กยศ. เสนอแก้ไขกม.ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ถูกดำเนินคดี หลังผ่อนชำระแล้ว พบว่าเงินต้นยังคงเดิมไม่ลดลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608117

กยศ. เสนอแก้ไขกม.ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ถูกดำเนินคดี  หลังผ่อนชำระแล้ว พบว่าเงินต้นยังคงเดิมไม่ลดลง

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า จากกรณีสำนักข่าวแห่งหนึ่งได้นำเสนอข่าวความเดือดร้อนของลูกหนี้กองทุน 2 ราย ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ผิดนัดชำระหนี้และถูกบังคับคดี โดยให้ผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน แต่หลังจากผ่อนชำระมาระยะหนึ่ง พบว่าหนี้เงินต้นของแต่ละคนไม่ลดลงเลย จากกรณีดังกล่าว กยศ. ได้ไปตรวจสอบข้อมูลของลูกหนี้ทั้ง 2 ราย พบว่า ผู้กู้ยืมรายแรก ได้กู้ยืมเงินกองทุนตั้งแต่ปี 2541 มียอดหนี้เงินกู้ทั้งสิ้น 145,600 บาท เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ผู้กู้ได้ชำระหนี้เพียง 3 ครั้ง จำนวนรวม 4,480 บาท ต่อมาในปี 2551 กองทุนจำเป็นต้องดำเนินคดี ซึ่งผู้กู้ยืมได้มาทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลโดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 1,600 บาท แต่หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความผู้กู้ยืมมิได้ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมแต่อย่างใด ต่อมาหลังจากพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ กองทุนจึงได้ดำเนินการแจ้งหักเงินเดือนผู้กู้ยืมผ่านองค์กรนายจ้างเพื่อนำมาตัดชำระหนี้ที่ค้าง ปัจจุบันผู้กู้รายนี้มียอดเงินต้นคงเหลือ 144,498 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับอีกจำนวนหนึ่ง

ส่วนผู้กู้ยืมรายที่ 2 ได้กู้ยืมเงินกองทุนตั้งแตปี 2539 มียอดหนี้เงินกู้ทั้งสิ้น 340,500 บาท เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ผู้กู้ได้ชำระหนี้เพียงครั้งเดียวในปี 2548 จำนวน 2,000 บาท ต่อมาผู้กู้ยืมได้เข้าร่วมโครงการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องในปี 2552 แต่ไม่ได้ชำระหนี้เลย จนกระทั่งปี 2561 ผู้กู้ยืมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลโดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 6,900 บาท ซึ่งผู้กู้ยืมก็ไม่ได้ชำระหนี้แต่อย่างใด ต่อมากองทุนได้ดำเนินการหักเงินเดือนผู้กู้ยืมผ่านองค์กรนายจ้างเพื่อนำเงินมาตัดชำระหนี้ ปัจจุบันผู้กู้รายนี้มียอดเงินต้นคงเหลือ 338,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเงินที่ได้รับจากการหักเงินเดือนของลูกหนี้ทั้งสองรายได้นำมาตัดชำระเบี้ยปรับและดอกเบี้ยก่อน แต่เนื่องจากมีการค้างชำระหนี้เป็นระยะเวลานานจึงส่งผลให้เกิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับค้างจ่ายจำนวนมากทำให้ยังตัดไม่ถึงยอดหนี้เงินต้น

ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มที่ถูกดำเนินคดีในลักษณะนี้ ด้วยการเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 เพื่อให้กองทุนสามารถดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้หรือแปลงหนี้ใหม่กับลูกหนี้ตามคำพิพากษาของกองทุน ที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมสามารถตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่กองทุน ในจำนวนและระยะเวลาที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ได้ในอนาคต

“ที่ผ่านมากองทุนได้กำหนดเงื่อนไขที่ผ่อนปรนในการชำระคืน โดยไม่คิดดอกเบี้ยในระหว่างการศึกษาและให้ระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปีหลังจากสำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษา โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ของเงินต้นคงเหลือ และให้ผ่อนชำระได้ 15 ปี กำหนดอัตราผ่อนชำระเงินต้นจากน้อยไปมากแบบขั้นบันได และเริ่มคิดดอกเบี้ยในงวดชำระปีที่ 2 เป็นต้นไป ดังตัวอย่างตารางการผ่อนชำระหนี้ 15 ปี จากเงินต้น 100,000 บาทในปีแรกจะชำระเพียง 1,500 บาท หรือเดือนละ 125 บาท จนถึงปีสุดท้ายให้ผ่อนชำระ 13,000 บาทหรือเดือนละ 1,095 บาท หากมีการค้างชำระหนี้ กองทุนจะคิดเบี้ยปรับ 7.5% ของงวดที่ค้างชำระ

ทั้งนี้ กองทุนขอยืนยันว่ากองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐที่ให้โอกาสทางการศึกษาเพื่อสร้างทุนมนุษย์และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้กู้ยืมเงินที่ขาดโอกาสมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันกองทุนมิได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินแต่ใช้เงินหมุนเวียนที่ได้รับชำระหนี้จากผู้กู้ยืมที่มีความรับผิดชอบในการชำระคืน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้องต่อไป” นายชัยณรงค์ กล่าว

ยูนิเซฟ กรมสุขภาพจิต ชี้การระบาดโควิด-19 ส่งผลให้สุขภาพจิตเยาวชนไทยย่ำแย่ต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608122

ยูนิเซฟ กรมสุขภาพจิต ชี้การระบาดโควิด-19   ส่งผลให้สุขภาพจิตเยาวชนไทยย่ำแย่ต่อเนื่อง

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

องค์การยูนิเซฟ และกรมสุขภาพจิต ได้แสดงความห่วงใยต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนในประเทศไทย หลังจาก
ที่วิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้วัยรุ่นจำนวนมากต้องเผชิญกับความเครียด ความกังวล และภาวะซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง
จากผลการประเมินสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นไทยโดยกรมสุขภาพจิตพบว่า ร้อยละ 28 ของเด็กและวัยรุ่นมีภาวะเครียดสูง, ร้อยละ 32 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ในขณะที่อีกร้อยละ 22 มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย โดยเป็นการเก็บข้อมูลจากเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน 183,974 คน ที่เข้ามาประเมินสุขภาพจิตตนเองผ่านแอปพลิเคชั่น Mental Health Check-in ของกรมสุขภาพจิตในช่วง  18 เดือนของการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง 30 กันยายน 2564 และการสำรวจโดยยูนิเซฟเมื่อปีที่แล้วยังพบว่า เด็กและเยาวชนจำนวน 7 ใน 10 คนมีสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่กังวลกับรายได้ของครอบครัว การเรียน การศึกษาและการจ้างงานในอนาคต

นางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เด็กและวัยรุ่นในประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจิตมากขึ้นเรื่อยๆ  และเชื่อว่าเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง แม้ว่าผลกระทบด้านสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนจะเป็นเรื่องสำคัญและส่งผลต่อสุขภาวะของเด็กในระยะยาว แต่ประเด็นสุขภาพจิตมักถูกละเลย หรือถูกมองข้าม หรือแม้กระทั่งถูกปกปิดไว้ เนื่องจากสุขภาพจิตยังเป็นเรื่องที่ถูกตีตราหรือเรื่องน่าอาย แต่ในความเป็นจริงเรื่องของสุขภาพจิตควรได้รับการดูแลใส่ใจอย่างจริงจัง และถูกหยิบยกมาพูดถึงให้เป็นเรื่องปกติ เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่เผชิญปัญหาด้านสุขภาพจิตได้รับการสนับสนุนและเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้สะดวกขึ้นและรวดเร็วขึ้น

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ยูนิเซฟได้เผยแพร่รายงาน The State of the World’s Children 2021; On My Mind: promoting, protecting and caring for children’s mental health ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเด็กอย่างน้อย 1 ใน 7 คนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ในขณะที่เด็กอีกมากกว่า1,600 ล้านคนต้องเผชิญกับการเรียนรู้ที่หยุดชะงักลง รายงานฉบับดังกล่าวยังเตือนว่าเด็กและเยาวชนอาจจะต้องเผชิญกับผลกระทบด้านสุขภาพจิตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อไป อีกหลายปี รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุว่า ที่จริงแล้วแม้แต่ช่วงก่อนการแพร่ระบาดเด็กและเยาวชนเหล่านี้ต่างต้องแบกภาระทางสุขภาพจิตที่แทบไม่เคยถูกกล่าวถึง จากการประเมินพบว่า เด็กอายุ 10-19 ปี กว่า 1 ใน 7 คนทั่วโลกมีความป่วยทางจิตที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ และวัยรุ่นเกือบ 46,000 คน เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็น 1 ใน 5 สาเหตุหลักของการเสียชีวิตในวัยรุ่น

