อว.ปลื้มฉีดวัคซีน 1 ล้านโดสให้อาจารย์-นศ. ดีเดย์ 1 พ.ย.ทยอยเปิด‘มหาวิทยาลัย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609188

อว.ปลื้มฉีดวัคซีน 1 ล้านโดสให้อาจารย์-นศ. ดีเดย์ 1 พ.ย.ทยอยเปิด‘มหาวิทยาลัย’

วันศุกร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.27 น.

อว.ปลื้มฉีดวัคซีน 1 ล้านโดสให้อาจารย์-นศ. ดีเดย์ 1 พ.ย.ทยอยเปิด‘มหาวิทยาลัย’เรียนในห้องเรียน

15 ตุลาคม 2564 ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ อว.พร้อมให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศทยอยเปิดการเรียนการสอนแบบ On-site หรือเรียนในห้องเรียนปกติได้แล้วสำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยมีมาตรการป้องกันอย่างรัดกุม หลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด–19 เริ่มคลี่คลายขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และรัฐบาลได้ประกาศนโยบายเปิดประเทศ

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ อว.ได้ระดมฉีดวัคซีนให้กับอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดมากกว่า 1 ล้านโดสแล้ว โดยเริ่มฉีดมาตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564 กว่า 4 เดือนแล้ว โดยในวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ได้ฉีดรวมกัน 1,000,766 โดสแล้ว แบ่งเป็นฉีดใน กทม.และปริมณฑล จำนวน 763,519 โดส และฉีดในต่างจังหวัด จำนวน 237,247 โดส ผ่านศูนย์ฉีดวัคซีนในสถาบันอุดมศึกษากระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งใน กทม.และปริมณฑล จำนวน 11 แห่ง และต่างจังหวัด 12 แห่ง ได้แก่ ภาคเหนือ 3 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 แห่ง ภาคกลาง 1 แห่ง ภาคตะวันออก 1 แห่ง และภาคใต้ 3 แห่ง รวมทั้ง อว. ได้สนับสนุนบุคลากรให้บริการวัคซีนตามจุดฉีดของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นอีกกว่า 100 แห่งด้วย

ปลัด อว. กล่าวต่อว่า หน่วยฉีดวัคซีนของ อว.ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ได้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 จำนวน 482,655 คน แบ่งเป็น บุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา 113,342 คน นักศึกษา 168,930 คน และประชาชนทั่วไป 200,383 คน และฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 จำนวน 280,864 คน แบ่งเป็นบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา 59,654 คน นักศึกษา 104,004 คน และประชาชนทั่วไป 117,206 คน ส่วนหน่วยวัคซีนในต่างจังหวัด ได้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 จำนวน 133,847 คน แบ่งเป็นบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา 83,685 คน นักศึกษา 50,162 คน และได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 จำนวน 103,400 คน แบ่งเป็นบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา 54,162 คน และนักศึกษา 49,238 คน ทั้งนี้นิสิตนักศึกษาทั่วประเทศยังได้รับวัคซีนผ่านทางช่องทางต่างๆ ด้วย

สำหรับการให้บริการของแต่ละหน่วยฉีดของ อว.มีจิตอาสาทั้งที่เป็นข้าราชการบำนาญ อาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิตนักศึกษาจากทุกคณะ และบุคลากรจากหน่วยงานอื่นๆ มาร่วมให้บริการ เช่น ศูนย์บริการฉีดวัคซีน KU สู้ COVID-19 ณ อาคารจักรพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยการสนับสนุนของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ได้ให้บริการฉีดแก่บุคลากร นิสิต เจ้าหน้าที่ และประชาชนในบริเวณชุมชนแล้วมากกว่า 100,000 คน หรือศูนย์ฉีดที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก็ได้ฉีดวัคซีนไปแล้วมากกว่า 50,000 คน เป็นต้น โดยจากการสอบถามผู้มารับบริการวัคซีนในหน่วยบริการของ อว. ต่างมีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าในเรื่องของสถานที่ที่สะดวกสบาย ไม่แออัด ระบบการลงทะเบียนที่รวดเร็ว การลดขั้นตอนต่างๆ การให้บริการของหมอ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ มีความคล่องตัวเป็นอย่างดี

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวอีกว่า การให้บริการฉีดวัคซีนของ อว.เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบรรลุผล จนถึงวันนี้ฉีดเกินกว่า 1 ล้านโดสแล้ว ช่วยสร้างความมั่นใจให้สถาบันอุดมศึกษา ซึ่งอาจารย์และบุคลากรส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนเกือบครบ 100% แล้ว และล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี และที่ประชุม ศบค. ได้มอบให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. และสาธารณสุข ดำเนินการตามแผนให้วัคซีนและสนับสนุนวัคซีนสำหรับนักเรียนและนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นในการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อ

