ผอ.อาชีวะอุบลฯ นำองค์กร-ครู คว้ารางวัลพระพฤหัสบดี ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605799

ผอ.อาชีวะอุบลฯ นำองค์กร-ครู คว้ารางวัลพระพฤหัสบดี ประจำปี 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.41 น.

สุดยอด ผอ.อาชีวะอุบลฯนำองค์กรและครูคว้า 3 ประเภทรางวัลพระพฤหัสบดี ประจำปี 2564 รางวัลผู้บริหารดีเด่น ครูดีเด่น และองค์กรดีเด่น ระดับจังหวัด ปิดฉากเกษียณอายุราชการได้อย่างงดงาม

30 กันยายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ประกาศผลการพิจารณาผู้ได้รับคัดเลือกเพื่อรับรางวัลพระพฤหัสบดี ประจำปี 2564 ลงนามโดย นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.

ทั้งนี้จากการประกาศดังกล่าวปรากฏว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับรางวัลในครั้งนี้ 3 ประเภทรางวัล ได้แก่ 1.รางวัลประเภทผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น ได้แก่ ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับเข็มกลัดพระพฤหัสบดี เกียรติบัตรและเงินรางวัล 3,000 บาท 2.รางวัลประเภทครูและคณาจารย์ ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ นางอรสา แถบเกิด ครูสาขาแฟชั่นและสิ่งทอ ได้รับเข็มกลัดพระพฤหัสบดี เกียรติบัตรและเงินรางวัล 3,000 บาท และ 3.รางวัลประเภทหน่วยงานดีเด่น ได้รับโล่เกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 3,000 บาท ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นับเป็นความภาคภูมิใจของคณะผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นอย่างยิ่ง

ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า รู้สึกภูมิใจและดีใจเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับรางวัลพระพฤหัสบดี ถึง 3 ประเภทรางวัล ในระดับจังหวัดอุบลราชธานี โดยที่ตนได้นำพาข้าราชการครู และองค์กรคว้ารางวัลสร้างชื่อเสียงให้กับสถานศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในวันสุดท้ายของการปฏิบัติหน้าที่ราชการได้สำเร็จในวันที่ถึงเส้นชัยของการรับราชการ เข้าสู่เส้นทางหมายเลข 61 ในวันนี้ ซึ่งต้องขอบคุณคณะผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา ที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานศึกษาร่วมกันจนไปสู่ความสำเร็จและนำพาชื่อเสียงและการยอมรับมาอย่างต่อเนื่อง ตามปณิธานที่ตั้งมั่นว่า “รักษามาตรฐานเดิม เพิ่มเติมปริมาณและคุณภาพ สร้างภาพลักษณ์ของการอาชีวศึกษาที่ดี พัฒนา UVC สู่ความเป็นเลิศ”

สำหรับรางวัลพระพฤหัสบดีนั้น จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้พิจารณาคัดเลือกรางวัลมอบให้กับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ผู้มีคุณูปการและหน่วยงาน เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติที่เป็นแบบอย่างที่ดีในด้านจัดสวัสดิการและสวัสดิภาพแก่ครู บุคลากรทางการศึกษาและสังคมโดยรวม กำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ที่ผ่านมาวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับรางวัลประเภทครูและคณาจารย์ 1 รางวัล ได้แก่ นางมนฤดี สุวรรณกูฏ ในปี 2563 และได้รับรางวัลต่อเนื่องอีกครั้งในปีนี้ถึง 3 ประเภทรางวัล โดยมีกำหนดรับรางวัลดังกล่าวเนื่องในวันครู 16 มกราคม 2565 ที่จะถึงนี้

-(016)

ศธ.เล็งชงเพิ่มเงิน 3 พัน ปลุกขวัญ‘ครู’พื้นที่เหตุพิเศษ ไฟเขียวปรับวิธีสอบครูผู้ช่วยปี64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605712

ศธ.เล็งชงเพิ่มเงิน 3 พัน ปลุกขวัญ‘ครู’พื้นที่เหตุพิเศษ ไฟเขียวปรับวิธีสอบครูผู้ช่วยปี64

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.56 น.

ศธ.เล็งชงเพิ่มเงิน 3 พัน ปลุกขวัญ‘ครู’พื้นที่เหตุพิเศษ ไฟเขียวปรับวิธีสอบครูผู้ช่วยปี64

30 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 10/2564 ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง “ครูผู้ช่วย” ประจำปี 2564 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 11,703 อัตรา ซึ่งได้มีการเปิดรับสมัครไปตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมีผู้สนใจเข้ามาสมัครสอบกว่า 1.7 แสนคน แต่ต้องเลื่อนการจัดสอบออกไปจากกำหนดการเดิม เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงของโรคติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ส่วนราชการไม่สามารถดำเนินการจัดสอบได้

ทั้งนี้ ศธ.มีความเป็นห่วงเรื่องการขาดอัตรากำลังครูและบุคลากร ที่จะทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน จึงมอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปวิเคราะห์รูปแบบ หาแนวทางการดำเนินการสอบแข่งขัน ซึ่งวันนี้สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้เสนอแนวทางการจัดสอบโดยปรับวิธีสอบ เพื่อลดการเดินทาง และเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้าสอบ รวมถึงเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) โดยให้ผู้มีสิทธิสอบ ภาค ก และ ภาค ข ตามที่ได้ประกาศรายชื่อไว้แล้ว  แจ้งความประสงค์ในการเข้าสอบในจังหวัดที่ตนเองพักอาศัยในปัจจุบัน หรือใช้ระบบอยู่ที่ไหนสอบที่นั่น ไม่ต้องไปสอบในที่ที่สมัครไว้ โดยน่าจะต้องมีการลงทะเบียนว่าจะสอบที่ไหน ส่วนจะจัดสอบวันใดนั้น ทาง สพฐ.จะกำหนดรายละเอียดการจัดสอบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งที่ประชุมได้กำชับให้ สพฐ.เร่งดำเนินการจัดสอบโดยเร็วที่สุด

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ. เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษจากสภาพการทำงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ….  โดยมีสาระสำคัญ คือ

1. กำหนดเหตุพิเศษ จากปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ อดทนสูง ขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง มีความยากลำบาก ตรากตรำ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือการบริหารจัดการสถานศึกษา มีความเคร่งเครียด กดดัน หรือต้องดูแลกลุ่มผู้เรียนพักนอนในสถานศึกษาหรือผู้เรียนกลุ่มชาติพันธุ์ (กำหนดจากปัจจัยที่ 1 สภาพการปฏิบัติงาน)

ทั้งนี้ นักเรียนพักนอน หมายถึง ผู้เรียนที่ศึกษาและต้องพักนอนอยู่ในสถานศึกษา เนื่องจากไม่สามารถเดินทางไป – กลับระหว่างสถานศึกษาและบ้านพักได้ภายในวันเดียวกัน เนื่องจากความยากลำบากในการเดินทาง โดยความเห็นชอบของส่วนราชการต้นสังกัดและโดยอนุมัติของ ก.ค.ศ. และกลุ่มชาติพันธุ์ หมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด

2. ผู้มีสิทธิได้รับเงินเพิ่ม ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอน และสายงานผู้บริหารสถานศึกษา ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษา ดังนี้ (1) สถานศึกษาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูฯ พ.ศ. 2547  (2) โรงเรียนสาขา/ห้องเรียนสาขาที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด และ (3) สถานที่จัดการเรียนการสอนที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด โดยอนุมัติของ ก.ค.ศ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ กศจ. ที่ได้รับมอบหมาย โดยสถานศึกษาต้องมีพื้นที่ตั้งเป็นเกาะ หรือบนภูเขาสูง หรือหุบเขา หรือเชิงเขา ที่ไม่สามารถเดินทางด้วยพาหนะใด ๆ ได้สะดวกตลอดปี หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ หรือพื้นที่อื่นตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด 

3. อัตราเงินเพิ่ม 3,000 บาท/เดือน โดยให้จ่ายเป็นรายเดือนในลักษณะจ่ายควบกับเงินเดือน และไม่นำไปรวมคำนวณบำเหน็จบำนาญ กรณีปฏิบัติงานไม่เต็มเดือน ให้ได้รับเงินเพิ่มตามส่วนของจำนวนวันที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ จะนำ (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ.ดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณาต่อไป