ในประเทศไทย การฆ่าตัวตายยังเป็นสาเหตุอันดับต้นๆของการเสียชีวิตของวัยรุ่น ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ระบุว่าเด็กและเยาวชนอายุ 10-29 ปี ราว 800 คน ฆ่าตัวตายสำเร็จในพ.ศ. 2562 ในขณะที่ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กรมสุขภาพจิต ระบุว่า เด็กและวัยรุ่นอายุ 10-19 ปีกว่า 10,000 คน ได้โทรเข้าสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อขอรับคำปรึกษา โดยปัญหาสุขภาพจิตสำหรับวัยรุ่นที่พบมากที่สุด คือ ความเครียดและความวิตกกังวล ปัญหาความรัก และภาวะซึมเศร้า

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้วิถีชีวิตของเด็กและวัยรุ่นต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เด็กจำนวนหนึ่งอาจไม่สามารถปรับตัวกับการเรียนรูปแบบใหม่ได้จนเกิดผลกระทบต่อการเรียนและพัฒนาการได้หลายด้าน ทั้งผลกระทบที่มีต่อผู้ปกครองและครอบครัวก็ทำให้การเลี้ยงดูทำได้ไม่เต็มศักยภาพ ไม่สามารถใช้เวลาที่มีคุณภาพกับเด็กได้เพียงพอ ปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปจากการเจ็บป่วย การเว้นระยะห่างทางสังคมการงดกิจกรรมนอกบ้าน และการสวมหน้ากากอนามัย สำหรับในเด็กวัยรุ่นนั้น พบว่ามีความเครียดสูงมากขึ้น เข้าสังคมลดลง ติดจอและเกมออนไลน์มากขึ้น ปัญหาทะเลาะเบาะแว้งและความรุนแรงในครอบครัว จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและการฆ่าตัวตายในบางรายอีกด้วย ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตจะติดตามเด็กและเยาวชนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และทำงานอย่างบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน รวมไปถึงยูนิเซฟที่ร่วมกันช่วยดูแลสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยเป็นอย่างดีเสมอมา

การขาดความรู้และความตระหนักในสุขภาพจิต ประกอบกับการตีตราและการขาดแคลนทรัพยากรด้านสุขภาพจิตส่งผลให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากพลาดโอกาสที่จะได้รับการส่งเสริมให้มีสุขภาพจิตที่ดีหรือได้รับการช่วยเหลือเมื่อเผชิญปัญหาทางสุขภาพจิต จากฐานข้อมูลของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ พบว่า ประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นให้บริการในหน่วยงานของรัฐเพียงประมาณ 200 คน เท่านั้นเมื่อเทียบกับประชากรวัยรุ่น 15 ล้านคน

องค์การยูนิเซฟ และ กรมสุขภาพจิต ได้เร่งทำงานร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการและการช่วยเหลือที่มีคุณภาพและทันท่วงทีสำหรับเด็กและวัยรุ่น และมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติเชิงลบต่อปัญหาสุขภาพจิตผ่านการพูดคุยการลดการตีตรา และการสร้างเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพจิตให้แก่เด็ก วัยรุ่น รวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองและสังคมโดยรวม

ในพ.ศ. 2563 ยูนิเซฟ กรมสุขภาพจิต และจู๊กซ์ (JOOX) ได้ออกแคมเปญ “The Sound of Happiness” หรือ “ฟัง x เล่า = ความสุข” เพื่อส่งเสริมให้วัยรุ่นมีทักษะในการจัดการกับความท้าทายต่างๆ ที่กระทบต่อสุขภาพจิตของพวกเขา ผ่านพ็อดแคสต์และเพลง โครงการนี้ยังมุ่งลดทัศนคติเชิงลบในสังคมที่มีต่อปัญหาสุขภาพจิต และส่งเสริมให้เยาวชนกล้าเปิดอกพูดถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตกับเพื่อน ครอบครัว หรือคนที่พวกเขาไว้ใจ

นางคิมกล่าวเสริมว่า ยูนิเซฟมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับกรมสุขภาพจิต ภาคการศึกษา และภาคีต่างๆ ของเรา เพื่อให้เด็กและวัยรุ่นได้เติบโตและเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย เปี่ยมไปด้วยความรัก และเอื้อต่อการมีสุขภาพจิตที่ดี และเมื่อใดก็ตามที่เด็กๆ ต้องการการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตจากผู้เชี่ยวชาญ เราต้องสร้างความมั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงบริการทางสุขภาพจิตที่มีคุณภาพ เป็นมิตร และทันท่วงที

‘คุณหญิงกัลยา’ดัน สกศ.เป็นเข็มทิศพาการศึกษาไทยสู่โลกการเปลี่ยนแปลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608181

'คุณหญิงกัลยา'ดัน สกศ.เป็นเข็มทิศพาการศึกษาไทยสู่โลกการเปลี่ยนแปลง

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.10 น.

“คุณหญิงกัลยา”ดัน สกศ.เป็นเข็มทิศพาการศึกษาไทยสู่โลกการเปลี่ยนแปลง ด้าน”อรรถพล”พร้อมลุยงาน สกศ.เร่งขับเคลื่อนคุยเสาหลักเศรษฐกิจผลิตคนรองรับปี ค.ศ.2025

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2564 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 โดยมี นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการ สกศ.และผู้บริหารระดับสูงของ สกศ.เข้าร่วม ว่า ตนอยากให้ สกศ.เป็นเข็มทิศ เป็นทิศทางของการศึกษาไทยที่ทุกคนสามารถพึ่งพา และคาดหวังได้ ฉะนั้น เมื่อโลกเปลี่ยนไป การศึกษาก็เปลี่ยนตามไปด้วย ซึ่ง สกศ.มีภารกิจที่หนักคือ การขับเคลื่อน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาในเร็วๆ นี้ และการเปลี่ยนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2551 ที่เน้นสาระความรู้ มาเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ให้คนเรียนแล้วสามารถไปประกอบอาชีพได้ ที่สำคัญคือ สกศ.ต้องเชื่อมโยงทุกภาคส่วนของสังคมให้การศึกษาในเรื่อง ศาสนา วัฒนธรรม และการกีฬา ให้เป็นรูปธรรม มองว่าเด็กมีความรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องนำเอาวัฒนธรรมมาผนวกเข้ากับการศึกษา เมื่อผู้เรียนได้เรียนแล้ว ต้องสามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล มีความเมตตากรุณา จึงฝาก สกศ.นำเรื่องโค้ดดิ้ง และการเรียนวิทยาศาสตร์ ผสานศาสตร์และศิลป์ โดยเปลี่ยจาก STEM เป็น STEAM ที่ตนเองได้วางรากฐานไว้มาพลักดันพัฒนานักเรียนต่อไป เพื่อให้เด็กมีภูมิต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิสรัปชั่นได้

“สกศ.วางแผนที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ต่างประเทศรู้ว่าการศึกษาของไทยต่อจากนี้ไปจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร โดยสกศ.จะเข้าไปให้ข้อมูลด้านการศึกษาที่ถูกต้องกับสถาบันเพื่อการพัฒนาด้านการบริหารระหว่างประเทศ (IMD : Institute for Management Development) เพื่อให้ต่างชาติรู้ว่าคุณภาพการศึกษาของไทยอยู่ตรงไหน พร้อมกับผลัดดันให้ได้รับคะแนนการสอบ PISA ดีขึ้น เพื่อให้ต่างชาติรู้ว่าทิศทางของการศึกษาในประเทศจะเป็นอย่างไร และแก้ไขปัญหาการใช้ดิจิทัลในการเรียนการสอน เช่น หากพบประเด็นปัญหาอะไรให้เร่วแก้ไข เพื่อทำให้เราสามารถใช้ดิจิทัลในการเรียนการสอนได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ” คุณหญิงกัลยา กล่าว

ด้าน นายอรรถพล กล่าวว่า หนึ่งในพันธกิจ ของ สกศ.คือการบูรณาการให้นักเรียน นักศึกษา มีความรู้ในเรื่อง ศาสนา วัฒนธรรม กีฬา และศิลปะ โดยทุกคนต้องมีความรู้เรื่องเหล่านี้เหมือนกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างรู้เหมือนที่ผ่านมา ดังนั้น สกศ.จะหลอมความรู้เรื่องวัฒนธรรมโดยสอนให้ผู้เรียนรู้รากเหง้าของตน มีศาสนาที่ตนนับถือ มีคุณธรรมจริยธรรม มีศิลปะคือ มีความคิดสร้างสรรค์ที่จะสามารถเลือกเส้นทางของตนในอนาคตได้ และด้านกีฬาคือ ผู้เรียนจะต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบรูณ์ ถ้าเราสามารถหลอมสิ่งเหล่านี้ให้ผู้เรียนได้ เราต้องมีเป้าหมายและทิศทางที่จะต้องเดินไปในอนาคต ซึ่งทาง World Economic Forum จัดทำรายงาน The Future of Jobs ว่าด้วยเรื่องแนวโน้มและทิศทางของอาชีพในอนาคต ตลอดจนทักษะการทำงานที่จำเป็นภายในอนาคตอันใกล้ ค.ศ.2025 ซึ่งจะมี 10 อาชีพที่เกิดใหม่ โดยคุณหญิงกัลยา มีแนวคิดว่า สกศ.ควรสัญจรไปหาเสาหลักของเศรษฐกิจไทย เช่น สมาคมธนาคารไทย สมาคมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ หอการค้าในและต่างประเทศ โดยหารือกับผู้ประกอบวิชาชีพว่าในปี ค.ศ.2025 ผู้ประกอบการต้องการคนแบบไหน เพื่อให้ทุกหน่วยงานเข้ามาร่วมวางแผนการศึกษาของประเทศได้ จากนั้น สกศ.จะรวบรวมข้อมูลที่ได้มาเพื่อดำเนินการขับเคลื่อน ในการสร้างคนให้ตอบรับกับความต้องการของประเทศในปี ค.ศ.2025

กมธ.ศาสนาฯเชิญ พศ.เคลียร์ด่วนปมร้อนปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608144

กมธ.ศาสนาฯเชิญ พศ.เคลียร์ด่วนปมร้อนปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 17.08 น.

