‘สศร.’ชวน4ดีไซเนอร์ชั้นนำ ออกแบบคอลเลคชั่นผ้าไทย‘สวมใส่ใช้เลิศ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605191

‘สศร.’ชวน4ดีไซเนอร์ชั้นนำ ออกแบบคอลเลคชั่นผ้าไทย‘สวมใส่ใช้เลิศ’

วันพุธ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.วิมลลักษณ์ ชูชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เปิดเผยว่า สศร. ขานรับนโยบาย “5F” ประกอบด้วย Food (อาหาร) Film (ภาพยนตร์และวีดิทัศน์) Fashion (ผ้าไทยและการออกแบบ) Fighting (มวยไทย) และ Festival (การอนุรักษ์ ขับเคลื่อนเทศกาล ประเพณีสู่ระดับโลก) โดยขณะนี้ได้มีการขับเคลื่อน การออกแบบเครื่องแต่งกายโดยใช้ผ้าไทย ด้วยการสนับสนุนให้นักออกแบบรุ่นใหม่และนักออกแบบระดับประเทศ ออกแบบเครื่องแต่งกาย ร่วมสมัยให้ตระการตา และใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ซึ่งล่าสุด ได้มีการจัดทำผลงานเผยแพร่ผ่านคลิปวีดีโอ แฟชั่นผ้าไทยร่วมสมัย “สวม ใส่ ใช้ เลิศ”ผลงานจาก 4 ดีไซเนอร์ชื่อดังระดับประเทศ ด้วยภูมิปัญญา “ผ้าทอพื้นเมือง 4 ภูมิภาค” (จากโครงการ Ready To Wear 2564) ประกอบด้วย 1.คอลเลคชั่น “love Mae Hong Son” โดย หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล ดีไซเนอร์ชื่อดังผู้ออกแบบชุดไทยศิวาลัย เจ้าของผลงาน ชุด ตุ๊ก ตุ๊ก ไทยแลนด์ และชุด Jewel of Thailand ชุดประจำชาติของมิสยูนิเวิร์ส

เป็นผลงานการออกแบบที่โดดเด่นในแนวสตรีทแฟชั่นสไตล์วินเทจร่วมกับแนวคิด Upcycling ผสมผสานระหว่างผ้าทอมือ ผ้าปักมือของกลุ่มชาติพันธุ์ ผ้าไหมปักลายเลียนแบบผ้าลุนตะยา ฯลฯ ในจ.แม่ฮ่องสอน 2.คอลเลคชั่น “Ban Muang Fall 2021” โดย ทวีศักดิ์ สมานมิตร ดีไซเนอร์แห่งแบรนด์ AB-NORMAL นำอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นของผ้าพื้นเมืองจังหวัดราชบุรี สร้างสรรค์เป็นผลงานร่วมสมัย โดยใช้ลวดลายริ้ว ลายสก็อต และการจับคู่สี จนเกิดเป็นคอลเลคชั่นที่สนุกสนานและแปลกตา

3.คอลเลคชั่น “ไร้เดียงสา (Naive)” โดย เอก ทองประเสริฐ ดีไซเนอร์แห่งแบรนด์ Ek Thongprasert แรงบันดาลใจจาก งานตัดต่อภาพ Applique งานศิลปะของ Jordy vanden Nieuwendijk และ Anti Kalevi รวมถึงงาน Paper Cut ของ Heni Matisse แนวคิดงานศิลปะในวัยเยาว์ที่สะท้อนมุมมองเชิงบวกและเทคนิคในการผสมผสานผ้าไหมเข้ากับผ้าทออุตสาหกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ในการสวมใส่และการดูแลรักษา

และ 4.คอลเลคชั่น “Quiet Landscape” โดย ธีระ ฉันทสวัสดิ์ เจ้าของแบรนด์ T-ra ผู้สร้างสรรค์แนวคิดและแรงบันดาลใจจากทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงามลงบนของลวดลายผ้าบาติกให้ผู้ประกอบการผ้าบาติกในพื้นที่ โดดเด่นด้วยความร่วมสมัยและสามารถ สวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์ความเรียบง่ายที่สอดคล้อง ไปกับท่วงทำนองและจังหวะชีวิตแห่งปัตตานี

ติดตามรับชมคลิปวีดีโอแฟชั่นผ้าไทยร่วมสมัย “สวม ใส่ ใช้ เลิศ” ได้พร้อมกันในวันที่ 29 กันยายน 2564 ทางเพจเฟซบุ๊คและช่อง Youtube สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย!!!

ศธ.เผยยอดเด็กสนใจฉีดวัคซีนทั่วประเทศ กว่า 3.6 ล้านราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605180

ศธ.เผยยอดเด็กสนใจฉีดวัคซีนทั่วประเทศ กว่า 3.6 ล้านราย

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.06 น.

