดังนั้น จึงขอให้ผอ.เขตพื้นที่ฯคอยกำกับดูแลให้โรงเรียนปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด  และต้องกำชับให้ ผอ.โรงเรียนเป็นคนกำกับการประเมินโรงเรียนด้วยตนเอง  

ส่วนการฉีดวัคซีนครู ขณะนี้ดำเนินการฉีดไปแล้วเกือบ 90% แต่ยังพบว่ามีบางโรงเรียนครูฉีดวัคซีนไม่ถึง 30% ดังนั้น ขอให้เขตพื้นที่ฯจำแนกการฉีดเป็นรายโรงเรียน เพื่อให้ทราบว่าโรงเรียนมีการฉีดวัคซีนไปและฉีดแล้วกี่คน หรือใครยังไม่ได้ฉีด และที่ไม่ฉีดด้วยสาเหตุอะไร เพื่อเป็นข้อมูลเชิงตัดสินใจและแก้ปัญหาได้  ส่วนการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนอายุ 12-18 ปี ซึ่งขณะนี้มีนักเรียนประสงค์ฉีดวัคซีนแล้วรวมกว่า 80% แต่ก็มีหลายโรงเรียนที่นักเรียนประสงค์จะฉีดยังมีไม่ถึง 50% จึงเป็นหน้าที่ของ เขตพื้นที่ฯ และโรงเรียนต้องประชาสัมพันธ์ส่งเสริมสนับสนุนทำความเข้าใจ เพราะก่อนนี้พบมีนักเรียนไม่สมัครใจฉีดวัคซีนจำนวนมาก แต่ระยะหลังนักเรียนวอคอินเข้ามาแสดงความประสงค์จะฉีดวัคซีนเพิ่มหลายแสนคนแล้ว จึงขอให้เขตพื้นที่ฯและโรงเรียนจำแนกเป็นรายโรงเรียนว่าตรงไหนที่ยังฉีดไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด สาเหตุคืออะไร แล้วจะมีวิธีการรณณงค์ส่งเสริมอย่างไร  สำหรับส่วนการฉีดวัคซีนของผู้ปกครอง โดยเฉพาะในโรงเรียนอนุบาล-ป.6 ที่เด็กอายุยังไม่ถึง 12 ปี ขอให้เขตพื้นที่ และโรงเรียนรณรงค์ให้ผู้ปกครองฉีดวัคซีนด้วย เพราะเด็กในวัยนี้จะอยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ผู้ปกครองและครู ดังนั้น หากพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูได้ฉีดวัคซีนก็จะสามารถเปิดเรียนได้                 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่จะส่งผลต่อการเปิดภาคเรียนที่ 2 ได้หรือไม่ได้ คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  โดยสพฐ.จะยึดตำบล อำเภอ เป็นฐาน เพราะฉะนั้น เขตพื้นที่แต่ละเขต จะต้องกำหนดพื้นที่สีขาว สีส้ม สีแดง สีแดงเข้ม เพื่อกำหนดเป็นเป้าหมายในการเปิดภาคเรียนที่สอง เมื่อโรงเรียนประเมินตนเองผ่านเกณฑ์แล้วก็จะต้องเสนอขออนุญาตศูนย์ควบคุมโรคติดต่อจังหวัด ซึ่งเหลือเวลาเตรียมการเพียง 2 สัปดาห์  ดังนั้น เขตพื้นที่ฯจะต้องทำไทม์ไลน์ประเมินตนเองและประเมินรายละเอียดต่าง ๆเพื่อจะนำเข้าคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดก่อนวันที่ 1 พ.ย.2564 นี้ อาจจะมีโรงเรียนเปิดออนไซต์ไม่ได้พร้อมกันทุกที่ ที่เปิดออนไซต์ไม่ได้ก็จะต้องทำแผนเสนอรอบ 2 ให้คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดพิจารณา และเมื่อเปิดเรียนออนไซต์แล้ว โรงเรียนต้องออกมาตรการดูแล โดยโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง จะต้องมีมาตรการในการปฏิบัติตนเพื่อให้ปลอดโรค ปลอดภัยระหว่างมาเรียนออนไซต์  เช่น นักเรียนต้องทำอะไรบ้าง ระหว่างเดินทางมาเรียน มาถึงโรงเรียนต้องปฏิบัติอย่างไร การเว้นระยะห่าง การรับประทานอาหาร เรียนห้องละกี่คน ทุกอย่างต้องมีมาตรการรองรับให้ชัดเจน  หากมีจำนวนนักเรียนเกิดต่อห้องก็อาจจะให้สลับวัน หรือสลับชั้นมาเรียน เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)กำหนด และแม้เตรียมการป้องกันดี แต่หากเกิดเหตุมีการระบาดหรือติดเชื้อในโรงเรียน จะมีแผนเผชิญเหตุอย่างไร  ซึ่งเราจะไมปิดทั้งโรงเรียน หากห้องใดติดเชื้อก็ปิดเฉพาะห้องนั้น แล้วกักตัวคนที่มีความเสี่ยงสูง ห้องอื่นก็มาเรียนปกติ  ดังนั้น จึงต้องทำแผนเผชิญเหตุในการร่วมมือกับ สาธารณสุข อสม. สถานีอามัย หรือโรงพยาบาลตำบลในการเผชิญเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ 

