สอศ.ขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะ 42 สาขาวิชา ให้มีทักษะและเชี่ยวชาญตามมาตรฐานอุตสาหกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603994

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า จากนโยบายเร่งด่วน (Quick win) ของ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งหวังให้สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ผลิตและพัฒนากําลังคน ให้มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศตามนโยบาย ประเทศไทย 4.0 ตามความเหมาะสมกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงพื้นที่ เพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สอศ.ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะและศักยภาพสูงดังกล่าว จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนให้มีการพัฒนาหลักสูตร โดยการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการซึ่งจะทําให้ผู้สําเร็จการศึกษามีงานทําเป็นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศต่อไป

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า สอศ.ได้กำหนดจัดประชุมไว้เบื้องต้น 2 ครั้ง คือ ในช่วงเดือนกันยายนนี้ ผ่านระบบออนไลน์ ครั้งแรกในระหว่าง วันที่ 18-21 กันยายน 2564 ในการจัดทําหลักสูตรฐานสมรรถนะที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ ตามโครงการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) จํานวน 42 สาขาวิชา 120 สถานศึกษา พร้อมกันนี้ ได้กำหนดการประชุมครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 25- 28 กันยายน 2564 นี้

สำหรับหลักสูตร 42 สาขาวิชา ได้แก่ 1.สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล, 2.สาขางานเทคนิคซ่อมตัวถังและสีรถยนต์, 3.สาขาวิชาเทคนิคการผลิต, 4.สาขาวิชาเทคโนโลยีโทรคมนาคม, 5.สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์, 6.สาขาวิชาช่างอุตสาหกรรมฐานวิทยาศาสตร์, 7.สาขาวิชาการท่องเที่ยว, 8.สาขาวิชาพาณิชยกรรมและบริการฐานวิทยาศาสตร์, 9.สาขาวิชาการโรงแรม, 10.สาขาวิชาการจัดประชุมและนิทรรศการ, 11.สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตรฐานวิทยาศาสตร์, 12.สาขาวิชาพืชศาสตร์, 13.สาขาวิชาสัตวศาสตร์, 14.สาขาวิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ,15.สาขาวิชาช่างกลเกษตร,16.สาขาวิชาอุตสาหกรรมเกษตร, 17.สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารฐานวิทยาศาสตร์, 18.สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ, 19.สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์,20.สาขาวิชาวิศวกรรมแมคคา-ทรอนิกส์, 21.สาขาวิชาแมคคา-ทรอนิกส์และหุ่นยนต์ 22.สาขาวิชาเทคนิคซ่อมบำรุงเรือ, 23.สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน, 29.สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกลเรือ, 25.สาขาวิชาช่างอากาศยาน, 26.สาขาวิชาเทคนิคควบคุมและซ่อมบำรุงระบบขนส่งทางราง, 27.สาขาวิชาปิโตรเคมี 28.สาขาวิชาเคมีอุตสาหกรรม, 29.สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องมือวัดและควบคุมงานปิโตรเลียม, 30. สาขาวิชาไฟฟ้า, 31.สาขาวิชาอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า, 32.สาขาวิชาเทคนิคพลังงาน, 33.สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล,34.สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก35.สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ,36.สาขาวิชาช่างก่อสร้าง,37.สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ,38.สาขาวิชาเครื่องประดับอัญมณี, 39.สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก,40.สาขาวิชาเทคนิคเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ, 41.สาขาวิชาเทคนิคโลหะ และ 42.สาขาวิชาเทคโนโลยีความงาม

ศธ.-สธ.พบสมาคมผู้บริหารโรงเรียน เตรียมพร้อมฉีดวัคซีนเด็กก่อนเปิดเทอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603962

ศธ.-สธ.พบสมาคมผู้บริหารโรงเรียน เตรียมพร้อมฉีดวัคซีนเด็กก่อนเปิดเทอม

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.12 น.

วันที่ 22 กันยายน 2564  นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.) นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข  และนายวิสิทธิ ใจเถิง นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) ได้ร่วมชี้แจงในรายการ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.) พบสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) “3ภาคีร่วมใจเพื่อเปิดเรียนปลอดภัยกับวัคซีนเด็ก” ผ่านระบบประชุมทางไกล ZOOM

 นายสุภัทร กล่าวตอนหนึ่ง ว่า  เนื่องจาก ศบค. ได้แบ่งโซนสีพื้นที่เป็น 3 โซน ได้แก่  พื้นที่ควบคุม หรือสีส้ม 11 จังหวัด ซึ่งสามารถจัดการศึกษาที่สถานศึกษาได้ตามปกติ  ส่วนพื้นที่ควบคุมสุงสุด หรือสีแดง  37 จังหวัด  จะจัดการศึกษาแบบ On site ได้จะต้องขออนุญาตผู้ว่าฯ และต้องปฏิบัติตามมาตรการของ สธ. THAI STOP COVID+, Thai Save Thai ทุกวัน  สำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือสีแดงเข้ม 29 จังหวัด ยังไม่อนุญาตให้เปิดเรียนในโรงเรียนได้ ศธ.และสธ. จึงมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโรงเรียน โดยจัดโครงการ  Sandbox Safety Zone in School หรือ SSS โดยนำร่องในโรงเรียนประจำ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนที่โรงเรียนได้ 

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า ขณะนี้ ศธ.และสธ. อยู่ระหว่างวางมาตรการ SSS ร่วมกัน เพื่อให้เปิดเรียนที่โรงเรียนแบบนักเรียนแบบไป-กลับ แต่มีมาตรการที่เข้มงวดมากกว่าโรงเรียนประจำ เช่น การใส่หน้ากาอนามัย หมั่นล้างมือ รักษาระยะห่าง ทำความสะอาดอุปกรณ์ต่าง ๆอยู่เสมอ ใช้ของตัวเองเท่านั้น จัดอาหารปรุงสุก เป็นต้น  ซึ่งมาตรการเหล่านี้ต้องได้รับการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา สถานศึกษาจะต้องดำเนินการตามมาตรการที่ สธ. กำหนดอย่างเข้มงวด เช่น THAI STOP COVID+, Thai Save Thai, การตรวจสอบวัตถุดิบที่นำไปประกอบอาหารให้เป็นไปตามหลักโภชนาการและสุขอนามัย และวางแผนเผชิญเหตุร่วมกับโรงพยาบาลกรณีพบเด็กติดเชื้อ  หากโรงเรียนใดต้องการเปิดเรียนในโรงเรียน ต้องจัดทำแผนโดยยึดตามมาตรการที่ สธ.และศธ.กำหนดอย่างเคร่งครัด และเสนอผ่านศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เมื่อศธจ.ตรวจสอบแผนแล้วพบว่าโรงเรียนดำเนินการตามมาตรการที่ สธ.และศธ.กำหนด ก็เสนอให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณาอนุมัติให้เปิดเรียนแบบไปกลับได้

“มาตรการ SSS จะช่วยจัดการปัญหาให้กับพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด แต่ผมต้องขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ ปฏิบัติตามมาตรการนี้เช่นเดียวกัน  เพราะมีโรงเรียนพักนอนหลายแห่งที่ไม่ได้เข้าโครงการ SSS และไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการที่ ศธ.และสธ.วางไว้อย่างเคร่งครัด  จึงเกิดช่องว่างทำให้เด็กติดเชื้อในสถานศึกษา ดังนั้น จึงขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาดำเนินการตามที่ สธ.และศธ.วางไว้อย่างเคร่งครัด ต่อเนื่องและด้วยความรับผิดชอบ” นายสุภัทร กล่าว

ปลัด ศธ. กล่าวอีกว่า ส่วนการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียน นักศึกษา อายุ 12-17 ปี 11 เดือน 29 วัน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียน นักศึกษา ที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า ซึ่งระหว่างวันที่ 22-24 กันยายน ตนขอให้โรงเรียน สถานศึกษาประชุมทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ให้ผู้ปกครองกรอกเอกสารแสดงความประสงค์ฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนเพื่อให้มีภูมิคุ้มกัน และในวันที่ 25 กันยายน โรงเรียนจะส่งข้อมูล จำนวนนักเรียนในแต่ละระดับชั้นส่งไปให้ ศธจ. เพื่อตรวจสอบ  และวันที่ 26 กันยายน ทางจังหวัดจะรวบรวมตัวเลขนักเรียนที่ต้องการฉีดทั้งหมดส่งให้สาธารณสุขจังหวัด (สธจ.)  ในวันที่ 27-30 กันยายน สธจ.จะส่งข้อมูลไปให้กรมควบคุมโรค เพื่อจัดสรรวัคซีนไปให้แต่ละพื้นที่  และในวันที่ 1 ตุลาคม สถานศึกษาจะทราบวันฉีดแน่นอน ว่าจะได้รับการจัดสรรวัคซีนมาให้ฉีดในวันไหน เมื่อทราบวันที่แน่นอนแล้วสถานศึกษาต้องนัดผู้ปกครองให้พาบุตรหลานเข้ามารับการฉีดวัคซีนตรงวันนัด และในวันฉีดวัคซีนสถานศึกษาจะต้องเตรียมสถานที่ให้พร้อมตามมาตการความปลอดภัยที่ สธ.กำหนด

“ดังนั้น การเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 น่าจะใช้สองมาตรการใหญ่ คือ  1. Sandbox Safety Zone in School หรือ SSS จะใช้กับโรงเรียนประจำ โรงเรียนไป-กลับ ตามมาตรการที่ ศธ.และสธ.กำหนด และโรงเรียนมัธยม  อาชีวะศึกษา เปิด On site ได้  เมื่อเด็กฉีดวัคซีนครบทุกคน แต่คนที่ไม่ได้ฉีดก็สามารถมาเรียนได้แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มงวด” ปลัดศธ. กล่าว 

ด้าน นายวิสิทธิ ใจเถิง นายก ส.บ.ม.ท. กล่าวว่า การได้รับวัคซีนถือเป็นความหวังของสถานศึกษาที่จะเปิดเรียนแบบปกติ ในภาคเรียนที่ 2/2564 ซึ่งในส่วนของสถานศึกษาจะเตรียมความพร้อม และเตรียมข้อมูลของนักเรียนให้เร็วที่สุด เพื่อรองรับการฉีดวัคซีนให้เด็ก เช่น อาจทำการสำรวจทางออนไลน์ ให้นักเรียนกรอกข้อมูลแสดงความประสงค์ผ่าน google form เป็นต้น นอกจากนี้สถานศึกษาจะประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้ผู้ปกครองทราบให้ได้มากที่สุดเพราะผู้ปกครองยังมีความกังวลอยู่ ซึ่งตนในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้สำรวจความต้องการฉีดวัคซีน พบว่านักเรียนสนใจฉีดวัคซีนถึง 98%               

“เท่าที่ทราบนักเรียนในระดับชั้นมัธยมมีความรู้ ค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งจากการสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่บอกว่านักเรียนเป็นคนหาข้อมูลและเป็นผู้ตัดสินใจเองทั้งหมด เพราะเด็กต้องการมาโรงเรียนตามปกติ สรุปแล้วผมเชื่อว่าถ้าเราประชาสัมพันธ์ให้ดี สื่อสารให้ผู้ปกครองเข้าใจ ก็เชื่อว่าผู้ปกครองจะยินยอมให้เด็กฉีดวัคซีน 100% ซึ่งการฉีดวัคซีนทางโรงเรียนไม่ได้บังคับให้เป็นไปตามความสมัครใจ เพราะการฉีดวัคซีนจะทำให้นักเรียนมีภูมิคุ้มกัน และจะมีผลดีกว่าไม่ฉีด” นายวิสิทธิ กล่าว 

ขณะที่ นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ขณะนี้ยังทรงๆอยู่ แต่อัตราการเสียชีวิตลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งสาเหตุที่ผู้เสียชีวิตลดลงอาจจะมาจากมาตรการในการฉีดวัคซีน และมาตรการที่คุมเข้ม มีมาตรการล็อกดาวน์ และประชาชนร่วมมือร่วมใจกัน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยป้องกันและควบคุมไม่ให้โควิด-19 แพร่ระบาด จากข้อมูลตั้งแต่เดือนมิถุนายน – 16 กันยายน พบว่า มีเด็กอายุ 0-19 ปี ติดเชื้อ 188,852 ราย จากข้อมูลนี้ พบว่าเด็กอายุ 13-19 ปี ติดเชื้อกว่า 80,000 ราย เมื่อเทียบกับการติดเชื้อของผู้ใหญ่ พบว่าเด็กติดเชื้อประมาณ 10-15% ซึ่งจะเห็นว่าอัตราการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุที่อัตราการติดเชื้อในเด็กเพิ่มขึ้น เพราะเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อมาจากผู้ปกครอง คนในครอบครัว และคนใกล้ชิด ส่วนอัตราการเสียชีวิต จากข้อมูลวันที่ 5 มิถุนายน – 16 กันยายน พบนักเรียนเสียชีวิ 5 ราย ครูเสียชีวิด 9 ราย และบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ เสียชีวิต 4 ราย สาเหตุที่เด็กเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนที่มีโรคประจำตัว มีอัตราที่เด็กเสียชีวิตอยู่ที่ 0.03% 

“การเปิดภาคเรียน หากมีการเรียนในโรงเรียน ขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติตามมาตรการที่ สธ.วางไว้อย่างเคร่งครัด ขอให้มีการควบคุมดูแลการเดินทางเข้า-ออก สถานศึกษาอย่างเข้มงวด แม้อัตราการติดเชื้อจากในโรงเรียนจะน้อย แต่เมื่อเด็กออกไปนอกโรงเรียนแล้วอาจจะติดเชื้อได้ ดังนั้น พื้นที่นอกโรงเรียน การเดิมทางของเด็ก โดยเฉพาะรถรับส่งนักเรียน ต้องทำให้เกิด COVID FREE ZONE  นอกจากนี้ อยากให้ครู นักเรียน ตรวจสอบความเสี่ยงผ่าน Thai Save Thai  ทุกวันก่อนเข้าโรงเรียน หรือมีการตรวจ ATK ก่อนเข้าภายในโรงเรียนเพื่อให้เกิดความมั่นใจ และลดความเสี่ยง สำหรับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับนักเรียนที่อายุ 12-18 ปีนั้น มีผลวิจัยว่ามีความปลอดภัย และคณะกรรมการ อย.ของไทยก็รับรองแล้วว่าปลอดภัย จึงมั่นใจได้ว่าเด็กจะสามารถรับวัคซีนไฟเซอร์ได้ ส่วนผู้ปกครองที่ยังกังวลถึงความปลอดภัยนั้น ต่างประเทศและประเทศไทยยังไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรงเลย แต่ระดับภูมิคุ้มกันสามารถยับยั้งเชื้อได้สูงถึง 2 เท่า ซึ่งจะทำให้เด็กนักเรียนไม่ติดเชื้อที่รุนแรงและสามารถมาเรียนที่โรงเรียนได้” นพ.สราวุฒิ กล่าว -007
      

‘ตรีนุช’ติดตามแผนฉีดวัคซีน-มาตรการจัดการเรียน รับเปิดเทอม 1 พ.ย. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603836

'ตรีนุช'ติดตามแผนฉีดวัคซีน-มาตรการจัดการเรียน รับเปิดเทอม 1 พ.ย.

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.58 น.

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมมาตรการจัดการเรียนการสอน ว่า วันนี้ได้มีการติดตามแผนการทำงานต่างๆ ทั้งการเตรียมมาตรการในการเปิดภาคเรียน ซึ่งก็มีรายละเอียดมาก เนื่องจาก ศธ.มีโรงเรียนหลากหลายขนาด รวมถึงการเตรียมแผนการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน นักศึกษา และการทำความเข้าใจกับผู้ปกครองในการยินยอมให้นักเรียนได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นการติดตามไทม์ไลน์การฉีดวัคซีนนักเรียน ที่ ศธ.ทำไว้ ว่าเป็นไปตามไทม์ไลน์หรือไม่ มีปัญหาอุปสรรค์อะไรเพื่อจะได้แก้ไขปัญหา

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ได้ติดตามแผนการฉีดวัคซีน และการจัดการเรียนการสอนของนักเรียน นักศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รวมถึงติดตามผู้เรียนหลังเรียนจบว่าให้มีมาตรการรองรับว่าจะมีงานทำอย่างไร นอกจากนี้ ได้ติดตามเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาไปนั้น ขณะนี้สามารถดำเนินไปได้แค่ไหนอย่างไร

“ขณะนี้อยากให้โฟกัสเรื่องการฉีดวัคซีนก่อน เมื่อการฉีดวีคซีนเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ ศธ.และกระทรวงสาธารณสุขวางมาตรการไว้ ศธ.ก็มีธงที่จะเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 ในวันที่ 1 พ.ย. 2564 แน่นอน แต่จะเปิดเรียนได้แบบใดบ้างก็ต้องรอดูสถานการณ์จริง ณ ขณะนั้น แต่ ศธ.มีความพยายามจะให้เปิดเรียนแบบ On site หรือเรียนที่โรงเรียนในให้ได้มากที่สุด และก็มีแผนให้เปิดแบบ On site มากขึ้นด้วย” น.ส.ตรีนุช กล่าว – 006

‘จุฬาฯ’นำวิจัยแบบมีส่วนร่วม ‘หัวลำโพง’เชื่อมวัฒนธรรม-เศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603654

‘จุฬาฯ’นำวิจัยแบบมีส่วนร่วม  ‘หัวลำโพง’เชื่อมวัฒนธรรม-เศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“หัวลำโพง” หรือสถานีรถไฟกรุงเทพ เป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กรุงเทพมหานครมายาวนานกว่า105 ปีตั้งแต่เริ่มมีการวางรากฐานการคมนาคมในสยามประเทศสมัยรัชกาลที่ 5 แต่นับจากนี้ หัวลำโพงต้องเปลี่ยนรางสู่บทบาทใหม่ เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) วางแผนย้ายการให้บริการเส้นทางรถไฟเกือบทั้งหมดไปที่
สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งจะเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญกับโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของหัวลำโพงจะเป็นเช่นไร? การรถไฟแห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมสนับสนุนให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และสถาบันอาศรมศิลป์ ดำเนินการวิจัยเพื่อหาทิศทางอนาคตของหัวลำโพงในศตวรรษใหม่

ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก ประธานสาขาวิชาพัฒนศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการแผนงานการศึกษาเพื่อวางกรอบ “โครงการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง)” กล่าวว่าแผนการศึกษาโครงการนี้เริ่มตั้งแต่เดือนส.ค. 2563 โดยแบ่งการศึกษาเป็น 2 ระยะ เน้นวิจัยคุณค่าเชิงอนุรักษ์และนำเสนอแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ ทั้งนี้กระบวนการวิจัยเปิดให้หลายภาคส่วนของสังคมมาร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของหัวลำโพงด้วย

“การวิจัยครั้งนี้ประชาชนเป็นทั้งผู้ร่วมคิด คือมีส่วนร่วมในการออกแบบในฐานะผู้ใช้ประโยชน์ เพราะทุกคนสามารถมาใช้ประโยชน์ได้ และเป็นผู้รับผิดชอบ คือเมื่อใช้ประโยชน์แล้วต้องช่วยกันรักษ์สมบัติของคนไทยทุกคน จากการวิจัยครั้งนี้ ชัดเจนว่าประชาชนเห็นสถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นของคนไทยทุกคน” ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ กล่าว

ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ เผยผลการวิจัยในระยะที่ 1 ซึ่งเน้นศึกษามิติคุณค่าเชิงอัตลักษณ์และความต้องการทางสังคมเบื้องต้นว่า แนวทางการพัฒนาต้องทำให้หัวลำโพงเป็นพื้นที่ที่พึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจและเป็นจุดเชื่อมโยงกับย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ เช่น เยาวราช วงเวียน 22 กรกฎาคม ตลาดน้อย ฯลฯ และย่านการค้าใหม่บนถนนพระราม 4 มี ผศ.ธิปศรีสกุลไชยรัก สถาบันอาศรมศิลป์ เป็นหัวหน้าโครงการ

ผลการวิจัยจากโครงการสอดคล้องกับแนวคิดของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ได้วางแผนลงทุนพัฒนาพื้นที่หัวลำโพงจำนวน 121 ไร่ ให้เป็น “บ้านรถไฟ” โดยจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟและวางโครงการพื้นที่เชิงอนุรักษ์ในเส้นทางเลียบทางรถไฟในลักษณะการสร้างพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นถิ่นและพื้นที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ตลอดจนบูรณาการร่วมกับพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในเขตเมืองเก่า

จากแนวทางพัฒนาสถานีรถไฟหัวลำโพงที่ได้จากการวิจัยระยะที่ 1 ต่อยอดสู่การค้นหาลักษณะการใช้ประโยชน์ของอาคารและพื้นที่ภายนอกหัวลำโพงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่สาธารณะที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนที่หลากหลาย ทั้งนี้ แผนการศึกษาในระยะที่ 2 ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย 1.การศึกษาเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพของพื้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ได้ข้อเสนอลักษณะการใช้งานและประโยชน์ของพื้นที่และอาคารต่างๆ 3 รูปแบบ คือ

“แบบที่ 1” สัดส่วนของพื้นที่ที่ใช้เป็นพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เชิงพาณิชย์มากที่สุด มีสัดส่วนเท่ากันคือร้อยละ 30 “แบบที่ 2” สัดส่วนของพื้นที่ที่ใช้เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 30 รองลงมาคือลานกิจกรรม พื้นที่สร้างสรรค์ และพื้นที่อนุรักษ์ ในสัดส่วนเท่าๆ กันคือร้อยละ 18และ “แบบที่ 3” สัดส่วนของพื้นที่ที่ใช้เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 40 รองลงมาคือลานกิจกรรมและพื้นที่อนุรักษ์ในสัดส่วนเท่าๆ กันคือร้อยละ 18

2.การศึกษารูปแบบการบริหารจัดการด้านการลงทุนและความเป็นไปได้ทางการเงินเพื่อรองรับการอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพพื้นที่หัวลำโพง โดย ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ ขยายความว่า เมื่อพิจารณาลักษณะการใช้งานและประโยชน์ของพื้นที่และอาคารต่างๆพบว่าทั้ง 3 แบบ (ตามผลการศึกษาวิจัยในส่วนที่ 1) เป็นทางเลือกที่คนในสังคมยอมรับได้ แต่อาจจะต้องมีการชดเชยในสิ่งที่คนในสังคมสูญเสียไป เช่น บางคนอาจไม่รู้สึกว่าได้รับประโยชน์จากการใช้พื้นที่เป็นศูนย์การค้า

3.การศึกษาระบบโลจิสติกส์เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่หัวลำโพง แบ่งเป็น 2 ส่วนย่อย คือ ระบบเชื่อมโยงพื้นที่ภายในสถานีรถไฟหัวลำโพง และระบบโลจิสติกส์จากสถานีรถไฟหัวลำโพงไปยังสถานที่ต่างๆ ด้วยรูปแบบการเดินทางที่หลากหลาย อาทิ รถประจำทางรถแท็กซี่ รถไฟฟ้า BTS และ MRT และเรือ โดยมีสถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นจุดศูนย์กลางหรือจุดเชื่อมต่อที่สำคัญการศึกษายังได้นำเสนอตัวอย่าง 4 เส้นทางท่องเที่ยวหัวลำโพงและชุมชนใกล้เคียง (Virtual Tour) https://hlpvirtualtour.com

“การวิจัยระยะที่ 2 ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณโดยรูปแบบผสานวิธี (Mixed MethodsResearch) เน้นการสื่อสารสู่สาธารณะเพื่อสร้างการรับรู้ในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่หัวลำโพงและเกิดการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กลุ่มผู้ที่อาศัยบริเวณพื้นที่หัวลำโพง บุคลากรที่ปฏิบัติงานในหัวลำโพง ผู้ที่ใช้บริการที่หัวลำโพง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการท่องเที่ยว นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาปนิก นักอนุรักษ์ เจ้าหน้าที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ภาคประชาสังคมรวมถึงสถาบันการศึกษาต่างๆ” ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ อธิบาย

รูปแบบของกระบวนการวิจัยมีทั้งการสำรวจ การสัมภาษณ์การจัดกิจกรรมต่างๆ และการสื่อสารและรับฟังความเห็นผ่านช่องทางต่างๆ อาทิFacebook Fanpage โครงการวิจัยอนุรักษ์และพัฒนาสถานีรถไฟกรุงเทพ-หัวลำโพงกิจกรรม Community Walkการเสวนาวิชาการ การจัดเวทีสาธารณะโดยร่วมกับสื่อสาธารณะ เช่น ThaiPBS The Active และ The Cloud นอกจากนี้ได้ทำการสนทนากลุ่มย่อยของผู้แทนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง การสำรวจความคิดเห็นผ่าน Google Form การสื่อสารผ่านสื่อสาธารณะและสถานีวิทยุจุฬาฯ

การนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยว“หัวลำโพงและชุมชนใกล้เคียง (HuaLamphong Virtual Tour) และการจัดนิทรรศการออนไลน์สรุปผลการวิจัยของแผนงานและโครงการย่อยทั้งสามโครงการ ซึ่งมีผู้สนใจเข้าชมกว่า 900 คน โดย ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ เผยถึงความท้าทายในการวิจัยครั้งนี้ว่า การศึกษาวิจัยนี้เป็นการบูรณาการระหว่างศาสตร์สาขาต่างๆ ทั้งสถาปัตยกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รวมทั้งเป็นการวิจัยที่ศึกษาในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องมีการปรับรูปแบบการเก็บข้อมูลและการทำงานหลายด้านให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในขณะเดียวกันต้องตอบโจทย์การวิจัยให้ครบถ้วน

ผศ.ดร.เฟื่องอรุณ แนะว่า ผลการวิจัยจากโครงการนี้สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้หลายมิติ ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และเป็นกรอบในการประกวดแบบการพัฒนาหัวลำโพงคนกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวลำโพงจะเกิดความเข้าใจและรับรู้ถึงคุณค่าของการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพงซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

นอกจากนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย นักลงทุน นักธุรกิจผู้ประกอบการในพื้นที่ และเครือข่ายธุรกิจ เพื่อสังคมกรุงเทพฯ สามารถนำผลการวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารจัดการด้านการลงทุนและความเป็นไปได้ทางการเงินไปใช้เป็นแนวทางในการร่วมลงทุนในพื้นที่หัวลำโพง ทั้งการลงทุนในการจัดการท่องเที่ยวและการประกอบการเชิงสร้างสรรค์รวมถึงคนในชุมชนรอบสถานีรถไฟหัวลำโพงสามารถนำผลการวิจัยไปขับเคลื่อนเป็นแนวทางการพัฒนาชุมชนรอบสถานีรถไฟหัวลำโพงได้อีกด้วย!!!

‘วิษณุ’ชูแอคทีฟเลินนิ่ง ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู่นักเรียน ข้ามวิกฤตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603774

'วิษณุ'ชูแอคทีฟเลินนิ่ง ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู่นักเรียน ข้ามวิกฤตโควิด

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.13 น.

“วิษณุ” ชูแอคทีฟเลินนิ่ง ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู่นักเรียน ข้ามวิกฤตโควิด

วันที่ 21 กันยายน 2564 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการและประกาศนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน ก้าวข้ามสภาวะวิกฤต COVID-19 แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” ผ่านระบบ ZOOM และ OBEC Channel ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช  รมช.ศึกษาธิการ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ  เข้าร่วม

นายวิษณุ กล่าวว่า การประกาศนโยบายกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนการเรียนการสอนจาก Passive Learning ไปสู่ Active Learning ซึ่งจะทำให้เด็กที่เรียนด้วย Active Learning มีความรู้จริง รู้ลึก และรู้นาน เพราะทำเองกับมือ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องสร้างให้เด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับอุดมศึกษาให้ได้ ถือเป็น New Normal ชนิดหนึ่งด้านการศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ก็ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ และถือเป็นขั้นตอนการปฏิรูปที่สำคัญที่ต้องเร่งผลักดันให้ได้  ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ห่วงไม่ว่าไปที่ไหนก็จะวกมาพูดเรื่อง Active Learning เสมอ

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า การผลักดันเรื่องนี้เป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ ที่สำคัญสอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ปรับการเรียนการสอนอิงมาตรฐานไปสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น หวังว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป คือ จะได้เห็นการต่อยอดขยายผลเรื่องไปให้ทั่วราชอาณาจักร สามารถดำเนินการเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น 

“การเรียนด้วย Active Learning ทำให้เด็กมีโอกาสเรียนด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้รู้สึก รู้จริง รู้นานและไม่ค่อยลืม ขณะที่ครูก็จะเปลี่ยนจากผู้สอนหรือผู้บอกมาเป็นโค้ช คอยแนะนำ แต่เด็กต้องลงมือทำเอง เพราะฉะนั้นขอให้เชื่อเถอะการใช้ Active Learning แล้วเด็กจะเก่งขึ้นแน่นอน” นายวิษณุ  กล่าว  

ด้าน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning มาระยะหนึ่งแล้ว โดยนำร่องในภาคกลาง 80 โรงเรียน และภาคเหนือ 30 โรงเรียน ตอนนี้ก็มีแผนที่จะขยายผลให้ครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ เพราะจุดเด่นของกระบวนการเรียนรู้ด้วย Active Learning คือ การที่ผู้เรียนได้นำกระบวนการสร้างความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในชีวิตประจำวันและการเรียนรู้ในสถานศึกษา โดยผู้เรียนสามารถสร้างนวัตกรรมได้ตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และต่อยอดในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายได้อย่างต่อเนื่อง 

ขณะที่  นายศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า  การเรียนการสอนแบบ Active Learning  เป็นการเรียนโดยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง แต่การนำไปสู่การสร้างความรู้หรือสร้างผลผลิตที่เป็นนวัตกรรมได้ต้องออกแบบโดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ ที่เรียกว่า GPAS 5 Steps  ดังนั้นการประกาศนโยบายกระทรวงครั้งนี้ จึงเป็นการพัฒนาทั้งความคิด คุณธรรม ค่านิยม ทักษะ หลอมรวมถักทอเป็นเนื้อเดียวกันในตัวเด็ก เพราะฉะนั้นผลผลิตที่ออกมาจากตัวเด็กก็จะเป็นชิ้นงานที่สร้างสรรค์สะท้อนให้เห็นความคิดของเด็ก  และการเรียนรู้ด้วย  Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ  GPAS 5 Steps จะช่วยร่นระยะเวลาในการเรียนรู้ของเด็กได้ถึง 20 ปี ไม่ต้องรอให้เรียนจบแล้วค่อยไปพัฒนา แต่เด็กสามารถเรียนไปพร้อมกับการปฏิบัติตั้งแต่ชั้นอนุบาล

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานหนังสือประว้ติศาสตร์ 4 เล่ม ให้ศธ.นำไปสอนเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603741

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานหนังสือประว้ติศาสตร์ 4 เล่ม ให้ศธ.นำไปสอนเด็ก

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.35 น.

“ตรีนุช” เข้ารับพระราชทาน หนังสือประวัติศาสตร์ 4 เล่ม หน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมน้อมนำเผยแพร่สู่การสอนประวัติศาสตร์ให้แก่เด็กและเยาวชน
 
วันที่ 21 กันยายน 2564 ที่ห้องดำรงราชานุภาพ กระทรวงศึกษาธิการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการเข้าพิธีรับพระราชทานหนังสือ หน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน หนังสือประวัติศาสตร์ให้ตน จำนวน 4 เล่ม ประกอบด้วย  1.เอกสาร “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (Local History HI5921)”

โดย พลเอกหญิง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 2.หนังสือ “สายธารแห่งประวัติวิทยา ” (รวมบทพระราชนิพนธ์คำสอน ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ใน พลเอกหญิง ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี) 3. หนังสือ “จากแฟ้มเอกสารลับที่สุด” (เผยข้อมูลใหม่ทางประวัติศาสตร์ไทย สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐอเมริกา NARA) และ 4.หนังสือ “เรื่องเล่าจากทหารวิชาการอาวุโส” (การค้นคว้าและอ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างคน สร้างชาติ และสร้างทหารอาชีพ) ซึ่งตนจะน้อมนำหนังสือประวัติศาสตร์ทั้ง 4 เล่ม ไปเป็นแนวทางสู่การพัฒนาการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ให้แก่เด็กและเยาวชนต่อไป -007

 

ซีพีเอฟ ปลูกจิตสำนึกเยาวชน ด้านการแก้ปัญหาขยะ นำ 3Rs ปฏิบัติจริง สู่เป้าหมายโรงเรียนปลอดขยะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603402

ซีพีเอฟ ปลูกจิตสำนึกเยาวชน ด้านการแก้ปัญหาขยะ  นำ 3Rs ปฏิบัติจริง สู่เป้าหมายโรงเรียนปลอดขยะ

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) ซีพีเอฟ นำเยาวชนในหลายพื้นที่ ร่วมทำกิจกรรมสร้างสรรค์แก้ไขปัญหาขยะ ใน “วันเยาวชนแห่งชาติ”
เนื่องจากการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะที่กลายเป็นวาระแห่งชาติและต้องเร่งแก้ไข โดย เริ่มต้นกิจกรรมที่โรงเรียน ด้วยแนวคิดการใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ (Reduce Reuse and Recycle)หรือ 3Rs ผ่านกิจกรรมการมีส่วนร่วมและปลูกจิตสำนึก นำไปสู่ “โรงเรียนปลอดขยะ”(Zero waste School) ตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 

ซีพีเอฟ มีส่วนเข้าไปสนับสนุนโรงเรียนหลายแห่งในการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาขยะอย่างเป็นรูปธรรม หลายโรงเรียน โดยมีบุคลากรของบริษัท เป็นกำลังสำคัญในการฝึกอบรมการแยกขยะที่ถูกต้อง จัดให้มีถังขยะแยกประเภท เน้นนำขยะมาใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้กับขยะ และจัดอบรมให้เด็กๆ ด้วยกิจกรรมที่สนุกสนาน ทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมและเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีการจัดตั้งธนาคารขยะ มีบัญชีรายบุคคล และโครงการอิ่มสุขฯ สนับสนุนรางวัลในกิจกรรมขยะแลกไข่ไก่ และมอบก้อนเชื้อเห็ดเพื่อนำไปเพาะที่บ้าน มีการจับรางวัลเป็นประจำเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมที่สำคัญคือการนำขยะมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยโรงเรียนผูกเรื่องนี้เข้ากับโครงงานอาชีพ และเด็กๆยังส่งได้ต่อความรู้ไปถึงครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการช่วยแยกขยะพร้อมกับบุตรหลานด้วย

‘ตรีนุช’ กำชับซี11 ยึดนโยบบาย ‘TRUST’ ทำงานโปร่งใส พร้อมสอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ อย่างใกล้ชิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603404

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้ลงนามในบันทึกข้อความแจ้งแนวปฏิบัติการบริหารงานบุคคล เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจ ของหน่วยงาน ส่งไปยังปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และเลขาธิการสภาการศึกษาคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เพื่อทราบและถือปฏิบัติโดยบันทึกข้อความดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ เมื่อครั้งมาดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ. ตนได้ประกาศนโยบาย “TRUST” หรือ “ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ” โดยให้ความสำคัญในการบริหารงานให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ที่ทำให้ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง ผู้เรียน และประชาชนกลับมาให้ความไว้วางใจในการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งมีรูปแบบการทำงานที่สร้างความไว้วางใจในการทำงานที่มุ่งเน้นความโปร่งใส (T : Transparency) นั้น เพื่อให้การผลักดันแนวนโยบายดังกล่าว บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและป้องกันปัญหาการทุจริตและประพฤติ
มิชอบในวงข้าราชการ ในกระทรวงศึกษาธิการ จึงขอให้หัวหน้าหน่วยราชการกำชับให้ทุกส่วนราชการยึดถือแนวนโยบายเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต และการไม่เรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด อันเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งภาพรวมในกระทรวงศึกษาธิการของเรา และเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ มิให้เกิดขึ้น

“พร้อมกันนี้ได้กำชับให้ทุกส่วนราชการสอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหาร ข้าราชการครู ข้าราชการพลเรือน พนักงานราชการ ลูกจ้าง หรือพนักงานจ้างเหมาบริการ และหากพบว่ามีการกระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่ หรือ เรียกรับผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ ทั้งในรูปตัวเงินหรือสิทธิหรือประโยชน์อื่นใด จะดำเนินการทางวินัยทั้งผู้กระทำผิด และผู้บังคับบัญชาฐานปล่อยปละละเลย ไม่สนองนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ โดยพิจารณาโทษอย่างเด็ดขาดสถานหนัก เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นรวมทั้งพิจารณาโทษผู้บังคับบัญชาที่กำกับดูแลและปล่อยปละละเลยให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ หรือทุจริตต่อหน้าที่ราชการอันสร้างความเสื่อมเสียดังกล่าวด้วย”รมว.ศธ. กล่าว

‘ไทย-รัสเซีย’แชร์ประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิด ร่วมหารือแนวทางการเรียน-สอนออนไลน์ที่เหมาะสม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603401

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ร่วมกับโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จัดการประชุมโต๊ะกลม
ไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 3 หัวข้อ การจัดการศึกษาท่ามกลางโรคระบาดโควิด-19 พลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส (Educationduring COVID-19 Pandemic: Turning Crisis into Opportunity) เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ผ่านระบบออนไลน์ด้วยแอปพลิเคชั่นZOOM โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นประธานการประชุม ณ วังสระปทุม และ รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะทำงานจัดการประชุมฯ กล่าวถวายรายงานโดยมี นางสาวตรีนุช เทียนทองรมว.ศึกษาธิการ ร่วมเฝ้าฯรับเสด็จ

ดร.อำนาจ กล่าวว่า การประชุมโต๊ะกลมไทย-รัสเซีย เริ่มขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนรัสเซีย ปี 2560 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้ตระหนักถึงศักยภาพของรัสเซียในด้านการศึกษาวิจัย และเทคโนโลยี จึงทรงดำรัสให้จัดการประชุมครั้งที่ 1 ขึ้น และได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การแลกเปลี่ยนความรู้ การส่งนักเรียนทุนไปศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดการศึกษา เป็นต้น ซึ่งการประชุมนี้เป็นครั้งที่ 3 ได้มีการหารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จัดการศึกษาทางออนไลน์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 รวมถึงการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของการเรียนผ่านระบบออนไลน์ในยุคโรคโควิดระบาด โดยแต่ละประเทศได้เสนอแนวทางจัดการเรียนการสอนว่าเป็นอย่างไร และจะแลกเปลี่ยนการเรียนการสอนกันอย่างไรบ้าง

ดร.อำนาจ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ได้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องการจัดการศึกษาของประเทศไทยท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19 (Model of BasicEducation Learning in Thailandduring COVID-19 Pandemic) ที่มี5 รูปแบบ คือ 1.On-site เรียนที่โรงเรียน2.On-air เรียนผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ DLTV 3.On-demand เรียนผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ 4.On-line เรียนผ่านอินเตอร์เนต และ 5.On-hand เรียนที่บ้านด้วยเอกสาร รวมถึงการจัดการเรียนการสอนโค้ดดิ้ง (Coding) และ สะเต็มศึกษา(STEM Education) ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยขณะที่ประเทศรัสเซียก็นำเสนอแนวทางการสอนทางด้านคณิตศาสตร์ มีการยกตัวอย่างโรงเรียนต้นแบบ และวิธีการสอนผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น

“จากการหารือในครั้งนี้น่าจะมีทิศทางความร่วมมือที่จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีหลังจากประชุมเสร็จเรียบร้อยแล้วทางคณะทำงานโต๊ะกลมไทย-รัสเซีย ที่มี รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ เป็นประธาน จะนำข้อมูลจากการหารือทั้งหมดมาวิเคราะห์ว่าในปีนี้จะมีการขับเคลื่อนการทำงาน กิจกรรมที่จะต้องดำเนินการหรือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในเรื่องอะไรบ้าง รวมถึงการทำงานในปีต่อๆ ไปด้วย แต่ในปีนี้เราก็มีข้อจำกัดเรื่องปัญหาโควิด-19 ซึ่งจะทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ ที่จะต้องเดินทางไปรัสเซียหรือมาประเทศไทยไม่ได้ จึงต้องใช้ระบบออนไลน์เข้ามาช่วย อย่างไรก็ตามจากที่ทาง รมว.ศึกษาธิการ ได้เข้าร่วมหารือด้วย ก็มีนโยบายที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ให้ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้การทำงานเกิดเป็นรูปธรรมด้วย” ดร.อำนาจ กล่าว

สอศ. เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตรฝึกวิชาชีพ ในฟาร์มปศุสัตว์ เดนมาร์ก หลังวิกฤตโควิด คลี่คลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603403

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือ กับ สำนักงาน Travel to Farm ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดองค์การเกษตรของราชอาณาจักรเดนมาร์ก มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานในฟาร์มปศุสัตว์ของนักศึกษา โดยแต่ละปีจะมีนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการประมาณ10-15 คน ระยะเวลาในการฝึกงาน 12 -18 เดือน

“ปัจจุบัน มีนักศึกษาที่ผ่านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพจากโครงการนี้แล้ว ประมาณ 420 คน ได้รับความรู้และประสบการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีการผลิตโคนมและสุกรที่ทันสมัย โดยขณะฝึกงาน นักศึกษาจะได้รับเงินค่ายังชีพเป็นค่าตอบแทนประมาณเดือนละ 50,000 บาทภายหลังหักค่าภาษีและค่าใช้จ่ายจะเหลือประมาณ 30,000บาท ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ในการตั้งต้นประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือศึกษาต่อในประเทศไทยจนจบชั้น ปวส. 2และระดับปริญญาตรีได้ โดยนักศึกษาจะพำนักอาศัยอยู่กับครอบครัวเกษตรกรชาวเดนมาร์ก ในลักษณะสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว จะได้เรียนรู้วิชาการทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ นอกเหนือจากนี้ นักศึกษายังจะได้รับประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศ รู้จักปรับตนเองให้เข้ากับผู้คนที่แตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ สำหรับปี 2564 นี้ รัฐบาลเดนมาร์ก ได้ตอบรับนักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพมากกว่าทุกๆ ปี ณ ขณะนี้มียอดตอบรับถึง 24 คนแล้ว และอยู่ระหว่างนักศึกษาเดินทางไปเข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือได้ว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จและพร้อมก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-เดนมาร์ก ในความร่วมมือปีที่ 27 ต่อไป” ดร.สุเทพ กล่าว

ด้าน นางพัชรา วัฒนะ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ ผู้ดูแลโครงการความร่วมมือจัดส่งนักศึกษาฝึกงานฟาร์มปศุสัตว์ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปีแล้ว มีการดำเนินการเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน โดยดำเนินการสอบคัดเลือกนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. 1 สาขาสัตวศาสตร์ และสัตวรักษ์ ไม่จำกัดเพศ อายุไม่ต่ำกว่า 19 ปี บริบูรณ์ ตามข้อกำหนดของฝ่ายเดนมาร์ก ซึ่งในแต่ละปี มีนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกได้เดินทางไปฝึกงานฟาร์มปศุสัตว์ ได้แก่ ฟาร์มโคนม และฟาร์มสุกรของเกษตรกรเครือข่ายสมาชิก Danish Farmers Union เป็นระยะเวลา 1 ปี จำนวนปีละประมาณ 10 – 15 คน โดยนักศึกษาที่ผ่านการสอบคัดเลือกต้องเข้ารับการฝึกอบรมภาษาอังกฤษ เพื่อเข้ารับการทดสอบภาษาอังกฤษIELTS และต้องได้คะแนนผลการสอบ ระดับคะแนนไม่น้อยกว่า 3.0 ซึ่งเป็นเกณฑ์ข้อกำหนดของฝ่ายเดนมาร์กรวมทั้งไปฝึกทักษะการปฏิบัติงานในฟาร์มสุกร หรือฟาร์มโคนม ตลอดจนการฝึกอบรมภาษาอังกฤษด้วย เพื่อให้มีความพร้อมในเบื้องต้นในการเดินทางไปฝึกปฏิบัติงานจริง ณ เดนมาร์ก ซึ่งนักศึกษาจะได้รับความรู้เกี่ยวกับประเทศเดนมาร์กในด้านต่างๆ ได้แก่ สังคมความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตการปรับตัวในการดำเนินชีวิตกับครอบครัวเกษตรกรเดนมาร์ก และการเตรียมตัวการเดินทางไปฝึกงาน ทั้งนี้ เมื่อนักศึกษาฝึกงานครบกำหนด 1 ปีแล้ว จะต้องเดินทางกลับมาศึกษาต่อในระดับปวส. 2 ที่สถานศึกษาเดิม อีกประมาณ1 เทอม หรือ 1 ปี จนจบการศึกษาตามที่ระเบียบและวิธีการที่สถานศึกษากำหนด

“ราชอาณาจักรเดนมาร์ก” ถือได้ว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตสูงเป็นลำดับต้นๆของโลก และมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพในอันดับที่สูงทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาพ การคุ้มครองเสรีภาพพลเมือง ธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย และความเท่าเทียมกันทางเพศ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลเดนมาร์ก ได้ประกาศคลายมาตรการป้องกันโควิด และเปิดโอกาสให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณหลักร้อยต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตอยู่ที่เพียงหลักหน่วย ประชากรที่เข้ารับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดสมากถึง 76.2% และ 73.8% สำหรับผู้เข้ารับวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งถือได้ว่า เดนมาร์กเป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรเข้ารับวัคซีนโควิดแล้วมากเป็นอันดับต้นๆของโลก