กมธ.ศาสนาฯนัดประชุมด่วนเชิญ พศ.แจงปมปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด หนุนเปิดความจริงให้สังคมรับรู้พร้อมยืนยันปม”มหาสมปอง”อ้างถูกจ้องจับสึกนั้นไม่เกี่ยวกับกมธ.เรื่องมันจบไปแล้วไม่ได้ตรวจสอบเพิ่มเติม ไม่รู้ว่าได้รับแรงกดันอะไร 

11ต.ค.2564 นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้นัดประชุมกมธ. วันที่ 14 ต.ค.นี้ เวลา 11.00 น. โดยมีวาระพิจารณา เรื่องขอความเป็นธรรมกรณีพระสังฆาธิการถูกถอดออกจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด จำนวน 3 รูป ได้แก่ พระธรรมรัตนาภรณ์ (สมศักดิ์ โชตินฺธโร) อดีตเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี, พระเทพสารเมธี (บัวศรี ชุตินฺธโร) อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) และ พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน) อดีตเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยกมธ. ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)ให้ส่งบุคคลเข้าชี้แจง เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นนายสิปป์บวร แก้วงาม รองผู้อำนวยการ พศ.

“วันนี้ที่มีข่าวว่า พศ.​จะแถลงรายละเอียด ผมสนับสนุนเพื่อให้การแถลงนั้นชี้แจงข้อเท็จจริงกับประชาชนและผู้ที่สนับสนุนเจ้าคณะจังหวัดที่ถูกปลดเพื่อให้สังคมเห็นว่า ถูกปลดด้วยฐานความผิดอะไรบ้าง ส่วนกรณีที่กมธ.ฯ เตรียมตรวจสอบนั้น คือ ประเด็นเดียวกันเพื่อให้รับทราบข้อเท็จจริง และต้องการทำให้เกิดความชัดเจน ทั้งนี้ไม่ถึงขั้นขอเรียกเอกสารใดๆ เพียงแค่อยากรับทราบข้อเท็จจริงในรายการที่สามารถเปิดเผยได้” นายสุชาติ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ระบุว่ากมธ.ควรเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะกังวลจะมีการทำเอกสารย้อนหลัง นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นข้อกล่าวหาของนายนิยม แต่ในกรณีดังกล่าวนั้นกมธ.ไม่ถึงขั้นต้องเรียกเอกสาร เพราะตามกฎมหาเถรสมาคม ปี 2563 รู้ว่าอำนาจหน้าที่เป็นของฝ่ายใด

ส่วนกรณีที่พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต วัดสร้อยทอง ไลฟ์สดกรณีที่มีแรงกดดัน และอาจถูกจับสึกนั้น ประธาน กมธ.การศาสนา กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าพระมหาสมปอง รับแรงกดดันอะไรมา แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกมธ.ฯ แน่นอน ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า กมธ.การศาสนาที่เชิญมาเรื่องไลฟ์สดนั้น เป็นการเชิญ ไม่ใช่ออกหนังสือเรียก เพื่อพูดคุยและปรับให้ทำกิจกรรมไลฟ์สดต่อได้  ทั้งนี้ ตนไม่ทราบว่าสิ่งที่พระมหาสมปอง บอกกับสังคมนั้น ถูกกดดันจากอะไร เพราะกมธ.ยืนยันว่าไม่ได้ก้าวล่วง เมื่อเชิญมาแล้ว จบคือจบ และไม่ได้ตรวจสอบอะไรเพิ่มเติม อีกทั้งกรณีที่พระมหาสมปองระบุผ่านไลฟ์สดเรื่องจะถูกจับสึกนั้นพระมหาสมปองไม่ได้ร้องอะไรมา อีกทั้งเรื่องนี้ผมเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะพระมหาสมปองไลฟ์เป็นกิจวัตรประจำวัน ส่วนที่แสดงความรู้สึกเพราะมีผู้ชมเยอะ

แค่ได้ยินมา! ‘มหาสมปอง’ไม่กล้าเปิดชื่อใครจ้องจับสึก ยอมรับข่าวไม่ได้กรอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608142

แค่ได้ยินมา! 'มหาสมปอง'ไม่กล้าเปิดชื่อใครจ้องจับสึก ยอมรับข่าวไม่ได้กรอง

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 17.02 น.

“พระมหาสมปอง”ยอมรับอึดอัดถูกขู่บุกจับสึก แต่ยังไม่กล้าเปิดเผยชื่อว่าเป็นใคร หรือหน่วยงานไหน อ้างข่าวยังไม่ได้กรอง แค่ได้ยืนมาจากน้องๆ ยันไม่ได้ร้องไห้ น้ำตาไม่ได้ไหล แค่เป็นน้ำรอระบาย ด้าน “จตุรงค์” ซัดประเทศนี้ประหลาด พระร้องไห้-หัวเราะไม่ได้ ชี้พระก็เป็นอาชีพหนึ่ง ต้องจ่ายภาษี – ค่าน้ำค่าไฟ

กรณี “พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต” มีการไลฟ์สดผ่านเพจ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ร่วมพูดคุยกับ “พระมหาไพรวัลย์” โดยได้ใช้แคปชันที่จะไลฟ์ว่า “พส.ไพรวัลย์ ขิงมาขิงกลับ ไม่โกง” ซึ่งขณะไลฟ์สดอยู่นั้น ตอนหนึ่งพระมหาสมปอง ระบายความในใจ ร้องไห้ออกมา พร้อมเผยว่าถูกจ้องจับผิดจากพระผู้ใหญ่ และถูกจ้องจับสึกตลอดเวลา จนตอนนี้ไม่กล้าทำอะไรเลย ด้าน “พระมหาไพรวัลย์” ฝากถึงคนที่จ้องจะจับสึก ตอนบวชก็ไม่ได้มาลำบากด้วยกัน ฉะนั้นจะบวชหรือสึก ไม่ต้องสาระแน จนโซเชียลแห่เซฟพระมหาสมปอง

รายการโหนกระแสวันที่ 11 ต.ค. 64 “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดเลข 33 ได้สัมภาษณ์ พระมหาสมปอง มาพร้อม อ.จตุรงค์ จงอาษา ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา

มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมสองวันก่อน พระอาจารย์พูดระบายความรู้สึกกับฝั่งพระมหาไพรวัลย์?

พระมหาสมปอง : จริงๆ จะไลฟ์ธรรมดานี่แหละ ขำๆ กัน พูดไปพูดมา เรามีข่าวจากน้องนุ่ง เราก็มีสายว่าจริงๆ เมื่อคืนต้องมีการบุกมาจับสึกจากองค์กรนึง ซึ่งองค์กรนั้นเราไปบรรยายบ่อยด้วยนะ แต่ยังไม่ได้กรองนะ ได้ยินมา ก็เฉยๆ วันนึงก็โทรหาเลขา ฯ เหมือนไปโพสต์อะไรเกี่ยวกับเสื้อ เขาก็คิดง่ายๆ ว่าขายได้แล้วแบ่งส่วนหนึ่งมาให้ท่านทำบุญ คิดว่าหล่อแล้ว ดีแล้ว แต่จริงๆ มันไม่ได้ไง ผิดกฎ ตื่นเช้ามาน้องนึงก็โทรมา แอดมินมี 5 คนเยอะไปหน่อย ก็เรื่องราวเดียวกัน ถ้าเราโพสต์เองก็ผิด แต่ถ้าแชร์มาไม่ผิด ก็ไม่เป็นไร คงเป็นเลขาฯ เรานี่แหละ เราก็ด่าน้องไปก็ขึ้นๆ นิดนึงเหมือนกัน ก็มีหลายเรื่องหลาวราว มีเรื่องสำรวม เรื่องหัวเราะยังมีอยู่ เรื่องธรรมวินัย เรื่องหลายๆ อย่าง อาตมาเลยบอกว่าก็ตกผลึกมาแล้วกัน กฎหมายดิจิทัล กฎหมายคณะสงฆ์ พูดไปพูดมาก็เริ่มอึ๊กๆ ขึ้นมา แต่อาตมาไม่รับนะ อาตมาไม่ได้ร้องไห้ น้ำตาไม่ได้ไหล เป็นน้ำรอระบาย ปกติดูอะไรซึ้งๆ ก็น้ำตาไหล อย่างน้าเน็ก บอกให้กดหัวใจให้ท่านหน่อย เรานั่งดูนิ่งๆ แป๊บเดียวก็จะมาแล้ว อาตมาไปนั่งคุยในรายการกับน้าเน็ก เราตรงเวลาที่สุด อย่าทำอะไรพี่หนุ่มเลย อาตมาผิดเอง ผิดอีกแล้ว สำนึกแล้วที่มาสาย อาตมาไม่ดื้อ อาตมาปฏิเสธคนไม่เป็น (หัวเราะ) ท่านไพรวัลย์ก็แซวว่าถ้าจะเอาลูกเพจผมไปก็ไม่ต้องทำแบบนั้น ไม่ต้องทำเป็นร้อง ก็แซวๆ มันอึ๊กๆ สองครั้ง เราเป็นพระเราเข้มแข็งอยู่แล้ว พอท่านพูดว่าไม่เคยย้ายไปจากโรงเรียนอื่นก็อึก ก็บอกตัวเองอย่าร้อง เดี๋ยวมันเสียฟอร์มอยู่