กรณีผู้ปกครองยังกังวล หากลูกมาเรียนที่โรงเรียนแล้วจะติดเชื้อ สพฐงก็เปิดโอกาสให้เด็กสามารถเรียนอยู่ที่บ้านได้ ไม่ได้บังคับว่าเปิดออนไซต์แล้วเด็กจะต้องมาเรียนที่โรงเรียนทั้งหมด เมื่อนักเรียนจะมีความเชื่อมั่นจึงค่อยมาเรียนออนไซต์ได้ 

“ตั้งแต่สัปดาห์นี้ จนถึงวันที่ 1 พ.ย. ผมจะสุ่มถามข้อมูลจาก ผอ.เขตพื้นที่ฯเป็นรายเขต ดังนั้น ผอ.เขตจะต้องมีข้อมูลประจำวัน ว่าในวันที่ 1 พ.ย.นี้ จะสามารถเปิดออนไซตต์ได้กี่โรง เปิดไม่ได้กี่โรง  ทำไมเปิดไม่ได้ แล้วท่านมีวิธีการแก้ไขและเพิ่มจะนวนเปิดเรียนได้อย่างไร ถ้าผอ.เขตพื้นที่ คนใดตอบผมว่า ได้รับรายงานมาเท่านี้ครับ หรือผมยังไม่ได้รับรายงานจากศึกษานิเทศก์ ผมจะถือว่าท่านไม่ได้ใส่ใจต่อการบริหารจัดการที่ดีพอ เพราะผมเองก็ต้องมีข้อมูลรายงาน น.ส.จรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. เป็นรายวันเช่นเดียวกัน  เพราะท่านก็มีความห่วงใยต่อการเตรียมการเปิดภาคเรียน ความท้าทายต่อศักยภาพของผอ.เขตพื้นที่ และผอ.โรงเรียนก็คือการก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรคเพื่ออยู่ร่วมกัน เราไม่สามารถกำจัดโรคโควิดไปจากเราได้ แต่เราจะเรียนรู้ในการใช้ชีวิตอยู่กับโควิดอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข  และขอให้ ผอ.เขตพื้นที่ สื่อสารไปยังผอ.โรงเรียน และคุณครู ว่า ในการเปิดเรียนสัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่สอง อย่าพึ่งมุ่งไปที่การจัดการเรียนการสอนเพราะกลัวนักเรียนจะไม่ได้รับความรู้  แต่อยากให้ใช้ช่วงเวลานี้สร้างความสัมพันธ์เชื่อมั่นให้นักเรียนรู้สึกว่ามาโรงเรียนแล้วมีความสุขกว่าอยู่ที่บ้าน มีความปลอดภัยมากกว่าอยู่ที่บ้าน มีอาหารการกินดีกว่าอยู่ที่บ้าน จึงอยากให้มีการสร้างสัมพันธ์ความใกล้ชิดความไว้วางใจในมิติสังคมระหว่างครูกับนักเรียนให้มากที่สุดก่อนแล้วคุณครูค่อยๆจัดการเรียนการสอน หรือจัดการเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาเราผูกเด็กไว้กับคอมพิวเตอร์  มือถือ ไม่รู้เรียนหรืออาจจะติดเกมส์  จึงอยากให้ใช้ช่วงเวลาสองสัปดาห์แรกสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างครูกับนักเรียน และคุณครูกับผู้ปกครอง เพื่อให้เข้าใจถึงบทบาทในการเปลี่ยนมือ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาเราใช้คุณพ่อคุณแม่เป็นครู ใช้บ้านนักเรียนเป็นโรงเรียน แต่ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ครูจะเป็นพ่อแม่คนที่สอง ให้กับนักเรียน เราจะปรับโรงเรียนเป็นบ้าน ปรับคุณครูเป็นพ่อแม่แล้วค่อยจัดการเรียนรู้  จึงอยากสื่อสารไปยังผอ.เขตพื้นที่ และผอ.โรงเรียนให้สร้างความมั่นใจว่า ถ้าลูกหลานของทุกคนมาอยู่ที่โรงเรียน เราจะเป็นพ่อแม่ที่ดีและดูแลลูกหลานเขาให้ปลอดภัยให้ได้ แล้วเราจะจัดการเรียนรู้ให้อย่างดีและมีความสุข “นายอัมพร กล่าว 

