ลุ้น’ลิซ่า แบล็กพิงก์’ร่วมงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่2022ภูเก็ต ‘อนุทิน’โยนถามก.ท่องเที่ยวฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608537

ลุ้น'ลิซ่า แบล็กพิงก์'ร่วมงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่2022ภูเก็ต  'อนุทิน'โยนถามก.ท่องเที่ยวฯ

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 11.24 น.

13 ตุลาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดย สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีแผนดึงตัว ลิซ่า แบล็กพิงก์ มาร่วมงานเค้าท์ดาวน์ ปีใหม่ 2022 ที่จังหวัดภูเก็ต ว่า ขอให้ถามรมว.ท่องเที่ยว เพราะตนยังไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องดังกล่าว เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะเชิญศิลปินระดับโลกมาร่วมงาน เค้าท์ดาวน์ ปีใหม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ดี เพราะเขาเป็นคนไทย และรักบ้านเมือง เป็นคนจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ทุกอย่างเราต้องให้เกียรติเขาเพราะเขาเป็นศิลปินระดับโลกแล้ว เขาก็ต้องชื่นชอบประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 นั้น ลิซ่า อาจติดงานของต้นสังกัด นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าวแต่อย่างใด

เมื่อถามว่ามั่นใจใช่หรือไม่ว่าในสิ้นปีนี้ประเทศไทยจะสามารถจัดงานเค้าท์ดาวน์ ปีใหม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า จะทำให้ดีที่สุด และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย หากเราเริ่มผ่อนคลายมาตรการจะต้องได้รับความร่วมมือ จากประชาชนด้วย ดังนั้นขอให้อยู่ในข้อกำหนดที่รัฐบาล ประกาศไว้ เพื่อลดความสุ่มเสี่ยงต่างๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่าการจัดงานเค้าท์ดาวน์ ปีใหม่ จะเกิดขึ้นที่ใด ระหว่างภูเก็ต เขาใหญ่ กรุงเทพ หรือที่อื่น นายอนุทิน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในอนาคต หากสถานการณ์ไม่เร็วร้ายและได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากประชาชน พร้อมกับสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้ เราจะทำอะไรก็ได้ จึงต้องช่วยกัน รัฐบาลไม่มีคำว่าดีเลย์ มีแต่ไปเร็วกว่าที่วางแผนไว้ ไม่ใช่ว่าจะยึดอยู่ที่ไทม์ไลน์อย่างเดียว เราต้องปรับไปตามสถานการณ์เพื่อความเหมาะสม และคิดถึงเรื่องความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก

‘นพ.ประสิทธิ์’นำแพทย์พยาบาลน้อมรำลึกวันคล้ายวันสวรรคตร.9 พร้อมจัดงานศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ปีที่5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608529

'นพ.ประสิทธิ์'นำแพทย์พยาบาลน้อมรำลึกวันคล้ายวันสวรรคตร.9  พร้อมจัดงานศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ปีที่5

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 10.28 น.

13 ตุลาคม 2564 ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พร้อมคณะผู้บริหาร แพทย์ เจ้าหน้าที่พยาบาล และบุคลากร พร้อมภาคประชาชน ร่วมในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป จากวัดต่าง ๆโดยรอบ รพ.ศิริราช โดยมีพระเทพสุวรรณเมธี  เจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นองค์ประธานสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช 

เวลา 07.20 น. พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ทั้ง 10 รูป สวดพระพุทธมนต์และสวดสดับปกรณ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  ศ. ดร. นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล คณะผู้บริหาร และบุคลากร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ต่อจากนั้น เวลา 08.05 น.  ณ ลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนก  ศ. ดร. นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถวายราชสดุดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ  ความว่า

“ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี แห่งการครองราชย์ ไม่เคยมีวันใดที่พระองค์จะว่างเว้นจากการทรงงานและไม่เคยมีวันใดที่พระองค์จะไม่คำนึงถึงประโยชน์สุขของคนไทย ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล พระผู้ทรงเป็นพ่อของแผ่นดิน ได้พระราชทานแนวพระราชดำริด้านต่างๆ และทรงวางแนวทางต่างๆ ไว้เป็นรากฐานที่มั่นคงในการพัฒนาประเทศชาติ ให้คนไทยอยู่ดี กินดี มีความสุขกันถ้วนหน้า และยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากโครงการพระราชดำริมากกว่า 4,000 โครงการ ก่อให้เกิดคุณอนันต์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง พระองค์ทรงเป็น “ต้นแบบแห่งความดี” คนไทยโชคดีที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย นับเป็นบุญยิ่งใหญ่ที่ได้เกิดอยู่ใต้ร่มพระบารมีแห่งราชวงศ์จักรี 

ทุกวันที่ 13 ตุลาคม วันคล้ายวันสวรรคต กลายเป็นวันที่มีความหมายต่อพวกเราทุกคน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ปวงข้าพระพุทธเจ้าจักน้อมนำแนวทางตามที่ได้พระราชทานไว้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติตนเพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชนสืบไป”

จากนั้นทุกคนได้พร้อมใจกันยืนสงบนิ่ง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยจราบนิรัตดร์ เป็นเวลา 89 วินาที เป็นอันเสร็จพิธีในช่วงเช้า

ศ. ดร. นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ครบ 5 ปีแล้วที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต ซึ่งปีนี้ รพ.ศิริราชจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิมในการจัดงานน้อมรำลึกเนื่องจากมีปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019(โควิด-19) โดยการลดกิจกรมลง แต่ขยายกิจกรรมไปทั่วทั้งประเทศให้ทุกคนร่วมกันตักบาตรอยู่ที่บ้านเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลถวายพระองค์ท่านพร้อมกัน ส่วนปีหน้าหวังว่าโควิดจะไปแล้วและค่อนข้างมั่นใจว่าโควิดจะไปแน่แล้วก็ให้ทุกคนมาเจอกันที่ รพ.ศิริราช