สรุปตอนนี้ในมุมพระอาจารย์สืบแน่ชัดหรือยังว่าหน่วยงานนี้จะจับพระอาจารย์สึก?

พระมหาสมปอง : ก็น้องเราบอกมา

ไปทำอะไรผิดมา หน่วยงานนี้ต้องเอาพระอาจารย์สึก เรื่องขอบริจาคน้ำท่วม เกี่ยวมั้ย?

พระมหาสมปอง : ไม่นะ อันนั้นผ่านมาแล้ว เราไม่กล้าขึ้นอย่างนั้นอีกเลย ดูจากพระมหาไพรวัลย์ที่บอกว่าอย่าหน้าใหญ่ใจโตประกาศ อยากทำอะไรเราก็ไปทำ ไม่ต้องขึ้นเป็นทางการ เพราะมันมีเรื่องกฎหมาย อาตมาคือน้องไปด้วย ก็ประกาศเป็นทางการ แต่ที่ไปไม่เกี่ยว วันนั้นสองชม. สนุกสนานช่วยคน แต่ตอนท้ายๆ เรามีการแซวเอามาตบกบาลหน่อยซิ (หัวเราะ) ก็ เป็นประเด็นนิดนึง เราว่าเวย์เราเล็กๆ นะ สมมติเดือดร้อนสักพันแห่ง ก็ช่วยได้ห้าแห่งหรือเปล่า เป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่น่าขัดหูขัดตาขัดใจใคร เราน่าจะไปในนามคณะสงฆ์แหละ

เป็นไปได้มั้ยพระอาจารย์แซะเรื่องการเมือง เขาหมั่นไส้ หรือไม่เกี่ยวเรื่องนี้?

พระมหาสมปอง : ไม่เกี่ยวหรอก ไม่แซะนานแล้วนะ ตั้งแต่มาออกครั้งก่อน เราไม่ได้พูดถึงนานแล้ว

ที่พูดในไลฟ์อยากให้ทำอะไรก็ทำ อยากให้แก้ไขก็แก้ หมายถึงใครบอกให้แก้?

พระมหาสมปอง : เอาตรงๆ ไม่ได้คิดถึง มส. มหาเถระเลย จริงๆ ไม่ได้คิดถึงพระมหาเถระเลยนะ แต่ท่านไพรวัลย์ก็แย้งๆ นิดนึงพอบอกเป็นลูกท่านหลานท่านเขาก็คิดถึงพระมหาเถระแหละ แต่เราไม่ได้คิดถึงจริงๆ เราหมายถึงใครก็ได้ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเรา เราเหมือนลูกหลาน ทีมงานก็เหมือนน้อง ถ้าเราผิดพลาดอะไรเขาก็น่าจะบอกเรา แต่คนบอกเราคือพี่ๆ น้องๆ ที่นิมนต์เราไป เป็นห่วงเรา จะรู้ข้อมูลตรงนี้ เราคาดหวังว่าสำนักพุทธน่าจะช่วยเรานะ เราคือลูกหลานท่าน อย่ามาด่าพระเณร อะไรไม่ถูกต้องมาแนะนำเรา บอกเรา เราก็ไม่ดื้อ ไม่ให้กดกระดิ่งก็ไม่กด ไปกดเอฟเฟกต์แทน อะไรแบบนี้

คนที่จะสึกพระอาจารย์ได้คือท่านเจ้าอาวาสวัดสร้อยทองเท่านั้น?
พระมหาสมปอง : จริงๆ ถ้ามีคำสั่งจากเบื้องบนกว่านี้ก็ได้ เหมือนมีคนชงไป อาจารย์ยังถามว่าเราจะยังไงต่อ

สำนักพุทธแจ้งมาว่าเขาไม่ได้มีการสึกพระอาจารย์หรือพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องพระอาจารย์ ประเด็นคือเขาบอกว่าคนสึกพระอาจารย์ได้มีแค่ท่านเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง แต่พระอาจารย์บอกว่าไม่เกี่ยว?
พระมหาสมปอง : ท่านเจ้าอาวาสไม่ได้เข้าข้างเรานะ ท่านไม่ชอบสไตล์เราด้วยซ้ำ ท่านเป็นคนหัวเก่า แต่ท่านก็บอกว่าให้ญาติโยมตัดสินเอง ประโยชน์โทษอันไหนมากกว่ากัน สำหรับท่าน ท่านกลางๆ ไม่ได้เข้าข้าง แต่ให้ญาติโยมดูเอง ถ้าดีมีประโยชน์ก็แล้วแต่ญาติโยม เดี๋ยวจะหาว่าท่านเข้าข้าง เห็นสำนักข่าวบางที่บอกเอือมระอา เจ้าอาวาสหนุนสอง พส. ซึ่งมันไม่ใช่ ท่านก็เป็นกลาง ท่านเมตตาเราแหละให้ญาติโยมตัดสินเอง

มุมนึงเซฟพระอาจารย์ อีกมุมตำหนิ อยากให้สึก บอกว่าไม่น่าเคารพ บอกว่าจะสอดแทรกธรรมก็ไม่มี แถมพูดตลกโปกฮา ขายของต่างๆ นานา?
พระมหาสมปอง : สอดแทรกก็ใส่เยอะไม่ได้หรอก ต้องดูประมาณนึง มันดูที่จังหวะการพูด อย่างเมื่อคืนคุยกับท่านเจ้าคุณสวีเดน พอเนื้อหาสาระ คนก็ออกไปเรื่อย ก็ค่อยๆ เติม ค่อยๆ แซว อาตมาไม่ฉลาดแหละเวลาช่วยเหลือคน อาตมาชอบยื่นหน้ากล้องหน้าอะไร แต่ท่านไพรวัลย์แค่เปิดกล้องมา รับของเสร็จก็คืน ก็เรียนรู้จากน้อง ที่บอกช่วยคนไม่ได้ตังค์ แถมปังปิ๊นาศ ก็มุกหน่อย ช่วงโควิดก็เลียนแบบท่านไพรวัลย์ อาตมาเพิ่งเข้าวงการไลฟ์ เราเริ่มไลฟ์ได้เดือนกว่าเองนะ แบทเทิลพระมหาไพรวัลย์เสร็จ แสงเสียง มารยาทการช่วยคนยังไม่รู้เลย ทุกวันนี้เรียนรู้จากท่านไพรวัลย์

ท่านมหาสมปอง อึดอัดใจบางหน่วยงานจะบุกจับสึก เขาบอกว่าหน่วยงานนี้จะบุกไปจับเลย ทำให้ท่านตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้ารู้ไปถึงโยมแม่ซึ่งไม่สบาย จะยิ่งไปกันใหญ่ แต่โชคดีที่โยมแม่ไม่ทราบเรื่องนี้?

พระมหาสมปอง : โยมแม่งงๆ เบลอๆ จำอะไรไม่ได้แล้ว ก็ดีเหมือนกัน จริงๆ เราต้องไม่สบายใจแม่อัลไซเมอร์ ตอนนี้อยากให้เป็นแล้วล่ะ

หน่วยงานนี้ยืนยันเขามีสิทธิ์จับพระอาจารย์สึกได้เหรอ?

พระมหาสมปอง : เราไม่แน่ใจ เราก็ไม่ชัด เราได้ยินน้องบอกวันสองวัน แต่น้องเขากรองข้อมูลมั้ย จริงมั้ย ยังไม่รู้ รู้ว่าชาวบ้านอยากรู้ชัดๆ แต่พูดชัดไม่ได้ ถ้าไม่มีก็หมาเลย แต่เราก็ได้ยินอย่างนี้ มันถึงอึดอัด พูดไม่ชัด

อ.จตุรงค์ ในฐานะเป็นผู้คร่ำหวอดทางพุทธศาสนา?