เช็คเลย!สพฐ.กางปฏิทินสอบบุคลากรทางการศึกษา-ครูผู้ช่วย ว16 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609862

เช็คเลย!สพฐ.กางปฏิทินสอบบุคลากรทางการศึกษา-ครูผู้ช่วย ว16

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 13.15 น.

เช็คเลย!สพฐ.กางปฏิทินสอบบุคลากรทางการศึกษา-ครูผู้ช่วย ว16 

19 ตุลาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ทั่วประเทศ ว่า ตนสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้อำนวยการ สพท. ในประเด็นสำคัญเรื่องการดำเนินการสอบตำแหน่งต่างๆที่ค้างอยู่ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งที่ผ่านมา คณะกรรมการศึกษาธิการจัดหวัด (กศจ.) ได้ดำเนินการประกาศรับสมัคร ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก บุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตร 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภททั่วไป เพื่อบรรจุและแต่งตั้งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ และการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ว16 ไปแล้ว

ทั้งนี้ ขณะนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำปฏิทินสอบใหม่ และได้ส่งหนังสือให้เขตพื้นที่ฯ รับทราบทั่วประเทศแล้ว โดยมีรายละเอียด คือ กำหนดการคัดเลือกบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตร 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภททั่วไป เพื่อบรรจุและแต่งตั้งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ทำการประเมินประวัติและผลการปฏิบัติงาน วันที่ 1-2 พฤศจิกายน สอบข้อเขียน ภาค ก  ความรู้ความสามารถทั่วไป  ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 6 พฤศจิกายน ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก ภาค ก และภาค ข ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน สอบภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สัมภาษณ์) วันที่ 13 พฤศจิกายน และประกาศผลการคัดเลือก ภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน

ส่วนกำหนดการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ว16 มีดังนี้ ประเมินประวัติและผลงาน วันที่ 1-9 ธันวาคม ซึ่งเป็นการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง โดยประเมินจากประวัติและผลงานที่ได้รับการรับรองจากผู้อำนวยการสถานศึกษา สอบข้อเขียน ภาค ก ความรอบรู้และความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู และสอบภาค ข ความรู้ ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ในวันที่ 11 ธันวาคม สอบสัมภาษณ์ วันที่ 12 ธันวาคม และประกาศผลการคัดเลือกภายในวันที่ 17 ธันวาคม ซึ่งการสอบครูผู้ช่วย ว16 ให้ กศจ. ดำเนินการจัดสอบทั้งหมด โดยผู้สมัครสอบ ไปสมัครสอบที่จังหวัดใด ให้ดำเนินการสอบที่จังหวัดนั้น