“ศธ.จะเสนอ คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาเพิ่มเงินพิเศษ 3,000 บาท ให้กับครูที่ทำงานในพื้นที่เหตุพิเศษ เพื่อให้เหมาะสมกับภาระงานที่ยากลำบากและซับซ้อนจริงๆ เพื่อให้ครูกลุ่มนี้มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลเด็กในพื้นที่พิเศษ หากครูย้ายออกบ่อย ๆก็จะทำให้การพัฒนาการศึกษาไม่มีความต่อเนื่อง ซึ่งครูถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง จึงอยากสร้างขวัญกำลังใจให้กับครูกลุ่มนี้ ในสังกัด สพฐ.และ กศน.ซึ่งมีประมาณ 1 หมื่นคน” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมอนุมัติ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เนื่องจาก ก.ค.ศ. ได้กำหนด มาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่  (ว 3 /2564) โดยมีผลใช้บังคับทันที ประกอบกับหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกฯ ที่กำหนดไว้เดิม ได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ซึ่งปัจจุบันบริบทต่าง ๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป และเพื่อให้หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกเป็นไปแนวทางเดียวกันกับคัดเลือกตำแหน่งอื่น ๆ ในสายงานบริหารการศึกษา จังได้ปรับหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกฯ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร โดยคำนึงถึงบริบทของลักษณะงานที่รับผิดชอบ สามารถคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจลักษณะงานของการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาอัธยาศัย และนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก.พ.อ.มีมติทบทวนตำแหน่ง รศ.-ผศ.มรภ.มหาสารคาม 43 ราย พบปลอมแปลงเอกสาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605634

ก.พ.อ.มีมติทบทวนตำแหน่ง รศ.-ผศ.มรภ.มหาสารคาม 43 ราย พบปลอมแปลงเอกสาร

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.43 น.

ก.พ.อ.มีมติทบทวนตำแหน่ง รศ.-ผศ.มรภ.มหาสารคาม 43 ราย พบปลอมแปลงเอกสาร สั่งดำเนินการให้เสร็จใน 45 วัน มอบสำนักงานปลัด อว.ร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำผิด เผย ม.พิษณุโลก มีพฤติกรรมคล้ายกันอีก 51 ราย “เอนก”ส่งหนังสือถึงทุกสถาบันการศึกษารัฐ-เอกชน ป้องกันทุจริตการขอตำแหน่งทางวิชาการ

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ได้มีการพิจารณาผลการตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งตำแหน่งทางวิชาการ ทั้งตำแหน่งรองศาสตราจารย์ (รศ.) และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) ของคณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.) มหาสารคาม และมีมติตามมาตรา 14 (6) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมขอให้สภามรภ.มหาสารคาม ทบทวนการแต่งตั้งบุคลากรของมหาวิทยาลัยให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ จำนวน 43 ราย แบ่งเป็นตำแหน่งและรองศาสตราจารย์ (รศ.) จำนวน 14 รายและผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) จำนวน 29 ราย โดย ก.พ.อ.มีความเห็นว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ดำเนินการตรวจสอบการได้มาซึ่งตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าว และพบว่ามีการปลอมแปลงเอกสารการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และมีการปลอมแปลงลายเซ็นต์กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และให้สภา มรภ.มหาสารคามเร่งพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และรายงานผลให้ ก.พ.อ.ทราบภายใน 45 วัน นับแต่วันที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามทราบเหตุดังกล่าวด้วย

รมว.อว.กล่าวต่อว่า หากสภาฯ มิได้ดำเนินการหรือดำเนินการล่าช้าหรือไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ก.พ.อ.จะขอให้สำนักงานปลัด อว.เสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาพิจารณาให้ข้อเสนอแนะ เพื่อ รมว.อว.จะได้ใช้อำนาจตามมาตรา 51 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.2562 ต่อไปและที่สำคัญ ก.พ.อ.ขอให้สภา มรภ.มหาสารคาม พิจารณาด้วยว่า กรณีดังกล่าวมีผู้บริหารหรือบุคลากรของมหาวิทยาลัยกระทำความผิดทางวินัยด้วยหรือไม่ ถ้าพบว่ามีให้ดำเนินการทางวินัย และแจ้งผลการพิจารณาในส่วนนี้ให้ ก.พ.อ.ทราบภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งมตินี้ด้วยเช่นกัน

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ก.พ.อ.ขอให้สภา มรภ.มหาสารคาม ปรับปรุงระบบการดำเนินการขอดำรงตำแหน่งทางวิชาการของข้าราชการพลเรือนรวมถึงการขอดำรงตำแหน่งทางวิชาการของพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ในสังกัดของมหาวิทยาลัยในสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ในสังกัดของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ ก.พ.อ.กำหนด โดยเคร่งครัดตามความมาตรา 14 (6) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งมีระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริต และการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งมตินี้ และรายงานให้ ก.พ.อ.ทราบ

“ก.พ.อ.ขอให้สำนักงานปลัด อว.พิจารณาร้องทุกข์กล่าวโทษ กรณีที่มีการปลอมแปลงเอกสารในการดำเนินการขอตำแหน่งทางวิชาการของ มรภ.มหาสารคาม ตามพยานหลักฐานที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ รวบรวมได้ เพื่อให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมได้ดำเนินการต่อไป” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า

นอกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ครั้งที่ 9/2564 มีมติในกรณีเกิดขึ้นที่คล้ายคลึงกับ มรภ.มหาสารคาม คือ การทุจริตการขอตำแหน่งวิชาการของ มหาวิทยาลัยพิษณุโลก โดยให้สภามหาวิทยาลัย ถอดถอนตำแหน่ง 50 ราย เป็น ผศ. 42 ราย และ รศ. 8 ราย และ สป.อว.จะไม่นำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ ศ. 1 ราย โดยให้สภามหาวิทยาลัยพิษณุโลกไปตรวจสอบและทบทวนใหม่ ซึ่งตนจะให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับ มรภ. มหาสารคาม พร้อมกันนี้ ตนยังได้สั่งการให้ อว.ทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงทุกสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งทั้งรัฐและเอกชน เพื่อให้ระวังและป้องกันการเกิดทุจริตการขอตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบการศึกษาและธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัย – 006

‘ตรีนุช’ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยหลังโควิด ปรับระบบการศึกษาใหม่ ให้สอดคล้องกับพลวัตโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605466

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยาโสภณพนิช รมช.ศธ., ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ. และ ดร.สุวิทย์เมษินทรีย์ อดีตรมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยหลังโควิด ในงานประชุมมหกรรมการศึกษาไทย “Education in Thailand”ในรูปแบบออนไลน์ จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. กล่าวเปิดการประชุมและมอบนโยบายการศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2565 ตอนหนึ่งว่า สกศ.ถือเป็นองค์กรสำคัญในการกำหนดทิศทางการศึกษาของประเทศ ซึ่งตนขอให้ สกศ.ประเมินผลการดำเนินงานของแผนปฏิรูปการศึกษา 5 ปีที่ผ่านมา และการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ 11 เรื่อง การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต และ 12 เรื่องการพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อนำผลมาใช้ขับเคลื่อนการศึกษา และสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขณะเดียวกัน สำหรับนโยบายการจัดการศึกษาทั้ง 12 ข้อ และ นโยบายเร่งด่วน (Quick Win) อีก 7 ด้าน ของตนนั้น มีเป้าหมายหลักสำคัญครอบคลุม 4 เรื่องหลัก คือ การพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพ การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเพิ่มประสิทธิภาพการศึกษาโดย Big Data ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง และการสร้างอาชีพสร้างคนให้เหมาะกับงานและตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้การใช้ชีวิต และการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงจึงเป็นโจทย์สำคัญให้ สกศ.เตรียมข้อมูล และแนวทาง ที่จะช่วยสนับสนุนองคาพยพการจัดการศึกษาของ ศธ. เช่น การเตรียมความพร้อม การเปิดภาคเรียน หรือการจัดการเรียนการสอนที่ต้องจัด หลังจากนี้การประเมินและวัดผลผู้เรียนอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ. กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2565 ตนมีนโยบายที่อยากให้ทุกคนร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ Coding for All คนไทยต้องเรียนรู้ Coding โดย ศธ. จะมีการขยายกลุ่มเป้าหมายการเรียนรู้ ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ซึ่งปัจจุบันเราอบรมครูของ ศธ.ได้มากกว่า 300,000 คนแล้ว มีการปรับการเรียนรู้ สเต็มศึกษา (STEM) เป็น STEAM โดยเพิ่มเรื่องของ Arts หรือคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงาม ซึ่งเป็นต้นทุนของคนไทย เข้าไปผสานกับการเรียนสะเต็มศึกษา และเดินหน้าดำเนินโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ เพื่อให้คนไทยทุกช่วงชั้นได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ ถือเป็นการขยายโอกาสห้นักเรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช. ศธ. กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ใน 2 ปีนี้ได้บอกอะไรกับศธ. และประชาชนมากมาย ว่า มิติการจัดการศึกษาจะไม่ได้มองแต่การศึกษาในระบบเท่านั้น แต่ต้องมองถึงการศึกษานอกระบบ และการศึกษาเอกชนด้วย ซึ่งจากการลงพื้นห่างไกล ทำให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น จำเป็นที่ ศธ.ต้องร่วมกับทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้ทุกมิติ ต้องสร้างเด็กให้เป็นนวัตกรน้อย เป็นนักคิด และนักปฏิบัติ การส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตมีความสำคัญอย่างมาก การศึกษานอกระบบจะต้องไม่ใช่เน้นแต่การเรียนแบบการศึกษาพื้นฐานเท่านั้น ต้องให้บริการประชาชนที่เข้ามาอย่างหลากหลายรูปแบบ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่เพื่อให้เกิดการศึกษาตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ในเรื่องการศึกษาเอกชน เราจะต้องทำให้เรื่องค่าใช้จ่ายรายหัวให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อ สะท้อนภาพแห่งความเป็นจริงในการลงทุนทางการศึกษา และดูแลให้โรงเรียนเอกชนได้รับการพัฒนา ผู้ปกครองก็มีความสุข นักเรียนก็มีความสุข

จากนั้น ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องการศึกษาเพื่อความยั่งยืนตอนหนึ่งว่า การจัดการศึกษาเป็นตัวตัดสินว่าประเทศไหนจะเจริญก้าวหน้าและยั่งยืนแค่ไหน เราจัดการศึกษาไปทำไม ถ้าบ่อนทำลายความเป็นไทยไปทุกขณะ ซึ่งทุกประเทศมีเป้าหมายการศึกษา คือ ต้องการสร้างความยั่งยืน ในความเป็นอารยธรรม วัฒนธรรมของเขาเสมอ ซึ่งประเทศไทยก็เช่นกัน เราต้องทำให้มีความยั่งยืนในความเป็นไทย-ครอบครัว-ชุมชน และความยั่งยืนขององค์กรทั้งรัฐและเอกชน ซึ่ง ศธ. และ อว. ต้องสนับสนุนดูแลภาพรวมของการศึกษา ขณะเดียวกัน สกศ. ถือเป็นหัวใจ เป็นมันสมอง และดูแลปรับปรุงการศึกษาให้ทันสมัยอยู่เสมอ ระบบการแนะแนวต้องทำให้เด็กมีเป้าหมายในชีวิต มีสัมมาอาชีวะ แนะแนวการเป็นคนดี ไม่ใช่แนะแนวจะต้องเรียนต่อในด้านใดเท่านั้น สิ่งที่ตนของฝาก ศธ. อว.และ สกศ. มี 5 เรื่อง คือ 1.เรื่องประวัติชนชาติไทย ต้องสืบสานให้ยั่งยืน 2.วิเคราะห์สังคมไทยในปัจจุบัน 3.นำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของรัชกาลที่ 10 ทั้ง 4 ด้าน ไปปฏิบัติ  4.สานต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ 5.ศึกษาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ของสหประชาชาติ

ขณะที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.อว. กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องการศึกษาไทยหลังโควิด-19 ตอนหนึ่งว่า เราจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาไทยเพื่อให้สอดรับกับพลวัตโลกหลังโควิด ใน 7 เรื่อง คือ 1.อยู่ในโลกที่ไม่ใช่ใบเดิม โดยปรับเปลี่ยนMindset ก่อนเปลี่ยนSkill-Set 2.ท่องโลกกว้าง เรียนรู้เชิงประจักษ์ จาก My School is My World สู่  My World is My School 3.เติมเต็มศักยภาพ มุ่งสิ่งที่ชอบ ทำสิ่งที่ใช่  จาก Basic Academic Disciplines สู่ Personalized Education4.ผนึกกำลัง ร่วมรังสรรค์ จาก Teacher-Centric Education สู่ Teacher/Parent/Youth Partnership  5.รับมือกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต จาก 3-Stage Life สู่ Multi-Stage Life  6.เตรียมพร้อมสู่การเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบจาก On-Site / Online Education สู่ Hybrid Education และ 7.เสริมปัญญามนุษย์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ จาก Human/Artificial Inteligences สู่ Collaborative Intelligences

คุณหญิงกัลยาสั่งตรวจสอบการ์ตูนเนื้อหาบิดเบือน ตั้งทีมเฉพาะกิจตามหาต้นตอและข้อเท็จจริงด่วน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605465

คุณหญิงกัลยาสั่งตรวจสอบการ์ตูนเนื้อหาบิดเบือน ตั้งทีมเฉพาะกิจตามหาต้นตอและข้อเท็จจริงด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัยโฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ว่าขณะนี้มีการผลิตหนังสือนิทานสำหรับเด็กคล้ายตำราเรียนและนำออกมาจัดจำหน่ายให้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไปที่มีเนื้อหาเข้าข่ายบิดเบือนและอาจให้เด็กเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้หากไม่ได้รับการชี้แนะอย่างถูกต้องโดยครูหรือผู้ปกรอง โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทราบเรื่องนี้แล้วและมีความเป็นห่วงอย่างมาก จึงได้สั่งให้ตั้งทีมเฉพาะกิจโดยมีนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบาย เป็นประธานในเรื่องนี้ พร้อมด้วยนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว

“คุณหญิงกัลยาได้ทราบเรื่องนี้แล้วและไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งเร่งให้ตรวจสอบโดยด่วน ซึ่งหากพบว่าหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาที่ปลุกปั่น สร้างความเกลียดชังและครอบงำความคิดเด็กโดยเฉพาะเด็กที่ยังไม่สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงต่างๆ ได้ อันจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมาในหลายด้าน จึงอยากให้ครูและผู้ปกครอง รวมถึงประชาชนโดยทั่วไปที่เสพข้อมูลดังกล่าวจะต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริง แยกแยะ และไม่ยอมรับหรือสนับสนุนให้เชิดชูความรุนแรง รวมถึงการสร้างข้อมูลเท็จหรือเนื้อหาที่บิดเบือนเพื่อปลุกปั่นเยาวชนให้หลงผิดได้”นางดรุณวรรณ กล่าว

นางดรุณวรรณ ยังกล่าวต่อด้วยว่า ท่านรัฐมนตรีมีมุมมองที่เปิดกว้างสำหรับเยาวชนมาโดยตลอดและเชื่อในหลักสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูล แต่สิ่งที่สำคัญคือผู้จัดทำข้อมูลต้องไม่มีเจตนาให้ร้าย บิดเบือน หรือสร้างความแตกแยก ยุแหย่ให้เกิดความเกลียดชังขึ้นในสังคมไทย จึงอยากร้องขอให้ผู้ที่มีเจตนาไม่หวังดีต่อประเทศได้ยุติการกระทำดังกล่าว ทั้งนี้ทีมเฉพาะกิจดังกล่าวจะประสานงานกับฝ่ายความมั่นคงต่อไป หากพบว่าเนื้อหาที่ปรากฏในนิทานดังกล่าวมีเจตนาปลุกระดม ล้างสมอง หรือปลุกปั่นเด็กๆ หรือไม่ และมีใครเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งหากพบว่าผิดจริงถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก และจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เปิดบ้าน 3 ศิลปินแห่งชาติ ‘พ่อหวังเต๊ะ แม่ประยูร แม่ศรีนวล’ สืบสานตำนานลำตัดด้วยวิถี New Normal ฝ่าวิกฤตโรคระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605478

เปิดบ้าน 3 ศิลปินแห่งชาติ ‘พ่อหวังเต๊ะ แม่ประยูร แม่ศรีนวล’  สืบสานตำนานลำตัดด้วยวิถี New Normal ฝ่าวิกฤตโรคระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ณ แหล่งเรียนรู้เพลงพื้นบ้านภาคกลาง ตำนานลำตัดชื่อดังของเมืองไทยที่ตำบลลำลูกบัว อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ในบริเวณบ้านของแม่ศรีนวล ขำอาจ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ศิลปะพื้นบ้าน-ลำตัด) พุทธศักราช 2562 ได้เปิดบ้านอย่างเป็นทางการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ลำตัดแก่คนรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจอย่างครบวงจร ภายในพื้นที่มีอาคารพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก จัดแสดงนิทรรศการองค์ความรู้ลำตัด การแสดงพื้นบ้านและวิถีชีวิต 3 ศิลปินแห่งชาติ “พ่อหวังเต๊ะแม่ประยูร แม่ศรีนวล” พบอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้สำหรับการแสดงลำตัดหลากหลาย เช่น เทปคาสเซตต์ ซีดี สมุดเขียนเพลงลำตัดของพ่อหวังเต๊ะ เสื้อผ้านักแสดงเครื่องดนตรีที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีเป็นอนุสรณ์ถึงครูลำตัดของแผ่นดินถัดจากอาคารนิทรรศการบริเวณด้านข้างเป็นเวทีฝึกฝนลำตัด รวมถึงใช้แสดงลำตัด เมื่อเดินไปทางด้านหลังพบ“สวนลิ-ธรรม ลำตัด” สวนผักยกพื้นมีแปลงปลูกผักพื้นบ้าน ผักสวนครัวผักสลัด และยังมีบ่อเพาะเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลาอีกต่างหาก

แนวคิดการรังสรรค์แหล่งเรียนรู้ลำตัดอย่างครบวงจรนี้ แม่ศรีนวล เล่าว่าได้สืบทอดเจตนารมณ์ของพ่อหวังเต๊ะ ทั้งการฝึกอบรมลำตัดในรูปแบบการสอนแบบคู่ขนาน คือ การอบรมแบบดั้งเดิม (การสอนแบบเข้าค่าย) และแบบสมัยใหม่ (การสอนแบบอบรมรายวันและการสอนออนไลน์) ให้ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้จากนิทรรศการ เรียนรู้วิถีชีวิตที่เรียบง่าย เข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นคลุกคลีกับธรรมชาติ ทำให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ การนำกุ้งและปลาจากบ่อเพาะเลี้ยง รวมทั้งพืชผักจากสวนหลังบ้าน มาปรุงเป็นอาหารรับประทานกันเองในกลุ่มการฝึกอบรมลำตัด เป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งด้านการศึกษา สร้างสรรค์สุนทรียะในจิตใจ และยังส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ถือเป็นการปรับตัวให้เป็นวิถีใหม่ (New Normal) ของการฝึกอบรมลำตัดรูปแบบสมัยใหม่ภายใต้สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19

แม่ศรีนวลได้เริ่มใช้เทคโนโลยี สื่อสารสนเทศเข้ามาช่วยการสอนการฝึกอบรมลำตัดรูปแบบออนไลน์ ได้ในระยะหนึ่งแล้ว โดยเริ่มต้นใช้การ Live ผ่าน Facebook Fan page ต่อมาสอนผ่านทาง Zoom มีทั้งการสอนลำตัดออนไลน์ไปสู่ผู้พิการทางสายตา และในอนาคตอาจมีการจัดทำเป็น CD Podcast หรือชุดการเรียนลำตัดด้วยตัวเอง สามารถจัดส่งไปได้ทั่วประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสามารถตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้เรียนใช้ระยะเวลาการเรียนไม่นาน เรียนรู้ง่ายๆได้ด้วยตนเอง สามารถแสดงผลงานทางโซเชียลมีเดียได้สะดวก นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มหลักสูตรการประยุกต์ท่ารำลำตัดให้เป็นท่าออกกำลังกาย บริหารร่างกายง่ายๆ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ อีกด้วย

แม่ศรีนวลยังเล่าให้ฟังว่าเกือบ 60 ปีแล้ว จากจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการลำตัด อันที่จริงตอนยังเด็กก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่ตาของแม่ศรีนวล เป็นคนที่ชื่นชอบการแสดงลำตัดเห็นหลานสาวเป็นคนมีอัธยาศัยดี สวย ยิ้มเก่ง จึงได้นำหลานสาว คือ แม่ศรีนวลไปฝากกับคณะลำตัดชื่อดังคือ พ่อหวังเต๊ะและส่วนตัวคิดว่าการแสดงลำตัดนี้เป็นอาชีพที่สามารถทำให้มีเงินมีทองมาใช้เลี้ยงตนเอง เลี้ยงดูครอบครัวช่วยเหลือพ่อกับแม่ได้ เมื่อปี 2505 จึงได้มีโอกาสเรียนรู้การแสดงลำตัดกับพ่อเต๊ะ (พ่อของหวังเต๊ะ หรือนายหวังดีนิมา ศิลปินแห่งชาติ) ฝึกเพียง 2-3 เดือนก็สามารถขึ้นร้องลำตัดเป็นครั้งแรกได้จากที่ได้เล่นเป็นนางเอกของคณะแม่ประยูร จึงทำให้เป็นที่รู้จักของผู้ชมโดยทั่วไป การที่จะเป็นนักแสดงลำตัดหรือนักแสดงเพลงพื้นบ้านให้ประสบความสำเร็จได้ดี ที่สำคัญมาก คือ ต้องมีใจรักในอาชีพในสิ่งที่ทำ สนใจใฝ่เรียนรู้ในอาชีพ คนรุ่นเก่าเขาทำได้ เราเองก็ต้องทำได้ มีหัวใจนักสู้ไม่ยอมแพ้จนกว่าจะทำให้ได้ คือเคล็ดลับความสำเร็จไม่ว่าจะอาชีพใด

“นอกจากตัวเราจะเก่งแล้วต้องมีทีมงาน คณะนักแสดง วงดนตรี ที่เป็นมืออาชีพ คอยสนับสนุนเกื้อกูลกันจึงทำให้ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และที่สำคัญการแสดงต้องเข้าถึงใจของคนดูคนชม คณะลำตัดของพ่อหวังเต๊ะ แม่ศรีนวล จะใช้การร้องที่สุภาพสละสลวย ไม่เล่นถ้อยคำที่หยาบหรือลามก แต่การร้องสองแง่สองง่ามจำเป็นต้องมี เพราะถือเป็นสีสันของการแสดงลำตัด และเนื้อหาที่ร้องก็ทันสมัยหยิบยกเหตุการณ์ปัจจุบันมาสร้างความสนุกสนาน ครื้นเครงให้กับผู้ชม เป็นการแสดงที่สื่อสารถึงตอบโจทย์ความต้องการของผู้ชมคนดู” และแม่ศรีนวลยังได้ฝากถึงเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ให้หันมาสนใจการแสดงพื้นบ้านของไทย กันนิดๆ หน่อย ไม่ต้องมากก็ได้ เพราะลำตัดหรือเพลงร้องต่างๆ ถือเป็นรากเหง้าเป็นมรดกภูมิปัญญาด้านศิลปะการแสดงของประเทศเรา และฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยกันส่งเสริมอนุรักษ์วัฒนธรรมที่ดีงามนี้ไว้ให้ยั่งยืนต่อไป

งานเปิดบ้านในครั้งนี้เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จได้ภายใต้สถานการณ์ โควิด-19 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า งานเปิดบ้านลำตัด 3 ศิลปินแห่งชาติ “พ่อหวังเต๊ะ แม่ประยูร แม่ศรีนวล” ณ แหล่งเรียนรู้เพลงพื้นบ้านภาคกลาง บ้านศิลปินแห่งชาตินางศรีนวล ขำอาจ นี้ เป็นการอนุรักษ์และสนับสนุนให้เพลงพื้นบ้านไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา เป็นแหล่งเรียนรู้และให้คำปรึกษาแนะนำผู้สนใจในเพลงพื้นบ้านลำตัด โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษา ซึ่งสวธ.ได้พัฒนาศักยภาพบ้านศิลปินแห่งชาติให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ปัจจุบันแม่ศรีนวลเป็นครูเพลงลำตัดที่มีปฏิภาณไหวพริบ และลีลาการร้องการรำสวยงาม พัฒนาฝีมือการแสดงมาอย่างต่อเนื่อง สานต่อเจตนารมณ์ของพ่อหวังเต๊ะ ศิลปินแห่งชาติ ที่เป็นทั้งครูและคู่ชีวิต ตลอดระยะเวลา 60 ปี ยังคงสร้างสรรค์พัฒนาการแสดงลำตัดอย่างต่อเนื่อง เผยแพร่การแสดงผ่านสื่อที่ทันสมัย เปิดบ้านพักให้เป็นแหล่งเรียนรู้เพลงพื้นบ้านภาคกลาง ถ่ายทอดความรู้การแสดงให้คนรุ่นใหม่ โดยบ้านแม่ศรีนวลนี้ ถือเป็นลำดับที่ 30 ของโครงการเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม

โดยผู้ที่สนใจเข้าชมนิทรรศการ บ้านลำตัดคณะหวังเต๊ะ 3 ศิลปินแห่งชาติพ่อหวังเต๊ะ แม่ประยูร แม่ศรีนวล สามารถเข้าชมได้ที่ แหล่งเรียนรู้เพลงพื้นบ้านภาคกลาง ลำตัด พ่อหวังเต๊ะแม่ศรีนวล หมู่ 3 บ้านไผ่ประทุน ต.ลำลูกบัว อ.ดอนตูม จ.นครปฐมมีแหล่งท่องเที่ยวในละแวกใกล้เคียง คือ ตลาดทุ่งบัวแดง ตลาดกลางกุ้ง บางเลนธานี ตลาดบางหลวง ร.ศ.๑๒๒วัดสามง่าม และร้านขนมเปี๊ยะ ครูสมทรงบางเลน ติดตามข้อมูลข่าวสารการฝึกอบรมลำตัดได้ที่ Facebook Fan page “ลำตัดหวังเต๊ะ-แม่ศรีนวล” หรือโทร.081-8748615 และสามารถติดตามข่าวสารทางวัฒนธรรมได้ทางแฟนเพจ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ “สถานีวัฒนธรรม”

‘ตรีนุช’กำชับ รร.เลือกสื่อเหมาะสมกับเด็ก หลังนายกฯสั่งตรวจหนังสือนิทาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605516

‘ตรีนุช’กำชับ รร.เลือกสื่อเหมาะสมกับเด็ก หลังนายกฯสั่งตรวจหนังสือนิทาน

วันพุธ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.16 น.

ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ตรวจสอบ หนังสือนิทานสำหรับเด็ก คล้ายตำราเรียน และนำออกมาจัดจำหน่ายให้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายบิดเบือน และอาจทำให้เด็กเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้นั้น

วันนี้ (29 กันยายน 2564) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ศธ.เน้นย้ำไปยังสถานศึกษาให้เลือกสื่อการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับนักเรียนและเหมาะสมแต่ละช่วงวัย ให้เลือกสิ่งที่ดี เพื่อปลูกฝังให้เด็กมีคุณธรรมความคิดสร้างสรรค์ เพราะเด็กก็เหมือนต้นไม้ หากให้ปุ๋ยที่ดี ก็จะเจริญเติบโตงอกงาม ดังนั้น ศธ.จึงมีหน้าที่กำกับดูแลให้สถานศึกษาเลือกในสิ่งที่เหมาะสมให้กับเด็กของเรา ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่า อาจเป็นการปิดกั้นนั้น ส่วนตัวคิดว่าคงไม่เกี่ยวกับการปิดกั้น ต้องแยกให้ออกว่าระหว่างการปิดกั้น กับเลือกสิ่งที่เหมาะสมให้กับเด็กคืออะไร เชื่อว่าทาง ศธ.ครูผู้สอนและโรงเรียนจะเลือกในสิ่งที่เหมาะสมให้กับเด็กได้

นร.-นักศึกษาเฮลั่น! กยศ.เพิ่มวงเงินเป็น 4 หมื่นล้าน รองรับผู้กู้ 7 แสนราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605515

นร.-นักศึกษาเฮลั่น! กยศ.เพิ่มวงเงินเป็น 4 หมื่นล้าน รองรับผู้กู้ 7 แสนราย

วันพุธ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.11 น.

กยศ.ขยายกรอบการให้กู้ยืมปีการศึกษา 2564 เป็น 40,000 ล้านบาท รองรับนักเรียน-นักศึกษา 700,000 ราย พร้อมขยายเวลายื่นขอกู้ยืมเงินภาคเรียนที่ 1/2564 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2564  

29 กันยายน 2564 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในช่วงที่ผ่านมาทำให้มีผู้ประสงค์จะขอกู้ยืมเพื่อการศึกษามากขึ้น คณะกรรมการกองทุนฯ ได้มีมติเห็นชอบในการขยายกรอบวงเงินการให้กู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาผู้ประสงค์ขอกู้ยืมในปีการศึกษา 2564 จากเดิมที่กองทุนได้กำหนดกรอบการให้กู้ยืมไว้ จำนวน 38,587 ล้านบาท สำหรับผู้กู้ยืม จำนวน 623,891 ราย โดยได้เพิ่มกรอบวงเงินเป็น 40,000 ล้านบาท สำหรับผู้กู้ยืม จำนวน 700,000 ราย เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่างๆ ให้กับนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ดังกล่าว

“จึงขอให้ผู้ปกครองไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตรหลาน ทั้งนี้ กองทุนขอยืนยันว่ากองทุนมีเงินให้กู้ยืมเพียงพอสำหรับนักเรียน นักศึกษาได้มีโอกาสได้เรียนต่ออย่างแน่นอน ซึ่งในปีนี้กองทุนได้รับชำระหนี้ประมาณ 32,000 ล้านบาท โดยจะนำเงินที่ได้รับจากการรับชำระหนี้มาหมุนเวียนให้กับผู้กู้ยืมโดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินแต่อย่างใด” นายชัยณรงค์ กล่าว

นายชัยณรงค์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กองทุนได้ขยายเวลายื่นขอกู้ยืมเงินภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2564 นักเรียน นักศึกษาสามารถยื่นกู้ยืมผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยแอปพลิเคชัน กยศ. Connect หรือทาง http://www.studentloan.or.th โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันในการทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่ ซึ่งกองทุนได้เปิดระบบ DSL ให้ผู้กู้ยืมและสถานศึกษาได้เริ่มดำเนินการกู้ยืมในปีการศึกษา 2564 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 เป็นต้นมา ขณะนี้มีผู้ประสงค์ขอกู้ยืม จำนวน 616,834 ราย ซึ่งกองทุนได้อนุมัติการกู้ยืมเงินไปแล้ว 584,077 ราย ซึ่งเป็นปีแรกที่กองทุนได้เปิดให้มีการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาครบทั้ง 4 ลักษณะ ได้แก่ 1) นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 2) นักเรียนหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก ซึ่งมีความชัดเจนของการผลิตกำลังคนและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ 3) นักเรียนหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลน หรือที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ และ 4) นักเรียนหรือนักศึกษาที่เรียนดีเพื่อสร้างความเป็นเลิศในระดับปริญญาโท หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่โทร 0 2016 4888 หรือไลน์บัญชีทางการ กยศ.

‘ตรีนุช’เปิดโครงการ’กระทรวงศึกษาธิการ รวมใจช่วยภัย น้ำท่วม’ พร้อมศูนย์ Fix it Center #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605514

'ตรีนุช'เปิดโครงการ'กระทรวงศึกษาธิการ รวมใจช่วยภัย น้ำท่วม' พร้อมศูนย์ Fix it Center

วันพุธ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.11 น.

“ตรีนุช” เปิดโครงการ “กระทรวงศึกษาธิการ รวมใจช่วยภัย น้ำท่วม” พร้อมศูนย์ Fix it Center ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า-อุปกรณ์ ช่วยผู้ประสบอุทกภัย ฟรี! พร้อมนั่งเรือมอบกล่องยังชีพให้ประชาชน จ.สิงห์บุรี 

29 ก.ย. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ. และ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เดินทางลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลประศุก อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ พร้อมทั้งมอบกล่องยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัย ใน อบต.ประศุก อบต.ทับยา และอบต.น้ำตาล  จากนั้นได้เปิดโครงการ “กระทรวงศึกษาธิการ รวมใจช่วยภัย น้ำท่วม” พร้อมตรวจเยี่ยมศูนย์ซ่อมสร้าง Fix it Center ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งมีนักศึกษาจิตอาสา มาให้บริการซ่อมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน งานเชื่อม มุ้งลวด และซ่อมคอมพิวเตอร์ โดยเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. ไปจนกว่าน้ำจะลด พร้อมกันนี้ นางสาวตรีนุช ได้ลงมือผัดก๋วยเตี๋ยวผัดไทยเลี้ยงผู้มาร่วมงานด้วย และพาคณะลงเรือนำกล่องยังชีพเข้าไปแจกชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมด้วย 

น.ส.ตรีนุช กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการ “กระทรวงศึกษาธิการ รวมใจช่วยภัย น้ำท่วม ” ว่า  วันนี้ตนมาเป็นตัวแทนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาดูแลและมาให้กำลังใจพี่น้องประชาขนที่ประสบอุทกภัยใน จ.สิงห์บุรี ซึ่งท่านนายกฯมีความเป็นห่วงอย่างมาก เพราะนอกจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่กำลังเผชิญในขณะนี้แล้ว ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วม อย่างไรก็ตาม จากการรับฟังปัญหาของผู้ประสบภัยวันนี้ ตนจะประสานงานกับอธิบดีกรมชลประทานอีกครั้ง เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวว่า ศธ. มีความห่วงใย ด้านความเป็นอยู่ของชุมชน และนักเรียน นักศึกษา สถานศึกษาอย่างมาก จึงมีนโยบายให้ สอศ.เปิดศูนย์ซ่อมสร้าง Fix it Center ในพื้นที่ประสบอุทกภัย 25 จังหวัด เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวะ ที่เป็นกำลังสำคัญได้ให้ออกมาช่วยเหลือสังคม ในการซ่อมอุปกรณ์ต่างๆเป็นการฝึกปฏิบัติจริงในระหว่างน้ำท่วม  และหลังน้ำลดแล้วก็มีโครงการออกไปซ่อมแซมบ้านเรือน อุปกรทางการเกษตร รถที่ถูกน้ำท่วมเสียหาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน และให้วิทยาลัยเกษตรเข้าไปให้คำปรึกษาเกี่ยวกับด้านเกษตรในการปลูกพืชต่างๆให้กับประชาชนที่ได้รับความเสียหาย 

รมว.ศธ. กล่าวว่า โครงการ Fix it Center นับเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ต่อชุมชนที่จะมาช่วยบรรเทาทุกข์ของประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย และยังส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา นำความรู้ความชำนาญด้านงานช่างมาให้บริการ ซึ่งเป็นการพัฒนาความรู้ความสามารถของนักเรียน นักศึกษาจากประสบการณ์จริง ได้ซ่อมของจริงที่ชำรุดเสียหายจากน้ำท่วม ได้เรียนรู้จากการเป็นจิตอาสา และการปฏิบัติงานนี้ก็นับเป็นเวลาเรียนของนักเรียน นักศึกษาด้วย ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ทราบว่าสถานศึกษาอาชีวศึกษา จ.สิงห์บุรี ทั้งภาครัฐและเอกชน รวม 7 แห่ง ได้ดำเนินภารกิจร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่หลากหลาย ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับชุมชนในช่วงภาวะวิกฤตได้เป็นอย่างดี ต้องขอชื่นชม คณะผู้บริหาร ครู นักเรียน นักศึกษา และอาจารย์ จากวิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี วิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรีแห่งที่ 2 วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี  วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรี  วิทยาลัยการอาชีพอินทร์บุรี  วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการสิงห์บุรี และวิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจสิงห์บุรี ที่รวบรวมนักเรียน นักศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ เป็นทีม Fix It Center หมุนเวียนออกมาให้บริการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย  ซึ่งทั้งหมดเป็นการให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ชุมชน  และการออกมาช่วยเหลือประชาชนให้คำนึงถึงความปลอดภัยระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของนักเรียน นักศึกษา ครู เป็นสำคัญ และคำนึงถึงความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะต้องมีมาตรการเรื่องความปลอดภัยทั้งผู้ให้บริการและผู้เข้ารับบริการด้วย

“ดิฉันได้มอบหมายให้ สอศ. จัดทีม Fix It Center ลงพื้นที่ดูแลให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยเบื้องต้นได้รับรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า มีสถานศึกษาใน 60 เขตพื้นที่การศึกษาได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่ง สพฐ.ได้จัดสรรงบฯไปช่วยเหลือเบื้องต้นในการดูแลนักเรียน ครู ไปให้เขตพื้นที่ฯละ 300,000 บาทแล้ว ส่วนเรื่องการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่นักเรียน อายุ 12-18 ปี ที่จะเริ่มฉีดในวันที่ 4 ต.ค.นั้น ได้มอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ร่วมกับ สาธารณสุขจังหวัด บริหารจัดการในส่วนของสถานศึกษาและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว ซึ่งคาดว่าไม่มีปัญหาอะไร” รมว.ศธ. กล่าว

ด้านนายสุเทพ กล่าวว่า ขณะนี้ สอศ.ได้ให้สถานศึกษาทุกแห่งที่มีศูนย์ Fix it Center เตรียมความพร้อมเพื่อออกไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม โดยให้เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และออกไปช่วยเหลือระยะหลังน้ำลดด้วย

‘เพลงลูกทุ่ง’เรื่องเล่าชีวิต แรงงานชนบทดิ้นรนในต่างถิ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605193

‘เพลงลูกทุ่ง’เรื่องเล่าชีวิต แรงงานชนบทดิ้นรนในต่างถิ่น

วันพุธ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“จากแดนอีสานบ้านเกิดเมืองนอน มาเล่นละคร บทชีวิตหนัก จากพ่อแม่มา พบพาคนไม่รู้จัก จากคนที่รัก จำลามาหางานทำ” (ละครชีวิต-ไมค์ ภิรมย์พร)

“อ้ายทิดเคน เข้ามาเป็น คนขับแท็กซี่ จากร้อยเอ็ด เฮ็ดนาได้เอาไปใช้แต่หนี้ ตัดสินใจหิ้วกระเป๋าเดินทาง มาสู้กลางเมืองใหญ่เมืองนี้ได้เจอกันอยู่ร้านลาบหลายที เป็นจั๋งใด๋พี่โชคหมานบ่น้อ” (คนบ้านเดียวกัน-ไผ่ พงศธร)

ส่วนหนึ่งจากอีกมากมายของ “เพลงลูกทุ่ง” บทเพลงของชนชั้นรากหญ้า ที่ตัดสินใจทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเข้ามาแสวงโอกาสในกรุงเทพฯ เมืองหลวงและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภาพที่ชินตาสังคมไทยแม้เวลาจะผ่านมานานกว่ากึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกเมื่อปี 2504 หมุดหมายแรกของการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรสู่สังคมอุตสาหกรรมและบริการ

เมื่อเร็วๆ นี้ ภาควิชาประวัติศาสตร์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ แผนงานคนไทย 4.0 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการบรรยายหัวข้อ “ลูกทุ่งอีสาน แรงงาน และการเคลื่อนที่ระหว่างเมืองกับชนบท” โดยมีสมพงศ์ อาษากิจ นักวิชาการอิสระ และศิษย์เก่าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นวิทยากร

สมพงศ์ เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงวิทยานิพนธ์ที่ตนเองคยทำคือ “วิถีแบบเมืองในพื้นที่ชนบท : การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความรู้สึกของคนชนบทในโลกสมัยใหม่” ซึ่งส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ได้ศึกษาเพลงลูกทุ่งที่เกี่ยวข้องกับคนอีสาน (หรือชาวไทยจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)เริ่มต้นดำเนินการในปี 2558 ที่ขณะนั้นเพลงลูกทุ่งแบบอินดี้ (Indy-ศิลปินอิสระ หรือไม่ได้อยู่ในค่ายเพลงใหญ่ๆ ที่เป็นกระแสหลัก) ยังมีไม่มากนัก

“เพลงลูกทุ่งถูกชี้ว่าเป็นลักษณะบทเพลงที่สะท้อนอารมณ์ของคนชนบท จากภาคอีสานที่คิดถึงบ้าน เมื่อเผชิญกับปัญหาต่างๆ เมื่อเข้าไปใช้ชีวิตในเมือง แต่ในแง่ของรูปแบบของเพลงจะมีลักษณะผสมผสานลักษณะของดนตรีลาตินผสมกับเพลงพื้นบ้านภาคกลาง และเล่าถึงชีวิตชนบท ซึ่งถ้าจะดู Period (คาบเวลา) กระแสพวกดนตรีนิยม กระแสเพลงต่างๆ หรือว่าพัฒนาของเพลงของไทยก็มาตั้งแต่เพลงไทยเดิม ทศวรรษ 2470 แต่เพลงลูกทุ่งก็จะมาหลังปี 2505 แต่บูมขึ้นมาจริงๆ คือปี 2515 แต่จะมีช่วงที่ Drop (ลด) ลงคือปี 2520 ที่เพลงเพื่อชีวิตขึ้นมา” สมพงศ์ กล่าว

ส่วนคำว่า “เพลงลูกทุ่งอีสาน” น่าจะปรากฏครั้งแรกในปี 2515 โดย สุรินทร์ ภาคสิริ นักจัดรายการวิทยุที่ใช้ชื่อในวงการว่า “ทิตโส สุดสะแนน อัจฉริยะบนที่ราบสูง” ได้ให้นิยามไว้ว่า “เพลงลูกทุ่งอีสานคือเพลงที่มีส่วนผสมของเนื้อร้องและทำนองของหมอลำ” อันเป็นดนตรีพื้นถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ทั้งนี้เพลงลูกทุ่งเริ่มเป็นกระแสในสังคมไทยตั้งแต่ปี 2510 เป็นต้นมา เมื่อคนอีสานออกจากบ้านเกิดไปทำงานในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ อันเป็นผลของการก่อสร้าง “ถนนมิตรภาพ” เชื่อมภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคกลาง

รวมถึงการไปทำงานในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก ตาม “โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Seaboard)” ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยองและฉะเชิงเทรา ช่วงทศวรรษ 2520 ซึ่งแม้การโยกย้ายถิ่นไปทำงานจะเริ่มเห็นมาตั้งแต่ปี 2506 แต่การใช้คำว่าอพยพอันหมายถึงเคลื่อนย้ายกันเป็นจำนวนมากจะเกิดขึ้นหลังปี 2510 ไปแล้ว “เพลงลูกทุ่งอีสานเปรียบเสมือนเครื่องเติมเต็มความรู้สึกของคนอีสานที่ต้องอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิด”แต่อีกด้านหนึ่ง “เพลงลูกทุ่งอีสานก็เป็นเหมือนบันทึกการเดินทางของคนอีสานที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาประเทศ” เพลงลูกทุ่งอีสานจึงไม่อาจแยกขาดจากการเคลื่อนที่ของแรงงาน

สมพงศ์ กล่าวต่อไปถึง “ลักษณะเรื่องเล่าที่พบในเพลงลูกทุ่งอีสาน”ประกอบด้วย 1.บรรยากาศของบ้านเกิด เช่น ท้องทุ่ง ธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม2.ความคิดก่อนเข้ากรุง สะท้อนความฝันของคนในชนบทที่อยากไปสัมผัสความศิวิไลซ์ทันสมัยในเมือง 3.การดำรงชีวิตในกรุง สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของตนเองเมื่ออยู่ในเมือง เช่น การปรับตัวเมื่อต้องเผชิญอุปสรรคต่างๆ ไปจนถึงการพบรักในเมืองที่บทสรุปก็มีทั้งสมหวังและผิดหวัง

4.ความรู้สึกคิดถึงบ้าน จะปรากฏขึ้นในคนอีสานที่ทำงานในเมืองมาสักระยะหนึ่ง มีการคิดถึงท้องไร่ท้องนาอาหารการกิน ดนตรีท้องถิ่น (เช่นเสียงพิณ-เสียงแคน) ตลอดจนคนรักหรือสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ ณ บ้านเกิด5.กลับบ้าน คนอีสานที่ไม่รู้สึกว่าอยากอยู่ในเมืองแล้วก็จะตัดสินใจขอกลับภูมิลำเนาเดิม และ 6.เสียงจากผู้อยู่กับถิ่น มีบางบทเพลงที่เล่าเรื่องราวของคนในท้องถิ่น ที่รอคอยคนรักหรือสมาชิกในครอบครัวที่ออกจากบ้านไป เช่น คร่ำครวญว่าเมื่อไรจะกลับมา หรือกังวลว่าจะไปมีคนรักใหม่หรือไม่

“น่าสนใจเหมือนกันว่า ในกระแสการก่อตัวของลูกทุ่งอีสานยุคใหม่ อีสานอินดี้ที่มัน Hybrid (ผสมผสาน) มากขึ้นหลังทศวรรษ 2560 พวกนี้มันหายไป ภาพมันเปลี่ยนไปแบบพลิกเลย ก็คือเป็นความทันสมัยของคนรุ่นใหม่ มันเป็นอีก Gen (รุ่น) หนึ่งไปแล้ว แล้วดนตรีหรือว่า Story (เรื่องราว) ที่มันปรากฏ คนสามารถทำค่ายเพลงของตัวเองได้ อะไรมันเปลี่ยนไปมาก ก็เลยกลับมาตั้งคำถามว่า กระแสเพลงลูกทุ่งอีสานในลักษณะความหมายเดิมมันอาจจะมีข้อจำกัดในการใช้อธิบายปรากฏการณ์เพลงอีสานในบริบทปัจจุบัน” สมพงศ์ ตั้งข้อสังเกต

นอกจากบทเพลงที่กล่าวถึงชีวิตแรงงานอีสานในเมืองใหญ่ของไทยแล้ว “ยังมีบางบทเพลงที่กล่าวถึงชีวิตแรงงานอีสานที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานในต่างแดน” สมพงศ์ยกตัวอย่างบทเพลงแนว “กลอนลำ” ในทศวรรษ 2520 ว่าด้วยแรงงานที่ไปทำงานในประเทศซาอุดีอาระเบีย ด้วยความฝันว่าจะไป “ขุดทอง” เก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัว ยกระดับคุณภาพชีวิต ของตนเองและครอบครัวในชนบทให้ดีขึ้น ในทางกลับกัน ก็มีบทเพลงว่าด้วยคนที่รอคอยการกลับมาของผู้ที่ไปทำงานต่างแดน (เช่น ภรรยารอสามี) อาทิ

“..พวกพี่น้องจากถิ่นไทยแลนด์ไปต่างแดนขุดทองเพื่อหาเงินก้อน หาทุนฮอนเก็บไว้ ในใจนั้นคิดว่าเสี่ยงเบิ่งโชคชะตา วาสนาเครือให้รวยได้ดั่งเขา เพื่อพ้นความโศกเศร้าอาภัพอับจน..” (คุยเครื่องเมืองซาอุ-ทองเจริญดาเหลา, บุญช่วง เด่นดวง)

“วันนี้พี่ขอสั่งเสีย ทั้งลูกทั้งเมียที่รักล้นเหลือ ไปทำงานซาอุดีอาระเบีย น้ำตาไหลคลอเคลียมันแสนเศร้า ได้นั่งกอดเข่านั่งเช็ดน้ำตา ชีวิตที่ร่วมกันมา ชีวิตที่ร่วมกันมา ไม่เคยจากแก้วตาแม่เนื้อนิ่มไปไหน ถึงไปพี่ก็ไปไม่ไกล ถึงไปพี่ก็ไปไม่ไกล ครั้งนี้หัวใจมันแสนหดหู่..” (เต้ยสั่งเมียไปซาอุ-สมาน หงษา,เทียมจันทร์ ดารารัตน์)

“..เห็นรูปพี่ เมียมองมองเบิ่งเทิงคิดว่า แม่นพี่มายืนใกล้คู่กัน ทุกมื้อนั้นเมียเปล่าปาวรณาหมดสัญญาเร็วๆให้ฟ่าวคืนมาบ้าน ป่านไฟทุ่งสุมฟืนลามไฮ่ ป่านไฟทุ่งสุมฟืนลามไฮ่ ฮอตป่านไฟลูกทุ่งสุมฮ้อนอยู่ใจ ยามเมื่อได้จดหมาย ข่าวคราวถึงใจคะนึง นอนคิดฮ่ำฮอนแต่นั้นเจ้า..” (ลำเดินน้ำตาเมียซาอุ-บานเย็น รากแก่น)

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในวงการเพลงลูกทุ่งเกิดขึ้นในทศวรรษ 2540 โดย สมพงศ์ เล่าว่า ยุคนี้เกิดปรากฏการณ์ “ลูกทุ่งร่วมสมัย” อันมาจากปัจจัยหลาย ประการ ได้แก่ 1.วิกฤตเศรษฐกิจ ในปี 2540 ประเทศไทยเผชิญมรสุมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เรียกกันว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง”ทำให้เกิดกระแส “รื้อฟื้นความเป็นชนบท” ขึ้นมาใช้ตอบโต้กระแสทุนนิยม “เพลงลูกทุ่งคือหนึ่งในเครื่องมือรณรงค์ให้คนไทยนิยมความเป็นไทย” เช่นเดียวกับการ “กินของไทย-ใช้ของไทย”อันเป็นกระแสสังคมในเวลานั้น

2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งสื่อดั้งเดิมอย่าง “วิทยุ” ที่ก่อนหน้านี้มีการแยกกันระหว่างการออกอากาศในระบบ FM กับ AM โดย FM จะเน้นออกอากาศในเขตเมือง ส่วน AM จะเป็นพื้นที่ชนบท ทำให้รูปแบบการฟังเพลงของคนเมืองกับคนชนบทแตกต่างกัน แต่หลังปี 2540 การออกอากาศระบบ FM สามารถทำได้มากขึ้น หรือ “โทรทัศน์” ที่ในอดีตมีเพียง 5-6 ช่องหลัก แต่หลังปี 2540 ระบบดาวเทียมเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ทำให้เกิด “วิทยุชุมชน-เคเบิลทีวี” เป็นสื่อทางเลือก เพลงลูกทุ่งจึงอยู่ในความรับรู้ของสังคมมากยิ่งขึ้นด้วย

หรือแม้แต่สื่อใหม่ในยุคนั้นอย่าง “โทรศัพท์มือถือ” ซึ่งในทศวรรษ 2540 มือถือเริ่มทำ “เสียงเรียกเข้า-เสียงรอสาย” ตามใจผู้ใช้แต่ละคนได้แล้ว เพลงลูกทุ่งจึงได้ช่องทางเพิ่มเติมในการเผยแพร่ ในช่วงนี้ นักแต่งเพลงเริ่มนำเรื่องราวของเทคโนโลยีใหม่อย่างโทรศัพท์มือถือ สอดแทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในบทเพลงด้วย เช่น มีการบอกว่าจะโทร.หาหลังเลิกงาน เป็นต้น

3.ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่สนใจทำตลาดเพลงลูกทุ่งอย่างจริงจัง วงการเพลงไทยนั้นมี 2 ค่ายใหญ่แข่งขันกันมานานคือ “อาร์เอส-แกรมมี่” ก่อนหน้าปี 2540 ทั้งคู่เน้นทำเพลงสตริง (เพลงไทยสากล) แต่หลังปี 2540 ได้หันมาทางเพลงลูกทุ่งด้วย ในขณะที่ค่ายเพลงขนาดเล็กค่อยๆ หายไป อย่างไรก็ตาม “ทั้ง 2 ค่ายค่อนข้างแยกตลาดกันชัดเจน” อาร์เอสวางเป้าหมายกลุ่มคนฟังที่เป็นคนใต้ ส่วนแกรมมี่เน้นเจาะตลาดคนอีสาน และ 4.โฆษณาเครื่องดื่มชูกำลัง เนื่องด้วยกลุ่มลูกค้าหลักของเครื่องดื่มชูกำลังคือผู้ใช้แรงงานผู้ผลิตจึงหันมาทำการตลาดกับเพลงลูกทุ่ง

เนื่องด้วยหัวข้อนี้เน้นไปที่เพลงลูกทุ่งอีสาน สมพงศ์ จึงเลือกศึกษา “แกรมมี่โกลด์” ค่ายเพลงลูกทุ่งในเครือแกรมมี่ ซึ่งมีนักร้องคนแรกในสังกัดคือ “ไมค์ ภิรมย์พร” ตั้งแต่ปี 2538 เมื่อการทำเพลงเข้าสู่ระบบธุรกิจก็มีการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจกลุ่มคนฟัง เช่น ไปตามร้านอาหารหรือสถานบันเทิงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเก็บข้อมูลว่านักดนตรีแถบนั้นนิยมเล่นเพลงใด และนักเที่ยวชอบฟังเพลงใด ซึ่งหลังการเก็บข้อมูล สามารถสรุปได้ด้วยคำว่า “ขำขื่น” หมายถึง “สนุกปนเศร้า” คำคำนี้บ่งบอกถึงวิถีของคนอีสานได้ชัดเจน

แกรมมี่โกลด์ ยังมีนักแต่งเพลงมือทองอย่าง สลา คุณวุฒิ ผู้เป็นทั้งคนอีสานและเป็นครูมาก่อน จึงเข้าใจสังคมอีสานเป็นอย่างดี ทั้งนี้ ทีมงานของค่ายได้วางลักษณะของเพลงลูกทุ่งที่จะผลิตเป็นผลงานออกมาไว้ให้เกี่ยวกับ“ทัศนะของคนชนบทหรือแรงงานจากชนบทอีสานที่เข้าไปใช้ชีวิตและทำงานในเมือง” และเมื่อได้ผลงานเพลงออกมาแล้ว จึงค่อยเลือกนักร้องที่เหมาะสมในการถ่ายทอดบทเพลงนั้นในภายหลัง

สมพงศ์ ยังให้ความสนใจประวัติของ ไมค์ ภิรมย์พร หรือชื่อจริงคือ พรภิรมย์ พินทะปะกัง ซึ่งมีบ้านเกิดในพื้นที่ชนบทของ จ.อุดรธานี มีความฝันอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็ก ผ่านประสบการณ์เป็นแรงงานย้ายถิ่นในช่วงกลางทศวรรษ 2520 ถึงต้นทศวรรษ 2530 ก่อนเซ็นสัญญากับแกรมมี่โกลด์ในปี 2538 นอกจากนี้ ด้วยความที่มีรูปร่างกำยำบึกบึน บวกกับสไตล์การร้องเพลงบนเวทีที่มีท่าทางดูดุดันเหมือนนักมวยชื่อดังอย่าง“ไมค์ ไทสัน” จึงเหมาะสมที่จะปลุกปั้นในฐานะ “นักร้องขวัญใจผู้ใช้แรงงาน” และไมค์ก็กลายเป็นชื่อในวงการของศิลปินผู้นี้มาจนถึงปัจจุบัน

“ชีวประวัติและเรื่องราวความเป็นมาของ ไมค์ ภิรมย์พร มันน่าจะสอดรับกับ Plot (โครงเรื่อง)ของแกรมมี่โกลด์ ที่เขาวางยุทธศาสตร์ในการทำเพลงเกี่ยวกับลูกทุ่งแรงงานหรือลูกทุ่งอีสานร่วมสมัย ตัวไมค์นั้นชีวิตจริงของเขาที่เกิดขึ้นระหว่างเคลื่อนที่แรงงานของเขา ก็เริ่มจากการเป็นคนทำงานรับจ้างรายวัน กรรมกรก่อสร้าง พนักงานรักษาความปลอดภัยพ่อค้าหาบเร่แผงลอย ซึ่งปรากฏว่าสิ่งพวกนี้ที่เขาเป็นมา มันไปสอดรับกับเพลงที่แต่งขึ้นมาในชุดต่างๆ ของเขา อย่างเพลงที่เขาสะท้อนชีวิตหาเช้ากินค่ำ ก็คือชีวิตรายวัน

เพลงที่พูดถึงการเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย คือเพลงนายร้อยหน้าลิฟต์ คือเพลงที่สะท้อนประสบการณ์ของไมค์ ภิรมย์พร ในการไปเป็นยามในยุคนั้น แล้วเพลงส่วนหนึ่งของไมค์ฉากก็คือการไปเป็นแรงงานในไซต์งานก่อสร้าง อย่างเช่น เพลงละครชีวิต เพลงผู้อยู่เบื้องหลัง ชีวประวัติหรือประสบการณ์การประกอบอาชีพของเขา มันสอดรับอย่างลงตัวกับแนวเพลงของแกรมมี่ ที่ทำมาใช้ช่วงปี 2538 ถึงปี 2544 เลย” สมพงศ์ เล่าตอนหนึ่งของประวัติศิลปินลูกทุ่งคนดัง

บทสรุปของการศึกษาประเด็นเพลงลูกทุ่งกับแรงงานอีสาน สมพงศ์ กล่าวว่า เพลงลูกทุ่งร่วมสมัยในทศวรรษ2540 (เช่น กรณีของไมค์ ภิรมย์พร และค่ายแกรมมี่โกลด์) ยังไม่ได้ตัดขาดจากเพลงลูกทุ่งยุคก่อนหน้านั้นเท่าใดนัก เช่น มีการบอกเล่าเรื่องราวอารมณ์ความรู้สึกของคนชนบท จึงยังเห็นภาพการปะทะและการประสานกันระหว่างพื้นที่ชนบทกับเมืองในพื้นที่ของบทเพลง และทิ้งท้ายไว้ว่า

“ปลายทศวรรษ 2540 พบเพลงลูกทุ่งที่พูดถึงแรงงานอีสานน้อยลง” และเมื่อถึงปลายทศวรรษ 2550 จะพบเพลงที่กล่าวถึงชีวิตสมัยใหม่ของชนบทมากขึ้น (อีสานป๊อป อีสานอินดี้) และการรับความเป็นสมัยใหม่ของคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ทำโดยผ่านการเคลื่อนที่ของแรงงานเหมือนคนรุ่นก่อน ดังนั้นจึงน่าเป็นเรื่องที่น่าทำการศึกษาต่อไป!!!