“ก็อยากเชิญชวนคนไทยตั้งจิตเพื่อให้พระองค์ท่านอยู่กับเราตลอดโดยให้ตั้งใจว่าปีนี้จะอันเชิญพระบรมราโชวาทเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาปฏิบัติ และบอกตัวเองว่า 1 ปีนี้เราจะทำเรื่องนี้ เมื่อครบ 1 ปีแล้ว วันที่ 13 ต.ค.ปีหน้า ก็กลับมาดู สมติว่าปีนี้ทำเรื่องความประหยัด เมื่อครบ 1ปี ก็ให้กลับมาทบทวน ถ้าตลอดปีเราทำได้ดี สุดท้ายเราก็จะเป็นคนประหยัด และนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในการสืบสารพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน  ปีต่อไปก็อัญเชิญพระบรมราโชวาทเรื่องต่อไปมาปฏิบัติ หากคนไทย 10 ล้านคนช่วยกันทำแบบนี้ ผมเชื่อว่าสิ่งต่างๆดีๆจะเกิดขึ้นในประเทศ ก็ฝากทุกคนว่าถ้าทำแบบนี้พระองค์ท่านก็จะอยู่กับพวกเราตลอดไป” 

ศ.ดร. นพ.ประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในสถานการณ์โควิด-19 รพ.ศิริราช ได้น้อมนำพระบรมราโชวาทหลายเรื่องมาปฏิบัติ เพราะพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่เคยล้าสมัย เมื่อไหร่ที่มีเหตุกาลเกิดขึ้น ถ้าเรานำหลักการตรงนั้นมาและเรารู้จักคิด และตนเชื่อว่าช่วงนี้หลายคนมีปัญหาเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกันถ้าเรามองแบบใช้เหตุ ใช้ผล อยู่อย่างไรเราจึงสามารถอยู่ได้ดีระดับหนึ่ง และเมื่อโอกาสมาถึงเราค่อยขยายเติบโตขึ้น อย่าทำอะไรเกินตัว อย่าทำอะไรที่มากเกิดไป อย่าเสี่ยงจนเกินเหตุ คิดว่าตรงนี้เป็นหลักการที่ชัดเจน ช่วงนี้ต่อให้มีเงินถ้าทุกคนประหยัดได้ก็ประหยัด เมื่อเศรษฐกิจเริ่มกลับมา การใช้เงินก็เป็นการช่วยประเทศอย่างหนึ่ง ดังนั้น ถ้าทุกคนเริ่มเข้าใจและใช้เหตุใช้ผลและขั้นตอนการดำเนินการ เชื่อว่าคนไทยจะช่วยกันเองไปโดยปริยาย

ทั้งนี้สำหรับกิจกรรมในภาคบ่าย ตั้งแต่เวลา 13.30 น. มีปาฐกถาเทิดพระเกียรติ การแก้ไขสถานการณ์น้ำตามแนวทางพระราชดำริ    “จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที”  โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา  เวลา 15.00 น. พระธรรมวชิรมุนี วิ. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร  (องค์ประธานสงฆ์) และคณะสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ รวม 10 รูป สวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 

และในเวลา 15.52 น. อันเป็นเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต ขอเชิญปวงชนชาวไทยร่วมเจริญจิตภาวนา 9 นาที  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เวลา 16.15 น. “พิธีศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” ซึ่งเป็นพิธีถวายสักการะโดยผู้บริหาร และบุคลากรของศิริราช ปิดท้ายด้วยการอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” เป็นบทเพลงที่แทนคำมั่นสัญญาในการมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานร่วมกันอย่างยั่งยืนสืบไป

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมน้อมรำลึกฯ ในครั้งนี้ ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างเคร่งครัด โดยขอให้ประชาชนร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ ในช่วงเวลาต่าง ๆ ทุกกิจกรรม  ณ เคหสถานของทุกท่าน ทั้งนี้สามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่าน  เฟซบุ๊ก Sirirajpr ระหว่างเวลา 13.30 – 15.00 น.

นอกจากนี้ หน่วยพิพิธภัณฑ์ศิริราชยังจัดนิทรรศการออนไลน์ “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ น้อมรำลึก องค์ราชาในความทรงจำ” จัดแสดงภาพถ่ายพระราชกรณียกิจ และรับชมวิดีทัศน์ ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ ที่ยังจารึกอยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไทยไม่เคยลืมเลือน สามารถรับชมนิทรรศการ ได้ที่ https://sites.google.com/view/sirirajmuseum-sirakran2021/exhibition ตั้งแต่วันที่ 13-20 ตุลาคม 2564
 

สุดเจ๋ง! นักวิชาการจุฬาฯค้นพบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ผล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608371

สุดเจ๋ง! นักวิชาการจุฬาฯค้นพบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ผล

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.(กิตติคุณ) ดร.ประกิตติ์สิน สีหนนทน์ อาจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่งว่าด้วย “เชื้อตระกูลอาร์เอ็นเอไวรัส ไม่สามารถอยู่ในสภาวะที่เป็นด่างจัดได้” ซึ่งไวรัสตระกูลอาร์เอ็นเอนี้มักเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคทั้งในมนุษย์และสัตว์ ว่า สายของอาร์เอ็นเอจะประกอบด้วยน้ำตาลไรโบส และเบสหรือด่าง ซึ่งเชื่อมกันด้วยพันธะฟอสเฟต นับเป็น 1 ยูนิต หรือนิวคลีโอไทด์ และหากต่อกันเป็นสาย จะเรียกว่าไรโบนิวคลีโอไทด์

แต่หากพันธะฟอสเฟตไปอยู่ในสภาวะที่เป็นด่างเข้มจัด หมู่ไฮดรอกซิลของคาร์บอน ตำแหน่งที่สองของน้ำตาลไรโบส จะถูกดึงโปรตอนไป หมายถึงดึงไฮโดรเจนไอออนออกทำให้ออกซิเจนที่เหลือเกิดเป็นประจุลบแล้วไปตัดพันธะฟอสเฟตให้ขาดออกจากกัน ไวรัสอาร์เอ็นเอจึงถูกทำลาย จึงเป็นที่มาของการนำผลิตภัณฑ์หลายชนิดของ พีพีไอ หลายชนิด ที่มีค่าพีเอช 12 หรือเป็นด่างเข้มจัดไปทดสอบ แล้วพบว่าสามารถฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ที่เป็นไวรัสตระกูลอาร์เอ็นเอได้เช่นกัน

(ซ้าย) ศ.(กิตติคุณ) ดร.โสภณ เริงสำราญ, (ขวา) ศ.(กิตติคุณ) ดร.ประกิตติ์สิน สีหนนทน์

ขณะที่ ศ.(กิตติคุณ) ดร.โสภณ เริงสำราญ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แต่ถึงแม้จะมีค่าเป็นด่าง หลายชนิดก็สามารถเกิดปฏิกิริยาผันกลับได้ซึ่งหมายถึงไวรัสไม่ถูกทำลาย แต่หากมีส่วนประกอบของแคลเซียมและฟอสเฟต เกิดดุลแคลเซียมไอออนบวก และฟอสเฟตไอออนลบ เรียกว่าไอออนคู่ที่เสถียรปฏิกิริยาก็จะไม่ผันกลับ สายของอาร์เอ็นเอที่ขาดออกจากกันแล้วก็จะไม่กลับมาต่อกันอีก ไวรัสจึงถูกทำลาย

“แคลเซียมเป็นพวกอัลคาไลน์เอิร์ธ แต่หากเป็นโซเดียม โพแทสเซียมจะเป็นอัลคาไลน์ ถ้าเป็นอัลคาไลน์ พอละลายน้ำ พีเอชมันจะสูงสุดเลยคือ 14 แต่ถ้าแคลเซียมไฮดรอกไซค์ที่เป็นอัลคาไลน์เอิร์ธ สารอิ่มตัวอย่างน้ำปูนใส ก็คือแคลเซียมไฮดรอกไซค์อิ่มตัว พวกนี้พีเอชมากสุด 12 คนก็เอาไปบริโภค ไปทำอาหารได้โดยไม่ทำให้ปากระคายเคือง ผิวระคายเคืองดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ทีพีไอก็ไม่ทำให้เกิดระคายเคือง” ศ.(กิตติคุณ) ดร.โสภณ กล่าว

สำหรับผลิตภัณฑ์ของทีพีไอที่นำไปทดสอบ ประกอบด้วย 1.ผงโรยคอกสัตว์เท้ากีบ “ไมโครมน็อค” ซึ่งต่อยอดมาจากผลิตภัณฑ์ทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียม พีเอช12 สำหรับใช้ปรับปรุงดินเพาะปลูกพืช ทดสอบที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2.น้ำยาเช็ดพื้นผิว “ไมโครมน็อค โซลูชั่น” 3.น้ำยาบ้วนปาก “แปรงตัง มารีโรส เมาท์วอช ไลท์” และ 4.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมและวิตามินซีจากธรรมชาติ “ไบโอ น็อค” ทดสอบที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ทางทีพีไอได้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์มาให้ทดสอบในห้องปฏิบัติการ หรือห้องทดลอง ซึ่งรวมถึงไบโอ น็อคด้วย โดยในห้องปฏิบัติการเวลานั้นมีตัวอย่างเชื้อ SARS-CoV-2 หรือไวรัสโควิด-19 อยู่พอดี จึงได้นำผลิตภัณฑ์มาใส่รวมกับเชื้อแล้วทิ้งไว้ พบว่าเพียงไม่กี่นาทีเชื้อไวรัสดังกล่าวก็ตายแล้ว เท่ากับว่าไบโอ น็อคมีส่วนผสมบางอย่างที่สามารถฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้

‘ตรีนุช’เผยผลประเมินแบบเร่งด่วน เสียงส่วนใหญ่เรียกร้องเปิดเรียน’On-Site’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608475

'ตรีนุช'เผยผลประเมินแบบเร่งด่วน เสียงส่วนใหญ่เรียกร้องเปิดเรียน'On-Site'

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.23 น.

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดทำโครงการการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) เพื่อทำให้ทราบถึงปัญหาอุปสรรคของการปฏิบัติจริงในพื้นที่ที่สะท้อนถึงนโยบายต่างๆ ของ ศธ.ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งการเก็บข้อมูลครั้งที่ 2 นี้ ศธ.ต้องการทราบสภาพปัญหา อุปสรรค และความต้องการของการเปิดเรียนแบบ On-Site เพื่อเตรียมความพร้อมการเปิดโรงเรียนอย่างปลอดภัยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะช่วยให้สามารถวางแผนและหาวิธีการเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัยมากที่สุดและเป็นการเรียนรู้ที่มีคุณภาพมากที่สุด

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ข้อมูลและรายงานผลการประเมินตามข้อมูล รอบที่ 2 จากนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ต่อการเปิดเรียนแบบ On-Site สะท้อนว่า ผู้เรียนต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site ร้อยละ 94 โดยความพร้อมของผู้เรียนสำหรับการเปิดเรียนแบบ On-Site อยู่ในระดับมาก ถึงมากที่สุด ซึ่งผู้เรียนส่วนมากต้องการให้มีการสลับวันมาเรียนเพื่อลดจำนวนเพื่อนร่วมชั้นและจัดห้องเรียนโดยเว้นระยะห่าง และให้มีการผสมผสานการเรียนทั้งแบบ Online และ On-Site ตลอดจนให้ลดการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่ม รวมถึงมีความต้องการในเรื่องของการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 การจัดเตรียมเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ การจัดหาหน้ากากอนามัย ชุดตรวจโควิด-19 และเครื่องวัดอุณหภูมิที่โรงเรียนด้วย