อ.จุตรงค์ : ทราบแล้ว เขามีประวัติจับสึกพระมาหลายหน่วยงาน อย่างคดีธรรมกาย ต้องอธิบาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ให้อำนาจหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานที่สามารถจัดการได้ หลักๆ ก็ตำรวจ รวมถึงหน่วยงานย่อยต่างๆ ส่วนหน่วยงานที่โชว์ให้ดูเมื่อกี้ มีหลายฟังก์ชั่น เช่น ฟังก์ชั่นที่ดิน ป่าสงวน ซึ่งไม่เกี่ยวกับท่านอยู่แล้ว สุดท้ายมีเรื่องเส้นทางการเงิน เขาคงสงสัยเส้นทางการเงินและอยากตรวจสอบ แต่ถ้าจำนโยบายหน่วยงานนี้ไม่ผิด เขาไม่สามารถรับได้ตราบใดที่วงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท กับอีกวิธี ถ้ายอดเงินไม่ถึง แต่เห็นพ้องต้องกันว่าจะเอา ก็จะเปิดไฟเขียวให้ทำงานได้ ไม่รู้ว่ากรณีท่านสมปอง เป็นอย่างแรกเป็นวงเงินเกิน 100 ล้านโดยอัตโนมัติเลยเป็นคดีของหน่วยงานนี้ หรือสองคณะกรรมการเขาลงความเห็นมาว่าให้จัดการ แต่โดยหลักไม่น่าเป็นไปได้ ถ้าไม่จำเป็นเขาไม่ลงมายุ่ง

เปิดเลยมั้ย?

พระมหาสมปอง : ไม่เอา เผื่อมันไม่ใช่ เราได้ข้อมูลมาน้องก็ไม่ได้กรอง

แต่เป็นเรื่องเสื้อที่เลขาฯ พระอาจารย์เอาไปขายในเพจ แล้วหักเงินให้พระอาจารย์?

พระมหาสมปอง : อาตมาไม่ได้อ่านรายละเอียดด้วยซ้ำ งัวเงียตื่นมา

ได้เท่าไหร่จากเสื้อ?

พระมหาสมปอง : ยังไม่ได้เลย น้องเพิ่งโพสต์

แสดงว่าพระสมปองร้องไห้ อาจเทศน์สนุกสนาน จับสึกก็ไม่ใช่ประเด็นนั้น หรือไปแซะก็ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องเลขาฯ พระอาจารย์ลงขายเสื้อ แล้วมีประเด็นตามมาคือหักเงินส่วนหนึ่งให้พระอาจารย์ แต่ยังไม่ได้เริ่ม หน่วยงานเขารู้เขาเห็น เขาเลยบอกว่าจริงๆ คืนนั้นต้องถูกบุกจับเลย อาจารย์จตุรงค์มองยังไง?

อ.จุตรงค์ : ต้องยอมรับความจริงว่ามันมีแรงกระเพื่อมมาที่วัดสร้อยทองหลายหน่วยงาน เอาหน่วยงานตรงๆ ที่พูดได้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับมหาเถรสมาคม เขาเคยพูดหลายทีเรื่องการแต่งตั้งเจ้าอาวาส ต้องยอมรับว่ารักษาการเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง ท่านก็เมตตา ดูแลกำกับพระอารามโดยดี แต่ก็มีข่าวว่าผู้ใหญ่บางรูปไม่อยากให้เจ้าคุณราชขึ้น จะเอาเจ้าคุณศรีขึ้น ซึ่งถ้าเห็นข่าววาระที่แล้วที่ประชุมมส.ไป เขาสั่งปลดไปสามวัด แต่คิวแรกที่ต้องโดนจัดการคือวัดสร้อยทอง แต่ด้วยความที่วัดนี้มีพระสมปองกับพระไพรวัลย์อยู่เขาไม่กล้าแตะ แต่ก็ฝากไปถึงมหาเถรสมาคม และสำนักพุทธ ผมไม่เห็นด้วยการตั้งลูกศิษย์เป็นเจ้าอาวาสตัวจริง ใครเป็นอาจารย์ ใครเป็นผู้ใหญ่ของวัดควรให้เครดิตกับเขา แต่ท่านสมปองเท่าที่ทราบ มีล่อเป้าอยู่สามเรื่อง เรื่องแรกคือความไม่สำรวม

พระมหาสมปอง : สำรวมที่สุด

พระร้องไห้ออกสื่อได้มั้ย?

อ.จตุรงค์ : นั่นสิ เป็นเรื่องที่แปลก สองหัวเราะเกินไป สามเรื่องการละเมิดกฎหมาย ประเทศนี้แปลก ห่วงเรื่องอารมณ์พระเป็นหลัก ถ้าจำได้เมื่อปีสองปีก่อน มีพระในหนังเรื่องไห้ เรื่องไทบ้านเดอะซีรีส์ โอ้ย โกรธแค้นเป็นฟืนเป็นไฟ พระร้องไห้ พอมาปีนี้พระหัวเราะเอิ๊กอ๊ากก็ไม่ได้ สังคมนี้มันแปลก พระประเทศนี้หัวเราะร้องไห้ไม่ได้ เป็นเรื่องใหญ่ แต่พระนั่งเบนซ์ มียศศักดิ์ ร่ำรวย รับซองหนาๆ ทำได้ แปลกมั้ย มาห่วงเรื่องพระหัวเราะ ถามหน่อยการที่ท่านสมปอง ท่านรับบริจาคเงินอะไรก็แล้วแต่ ท่านมีเลขบัญชี การที่มีเลขบัญชีหมายความว่ารัฐควบคุม ผ่านช่องทางธนาคารแห่งประเทศไทย แต่คนอยากมาสึกท่านสมปอง มีซองหนาๆ ประเคน มีใครมาตรวจสอบ นี่เล่าให้ฟัง ไม่ว่าตัวเลขบัญชีท่านไพรวัลย์หรือวัดไหนก็แล้วแต่ ธนาคารแห่งประเทศเขาตรวจสอบได้ มีใจเป็นธรรมกันหน่อย

พระมหาสมปอง : ควรสบายใจมั้ย อ.ฟันฉับๆ ไม่รู้จะหาทัวร์มาลงให้อีกหรือเปล่า แต่ท่านก็พูดชัดเจน ชอบตั้งแต่หัวเราะ เทคโนโลยี อย่างช้อนส้อมสมัยนึง อยากให้พระใช้ โยมก็ด่าว่าเป็นของสิ้นเปลือง

เหมือนนั่งอยู่แล้วมีของตั้งอยู่ข้างหน้า?

อ.จตุรงค์ : จริงๆ ไม่ควรทำ แต่พูดแบบกวนประสาท คุณจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้ท่านสมปองหรือเปล่า พระก็คืออาชีพนึงต้องยอมรับความจริง ทุกคนเลิกได้แล้วที่จะบอกว่าพระเป็นเทวดามาจากไหน พระก็คือวิชาชีพ วิชาชีพนึง เขาต้องเลี้ยงปากท้องเขา ไม่ว่าจะการเดินบาตร น้ำไฟต้องจ่าย ภาษีก็ต้องเสีย เลิกซะทีมาบอกว่าพระห้ามทำโน่นนี่ อะไรละเมิดวินัยเขาก็ไปปลงอาบัติของเขา ถ้าจะลงนรกก็นรกของเขา ไม่เข้าใจชาวพุทธไทยจะมาเดือดร้อนอะไร ถามว่าอย่างท่านสมปองก็ปลงอาบัติของท่านสิ ผมเชื่อว่าประเทศนี้อยู่ได้เจริญได้เพราะอาบัติ ชมพูทวีปมาประกาศศาสนาบ้านเราได้ยังไง บินมาเหรอ ก็ต้องนั่งเรือ นั่งเกวียนถึงมาประกาศศาสนา ต้องผ่านการอาบัติทั้งนั้น พระต้องอยู่กับอาบัติให้ได้ เราต้องรู้จักปรับปรุงตัวแก้ไข วินัยต้องรักษา ไม่เถียง แต่อะไรไม่ดีต้องปรับปรุง

อ.มีปัญหาหรือทะเลาะสำนักพุทธมั้ย?

อ. จตุรงค์ : ผมเป็นขาประจำ แต่เรียนตรงๆ ว่าสำนักพุทธเขาก็รู้ตัว บางอย่างเราไปบังคับเขาไม่ได้ เมื่อวัดต้องหารายได้ จะให้วัดทุกวัดบนโลกมีแต่ป่าเหรอ มีแต่ต้นไม่เขียวๆ เหรอ เอามั้ยล่ะ เอารถไถทุกวัดให้เอาต้นไม้ไปลงให้หมด มันก็ไม่ใช่ ใครชอบวัดป่าก็ไปวัดป่า ใครชอบวัดบ้านก็ไปวัดบ้าน ใครชอบวัดเสี่ยงโชคก็ไปวัดเสี่ยงโชค ใครชอบวัดบาลีก็ไปวัดบาลี

ท่านสมปอง เหมือนจะหลั่งน้ำตา ผมก็ส่งไลน์ไปหา ให้กำลังใจ จริงๆ ร้องได้?