ด้านการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคคลทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย รอบทั่วไป ว14 ซึ่งดำเนินการรับสมัครไปแล้ว โดยมีผู้สมัครกว่า 1 แสนคน สพฐ.ได้หารือถึงแนวทาง และวิธีการปฏิบัติ กับคณะกรรมการข้าราชการครูแลละบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และเห็นตรงกันว่าเพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดโควิด-19 จากการเดินทางไปสอบ ดังนั้น สพฐ.จะเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบภาค ก และภาค ข โดยผู้สมัครอยู่ในจังหวัดใด ให้สอบจังหวัดที่ตนอาศัย ไม่ต้องเดินทางไปสอบในจังหวัดที่ตนสมัครสอบ เมื่อสอบเสร็จ สพฐ. จะส่งข้อมูลมาให้หน่วยกลางประเมินผล แล้วส่งผลการสอบไปที่ กศจ. ที่ผู้สมัครได้สมัครไว้ เพื่อให้ กศจ. ดำเนินการสอบ ภาค ค ต่อไป

ส่วนปฏิทินการสอบครูผู้ช่วย รอบทั่วไป สพฐ.จะเป็นผู้กำหนด ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ. อยู่ระหว่าง กำหนดแนวทาง และวิธีการทำงานร่วมกับ กศจ.และเขตพื้นที่ฯ  คาดว่าจะสามารถประกาศปฏิทินได้ในเร็วๆนี้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ ผลสอบนิทานชุดวาดหวัง 3 เล่มมีประโยชน์ อีก 5 เล่มเข้าข่ายเนื้อหาต้องระวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609657

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ ผลสอบนิทานชุดวาดหวัง 3 เล่มมีประโยชน์ อีก 5 เล่มเข้าข่ายเนื้อหาต้องระวัง

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบาย (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ในฐานะประธานคณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบหนังสือนิทานชุดวาดหวัง กล่าวว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจที่แต่งตั้งโดยดร.คุณหญิงกัลยาโสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบสิ่งที่สังคมกำลังมีความขัดแย้งทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และ ศธ.มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการปกป้องเด็กและเยาวชน ข้อคิดเห็นทั้งหมดจะส่งต่อถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาของแต่ละหน่วยงาน อาทิสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นต้น เพื่อให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ประธานร่วมคณะทำงานชุดเฉพาะกิจ กล่าวว่ามุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาคณะทำงานชุดเฉพาะกิจครั้งนี้คือ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ให้ความเห็นว่าหนังสือนิทานชุดนี้ ผู้จัดทำระบุไว้ว่าเหมาะสมเด็กในระดับอายุ 5-12 ปี แต่โดยในข้อเท็จจริงทางการแพทย์เด็กที่มีอายุ 6 ขวบปีแรกจะยังไม่สามารถแยกแยะโลกแห่งจินตนาการและโลกความเป็นจริงได้ หากได้รับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เด็กเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ จากการประชุมพิจารณาหนังสือชุดนิทานวาดหวังทั้ง8 เล่ม ที่ประชุมมีความเห็นว่า นิทานเรื่องที่เป็นประโยชน์และควรให้การสนับสนุน ได้แก่ 1.นิทานเรื่องตัวไหนไม่มีหัว ซึ่งมีจุดอธิบายและขมวดปมได้ว่าตัวอักษรทุกตัวมีความเท่าเทียมกัน สอนเด็กให้เรียนรู้ถึงความเท่าเทียม และเคารพความเห็นต่างของแต่ละบุคคล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี 2.เรื่องแค็ก แค็ก มังกรไฟ สอนให้เด็กรู้จักรักสิ่งแวดล้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ปกป้องไฟป่า ร่วมมือร่วมใจดับไฟป่า และ 3.เรื่องเด็กๆ มีความฝัน ถือเป็นหนังสือที่ตอบโจทย์ทุกคนรวมถึงเยาวชน เพราะท้ายที่สุดเด็กทุกคนมีความฝัน เป็นเสรีภาพในการใช้ชีวิต ซึ่งในมุมมองนักวิชาการหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีน่าชื่นชม เด็กเยาวชนสามารถนำไปใช้เรียนรู้ได้ทุกช่วงอายุ

ส่วนหนังสือที่มีเนื้อหาเข้าข่ายควรระวังตามความเห็นของนักวิชาการที่มองว่าอาจบ่มเพาะเยาวชนให้นำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้ง โดยการใช้ความรุนแรงมาตัดสินในอนาคตได้นั้นได้แก่ 1.หนังสือเรื่องแม่หมิมไปไหน 2.เรื่องเป็ดน้อย 3.เรื่องเสียงร้องของผองนก 4.เรื่อง 10 ราษฎร และ5.เรื่อง จ จิตร ซึ่งหนังสือทั้ง 5 เล่มนี้ไม่มีเนื้อหา มีแต่การเล่าเรื่องโดยภาพซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะเด็กวัยนี้จะเกิดการจดจำและแยกแยะความเป็นจริงไม่ได้ อาจเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบส่วนนี้จึงเป็นข้อกังวลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจจะบ่มเพาะความรู้สึกรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนได้จึงมีความไม่สบายใจหากหนังสือทั้ง5 เล่มนี้ถูกนำไปใช้ จึงอยากวิงวอนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งครู ผู้ปกครองช่วยตรวจตราให้คำชี้แนะ พึงระวังบุตรหลานของท่าน

“ข้อสรุปจากการประชุมในวันนี้ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจดำเนินงานโดยปราศจากอคติโดยสิ้นเชิง และใช้หลักวิชาการในการตรวจสอบ โดยไม่ได้ทำหน้าที่ในการตัดสินถูกผิด แต่ยึดถือประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ”นางดรุณวรรณ กล่าว

ผลิตขี้ผึ้งรักษาโรคนํ้ากัดเท้า ช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609649

ผลิตขี้ผึ้งรักษาโรคนํ้ากัดเท้า  ช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วม

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิงชนัตถา พลอยเลื่อมแสง คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วย คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตจิตอาสา บรรจุยาและติดฉลากตลับขี้ผึ้งรักษาโรคน้ำกัดเท้าที่ผลิตเอง จำนวน 3,500 ตลับ เพื่อนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และในจังหวัดมหาสารคาม ที่ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากน้ำท่วม

โครงการ‘จากคุณตา 105 ปี ถึงหลาน 5 ขวบ’ มอบหนังสือเพื่อเด็กที่ขาดแคลนกว่า 2,000 เล่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609651

โครงการ‘จากคุณตา 105 ปี ถึงหลาน 5 ขวบ’  มอบหนังสือเพื่อเด็กที่ขาดแคลนกว่า 2,000 เล่ม

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกษมสันต์ วีระกุล ประธานกรรมการ และกรรมการอิสระพร้อมด้วย คณะผู้บริหาร บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนโครงการ “จากคุณตา 105 ปี ถึงหลาน 5 ขวบ” โดย มูลนิธิคนไทยเก่งขึ้น ส่งมอบหนังสือให้กับ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสีล้ง จ.สมุทรปราการ จำนวน 2,228 เล่ม เพื่อนำไปส่งมอบให้กับโรงเรียนและมูลนิธิในโครงการรวมทั้งหมด 4 โรงเรียน และ 1 มูลนิธิพร้อมทั้ง video conference พูดคุยและมอบหนังสือให้กับโรงเรียนอื่นๆที่ไม่ได้ร่วมงานในครั้งนี้

โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเงินบริจาคตั้งต้น 1 พันบาท ของ พล.ท.แสวง ขมะสุนทร เพื่อรวบรวมเงินไปซื้อหนังสือให้เด็กวัย 5 ขวบที่ขาดแคลน มุ่งหวังส่งเสริมสังคมรักการอ่านสำหรับเด็กและเยาวชน และมีการรับบริจาคผ่าน มูลนิธิคนไทยเก่งขึ้น โดยมี บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่นจำกัด (มหาชน) ร่วมให้การสนับสนุนโครงการ ตลอดจนความร่วมมือจากทางสำนักพิมพ์ต่างๆ ทำให้สามารถจัดหาหนังสือรวมเป็นจำนวนมากเพื่อส่งมอบให้กับเด็กเล็กในโครงการดังกล่าว

เภสัชฯ จุฬาฯ ผลิตชุดทดสอบแอลกอฮอล์เบื้องต้น ให้ประชาชนตรวจสอบความปลอดภัยด้วยตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609655

เภสัชฯ จุฬาฯ ผลิตชุดทดสอบแอลกอฮอล์เบื้องต้น  ให้ประชาชนตรวจสอบความปลอดภัยด้วยตัวเอง

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภกาญจน์ ชำนิ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า จากการรายงานของศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค “ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ ร้อยละ 67 มีปริมาณความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ต่ำกว่า 70% โดยปริมาตร ซึ่งไม่เพียงพอในการฆ่าเชื้อโรคยิ่งกว่านั้น ยังพบการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ และหากเข้าตาก็อาจทำให้ตาบอดได้ จากข้อห่วงใยดังกล่าว ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ได้พัฒนาชุดทดสอบแอลกอฮอล์เบื้องต้นด้วยตนเอง Q-E-S-T 3-in-1 Alcohol Test Kit เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของแอลกอฮอล์ที่ใช้อยู่ได้ด้วยตัวเอง ชุดทดสอบนี้สามารถวิเคราะห์ได้ทั้งชนิดและปริมาณแอลกอฮอล์ เพื่อยืนยันประสิทธิภาพในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค และลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส COVID-19

แอลกอฮอล์มีคุณสมบัติเป็นสารต้านจุลชีพ ได้แก่ ไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราโดยสามารถฆ่าหรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อได้ จึงสามารถใช้ในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบนผิวหนังและพื้นผิวต่างๆ แอลกอฮอล์มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะโครงสร้างทางเคมี ได้แก่ เอทานอล และไอโซโพรพานอล เป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้กับมนุษย์ เพื่อการอุปโภคและบริโภค โดยเอทานอลเป็นแอลกอฮอล์ที่พบในสุรา สามารถใช้ได้ทั้งภายนอกและรับประทาน ส่วนไอโซโพรพานอล เป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้ภายนอกเท่านั้นเช่น ใช้ล้างแผล และเมทานอล เป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงเป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมสีและเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมพลาสติก แอลกอฮอล์ทั้ง 3 ชนิดมีลักษณะคล้ายกันคือเป็นของเหลว ใสไม่มีสี ระเหยง่าย และไวไฟ สิ่งที่ต่างกันคือกลิ่น ไอโซโพรพานอลที่ล้างแผลมีกลิ่นฉุน ส่วนเอทานอลและเมทานอลมีกลิ่นอ่อนๆ จึงทำให้แยกด้วยประสาทสัมผัสยาก

ชุดทดสอบแอลกอฮอล์เบื้องต้น Q-E-S-T 3-in-1 Alcohol Test Kit สามารถตรวจสอบได้ทั้งวัตถุดิบแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ชนิดเจลและน้ำ หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ที่แต่งสีและกลิ่น โดยสารเคมีที่ใช้ในการทดสอบมีความปลอดภัย และได้รับการรับรองมาตรฐานการทวนสอบจากสถาบันมาตรวิทยาประเทศไทย สามารถตรวจสอบแอลกอฮอล์ได้ทั้ง 3 ชนิด คือ เอทานอล ไอโซโพรพานอล หรือเมทานอล และระบุความเข้มข้นของเอทานอลในช่วง 30-90% (±10%) โดยปริมาตร (v/v) ใช้เวลาในการทดสอบ 3-5 นาที

สำหรับวิธีการใช้ก็ไม่ยุ่งยาก เพียงตวงตัวอย่างแอลกอฮอล์ที่จะทดสอบปริมาตร 1 มิลลิลิตร ลงในภาชนะที่เตรียมให้ จากนั้นเติมน้ำยาตัวแรกซึ่งเป็นสารละลายด่าง 5 หยดและเติมน้ำยาตัวที่สองที่เป็นสารละลายสีเขียว 1 หยด ปิดฝา เขย่าให้เข้ากันและสังเกตการเปลี่ยนสีที่เวลา 3 นาที เพื่อแปลผลชนิดแอลกอฮอล์ และปริมาณเอทานอลตามชาร์ตสี หากเป็นเอทานอลจะแสดงผลเป็นสีส้ม แต่หากผลออกมาเป็นสีเหลืองแสดงว่านั่นคือเมทานอล ส่วนแอลกอฮอล์ไอโซโพรพานอลจะพบการแยกชั้น สำหรับการวิเคราะห์ปริมาณเอทานอล อ่านผลที่เวลา 3 นาที หากมีเอทานอล80% v/v จะเกิดตะกอนสีส้ม เอทานอล70% v/v จะเกิดสารสะลายสีส้มและถ้ามีเอทานอลน้อยกว่า 70% v/v จะเป็นสารละลายสีน้ำตาล หรือเขียวอมน้ำตาล แอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ผลจากการทดสอบควรเป็นสีส้ม ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ เน้น

การเก็บรักษาแอลกอฮอล์อย่างไรให้อยู่นาน การบรรจุแอลกอฮอล์ในขวดปั๊มที่มีรูขนาดใหญ่จะทำให้แอลกอฮอล์ระเหยง่ายกว่าขวดสเปรย์ ควรเก็บแอลกอฮอล์ไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดให้แน่น ไม่เปิดฝาทิ้งไว้หรือทิ้งไว้กลางแดดเป็นเวลานาน หากเปิดใช้งานแล้วหรือมีการแบ่งบรรจุใส่ภาชนะอื่น ก็จะทำให้วันหมดอายุเปลี่ยนไป ระยะเวลาการใช้งานขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม ถ้าใส่กระเป๋าและอยู่ในห้องทำงานที่มีเครื่องปรับอากาศ จะใช้ได้ประมาณ 6 เดือนถ้าอยู่นอกอาคารใช้ได้ 3 เดือนไม่ควรวางแอลกอฮอล์ ไว้ในรถ เพราะแอลกอฮอล์สามารถระเหยฟุ้งกระจายภายในห้องโดยสาร ถ้าเจอไฟแช็กหรือจุดชาร์จแบตเตอรี่จะทำให้เกิดประกายไฟและเป็นอันตรายได้

ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ ย้ำข้อควรปฏิบัติสำหรับประชาชนในการใช้แอลกอฮอล์ให้ถูกวิธีว่า ทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งสาธารณะควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยแอลกอฮอล์ล้างมือที่มีเอทานอล 70% v/v โดยถูแอลกอฮอล์ให้ทั่วถึงทุกบริเวณของนิ้วมือ ฝ่ามือ และข้อมือเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วินาที หากมือสัมผัสแอลกอฮอล์แล้วไม่มีความเย็นหรือแอลกอฮอล์มีลักษณะผิดปกติเช่น แยกชั้น จับตัวเป็นก้อน ตกตะกอนสีเปลี่ยน ก็ไม่ควรใช้

ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ แนะต่อไปว่า ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เจลและสเปรย์แอลกอฮอล์เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีฉลากระบุเลขที่จดแจ้ง และวันหมดอายุ และหากไม่แน่ใจในประสิทธิภาพ ก็สามารถตรวจสอบกับชุดทดสอบแอลกอฮอล์เบื้องต้นQ-E-S-T 3-in-1 Alcohol Test Kit ได้หากทดสอบกับชุดนี้แล้ว พบความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ประเภทเอทานอลมีปริมาณน้อยกว่า 70% หรือพบแอลกอฮอล์ที่มีเมทานอลเป็นส่วนประกอบ สามารถส่งตัวอย่างตรวจเพื่อยืนยันผลการทดสอบได้ที่สำนักเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ชุดทดสอบแอลกอฮอล์เบื้องต้นQ-E-S-T 3-in-1 Alcohol Test Kitมีจำหน่ายที่ โอสถศาลา คณะเภสัชศาสตร์จุฬาฯ โทร.02-2188428-9 (ชุดทดสอบราคา 200 บาท ทดสอบได้ 10 ครั้ง)