และผู้ปกครองต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site เป็นจำนวนร้อยละ 90 เพราะต้องการให้บุตรหลานได้เรียนรู้อย่างเต็มที่และได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อลดภาระผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรหลานในการเรียน Online โดยให้มีการสลับวันมาเรียน เพื่อลดจำนวนผู้เรียนในชั้นเรียน ลดการจัดกิจกรรมที่รวมกลุ่มเพื่อรักษาระยะห่าง มีการผสมผสานการเรียนทั้งแบบ Online และ On-Site และสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้เรียนเกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากโควิด-19 ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด แต่ยังคงมีความกังวลในเรื่องของการเปิดเรียนแบบ On-Site อยู่ในระดับปานกลางถึงมาก ในเรื่องของการดูแลตนเองของบุตรหลาน การเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาตามมาตรการการป้องกันโควิด-19 รวมถึงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา ปัญหาการเดินทางและค่าใช้จ่ายด้วย

นอกจากนี้ ครูต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site เป็นจำนวนร้อยละ 88 โดยมีความพร้อมในด้านการจัดการเรียนสอนแบบ On-Site อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด และในด้านการดูแลผู้เรียนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในสถานศึกษา อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยครูมีความคิดเห็นว่า การเปิดเรียนแบบ On-Site สามารถทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มที่และลงมือปฏิบัติได้จริง และครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างครบถ้วนตามหลักสูตร แต่ยังคงมีความกังวลด้านการจัดการเรียนการสอน เรื่องความพร้อมของผู้เรียนที่ต้องปรับตัวจากการเรียน Online และความต่อเนื่องของการจัดการเรียนการสอนจากการเรียน Online ความกังวลในเรื่องของสื่อการเรียนการสอนที่ไม่ได้ใช้มาเป็นเวลานานอาจไม่พร้อมใช้งาน เช่น เครื่องมือในห้องวิทยาศาสตร์ รวมถึงมาตรการการป้องกันโควิด-19 ของสถานศึกษา การรวมกลุ่มของผู้เรียน และการรับวัคซีนของครูและนักเรียนบางส่วนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนด้วย ทั้งนี้ ครูส่วนใหญ่ยังต้องการให้มีการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนและอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ทันสมัย เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม และต้องการให้มีการสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสถานศึกษา และมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำสถานศึกษาด้วย ซึ่งการเปิดเรียนต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

“ขณะนี้ดิฉันได้รับทราบข้อมูลตามโครงการการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) ครั้งที่ 2 จากอาสาสมัครครูนักประเมิน (Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ที่ได้เก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการ ความพร้อม และความกังวลต่อการเปิดเรียนแบบ On-Site ของนักเรียน ครู และผู้ปกครอง หากต้องมีการเปิดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างชัดเจนและเชื่อถือได้ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการเองก็ได้ให้ความสำคัญมากในเรื่องของความปลอดภัยในสถานศึกษาก่อนเปิดภาคเรียน ซึ่งดิฉันก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ดูแลในเรื่อง Sandbox Safety Zone in School (SSS) ซึ่งเป็นมาตรการเปิดเรียนมั่นใจปลอดภัยไร้โควิด-19 โดยได้เริ่มทดลองนำร่องในสถานศึกษาหลายแห่ง ซึ่งก็ได้ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการฉีดวัคซีนนักเรียน เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ผู้เรียน และสร้างความเชื่อมั่นกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งโรงเรียนก็ต้องมีการดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ทั้งนี้ ขอขอบคุณอาสาสมัครครูนักประเมินทุกท่านที่ได้เสียสละเวลาและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการศึกษากับกระทรวงศึกษาธิการ โดยหลังจากนี้ จะนำข้อมูลที่ได้รับไปวางแผนการเปิดโรงเรียนอย่างปลอดภัยและการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพด้วยความรอบคอบที่สุด” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ผอ.บดินทรเดชาฯเผยนักเรียนฉีดวัคซีนแล้ว 98% ส่วนครู-บุคลากรครบ 100% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608460

ผอ.บดินทรเดชาฯเผยนักเรียนฉีดวัคซีนแล้ว 98% ส่วนครู-บุคลากรครบ 100%

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 18.53 น.

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 นายวิสิทธิ์ ใจเถิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เขตวังทองหลาง กทม.กล่าวว่า วันนี้ทางโรงเรียนได้จัดให้มีการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนชั้น ม.1 – ม.6 โดยในวันนี้มีนักเรียนเข้ารับการฉีดวัคซีน จำนวน 2,940 คน ซึ่งก่อนหน้านี้มีนักเรียนไปฉีดวัคซีนชิโนฟาร์มมาแล้วจำนวนหนึ่ง ขณะนี้ถือว่านักเรียนของโรงเรียนบดินทรเดชาฯ ได้รับการฉีดวัคซีนโดยเฉลี่ย 98% แล้ว จากนักเรียนที่มีจำนวน 4,193 คน ส่วนนักเรียนที่ยังไม่ได้ฉีดอีกประมาณ 2% ประสงค์ที่จะรอวัคซีนทางเลือก อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเรียนที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ทางโรงเรียนก็ให้มาเรียนกับเพื่อนได้ปกติ ตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

“ขณะนี้ทางโรงเรียนได้เตรียมพร้อมในการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ โดยการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนและเตรียมอาคารสถานที่ในการเรียน เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถมาเรียนที่โรงเรียนได้ แต่หากมีผู้ปกครองยังระแวงในการระบาดของโรคไม่อยากให้ลูกมาเรียนที่โรงเรียน ทางโรงเรียนได้มีการวางแผนในการจัดให้นักเรียนสลับกันมาเรียน ระดับชั้นละ 1 วัน ที่เหลือก็ให้เรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน แล้วค่อยขยับจำนวนมาเรียนที่โรงเรียนเพิ่มขึ้นจนเป็นปกติ

นายวิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับครูและบุคคลากรของโรงเรียนบดินทรเดชาฯ ขณะนี้ได้รับการฉีดวัคซีนครบทุกคน 100% แล้ว ส่วนผู้ค้าในโรงอาหารทางโรงเรียนกำลังเปิดประมูลเพื่อจัดหาผู้ค้ารายใหม่ หากผ่านการประมูลแล้วทางโรงเรียนกำหนดว่าต้องฉีดวัคซีนครบทุกคนด้วยเพื่อให้มีความพร้อมมากที่สุด

– 006

‘มฟล.’ดึงอัตลักษณ์ชุมชน 4 จว.ท่องเที่ยวภาคเหนือ รับนายกฯเปิดประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608449

‘มฟล.’ดึงอัตลักษณ์ชุมชน 4 จว.ท่องเที่ยวภาคเหนือ รับนายกฯเปิดประเทศ

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 18.05 น.

‘มฟล.’ดึงอัตลักษณ์ชุมชน 4 จว.ท่องเที่ยวภาคเหนือ รับนายกฯเปิดประเทศ

12 ตุลาคม 2564 ที่ห้องคำมอกหลวง อาคารอี-พาร์ค มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จ.เชียงราย รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มฟล.เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมแสดงผลิตภัณฑ์บริการเชิงสุขภาพและประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (MFU 4LOCAL FORUM 2021) โดยมีชุมชนจำนวน 11 ชุมชนใน 4 จังหวัดภาคเหนือ นำผลิตภัณฑ์ไปจัดแสดง  ประกอบด้วย  จ.เชียงราย ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มวิถีไทยวิถียองบ้านสันทางหลวง ต.จันจว้า อ.แม่จัน ศูนย์สมุนไพรบำบัดบ้านม่วงคำ ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย ท่องเที่ยวชุมชนสุขภาพอาข่าบ้านห้วยส้าน ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวชุมชนบ้านน้ำม้า ต.สถาน อ.เชียงของ วิสาหกิจพุทธเกษตรอินทรีย์เฉลิมพระบารมี รัชกาลที่ 9 ต.ห้วยสัก อ.เมืองเชียงราย ส่วน จ.พะเยา ได้แก่กลุ่มเครือข่ายชาติพันธุ์ปะโอ ต.หย่วน อ.เชียงคำ กลุ่มโบราณสถานเวียงลอ ต.ลอ อ.จุน

จ.แพร่ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ ต.ทุ่งโฮ้ง อ.เมือง วิสาหกิจชุมชนปางงุ้นหมู่บ้านสีเขียวท่องเที่ยวสุขใจ ต.สรอย อ.วังชิ้น จ.แพร่ และ จ.น่าน ได้แก่กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนห้วยพ่านต.เปือ อ.เชียงกลาง และวิสาหกิจชุมชนชมรมแพทย์แผนไทย ต.บ่อสวก อ.เมืองน่าน

ทั้งนี้ แต่ละชุมชนได้นำผลิตภัณฑ์ที่ได้ร่วมกับ สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มฟล.ไปจัดแสดงอย่างหลาก อาทิวิสาหกิจชุมชนกลุ่มวิถีไทยวิถียองบ้านสันทางหลวง นำพืชสมุนไพรพื้นบ้านมาแปรรูปให้เก็บรักษาไว้ได้นาน จัดทำเป็นบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย สามารถใช้เป็นสมุนไพรจากขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกูดฯลฯ เพื่อดื่มสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันจากไวรัสโควิด-19 หรือนำไปเป็นสมุนไพรแช่เท้าเพื่อความผ่อนคลายแปรรูปข้าวและสมุนไพรเป็นครีมทาผิว ฯลฯ วิสาหกิจพุทธเกษตรอินทรีย์เฉลิมพระบารมี รัชกาลที่ 9 ส่วนต่างๆ ของบัว เช่น เกสรบัว ใบบัว ฯลฯ มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรจากบัวและสมุนไพรอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนท่องเที่ยวชุมชนสุขภาพอาข่าบ้านห้วยส้าน นำเสนอผ้าปักชาติพันธุ์อาข่า สมุนไพรพื้นบ้านต่างๆ ที่รวบรวมเป็นตำรับสำหรับป้องกันและรักษาโรคต่างๆ ฯลฯ

รศ.ดร.ชยาพร กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยโดยเฉพาะภาคเหนือ 4 จังหวัดดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์หลากหลายทางนิเวศน์วิทยาและภูมิปัญญาเป็นอย่างมาก รวมทั้งพื้นที่ยังมีรายได้หลักมาจากภาคการท่องเที่ยวด้วย ดังนั้นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนทาง มฟล.จึงได้ดำเนินโครงการนี้ขึ้นโดยการสนับสนุนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าไปส่งเสริมชุมชนนำร่องจำนวน 1 ชุมชนดังกล่าวโดยนำการวิจัยเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชน ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์อันเกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่แล้วแต่จะนำเอาอัตลักษณ์ออกมาให้ผู้คนได้รับรู้และใช้ประโยชน์ได้ อย่างไรตามช่วงเวลาดังกล่าวมีวิกฤติไวรัสโควิด-19 พอดีทำให้ภาคการท่องเที่ยวซบเซาดังนั้นจึงถือโอกาสใช้ช่วงเวลาในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์รองรับสถานการณ์ที่ทุเลาลงในอนาคต