ศธ.เผยยอดเด็กสนใจฉีดวัคซีนทั่วประเทศ ณ 27 ก.ย.กว่า 3.6 ล้านราย รอสรุปยอดรวม 30 ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนให้นักเรียนอายุ 12-18 ปี บริบูรณ์ ว่า ตนได้รับรายงานเบื้องต้นแล้ว พบว่าขณะนี้มีนักเรียน นักศึกษาทั้งในและนอกสังกัด ศธ.สนใจฉีดวัคซีน ประมาณ 71% ซึ่ง ศธ.จะสรุปยอดและทราบจำนวนแน่นอนภายในวันที่ 30 กันยายน นี้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูล ณ วันที่ 27 ก.ย.ข้อมูลในภาพรวมโรงเรียนทุกจังหวัดแจ้งมาที่ ศธ.มีนักเรียนสนใจฉีกวัคซีนแล้ว ประมาณ 75-80% มีบางจังหวัดเด็กสนใจฉีดมากถึง 100% เช่น จ.ภูเก็ต และมีไม่ถึง 10 จังหวัด ที่สนใจฉีดวัคซีนต่ำกว่า 50% ซึ่งตนจะมอบหมายให้ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.ไปสำรวจสาเหตุที่มีผู้ประสงค์ฉีดวัคซีนน้อยมาจากอะไร และเร่งทำความเข้าใจต่อไป

“สาเหตุที่บางจังหวัดมีคนสนใจน้อย อาจมาจาก ศธ.มีเวลาสร้างความเข้าใจน้อยเพราะมีเวลาเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนจะใช้โรงเรียนเป็นฐาน โดยเน้นว่าเด็กอยู่ที่ไหน ต้องได้ฉีดที่นั่น ทั้งนี้ ศธ.มีแผนสำรองไว้รับมือเช่นกัน หากเริ่มฉีดวัคซีนในวันที่ 4 ตุลาคม แล้วมีผู้ปกครองที่เดิมไม่ประสงค์ให้ลูกฉีดวัคซีน แล้วเปลี่ยนใจ ก็อาจจะให้ไปฉีดวัคซีนในเฟส 2 หลังจากที่ฉีดให้เฟสแรกเสร็จ” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.กล่าวว่า ขณะนี้ ศธ.ได้รวบรวมจำนวนนักเรียน นักศึกษาที่ประสงค์ฉีควัคซีนครบทั้ง 77 จังหวัดแล้ว ซึ่งการรวบรวมรายชื่อครั้งนี้จะครอบคลุมผู้เรียนในสังกัด ศธ.คือ นักเรียน นักศึกษา ที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า รวมถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีอายุครบ 12 ปี และผู้เรียนนอกสังกัด ศธ.คือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน มีจำนวนผู้เรียนทั้งหมด 5,048,081 ราย ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 27 กันยายน พบว่ามีนักเรียน นักศึกษา ที่ประสงค์รับวัคซีนแล้ว 3,618,166 ราย คิดเป็นร้อยละ 71.67 ยอดนักเรียน นักศึกษาที่ประสงค์ฉีด เป็นเพียงยอดเบื้องต้นเท่านั้น เพราะมีบางจังหวัดที่ยังรายงานยอดนักเรียนที่ประสงค์ฉีดวัคซีนมายังไม่ครบ ทั้งนี้  ศธ.จะส่งยอดนักเรียนที่ประสงค์ฉีดวัคซีนไปให้ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ดำเนินการจัดสรรวัคซีนให้นักเรียนก่อน ซึ่งวัคซีนที่เตรียมไว้มีเพียงพอต่อการฉีดให้นักเรียน นักศึกษาแน่นอน

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า ในส่วนสถานศึกษาแห่งใด ที่พบว่าเด็กไปอาศัยอยู่จังหวัดอื่น ขอให้สถานศึกษารวบรวมรายชื่อส่งกรมควบคุมโรค เพื่อให้กรมควบคุมโรคจัดสรรวัคซีนเพิ่มเติมให้ ส่วนจะได้ฉีดในจังหวัดใดนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจังหวัดจะเป็นผู้กำหนดและติดต่อให้เด็กมาฉีดเองอาจจะให้ไปฉีดที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ หรือประจำจังหวัดปทน อย่างไรก็ตาม หากผู้ปกครองหรือนักเรียนเปลี่ยนใจต้องการฉีดวัคซีนทีหลัง ศธ.ก็จะประสานกรมควบคุมโรคในการจัดสรรควัคซีนให้อีกครั้ง – 006

นิทาน#วาดหวังไม่ใช่การปลุกระดมฟันน้ำนม ‘อังคณา’ย้อนรมช.ศึกษาฯควรยอมรับความเห็นต่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605179

นิทาน#วาดหวังไม่ใช่การปลุกระดมฟันน้ำนม 'อังคณา'ย้อนรมช.ศึกษาฯควรยอมรับความเห็นต่าง

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.01 น.

28 กันยายน 2564 นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า….

ก่อนปิดสภา เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ ทำให้ร่าง พรบ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ไม่ผ่านวาระ 1 ถ้าดูเนื้อหาร่าง พรบ ในการจัดการศึกษาระดับชาติ ที่รัฐบาลเสนอ พบว่าส่วนมากจะเน้นเรื่องการสอนให้เด็กเป็น #คนดี #รักชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ #ซึมซับวัฒนธรรมไทย #ธำรงความเป็นไทย #สามารถสื่อสารภาษาไทยที่สมบูรณ์ … ดูเหมือนว่า ร่าง พรบ ฉบับนี้ไม่สนับสนุนเสรีภาพในการจัดการศึกษาของประชาชน และไม่เห็นความสำคัญและเคารพในการจัดการศึกษาของท้องถิ่นที่มีวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อทางศาสนาที่ต่างจากรัฐบาลส่วนกลาง อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม อนุสัญญาการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติ ที่เน้นย้ำให้รัฐบาลเคารพการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของท้องถิ่น รวมถึงการให้ความสำคัญกับภาษาแม่ (mother tongue languages) ซึ่งเป็นภาษาแรกของเด็ก
.
อันที่จริง นิทานเด็ก ชุด #วาดหวัง เป็นเพียงการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมให้เด็กเล็กสามารถเข้าใจได้ง่าย ผ่านภาพการ์ตูน ไม่ใช่การปลุกระดมให้เด็กฟันน้ำนมลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐ – รัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยศึกษาจึงควรเปิดใจกว้างยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่ใช่พยายามจำกัดการรับรู้ หรือปิดบังความจริงที่เกิดขึ้นในสังคม การพยายามนิยาม #คนดี ในสายตารัฐโดยผลักคนเห็นต่างให้เป็นคนไม่ดีที่ต้องกำจัดให้หมดไป ถือเป็นเผด็จการทางความคิดที่ไม่ควรเกิดขึ้นในยุคที่การศึกษาเรียนรู้ไร้พรมแดนและไม่มีขีดจำกัดดังเช่นทุกวันนี้ … เหมือนที่หลายคนในโซเชี่ยลวิจารณ์เรื่องนี้ว่า #จะเสือกอะไร

‘พระมหาไพรวัลย์’ชวนบริจาค ช่วย‘พนักงานบริการ-กลุ่มเปราะบาง’ได้รับผลกระทบจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605171

‘พระมหาไพรวัลย์’ชวนบริจาค ช่วย‘พนักงานบริการ-กลุ่มเปราะบาง’ได้รับผลกระทบจากโควิด

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.06 น.

28 ก.ย. 2564 พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเคลื่อนไหวทางสังคมแห่งวัดสร้อยทอง ร่วมประชาสัมพันธ์ “โครงการธนาคารอาหาร ช่วยเหลือพนักงานบริการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19” ซึ่งดำเนินการโดย มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่ทำงานด้านสุขภาพของผู้ขายบริการทางเพศ ตลอดจนกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และเมืองพัทยา จ.ชลบุรี แต่ปัจจุบันได้ขยายความช่วยเหลือมาเป็นการร่วมจัดหาสิ่งของจำเป็นส่งมอบกับประชากรกลุ่มเปราะบางในสังคมด้วย เช่น คนไร้บ้าน ผู้พิการ

 พระมหาไพรวัลย์ กล่าวว่า ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้มูลนิธิฯ ทำงานยากขึ้น สิ่งของหลายอย่างขาดแคลน โดยต้องการขอรับบริจาคสิ่งของดังนี้ 1.นมผงและผ้าอ้อมเด็ก เพราะบางครัวเรือนที่มีลูกอ่อน พ่อแม่ติดเชื้อโควิด-19 ไม่สามารถออกจากที่พักไปซื้อนมและผ้าอ้อมได้ 2.ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ บางครัวเรือนคนวัยทำงานต้องดูแลพ่อแม่ที่เป็นผู้สูงอายุติดเตียง เมื่อตนเองติดเชื้อก็ไม่สามารถออกจากที่พักไปหาซื้อผ้าอ้อมได้ 3.ยาสำหรับบรรเทาอาการป่วยจากโควิด รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจน ชุดตรวจ ATK และ 4.อาหารแห้ง 

“ญาติโยมท่านใดที่อยากจะช่วยเหลือกลุ่มมูลนิธิ ซึ่งเขาทำงานเหมือนกับเบื้องหลังกับคนที่สังคมกีดกันเขาออกไป ถ้าไม่มีมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ คนเหล่านั้นก็แทบไม่ได้รับการช่วยเหลือเลย เพราะส่วนหนึ่งสังคมก็มองเขาในภาพลักษณ์ในแง่ที่ไม่ดี การที่เรามีมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ เพราะเราอยากให้ความช่วยเหลือ และอยากให้สังคมมองเห็นว่า เพื่อนร่วมสังคมเราไม่ว่าเขาจะอยู่จุดไหน อยู่มุมไหน เขาก็คือเพื่อนมนุษย์ของเรา เขาควรที่จะได้เข้าถึงสิทธิ ถึงสวัสดิการอะไรต่างๆ ที่ควรจะได้” พระมหาไพรวัลย์ กล่าว

พระมหาไพรวัลย์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้ที่ต้องการช่วยเหลือมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ ในโครงการธนาคารอาหาร ช่วยเหลือพนักงานบริการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หากจะบริจาคเป็นเงิน สามารถบริจาคได้ผ่านทางธนาคารกรุงเทพ เลขบัญชี 031-025695-3 ชื่อบัญชี มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ แต่หากจะบริจาคเป็นสิ่งของ สามารถจัดส่งไปได้ที่ มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ เลขที่ 3 ชั้น 6 ซอยพัฒษ์พงศ์ ถ.สุรวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500 สามาถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร.088-783-8975 

กมธ.การทหารฯเยือนศธ. ถกประเด็นการศึกษาชายแดนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605138

กมธ.การทหารฯเยือนศธ. ถกประเด็นการศึกษาชายแดนใต้

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.34 น.

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธาน กมธ.การทหารฯ ได้เดินทางมาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรื่อง การจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) น.ส.อรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ.และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมหารือด้วย

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ตนขอขอบคุณคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ที่สนใจ เป็นห่วง และให้ความสนใจการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นพื้นที่เปราะบาง การแก้ไขปัญหาดำเนินการเฉพาะนักการศึกษาอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยฝ่ายความมั่นคงมาช่วยเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งหลังจากนี้จะมีการทำงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล และประสานความร่วมมือกันต่อไป

ด้าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธาน กมธ.การทหารฯ กล่าวว่า กมธ.การทหารฯ เล็งเห็นว่าปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ผ่านมา กมธ.การทหารฯ ได้ตั้งคณะอนุ กมธ.ขึ้น เพื่อขับเคลื่อนงานให้ครอบคลุมปัญหาความมั่นคงในทุกรูปแบบและทุกมิติ ซึ่งผลจากการศึกษาของคณะอนุ กมธ.พิจารณาศึกษาการป้องกันและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นว่า การยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะส่งผลดีต่อความมั่นคงในระยะยาว ขณะเดียวกันกิจกรรมการศึกษาเพื่อความมั่นคง เพื่อแก้ไขปัญหาการบ่มเพาะเด็ก โดยปลูกฟังให้มีทัศนคติและสร้างความคิดที่ถูกต้องแก่เด็กและเยาวชน ก็เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น กมธ.การทหารฯ จึงมาแลกเปลี่ยนและรับข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จาก ศธ.เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหา

ขณะที่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า แนวโน้มของการศึกษามีหลายมิติมาก ทั้งภาษา วิทยาศาสตร์ ศาสนา อาชีพ และอื่นๆ ซึ่งเรื่องความมั่นคง กับเยาวชนและการศึกษาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทำให้คิดถึงหลักการทรงงาน ตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และอีกพระราชดำรัสหนึ่งของพระองค์ท่าน คือ “นักเรียนเรียนหนังสือแล้ว จบต้องมีงานทำ ต้องทำงานเป็น” ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจ เข้าถึง และจะพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คงต้องสร้างอาชีพ สร้างโรงงาน เช่น โรงงานอาหารฮาลาล เพื่อให้คนในพื้นที่มาอาชีพ ตั้งแต่ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงาน เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าหลังจากได้คุยกันแล้วก็จะหาทางออกอื่นๆ อีกมาก ทั้งนี้ ศธ.จะนำข้อเสนอแนะจาก กมธ.การทหารฯมาพัฒนาการเรียนการสอนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด – 006

วธ. ติดอันดับ 8 ประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสฯ (ITA) ภาพรวมปี 2564 มีคะแนนประเมินเพิ่มขึ้นในทุกหน่วยงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605005

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ผลปรากฏว่าในภาพรวมระดับกระทรวง (จากกลุ่มกระทรวงสังกัดของหน่วยงานภาครัฐ 21 หน่วยงาน) วธ. อยู่ในอันดับที่ 8 มีผลคะแนนเฉลี่ย 93.40 คะแนน อยู่ในอันดับดีกว่าปีงบประมาณพ.ศ. 2563 ที่อยู่ในอันดับที่ 10 โดยมีผลคะแนนเฉลี่ย 85.46 คะแนน

ในส่วนของหน่วยงานภายในสังกัด วธ. ภาพรวมมีคะแนนประเมินเพิ่มขึ้นทุกหน่วยงาน เป็นหน่วยงานต้นแบบระดับ AA ด้านคุณธรรมและความโปร่งใสให้แก่หน่วยงานอื่นๆจำนวน 5 หน่วยงาน ได้แก่ อันดับที่ 1 กรมการศาสนา ได้คะแนน 96.90 คะแนน อันดับที่ 2 สำนักงานปลัด วธ. 96.09 คะแนนอันดับที่ 3 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ 95.71 คะแนน อันดับที่ 4 สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย 95.57 คะแนน และอันดับที่ 5 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม 95.06 คะแนน โดยทั้ง 5 หน่วยงานจะต้องพัฒนากลไกการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาสู่ความเชื่อมั่นศรัทธา และสร้างความไว้วางใจแก่สาธารณชนได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ มีเป้าหมายจะพัฒนาการดำเนินงานและยกระดับผลการประเมิน ITA ในภาพรวมของ วธ. ให้ดียิ่งขึ้นโดยให้ทุกส่วนราชการในสังกัด วธ. องค์การมหาชน และสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน และหารือร่วมกัน เพื่อพิจารณาแนวทางพัฒนาการดำเนินงานต่อไป

ปลัด วธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับ สป.วธ. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมภายใต้แผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2559 – 2564) ให้องค์กรมีการยกย่อง เชิดชู บุคลากรที่ทำความดีในการส่งเสริมคุณธรรมเป้าหมาย : พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา เป็นแบบอย่างแก่บุคลากรในหน่วยงานได้ จึงจัดกิจกรรมคัดเลือกบุคคลคุณธรรม สป.วธ.และสำนักงานรัฐมนตรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ขึ้น โดยปีนี้มีบุคลากร ร่วมคัดเลือกบุคคลคุณธรรมฯ 533 คน จากบุคลากรทั้งหมด 670 คน ผลการตัดสินบุคคลคุณธรรม สป.วธ. และสำนักงานรัฐมนตรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ในแต่ละด้านมีดังนี้ 1. ด้านพอเพียง ได้แก่ นางสาวบรรพตี ไวยกาญจน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร 2. ด้านวินัย ได้แก่ นายมานัด สัตตัง พนักงานขับรถยนต์ กองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน 3. ด้านสุจริต ได้แก่ นางสาวอัมพร ต้องชลวนนักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการ กลุ่มตรวจสอบภายในและ 4. ด้านจิตอาสา ได้แก่ นางสาววัชนี พุ่มโมรี นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน

‘รมว.ศธ.-เลขาธิการ กพฐ.’ระดมสมองออนไลน์ พัฒนาหลักสูตร กพฐ.ให้ตอบโจทย์สังคมไทย และโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605009

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมเวทีระดมสมองออนไลน์ เพื่อการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (หลักสูตรฐานสมรรถนะ) โดยมี ดร.สิริกร มณีรินทร์ ประธานคณะกรรมการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาหอการค้าไทย ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ รองประธานบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานด้านการศึกษาต่าง ๆ ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “ปรับหลักสูตรการศึกษาอย่างไรให้ตอบโจทย์สังคมไทย สังคมโลก” โดยถ่ายทอดสดผ่านทาง
สื่อออนไลน์

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรฯ ได้จัดทำกรอบแนวคิดพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และเปิดรับสมัครโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ที่มีความสมัครใจเพื่อดำเนินการทดลองใช้กรอบหลักสูตรใหม่ ปรากฏว่ามีโรงเรียนสนใจสมัครเข้าร่วมการทดลองใช้หลักสูตรรวมทั้งสิ้น 267 โรงเรียนใน 8 จังหวัด และครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัด ทั้งนี้ กระทรวงได้ให้ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของครูผู้สอน ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ปกครองผู้เรียน และประชาชน ในการร่วมพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้ จึงได้กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนใน 3 ทาง คือ 1) จัดเวทีระดมสมองเพื่อรับฟังความคิดเห็นจำนวน 7 ครั้ง จากกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ องค์กรด้านการศึกษา กลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครอง กลุ่มนักเรียน/เยาวชน กลุ่มครู กลุ่มผู้บริหารโรงเรียน กลุ่มอาจารย์ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ กลุ่มผู้ประกอบการเอกชน2) รวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนร่วมในการทดลองหลักสูตรในพื้นที่นำร่อง จำนวน 267 โรงเรียน และ 3) รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามผ่านทางเว็บไซต์และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเวทีระดมสมองเพื่อรับฟังความคิดเห็นวันนี้ ถือเป็นเวทีแรกในการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อการพัฒนาหลักสูตร

ทางด้าน นายอัมพร กล่าว สิ่งที่เราได้ระดมความคิดในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจน ทำให้เห็นความจำเป็นที่ต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ปรับปรุงการเรียนการสอนของนักเรียน เพื่อไปสู่เป้าหมายที่สังคมต้องการคือการมีงานทำที่ตอบโจทย์สังคมและโลกให้สามารถเกิดขึ้นได้ โดยการปรับหลักสูตรครั้งนี้คงไม่ใช่การเปลี่ยนแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แต่เป็นการต่อยอดหรือเน้นในสัดส่วนที่เรายังขาดหายไปในหลักสูตรเก่า ให้ผู้เรียนเกิดทักษะ เกิดความรู้ความสามารถ และทำได้เก่งมากขึ้น รวมทั้งปัจจัยหรือองค์ประกอบที่ทำให้เกิดหลักสูตรที่สมบูรณ์และมีคุณค่าจะต้องสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนและผู้ใช้หลักสูตร ซึ่งทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนตรงจุดนี้ จากการระดมความคิดร่วมกันก็เหมือนเราได้พิมพ์เขียวที่ดีและกรอบแนวคิดที่ดีมาเป็นแนวทาง ทางคณะกรรมการฯ ก็จะนำเอาข้อเสนอแนะไปปรับใช้ให้ดียิ่งขึ้น ผมขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้มาร่วมเสวนาในวันนี้ ซึ่งข้อคิดเห็นของทุกคนจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาต่อไปในอนาคตเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ขณะที่ ดร.สิริกร กล่าวว่า การปรับหลักสูตรเป็น 6 สมรรถนะ ประกอบด้วย การจัดการตนเอง การคิดขั้นสูงการสื่อสาร การรวมพลังทำงานเป็นทีม การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน สมรรถนะเหล่านี้จะทำให้เด็กคิดได้ทำเป็น เห็นคุณค่า ซึ่งเราได้พยายามทำอย่างรอบคอบ เพราะเราต้องการเติมเต็มให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ทำให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม ได้เรียนรู้สิทธิเสรีภาพของตนเอง และมีส่วนร่วมในสังคมแบบมีวิจารณญาณ นอกจากนั้น รมว.ศธ. ยังได้เสริมในเรื่องของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และความเป็นไทย ให้เด็กมีความคิดเท่าเทียมและเป็นธรรมอย่างสันติวิธี รวมทั้งมีจิตวิทยาศาสตร์ สร้างสรรค์นวัตกรรม ถนอมธรรมชาติให้อยู่กับเราไปนานๆ และเติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของประเทศไทยและของโลก

สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินงาน เมื่อเดือนสิงหาคมเราได้ทำการยืนยันกับโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการนำร่องในการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ใน 8 จังหวัดของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ต่อมาในระหว่างเดือนกันยายน 2564 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 จะรับฟังความคิดเห็นใน 3 ทาง คือ จากโรงเรียนที่ได้ทดลองนำร่องการใช้หลักสูตร รวมถึงมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นซึ่งในครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรก และมีการเปิดรับฟังจากเว็บไซต์ CBE Thailand ที่จะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ ขณะเดียวกันในช่วงต้นเดือนกันยายน ทางคณะกรรมการฯได้เห็นชอบร่างกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะช่วงชั้นที่ 1 โดยให้ทดลองใช้หลักสูตรในโรงเรียนนำร่อง จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2564 ถึงเดือนมกราคม 2565 เราจะรับสมัครโรงเรียนที่มีความพร้อมที่จะใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ในส่วนนี้เราต้องมีความรอบคอบเนื่องจากว่าเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โรงเรียนบางโรงในเขตพื้นที่สีแดงอาจจะยังไม่พร้อมในการใช้หลักสูตรใหม่ เราจึงเปิดรับสมัครโรงเรียนที่สมัครใจ มีความพร้อมและอยากจะทำตรงนี้ ซึ่งเราจะประกาศรายชื่อโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรใหม่นี้ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 จากนั้นในเดือนมีนาคมเราจะทำการสรุปผลวิจัยและการรับฟังความคิดเห็นแล้วนำไปปรับปรุงหลักสูตร เพราะฉะนั้นทุกเสียงที่ได้แสดงความคิดเห็นเข้ามาเป็นเสียงที่มีค่า ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้ประกอบการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการผลิตครู เช่น คณะครุศาสตร์หรือคณะศึกษาศาสตร์ ทุกเสียงต่างก็มีคุณค่าในการนำไปปรับหลักสูตรให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

“สุดท้ายในส่วนของการปรับใช้หลักสูตร ในเดือนพฤษภาคม ปี 2565 เราจะใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในระดับประถมศึกษาในโรงเรียนที่มีความพร้อม จากนั้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2566 จะใช้หลักสูตรใหม่ในระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนที่มีความพร้อม และโรงเรียนประถมศึกษาที่เหลือ จากนั้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2567 เราจะใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะครบทุกโรงเรียน ดังนั้นเราจะใช้เวลาทั้งหมด 3 ปี ซึ่งในขณะนี้ร่างกรอบหลักสูตรระดับประถมศึกษาของช่วงชั้นแรกได้จัดทำเสร็จสิ้นแล้วเหลือเพียงการวิพากษ์ที่จะจัดขึ้นในทุกวันเสาร์ที่จะนำมาประกอบการปรับ เพื่อให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด รวมทั้งมีการนำข้อมูลจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ อย่างเช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฯลฯ นำมาทบทวนและปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศไทยต่อไป” ดร.สิริกร กล่าว

ยูนิเซฟมอบเครื่องผลิตออกซิเจน 550 เครื่อง 17 ล้าน ให้โรงพยาบาล และโรงพยาบาลสนามในเขตระบาดหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605002

ยูนิเซฟมอบเครื่องผลิตออกซิเจน 550 เครื่อง 17 ล้าน  ให้โรงพยาบาล และโรงพยาบาลสนามในเขตระบาดหนัก

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า การรับมือกับโควิด-19 ระลอกนี้จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เครื่องผลิตออกซิเจน เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยและช่วยเหลือคนกลุ่มเปราะบาง และด้วยการสนับสนุนจากผู้บริจาคและพันธมิตร ยูนิเซฟได้รวบรวมกำลังในการสนับสนุนบุคลากรด่านหน้า เพื่อที่พวกเขาจะได้ช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วยและบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็กๆ และครอบครัวที่กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งนี้

นางคยองซัน คิม กล่าวต่อไปว่ายูนิเซฟได้ส่งมอบเครื่องผลิตออกซิเจน550 เครื่อง มูลค่า 17 ล้าน ให้กระทรวงสาธารณสุข โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบเพื่อกระจายไปช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นอกจากการส่งมอบเครื่องผลิตออกซิเจนแล้ว ยูนิเซฟได้สนับสนุนภาคีทั้งภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 ในประเทศไทยในด้านต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น แจกจ่ายอุปกรณ์เพื่อสุขอนามัย ให้แก่เด็กและประชากรกลุ่มเปราะบางกว่า 275,000 คน แจกจ่าย ของเล่น และอุปกรณ์การเรียนรู้ คู่มือสำหรับพ่อแม่/ผู้ดูแล แก่เด็กในชุมชนยากจน เด็กที่ไม่มีผู้ดูแล เด็กที่ถูกกักตัวหรือแยกตัว (เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือติดเชื้อ) และเด็กข้ามชาติในชุมชนและแคมป์ก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบ สนับสนุนการจัดตั้งระบบรับมือกับโควิด-19 ในชุมชนและการสนับสนุนอื่นๆ อีกหลายโครงการ

‘สช.’ หนุนเยาวชนเพิ่มทักษะการออมเงินกับ ‘กอช.’ ให้รู้จักบริหารจัดการ วางแผนใช้จ่าย และมีวินัยการเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605004

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงศึกษาธิการ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมการออม ระหว่าง กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ในกลุ่มนักเรียน สังกัด สช. ให้มีเงินออมกับ กอช. ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ โดย ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานและมอบนโยบาย นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และนางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พร้อมด้วยบุคลากรที่เกี่ยวข้องจากสถานศึกษาเอกชน ที่เปิดสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ภายใต้สังกัด สช. รับมอบนโยบายเพื่อดำเนินการส่งเสริมการออมเพื่ออนาคต ในสถานศึกษา ผ่านระบบประชุมทางไกล (Video Conference)

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ความร่วมมือกันระหว่าง กอช. กับ สช. ก็เพื่อให้นักเรียนในสังกัด ได้รู้จักบริหารจัดการด้านการเงินของตนเอง รู้จักการวางแผนการใช้จ่าย และการฝึกวินัยทางการเงิน และรับสิทธิประโยชน์ของการเป็นสมาชิก กอช. ดั่งคำพังเพยที่ว่า “มีสลึง พึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์” ซึ่งสอนให้คนไทยรู้จักการออมและการบริหารจัดการด้านการเงินของตนเองให้เพียงพอ และพอเพียงในการใช้จ่าย ดังนั้น การส่งเสริมการออมในโรงเรียนเอกชน จึงเป็นทั้งการให้การศึกษา การปฏิบัติจริงในการออม ตั้งแต่ยังเป็นเยาวชนจนถึงวัยเริ่มต้นชีวิตการทำงาน และเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงการสะสมเงินเพียงอย่างเดียว ครูสามารถเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียน สอนและชวนให้นักเรียนปฏิบัติด้วยการเรียนรู้และศึกษาการจัดการเงินเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ และฝากให้สถานศึกษาในสังกัด สช. ทุกแห่ง ช่วยกันผลักดัน ส่งเสริมการปลูกฝังวินัยด้านการออม และวางแผนทางการเงินตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งข้อดีของการออมกับ กอช. นั้น เมื่อออมเงินรัฐบาลก็จะสมทบเงินเพิ่มให้ เงินสะสมและเงินสมทบ รวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้น เพิ่มความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ด้าน นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กล่าวว่า ความร่วมมือในวันนี้ ได้ส่งเสริมการออมในโรงเรียนเอกชน จำนวน 840 แห่ง ซึ่งจะร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายนี้ในระดับสถานศึกษา และมีการติดตามประเมินผลการส่งเสริมการออมในโรงเรียนเอกชนต่อไป ซึ่งการส่งเสริมการออม เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่ สช. ได้ดำเนินการสนับสนุนให้กิจกรรมการออมเงิน เป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนในสังกัด สช. ที่ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก กอช. ให้สมัครเป็นสมาชิก เพื่อเป็นการจัดการออมของตนในอนาคต โดยมีรัฐบาลค้ำประกัน และให้เงินสมทบในการออม ผู้ที่เป็นสมาชิกกับ กอช. จนอายุครบ 60 ปี ก็จะมีบำนาญใช้ตลอดชีวิต

“การออมจึงไม่ใช่เพียงการสะสมเงิน หรือการมีสวัสดิการเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการให้การศึกษา หรือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอนที่โรงเรียนจะต้องสอนให้นักเรียน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้รู้จักบริหารจัดการด้านการเงินของตนเอง รู้จักการวางแผนการใช้จ่าย และการฝึกวินัยทางการเงิน ซึ่งไม่เพียงแต่นักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในระบบเท่านั้น นักเรียนในโรงเรียนนอกระบบก็ควรจะต้องสอน สอดแทรกความรู้แง่คิดมุมมองในเรื่องนี้ให้กับผู้เรียนของโรงเรียนเอกชนด้วย ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรจะตระหนักในการส่งเสริมการออม และการให้การศึกษาเรื่องการวางแผนจัดการด้านการเงินให้กับผู้เรียนด้วย”

ขณะที่ น.ส.จารุลักษณ์ กล่าวว่า กองทุนการออมแห่งชาติหรือ กอช. เป็นกองทุนบำนาญพื้นฐานภาคประชาชน ในการดูแลแรงงานนอกระบบให้มีบำนาญ โดยเริ่มเป็นสมาชิกได้ ตั้งแต่วัยเรียนอายุ 15 ปี จนเริ่มเข้าสู่วัยทำงานถึงอายุ 60 ปีเพื่อเตรียมความพร้อมทางการเงินในอนาคต การวางแผนทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่เยาวชนควรได้รับความรู้เป็นพื้นฐานของการบริหารเงินให้รู้จักใช้เงินอย่างรู้คุณค่าสอดคล้องกับ
หนึ่งในวิชาเรียนการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และการบริหารเงินต่อยอดเงินออมให้งอกเงย มีมากออมมาก มีน้อยออมน้อย โดยการออมเงินกับ กอช. เริ่มต้นออมเพียง 50 บาทต่อครั้ง สูงสุดไม่เกิน 13,200 บาทต่อปี ได้เงินสมทบเพิ่มตามช่วงอายุของสมาชิก เช่น อายุ 15-30 ปี รัฐสมทบให้ 50% ของเงินออมสะสมสูงสุด 600 บาทต่อปี อายุ >30-50 ปี รัฐสมทบให้80% ของเงินออมสะสมสูงสุด 960 บาทต่อปี อายุ >50- 60 ปี รัฐสมทบให้ 100% ของเงินออมสะสมสูงสุด 1,200 บาทต่อปี

มรภ.สงขลา พัฒนาชุดฆ่าเชื้อ COVID-19 ต้นทุนต่ำ มอบให้โรงพยาบาล ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605001

มรภ.สงขลา พัฒนาชุดฆ่าเชื้อ COVID-19  ต้นทุนต่ำ  มอบให้โรงพยาบาล ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.กันตภณ มะหาหมัด คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่า ผศ.ไพศาล คงเรือง อาจารย์ประจำหลักสูตรเทคโนโลยีไฟฟ้าอุตสาหกรรม คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา ได้พัฒนาชุดฆ่าเชื้อโรคด้วยรังสียูวี-ซี ต้นทุนต่ำได้สำเร็จ และได้มอบให้กับหอผู้ป่วยรวม (COHORT WARD 120) โรงพยาบาลหาดใหญ่ สำหรับใช้ฆ่าเชื้อโรคในห้องAnte Room ซึ่งเป็นห้องเก็บวัสดุอุปกรณ์ และเตรียมตัวของเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าไปปฏิบัติงานในห้องพักผู้ป่วย(Isolate Room) โดยชุดฆ่าเชื้อโรคดังกล่าวใช้หลอดยูวี-ซี ขนาด 36 วัตต์จำนวน 2 หลอด พร้อมระบบควบคุมสำหรับตั้งเวลาการทำงานของเครื่อง ซึ่งรังสียูวีซีเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความยาวคลื่น 100-280 นาโนเมตรมีความสามารถในการทำลายเชื้อโรคหรือเรียกว่า Ultraviolet Germicidal Irradiation สามารถทำลายเชื้อโรคได้ทั้ง แบคทีเรีย ไวรัส ราเส้นใย ยีสต์เป็นต้น

ดร.กันตภณ กล่าวว่า เครื่องที่สร้างขึ้นนี้ มีต้นทุนที่ต่ำกว่าเครื่องที่มีจำหน่ายโดยทั่วไป มากกว่า 10 เท่า สามารถนำไปใช้งานทดแทนเครื่องที่จำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งมีราคาสูงและยังมีจำนวนไม่เพียงพอ จึงสามารถลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความปลอดภัยรวมถึงการสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์มากยิ่งขึ้น