“ทาง อว. ได้ประเมินสถานการณ์แล้ว พร้อมจะให้มหาวิทยาลัยทยอยเปิดการเรียนการสอนแบบ On-site ตามความพร้อมของแต่ละแห่ง ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้ประกาศเปิดประเทศในเดือนพฤศจิกายน ซึ่ง อว. และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มหาวิทยาลัยราชภัฏ ทปอ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ได้ร่วมกันกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการเปิดเรียนอย่างปลอดภัยและสอดคล้องกับสถานการณ์โควิดในพื้นที่ต่อไป” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าว

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวด้วยว่า ขอขอบคุณและชื่นชมบุคลากร จิตอาสา ของหน่วยฉีดทั้งหมด ที่ได้เสียสละเวลาร่วมกันให้บริการฉีดวัคซีนที่ผ่านมาและจะปฏิบัติงานต่อไปจนเสร็จสิ้นภารกิจ ซึ่ง อว. ได้รับการสนับสนุนจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในการจัดสรรวัคซีนสำหรับนิสิตนักศึกษาแต่ละสถาบันในส่วนภูมิภาค โดยร่วมกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ซึ่งจะทำให้การฉีดวัคซีนเป็นไปตามแผน และ อว. พร้อมจะเริ่มเปิดการเรียนการสอนอย่างปลอดภัยตามนโยบายของรัฐบาล

‘สุเทพ’ มอบนโยบายอาชีวะ พร้อมชมอาชีวะอุบลฯ สถานศึกษาต้นแบบในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609097

'สุเทพ' มอบนโยบายอาชีวะ พร้อมชมอาชีวะอุบลฯ สถานศึกษาต้นแบบในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี

วันศุกร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 16.02 น.

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เยือนอาชีวะอุบลฯ ชื่นชมสถานศึกษาสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เน้นย้ำทุกวิทยาลัยฯต้องวิเคราะห์บทบาทของตน แล้วสร้างความเป็นเลิศในสาขาวิชานั้นให้ได้

15 ตุลาคม 2564 ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี และอาชีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ เดินทางเข้าเยี่ยมชมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี มีนางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี คณะผู้บริหาร ครู บุคลากร ร่วมให้การต้อนรับ ในโอกาสนี้ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวมอบนโยบายในการปฏิบัติราชการแก่คณะผู้บริหาร ครู บุคลากร วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี

ทั้งนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ชื่นชมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีว่าเป็นสถานศึกษาที่มีภาพลักษณ์ที่ดีงามมายาวนาน มีผลงานรางวัลในระดับต่างๆมากมาย ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ พร้อมเน้นย้ำให้ทุกสถานศึกษาได้วิเคราะห์บทบาทของตนเองว่ามีความโดดเด่นในเรื่องอะไร แล้วสร้างความเป็นเลิศในสาขาวิชานั้นให้ได้ ซึ่งจะต้องบริหารและพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดความสมดุล หากเปิดสอนสาขาใหม่ให้ดูที่ความพร้อมของสถานศึกษาเป็นหลักเพื่อคุณภาพของผู้เรียน

จากนั้น ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เดินทางเข้าเยี่ยมชมหอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล และศูนย์บ่มเพาะธุรกิจอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรม หรือโรงแรม R CHEE WA HOTEL@อาชีวะอุบลฯ แหล่งเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการด้านวิชาชีพของนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับการยกระดับให้เป็นสถานศึกษาที่มีความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านโรงแรม Specialized Vocational College for Hotel Management Program ในปี 2560

ในส่วนหอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นับเป็นหอศิลปกรรมขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะรวบรวมแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่หลากหลายในสมัยอดีตของคนอีสานแล้ว หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล ยังจัดแบ่งพื้นที่จัดแสดงผลงานนักเรียน นักศึกษา  ครู คณะวิชาศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี รวมถึงกลุ่มศิลปินอิสระและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากมาย นำมาจัดแสดงให้เยาวชนและประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เรียนรู้ ศึกษาผลงาน รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจด้านศิลปะเกือบทุกแขนง อาทิ นิทรรศการศิลปินแห่งชาติ  นิทรรศการเทียนพรรษา  นิทรรศการบัวหลวง นิทรรศการศิลปินลุ่มน้ำโขง นิทรรศการภาพถ่ายประเพณีแห่เทียนพรรษา และประติมากรรมเทียนนานาชาติ เป็นต้น ผู้ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ขอเข้าชมได้ ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี หมายเลขโทรศัพท์ 065-6516577 ในวันและเวลาราชการ

-(016)

ศธ.สรุปผลสอบหนังสือนิทานชุด‘วาดหวัง’ พบ5เล่มบ่มเพาะความรุนแรง’ไม่เหมาะกับเด็ก’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608771

ศธ.สรุปผลสอบหนังสือนิทานชุด‘วาดหวัง’ พบ5เล่มบ่มเพาะความรุนแรง'ไม่เหมาะกับเด็ก'

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.12 น.