รศ.ดร.ชยาพร กล่าวอีกว่า สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น ฯลฯ จะมีแหล่งที่เปิดให้นักท่องเที่ยวไปเยือนเพื่อให้มีส่วนร่วมในการทำอาหาร ใช้สมุนไพรและบริการผ่อนคลายต่างๆ จนเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลับไปเยือนอีกครั้ง ซึ่งกรณีของภาคเหนือโดยเฉพาะ จ.เชียงราย เป็นเมืองที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 8 จังหวัดสมุนไพรของประเทศไทย ส่วนภาคเหนือตอนบนก็อุดมสมบูรณ์ไม่น้อยไปกว่าแหล่งใดๆ ในโลก

“ตัวอย่างกรณีผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดงหลายชนิดมีเพียงแห่งเดียวในโลก เพียงแต่ที่ผ่านมามีการนำมาใช้ประโยชน์กันในท้องถิ่นโดยไม่ได้มีการต่อยอด ดังนั้น มฟล.จึงเข้าไปศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อเพิ่มมูลค่าโดยเมื่อมีการเปิดการท่องเที่ยวอีกครั้งก็จะทำให้นักท่องเที่ยวได้รับการดึงดูดให้กลับไปเยือนอีกครั้งต่อไป ส่วนสมุนไพรและภูมิปัญญาก็ได้รับการยกระดับเป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งนำไปต่อยอดเองได้ มหาวิทยาลัยยังส่งเสริมให้นักศึกษาเข้าไปต่อยอดผู้ประกอบการเองได้ ซึ่งการพัฒนาลักษณะนี้ดีกว่าปล่อยให้ทุนข้ามชาติเข้าไปหาผลประโยชน์จากสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย รวมทั้งยังทำให้ชุมชนพัฒนาตัวเองได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย” รศ.ดร.ชยาพร กล่าว

ด้าน ดร.ภาณุพงษ์ ใจวุฒิ คณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางในฐานะหัวหน้าโครงการฯกล่าวว่าเชียงรายและภาคเหนือเป็นเมืองที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยวดังนั้นเป้าหมายสำคัญคือการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวประทับใจและกลับมาอีกครั้งหลัง โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศตั้งแต่วันที่1 พ.ย.นี้เป็นต้นไปนั้นคาดว่าสำหรับ จ.เชียงราย คงจะได้รับอานิสงส์ช่วงเดือน ธ.ค.เป็นต้นไป ดังนั้นการที่มฟล.ร่วมกับทั้ง 11 ชุมชนดังกล่าวจึงเป็นการเตรียมการที่เหมาะสมเมื่อเปิดประเทศก็สามารถใช้รองรับนักท่องเที่ยวได้เลยโดยเฉพาะแต่ละชุมชนมีความหลากหลายและเป็นอัตลักษณ์ไม่เหมือนกัน จึงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เกิดการค้นหาและท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนซึ่งในอนาคต มฟล.ก็มุ่งหวังจะขยายผลไปยังชุมชนอื่นต่อไป

ส่วน ดร.ชลิดา ธนินกุลภาณ์ หัวหน้าส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม มฟล.กล่าวว่าการพัฒนาทั้ง 11 ชุมชนเกิดจากการคัดสรรชุมชุนที่มีความเข้มแข็งและมีความพร้อมก่อน เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จก็จะสร้างเครือข่ายและทำการตลาด โดยให้นักศึกษาเข้าไปมีส่วนร่วมและในช่วงที่มีวิกฤติและมีผู้คนตกงานกันมากก็จะทำให้นักศึกษาสามารถนำการพัฒนาไปต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพได้ต่อไป

-005

‘วิษณุ’พูดชัด มส.แถลงปลด 3 เจ้าคณะยังไม่กระจ่าง ปม ‘มหาสมปอง’ ไม่น่าซีเรียสถึงขั้นสึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608365

'วิษณุ'พูดชัด มส.แถลงปลด 3 เจ้าคณะยังไม่กระจ่าง ปม 'มหาสมปอง' ไม่น่าซีเรียสถึงขั้นสึก

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.11 น.

“วิษณุ เครืองาม” ยอมรับมหาเถรสมาคม “มส.” แถลงยังไม่สร้างความกระจ่างให้สังคม เชื่อเมื่อรวบรวมข้อมูลได้แล้วจะชี้แจงอีกครั้ง ส่วนปม “มหาสมปอง” ไม่น่าซีเรียสถึงขั้นสึก

วันที่ 12 ต.ค.64 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุม​มหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่​ 11​ ต.ค.​ที่ผ่านมา ชี้แจงเรื่องการปลดเจ้าคณะจังหวัด​ 3​ รูป​แต่ดูเหมือนว่าประชาชนยังไม่เกิดความกระจ่างว่า ตนเองได้ฟังการแถลงข่าวซึ่งก็ฟังไม่รู้เรื่อง​เช่นกัน และก็รู้สึกเหมือนกันว่าประชาชนยังไม่ได้รับความกระจ่าง คิดว่า มส.คงต้องหาทางชี้แจงให้เกิดความชัดเจนต่อไป หากเขารวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วนแล้ว ซึ่งไม่ทราบเช่นกันว่าบรรยากาศภายในนั้นเกิดอะไรขึ้น จึงไม่มีความชัดเจนออกมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า มส.ควรสร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้นกับสังคมมากกว่านี้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ใช่ เพราะเชื่อว่าสามารถอธิบายได้ เพียงแต่จะรวบรวมคำอธิบายออกมาว่าอย่างไรเท่านั้น แต่เท่าที่ได้ฟังการแถลงข่าวก็ฟังไม่รู้เรื่อง 

“นึกว่าที่เราเคยรู้เรื่องมานั้นรู้เรื่องแล้ว แต่เมื่อฟังมติ มส.วานนี้แล้ว เลยมาคิดว่า เอ๊ะ เราเข้าใจผิดหรือเปล่า ดังนั้นรออีกสักระยะหนึ่ง ผมพอจะเดาได้ว่าเขาจะทำอะไรต่อ ขอให้รอก่อน” นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามว่าจะเรียกทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) มาหารือเพื่อทำความกระจ่าง เรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คงไม่ต้องเรียกปล่อยให้เขาทำงานไปก่อน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพระมหาสมปอง​ ​ตาลปุตฺโต​ ซึ่งขณะนี้ดูเหมือนมีความเห็นของพุทธศาสนิกชนที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายที่ต้องการให้สึกและอยากให้อยู่ต่อ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องดังกล่าวเห็นแต่ในยูทูปไม่แน่ใจว่าพระมหาสมปองกำลังพูดจริงหรือทำอะไร ตอนแรกก็คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการพูดของพระมหาสมปอง แต่มาทราบทีหลังว่าท่านรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ 

“กระแสความกดดันของประชาชนที่มีทั้งฝ่ายอยากให้สึกและอยากให้อยู่นั้นไม่น่าจะมีอะไร อาจจะมีบางองค์กรที่ไม่เห็นด้วยและออกมาติเตียนวิธีการของท่าน แต่จะไปถึงขั้นให้สึกนั้น ผมว่าคงไม่น่าจะซีเรียสขนาดนั้น” นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามว่ามีการตั้งประเด็นว่าสาเหตุอาจจะมาจากการรีวิวสินค้า นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะหลายอย่างเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องไหน ตนไม่เคยดูมาก่อนจึงไม่ทราบ ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจง เพราะในเมื่อฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ทำอะไร ก็ไม่ควรพูดอะไรเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ารัฐบาลมารับลูกเรื่องนี้

‘อนุชา’เชื่อ​’มหาสมปอง’เข้าใจคลาดเคลื่อน! ระบุ​ พศ.ไม่มีอำนาจ​ แต่เป็นของมส.-พระปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608267

'อนุชา'เชื่อ​'มหาสมปอง'เข้าใจคลาดเคลื่อน! ระบุ​ พศ.ไม่มีอำนาจ​ แต่เป็นของมส.-พระปกครอง

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 10.47 น.

“อนุชา” เชื่อ​ “มหาสมปอง” เข้าใจคลาดเคลื่อนถูกกดดันให้สึก​ วอนอย่าเอาพุทธศาสนาไปอยู่ในวังวน​ ระบุ​ พศ.ไม่มีอำนาจ​ แต่เป็นของมส.-พระปกครอง

วันที่ 12 ตุลาคม 2564 เวลา​ 08.50 น.​ ที่ทำเนียบรัฐบาล​ นายอนุชา​ นาคาศัย​ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี​ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ​ (พศ.)​ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพระมหาสมปอง​ ​ตาลปุตฺโต​ ออกมาระบุว่าถูกกดดันให้สึก ว่า​ ทาง​พศ.ไม่ได้ทราบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของพศ. แต่เป็นเรื่องของคณะสงฆ์ตามพ.ร.บ.สงฆ์ ซึ่งหากจะมีเหตุใดเกิดขึ้นก็ต้องเกิดจากการกระทำผิด โดยพระผู้ปกครองจะเป็นผู้พิจารณาเพียงหนทางเดียว ดังนั้น ในครั้งนี้อาจจะเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ไม่อยากให้สังคมแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย ในฐานะฆราวาส ที่กำกับดูแลพศ. ไม่อยากพูดถึงเรื่องดังกล่าวเลย เนื่องจากพระพุทธศาสนาเป็นเสาหลักของชาติ คนไทยจึงต้องช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนา ดูแลด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ว่าสังคมแบ่งฝ่ายเพื่อให้เกิดกระแสของพระสงฆ์เกิดขึ้น เราไม่ต้องการให้เรื่องพระพุทธศาสนาเลยเกิดไป จึงขอวิงวอนให้ทุกคนเล็งเห็นว่า เสาหลักของชาติบ้านเมืองที่เราอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ คือ​ ชาติ​ ศาสนา​  พระมหากษัตริย์ เราจึงต้องปกป้อง ถอดจิตวิญญาณมาช่วยกันปกป้องดูแล อย่าให้เกิดความแตกแยกในพระพุทธศาสนา

ผู้สื่อข่าวถามว่า​ ทางพศ.จำกัดรูปแบบการเผยแพร่ธรรมะหรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องของพศ. แต่เป็นเรื่องของคณะสงฆ์โดยตรง เพราะหลักของพระพุทธเจ้าคือการละกิเลสไปสู่การนิพพาน ไปสู่ความสงบ นี่คือหัวใจของศาสนาพุทธ ดังนั้น​ ต้องเดินไปตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อให้เสาหลักคงอยู่ไปชั่วลูกชั่วหลาน ซึ่งทางมหาเถรสมาคม​ (มส.)​ จะต้องเป็นผู้กำกับดูแล​ ทางพศ.เป็นเพียงแค่ฝ่ายเลขานุการ  คนที่มีอำนาจดูแลคือ​ มส.และพระผู้ปกครอง​ พระมหาสมปองจึงต้องดูเรื่องนี้เป็นหลัก อย่าให้กระทบกระทั่งถึงพระพุทธศาสนา ดูเป็นกรณีไป อย่าเอาพระพุทธศาสนาไปตกอยู่ในวังวน

เมื่อถามถึงกรณีที่ประชุม​ มส.เมื่อวันที่​ 11​ ต.ค.​  ชี้แจงเรื่องการปลดเจ้าคณะจังหวัด​ 3​ รูป​ แต่ดูเหมือนว่าประชาชนยังไม่เกิดความกระจ่าง​ นายอนุชา​ กล่าวว่า​ เป็นเรื่องปกติที่สังคมจะเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เราต้องเชื่อในการปกครองของคณะสงฆ์ ซึ่งหลายครั้งเรื่องพระพุทธศาสนาจะพูดลงลึกถึงแก่นไม่ได้​ ลงลึกถึงการกระทำของตัวบุคคลไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จึงอยากให้ประชาชนเข้าใจ ว่าทุกอย่างเป็นองค์ประกอบที่เราจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพื่อคงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาของเรา-007

เปิด‘มหกรรมวิชาการการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick Win)’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608112

เปิด‘มหกรรมวิชาการการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick Win)’

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิด “มหกรรมวิชาการการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick Win)ของกระทรวงศึกษาธิการ” ที่ สำนักงาน กศน.จังหวัดสระแก้ว  โดยมี นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เลขาธิการ กศน.) พร้อมผู้บริหารระดับสูงศธ. เข้าร่วมงาน

‘ตรีนุช’ หนุน กศน. ขับเคลื่อน ตามวาระเร่งด่วน ลดความเหลื่อมล้ำ และ ลดช่องว่างทางการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608120

‘ตรีนุช’ หนุน กศน. ขับเคลื่อน ตามวาระเร่งด่วน  ลดความเหลื่อมล้ำ และ ลดช่องว่างทางการศึกษา

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน เปิด “มหกรรมวิชาการการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick Win)ของกระทรวงศึกษาธิการ” ที่ สำนักงาน กศน.จังหวัดสระแก้ว ว่า นายกรัฐมนตรี และ ศธ.ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมาก ดังนั้น กศน. จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำ และลดช่องว่างทางการศึกษาสำหรับเด็กที่ตกหล่นจากการศึกษา ซึ่ง กศน.จะเป็นส่วนสำคัญในการจัดการศึกษา และเปิดโอกาสทางการศึกษา ให้แก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาส ผู้ขาดโอกาส และผู้พลาดโอกาส ตลอดจนประชาชนทั่วไปเข้าถึงการศึกษาตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวัยชราก่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาในทุกพื้นที่ ทุกมิติ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้เป็นอย่างดี

“วันนี้ได้เห็นถึงความพยายามและความสำเร็จในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ของ กศน.สระแก้ว ตามวาระเร่งด่วน (Quick win) ของ ศธ. ทั้งในส่วน วาระที่ 1 ความปลอดภัยของผู้เรียน วาระที่ 5 พัฒนาทักษะอาชีพ และวาระที่ 6 การศึกษาตลอดชีวิต โดยเฉพาะโครงการโคกหนองนาโมเดล ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างมาก พร้อมกับได้มอบหมายให้ กศน.ขยายต่อไปยังพื้นที่อื่นๆด้วย นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานหลักต่างๆ ไปสำรวจตัวเลขเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา และหาทางช่วย เพื่อให้เด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

ด้านนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า การศึกษาของจังหวัดสระแก้ว มีหน่วยงานจัดการศึกษาทั้งภาครัฐเอกชน จำนวน 12 แห่ง มีสถานศึกษาทุกสังกัดรวม 336 แห่ง มีนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งสิ้น 101,769 คน มีการกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษา โดยนำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนเสียทุกภาคส่วนมากำหนดวิสัยทัศน์ ในการ
พัฒนาองค์กรให้ผู้เรียน มีคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับชาติ และส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันระดับสากล โดยมีหน่วยงานการศึกษาภาครัฐ เอกชน ร่วมขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพในการจัดการศึกษา มีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันในการผลักดันคุณภาพการศึกษาเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาสัมฤทธิผลทางการเรียนที่สูงขึ้น

ขณะที่ นายวรรณวิจักษณ์ กุศล ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดสระแก้ว กล่าวถึงโครงการ “มหกรรมวิชาการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick win) ของ ศธ.” ว่า กศน.สระแก้ว ขับเคลื่อนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างทั่วถึง มีศักยภาพให้กับผู้เรียนนอกระบบโรงเรียนทั้งกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้ขาดโอกาส และผู้พลาดโอกาส รวมทั้งประชาชนทั่วไป โดยจัดการศึกษาบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายที่มีผู้ว่าฯสระแก้วเป็นประธานคณะกรรมการ กศน.จังหวัด 

นายวรรณวิจักษณ์ กล่าวต่อว่า สำนักงาน กศน.สระแก้ว ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.
โดยการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick win) ของศธ. ได้แก่ 1.ความปลอดภัย ของผู้เรียนและสถานศึกษา วาระที่ 5 พัฒนาทักษะทางอาชีพ และวาระที่ 6 การศึกษาตลอดชีวิตประกอบด้วย 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการสถานศึกษาปลอดภัยจากโรคอุบัติใหม่ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ 1.สถานศึกษา ผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักศึกษา ปลอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 แบบ 100% กิจกรรมที่ 2 ขยายผล หมู่บ้าน/ชุมชนปลอดจากโควิด-19 แบบ 100%  โครงการที่ 2. กศน.สระแก้ว ร่วมใจสู้ภัยโควิด-19 ประกอบด้วย 4 กิจกรรม อาทิ กิจกรรมหลักสูตรหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ ล้านเมล็ดพันธุ์สู้ภัยโควิด-19 การฝึกอาชีพ การมีงานทำสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-9 การพัฒนาทักษะอาชีพจากแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ โคกหนองนาโมเดล ในสไตล์ กศน.จังหวัดสระแก้ว และโครงการที่ 3 การบูรณาการแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ โคกหนองนาโมเดล ในการจัดการศึกษา กศน.