อ. จตุรงค์ : ได้ ร้องไปเถอะ ถ้าเขาจะอาบัติก็ปล่อยเขา เขามีฟังก์ชั่นปลงอาบัติ

พระร้องไห้คนด่า แต่ทำไมพระพุทธรูปร้องไห้ได้?

อ.จตุรงค์ : ไม่ต้องสนใจวิธีคิด หลายครั้งเราลืมธรรมชาติมนุษย์เกินไป พระอรหันต์ปรินิพพาน พระสาวกหลายรูปก็ร้องไห้ มีใครเก่งไปตามอาบัติให้ที ผมว่าเลอะเทอะและไร้สาระ อย่าไปมองพระเป็นทวยเทพเทวดา มองพระเป็นกัลยาณมิตร สหายธรรม มองเป็นคนรุ่นใหม่ผู้เผยแผ่ดีมั้ย ต้องแยกแยะนะ งานอนุรักษ์ก็ให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมทำไป อยากทำนุบำรุงศาสนาก็ทำไป แต่งานเผยแผ่ต้องให้เสรีนิยมเป็นคนทำ คำถามถ้าเอาคนสองฟากมาทำงาน เอาฝั่งเสรีมาทำนุบำรุงก็พังสิ ถ้าเอาฝั่งอนุรักษ์นิยมไปเผยแผ่ ศาสนาก็ดักดานสิครับ ต้องแบ่งฟังก์ชั่นงานกันให้ชัด ใครอยากอนุรักษ์ไปอนุรักษ์ แต่ถ้างานเผยแผ่ก็ให้เสรีเผยแผ่ จะได้กระจายกว้างไกล ผมเรียนนิดนึง กรรมการมหาเถรสมาคมผมเคยคิดว่าเขาน่าจะเกลียดท่านสมปอง เพราะเขาเป็นฝั่งธรรมยุทธ์ แต่เลขาฯ เจ้าคุณสมเด็จโทรหาว่าเห็นคุณึค่าและประโยชน์ อย่างน้อยสองคนนี้ยังหาฟอลโลเวอร์ได้เป็นล้าน มีคนดูเป็นแสน เราเราซะอีกไปนั่งเทศน์จะมีคนดูเป็นร้อยหรือเปล่า นี่ขนาดมหาเถรสมาคมบางท่านเขาไม่ชอบเขายังเห็นคุณค่า

แต่บางคนบอกว่าไม่ได้ พี่ศรีสุวรรณบอกว่ากรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ผู้มีแสงในตัว?

อ.จตุรงค์ : ดาวเคราะห์ดาวฤกษ์

พระมหาสมปอง : ไม่ใช่ดาวเคราะห์ดาวฤกษ์ เป็นอะไรนะ (หัวเราะ)

กรณี อ.จตุรงค์พูดอย่างนี้ ถือว่ามีเหตุมีผลมั้ย?

พระมหาสมปอง : อาจารย์ชอบ ท่านดุท่านสอนด้วยซ้ำ มีแต่คำแนะนำดีๆ

ต่อสายหา “ศรีสุวรรณ จรรยา” ไปลงแซะอีกแล้ว กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา?

ศรีสุวรรณ : ก็เป็นผลของการกระทำของท่านมหานั่นแหละครับ ก็ไม่ได้มีนัยยะอะไรหรอกครับ

ถามตรงไปตรงมา ชัดเจน เอาแบบแมนๆ สมควรถูกสึกมั้ย?

ศรีสุวรรณ : ไม่ครับ ท่านเป็นพระที่น่าจะรักษาไว้ ซึ่งตัวแทนของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยของเรา ท่านมีวัตรปฏิบัติบุคลิกอะไรหลายอย่างที่ไม่ควรสึก แต่บางอย่างอาจเป็นที่ไม่พอใจของใครหลายคน ก็เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมพุทธศาสนา บางครั้งวัดของท่านบางเรื่องอาจไม่ถูกไม่น่าเหมาะสม ผมก็ท้วงติง ท่านก็รับฟังด้วยดี เชื่อว่าท่านเองนำสิ่งที่ถูกตำหนิ ติเตียนไปปรับปรุง เพื่อสิ่งที่ดี หรือสิ่งที่เหมาะสม ใครคิดจะไล่ท่านหรือคิดให้ท่านสึกไป ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ไม่อยากเชื่อจะได้ยินแบบนี้จากพี่ศรี?

อ. จตุรงค์ : ไม่น่าเชื่อ

ทราบมั้ยหน่วยงานไหนจะจับสึก?

ศรีสุวรรณ : ผมไม่ทราบ ท่านมหาน่าจะรู้ดีมากกว่า แต่ยังน้อยใจ นิมนต์ท่านมาจิบกาแฟ ยังไม่มา ยังไงรับสายผมด้วย

พี่ศรีสุวรรณพูดนะ ?

พระมหาสมปอง : ตกใจเลย

อ.จตุรงค์ : เซอร์ไพรส์

พระอาจารย์จะสึกมั้ย เพราะบอกว่าถ้าหมดประโยชน์จะไปเอง?

พระมหาสมปอง : ไม่หรอกครับ ไม่ใช่อาตมา เป็นท่านไพรวัลย์กระซิบบอกอาตมาว่าไม่ได้วอรี่ แม่ก็ไม่สบายอยู่ ทำงานมีคุณค่าก็อยู่แต่ถ้าอยากให้ไปจริงๆ ก็ไม่วอรี่ แต่อาตมาวอรี่อยู่นะ (หัวเราะ) ให้เราทำงานเถอะ ให้เราช่วยคน ดูแลพระพุทธศาสนา ไม่ได้มีส่วนตัวอะไร

อยากบอกอะไร?

อ.จตุรงค์ : ประเทศไทยแปลกอย่างนึง ชี้ให้เห็นชัดๆ อย่างหนังขรัวโต ยอดขายตั๋วไม่ดีนะ แต่ถ้าพระฮาๆ หลวงพี่เท่ง หลวงพี่แจ๊ส หนังขายดีเป็นร้อยล้าน ฝากไว้ให้คิด ถึงแม้ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ตาม ประเทศนี้คิดเยอะ พระร้องไห้ หัวเราะก็คิดเยอะ แต่พระตลกๆ ดันเป็นหนังที่ขายดี พระไม่ตลกซะอีก หนังแป้ก

พศ.แจงคำสั่ง มส.ปลดฟ้าผ่า 3 เจ้าคณะจังหวัดยึดหลักตามกฎหมาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608135

พศ.แจงคำสั่ง มส.ปลดฟ้าผ่า 3 เจ้าคณะจังหวัดยึดหลักตามกฎหมาย

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 16.50 น.

พศ.แถลงกรณีการปลดเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และกาฬสินธุ์(ธ) ดำเนินการตามกฎหมาย เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค รับรู้ถึงปัญหาและเหตุผลแล้ว ส่วนที่เชียงราย และนครศรีธรรมราช ยกเจ้าคณะจังหวัดเป็นที่ปรึกษาแล้วไม่ได้มีการตั้งซ้ำซ้อน

วันที่ 11 ต.ค. 64 ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พุทธมณฑล จ.นครปฐม สมเด็จพระสังฆราช เป็นองค์ประธานการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ผ่านระบบออนไลน์ โดยภายหลังการประชุม นายสิทธา มูลหงษ์ ผู้ตรวจราชการ พศ. ในฐานะโฆษก พศ. แถลงถึงประเด็นการถอดถอน 3 เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และกาฬสินธุ์(ธ) ว่า การดำเนินการแต่งตั้ง ถอดถอนนั้นเป็นไปตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2563 ซึ่งมูลเหตุหลักฐานที่นำไปสู่การถอดถอน และแต่งตั้งใหม่ของ 3 เจ้าคณะจังหวัดดังกล่าวนั้นได้นำข้อมูลกราบเรียนเจ้าคณะใหญ่หนกลาง หนตะวันออก และเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต รวมทั้งเจ้าคณะภาค ผู้ปกครองในแต่ละจังหวัดรับทราบแล้ว ถึงปัญหาและเหตุผล โดยเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะผู้ปกครองที่จะดำเนินการตามแนวทางการปกครองสงฆ์

นายสิทธา กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีการแต่งตั้งเจ้าคณะ จ.นครศรีธรรมราช และเจ้าคณะ จ.เชียงราย ที่มีการร้องเรียนว่ามีการแต่งตั้งซ้ำซ้อนกับเจ้าคณะจังหวัดรูปเดิมนั้น ได้มีการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดรูปเดิมขึ้นเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดแล้ว จึงได้มีการแต่งตั้งรูปใหม่ขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดทดแทนทั้ง จ.นครศรีธรรมราช และเชียงราย 

‘ตรีนุช’คิกออฟใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะนำร่อง 265 โรงเรียน 8 จังหวัด เริ่ม 1 พ.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608129

'ตรีนุช'คิกออฟใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะนำร่อง 265 โรงเรียน 8 จังหวัด เริ่ม 1 พ.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 16.39 น.

“ตรีนุช” กดปุ่มนำร่องใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะใน 265 โรงเรียน 8 จังหวัด เริ่ม ป.1-ป.3 ภาคเรียนที่2/2564 ตั้งเป้าปี 67 ใช้ครอบคุมทุกโรงเรียน “วรากร” ชี้หากไม่แก้ปัญหาการศึกษา ปัญหาอื่นจะตามมา
 
วันที่ 11 ตุลาคม 2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาจัดทำและพัฒนา(ร่าง)หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ…..(หลักสูตรฐานสมรรถนะ) ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการนำร่อง การใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 8 จังหวัด จำนวน 265 โรงเรียน ทั้งสังกัด สพฐ.-สช.-อปท. เริ่ม ป.1-ป.3 ภาคเรียนที่ 2/2564  และ เปิดตัวเว็บไซต์ cbethailand.com (Competency – based Education) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยมี รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ  ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา  หลักสูตรสมรรถนะกรอบแนวทางและช่องทางการรับฟังเสียงของผู้เกี่ยวข้องสู่การพัฒนา  ดร.สิริกร มณีรินทร์ ประธานคณะกรรมการจัดทำและพัฒนากรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เข้าร่วม

 โดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดโครงการนำร่องฯ ว่า ตนได้เข้ามารับหน้าที่เป็น รมว.ศธ.และได้แถลง 12 นโยบายด้านการจัดการศึกษา และ 7 วาระเร่งด่วน (Quick Win) ของ ศธ. ซึ่งเรื่องการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย สู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 และเหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ครอบคลุมการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ (Big ROCK) ด้านการศึกษาการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นอีกก้าวหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษา ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และปฏิรูประบบการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษา และตอบโจทย์การพัฒนาของโลกอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนทุกกลุ่มวัยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีทักษะที่จำเป็นของโลกอนาคต สามารถแก้ปัญหาการปรับตัว การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย มีนิสัยใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และเป็นพลเมืองที่รู้สิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ มีความรักความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และรู้คุณค่าของประวัติศาสตร์

 “วันนี้การเปิดโครงการนำร่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จำนวน 265 โรงเรียน ใน 8 จังหวัด ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมด้านหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตอบสนองต่อความถนัดและความสนใจของผู้เรียนรายบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่แผนการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และแผนอื่น ๆที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการในวันนี้จะมีส่วนช่วยเปลี่ยนผ่านการศึกษาแบบเดิม ไปสู่การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน เปลี่ยน ‘ห้องเรียน’ เป็น ‘ห้องเรียนรู้’ ที่ผู้เรียนเข้าใจ ทำเป็น เห็นผลลัพธ์ และเด็กทุกคนมีโอกาสในการค้นพบเป้าหมายของตนเอง นำไปสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป อย่างไรก็ตาม ตามแผนจะใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะพร้อมกันทุกโรงเรียน แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 จึงมีแผนว่าภายในปี 2567 จะใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะให้ครอบคุมไปในทุกพื้นที่ ขณะเดียวกันที่มีการนำร่องก็จะมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ด้วย” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษามีเป้าหมายตามที่ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวไว้ คือ อยากให้ผู้เรียนทุกกลุ่มวัยรับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีทักษะที่จำเป็นของโลกอนาคต สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสาร และทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย มีนิสัยใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และเป็นพลเมืองที่รู้สิทธิหน้าที่ มีความรับผิดชอบและมีจิตสาธารณะ นี่คือเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธ์ศาสตร์ชาติที่จะต้องทำให้สอดรับกัน วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปการศึกษา มี  5 เรื่องใหญ่ (Big ROCK) คือ 1. ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ตั้งแต่ปฐมวัย ซึ่งทำสำเร็จแล้ว คือการตั้งกองทุน กสศ.ที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งแล้ว  2. พัฒนาระบบการเรียนการสอนสู่สมรรถนะ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงใน ศตวรรษ ที่ 21 ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะที่ทำในวันนี้ ทำอย่างไรจะพัฒนาระบบการเรียนการสอนที่สมัยในศตวรรษต่อไป 3. ยกระดับคุณภาพด้วยการสร้างระบบและพัฒนาการผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ 4.เพิ่มขีดความสามารถด้านอาชีวศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 5. ปฏิรูปบทบาทการวิจัยและบทธรรมาภิบาลของการอุดมศึกษา เพื่อการพัฒนาประเทศไทย 

รศ.ดร.วรากร กล่าวต่อว่า การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ อยู่ที่หัวใจของการปฏิรูปการศึกษาทั้ง 5 ด้านแล้ว  ซึ่งโอกาสและความเสมอภาค ถ้าเราไม่มีการพัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัย เนื่องจากหลักสูตรเดิมใช้มาแล้ว 13 ปี แม้จะเป็นหลักสูตรที่ดี แต่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย  ซึ่งหลักสูตรเดิมเราตั้งขึ้นมาเพื่อให้ผู้เรียนรู้อะไร  แต่โลกเปลี่ยนแปลงไปว่า ทำอะไรได้  ดังนั้น หลักสูตรก็ต้องเปลี่ยนแปลงเป็นต้องรู้ด้วย และทำได้ด้วย ซึ่งทักษะ 4 อย่าง ของศตวรรษ ที่ 21 ในหลักสูตรฐานสมรรถนะ ชัดเจนมากในเรื่องของ คิดเป็น สื่อสารเป็น  ร่วมมือกับผู้อื่นได้ และมีความคิดสร้างสรรค์  ซึ่งทั้ง 4 อย่างนี้จะอยู่ในหลักสูตรฐานสมรรถนะ เมื่อผู้เรียนมี 3 อย่างคือ มีความรู้  มีทักษะ  มีเจตคติ ก็จะเกิดสมรรถนะ ดังนั้น เมื่อหลักสูตรให้มีความรู้ด้วย ทำเป็นด้วย เด็กก็จะคิดเป็น เมื่อคิดเป็นก็จะสื่อสารเป็น มีความสามรรถร่วมมือกับคนอื่นได้ และมีความคิดสร้างสรรค์ 

 “ส่วนตัวผมดีใจมากที่มีวันนี้ ประเทศไทยเราถึงจุดที่มีปัญหาในเรื่องของคน ผมในฐานะนักเศรษฐศาสตร์พูดได้เต็มปากว่า ถ้าเราไม่แก้ปัญหาการศึกษาของเรา ปัญหาอื่นๆจะตามมาและจะทำให้ลำบากมาก เศรษฐกิจประเทศไทยไม่อยู่ในฐานะมั่นคงกว่านอกประเทศ โอกาสทางการแข่งขันมีปัญหามากขึ้นทุกที ถ้าเราทำให้การศึกษามีคุณภาพจะลดความเหลื่อมล้ำ ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น เพิ่มความสามารถของอาชีวะ การอุดมศึกษาจัดหลักสูตรมีคุณภาพก็ผลิตผู้เรียนมีคุณภาพ ซึ่งหลักสูตรฐานสมรรถนะนี้ ได้ทำการวิจัยและทดลองในโรงเรียนมาแล้ว จะทำให้เห็นว่าคนไทยเรียนภาษาอังกฤษมา 12 ปี แต่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่หลักสูตรฐานสมรรถนะ จะทำให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกับต่างประเทศได้” รศ.ดร.วรากร กล่าว 

 ขณะที่ ดร.อัมพร พินะสา กล่าวว่า จากสถานการณ์ของโลกในศตวรรษที่ 21 วิทยาการต่างๆ มีความเจริญก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา(ฉบับปรับปรุง) ที่กำหนดให้กิจกรรมปฏิรูปที่ 2 การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้เรียนทุกระดับเป็นผู้มีความรู้ มีทักษะ และใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต มีทักษะในการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลก เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ มีความรับผิดชอบ และมีจิตสาธารณะ โดย สพฐ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนา (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถณะ มาตั้งแต่ปี 2562 ต่อมา รมว.ศธ. (นส.ตรีนุช เทียนทอง) ได้กำหนดให้หลักสูตรฐานสมรรถนะ เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดทำและพัฒนาฯหลักสูตรฐานสมรรถนะ และเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยจัดเวทีระดมสมอง 12 ครั้งเวที ซึ่งจัดไปแล้วจำนวน 5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมมากกว่า 11,000 คน และจัดเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม โดยเปิดรับความคิดเห็นผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียของ ศธ. และเว็ปไซต์หลักสูตรฐานสมรรถนะ เว็บไซต์ https://cbethailand.com  

 “การทดลองใช้หลักสูตรในโรงเรียนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการวิจัยในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจำนวน 265 โรงเรียน จาก 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ กาญจนบุรี ศรีสะเกษ ระยอง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในครั้งนี้ประกอบด้วย โรงเรียนในสังกัด สพฐ.จำนวน 226 โรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 17 โรงเรียน และ สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)จำนวน 22 โรงเรียน โดยทั้ง 265 โรงเรียนเริ่มใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในช่วงชั้นที่ 1  คือ ป.1-ป.3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564  วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ แล้วค่อยขยายไปช่วงชั่นที่ 2 ในปีการษึกษา 2565 ซึ่งการจะนำหลักสูตรไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียน คนที่จะขับเคลื่อนหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพคือผู้บริหารโรงเรียนและครู ดังนั้น สพฐ. จะจัดทำคู้มือการใช้หลักสูตรให้เหมาะกับบริบทของสถานศึกษา และอบรมพัฒนาผู้บริหารและครูโรงเรียนนำร่องหลักสูตรต่อไป และนิเทศก์หลังการใช้หากมีปัญหาอุปสรรคก็แก้ไขปรับปรุง และทำความเข้าใจกับผู้ปกครองนักเรียนถึงการเปลี่ยนแปลงของหลักสูตรด้วย” ดร.อัมพร กล่าว 

อาชีวะอุบลฯ พัฒนาครู เสริมสร้างความเข้าใจเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะแบบใหม่ วPA ผ่าน Google Meet #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608124

อาชีวะอุบลฯ พัฒนาครู เสริมสร้างความเข้าใจเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะแบบใหม่ วPA ผ่าน  Google Meet

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 16.32 น.

อาชีวะอุบลฯ พัฒนาครู เสริมสร้างความเข้าใจเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะแบบใหม่ วPA ใน “โครงการฝึกอบรมการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามข้อตกลง ในการพัฒนางาน (Performance Agreement : PA) สำหรับครูอาชีวศึกษาในรูปแบบออนไลน์”

11 ตุลาคม 2564 ณ ห้องประชุมศรีอุปราช นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ประธานในพิธีเปิด “โครงการฝึกอบรมการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามข้อตกลงในการพัฒนางาน (Performance Agreement : PA) สำหรับครูอาชีวศึกษาในรูปแบบออนไลน์” โดยมีคณะผู้บริหาร ครู วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี วิทยาลัยการอาชีพองครักษ์ จ.นครนายก และ วิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑล จ.นครปฐม จำนวน 127 คน เข้าร่วมโครงการผ่านระบบออนไลน์ Google Meet ในระหว่างวันที่ 11 – 12 ตุลาคม 2564  มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จากสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประกอบด้วย อ.สันติ พยัคฆ์ขาม หัวหน้ากลุ่มเทคโนโลยีเครื่องจักรกล สสอ. อ.ชลอ การทวี ข้าราชการบำนาญ (ครูเชี่ยวชาญ) และ อ.พรรษา ฉายกล้า ครูเชี่ยวชาญ วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการทบทวนหลักเกณฑ์และวิธีการขอมีขอเลื่อนวิทยฐานะ ตาม ว21/๒๕๖o หลักเกณฑ์และวิธีการขอมีขอเลื่อนวิทยฐานะ ว.9/๒๕๖๔ (ว.PA) และการตรวจสอบคุณสมบัติช่วงเปลี่ยนผ่าน การจัดทำข้อตกลงปฏิบัติงาน และแนวทางการพัฒนางานสำหรับการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ ว9/2564 และการออกแบบและพัฒนาชุดการสอน เพื่อใช้ประกอบการประเมินผลปฏิบัติงานตามตัวชี้วัดที่ ก.ค.ศ. กำหนด

ทั้งนี้เกณฑ์การประเมินดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ที่ครูต้องสร้างความเข้าใจในแนวปฏิบัติและการดำเนินการ การจัดทำข้อตกลงในการประเมินผล เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนางานด้านการจัดการเรียนการสอนของตน  รวมทั้งจัดเก็บร่องรอยหลักฐานเพื่อประกอบการประเมินให้เป็นไปตามข้อกำหนดดังกล่าว ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม รวมถึงการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือต่าง ๆ ในกระบวนการจัดการเรียนการสอน นำไปสู่การยกระดับการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ประกอบการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อกำหนดของ ก.ค.ศ. ได้ต่อไป รวมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด นำความรู้ไปขยายผลกับครูในสถานศึกษาของตนเองและสถานศึกษาอื่นได้

-(016)

‘สศร.’จับมือ‘สมาคมถ่าย บันทึกประวัติศาสตร์ไทยสู้ภัยโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607872

‘สศร.’จับมือ‘สมาคมถ่าย บันทึกประวัติศาสตร์ไทยสู้ภัยโควิด

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางเกษร กำเนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) และสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการประกวดภาพถ่ายภายใต้ “โครงการศิลปินร่วมสมัย สู้ภัยโควิด ด้วยจิตสำนึก #3” ในหัวข้อ “ร้อยพลังไทย สู้ภัยโควิด” Set 3

ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้พิจารณาผลงานสร้างสรรค์ที่ส่งเข้ามา 3,960 ภาพ และตัดสินให้เหลือ 100 ภาพ เรียบร้อยแล้ว โดยผู้ได้รับการคัดเลือกจะได้รับเงินค่าตอบแทนการสร้างสรรค์ผลงาน ภาพละ3,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และผลงาน ทั้ง 100 ภาพ จะเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และจะนำมาเผยแพร่สู่สาธารณชนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ เว็บไซต์ และจัดนิทรรศการที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนินด้วย

นางเกษร กล่าวต่อไปว่า คณะกรรมการ ได้มีความเห็นร่วมกันว่า ผลงานทั้งหมดล้วนเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์เหตุการณ์สำคัญของโลกในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ละภาพมีคุณค่า ทางด้านจิตใจ แสดงให้เห็นถึงความรัก ความเอื้ออาทรความช่วยเหลือของคนไทย จากทั้งสถาบันชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีการร้อยเรียงเรื่องราวแห่งความร่วมมือทางด้านสาธารณสุขในการเอาชนะโรคโควิด-19

อาทิ การบริหารจัดการและรับมือในเหตุการณ์ต่างๆ ของบุคลากรด่านหน้า การให้บริการฉีดวัคซีนการตรวจค้นหาเชื้อ การทำความสะอาด ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในสถานที่ต่างๆ การนำสิ่งของไปมอบให้ผู้ประสบภัย ความร่วมมือในภาคประชาชนและในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การดูแลทำศพผู้เสียชีวิต บรรยากาศศูนย์ฉีดวัคซีน เป็นต้น โดยในเบื้องต้น มีการนำเสนอทั้ง 100 ภาพผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย” และ “สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย”

ผลงาน‘สมาร์ทแล็บ มจธ.’ คว้าแชมป์‘รางวัลนวัตกรรมปี’64’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607871

ผลงาน‘สมาร์ทแล็บ มจธ.’  คว้าแชมป์‘รางวัลนวัตกรรมปี’64’

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณัฐนัย วรวิจิตราพันธ์ หลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ นายสรธรณ์ คูชัยยานนท์ หลักสูตรวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ นักศึกษาจากสมาร์ทแล็บ (SMART LAB) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เจ้าของรางวัลชนะเลิศ ระดับปริญญาตรี รางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย Thailand Innovation Awards สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพิธีมอบรางวัลนวัตกรรม ประจำปี 2564 เนื่องในวันนวัตกรรมแห่งชาติ 5 ตุลาคม ของทุกปี

จากผลงานอุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบนจากโลหะผสมจำรูปสำหรับรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว Atrial Depressurized Device from Shape Memory Alloys for Heart Failure Treatment โดยมี รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด มจธ. ร่วมด้วย
รศ.นพ.ธีรภัทร ยิ่งชนม์เจริญ และ นพ.กฤษฎา มีมุข จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นที่ปรึกษาโครงการ

งานวิจัยชิ้นนี้เน้นการออกแบบอุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบนสำหรับรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว โดยอุปกรณ์ดังกล่าวผลิตจากโลหะผสมจำรูปนิกเกิล-ไทเทเนียม (Nitinol) ที่มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถกลับสู่รูปร่างเดิมได้ด้วยตัวเอง เป็นข้อดีที่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่เพื่อสอดเข้าไปในสายสวนที่มีขนาดเล็กได้ จากนั้นจึงนำไปติดตั้งที่หัวใจผ่านทางหลอดเลือดดำบริเวณขา โดยไม่ต้องทำการผ่าตัดเปิดทรวงอก ช่วยให้ผู้ป่วยมีบาดแผลจากการผ่าตัดเพียงเล็กน้อย สามารถรักษาตัวและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

อนึ่ง พิธีการมอบรางวัลนวัตกรรมในปีนี้เป็นการจัดในรูปแบบออนไลน์ (Virtual Event) โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวแสดงความยินดีและปาฐกถาพิเศษเนื่องในวันนวัตกรรมแห่งชาติ และ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในการมอบรางวัล