‘รัฐบาล’ ยัน1พ.ย.นี้‘มหาลัย-โรงเรียน’เปิดเรียนได้แล้ว ฉีดวัคซีนบุคลากรกว่า1ล้านคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609781

‘รัฐบาล’ ยัน1พ.ย.นี้‘มหาลัย-โรงเรียน’เปิดเรียนได้แล้ว ฉีดวัคซีนบุคลากรกว่า1ล้านคน

วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 20.29 น.

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2564 ทำเนียบฯ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “แจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาล” ถึงการเปิดเรียนในที่ตั้งและการฉีดวัคซีนให้นักเรียน นักศึกษา ว่าในระดับอุดมศึกษา ทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เห็นว่ามหาวิทยาลัยจะมีความพร้อมให้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละสถานที่ ซึ่งการฉีดวัคซีนให้นักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัย ขณะนี้ได้ฉีดแล้วกว่า 1 ล้านคน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับนักเรียน ได้ตั้งเป้าเปิดเรียนในที่ตั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเช่นกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ ที่อาจมีความพร้อมไม่เท่ากัน โรงเรียนบ้านแห่งที่อยู่นอกพื้นที่เสี่ยงพิจารณาเปิดเรียนได้ง่ายและรวดเร็วกว่า ส่วนการฉีดวัคซีนมีผู้ปกครองแสดงความประสงค์ให้ลูกหลานฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น โดยฉีดให้เด็กนักเรียนตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไปถึงวันที่ 18 ตุลาคม จำนวน 1,130,000 คน ส่วนที่ยังไม่ได้ฉีดในช่วงที่ผ่านมา ทางกระทรวงศึกษาฯ จะสำรวจอีกครั้งเพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับการฉีดวัคซีนทุกคน ส่วนคำถามว่าในเด็กผู้ชายในช่วงอายุ 12-16 ปี จะต้องฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เข็ม 2 หรือไม่นั้น ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ คณะกรรมการวิชาการจะตัดสินใจอีกครั้ง ขณะที่เด็กนักเรียนที่อยู่ในกลุ่ม 7 โรคเสี่ยง จะเริ่มฉีดวัคซีนเข็ม 2 ในวันที่ 25 ตุลาคมนี้

‘สุวัจน์’รวมพลังนิสิตเก่า ม.เกษตร เปิดโครงการ‘เกษตรศาสตร์รวมใจ พาพ้นภัย COVID-19’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609777

‘สุวัจน์’รวมพลังนิสิตเก่า ม.เกษตร เปิดโครงการ‘เกษตรศาสตร์รวมใจ พาพ้นภัย COVID-19’

วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 20.04 น.

“สุวัจน์”รวมพลังนิสิตเก่า  ม.เกษตร ช่วยผู้ประสบภัยโควิด เปิดโครงการ “เกษตรศาสตร์รวมใจ พาพ้นภัย COVID-19”

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2564  นายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี  ประธานที่ปรึกษานายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  พร้อมด้วยนางโสภาวรรณ มงคลธรรมากุล นายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   ได้ร่วมกันแถลงข่าวการเปิดโครงการ “เกษตรศาสตร์รวมใจ พาพ้นภัย COVID-19” ณ ห้องนนทรี อาคารสมาคมนิสิตเก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทางสมาคมนิสิตเก่าฯได้ให้ความช่วยเหลือนิสิตเก่าของมหาวิทยาลัย ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนต่างๆผ่านทางกองทุนนิสิตเก่าฯ รวมทั้งได้ดำเนินการเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการต่างๆเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนทั่วไปผ่านโครงการ เกษตรก้าวไกลไปกับ สมก. ทางสถานีวิทยุ มก. 

“ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทางสมาคมนิสิตเก่าฯได้ให้ความช่วยเหลือ แก่นิสิตเก่า นิสิตปัจจุบัน และประชาชนโดยทั่วไปให้ได้รับการฉีดวัคซีน  โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และศูนย์บริการฉีดวัคซีน KU สู้โควิด 19  และยังได้ร่วมสนับสนุน การดำเนินการของศูนย์บริการฉีดวัคซีน KU สู้โควิด 19 โดยประสานกับเครือข่ายของสมาคม และชมรมในสังกัด  โดยร่วมสนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ทางการแพทย์  อาหารและเครื่องดื่ม” ประธานที่ปรึกษานายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุ

นอกจากนั้นยังได้ช่วยดำเนินการจัดหาวัคซีนชิโนฟาร์มโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อฉีดวัคซีนให้กับนิสิตเก่า นิสิตปัจจุบัน และประชาชนทั่วไป เพิ่มเติมอีกด้วย  ขณะนี้สถานการณ์ COVID-19 ยังมีผลกระทบด้านสุขภาพและภาวะเศรษฐกิจในวงกว้าง

ที่คนไทยต้องร่วมใจกันฝ่าวิกฤตและต้องช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันต่อไปอีก  สมาคมนิสิตเก่าฯใคร่ขอเรียนเชิญ นิสิตเก่าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกันสนับสนุนกิจกรรม

ในการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบันที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั้งทางด้านสุขภาพ การรักษา การฟื้นฟูสภาพจิตใจ และการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรม “เกษตรศาสตร์รวมใจ  พาพ้นภัย COVID-19”  ในการช่วยเหลือสังคม ของสมาคมนิสิตเก่า สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการสนับสนุน การช่วยเหลือ การมอบสิ่งของต่างๆ  ได้ที่สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

อย่างไรก็ตาม นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ในฐานะศิษย์เก่า KU 33 และประธานที่ปรึกษาโครงการฯ ได้ร่วมสมทบทุนเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของโครงการฯด้วย

พิธีเชิญหิรัญบัฏ พัดยศ เครื่องยศสมณศักดิ์ เจ้าอาวาส ‘วัดอรุณ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609756

พิธีเชิญหิรัญบัฏ พัดยศ เครื่องยศสมณศักดิ์ เจ้าอาวาส 'วัดอรุณ'

วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.14 น.

พิธีเชิญหิรัญบัฏ พัดยศ และเครื่องยศสมณศักดิ์ ถวายแด่ พระพรหมวัชรเมธี (สมเกียรติ โกวิโท ป.ธ.9 ) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 9  เจ้าอาวาส “วัดอรุณราชวราราม”

วันที่ 18  ตุลาคม 2564 เวลา 14.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายศุภชัย ภู่งาม องคมนตรี เชิญหิรัญบัฏ พัดยศ และเครื่องยศสมณศักดิ์ ถวายแด่ พระพรหมวัชรเมธี (สมเกียรติ โกวิโท ป.ธ.9) ณ พระอุโบสถ วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

ในพิธีสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์วัดอรุณราชวรารามและพี่น้องลูกหลานชาววัดอรุณ ตลอดจนคณะศิษยานุศิษย์ผู้เคารพรักและศรัทธาในพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระพรหมวัชรเมธี (สมเกียรติ โกวิโท ป.ธ.9) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 9 เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

โดยมี พล.ต.โกศล ชูใจ ผู้ชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม นายอัครวิทย์ รัตนประสิทธิ์ (วิทย์ วัดอรุณ)  นายบัญชา ปานนิวัฒน์ ประธานชมรมช่วยเหลือผู้ยากไร้ และ นายเอนก จิตตขจรเกียรติ ประธานกรรมการ บริษัท มังกรบิน กาแฟโบราณ พร้อมด้วย พระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ คณะสงฆ์วัดอรุณราชวราราม และคณะสงฆ์ในเขตปรกครองเจ้าคณะภาค 9   ตลอดจนคณะศิษยานุศิษย์ผู้เคารพรักและศรัทธาในพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระพรหมวัชรเมธี จากทั่วประเทศ ได้ร่วมพิธีมุทิตาสักการะแสดงความยินดีกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ในโอกาสรับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์ในครั้งนี้อย่างพร้อมเพียงกัน

สิ้น’ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล’ ปธ.กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609627

สิ้น'ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล' ปธ.กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.44 น.

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 ม.จ.จุลเจิม ยุคล หรือท่านใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “18 ตุลาคม 2564 มาพร้อมกับข่าวร้ายกับการจากไปของพี่ชายที่ รักและเคารพนับถือ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ผู้ซึ่งชีวิตมีแต่งาน ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง มูลนิธิปิดทองหลังพระ ฯลฯ และก่อนหน้านั้นคือ คุณชาย ดิศนัดดา เป็นราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รู้สึกเศร้าจนไม่อยากเขียนอะไร”

สำหรับ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล จบการศึกษาปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ จาก Indiana University (Bloomington) ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับพระราชทานปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ) จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ประจำปี 2558-2559

ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ , ประธานกรรมการ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ , ประธานมูลนิธิรากแก้ว , รองประธานกรรมการ มูลนิธิมั่นพัฒนา และ กรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์

‘ตรีนุช’เผย นร.ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 1.2 ล้าน เร่งทำเกณฑ์เปิดเทอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609597

'ตรีนุช'เผย นร.ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 1.2 ล้าน เร่งทำเกณฑ์เปิดเทอม

วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 12.51 น.

18 ต.ค.64 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 17 ตุลาคม นักเรียน นักศึกษา สีงกัด ศธ.ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 1.2 ล้านคน จากทั้งหมดที่ผู้ปกครองแสดงความประสงค์ให้นักเรียนรับวัคซีนกว่า 3.8 ล้านคน ส่วนการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 วันที่ 1 พฤศจิกายน นี้นั้น ทาง ศธ. เร่งจัดทำมาตรการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีความสมบูรณ์ และจะมีเกณฑ์ออกมาว่า โรงเรียนใดบ้างที่จะสามารถเปิดเรียนได้ภายใต้มาตรการที่ปลอดภัย คงไม่ใช่เปิดออนไซต์พร้อมกันทุกโรงเรียน ต้องดูความพร้อมและจัดรูปแบบการเรียนที่เหมาะสม โดยทางโรงเรียนและศบค.จังหวัด ต้องร่วมกันประเมินความเหมาะสม รวมถึงต้องมีการตรวจสอบความพร้อมของโรงเรียนแต่ละแห่งด้วย เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันของ สธ. เป็นการเรียนแบบนิวนอร์มอล ทั้งการเว้นระยะห่างและการสวมหน้ากากอนามัย ฯลฯ

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ส่วนการฉีดวัคซีนครูได้มีการเร่งรัด ตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ซึ่งขณะนี้ได้มีการฉีดเข็มแรกไปแล้วกว่า 85% และได้ประสานงานกับสธ.จังหวัด เพื่อเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนครูส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1.6 แสนราย เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งครูและนักเรียน รวมถึงผู้ปกครอง

‘ท้องถิ่น’ตัวแปรสำคัญรับมือโควิด หน้างานพร้อมแม้ขาด‘หน่วยเหนือ’หนุน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609472