ศธ.สรุปผลตรวจสอบหนังสือนิทานชุด ‘วาดหวัง’ พบ 3 เล่ม มีประโยชน์ ส่วนอีก 5 เล่ม เข้าข่ายควรระวัง เนื้อหาส่อความรุนแรงไม่เหมาะกับเด็ก พร้อมส่งข้อสรุปให้หน่วยงานเกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป

วันที่ 14 ตุลาคม 2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เเละนโยบาย (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ.) ในฐานะประธานคณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบหนังสือนิทานชุดวาดหวัง และนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัว (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ.) ร่วมแถลงข่าวสรุปความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบหนังสือการ์ตูนนิทานที่อาจมีเนื้อหาเข้าข่ายปลุกระดมเยาวชน ที่แต่งตั้งโดยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ. 

นางดรุวรรณ กล่าวว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบหนังสือการ์ตูนนิทานชุดวาดหวัง นั้น เป็นการตรวจสอบไม่ได้ตัดสิน เนื่องจากศ​ธ. ได้รับข้อร้องเรียนจากหลายฝ่ายที่มีข้อห่วงใยในนิทานชุดนี้ อีกทั้ง ศธ.มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเยาวชน และหนังสือชุดนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าจำหน่ายให้ผู้ที่มีอายุ 5-112 ปี ซึ่งการทำงานครั้งนี้ไม่มีอคติใดๆทั้งสิ้น เป็นมุมมองทางวิชาการ จากผู้เชี่ยวชาญเด็กและเยาวชน โดยมี รศ.นพ.สุริยะเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เป็นที่ปรึกษาคณะทำงานชุดเฉพาะกอจฯ ให้คำแนะนำอย่างระเอียด โดยคำนิยามสำหรับเด็ก 0-6 ปี ไม่สามารถแยกแยะระหว่างโลกจินตนาการและโลกความเป็นจริงได้ ดังนั้นอะไรที่มีความสุ่มเสี่ยง ทำให้เด็กเกิดจินตนาการไปในทิศทางที่อาจจะทำให้เข้าใจผิด หรือท้ายที่สุดอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงในอนาคตได้ 

นางดรุวรรณ กล่าวต่อว่า จากหนังสือชุดดังกล่าว 8 เล่ม คณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ พบว่ามี  3 เล่ม คือ เรื่อง “ตัวไหนไม่มีหัว”,  “เด็ก ๆมีความฝัน” และ “แค็ก! แค็ก! มังกรไฟ” เป็นหนังสือที่ดีและมีประโยชน์ มีภาพ เนื้อหา ข้อสรุปที่ดี น่าชื่นชม ซึ่งสถานศึกษา ผู้ปกครอง เด็ก และเยาวชนสามารถนำไปใช้ได้ เช่น เรื่อง ตัวไหนไม่มีหัว หนังสือเสนอว่า ก และ ธ ไม่มีหัว แต่ก็มีคำอธิบายว่า พยัญชนะทุกตัวมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน  สิ่งที่เด็กจะได้รับคือ หนังสือสอนว่าคนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน และควรเคารพความแตกต่างกันและกัน  ส่วนเรื่อง ”มังกรไฟ” ให้ความรู้เรื่องไฟป่า ทำให้เยาวชนตระหนักรู้ถึงปัญหาไฟป่า และร่วมมือร่วมใจกันในการดับไฟป่า ส่วนหนังสือเรื่อง “เด็กทุกคนมีความฝัน”  หนังสือแสดงให้เห็นว่า ทุกคนมีความฝันถึงเสรีภาพ การใช้ชีวิตที่ปกติเราจะมีความฝันร่วมกัน แม้จะมีบางส่วนของเนื้อหาที่มีภาพสะท้อนของเด็กที่มีมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างจากกลุ่มอื่น เช่น นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่แสดงความคิดเห็นไว้ในหนังสือเล่มนี้ ก็เป็นความคิดเห็นที่ไม่ได้เลวร้าย  เป็นต้น ดังนั้น ในมุมมองของนักวิชาการมองว่า หนังสือทั้ง 3 เล่มนี้ ดีและมีประโยชน์ สนับสนุนให้ผู้ปกครองนำไปใช้สอนปลูกฝังแง่มุมที่ดีและมีประโยชน์กับเด็กและเยาวชนเรียนรู้ได้

“ส่วนหนังสืออีก 5 เล่ม คือ “จ.จิตร”, “10 ราษฎร, “แม่หมิมไปไหน?”, “เป็ดน้อย” และ “เสียงร้องของผองนก”  นักวิชาการให้ความเห็นว่า หนังสือเหล่านี้มีข้อควรระวังหลายเรื่อง เนื้อหาส่อความรุนแรง ที่สำคัญคือหาจุดที่เหมาะสมสำหรับเด็กไม่ได้ ลักษณะบางเล่มไม่มีคำพูด เป็นการเล่าด้วยภาพอย่างเดียว ซึ่งเด็กจะจำภาพนั้นไปตลอดชีวิต เด็กไม่สามารถตัดสินใจได้ เพราะเด็กไม่ได้อยู่โลกความเป็นจริง เด็กจะอยู่ในโลกจินตนาการ ซึ่งเด็กจะเกิดจินตนาการนำไปสู่การลอกเลียนแบบได้ ซึ่งคุณหมอเป็นห่วงเรื่องนี้มาก เพราะเด็กยังไม่สามารถแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้ ดังนั้น เมื่อหนังสือ 5 เล่ม จึงไม่มีจุดที่เหมาะสมกับเด็ก สิ่งที่เป็นข้อกังวลของแพทย์คือ หนังสือเหล่านี้อาจจะบ่มเพาะความรู้สึกรุนแรง ที่อาจจะปลูกฝังเยาวชนได้ ซึ่งในมุมมองของแพทย์ยังมีความไม่สบายใจหากจะนำไปใช้” นางดรุวรรณ กล่าว   

ด้านนายภูมิสรรค์ กล่าวว่า ความขัดแย้งทั่วโลกถือเป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องแก้ไขด้วยการสร้างพลังบวก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีไม่ใช่ความรุนแรง ซึ่งคุณหญิงกัลยาท่านให้ความสำคัญตรงนี้มาก การทำงานของคณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ มีจุดประสงค์เพื่อจะช่วยตรวจสอบสิ่งที่สังคมกำลังมีความขัดแย้งทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และกระทรวงศึกษาธิการมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการปกป้องเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ ข้อสรุปที่ได้ในวันนี้ จะจัดทำข้อเสนอให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. และคุณหญิงกัลยา พิจารณาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไปเนื่องจากครม.มีความห่วงใยต่อเยาวอย่างมาก พร้อมกับนำข้อสรุปให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้ สพฐ. พิจารณาเลือกหนังสือเข้าในโรงเรียนต่อไป และเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) กองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาต่อไป

-007

หมอเณรบุกทำเนียบยื่นหลักฐาน’บิ๊กตู่-หมอหนู’ยันผู้ใช้สมุนไพรรักษาโควิดหาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608753

หมอเณรบุกทำเนียบยื่นหลักฐาน'บิ๊กตู่-หมอหนู'ยันผู้ใช้สมุนไพรรักษาโควิดหาย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.29 น.

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 14 ต.ค.64 นายชัยรัตน์ นนทชัย หรือ หมอเณร ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนไทย และเจ้าของสวนสมุนไพรไทยชื่อดังเลขที่ 36 หมู่ 10 ต.สระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ได้เดินทางไปที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นเอกสารหลักฐานรายชื่อผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ได้รับการรักษาด้วยสมุนไพรแล้วหายจำนวน 50 รายชื่อ ให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) หนึ่งฉบับ และอีกหนึ่งฉบับส่งถึงนายอนุทิน ชาญวีระกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยมีเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เซ็นต์รับหนังสือทั้ง 2 ฉบับ

นายชัยรัตน์ นนทชัย หรือ หมอเณร กล่าวภายหลังว่า หนังสือที่นำมายื่นในวันนี้เป็นหนังสือยืนยันเรื่องการค้นพบยาสมุนไพรสร้างไฟธาตุได้ ไฟธาตุ คือ ภูมิคุ้มกันตัวจริง ป้องกันและรักษาโควิด-19 วัณโรค เชื้อรา แบคทีเรีย โรคติดต่อได้โดยไม่ต้องป้องกันอะไรเลย ซึ่งรายละเอียดส่วนใหญ่อยู่ที่กรมแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือกและกระทรวงสาธารณสุขครบหมดแล้ว และศาลปกครองได้พิพากษาให้กรมแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้รับรองผลการรักษาตำรับยาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันพิพากษา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 แต่กรมแพทย์แผนไทยและกระทรวงสาธารณสุขไปยื่นอุทธรณ์ต่อ

ดังนั้นวันนี้ตนจึงตัดสินใจเดินทางมายื่นหนังสือให้กับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้พิจารณาประกาศให้ใช้สมุนไพรในการป้องกันและรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งสมุนไพรถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีและรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้ผลและหายจริง โดยมีหลักฐานตามรายชื่อผู้ป่วย 50 รายที่นำมามอบให้ในวันนี้

ดังนั้น จึงขอให้ท่านช่วยส่งเสริมสนับสนุน เรื่องสำคัญนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม ในสถานการณ์กำลังวิกฤตโควิด-19 กำลังระบาดหนัก ยาสมุนไพรสร้างไฟธาตุ คือ ภูมิคุ้มกันตัวจริง จะเป็นทางเลือกทางออกที่ดีของมนุษย์ชาติ และประเทศชาติ ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสยุคศรีวิไลที่จะได้เอาทรัพยากรในบ้านเรามาพัฒนาประเทศชาติ  ควบคู่ไปกับการแพทย์ปัจจุบัน

สจล.เปิดวิชาใหม่ถอดด้าม‘รู้เท่าทันการพนัน’ สอนโดย‘ผู้กำกับปอง อดีตรองโฆษก ตร.’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608582

สจล.เปิดวิชาใหม่ถอดด้าม‘รู้เท่าทันการพนัน’  สอนโดย‘ผู้กำกับปอง อดีตรองโฆษก ตร.’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณลาดกระบัง เปิดหลักสูตรพิเศษ “รู้เท่าทันการพนัน” หรือ “GAMBLING LITERACY” เพื่อเสริมสร้างทักษะ Soft Skill เพิ่มภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับนักศึกษา ก่อนก้าวสู่โลกการทำงานหรือการใช้ชีวิตด้วยตนเองอย่างปลอดภัย โดยได้เรียนรู้ถึงยุทธศาสตร์ที่ช่วยจำแนกการลงทุนออกจากการพนัน การเสริมสร้าง Mindsetที่เข้มแข็งด้านลงทุน และยังเสริมสร้างวิสัยทัศน์ในการใช้ปรับใช้นวัตกรรมทั้งหลายเพื่อรับมือกับธุรกิจการพนันทั้งในด้านการบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างนวัตกรรมใหม่เข้าสู่เวทีโลก

ผู้ที่จะมาเป็นวิทยากรพิเศษสอนหลักสูตรนี้ คือ อดีตนายตำรวจคร่ำหวอดในวงการเทคโนโลยีและการสืบสวนอาชญากรรมไซเบอร์ “ผู้กำกับปอง”
พันตำรวจเอกปองพล เอี่ยมวิจารณ์ อดีตรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้กำกับการกลุ่มงานสนับสนุนทางไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งจะมาเป็นวิทยากรพิเศษและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากการสืบสวนการพนันออนไลน์และลงพื้นที่เข้าจับกุมแพลตฟอร์มการพนันและการขยายผลไปยังผู้บงการและผู้เล่นการพนันต่างๆ ที่ปัจจุบันผันตัวมาสร้างแพลตฟอร์มต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก

‘คุณหญิงกัลยา’หวัง สกศ.เป็นเข็มทิศการศึกษาที่พึ่งพาได้ ‘อรรถพล’เร่งผลิตคนรองรับความต้องการธุรกิจปี2025 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608585

‘คุณหญิงกัลยา’หวัง สกศ.เป็นเข็มทิศการศึกษาที่พึ่งพาได้  ‘อรรถพล’เร่งผลิตคนรองรับความต้องการธุรกิจปี2025

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยมี นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการ สกศ. และผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วม ว่าตนอยากให้ สกศ. เป็นเข็มทิศ เป็นทิศทางของการศึกษาไทยที่ทุกคนสามารถพึ่งพา และคาดหวังได้ ฉะนั้น เมื่อโลกเปลี่ยนไป การศึกษาก็ควรเปลี่ยนตามไปด้วย ซึ่ง สกศ.นั้นมีภารกิจที่หนักคือ การขับเคลื่อน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาในเร็วๆ นี้ และการเปลี่ยนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2551 ที่เน้นสาระความรู้ มาเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ให้คนเรียนแล้วสามารถไปประกอบอาชีพได้ และที่สำคัญคือ สกศ.ต้องเชื่อมโยงทุกภาคส่วนของสังคมให้การศึกษาในเรื่องศาสนา วัฒนธรรม และการกีฬา ให้เป็นรูปธรรม มองว่าเด็กมีความรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องนำเอาวัฒนธรรมมาผนวกเข้ากับการศึกษา เมื่อผู้เรียนได้เรียนแล้ว ต้องสามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล มีความเมตตากรุณา จึงฝาก สกศ. นำเรื่องโค้ดดิ้งและการเรียนวิทยาศาสตร์ ผสานศาสตร์และศิลป์ โดยเปลี่ยนจาก STEM เป็น STEAM  ที่ตนเองได้วางรากฐานไว้มาผลักดันพัฒนานักเรียนต่อไป เพื่อให้เด็กมีภูมิต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิสรัปชั่นได้     

“สกศ.วางแผนที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้เท่าเทียมต่างประเทศ ควรรู้ว่าการศึกษาของไทยต่อจากนี้ไปจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร โดยสกศ.จะเข้าไปให้ข้อมูลด้านการศึกษาที่ถูกต้องกับสถาบันเพื่อการพัฒนาด้านการบริหารระหว่างประเทศ (IMD : Institute forManagement Development) เพื่อให้ต่างชาติรู้ว่าคุณภาพการศึกษาของไทยอยู่ตรงไหน พร้อมกับผลักดันให้ได้รับคะแนนการสอบ PISA ดีขึ้น เพื่อให้ต่างชาติรู้ว่าทิศทางของการศึกษาในประเทศจะเป็นอย่างไร และแก้ไขปัญหาการใช้ดิจิทัลในการเรียนการสอน เช่น หากพบประเด็นปัญหาอะไรให้เร่งแก้ไข เพื่อทำให้เราสามารถใช้ดิจิทัลในการเรียนการสอนได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ” คุณหญิงกัลยา กล่าว

ด้านนายอรรถพลกล่าวว่า หนึ่งในพันธกิจของ สกศ. คือการบูรณาการให้นักเรียน นักศึกษา มีความรู้ในเรื่อง ศาสนา วัฒนธรรม กีฬา และศิลปะ โดยทุกคนต้องมีความรู้เรื่องเหล่านี้เหมือนกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างรู้เหมือนที่ผ่านมา ดังนั้น สกศ.จะหลอมความรู้เรื่องวัฒนธรรมโดยสอนให้ผู้เรียนได้รู้รากเหง้าของตน มีศาสนาที่ตนนับถือ มีคุณธรรมจริยธรรม มีศิลปะคือ มีความคิดสร้างสรรค์ที่จะสามารถเลือกเส้นทางของตนในอนาคตได้ และด้านกีฬาคือ ผู้เรียนจะต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ต้องมีเป้าหมายและทิศทางที่จะต้องเดินไปในอนาคต ซึ่งทาง WorldEconomic Forum จัดทำรายงาน The Future of Jobsว่าด้วยเรื่องแนวโน้มและทิศทางของอาชีพในอนาคต ตลอดจนทักษะการทำงานที่จำเป็นภายในอนาคตอันใกล้ ค.ศ.2025 ซึ่งจะมี 10 อาชีพที่เกิดใหม่ โดยคุณหญิงกัลยา มีแนวคิดว่าสกศ.ควรสัญจรไปหาเสาหลักของเศรษฐกิจไทย เช่น สมาคมธนาคารไทย สมาคมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ หอการค้าในและต่างประเทศโดยหารือกับผู้ประกอบวิชาชีพว่าในปี ค.ศ.2025 ผู้ประกอบการต้องการคนแบบไหน เพื่อให้ทุกหน่วยงานเข้ามาร่วมวางแผนการศึกษาของประเทศได้ จากนั้นสกศ.จะรวบรวมข้อมูลที่ได้มาเพื่อดำเนินการขับเคลื่อนในการสร้างคนให้ตอบรับกับความต้องการของประเทศในปี ค.ศ.2025 

นักเรียนฉีดวัคซีนวันแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608581

นักเรียนฉีดวัคซีนวันแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและคณะ เดินทางมาติดตาม ตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีน Pfizer ป้องกันโรคโควิด-19 ในนักเรียนอายุ 12-18 ปีKick Off Pfizer in School “สร้างเกราะป้องกันด้วยวัคซีน นักเรียนปลอดภัย อุ่นใจต้อนรับเปิดเทอม”ที่โรงเรียนตากพิทยาคม อำเภอเมืองตากจังหวัดตาก โดยมี ดร.อวยชัยศรีตระกูล ผอ.สพม.ตาก ดร.เต็มจิตจันทคา รอง ศธจ.ตาก ดร.ภูธนภัสพุ่มไม้ ผอ.โรงเรียนตากพิทยาคมต้อนรับ

ม.วลัยลักษณ์ พบ‘หม้อข้าวหม้อแกงลิง’ชนิดใหม่ของโลก ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารทาง Kew Bulletin แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608584

ม.วลัยลักษณ์ พบ‘หม้อข้าวหม้อแกงลิง’ชนิดใหม่ของโลก  ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารทาง Kew Bulletin แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.พจมาลย์ สุรนิลพงศ์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และนักวิจัยด้านพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.)เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนพร้อมด้วยทีมนักวิจัยได้ค้นพบต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเพิ่มใหม่อีก 2 ชนิด ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นชนิดใหม่ของโลก พร้อมได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Kew Bulletin ของสวนพฤษศาสตร์คิว (Official Journal of the Royal Botanic Gardens, Kew) ประเทศอังกฤษแล้วโดยหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดแรก พบบนเทือกเขาชวาปราบ ในจังหวัดกระบี่ ทีมวิจัยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่านีเพนธีสเฮอเทลล่า (Nepenthes hirtella) มีชื่อทั่วไปว่า Tiger Ampown หรือเสืออำพล ส่วนอีกหนึ่งชนิดพบบนเทือกเขาหลวง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ตั้งชื่อว่านีเพนธีส บราทีโอซ่า (Nepenthes bracteosa) เรียกทั่วไปว่า Tiger Nakhon หรือเสือนคร ทำให้ ณ ปัจจุบันประเทศไทยมีหม้อข้าวหม้อแกงลิงทั้งหมด 16 ชนิด 1 สายพันธุ์

รศ.ดร.พจมาลย์กล่าวว่า ทีมสำรวจได้ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลตัวอย่างเพื่อนำมาดูลักษณะทางด้านพฤกษศาสตร์ หลังจากนั้นได้นำใบมาสกัดดีเอ็นเอเพื่อจำแนกความแตกต่างของหม้อข้าวหม้อแกงลิงแต่ละชนิด เพื่อเปรียบเทียบและยืนยันว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่พบเป็นชนิดใหม่ของโลกจริงหรือไม่ โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุล AFLP ซึ่งจากผลการเปรียบเทียบยืนยันว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว แตกต่างจากพืชในสกุลหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดอื่นๆ ที่พบมาก่อนหน้านี้ในประเทศไทย และมีความแตกต่างกันมากพอที่จะจัดให้เป็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดใหม่ได้ รวมทั้งมีความแตกต่างจากหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิด Nepentheskrabiensis (เนเพ็นเดส กราเบียนสิส) ซึ่งนักวิจัยได้พบว่าเป็นชนิดใหม่ของโลก เป็นชนิดแรกในปี พ.ศ.2558 ด้วยหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่พบทั้ง 3 ชนิดนี้มีลักษณะพิเศษที่ค้นพบบนตัวหม้อคือ มีจุดประคล้ายกับลายเสือจึงได้จัดให้ชื่อมีคำว่า “เสือ” ดังกล่าว

“หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชอนุรักษ์ถูกจัดอยู่ในบัญชีที่ 2 ของอนุสัญญาไซเตส ซึ่ง 2 ชนิด ที่พบใหม่อยู่ในกลุ่มใกล้สูญพันธุ์ วิธีการอนุรักษ์จะใช้การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด การปักชำกิ่ง หรือเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รวบรวมสายพันธุ์“หม้อข้าวหม้อแกงลิง” กว่า 20 ชนิดไว้ที่อุทยานพฤกษศาสตร์ ซึ่งจะเปิดให้เข้าศึกษาเยี่ยมชมได้ในเร็วๆ นี้” รศ.ดร.พจมาลย์ กล่าว

ม.อ.เผยผลวิจัย ฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดสใต้ผิวหนัง สร้างภูมิคุ้มกันใกล้เคียงฉีดเข้ากล้ามเนื้อและผลข้างเคียงน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608583

ม.อ.เผยผลวิจัย ฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดสใต้ผิวหนัง  สร้างภูมิคุ้มกันใกล้เคียงฉีดเข้ากล้ามเนื้อและผลข้างเคียงน้อย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) โดยคณะแพทยศาสตร์ เผยผลวิจัยวัคซีนบูสเตอร์โดสใต้ผิวหนัง ได้แก่ รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม ตามด้วยแอสตรา 1 เข็ม ปริมาณวัคซีน 1 ใน 5ฉีดใต้ผิวหนัง มีภูมิคุ้มกันใกล้เคียงกับการฉีดปกติและลดผลข้างเคียงทั่วไปและฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มตามด้วยไฟเซอร์แบบฉีดใต้ผิวหนังได้ประสิทธิภาพสูง แต่น้อยกว่าการฉีดวัคซีนเต็มโดสเข้ากล้ามเนื้อแบบปกติ 

ดร.นพ.นวมินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีวเวชศาสตร์และวิศวกรรมชีวการแพทย์ และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า จากผลการศึกษาเพื่อบริหารการจัดการวัคซีนให้กับคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หลังจากได้ทดสอบระดับภูมิคุ้มกันและความปลอดภัยของวัคซีนแอสตราเซเนกาเป็นเข็มกระตุ้น โดยเปรียบเทียบระหว่างการได้รับวัคซีนปริมาณ 1 ใน 5 ของโดสปกติเข้าใต้ผิวหนัง กับการได้รับวัคซีนปริมาณปกติเข้ากล้ามเนื้อในกลุ่มประชากรทั่วไปอายุระหว่าง 18-60 ปี จำนวน 120 คน ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว หลังจากได้รับวัคซีนซิโนแวคมาแล้ว 2 เข็ม  ผลวิจัยเบื้องต้นพบว่า การฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาเป็นบูสเตอร์โดสเข็มที่ 3 ด้วยวิธีการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในปริมาณลดลงคือ 1 ใน 5 ของโดสปกติ โดยวัคซีนแอสตราเซเนกา 1 ขวด จะสามารถฉีดได้ถึง 50 คน แต่เมื่อฉีดเข้ากล้ามเนื้อจะฉีดได้เพียง 10 คน สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งแอนติบอดีที่ช่วยในการป้องกันไวรัสเข้าเซลล์ร่างกาย และทีเซลล์ที่ช่วยจัดการไวรัสเมื่อเข้าสู่เซลล์ร่างกายแล้วได้ภูมิคุ้มกันสูงเทียบเท่ากับการฉีดวัคซีนเต็มโดสเข้ากล้ามเนื้อแบบปกติ 

ทั้งนี้ การศึกษาภูมิคุ้มกันกับอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกาทั้ง 2 กลุ่ม เมื่อถูกกระตุ้นด้วยโปรตีนหนามแหลมของโคโรนาไวรัสสามารถหลั่งไซโตไคน์อิเตอเฟอรอนแกรมม่าเพื่อกำจัดไวรัสได้ในปริมาณที่ไม่แตกต่างกัน ส่วนอาการข้างเคียง อาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการวิจัยไม่พบอาการที่รุนแรงจากวัคซีน โดยกลุ่มที่ได้รับการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง มีผลข้างเคียงทางร่างกาย เช่น อาการไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยน้อยกว่ากลุ่มที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อแต่มีผลข้างเคียงทางผิวหนัง เช่น อาการบวมแดงและคันซึ่งอาการดังกล่าวจะหายเองได้ 

ขณะที่การศึกษาและวิจัยการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับกลุ่มตัวอย่าง โดยเปรียบเทียบระหว่างการได้รับวัคซีนปริมาณ 1 ใน 5 ของโดสปกติเข้าใต้ผิวหนังเปรียบเทียบกับการได้รับวัคซีนปริมาณปกติเข้ากล้ามเนื้อ ในกลุ่มประชากรทั่วไปจำนวน 91 คน หลังจากได้รับวัคซีนซิโนแวคมาแล้ว 2 เข็มผลวิจัยเบื้องต้น พบว่า 14 วันหลังการฉีดวัคซีนไฟเซอร์สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งแอนติบอดี (B cells) และที เซลล์(T cells) ได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่น้อยกว่าการฉีดวัคซีนเต็มโดสเข้ากล้ามเนื้อแบบปกติ  

จากการศึกษาภูมิคุ้มกันชนิด“ที เซลล์ (T cells)” ที่ใช้ในการจัดการไวรัสที่ติดเชื้อในเซลล์ พบว่า อาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์เข้ากล้ามเนื้อแบบเต็มโดสและครึ่งโดส เมื่อถูกกระตุ้นด้วยโปรตีนหนามแหลมของโคโรนาไวรัส(S1 peptide pool) สามารถหลั่งไซโตไคน์อิเตอเฟอรอนแกรมม่า (IFN-γ)เพื่อกำจัดไวรัสได้ในปริมาณที่ไม่แตกต่างกัน แต่กลุ่มที่ได้รับวัคซีนปริมาณ 1 ใน 5 ของโดสปกติเข้าใต้ผิวหนัง การเพิ่มขึ้นของทีเซลล์นั้นไม่แตกต่างกับก่อนได้รับการกระตุ้น 

ศุลกากรท่าเรือฯน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9 จัดจิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608595

ศุลกากรท่าเรือฯน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9 จัดจิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.23 น.

เพื่อเป็นการน้อมรำลึกและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคมของทุกปีนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ พร้อมด้วยนางสาววรรณา ผู้อุตส่าห์ ผู้อำนวยการส่วนบริการ 1 ร่วมกันเปิดเผยว่า ทางสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ จึงได้จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ และมอบอาหารให้ประชาชนที่มาใช้บริการเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ณ ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร

นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์เอกซเรย์ฯกล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลและกรมศุลกากรที่ให้ข้าราชการน้อมนำพระราชดำริโครงการ “จิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ” อันเป็นโครงการพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพื่อสร้างจิตสำนึกในการทำประโยชน์ใดๆให้กับสังคม และประชาชน ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน โดยเฉพาะการปรับปรุงด้านสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อสนองตามพระบรมราโชบายและพระราชดำริที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างให้พวกเราข้าราชการมาโดยตลอด

นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่านายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร นายกิตติ สุทธิสัมพันธ์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี นายพงศ์เทพ บัวทรัพย์ ผู้อำนวยการกองสืบสวนและปราบปราม ต่างเล็งเห็นความสำคัญของคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ควบคู่กับการให้บริการประชาชนด้วยใจ โดยผ่านโครงการ CSR สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน อิ่มใจทั้งผู้ให้และผู้รับ เช่นมอบอาหาร เครื่องดื่ม หน้ากากฯ ให้กับประชาชนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 หรือการเปิดรับชำระฯตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมถึงกิจกรรมในวันนี้ที่ได้ร่วมกันทำความดีในฐานะจิตอาสาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9 และสนองพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ที่ทรงให้พัฒนาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน