‘ตรีนุช’เร่งเครื่องยกระดับอาชีวะเอกชน เตรียมลงพื้นที่เฟ้นจังหวัดต้นแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607835

'ตรีนุช'เร่งเครื่องยกระดับอาชีวะเอกชน เตรียมลงพื้นที่เฟ้นจังหวัดต้นแบบ

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 11.50 น.

“สุเทพ” ขานรับนโยบาย “ตรีนุช” เดินหน้ายกระดับการอาชีวศึกษาเอกชน เตรียมลงพื้นที่เฟ้นจังหวัดต้นแบบ พัฒนาครบวงจรทั้งจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี-อบรมพัฒนาครูอาชีวะเอกชน-นำนักเรียนนักศึกษาร่วม Fix it Center 

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่ตนมีนโยบายการศึกษาเพื่ออาขีพ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้ผู้จบการศึกษา ระดับปริญญาและอาชีวศึกษามีอาชีพและรายได้ที่เหมาะสมกับการดำรงชีพและคุณภาพชีวิตที่ดี มีส่วนช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกได้ ซึ่งเรื่องหนึ่งในการเดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าว คือ การยกระดับคุณภาพสถานศึกษาอาชีวศึกษา ทั้งของรัฐและเอกชน ซึ่งจากการที่ตนได้ลงพื้นที่พบกับผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน ก็ได้รับทราบถึงเรื่องที่เป็นความต้องการของอาชีวศึกษาเอกชน ในการที่จะเร่งปรับปรุงพัฒนาการอาชีวศึกษาเอกชนในด้านต่างๆ โดยมี 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.การส่งเสริมสนับสนุนอาชีวศึกษาเอกชนให้สามารถจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทั่วถึงครอบคลุมทุกวิทยาลัย 2. การพัฒนาครูอาชีวศึกษาเอกชน ที่จะต้องมีการสนับสนุนทั้งด้านการฝึกอบรมและการนิเทศ และ 3.การจัดให้นักศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ในพื้นที่จริง โดยการร่วมกิจกรรมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน หรือ Fix it Center และการฝึกอบรมอาชีพให้แก่ประชาชน ซึ่งหลังจากที่ตนได้รับทราบความต้องการของอาชีวศึกษาเอกชนแล้ว ก็ได้มอบหมายนให้ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เร่งวางแนวทางยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาเอกชนและดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ด้าน ดร.สุเทพ กล่าวว่า หลังจากรับนโยบายของ รมว.ศธ.ตนได้มอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการอาชีวศึกษาเอกชน การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ด้านงานวิชากการ การทิเทศ และด้านความร่วมมือได้หารือร่วมกัน เช่น เรื่องการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ที่เป็นการจัดการศึกษาวิชาชีพที่เกิดจากข้อตกลงระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษา กับ สถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยงานของรัฐ ในเรื่องการจัดหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การจัดการฝึกอาชีพ การวัดและประเมินผล โดยผู้เรียนใช้เวลาส่วนหนึ่งในสถานศึกษาอาชีวศึกษา และเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเดิมอาชีวศึกษาเอกชนอาจจะติดปัญหาในหลักเกณฑ์บางประการก็จะปรับปรุงให้คล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้จะเลือกบางจังหวัดเป็นพื้นที่ต้นแบบ ที่จะเร่งดำเนินการทุกเรื่องที่เป็นความต้องการของอาชีวศึกษาเอกชนอย่างครบวงจร ทั้งเรื่องอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี การพัฒนาครู การพัฒนากิจกรรมองค์การวิชาชีพในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน การวางแผนการรับนักศึกษาร่วมกัน การแชร์ทรัพยากรเพื่อการเรียนการสอนร่วมกันระหว่างวิทยาลัยอาชีวะของรัฐกับเอกชน และและนำนักศึกษาปฏิบัติงานในพื้นที่จริง โดยภายในเดือนตุลาคมนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะส่งคณะทำงานจากส่วนกลางลงพื้นที่เป้าหมาย เพื่อวางแผนในการดำเนินการ โดยกำหนดให้ได้แนวทางและลงมือปฏิบัติตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 และให้เห็นผลภายในเดือนเมษายน 2565

กยศ.ชี้แจงเหตุกรณีลูกหนี้ตามคำพิพากษา 2 ราย ผ่อนชำระหนี้แล้วเงินต้นไม่ลด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607775

กยศ.ชี้แจงเหตุกรณีลูกหนี้ตามคำพิพากษา 2 ราย ผ่อนชำระหนี้แล้วเงินต้นไม่ลด

วันเสาร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 18.34 น.

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ชี้แจงกรณีสำนักข่าวแห่งหนึ่งได้นำเสนอข่าวความเดือดร้อนของลูกหนี้กองทุน 2 ราย ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ผิดนัดชำระหนี้และถูกบังคับคดี โดยให้ผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน แต่หลังจากลูกหนี้ผ่อนชำระมาระยะหนึ่งแล้วพบว่าหนี้เงินต้นไม่ลดลงเลย ซึ่งกองทุนอยู่ระหว่างดำเนินการเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มที่ถูกดำเนินคดี

วันที่ 9 ตุลาคม 2564 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “จากการตรวจสอบข้อมูลของลูกหนี้ทั้ง 2 ราย พบว่า ผู้กู้ยืมรายแรก ได้กู้ยืมเงินกองทุนตั้งแต่ปี 2541 มียอดหนี้เงินกู้ทั้งสิ้น 145,600 บาท เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ผู้กู้ได้ชำระหนี้เพียง 3 ครั้ง จำนวนรวม 4,480 บาท ต่อมาในปี 2551 กองทุนจำเป็นต้องดำเนินคดี ซึ่งผู้กู้ยืมได้มาทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลโดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือนๆ ละ 1,600 บาท แต่หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความผู้กู้ยืมมิได้ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมแต่อย่างใด  ต่อมาหลังจากพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ กองทุนจึงได้ดำเนินการแจ้งหักเงินเดือนผู้กู้ยืมผ่านองค์กรนายจ้างเพื่อนำมาตัดชำระหนี้ที่ค้าง ปัจจุบันผู้กู้รายนี้มียอดเงินต้นคงเหลือ 144,498 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับอีกจำนวนหนึ่ง

ส่วนผู้กู้ยืมรายที่ 2 ได้กู้ยืมเงินกองทุนตั้งแต่ปี 2539 มียอดหนี้เงินกู้ทั้งสิ้น 340,500 บาท เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ผู้กู้ได้ชำระหนี้เพียงครั้งเดียวในปี 2548 จำนวน 2,000 บาท ต่อมาผู้กู้ยืมได้เข้าร่วมโครงการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องในปี 2552 แต่ไม่ได้ชำระหนี้เลย จนกระทั่งปี 2561 ผู้กู้ยืมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลโดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือนๆ ละ 6,900 บาท ซึ่งผู้กู้ยืมก็ไม่ได้ชำระหนี้แต่อย่างใด ต่อมากองทุนได้ดำเนินการหักเงินเดือนผู้กู้ยืมผ่านองค์กรนายจ้างเพื่อนำเงินมาตัดชำระหนี้ ปัจจุบันผู้กู้รายนี้มียอดเงินต้นคงเหลือ 338,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเงินที่ได้รับจากการหักเงินเดือนของลูกหนี้ทั้งสองรายได้นำมาตัดชำระเบี้ยปรับและดอกเบี้ยก่อน แต่เนื่องจากมีการค้างชำระหนี้เป็นระยะเวลานานจึงส่งผลให้เกิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับค้างจ่ายจำนวนมากทำให้ยังตัดไม่ถึงยอดหนี้เงินต้น ซึ่งกองทุนอยู่ในระหว่างการพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มที่ถูกดำเนินคดีในลักษณะนี้ ด้วยการเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 เพื่อให้กองทุนสามารถดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้หรือแปลงหนี้ใหม่กับลูกหนี้ตามคำพิพากษาของกองทุน ที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมสามารถตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่กองทุน ในจำนวนและระยะเวลาที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ได้ในอนาคต

“ที่ผ่านมากองทุนได้กำหนดเงื่อนไขที่ผ่อนปรนในการชำระคืน โดยไม่คิดดอกเบี้ยในระหว่างการศึกษาและให้ระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปีหลังจากสำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษา โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ของเงินต้นคงเหลือ และให้ผ่อนชำระได้ 15 ปี กำหนดอัตราผ่อนชำระเงินต้นจากน้อยไปมากแบบขั้นบันได และเริ่มคิดดอกเบี้ยในงวดชำระปีที่ 2 เป็นต้นไป ดังตัวอย่างตารางการผ่อนชำระหนี้ 15 ปี จากเงินต้น 100,000 บาท ในปีแรกจะชำระเพียง 1,500 บาท หรือเดือนละ 125 บาท จนถึงปีสุดท้ายให้ผ่อนชำระ 13,000 บาท หรือเดือนละ 1,095 บาท หากมีการค้างชำระหนี้ กองทุนจะคิดเบี้ยปรับ 7.5% ของงวดที่ค้างชำระ

ทั้งนี้ กองทุนขอยืนยันว่ากองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐที่ให้โอกาสทางการศึกษาเพื่อสร้างทุนมนุษย์และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้กู้ยืมเงินที่ขาดโอกาสมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันกองทุนมิได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินแต่ใช้เงินหมุนเวียนที่ได้รับชำระหนี้จากผู้กู้ยืมที่มีความรับผิดชอบในการชำระคืน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้องต่อไป” นายชัยณรงค์ กล่าว

‘วิษณุ’ชี้รอฟังความชัดเจนปมมติ มส.ปลด 3 พระสังฆาธิการ 11-12 ต.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607581

'วิษณุ'ชี้รอฟังความชัดเจนปมมติ มส.ปลด 3 พระสังฆาธิการ 11-12 ต.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 16.53 น.

“วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เผยให้รอฟังความชัดเจนจากที่ประชุม มส.วันที่ 11-12 ต.ค.นี้ปมมติ มส.ปลดเจ้าคณะฯ 3 จังหวัด 

เมื่อเวลา 15.40 น.วันที่ 8 ต.ค.64 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มหาเถรสมาคม (มส.) มีมติปลดพระสังฆาธิการ (เจ้าคณะจังหวัด) 3 จังหวัด ประกอบด้วย เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี โดยประชาชนในพื้นที่มีความเคลือบแคลงใจในมติดังกล่าว ว่า ไม่เป็นไร เชื่อว่าในวันจันทร์ที่ 11 ตุลาคมนี้จะมีความชัดเจน ซึ่ง มส.ก็จะประชุมกันและจะแถลงเรื่องนี้ให้ประชาชนได้รับทราบ 

เมื่อถามว่า มีประชาชนออกมาเรียกร้องให้ทบทวนมติและตั้งข้อสังเกตว่าการปลดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เดี๋ยวรอคำชี้แจงของทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คาดว่าอาจจะแถลงในวันที่ 11 หรือ 12 ตุลาคมนี้ปกติเนื่องจากในวันที่ 11 ตุลาคม จะมีการประชุม มส.ตามปกติอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า หมายความว่ามติของ มส.ยังไม่ถึงที่สุดใช่หรือไม่หรือต้องรอ พศ.ที่กำกับดูแลพิจารณาก่อน นายวิษณุ กล่าวว่า รอให้เขาชี้แจงก็แล้วกันเขาจะบอกเองว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าสงสัยก็ไปถามกันตรงนั้น 

เมื่อถามอีกว่า พศ.ได้มาปรึกษาบ้างหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ได้มาเล่าให้ฟัง ซึ่งตนก็ไม่ได้แนะนำอะไรไป เพราะเรื่องนี้เป็นอำนาจของคณะสงฆ์ ซึ่งหลังจากที่ชี้แจงแล้ว ความเคลือบแคลงใจของประชาชนจะจบหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ  –  003

อว.กสศ.ผนึก ทปอ.ร่วมพัฒนาระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607553

อว.กสศ.ผนึก ทปอ.ร่วมพัฒนาระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.57 น.

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2564 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาสำหรับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ระดับอุดมศึกษา โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายแพทย์สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เผชิญชัยภัต ไชยสิทธิ์ เลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) รองศาสตราจารย์สมหมาย ผิวสะอาด ประธานที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และผู้ช่วยศาสตราจารย์จรูญ ถาวรจักร ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ร่วมลงนาม

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ กระทรวง อว.จึงให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาทั้งด้านโอกาส และคุณภาพ การลงนามในวันนี้จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่หน่วยงานของกระทรวง อว.จะได้ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สร้างระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา โดยการบูรณาการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลและใช้ข้อมูลนักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผู้ด้อยโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

“เรื่องนี้เป็นความพยายามปฏิรูปการศึกษา เราต้องสนับสุนนเต็มที่ ต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ มิใช่ทำแบบงานประจำ ผลจากการให้โอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่แค่ช่วยให้คนที่ขาดแคลนได้ร่ำเรียนเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงความเป็นเลิศและคุณภาพทางการศึกษาของประเทศที่เพิ่มขึ้น”

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีช้างเผือกไม่น้อยที่มีคุณภาพสูง เพราะธรรมชาติของเด็กเหล่านี้จะมีความอดทน มุ่งมั่น พร้อมฝ่าฟันอุปสรรค เราจึงต้องนำพวกเขามาฟูมฟักและฝึกปรือ โดย อว.จะต้องมีการดูแลและจัดระบบการเรียนการสอน พร้อมทั้งระบบสนับสนุนเป็นพิเศษ เพื่อทำให้เด็กเหล่านั้นสามารถแสดงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวได้อย่างเต็มที่ เหมือนที่ตนเคยพูดอยู่บ่อยครั้งว่า ช้างเผือกมักจะเกิดในป่าลึก หากได้พวกเขามาเป็นกำลังในการสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าของประเทศ ที่เรียกว่า Frontier Research เขาจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนอื่นๆ ได้เห็นว่าผู้ด้อยโอกาสก็มีความสามารถหากได้รับโอกาสที่เหมาะสม เราจะเปลี่ยนจากผู้ด้อยโอกาสให้เป็นผู้มีโอกาส เป็น “หัวกะทิทางการศึกษา” ที่จะก้าวไปทำผลงานที่มีความสำคัญให้กับประเทศและในระดับนานาชาติ

“วันนี้ถึงเวลาที่เราจะส่งมอบข้อมูลนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษจำนวน 11,541 คน ที่ผ่านระบบ TCAS64 ได้สำเร็จ โดยทางที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เตรียมรับนักศึกษาเข้าอยู่ในความดูแล ทั้งนี้ อว.ได้กำหนดให้นโยบายการทำงานครั้งนี้ จะไม่เป็นเพียงเรื่องของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการพัฒนาคุณภาพของการศึกษาให้ดีขึ้น” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าว

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ผลการวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Harvard, MIT และ Stanford ที่ได้ติดตามศึกษาข้อมูลเชิงลึกของ “นวัตกร” ในสหรัฐอเมริกามากกว่า 1,000,000 คน ชี้ให้เห็นว่า เด็กเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้สูงมีโอกาสมากกว่าเด็กเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อย 10 เท่า ในการเติบโตขึ้นเป็นนวัตกรที่สามารถจดสิทธิบัตรได้สำเร็จ ผลการวิจัยนี้ชี้ว่า เด็กช้างเผือก (Resilient Students) จากครัวเรือนยากจนที่สุดของประเทศ แม้จะมีพรสวรรค์มากเพียงใด แต่หากขาดโอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาค และระบบนิเวศในการส่งเสริมการพัฒนาพรสวรรค์ในระยะยาว ก็ไม่สามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพได้ และประเทศจะสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ The Lost Einsteins สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากยูเนสโก ปี 2558 ระบุว่าเยาวชนจากครอบครัวที่ฐานะยากจนที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศมีเพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่สามารถศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยได้ ต่ำกว่าเด็กที่มาจากครัวเรือนร่ำรวยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศกว่า 6 เท่า

ดร.ประสาร กล่าวว่า กสศ.มีฐานข้อมูลจากการสำรวจติดตามนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษปีละมากกว่าหนึ่งล้านคน โดยในแต่ละปีจะมีนักเรียนยากจนพิเศษมากกว่าหนึ่งแสนคนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับในช่วง ม.3 แต่ในจำนวนนี้จะเหลือนักเรียนเพียงหนึ่งหมื่นคนที่ฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายจนเข้าสอบผ่านระบบ TCAS ได้เรียนมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ หรือคิดเป็นเพียง 10% เท่านั้น เยาวชนกลุ่มนี้คือช้างเผือกที่มีความสามารถ และนำมาสู่ความร่วมมือ ในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อสนับสนุนการจัดสรรทุนการศึกษาจากแหล่งทรัพยากรต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมากกว่า 80 แห่ง เพื่อให้เยาวชนกลุ่มนี้ได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ก้าวไปเป็นทรัพยากรบุคคลระดับมันสมองของชาติต่อไป เชื่อว่าถ้าทำในส่วนนี้สำเร็จ จะถือเป็นการยกระดับการศึกษาของประเทศได้อย่างมาก

ดร.ประสาร กล่าวว่า ภารกิจ กสศ.ที่ทำมาตลอด คือป้องกันไม่ให้เด็กเยาวชนผู้ด้อยโอกาสหลุดจากระบบการศึกษา อย่างน้อยต้องจบการศึกษาภาคบังคับ อีกส่วนหนึ่งคือสนับสนุนให้เยาวชนกลุ่มนี้ได้รับการศึกษาในระดับที่สูงที่สุด ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษานี้แม้จะเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ในระยะยาวจะเป็นเครื่องมือสนับสนุนการกำหนดและติดตามนโยบายความเสมอภาคทางการศึกษาตลอดทุกช่วงวัยของประเทศที่สำคัญ ช่วยให้ประเทศไทยมีระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลรายบุคคลและรายสถานศึกษาระยะยาว (Longitudinal Database) ครอบคลุมเด็กเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศจำนวนมากกว่าหนึ่งล้านคนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคเอกชน และประชาชน ช่วยเหลือให้สามารถศึกษาต่อไปจนถึงระดับสูงสุดตามศักยภาพตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา โดยในอนาคต กสศ. มีแผนจะเพิ่มความครอบคลุมของระบบสู่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสประเภทอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ผู้พิการ กำพร้า หรือกลุ่มชาติพันธ์ เป็นต้น เพื่อให้เด็กเยาวชนทุกคนในประเทศไทยมีหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ไม่มีใครถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา  กล่าวว่า การที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักของ Big Rock ที่ 1 และ Big Rock ที่ 5 อย่าง กสศ. , กระทรวง อว.และที่ประชุมอธิการบดี ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลรายบุคคลของเด็กเยาวชนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ประเทศไทยเกิดระบบข้อมูลสารสนเทศขนาดใหญ่ (Big Data) จะเป็นรากฐานที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายของแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาในการสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาคให้แก่เด็กเยาวชนทุกคนในประเทศไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาของรัฐในครั้งนี้ จะเป็นประตูในการเปิดโอกาสให้ภาคส่วนอื่นๆ ในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ที่หวังอยากเห็นเด็กเยาวชนทุกคน ไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวและพื้นที่แตกต่างกันเพียงใด ก็ล้วนมีหลักประกันโอกาสที่เสมอภาคด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาตนเองและสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของตนเอง ครอบครัว และเพื่อการพัฒนาประเทศไทยให้สามารถออกจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืนตามกรอบของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ด้าน ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ.กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบอุดมศึกษา ควรเริ่มต้นขึ้นก่อนที่นักเรียนจะสมัครสอบเข้า การบูรณาการฐานข้อมูลตลอดทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยถึงอุดมศึกษา ระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา จะเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ที่จะช่วยเปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษา รวมทั้งหน่วยงานวิจัยและนโยบายการอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้องสามารถก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อค้นหาแนวทางการปฏิรูปเชิงระบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตั้งแต่ต้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหลายปัจจัยมีความหลากหลายและซับซ้อนไปตามบริบทของพื้นที่และครอบครัว ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานี้ แม้จะเป็นปัญหาระดับชาติ แต่ต้องการมาตรการระดับพื้นที่ จึงจะสามารถสร้างความก้าวหน้าในการปฏิรูปได้อย่างยั่งยืน

“หน่วยงานภายใต้ความร่วมมือนี้ควรช่วยพัฒนามาตรการที่เชื่อมโยงกัน ระหว่างการศึกษาและการประกอบอาชีพที่มั่นคง เพื่อให้ผลจากการทำงานของระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา สามารถส่งผลเชิงระบบไปสู่การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความยากจนของประเทศได้อย่างยั่งยืน ผมเชื่อว่าเด็กๆ เยาวชนที่จะได้รับโอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจำนวนมากนี้ อาจจะมีบางคนที่เป็นสมาชิกครอบครัวรุ่นแรกๆ ที่มีโอกาสสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา หากประชากรของไทยกลุ่มนี้ ซึ่งรุ่นคุณพ่อคุณแม่มีรายได้น้อยที่สุด ร้อยละ 10 – 20 ของประเทศ สามารถสำเร็จการศึกษาและมีงานทำ มีรายได้ และความมั่นคงอยู่ในระดับกลางๆ ของประเทศได้ ย่อมจะเป็นการสนับสนุนให้เกิดการเลื่อนชั้นทางสังคม (Social Mobility) ที่จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต และลดความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจสังคมไทยได้ไปพร้อมๆ กัน”ด ร.กฤษณพงศ์ กล่าว

‘บิ๊กป้อม’ตรวจเยี่ยมฉีดวัคซีนเด็กสระแก้ว รับเปิดเทอมอย่างปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607539

'บิ๊กป้อม'ตรวจเยี่ยมฉีดวัคซีนเด็กสระแก้ว รับเปิดเทอมอย่างปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.11 น.

“บิ๊กป้อม”ตรวจเยี่ยมฉีดวัคซีนเด็กสระแก้ว รับเปิดเทอมอย่างปลอดภัย พร้อมเยี่ยมชมศูนย์ Fix It Center ของ นศ.อาชีวะ ให้บริการประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2564 ที่โรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม จ.สระแก้ว พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนแก่นักเรียน นักศึกษา และเยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน หรือ Fix It Center ของนักเรียนอาชีวศึกษา พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษาให้นักเรียน นักศึกษา จำนวน 100 คน มอบอุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 เจลแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัยซักได้ 2,000 ครั้ง ให้แก่นักเรียนที่มาฉีดวัคซีน มอบอ่างล้างมือและอุปกรณ์ต้านโควิด-19 ให้แก่สถานศึกษา 5 แห่ง และมอบถุงยังชีพแก่ประชาชนผู้ประสบปัญหาจากสถานการณ์โควิด-19 จังหวัดสระแก้ว โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) , นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. , น.ส.อรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ.และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ

โดย พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า มีความยินดีที่ได้มาเยี่ยมนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปกครองนักเรียน และพี่น้องชาวจังหวัดสระแก้ว ในการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2464 “สถานศึกษา และเด็กสระแก้ว ปลอดภัย จากโรคโควิด-19” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชนอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ รวมไปถึงสถานศึกษาก็ไม่สามารถเปิดเรียนตามปกติได้ ทำให้นักเรียนต้องเรียนในรูปแบบออนไลน์ หรือในรูปแบบอื่น ซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้

“รัฐบาลได้ระดมกำลังกันเพื่อแก้ปัญหา โดยให้ความช่วยเหลือกับประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อน ในส่วนของนักเรียนได้มีการลดภาระของผู้ปกครองด้วยการลดค่าเทอม การจ่ายเงินให้ผู้ปกครองเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ คนละ 2,000 บาท รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณให้สถานศึกษาเพิ่มเติมเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเรียนรู้และจัดทำสื่ออุปกรณ์การเรียนรู้ สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือ ทำอย่างไรให้โรงเรียนเปิดเรียนตามปกติได้ สร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองในการส่งลูก หลาน มาเรียน รัฐบาลจึงได้อนุมัติให้ใช้ วัคซีนไฟเซอร์ กับเด็กอายุ 12 – 18 ปี ซึ่งมีประสิทธิภาพและได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ถ้าเราสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิดได้ครบทั้งนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะสามารถเปิดเรียนในภาคเรียนที่ 2 ได้ และขอขอบคุณ รมว.ศธ.และผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจ ช่วยให้ประชาชนทุกคน ปลอดจากการติดเชื้อโรคโควิด-19” พล.อ.ประวิตร กล่าว

ด้าน น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นายอำเภอวังน้ำเย็น บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว ในการดำเนินการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยมีการฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุระหว่าง 12 – 18 ปี ตามที่รัฐบาล โดย ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้อนุมัติหลักการมา ซึ่งขณะนี้จังหวัดสระแก้วมีนักเรียนมาที่ได้แจ้งความประสงค์เข้ารับการฉีดวัคซีน จำนวน 33,630 คน คิดเป็นร้อยละ 81.32 จากนักเรียนทั้งหมด 41,354 คน และได้รับอนุมัติวัคซีนไฟเซอร์ ระยะที่ 1 จากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มาจำนวน 16,800 คน ในโรงเรียน 50 แห่ง โดยดำเนินการฉีดระหว่างวันที่ 5 – 15 ตุลาคม 2564 ซึ่งในวันนี้มีนักเรียนจากโรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม จำนวน 831 คน เข้ารับการฉีดวัคซีน

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับกิจกรรม Fix It Center วันนี้มีอาจารย์ และนักศึกษาอาชีวศึกษาจำนวนกว่า 50 คน จาก 3 วิทยาลัย ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิควังน้ำเย็น วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว ได้ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ฯให้บริการซ่อมเครื่องยนต์ , เครื่องจักรกล , เครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ โทรทัศน์ วิทยุ พัดลม หม้อหุงข้าว เครื่องเสียง และซ่อมรถจักรยานยนต์ เป็นต้นโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุดเสียหายระหว่างสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 นอกจากนี้ ยังมีการฝึกอาชีพจัดทำสลัดโรลจัดทําเจลแอลกอฮอล์และพัฒนา ท๊อปอัพต่อยอด โดยจัดทำบรรจุภัณฑ์ หรือ packaging บรรจุข้าวเกรียบปลาซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชนวังน้ำเย็นด้วย

– 006

‘อาชีวะอุบลฯ – SEAMEO SEAMOLEC’ จัดประชุมออนไลน์ มุ่งพัฒนาการจัดการศึกษาร่วมกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607515

‘อาชีวะอุบลฯ - SEAMEO SEAMOLEC’  จัดประชุมออนไลน์ มุ่งพัฒนาการจัดการศึกษาร่วมกัน

วันศุกร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.27 น.

8 ตุลาคม 2564 ณ ห้องประชุมจามจุรี  นางลฎาภา  แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นางสาวธนิดา  วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ พร้อมด้วยคณะครู ประชุมออนไลน์ร่วมกับ SEAMEO SEAMOLEC  ประเทศอินโดนีเซีย  ในหัวข้อ Meeting on Virtual Collaboration Thailand and Indonesian Vocational Schools ซึ่งมีวิทยาลัยและโรงเรียนที่เข้าร่วมออนไลน์ ทั้งในประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซียในครั้งนี้ทั้งหมด 15 แห่ง  ในที่ประชุมได้นำเสนอข้อมูลวิทยาลัย และโรงเรียนของตนเองมีการเรียนการสอน แผนกวิชาอะไรบ้าง และถ้ามีการแลกเปลี่ยนครูและนักเรียน นักศึกษา ร่วมกันในหลักสูตร แต่ละแห่งจะเลือกนำเสนอ สาขาวิชาหรือหลักสูตรอะไร อย่างไรบ้าง

ในส่วนวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้นำเสนอสาขาที่ต้องการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ของครูและนักเรียน นักศึกษา จำนวนทั้งหมด 4 แผนกวิชา คือแผนกวิชาการโรงแรม, แผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ/เทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล, แผนกวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเซนและแผนกวิชาการบัญชี พร้อมได้เลือกแผนกวิชาการโรงแรม ในการแลกเปลี่ยนหลักสูตร เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาร่วมกันในอนาคต

การประชุมดังกล่าวนับเป็นการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือร่วมกันในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้านอาชีวศึกษาไปยังต่างประเทศ โดยมุ่งเป้าหมายคือผู้เรียนมีคุณภาพ มีทักษะความรู้ มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพก้าวทันสู่ยุคดิจิทัล

-(016)

‘รมช.ศธ.’พร้อมคณะตรวจเยี่ยมฉีดวัคซีนโควิดนักเรียนนักศึกษาปราจีนฯ รองรับเปิดเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607348

‘รมช.ศธ.’พร้อมคณะตรวจเยี่ยมฉีดวัคซีนโควิดนักเรียนนักศึกษาปราจีนฯ รองรับเปิดเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 18.13 น.

“รมช.ศธ.” พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 6 ผู้ว่าฯ-นพ.สสจ.ปราจีนบุรี ตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับนักเรียน นักศึกษา เตรียมพร้อมรับเปิดเรียน

7 ตุลาคม 2564 ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมด้วยนายณรงค์ อภิกุลวณิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 6 นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี , นายรณรงค์ นครจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี , นายบัญชา เชาวรินทร์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี , นายสุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี , นายสุนทร วิลาวัลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี , นายสิริเกียรติ เตชะมนูญ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี และนายชาญชัย จินดาสถาพร รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี

จากนั้นเข้าร่วมประชุมที่วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี ร่วมกับศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดปราจีนบุรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร หัวหน้าส่วนจังหวัด นายอำเภอเมืองปราจีนบุรี และผู้บริหารวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรค ในการจัดการเรียนการสอน และการเตรียมความพร้อมในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของนักเรียน นักศึกษา รองรับการเปิดเรียนอย่างปลอดภัย ซึ่งนักเรียน นักศึกษา มีความจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง 

ทั้งนี้ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี ได้แนะนำแนวทางการดูแลจิตใจเด็กที่เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 และขอให้ผู้ปกครองเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขของไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้คำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา

-005

‘ตรีนุช’ติดตามนโยบาย Quick Win ชูกศน.ลดเหลื่อมล้ำ ย้ำนายกฯให้ความสำคัญการเรียนรู้ตลอดชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607280

‘ตรีนุช’ติดตามนโยบาย Quick Win ชูกศน.ลดเหลื่อมล้ำ ย้ำนายกฯให้ความสำคัญการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.47 น.

“ตรีนุช” เปิด “มหกรรมวิชาการการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick Win) ย้ำ “นายกฯ”ให้ความสำคัญการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมนำโครงการโคกหนองนา โมเดล ขยายไปสถานศึกษาอื่นๆ

วันที่ 7 ตุลาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิด “มหกรรมวิชาการการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick Win)ของกระทรวงศึกษาธิการ” ที่ สำนักงาน กศน.จังหวัดสระแก้ว พร้อมทั้งเปิดเวทีศักยภาพครูและผู้เรียน การแลกเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้แบบ Active  learning ที่สอดคล้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามสระแก้ว เขต 1 

โดยมี นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เลขาธิการ กศน.) พร้อมผู้บริหารระดับสูง ศธ. เข้าร่วมงาน

น.ส.ตรีนุช เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน เปิด “มหกรรมวิชาการการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick Win)ของกระทรวงศึกษาธิการ” ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ศธ.ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมาก ดังนั้น กศน. จึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งที่จะลดความเหลื่อมล้ำ และลดช่องว่างทางการศึกษาสำหรับเด็กที่ตกหล่นจากการศึกษา ซึ่ง กศน.จะเป็นส่วนสำคัญในการจัดการศึกษา และเปิดโอกาสทางการศึกษา ให้แก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาส ผู้ขาดโอกาส และผู้พลาดโอกาส ตลอดจนประชาชนทั่วไปเข้าถึงการศึกษาตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวัยชรา ก่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาในทุกพื้นที่ ทุกมิติ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้เป็นอย่างดี

“วันนี้ได้เห็นถึงความพยายามและความสำเร็จในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ของ กศน.สระแก้ว ตามวาระเร่งด่วน (Quick win) ของ ศธ. ทั้งในส่วน วาระที่ 1 ความปลอดภัยของผู้เรียน วาระที่ 5 พัฒนาทักษะอาชีพ และวาระที่ 6 การศึกษาตลอดชีวิต โดยเฉพาะโครงการโคกหนองนาโมเดล ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างมาก พร้อมกับได้มอบหมายให้ กศน.ขยายต่อไปยังพื้นที่อื่น ๆด้วย นอกจากนี้ ดิฉันได้มอบหมายให้หน่วยงานหลักต่า ง ๆ ไปสำรวจตัวเลขเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา และหาทางช่วย เพื่อให้เด็กเหล่ากลับเข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป”  น.ส.ตรีนุช กล่าว 

ด้านนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวรายงาน ว่า การศึกษาของจังหวัดสระแก้ว มีหน่วยงานจัดการศึกษาทั้งภาครัฐเอกชน จำนวน 12 แห่ง มีสถานศึกษาทุกสังกัดรวม 336 แห่ง มีนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งสิ้น 101,769 คน มีการกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษา โดยนำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนเสียทุกภาคส่วนมากำหนดวิสัยทัศน์ ในการพัฒนาองค์กรให้ผู้เรียน มีคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับชาติ และส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันระดับสากล โดยมีหน่วยงานการศึกษาภาครัฐ เอกชน ร่วมขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพในการจัดการศึกษา  มีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันในการผลักดันคุณภาพการศึกษาเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนที่สูงขึ้น

ขณะที่ นายวรรณวิจักษณ์ กุศล ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดสระแก้ว กล่าวรายงานโครงการ “มหกรรมวิชาการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick win) ของ ศธ.” ว่า กศน.สระแก้ว ขับเคลื่อนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างทั่วถึง มีศักยภาพให้กับผู้เรียนนอกระบบโรงเรียนทั้งกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้ขาดโอกาส และผู้พลาดโอกาส รวมทั้งประชาชนทั่วไป โดยจัดการศึกษาบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายที่มีผู้ว่าฯสระแก้วเป็นประธานคณะกรรมการ กศน.จังหวัด 

นายวรรณวิจักษณ์ กล่าวต่อว่า สำนักงาน กศน.สระแก้ว ได้ขับเคลื่อนตามนโนบายของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. โดยการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick win) ของศธ.  ได้แก่ 1.ความปลอดภัย ของผู้เรียนและสถานศึกษา วาระที่ 5 พัฒนาทักษะทางอาชีพ และวาระที่ 6 การศึกษาตลอดชีวิต ประกอบด้วย 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการสถานศึกษาปลอดภัยจากโรคอุบัติใหม่ไวรัสโคโรนา 2019(COVID 19) ประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ 1.สถานศึกษา ผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักศึกษา ปลอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 แบบ 100%  กิจกรรมที่ 2 ขยายผลหมู่บ้าน/ชุมชนปลอดจากโควิด-19 แบบ 100%

โครงการที่ 2. กศน.สระแก้ว ร่วมใจสู้ภัยโควิด -19 ประกอบด้วย 4 กิจกรรม อาทิ กิจกรรมหลักสูตรหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ ล้านเมล็ดพันธุ์สู้ภัยโควิด-19 การฝึกอาชีพ การมีงานทำสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-9  การพัฒนาทักษะอาชีพจากแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ โคกหนองนา โมเดล ในสไตล์ กศน.จังหวัดสระแก้ว 

และโครงการที่ 3 การบูรณาการแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ โคกหนองนา โมเดล ในการจัดการศึกษา กศน.
 

‘เสมา 1’ เตรียมหารือ สธ.หาข้อสรุปใครจัดหา ATK ตรวจนักเรียนช่วงเปิดเทอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607239

'เสมา 1' เตรียมหารือ สธ.หาข้อสรุปใครจัดหา ATK ตรวจนักเรียนช่วงเปิดเทอม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.30 น.

วันที่ 7 ตุลาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า มีผู้ปกครองแสดงความประสงค์ยินยอมให้นักเรียนฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง ศธ.มีเด็กอยู่ทั้งหมดกว่า 5 ล้านคน แจ้งความประสงค์ฉีดแล้วประมาณ 3.8 ล้านคน หรือเกือบ 80% แล้ว จากเดิมที่แจ้งความประสงค์ 3.6 ล้านคน ซึ่งระหว่างนี้มีผู้แจ้งความประสงค์เพิ่มมามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ในการเปิดภาคเรียนที่จะถึงนี้ แม้ศธ.จะเป็นผู้จัดการศึกษา แต่จะต้องมีมาตรการเว้นระยะห่าง มีมาตรการป้องกันตามที่ สธ.กำหนดด้วย ซึ่งการเปิดเรียนในสถานศึกษา สธ.กำหนดไว้ว่านักเรียนประมาณ 10-15% ต้องสุ่มตรวจหาเชื้อทุก 2 สัปดาห์ ด้วย Antigen Test Kit (ATK) ในโรงเรียนนั้น ซึ่งในส่วนี้จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก ดังนั้น ตนจะหารือกับทาง สธ.เพื่อหาข้อสรุปว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบจัดเตรียมอุปกรณ์ และการตรวจหาเชื้อให้กับนักเรียน 

“ส่วนที่มีผู้ปกครองบางรายกังวลว่าเมื่อเปิดเทอมแล้วจะดูแลเด็กที่ไม่ประสงค์หรือยังไม่ได้รับวัคซีนอย่างไรนั้น ดิฉันมองว่าการฉีดวัคซีน ไม่ได้ยืนยันว่าเด็กจะไม่ติดเชื้อโควิด-19 แต่เป็นการป้องกันหากติดเชื้อแล้วจะลดความรุนแรงลง และลดความเสี่ยงน้อยลด ซึ่งเด็กกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีนก็สามารถมาเรียนที่โรงเรียนได้ แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการ สธ. ทั้งนี้ ศธ. ได้ประสานกับ สธ. ตลอดเวลาเพื่อจัดทำมาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อในโรงเรียน อย่างไรก็ตาม หากนักเรียนและผู้ปกครองเปลี่ยนใจให้เด็กฉีดวัคซีน ก็สามารถแจ้งความประสงค์มาได้ เพราะรัฐบาลเตรียมสำรองไว้เพียงพอกับจำนวนเด็ก ดังนั้น ดิฉันจึงไม่มีความกังวลเรื่องการเปิดภาคเรียนที่ 2 เพราะเราอยู่กับโควิด-19 มาตั้งแต่ปีที่แล้ว และประชาขนก็ทราบว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับโควิด-19 ไปอีกระยะ ดังนั้น จะต้องมีมาตรการ และมีแผนเผชิญเหตุ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียนมาเรียนในรูปแบบ On Site ได้” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้เกิดกระแสในโลกออนไลน์โดยมีนักเรียนและผู้ปกครองบางส่วนไม่ยินยอมฉีดวัคซีนเพราะกลัวจะเสียชีวิต น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ตนรับทราบปัญหา และจะเร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับนักเรียนและผู้ปกครองต่อไป ทั้งนี้จากที่แพทย์ให้คำแนะนำพบว่า มีเด็กได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนน้อยมาก

ด้านนายนายสุภัทร กล่าวว่าขณะนี้ครูทั่วประเทศได้รับวัคซีนไปแล้ว 78% แต่ยังเหลือครูประมาณ 1.9 แสนคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ส่วนวัคซีนจะทยอยเข้ามาเรื่อยๆ คาดว่าจะได้รับครบ 8 ล้านภายในเเดือนตุลาคมนี้ ส่วนความกังวลว่านักเรียนที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี จะจัดการเรียนการสอนอย่างไร เด็กสามารถมาเรียนในโรงเรียนได้หรือไม่ จากการหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์ ได้รับข้อมูลว่าหากครู และผู้ปกครอง ได้รับวัคซีนครบทุกคน ก็จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยกับเด็ก เด็กก็จะสามารถมาเรียนในโรงเรียนเช่นเดียวกัน -007

‘ตรีนุช’ตรวจเยี่ยมรร.ที่สระแก้ว ย้ำศธ.-สธ.เร่งฉีดวัคซีนนร.-ครูก่อนเปิดเทอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607232

'ตรีนุช'ตรวจเยี่ยมรร.ที่สระแก้ว ย้ำศธ.-สธ.เร่งฉีดวัคซีนนร.-ครูก่อนเปิดเทอม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.11 น.

“ตรีนุช” ตรวจเยี่ยมโรงเรียน จ.สระแก้ว ย้ำ ศธ.-สธ.เร่งฉีดวัคซีนนักเรียนและครูทันก่อนเปิดเทอมเพื่อความปลอดภัยในสถานศึกษา 

7 ต.ค.64 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนและรับฟังปัญหาการจัดการศึกษา ที่โรงเรียนบ้านวังบรูพา จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นโรงเรีนนโครงการประชารัฐ สอนระดับอนุบาล 2- ม.3 มีนักเรียน รวม 295 คน ผู้บริหาร 2 ครู 16 คน ธุรการ 1 คน

โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมโรงเรียน ว่า การมาตรวจเยี่ยมครั้งนี้เหมือนได้หลักมาเยี่ยมบ้าน เพราะหลังจากตนมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็พบโจทย์ท้าทายอย่างมาก เพราะเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19  ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ทำงานอย่างหนัก และตั้งใจผลักดันแก้ไขปัญหา เช่น การผลักดันให้ครูได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งขณะนี้ครูกว่า 78% ที่ได้รับวัคซีนแล้ว นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นหว่วงการเรียนออนไลน์ของนักเรียนอย่างมาก เพราะเรียนออนไลน์เป็นระยะเวลานาน ๆจะทำให้เด็กเกิดความเครียด ผู้ปกครองก็เครียมตามไปด้วย ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เปิดภาคเรียนได้เร็วที่สุด โดย ศธ. และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เร่งประสานจะนำวัคซีนไฟเซอร์มาฉีดให้นักเรียนได้มากที่สุด ซึ่งไฟเซอร์เป็นวัคซีนที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และต่างประเทศได้นำวัคซีนนี้ไปฉีดกับเด็กแล้ว และภายในเดือนตุลาคม จะทำการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียนที่แจ้งความประสงค์ต้องการฉีดให้ครบทุกคน นอกจากนี้ ตนได้ประสานนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ สธ. ดำเนินการฉีดวัคซีนครูที่ยังตกค้างควบคู่กับนักเรียนไปด้วย โดยศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) จะประสานครูที่ตกหล่นยังไม่ได้ฉีดวัคซีน และมีความประสงค์จะฉีดให้มารับวัคซีนทั่วประเทศ  เพราะศธ.ต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง เพื่อเปิดภาคเรียนที่ 2 รูปแบบ On Site ที่โรงเรียนได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ภายใต้ความปลอดให้ได้มากที่สุด 

“จากการรับฟังปัญหาการจัดการเรียนการสอน พบว่าเด็กมีความเครียดจากการเรียนออนไลน์อย่างมาก ศธ.หารือร่วมกันว่า ไม่อยากให้นักเรียนเครียด จึงได้ข้อสรุปร่วมกันว่า การวัดและประเมินผลในช่วงเวลานี้ จะต้องยืดหยุ่นและสามารถจับต้องได้ด้วย ” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

ด้านนายอัมพร กล่าวว่า ขณะนักเรียน และผู้ปกครอง ต้องการมาเรียนในโรงเรียนแล้ว ซึ่งวัคซีนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กสามารถกลับมาเรียนในโรงเรียนได้ อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะจัดทำคู่มือ แนวทาวการเปิดเรียนสำหรับนักเรียนระดับชั้นต่าง  ๆ โดยจะมีมาตรการให้โรงเรียนได้นำไปปฏิบัติ คาดว่าจะสามารถเผยแพร่ได้ภายในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้อยากให้ครู และผู้ปกครองได้ฉีดวัคซีนครบทุกคนด้วย เพื่อให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สามารถมาเรียนในโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย

“ผมมองว่าในการเปิดเรียนเดือนพฤศจิกายน นี้ โรงเรียน และครูต้องใช้เวลาในการปรับพฤติกรรมนักเรียนด้วย เพราะนักเรียนได้เรียนออนไลน์มาเป็นระยะเวลานาน ส่วนการวัดและประเมินผลนักเรียนนั้น ผมมองว่าสามารถยืดหยุ่นได้ จากการเรียนช่วงที่ผ่านมา เด็กได้รับทักษะชีวิต และทักษะอาชีพจากพ่อแม่แล้ว และในภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนอาจจะเน้นการสอนด้านวิชาการ เพื่อให้เด็กมีทักษะวิชาการควบคู่ไปได้” นายอัมพร กล่าว