Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603184

Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศ

Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.40 น.

Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน

บริษัท อิน เดอะ ลีด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด จัดงานYouth In Charge The Kickoffในรูปแบบออนไลน์เพื่อเปิดตัว“Youth In Charge”แพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำและโอกาสของเยาวชนไทยโดยผนึกกำลังกับภาคีพันธมิตร ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายสถาบันการศึกษา ร่วมกันสร้างพื้นที่ให้กับเยาวชนที่มีความสนใจและความมุ่งมั่นในการเป็นเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้มีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และทำงานร่วมกันโดยได้ริเริ่ม“Youth In Charge Leadership Academy”ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนกลุ่มดังกล่าวได้เรียนรู้จากผู้นำตัวจริงจากทุกภาคส่วนในบรรยากาศการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้เยาวชนกล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าตั้งคำถาม และกล้าตั้งข้อสงสัยต่อกรอบความคิดและความเชื่อเดิมๆเพื่อต่อยอดนำไปสู่การขับเคลื่อนสังคมและพัฒนาประเทศของเราให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

เอริกา เมษินทรีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์ม Youth In Charge กรรมการผู้จัดการ บริษัทอิน เดอะ ลีด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัดกล่าวว่า “ปัจจุบันโลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและฉับพลัน มีการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างสะดวกสบาย พวกเขาจึงมีทั้งความตื่นตัว ตื่นรู้ มีมุมมองที่แปลกใหม่ และมีความสนใจที่หลากหลายในเมื่อโลกนอกรั้วโรงเรียนและนอกรั้วมหาวิทยาลัยของเขากว้างขึ้นเรื่อยๆ สถาบันการศึกษาและระบบการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ระบบนิเวศที่เหมาะสมเสมอไปสำหรับการปลดปล่อยพลัง แสดงศักยภาพและพัฒนาความเป็นผู้นำของเยาวชน เราจึงริเริ่มแพลตฟอร์มYouth In Charge ขึ้นมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ปลดปล่อยความสามารถที่มีออกมาอย่างเต็มกำลัง โดยล่าสุด Youth In Charge และภาคีพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ริเริ่ม Youth In Charge Leadership Academy เพื่อเป็นแพลตฟอร์มในการพัฒนาศักยภาพ ความเป็นผู้นำ และโอกาสของเยาวชนไทย ที่จะเปิดโลกนอกโรงเรียน ขยายกิจกรรมและการเรียนรู้ของเยาวชนออกนอกสถาบันการศึกษา รวมถึงเปิดโอกาสให้เยาวชนจากต่างพื้นเพและความสนใจได้ทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยน และเรียนรู้จากกันและกัน ตลอดจนให้เยาวชนได้มีบทบาทนำหรือร่วมนำในการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนวาระสำคัญของชาติ ล่าสุดได้ประกาศรายชื่อเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมYouth In Charge Leadership Academy จำนวน 85 คน โดยมีอายุตั้งแต่ 16 – 26 ปี จากทั้งในกรุงเทพมหานครและจากต่างจังหวัด ครอบคลุมเยาวชนหลากหลายกลุ่ม หลากหลายความรู้ความสามารถและความสนใจ เราภูมิใจและเชื่อว่าเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนของความหลากหลายของเยาวชนไทยในปัจจุบันอย่างแท้จริง

Youth In Charge Leadership Academy จะเริ่มกิจกรรมอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม 2564 โดยเน้นการปฏิสัมพันธ์ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันที่สนุกสนาน และการท้าทายเยาวชนให้ลองคิดและลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ ตลอดจนพัฒนาและปรับปรุงทักษะที่พวกเขาอาจยังทำได้ไม่ดี เพื่อนำไปสู่การค้นพบศักยภาพความเป็นผู้นำที่แท้จริงของเยาวชนแต่ละคน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แพลตฟอร์มที่เราได้สร้างขึ้นจะผลักดันให้เยาวชนกลุ่มนี้เป็นพันธมิตรกัน หาวิธีที่จะเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกัน ตลอดจนเติบโตไปด้วยกันในอนาคตอีกด้วย

Youth In Charge Leadership Academy จะถูกเสริมทัพด้วยผู้นำที่มากด้วยประสบการณ์ทั้งจากภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเป็นผู้นำองค์กร การบริหารจัดการคน การเป็นผู้นำในภาวะวิกฤติ การรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า รวมไปถึงนำองค์ความรู้เฉพาะด้านมาถ่ายทอดให้กับเหล่าเยาวชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า Youth In Charge Leadership Academy และเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Future Changers) 85 คนแรกนี้ จะเป็นแรงกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจ อีกทั้งช่วยเป็น “ตัวคูณ” ในการสร้างสังคมแห่งโอกาสและขยายเครือข่ายต่อไปยังเยาวชนกลุ่มอื่น ๆ ได้

เราคาดหวังว่าแพลตฟอร์มและเครือข่ายเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เรากำลังสร้างขึ้นมานี้จะเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่าเยาวชนในปัจจุบันมีความรู้ความสามารถ มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเอง มีความหลากหลาย มีศักยภาพที่ล้นเหลือ และเมื่อมารวมตัวกันจะเกิดพลังมหาศาล ที่สำคัญที่สุด เราอยากให้ทุกคนเห็นว่า พื้นที่สำหรับการรวมตัวกันอย่างสร้างสรรค์ของเยาวชนและผู้ใหญ่จากทุกๆฝ่าย สามารถเกิดขึ้นได้จริง และแม้สิ่งที่เยาวชนคิดหรือทำในวันนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่หากได้รับการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างจริงจังของผู้ใหญ่ ก็สามารถที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและก้าวที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน”

ติดตามรายละเอียดแพลตฟอร์มYouth In Charge เพิ่มเติมได้ที่ www.youthincharge.net หรือที่เพจเฟซบุ๊ก Youth In Charge: https://web.facebook.com/YouthInChargeThailand

ศธ.เร่งถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ นัดถกสถาบันการเงินช่วยแก้หนี้ครู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603172

ศธ.เร่งถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ นัดถกสถาบันการเงินช่วยแก้หนี้ครู

ศธ.เร่งถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ นัดถกสถาบันการเงินช่วยแก้หนี้ครู

วันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.50 น.

ศธ.เร่งถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ นัดถกสถาบันการเงินช่วยแก้หนี้ครู

19 กันยายน 2564 นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการดำเนินงานของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า คณะกรรมการฯ ได้ใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นฐานในการถอดบทเรียนการแก้ปัญหาหนี้สินครู และที่ผ่านมาคณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อประชุมรับฟังแนวทางการบริหารจัดการของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั้ง 2 แห่งนี้มีการบริหารจัดการที่ดี และมีการดูแลสมาชิกที่เคยมีปัญหา โดยมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆขึ้นมาแก้ไขจนปัญหาคลี่คลาย และเป็นที่พึงพอใจของสมาชิก ถือเป็นสหกรณ์ตัวอย่าง รวมถึงแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้

นายสุทธิชัย กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับประธานกรรมการ คณะกรรมการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั้ง 2 แห่ง และมีส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เช่น ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) กศน.จังหวัด ผู้อำนวยการ สกสค. จังหวัด กรมส่งเสริมสหกรณ์จังหวัด ร่วมด้วยนั้น จากการรับฟังความคิดเห็นตรงกับที่เราได้ตั้งสมมุติฐานไว้ในการลดดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้จะต้องสมดุลกัน แต่เมื่อเทียบดอกเบี้ยของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกับดอกเบี้ยของสถาบันการเงินทั่วไป พบว่า ดอกเบี้ยสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสูงกว่า จึงทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้สูงไปด้วย จะต้องหาแนวทางการปรับลดดอกเบี้ยลง และเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ กรณีสมาชิกมีปัญหาเกิดขึ้นจะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดหรือไม่ เพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยหรือกรณีมีการฟ้องร้อง

“ระหว่างที่เรากำลังถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯทั้ง 2 แห่ง ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ คณะกรรมการฯ จะเชิญสถาบันการเงิน อาทิ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ มาหารือเพื่อขอความร่วมมือและสอบถามความคิดเห็นและแนวทางในการช่วยเหลือครูได้อย่างไร จากนั้นคณะกรรมการฯจะกำหนดเป็นแนวทางการทำงานขยายผลไปสู่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบในพื้นที่นำร่อง 4 ภาค ๆ ละ 3 จังหวัด รวม 12 จังหวัด หากสหกรณ์ใดพร้อมจะเข้าร่วมโครงการก็ยินดี โดยรอบแรกตั้งเป้าไว้ 12 สหกรณ์ออมทรัพย์ครู บวกกับสหกรณ์อื่นอีกกว่า 20 แห่ง ที่พร้อมเข้าร่วมมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ก่อนจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย นำไปสู่การขับเคลื่อน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบกระจายไปสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ” นายสุทธิชัย กล่าว