‘ท้องถิ่น’ตัวแปรสำคัญรับมือโควิด  หน้างานพร้อมแม้ขาด‘หน่วยเหนือ’หนุน

วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนจะผ่อนความรุนแรงลงมาบ้าง แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉลี่ยยังเกินกว่าหนึ่งหมื่นคนต่อวัน แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดือนส.ค. 2564 แล้ว ถือว่าดีขึ้น เพราะประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อสูงสุดต่อวันถึง 23,418 คน เมื่อวันที่13 ส.ค. 2564 ซึ่งในขณะนั้นทุกคนเชื่อว่าระบบสาธารณสุขของไทยอาจจะถึงกาลล่มสลาย เพราะมีผู้ติดเชื้อสูงเกินกว่า 2 หมื่นคนต่อวัน ติดกันมานานนับสัปดาห์ ส่งผลให้สถานพยาบาลไม่สามารถรับผู้ป่วยได้อีก โรงพยาบาลสนามที่เตรียมไว้ก็ไม่เพียงพอ

ในเวลานั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยความสลดหดหู่ จากข่าวและภาพของผู้เสียชีวิตอยู่ข้างถนนศพแล้วศพเล่า
โดยเฉพาะใน “พื้นที่สีแดงเข้ม” หรือพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างหนักอย่างเช่น กรุงเทพมหานคร (กทม. และปริมณฑล) ปรากฏการณ์ที่ตามมาหลังจากนั้น คือการที่ “ผู้คนหลั่งไหลออกจากกรุงเทพฯ กลับต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง” เนื่องจากผู้คนหวาดผวา กลัวว่า เมื่อตัวเองติดเชื้อ ล้มป่วย อาจจะไม่ได้รับการรักษา บวกกับมาตรการล็อกดาวน์ กิจการต่างๆ ถูกปิด ไม่มีงานทำไม่มีรายได้ การกลับบ้านเกิดจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

“การกลับบ้านครั้งนี้แตกต่างจากการระบาดระลอกแรก ซึ่งบางพื้นที่ปิดตายไม่ให้คนจากพื้นที่เสี่ยงเข้าพื้นที่ แต่คราวนี้ทุกจังหวัดอ้าแขนรับ บางพื้นที่ส่งมารับถึงที่ ไม่มีบรรยากาศหวาดกลัวและรังเกียจกันอีกต่อไป การคลี่คลายของสถานการณ์ ณ ตอนนี้ อาจกล่าวได้ว่าท้องถิ่นได้เปล่งประกายศักยภาพของตัวเองให้เห็นอีกครั้งว่าสามารถรับมือกับภาวะวิกฤตได้อย่างไม่ยี่หระ เต็มประสิทธิภาพ”

อย่างที่ “เทศบาลตำบลพระแท่น” ต.พระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ทันทีที่การแพร่ระบาดเริ่มเข้ามาสู่พื้นที่ ทาง นำโดยนายกเทศมนตรี ทรงศักดิ์ โชตินิติวัฒน ได้เชิญผู้นำจาก 4 องค์กรหลักในพื้นที่ ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนภาคประชาชน และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ มาตกลงร่วมกันว่าจะยึดเอา “ธรรมนูญตำบล” เป็นเครื่องมือในการควบคุม ป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่

เช่น ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยแม้จะอยู่ในบ้านที่มีคนมากว่า1 คน ร้านค้าต้องคัดกรองตามมาตรฐานสาธารณสุข หาบเร่แผงลอยต้องมีชุดแอลกอฮอล์ ใส่หน้ากากอนามัย ตลาดนัดทางเข้า-ออก ต้องมีจุดล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัย ส่วนการเฝ้าระวังนั้น เทศบาล
ตำบลพระแท่นได้ตั้งทีมเฉพาะกิจ สุ่มตรวจสัปดาห์ 3 วัน เพื่อติดตามและบังคับใช้ข้อปฏิบัติในธรรมนูญตำบลที่มีข้อตกลงร่วมกัน

หากพบว่าไม่ดำเนินการ ก็จะมีการตักเตือน และมีลำดับการลงโทษไปตามขั้นตอน การปกป้องชุมชนให้พ้นภัยจากการระบาดของโควิด-19 จึงต้องทำอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อดูจากจำนวนผู้ติดเชื้อตามพื้นที่ต่างจังหวัดอีก 67 จังหวัด มีสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งกับผู้ติดเชื้อในพื้นที่สีแดงเข้ม ทำให้ท้องถิ่นใช้ทุกกลไกที่มีอยู่มาดำเนินการเพื่อหยุดยั้งให้เร็วที่สุด ระดมทุกกำลังคนและสรรพกำลังมาช่วยกันดูแล

หรือจะเป็นที่ “ตำบลสถาน” อ.เชียงของ จ.เชียงราย เผชิญกับการระบาดใน 2 คลัสเตอร์ใหญ่เมื่อช่วงเดือน มิ.ย. 2564 ถึง 2 ครั้ง ทำให้มีกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่มากกว่า 50 คน กำนันตำบลสถาน ประเสริฐ สมทะนะ เรียกประชุมผู้นำชุมชนทุกหมู่บ้าน ประธาน อสม. รพ.สต. และร่วมหารือกับเทศบาลตำบลสถาน จนมีมติให้กลุ่มเสี่ยงกักตัวในชุมชน ตั้งศูนย์บัญชาการดูแลกันตั้งแต่หน้าหมู่บ้าน พร้อมกับระดมทรัพยากร ทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์ เปิดรับบริจาคข้าว ปลา อาหาร เพื่อดูแลกลุ่มคนในหมู่บ้านที่กักตัว

“แม้การจัดหาที่พักหรือสถานที่กักตัวผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสามารถดำเนินการได้โดยท้องถิ่น แต่เมื่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ออกประกาศเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อโควิด-19 เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางในการดำเนินงานการแยกกักผู้ป่วยในชุมชน หรือCommunity Isolation ของรัฐบาลดูเหมือนจะปลดล็อกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำงานอย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการงบประมาณเหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะท้องถิ่นทุกแห่งต่างมีความพร้อมสูง โดยเฉพาะกำลังคนในพื้นที่”

อีกจังหวัดทางภาคเหนือ “เทศบาลตำบลไชยปราการ” ต.ไชยปราการ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ แม้จะเป็นพื้นที่ห่างไกลพอสมควร แต่ก็พบผู้ติดเชื้อ
จำนวนมาก ทางเทศบาลตำบลไชยปราการจึงตั้งศูนย์แรกรับคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ จากนั้นให้กักตัว 14 วัน และมีการตรวจหาเชื้อ 2 ครั้ง ซึ่งนายกเทศมนตรีของที่นี่ ด.ต.ณรงค์ ทิพย์ดวง เล่าว่า ในพื้นที่มีทั้งหมด 20 หมู่บ้าน ซึ่งมีศูนย์แรกรับคัดกรองทั้งหมด โดยมอบหมายให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้อำนวยการศูนย์ มีทีมงานเป็นคณะกรรมการหมู่บ้าน อสม. รพ.สต. และ อปพร. ที่เทศบาลส่งไปร่วม แต่ละศูนย์จะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ 5 คน เท่ากับว่าพื้นที่ไชยปราการทั้งอำเภอต้องใช้กำลังคนอย่างน้อย 100 คนในการดูแล

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “องค์การบริหารส่วนตำบลหนองย่างชิ้น” ต.หนองย่างชิ้น อ.เรณูนคร จ.นครพนม ตำบลขนาดเล็กมีประชากรประมาณ 4,000 คน เคยมีผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 12 คน ช่วงที่สถานการณ์วิกฤตนั้นต้องดูแลผู้ที่กักตัวสูงสุดถึง 85 คน ต้องจัดตั้งสถานกักกันโรคท้องที่ หรือ Local Quarantine ทั้งหมด 2 แห่ง ใช้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครวันละ 12 คน แม้เป็นตำบลเล็กๆ ใช้กำลังคนไม่มาก แต่ทางท้องถิ่นต้องจ่ายค่าอาหารและเบี้ยเลี้ยง รวมถึงค่าอาหารของผู้ที่ต้องกักตัวด้วย

“จากตัวอย่างการทำงานของอปท.ในพื้นที่ต่างๆ เมื่อถอดบทเรียนการจัดการโควิด-19 ในชุมชนแล้ว ก็พอจะเห็นภาพชัดว่า แม้ระบบสาธารณสุขของประเทศจะยอดเยี่ยมเพียงใด หรือดีเลิศขนาดไหน ถ้าท้องถิ่นเพิกเฉย ไม่มีระบบจัดการ Community Isolation หรือการแยกกักผู้ป่วยในชุมชน ที่มีประสิทธิภาพ จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศอาจจะไม่มีวันลดลงเหมือนเช่นวันนี้”

หลายกรณีข้างต้น รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับ อปท.โดยเฉพาะ อปท. ในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ ซึ่งสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สน.3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้การสนับสนุน มองว่า ศักยภาพของ อปท. ที่ทำให้ท้องถิ่นสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มี 3 ประเด็นใหญ่ที่สำคัญ ได้แก่

1.กำลังคน เมื่อทุกพื้นต้องมีระบบการกักตัวในชุมชน หรือ Community Isolation จึงจำเป็นต้องใช้กำลังพลจำนวนมาก ทั้งการเฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ฝ่ายจัดเตรียมเสบียงอาหาร รวมทั้งกำลังคนที่ต้องเชื่อมประสานกับครอบครัวของผู้ป่วย รวมถึงการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งงานเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขมีกำลังคนไม่เพียงพอ แต่ท้องถิ่นสามารถระดมได้ และตอบสนองได้ทันที

2.ข้อมูล ท้องถิ่นรู้ได้ทันทีว่าใครมาจากไหนและกำลังทำอะไร เมื่อเกิดการระบาดจะสามารถค้นหาผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้ทันที ขณะเดียวกันยังช่วยประเมินตนเองได้ด้วย เช่น ขนาดของท้องถิ่นควรจะมีพื้นที่กักกันกี่แห่ง นอกจากนี้ยังว่าสามารถทำงานร่วมกับองค์กรหน่วยงานใดที่จะมาช่วยเหลือท้องถิ่นของตัวเองได้บ้าง และ 3.งบประมาณงบประมาณของท้องถิ่นมีความยืดหยุ่นพอสมควร สามารถใช้ได้ทั้งงบของท้องถิ่นเอง และงบประมาณจากส่วนอื่น เช่น จากสำนักงานกองทุนหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) ก็สามารถปรับแผนมาใช้ได้ด้วยเช่นกัน

“ถ้าท้องถิ่นเป็นกลไกของการขับเคลื่อนประเทศ เราก็จะรู้ว่าท้องถิ่นดูแลทั้ง 100% ของประเทศนี้ ในอนาคตถ้าท้องถิ่นทำตามบทบาทอย่างเต็มศักยภาพของตัวเอง คือการทำหน้าที่ดูแลประชาชนในพื้นที่ ท้องถิ่นต้องตอบสนองทันทีต่อปัญหาทุกเรื่อง ทั้งชีวิตประจำวัน โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ สุขภาพอนามัย ผลกระทบเหล่านี้ท้องถิ่นต้องรับมือได้ทันที” อาจารย์ขนิษฐา กล่าว

การทำงานเพื่อหยุดยั้งโควิด-19 ในครั้งนี้ จึงฉายภาพว่าท้องถิ่นมีความยืดหยุ่นสูงมาก แต่ละพื้นที่ใช้ศักยภาพของตัวเองดูแลและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันทั้งสภาพพื้นที่สังคมและวัฒนธรรม แต่กลับยืดหยุ่น ไม่ได้ติดกับดักกฎระเบียบใดๆ และมุ่งสู่ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม “ดูเหมือนว่าระดับนโยบายไม่ได้มองเห็นศักยภาพเหล่านี้เท่าใดนัก ยังคงสร้างข้อจำกัดหลายๆ ประการ” แม้กระทั่งประกาศต่างๆ ที่ส่งถึงท้องถิ่น ก็ยังคลุมเครือ อย่างคำว่า “อาจสามารถ” ก็เป็นคำที่ต้องตีความ จนทำให้ อปท. หลายแห่งไม่กล้าดำเนินการใดๆ

ธนาวุฒิ ถาวรพราหมณ์ นายกเทศมนตรีเมืองปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ให้ความเห็นว่า เมื่อคนพร้อม ท้องถิ่นพร้อม ความร่วมมือพร้อม “สิ่งที่ท้าทายคือกฎระเบียบที่ถูกสั่งการมาจากข้างบน” มีการควบคุมหลายชั้น หลายขั้นตอน และมีความซ้ำซ้อนกันอย่างมาก “สวนทางกับการกระจายอำนาจ” เสมือนว่าไม่มีใครเห็นความสำคัญของชุมชนท้องถิ่นเลย แม้ท้องถิ่นเป็นอณูเล็กที่สุดของระบบราชการไทย แต่ในขณะเดียวกัน ท้องถิ่นก็เป็นพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในระบบราชการที่มีอยู่ในปัจจุบันเช่นกัน

ถึงนาทีนี้ ไม่ต้องสงสัยใดๆ ว่าท้องถิ่นพร้อมแค่ไหน ถ้าให้โอกาส แล้วปลดล็อกหรือคลายปม ท้องถิ่นจะเปล่งประกายและทำงานเพื่อประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่แน่นอน!!!

จิตแพทย์ชี้เด็กตํ่ากว่า10ขวบ ไม่ควรเสพสื่อเนื้อหาเพศ-รุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609468

จิตแพทย์ชี้เด็กตํ่ากว่า10ขวบ  ไม่ควรเสพสื่อเนื้อหาเพศ-รุนแรง

วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พญ.โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวถึง
สถานการณ์โควิด-19 ทำให้เด็กต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านนานกว่าปกติ เพราะไม่สามารถเดินทางไปโรงเรียน เที่ยวเล่น หรือออกไปข้างนอกกับผู้ปกครองได้ เพื่อป้องกันการติดและแพร่เชื้อ ว่า หลายครอบครัวต้องเจอปัญหาเด็กติดจอ เพราะผู้ปกครองไม่มีเวลาเลี้ยงดูใกล้ชิดเนื่องจากมีงานต้องรับผิดชอบตามหน้าที่

และยังพบบางครอบครัวไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกเชิงบวก จนทำให้เด็กมีพฤติกรรมติดจอและรับสื่อไม่เหมาะสม
ตามวัย ส่งผลกระทบต่อร่างกาย พัฒนาการ อารมณ์ มีพฤติกรรมเลียนแบบ และได้รับผลกระทบทางจิตใจ เนื่องจากปัจจุบันการเข้าถึงสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ยูทูบ และช่องทางอื่นๆ สามารถรับชมง่าย จนอาจเป็นเรื่องยากที่ผู้ปกครองจะจัดการและรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ซึ่งการรับสื่อผ่านโทรทัศน์เป็นอีกช่องทางที่ผู้ปกครองต้องไม่ละเลยในการดูแลเด็ก เนื่องจากละครหรือซีรี่ส์บางเรื่อง มีฉากเนื้อหารุนแรง ฆาตกรรม ร่วมเพศ อาจทำให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี แยกแยะโลกแห่งความจริงกับเรื่องแต่งไม่ได้ ซึ่งผู้ปกครองต้องรู้วิธีพูดคุย สื่อสารกับเด็กให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้สมองและจิตใต้สำนึกของเด็กซึมซับสิ่งที่เห็นจนมีพฤติกรรมเลียนแบบหรือฝังใจกับสิ่งที่ดูจนเกิดเป็นความกลัว ส่วนวัยรุ่นอาจเป็นช่วงวัยที่ห้ามพฤติกรรมเหล่านี้ยาก เพราะเป็นช่วงวัยที่ต้องการทดลอง อยากรู้ อยากเห็นสิ่งใหม่ๆ ตามกระแสสังคม

“ผู้ปกครองอาจต้องใช้วิธีนำฉากต่างๆ ในละครหรือซีรี่ส์ที่เด็กรับชมมาพูดคุยมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อให้เด็กแยกโลกความจริงกับโลกเสมือนจริงได้ที่แต่งขึ้นให้ได้เช่น การดึงฉากด้านมืดของมนุษย์ในฉากต่างๆ มาคุยกับเด็กว่ามีผลกระทบอะไรกับสังคม และหากไปทำพฤติกรรมเลียนแบบเด็กจะต้องเจอปัญหาอะไรตามมา” พญ.โชษิตา กล่าว

พญ.โชษิตา กล่าวต่อไปว่า มีข้อแนะนำวิธีดูแลเด็กเรื่องการรับสื่อ ดังนี้ 1.ผู้ปกครองต้องดูแลเด็กใกล้ชิดเรื่องการรับสื่อ ทั้งเนื้อหา ความเหมาะสมตามช่วงวัย และเวลาในการรับสื่อ เพราะสมองเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ยังแยกแยะโลกเสมือนจริงกับเรื่องที่แต่งขึ้นไม่ได้ได้ อาจทำให้สมองซึมซับสิ่งที่เห็นและมีพฤติกรรมเลียนแบบได้ง่าย 2.หากฉากละคร ซีรี่ส์มีเนื้อหาไม่เหมาะสมต่อช่วงวัย ผู้ปกครองต้องนั่งดูด้วยทุกครั้ง และใช้โอกาสนี้พูดคุย วิเคราะห์ฉากต่างๆ ให้เด็กฟัง และหากเกิดผลกระทบทางอารมณ์ จิตใจ ต้องหาทางออกให้เด็กได้

3.ผู้ปกครองต้องรู้พฤติกรรมของเด็กว่ามีลักษณะขี้กลัว กังวล หรือมีอารมณ์รุนแรง ก้าวร้าว เพื่อจะได้รู้วิธีรับมือกับผลกระทบที่อาจจะตามมา และ 4.หากผู้ปกครองป้องกันการเข้าถึงสื่อของเด็กไม่ได้ ควรหาเวลาพูดคุย เพื่อสอนวิธีแยกแยะความไม่เหมาะสม สิ่งที่ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง ป้องกันไม่ให้เด็กมีพฤติกรรมเลียนแบบที่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในระยะสั้นและระยะยาว

ทั้งนี้ ผู้ปกครองที่ต้องการศึกษาวิธีเลี้ยงลูกเชิงบวกเพื่อแก้ปัญหาเด็กติดจอ สามารถติดตามความรู้ ข้อแนะนำ และวิธีการเลี้ยงเด็กในทันสมัยได้ที่ https://happinet.club/ จัดทำขึ้นโดยภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายในเว็บไซต์เต็มไปด้วยความรู้สร้างเสริมสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัวจำนวนมาก

‘กสม.’ห่วงสุขภาพจิตเด็ก-เยาวชน วิกฤตโควิด-เรียนออนไลน์พาเครียด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609469

‘กสม.’ห่วงสุขภาพจิตเด็ก-เยาวชน  วิกฤตโควิด-เรียนออนไลน์พาเครียด

วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในการแถลงข่าวของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อเร็วๆ นี้ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึง ผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน ว่า ตามที่วันที่ 10 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันสุขภาพจิตโลก ซึ่งล่าสุดองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ และกรมสุขภาพจิต ได้เผยแพร่ผลการประเมินสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นตลอดปีที่ผ่านมาจนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้

ซึ่งพบว่า เด็กและวัยรุ่นมีภาวะความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าร้อยละ 32 มีภาวะเครียดสูงร้อยละ 28 และมีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายร้อยละ 22 โดยการระบาดของโควิด-19 ทุกคนต้องปรับตัว เว้นระยะห่างทางสังคม และปรับการเรียนรูปแบบใหม่ผ่านระบบออนไลน์จากที่บ้าน ทำให้วิถีชีวิตของเด็กและวัยรุ่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ส่งผลต่อปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัว พัฒนาการการเรียนรู้ ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและปัญหาสุขภาพจิตในบางราย

ขณะที่การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ประจำปี 2563 โดย กสม. ในมิติผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 พบว่า สถานการณ์โรคระบาดส่งผลกระทบต่อเด็ก ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางทั้งในมิติของการศึกษาและสภาพจิตใจ โดยเด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยเข้าไม่ถึงระบบการศึกษาทางออนไลน์เนื่องด้วยครอบครัวประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ไม่อาจจัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเตอร์เนตได้โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

“เด็กไทยส่วนมากยังวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเงินในครอบครัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็ก สอดคล้องกับข้อมูลจากยูนิเซฟที่ระบุว่า ปัจจุบันเด็กและวัยรุ่นในประเทศไทยและทั่วโลกต้องเผชิญกับการเรียนรู้ที่หยุดชะงักลง และกำลังเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจิตมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่มักถูกมองข้าม” นายวสันต์ กล่าว

นายวสันต์ กล่าวต่อไปว่า ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กสม.จึงขอเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมกันตระหนักถึงการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของเด็กตามหลักอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ซึ่งรัฐภาคีจะต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กในทุกการกระทำที่เกี่ยวข้องกับเด็ก โดยจะต้องทำให้เด็กได้รับมาตรฐานสาธารณสุขที่สูงที่สุดเท่าที่จะหาได้

และประกันว่าจะไม่มีเด็กคนใดถูกลิดรอนสิทธิในการรับบริการดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ ยังต้องประกันสิทธิของเด็กทุกคนที่จะต้องได้รับการศึกษาบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 71 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่กำหนดให้รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็กให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพด้วย

กสม. จึงมีข้อเสนอเบื้องต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาทางแก้ปัญหาและทบทวนเรื่องวิธีการเรียนการสอนออนไลน์และการเข้าถึงระบบการเรียนออนไลน์ที่อาจเป็นสาเหตุของความเครียด โดยควรเน้นให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และดำเนินการเชิงรุกในการดูแลสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนด้วยกลไกที่เข้าถึงได้ง่ายและมีผู้สื่อสารกับเด็กอย่างเป็นมิตร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

‘มหานิยม’ยัน กมธ.ศาสนายังไม่ยุติสอบปมปลด 3 เจ้าคณะ โต้’ไพบูลย์’ไม่รู้จริงอย่าพูด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609321

'มหานิยม'ยัน กมธ.ศาสนายังไม่ยุติสอบปมปลด 3 เจ้าคณะ โต้'ไพบูลย์'ไม่รู้จริงอย่าพูด

วันเสาร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 16.24 น.

“มหานิยม เวชกามา” ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ยืนยันคณะกรรมาธิการศาสนาและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้ยุติเรื่องสอบปมถอดถอนเจ้าคณะ 3 จังหวัด โต้ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ไม่รู้จริงอย่าพูดและให้ข่าวมั่ว ขณะที่ยอดลงชื่อคัดค้านมติถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) พุ่งกว่า 2.5 แสนแล้ว

วันที่ 16 ต.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีปัญหาการถอดถอนพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะจังหวัด 3 รูป ประกอบด้วยจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดฉะเชิงเทราว่า บรรยากาศที่วัดประชานิยม อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์วันนี้ยังคงมีพุทธศาสนิกชนเข้ามาถวายภัตตาหารเช้าและปฏิบัติธรรมตามปกติ โดยประชาชนยังคงเข้ามาร่วมลงชื่อคัดค้านในระบบออนไลน์เพื่อคัดค้านมติมส.ที่ถอดถอนพระเทพสารเมธี หรือเจ้าคุณบัวศรี อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) อย่างต่อเนื่องล่าสุดมีผู้ลงชื่อแล้วกว่า 2.5 แสนคน

ขณะที่ ดร.นิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ได้ให้ข้อมูลผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ โดยกล่าวถึงการที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ออกมาให้ข่าวหลังประชุมกรรมาธิการศาสนาว่า กมธ.ศาสนา ไม่มีอำนาจในการสอบเรื่องการปลดเจ้าคณะจังหวัดจึงยุติเรื่องนั้นว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ยุติ ยังมีการดำเนินการสอบต่อ ตนขอชี้แจงว่า เมื่อมีการร้องเรียน กมธ.ก็มีอำนาจในการสอบหาข้อเท็จจริง แต่ไม่มีอำนาจชี้ถูกผิดหรือลงโทษ เมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้วก็เสนอประธานสภา เพื่อแจ้งให้นายกไปดำเนินการแก้ไขต่อไป การที่คุณไพบูลย์ ออกมาให้ข่าวว่า กมธ.ศาสนายุติเรื่องแล้ว จึงไม่ตรงกับที่หารือในการประชุมกรรมาธิศาสนา 

โดยที่ประชุมเสนอเพียงว่าเนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงขอไม่ให้มีการให้ข่าวจนกว่าจะเขียนสรุปรายงานผลการศึกษาออกมาเป็นเอกสารก่อน มิเช่นนั้นจะกระทบกับหลายฝ่าย ขณะนี้เพิ่งเรียกสำนักพุทธมาให้ข้อมูลฝ่ายเดียวเท่านั้นและสำนักพุทธก็ให้ข้อมูลว่า เจ้าคณะใหญ่เป็นผู้เสนอขึ้นมาทางสำนักพุทธไม่ทราบเหตุผล คาดว่าอาจจะมีผู้ร้องเรียน เจ้าคณะหนจึงเสนอปลด เมื่อสำนักพุทธให้ข้อมูลว่า เจ้าคณะหนเป็นผู้เสนอปลด ไม่ใช่สำนักพุทธ แต่มันก็ขัดแย้งกันกับที่สมเด็จหลายรูปให้ข้อมูลมาก่อนหน้านี้ว่า ไม่ทราบเรื่องการปลดมาก่อน

ดร.นิยม กล่าวต่อว่า ตามขั้นตอนของ กมธ.ศาสนาก็ต้องมีหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงไปยังเจ้าคณะหน หรือเจ้าคณะภาคว่า ตามที่สำนักพุทธให้ข้อมูลว่าเจ้าคณะหนเป็นผู้เสนอปลดนั้น ทางเจ้าคณะหนมีขั้นตอนการปลดอย่างไร มีการตั้งคณะกรรมการสอบก่อนหรือไม่ หรือว่าเป็นดุลยพินิจของเจ้าคณะหนเอง แล้วมีอะไรเป็นหลักในการใช้ดุลยพินิจ จากนั้นก็จะเรียกฝ่ายที่ร้องเรียนเข้ามาให้ข้อมูล จึงจะสรุปข้อเท็จจริงได้ ดังนั้น กมธ.ศาสนายังไม่ได้สรุปอะไร อยู่ในขั้นตอนการเรียกสำนักพุทธมาให้ข้อมูลคนเดียว ยังไม่ได้เรียกคนอื่นมา การที่คุณไพบูลย์ออกมาให้ข่าวว่า ยุติเรื่องแล้ว จึงเป็นความเห็นส่วนตัวของคุณไพบูลย์คนเดียวเท่านั้น ยังไม่ใช่ข้อสรุปของ กมธ.ศาสนาแต่อย่างใด

ดร.นิยม กล่าวต่ออีกว่า คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ยังอ้างอีกว่า เจ้าคณะจังหวัดถูกปลดจากตำแหน่งทางการปกครอง ไม่ใช่เรื่องอธิกรณ์ เพราะไม่ได้ถูกร้องเรียนอาบัติปาราชิกถึงไม่มีการสอบก็สามารถปลดได้ เป็นการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอันตรายต่อวงการพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ตนเห็นว่า หากไม่มีความรู้ทางคณะสงฆ์ อย่ามั่วและอย่าพูดเสียยังจะดีกว่า ตนขอทำความเข้าใจเรื่องนี้ หากเห็นว่าพระสังฆาธิการถูกร้องเรียนความผิดต่อตำแหน่งทางการปกครองก็ตั้งกรรมการสอบจริยาพระสังฆาธิการ ส่วนถ้าถูกร้องเรียนอาบัติก็สอบอธิกรณ์ ว่าผิดอาบัติหรือไม่ กรณีนี้เป็นเรื่องการปลดจากตำแหน่งทางการปกครองในระดับเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งเจ้าคณะหนและเจ้าคณะภาคต้องตั้งกรรมการสอบจริยาพระสังฆาธิการ 

“กฎมหาเถรสมาคมกำหนดเอาไว้ชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน หากไม่ตั้งกรรมการสอบ เจ้าคณะหนและเจ้าคณะภาคก็ผิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง ตนเห็นว่า ไม่ใช่ว่า จริยาพระสังฆาธิการจะเอาไว้ใช้กับ เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล หรือเจ้าคณะอำเภอตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น มันต้องใช้กับเจ้าคณะภาค เจ้าคณะหน หรือแม้แต่ มส.ก็ต้องใช้ด้วยเช่นกัน เหมือนการสอบความผิดวินัยร้ายแรงของข้าราชการ ไม่ใช่จะเอาไว้ใช้แต่กับข้าราชการตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น แต่ใช้กับทุกระดับจนถึงอธิบดี”

ดร.นิยมกล่าวต่อไปอีกว่า ตนขออธิบายเพิ่มเติมกรณีจังหวัดปทุมธานีอยู่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 1 มีพระธรรมวชิรเมธี หรือเจ้าคุณมีชัย วัดหงส์รัตนาราม เป็นเจ้าคณะภาค ในการแสวงหาข้อเท็จจริง กมธ.การศาสนา จะต้องเรียกเอกสารที่เจ้าคณะภาค 1 ตั้งคณะกรรมการสอบหาความผิด จนถึงมีมติปลดจากตำแหน่งมาดู ว่าได้ดำเนินการหรือไม่ เช่น เอกสารการถูกร้องเรียน เอกสารการตั้งคณะกรรมการสอบ เอกสารการโต้แย้งของผู้ถูกกล่าวหา ผลการสอบของคณะกรรมการ และผลสอบที่พระธรรมวชิรเมธี เจ้าคณะภาค 1 รายงานต่อสมพระเด็จมหารัชมงคลมุนี หรือสมเด็จธงชัย เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดไตรมิตร เพราะเจ้าคณะภาค 1 เป็นเจ้าคณะผู้ปกครองใกล้ชิดกับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจะต้องเป็นต้นเรื่องของการเสนอปลด จากนั้นก็เรียกหนังสือเจ้าคณะใหญ่หนกลางว่า มีการพิจารณาเห็นชอบหรือไม่อย่างไรก่อนที่จะแจ้งมายังสำนักพุทธซึ่งเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม และเป็นผู้จัดทำวาระการประชุมเสนอต่อมหาเถรสมาค,

ดร.นิยมกล่าวอีกว่า ในส่วนกรณีจังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 12 มีพระราชเวที วัดโพธิ์ เป็นเจ้าคณะภาคก็ต้องเสนอปลดตามขั้นตอนเดียวกันมายังสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนจะวันออก วัดไตรมิตร และเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกส่งมายังสำนักพุทธเพื่อทำวาระการประชุมแจ้งต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมและกรณีจังหวัดกาฬสินธุ์ ฝ่ายธรรมยุติ ก็ต้องส่งเรื่องการปลดมายังเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติ เช่นเดียวกัน เมื่อมีการสอบขึ้นมาตามลำดับการปกครองสงฆ์เช่นนี้ จึงเป็นการปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2563) ข้อ 5/1 (2) –  003 

รมต.ศธ. ลงพื้นที่ จ.สกลนคร ร่วมเป็นดีเจ ผ่าน R Radio ช่วย นร.อาชีวะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609105

รมต.ศธ. ลงพื้นที่ จ.สกลนคร  ร่วมเป็นดีเจ ผ่าน R Radio ช่วย นร.อาชีวะ

วันเสาร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ และ สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลงพื้นที่ในจังหวัดสกลนครเพื่อเปิดโครงการ “สกลนครโมเดล” ณ วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร

พร้อมเยี่ยมชมผลงานของนักศึกษา และให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ แก่นักเรียนอาชีวศึกษาและประชาชนในชุมชน ผ่านการจัดรายการวิทยุของสถานีวิทยุเพื่อการศึกษาและพัฒนาอาชีพ ในโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (R-Radio Network) ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งสถานีตั้งอยู่ภายในวิทยาลัยสารพัดช่างสกลนคร ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทางอาชีวศึกษาใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และมอบเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลในจังหวัดสกลนครจำนวน 18 โรงพยาบาล สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.r-radionetwork.com