นายสุทธิชัย กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาตนได้นำแนวทางการทำงานเสนอต่อ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ แล้วและเห็นด้วยกับแนวทาง ขอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูโดยเร็วที่สุด และการดำเนินงานที่ผ่านมาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รายงานเข้าที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ เป็นระยะๆ ซึ่งทุกคนอยากให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

‘ไทย-รัสเซีย’โชว์ประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602914

'ไทย-รัสเซีย'โชว์ประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิด

‘ไทย-รัสเซีย’โชว์ประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิด

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.21 น.

สกศ.จัดประชุมโต๊ะกลมไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 3 ผ่านซูม แลกเปลี่ยนประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิดระบาด ไทยโชว์ความสำเร็จจัดการศึกษา 5 ออน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จัดการประชุมโต๊ะกลมไทย – รัสเซีย ครั้งที่ 3 หัวข้อ การจัดการศึกษาท่ามกลางโรคระบาดโควิด-19 พลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส ( Education during COVID-19 Pandemic: Turning Crisis into Opportunity) ระหว่างวันที่ 16 – 17 กันยายน 2564 ผ่านระบบออนไลน์ด้วยแอปพลิเคชัน ZOOM โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานการประชุม ณ วังสระปทุม และ รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะทำงานจัดการประชุมฯ กล่าวถวายรายงาน โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ

ดร.อำนาจ กล่าวว่า การประชุมโต๊ะกลมไทย – รัสเซีย เริ่มขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนรัสเซีย ปี 2560 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้ตระหนักถึงศักยภาพของรัสเซียในด้านการศึกษา วิจัย และเทคโนโลยี จึงทรงดำรัสให้จัดการประชุมครั้งที่ 1 ขึ้น และได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การแลกเปลี่ยนความรู้ การส่งนักเรียนทุนไปศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดการศึกษา เป็นต้น ซึ่งการประชุมนี้เป็นครั้งที่ 3 ได้มีการหารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จัดการศึกษาทางออนไลน์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 รวมถึงการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของการเรียนผ่านระบบออนไลน์ในยุคโรคโควิดระบาด โดยแต่ละประเทศได้เสนอแนวทางจัดการเรียนการสอนว่าเป็นอย่างไร และจะแลกเปลี่ยนการเรียนการสอนกันอย่างไรบ้าง

ดร.อำนาจ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ได้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องการจัดการศึกษาของประเทศไทยท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19 (Model of Basic Education Learning in Thailand during COVID-19 Pandemic )ที่มี 5 รูปแบบ คือ 1.On-site เรียนที่โรงเรียน 2.On-air เรียนผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ DLTV 3.On-demand เรียนผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ 4.On-line เรียนผ่านอินเตอร์เน็ต และ 5.On-hand เรียนที่บ้านด้วยเอกสาร รวมถึงการจัดการเรียนการสอนโค้ดดิ้ง (Coding) และสะเต็มศึกษา (STEM  Education) ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ขณะที่ประเทศรัสเซียก็นำเสนอแนวทางการสอนทางด้านคณิตศาสตร์ มีการยกตัวอย่างโรงเรียนต้นแบบ และวิธีการสอนผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น

“จากการหารือในครั้งนี้น่าจะมีทิศทางความร่วมมือที่จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี หลังจากประชุมเสร็จเรียบร้อยแล้วทางคณะทำงานโต๊ะกลมไทย-รัสเซีย ที่มี รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ เป็นประธาน จะนำข้อมูลจากการหารือทั้งหมดมาวิเคราะห์ว่าในปีนี้จะมีการขับเคลื่อนการทำงาน กิจกรรมที่จะต้องดำเนินการหรือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในเรื่องอะไรบ้าง รวมถึงการทำงานในปีต่อๆไปด้วย แต่ในปีนี้เราก็มีข้อจำกัดเรื่องปัญหาโควิด-19 ซึ่งจะทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ ที่จะต้องเดินทางไปรัสเซียหรือมาประเทศไทยไม่ได้ จึงต้องใช้ระบบออนไลน์เข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม จากที่ทาง รมว.ศึกฺษาการ ได้เข้าร่วมหารือด้วย ก็มีนโยบายที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ให้ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้การทำงานเกิดเป็นรูปธรรมด้วย” ดร.อำนาจ กล่าว – 006

‘ครูโอ๊ะ’มอบ’ศธจ.นนทบุรี’ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการคืนค่าการศึกษารร.เอกชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602897

'ครูโอ๊ะ'มอบ'ศธจ.นนทบุรี'ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการคืนค่าการศึกษารร.เอกชน

‘ครูโอ๊ะ’มอบ’ศธจ.นนทบุรี’ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการคืนค่าการศึกษารร.เอกชน

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.41 น.

“ครูโอ๊ะ”มอบ”ศธจ.นนทบุรี”ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการคืนค่าการศึกษารร.เอกชน ย้ำความเดือดร้อนของผู้ปกครอง-ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เน้นให้ตรวจสอบ-โปร่งใส-เป็นธรรม-ภายใต้การมีส่วนร่วม เพื่อประโยชน์ของเด็กเยาวชนบนแผ่นดินไทย

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีผู้ปกครองขอความเป็นธรรมในการคืนค่าการศึกษา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามความเป็นจริง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ว่า ครูโอ๊ะได้ติดตามข่าวและไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของผู้ปกครองและประชาชน ทันทีที่ได้รับทราบเรื่องซึ่งเกิดขึ้นในโรงเรียนเอกชนที่อยู่ในการดูแล จึงได้มีการสั่งการให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เร่งติดตามและสอบถามข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งในส่วนของผู้ปกครองและโรงเรียน

“วันนี้ได้รับรายงานจาก นางธรรมพร แข็งกสิการ ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี ว่า ได้เชิญผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนดังกล่าวมาร่วมพูดคุยกับตัวแทนผู้ปกครอง เพื่อชี้แจงเหตุผลการคืนเงินค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้นักเรียนชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต้องเรียนออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom จากที่บ้าน ที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทางตัวแทนผู้ปกครองจึงต้องการให้โรงเรียนปรับจำนวนเงินคืนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มเติม อาทิ บางรายการที่นักเรียนไม่ได้ใช้บริการ หรือรายการที่ไม่มีความจำเป็นจากการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ เป็นต้น ซึ่งจะสรุปผลการหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน รายงานมายังครูโอ๊ะต่อไปและได้เน้นย้ำกับ ศธจ.นนทบุรี ไปแล้วว่า ควรรับฟังความคิดเห็นของทั้งสองฝ่าย ภายใต้การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพูดคุยหาข้อเท็จจริงบนพื้นฐานความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าโรงเรียนเอกชนเข้ามาช่วยรัฐบาลในการจัดการศึกษาทางเลือกอย่างหลากหลายแก่ผู้ปกครองที่มีความพร้อม แต่เมื่อผู้ปกครองได้รับความเดือดร้อนและข้อเรียกร้องเช่นนี้ ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะต้องตรวจสอบหาข้อมูลความจริง เพื่อแก้ไขปรับปรุงการทำงานที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือ เพื่อประโยชน์ของผู้เรียนที่เป็นลูกหลานทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย” รมช.ศธ.กล่าว – 006

‘GISTDA-สสช.’ ร่วมบูรณาการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติเพื่อประโยชน์ร่วมกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602771

'GISTDA-สสช.' ร่วมบูรณาการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

‘GISTDA-สสช.’ ร่วมบูรณาการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 12.31 น.

17 กันยายน 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสช. ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการบูรณาการและประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนภารกิจของทั้งสองหน่วยงาน ภายใต้โครงการ Open Data Platform ในรูปแบบออนไลน์

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้โครงการ Open Data Platform นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่าง 2 หน่วยงาน นอกจากจะเป็นการสนับสนุนภารกิจแล้ว ยังต้องการให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงข้อมูลภูมิสารสนเทศทางสถิติได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์และพัฒนาข้อมูลภูมิสารสนเทศทางสถิติร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทั้ง 2 หน่วยงานจะร่วมกันสนับสนุนทรัพยากรด้านข้อมูล เครื่องมือ และบุคลากร รวมถึงร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่ายให้มีองค์ความรู้และทักษะด้านการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติพร้อมทั้งถ่ายทอดแลกเปลี่ยนและพัฒนาองค์ความรู้ภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะนำไปสู่การขับเคลื่อนโครงการ Opendata Platform ที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ให้บริการบน Platform นี้ได้ อาทิ ด้านการลดความเหลื่อมล้ำโดยการนำข้อมูลสถิติความยากจนของประชากรในพื้นที่วิเคราะห์ร่วมกับศักยภาพของพื้นที่ที่ได้จากการประมวลผลโดยใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมเพื่อนำไปวางแผนการกำหนดนโยบายพัฒนาพื้นที่ในอนาคต หรือ ด้านการเกษตร เช่น สถิติการส่งเสริมพื้นที่ตั้งของสถานประกอบการที่ได้การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวกับการวางแผนพัฒนาเมืองจากมุมมองและแนวโน้มการเติบโตของเมืองจากภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้งานอย่างแท้จริง

ทางด้าน นางสาววันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการ สสช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การร่วมลงนามในครั้งนี้จะทำให้เกิดการบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บทระบบสถิติประเทศไทย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2559-2564) ฉบับปรับปรุง ที่อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้ในการพัฒนาทางสถิติที่เป็นข้อมูลสำคัญของประเทศให้อยู่ในรูปแบบข้อมูลภูมิสารสนเทศที่เป็นที่ต้องการในปัจจุบัน เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลตามนโยบายรัฐบาลสู่การเป็น Smart Government ต่อไป

-(016)

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี 11 แห่ง ‘เอนก’เผยอธิการบดีที่ถูกร้องเรียนไร้ปัญหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602749

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี 11 แห่ง ‘เอนก’เผยอธิการบดีที่ถูกร้องเรียนไร้ปัญหา

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี 11 แห่ง ‘เอนก’เผยอธิการบดีที่ถูกร้องเรียนไร้ปัญหา

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 10.11 น.

วันที่ 17 กันยายน 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษา 11 แห่ง ดังนี้ 1.นายอนันต์ ทองระอา ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 2.นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง 3.นายจิระพันธ์ ห้วยแสน ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ 4.นายศรชัย มุ่งไธสง ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย 5.น.ส.มาลิณี จุโฑปะมา ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ 6.นายชัยฤทธิ์ ศิลาเดช ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง 7.นางสุภาวิณี สัตยาภรณ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ 8.นายเสนาะ กลิ่นงาม ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี 9.นายสมเจตน์ ดวงพิทักษ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎเลย 10.นายโฆษิต ศรีภูธร ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และ 11.นางนิภา โสภาสัมฤทธิ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

รมว.อว.กล่าวต่อว่า แม้ก่อนหน้านี้ได้มีกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับการแต่งตั้งอธิการบดีในจำนวนนี้ 5 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ และมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง แต่ อว. ได้ทำการสอบสวนและตรวจสอบจนเป็นที่แน่ใจแล้ว จึงได้นำความกราบบังคมทูล พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี -007

สอศ.เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตร ฝึกวิชาชีพฟาร์มปศุสัตว์เดนมาร์ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602675

สอศ.เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตร ฝึกวิชาชีพฟาร์มปศุสัตว์เดนมาร์ก

สอศ.เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตร ฝึกวิชาชีพฟาร์มปศุสัตว์เดนมาร์ก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 22.05 น.

สอศ.เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตรฝึกวิชาชีพในฟาร์มปศุสัตว์ ณ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก สู่ปีที่ 27

“ราชอาณาจักรเดนมาร์ก” ถือได้ว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตสูงเป็นลำดับต้นๆของโลก และมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพในอันดับที่สูงทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาพ การคุ้มครองเสรีภาพพลเมือง ธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย และความเท่าเทียมกันทางเพศ โดยเมื่อเร็วๆนี้ (10 กันยายน 2564) รัฐบาลเดนมาร์ก ได้ประกาศคลายมาตรการป้องกันโควิด และเปิดโอกาสให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง ซึ่งสถานการณ์โควิดในเดนมาร์กปัจจุบัน มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณหลักร้อยต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตอยู่ที่เพียงหลักหน่วย ขณะที่มีประชากรที่เข้ารับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส มากถึง 76.2% ของประชากรทั้งหมด และ 73.8%สำหรับผู้เข้ารับวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งถือได้ว่า เดนมาร์กเป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรเข้ารับวัคซีนโควิดแล้วมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

วันที่ 16 กันยายน 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เริ่มดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่าง สอศ. กระทรวงศึกษาธิการ กับ สำนักงาน Travel to Farm ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดองค์การเกษตรของราชอาณาจักรเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานในฟาร์มปศุสัตว์ของนักศึกษา โดยแต่ละปีจะมีนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการประมาณ 10 – 15 คน ระยะเวลาในการฝึกงาน 12 – 18 เดือน

“ปัจจุบัน มีนักศึกษาที่ผ่านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพจากโครงการนี้แล้ว ประมาณ 420 คน ได้รับความรู้และประสบการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีการผลิตโคนมและสุกรที่ทันสมัย โดยขณะฝึกงาน นักศึกษาจะได้รับเงินค่ายังชีพเป็นค่าตอบแทนประมาณเดือนละ 50,000 บาท ภายหลังหักค่าภาษีและค่าใช้จ่ายจะเหลือประมาณ 30,000 บาท ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ในการตั้งต้นประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือศึกษาต่อในประเทศไทยจนจบ ชั้น ปวส.2 และระดับปริญญาตรีได้ โดยนักศึกษาจะพำนักอาศัยอยู่กับครอบครัวเกษตรกรชาวเดนมาร์ก ในลักษณะสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว จะได้เรียนรู้วิชาการทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ นอกเหนือจากนี้ นักศึกษายังจะได้รับประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศ รู้จักปรับตนเองให้เข้ากับผู้คนที่แตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ สำหรับปี 2564 นี้ รัฐบาลเดนมาร์ก ได้ตอบรับนักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพมากกว่าทุกๆ ปี ณ ขณะนี้มียอดตอบรับถึง 24 คนแล้ว และอยู่ระหว่างนักศึกษาเดินทางไปเข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือได้ว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จและพร้อมก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-เดนมาร์ก ในความร่วมมือปีที่ 27 ต่อไป” ดร.สุเทพ กล่าว

ด้าน นางพัชรา วัฒนะ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ ผู้ดูแลโครงการความร่วมมือจัดส่งนักศึกษาฝึกงานฟาร์มปศุสัตว์ ณ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปีแล้ว มีการดำเนินการเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน โดยดำเนินการสอบคัดเลือกนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับ ปวส.1 สาขาสัตวศาสตร์ และสัตวรักษ์ ไม่จำกัดเพศ อายุไม่ต่ำกว่า 19 ปี บริบูรณ์ ตามข้อกำหนดของฝ่ายเดนมาร์ก ซึ่งในแต่ละปี มีนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกได้เดินทางไปฝึกงานฟาร์มปศุสัตว์ ได้แก่ ฟาร์มโคนม และฟาร์มสุกรของเกษตรกรเครือข่ายสมาชิก Danish Farmers Union เป็นระยะเวลา 1 ปี จำนวนปีละประมาณ 10 – 15 คน โดยนักศึกษาที่ผ่านการสอบคัดเลือกต้องเข้ารับการฝึกอบรมภาษาอังกฤษ เพื่อเข้ารับการทดสอบภาษาอังกฤษ IELTS และต้องได้คะแนนผลการสอบ ระดับคะแนนไม่น้อยกว่า 3.0 ซึ่งเป็นเกณฑ์ข้อกำหนดของฝ่ายเดนมาร์ก รวมทั้งไปฝึกทักษะการปฏิบัติงานในฟาร์มสุกร หรือฟาร์มโคนม ตลอดจนการฝึกอบรมภาษาอังกฤษด้วย เพื่อให้มีความพร้อมในเบื้องต้นในการเดินทางไปฝึกปฏิบัติงานจริง ณ เดนมาร์ก ซึ่งนักศึกษาจะได้รับความรู้เกี่ยวกับประเทศเดนมาร์กในด้านต่างๆ ได้แก่ สังคมความเป็นอยู่ การใช้ชีวิต การปรับตัวในการดำเนินชีวิตกับครอบครัวเกษตรกรเดนมาร์ก และการเตรียมตัวการเดินทางไปฝึกงาน ทั้งนี้ เมื่อนักศึกษาฝึกงานครบกำหนด 1 ปีแล้ว จะต้องเดินทางกลับมาศึกษาต่อในระดับ ปวส.2 ที่สถานศึกษาเดิม อีกประมาณ 1 เทอม หรือ 1 ปี จนจบการศึกษาตามที่ระเบียบและวิธีการที่สถานศึกษากำหนด – 006

‘ตรีนุช’ลงนามระเบียบ ศธ.เตรียมการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602701

'ตรีนุช'ลงนามระเบียบ ศธ.เตรียมการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้

‘ตรีนุช’ลงนามระเบียบ ศธ.เตรียมการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 19.47 น.

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเตรียมการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ พ.ศ.2564

ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอณาจักรไทย มาตรา 258 จ.(4) ได้กำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดยปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัดและปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยสอดคล้องกันทั้งในระดับชาติ และระดับพื้นที่ ประกอบกับยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561 – 2580) ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ ได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายให้คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ พร้อมสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 และสังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและสนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต กอปรกับคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภา ซึ่งได้กำหนดให้มีสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้เป็นหน่วยงานของรัฐในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการ ตามกฏหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือรัฐวิสาหกิจตามกฏหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฏหมายอื่น

ฉะนั้น เพื่อเป็นการเตรียมการรองรับการประกาศใช้กฏหมายและไม่ทำให้เกิดช่องว่างในการบังคับใช้กฏหมายดังกล่าว อันจะเป็นการทำให้การปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับหลักสูตรและการเรียนรู้มีความต่อเนื่อง ไม่สะดุด หรือได้รับผลกระทบ สามารถจัดตั้งหน่วยงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์และเจตนารมย์ของกฏหมายทุกประการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 และ มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงวางระเบียบไว้ 11 ข้อ

– 006

‘sacit’ สร้างห้องสมุด E-Library ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้ นร.-นศ. เข้าถึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602609

‘sacit’ สร้างห้องสมุด E-Library ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้ นร.-นศ. เข้าถึง

‘sacit’ สร้างห้องสมุด E-Library ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้ นร.-นศ. เข้าถึง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.27 น.

‘sacit’ สร้างห้องสมุด E-Library ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้ นร.-นศ. เข้าถึงแหล่งเรียนรู้

16 ก.ย.64 นายพรพล เอกอรรถพร  รักษาการผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ sacit ได้จัดทำระบบ E-library ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับการให้บริการห้องสมุดบรรณศิลปาคาร ซึ่งตั้งอยู่ชั้น 1 ณ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้งานศิลปหัตถกรรมไทยแบบเต็มรูปแบบ ด้วยการบริการหนังสือด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย และหนังสือประเภทอื่นๆ ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ รวมมากกว่า 2,600 เล่ม นอกจากนี้ ยังให้บริการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) และนิตยสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-magazine) ในหมวดหมู่องค์ความรู้ต่างๆ มากกว่า 300 เล่ม เพื่อให้นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย ตลอดจนประชาชนทั่วไป สามารถอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา ส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) ทั้งภายในและภายนอกองค์กรต่อไป. -008 

เปิดไทม์ไลน์ ฉีด’ไฟเซอร์’เด็กนักเรียน คาด 15 พ.ย.เปิดเรียนได้ 100% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602578

เปิดไทม์ไลน์ ฉีด'ไฟเซอร์'เด็กนักเรียน คาด 15 พ.ย.เปิดเรียนได้ 100%

เปิดไทม์ไลน์ ฉีด’ไฟเซอร์’เด็กนักเรียน คาด 15 พ.ย.เปิดเรียนได้ 100%

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.18 น.

ปลัด ศธ.ยันหากการฉีดวัคซีนเดินตามแผนที่วางไว้ 15 พ.ย.นี้ เด็กมัธยม-อาชีวะ เรียนที่โรงเรียนได้ 100%

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ ให้กับเด็กอายุ 12 – 18 ปี ว่า จากที่ ศธ.และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนดให้เด็กอายุ 12 – 17 ปี 11 เดือน 29 วัน ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียน นักศึกษา ที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า โดยมี ไทม์ไลน์ในการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียน ของ ศธ.ดังนี้ วันที่ 10 – 17 กันยายน สถานศึกษาจัดเตรียมรายชื่อและจำนวนนักเรียน ระหว่างนั้น ศธ.และ สธ.จัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อซักซ้อมความเข้าใจการฉีดวัคซีนและการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง วันที่ 17 – 22 กันยายน โรงเรียน สถานศึกษา จัดประชุมทำความเข้าใจให้ข้อมูลกับผู้ปกครองในการฉีดวัคซีนให้เด็ก วันที่ 21 – 24 กันยายน โรงเรียน สถานศึกษาเชิญผู้ปกครองลงนามในแบบฟอร์มเพื่อแจ้งความประสงค์ (ยินยอม) ให้นักเรียนเข้ารับวัคซีนไฟเซอร์

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า ในวันที่ 25 กันยายน โรงเรียน สถานศึกษา นำส่งบัญชีรายชื่อนักเรียนที่ประสงค์รับวัคซีนไฟเซอร์ แก่ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) หรืออาชีวศึกษาจังหวัด (อศจ.) แล้วนำส่ง ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) วันที่ 26 กันยายน ศธจ. , ผู้อำนวยการ สพท. , อศจ. , ผู้แทนหน่วยงานการศึกษาในจังหวัด ประชุมสรุปจำนวนและรายชื่อนักเรียนเพื่อนำส่งสาธารสุขจังหวัด วันที่ 28 – 30 กันยายน สาธารสุขจังหวัด จะวางแผนการรับวัคซีนและกำหนดการฉีดวัคซีนรายโรงเรียน วันที่ 1 ตุลาคม โรงเรียน สถานศึกษา รับทราบกำหนดการและจัดเตรียมสถานที่ และจะทำการนัดเวลาและสถานที่ให้นักเรียนมาฉีดวัคซีนที่สถานศึกษาใด และวันที่ 4 ตุลาคม เริ่มการฉีดวัคซีนแก่นักเรียน

“หากเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ คือ ถ้าฉีดเข็มที่ 1 ในสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม จะมีเด็กส่วนหนึ่งได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ช่วงสิ้นเดือนตุลาคม และเด็กจะทยอยได้รับการฉีดเข็มที่ 2 จนครบหมดทุกคนภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน ซึ่งก็จะทำให้โรงเรียนบางส่วนในจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม สามารถเปิดเรียนแบบ On-Site สลับกับ On-Air ได้ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน แต่ถ้าการฉีดวัคซีนให้เด็กเป็นไปตามแผน คาดว่าภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน โรงเรียน สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะสามารถเปิดเรียนแบบ On-Site ได้ 100% ทั้งประเทศ” นายสุภัทร กล่าว

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.ได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงานประกอบด้วยผู้ตรวจราชการ ศธ. ศึกษาธิการภาค และผู้แทนจาก สพฐ.ลงพื้นที่เพื่อรวบรวมปัญหาการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเรียนออนไลน์ของครูและนักเรียน ในแต่ละจังหวัดเพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียและหากพบปัญหาจะได้หาแนวทางแก้ไขพัฒนาต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วงนี้เป็นการเรียนออนไลน์ เด็กที่เรียนในพื้นที่สีแดงเข้มบางคนกลับต่างจังหวัดตามผู้ปกครอง จะดำเนินการฉีดวัคซีนให้เด็กกลุ่มนี้อย่างไร นายสุภัทร กล่าวว่า สถานศึกษาจะต้องแจกแจงให้ได้ว่าในสถานศึกษาของตนมีเด็กที่ต้องการฉีดวัคซีนแต่อยู่ต่างจังหวัดกี่คน แล้วส่งรายชื่อให้ ศธจ.และ ศธจ.จะรวบรวมรายชื่อส่งให้กรมควบคุมโรคจัดสรรวัคซีนในจังหวัดนั้นๆ ให้ อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็ก ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รับรองให้ฉีดในเด็ก ซึ่งเป็นวัคซีนที่ปลอดภัย ในการณีที่เกิดผลข้างเคียง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็พร้อมจะรับดูแลทั้งการให้สถานพยาบาลและให้ค่าเสียหาย แต่โอกาสที่จะมีผลข้างเคียงกับเด็กมีน้อยมาก – 006