‘คุณหญิงกัลยา’ แถลงก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601352

‘คุณหญิงกัลยา’ แถลงก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ

‘คุณหญิงกัลยา’ แถลงก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.06 น.


“คุณหญิงกัลยา” เปิดนโยบายก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนพร้อมต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ  ด้าน “ดร.วิษณุ” ชื่นชมผลงาน 2 ปีกว่าคืบหน้าเห็นผลรูปธรรม

วันที่ 10 กันยายน 2564 ที่พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)  แถลงข่าว ก้าวสู่ปีที่ 3 ชูแนวทาง เติม ต่อยอด ยั่งยืน พร้อมเร่งเดินหน้าและต่อยอด 7 นโยบายสำคัญเร่งด่วน (Quick Win 7+) โดยมี ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านซูม แสดงความยินดี และชื่นชมการทำงานของคุณหญิงกัลยา พร้อมให้นโยบายเดินหน้ามุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษาวิถีใหม่ 

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้การปฏิรูปการศึกษาไทยต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ทั้งการปรับหลักสูตรการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนการสอน และการวัดผล รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้การศึกษาเป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์การการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้แต่ภาคการศึกษา เพื่อให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ดร.วิษณุ กล่าวต่อว่า ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ติดตามการทำงานของ ดร.คุณหญิงกัลยา  มาโดยตลอด ได้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของคุณหญิงที่จะขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง จนมีผลงานปรากฏเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรม ต้องขอชื่นชม โดยเฉพาะนโยบาย Coding ที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนนโยบายนี้เพราะเล็งเห็นว่าการเรียน Coding มีความสำคัญต่อเยาวชนเป็นอย่างมาก  รวมไปถึงการพลิกโฉมอาชีวะเกษตร ด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ  ซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำฯ  หรือ “ชลกร” รุ่นที่ 1 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกและหลักสูตรแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนเรื่องการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ระดับ ปวส. จนทำให้มีจำนวนนักศึกษาสมัครเข้าเรียนอาชีวะเกษตรและเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ไม่นับรวมนโยบายและโครงการอื่น ๆที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาอีกมากมายที่เกิดขึ้น อาทิ นโยบายการศึกษาพิเศษ, นโยบายการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย, โครงการวิทยาศาสตร์พลัง 10, การขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ, รวมไปถึงโครงการ Project 14 ทำให้มั่นใจว่านักเรียนจะได้รับความรู้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพแม้จะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ก็ตาม 

“ต้องขอแสดงความยินดี และชื่นชมการทำงานของคุณหญิงกัลยา ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ๆได้เป็นผลสำเร็จ และเชื่อมั่นว่าการ “ก้าวสู่ปีที่ 3 ของครูกัลยา” ภายใต้แนวทาง “เติม ต่อยอด ยั่งยืน” จะสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ เพื่อเป้าหมายสุงสุดในการปฏิรูปการศึกษาไทยได้อย่างแน่นอน ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพัฒนารูปแบบการศึกษา เพื่อให้เข้ากับการศึกษาวิถีใหม่” ดร.วิษณุ กล่าว 

ดร.คุณหญิงกัลยา  กล่าวว่า  การขับเคลื่อนนโยบายในปีที่ผ่านมานับว่ามีความสำเร็จและมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก แม้จะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ตาม ดังนั้น การบริหารราชการในกระทรวงศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของตนเองในปีที่ 3 นับจากนี้ จะยังมุ่งขับเคลื่อนนโยบาย และเร่งเดินหน้ารวมถึงต่อยอดใน 7 โครงการสำคัญ (Quick Win 7+) ต่อเนื่อง เพื่อสร้างนักเรียนคุณภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย

1.โครงการ Coding For All  คนไทยต้องได้เรียน Coding กระทรวงศึกษาธิการ จะสร้าง Coding Community ขยายผล ขับเคลื่อนทุกภาคส่วน เพื่อกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัย 

2.โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ขยายผลสู่ชุมชน สร้างความมั่นคงทางการเกษตร โดยปัจจุบันได้เปิดสอนหลักสูตร “ชลกร” รุ่นที่ 1 แล้ว เพื่อปั้นนักบริหารจัดการน้ำในชุมชน โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน โดยเชื่อว่าอาชีวะเกษตรจะสร้างชาติ ด้วยชลกรที่จะเข้ามาเปลี่ยนประเทศไทย

3.โครงการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แนวสร้างสรรค์ ผ่านสื่อร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย การอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยจะเพิ่มปฏิสัมพันธ์เชิงวิพากษ์ ขยายผลการใช้สื่อสู่ห้องเรียนในรูปแบบหลายหลายช่องทาง ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ เช่น การขยายบน Facebook, Youtube, Page Website, OBEC Center เป็นต้น

4.โครงการสร้างมิติใหม่การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ผสานศาสตร์และศิลป์ เปลี่ยน STEM เป็น STEAM  วิทยาศาสตร์พลังสิบ ลด ความเหลื่อมล้ำ สร้าง Citizen science ให้เกิดขึ้น เป็นการขยายโอกาสให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างกว้างขวาง โดยจะเน้นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติ ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน 

5.โครงการการศึกษาที่เท่าเทียม สร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสและพิการ พัฒนาทักษะชีวิตผ่านการเรียนรู้ การศึกษาไทยจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส ผ่านการเรียนการสอนในรูปแบบที่หลากหลายและมีคุณภาพ เน้นการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันและภูมิปัญญาเฉพาะถิ่นในสังคมชุมชนนั้น ๆ จนสามารถนำไปประกอบอาชีพเพื่อดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคตได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ จะอยู่บนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เกษตรกรรม (STIA) 

6.โครงการอาชีวะฐานวิทย์ สร้างวิชาชีพคนไทยรุ่นใหม่ ป้อนคนสู่ภาคอุตสาหกรรม ตอบรับโลกดิจิทัล เป็นการพลิกโฉมการเรียนอาชีวศึกษาแนวใหม่ด้วยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ สร้างเด็กสายอาชีพให้กลายเป็นนวัตกร ยกระดับการเรียนในสายอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัล และ 7.โครงการยกระดับการศึกษารอบด้าน เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน ปรับการประเมินผล เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะในศตวรรษที่ 21 และสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งได้มีการปฏิรูปทั้งตัวผู้สอนคือครู และรูปแบบการเรียนการสอน

“ขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่กรุณาส่งกำลังใจมาให้ และสนับสนุนการทำงานมาโดยตลอด เพื่อวางรากฐานทางการศึกษาไทย การก้าวสู่ปีที่ 3 ในการทำงาน ยังมีความท้าทายรออยู่อีกมากมาย เราทุกคนต้องช่วยกัน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติในทุก ๆมิติ ดิฉันจะทำสิ่งที่ทำอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องและเห็นเป็นรูปธรรม เป็นการเติม ต่อยอด และยั่งยืน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ศธ.พร้อม ต.ค. นี้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เด็ก 12-18 ปี ที่ผู้ปกครองยินยอมให้ฉีด เข็มแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601330

ศธ.พร้อมต.ค.นี้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เด็ก 12-18 ปี ที่ผู้ปกครองยินยอมให้ฉีด เข็มแรก

ศธ.พร้อมต.ค.นี้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เด็ก 12-18 ปี ที่ผู้ปกครองยินยอมให้ฉีด เข็มแรก

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.58 น.

“ตรีนุช” สั่งต้นสังกัดสถานศึกษารายงานจำนวนเด็ก อายุ 12-18 ปี ที่ผู้ปกครองยินยอมให้เข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ตั้งเป้าฉีดเข็มแรกตุลาคม นี้ ในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัดก่อน

วันที่ 10 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ชุดใหญ่ ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. เป็นประธาน การประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์  ได้อนุมัติในหลักการให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 12-18 ปี ทุกคน ทุกสังกัด กว่า 4.5 ล้านคน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน กรุงเทพมหานคร ในช่วงเดือนตุลาคม 2564 โดยฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จำนวน 29 จังหวัดก่อน

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ศธ.ได้วางแผนการดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียน นักศึกษาในสังกัดทั้งของรัฐและเอกชน ที่มีอายุ 12-18 ปี ซึ่งการฉีดวัคซีนให้เด็กจะเป็นไปตามความสมัครใจ ที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อน โดย ศธ.ได้กำหนดให้มีการสร้างความรับรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของการฉีดวัคซีน และวิธีการปฏิบัติก่อนและหลังการฉีดวัคซีน ซึ่งจะเริ่มสร้างความเข้าใจในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนของการสอบถามความยินยอมให้เด็กเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้กำหนดแบบฟอร์มยินยอมให้เด็กในปกครองฉีดวัคซีน และให้สถานศึกษานำส่งรายชื่อ และจำนวนนักเรียนที่ประสงค์จะฉีดวัคซีน เพื่อรวมรายชื่อทั้งในสังกัด ศธ.และนอกสังกัด ศธ.ไว้ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด จากนั้นจะมีการประชุมเพื่อสอบทานสรุปข้อมูลนักเรียนอายุ 12 – 18 ปีกับสาธารณสุขจังหวัด เพื่อวางแผนการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายว่าจะเริ่มการฉีดวัคซีนให้ได้ในเดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นไป และจะเร่งดำเนินการฉีดให้เร็วและครอบคลุมที่สุด เพื่อรับการเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ -007

นักเรียนเลว บุก ศธ.ยื่น 5 ข้อเรียกร้อง จี้ ‘ตรีนุช’ แก้ปัญหาการศึกษา-ขอบคุณจ่ายเยียวยา 2,000 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601312

นักเรียนเลว บุก ศธ.ยื่น 5 ข้อเรียกร้อง จี้ ‘ตรีนุช’ แก้ปัญหาการศึกษา-ขอบคุณจ่ายเยียวยา 2,000

นักเรียนเลว บุก ศธ.ยื่น 5 ข้อเรียกร้อง จี้ ‘ตรีนุช’ แก้ปัญหาการศึกษา-ขอบคุณจ่ายเยียวยา 2,000

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.29 น.

วันที่ 10 กันยายน 2564 เวลา 16.30 น. ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มนักเรียนเลว ประมาณ 10 คน เดินทางมาหน้ากระทรวง พร้อมพานใส่พวงมาลัยเพื่อขอบคุณที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้จ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ปกครองและนักเรียนคนละ 2,000 บาท พร้อมยื่นหนังสือร้องเรียน  ต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว. ศธ.) 5 ข้อ 

โดยในหนังสือร้องเรียน ระบุว่า เนื่องด้วยการบริหารจัดการเรียนการสอนออนไลน์มีผระสิทธิภาพต่ำและไม่สามารถใช้การได้ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-29 พบว่า เด็กไทยจำนวน 2.8 ล้านคนกำลังทยอยหลุดออกจากระบบการศึกษาและนักเรียนไทยกำลังตกอยู่ในความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสจึงได้มีการนัดประทั่วงหยุดเรียนของนักเรียนกว่า 9,000 คน ในช่วงวันที่ 6- 10 กันยายน พ.ศ.2564โดยมีข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลดังนี้

1. รัฐบาลต้องนำวัดซีนที่มีประสิทธิภาพสูงมาฉีดให้นักเรียน นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยต้องมีการเปิดเผยข้มูล สัญญา และรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดซื้อวัคซีนอย่างโปร่งใส และดำเนินการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด เพื่อให้ระบบการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปใด้

2.กระทรวงศึกษาธิการต้องออกคำสั่งปรับลดตัวชี้วัดชั่วโมงการเรียน ภาระงานของครูและนักเรียนให้ชัดเจน รวมไปถึงปรับหลักสูตรการศึกษาให้เหมาะสม กับสถานการณ์การเรียนออนไลนในปัจจุบันโดยทันที

3. กระทรวงศึกษาธิการต้องจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญในการช่วยเหลือและเยียวยาสภาพจิตใจนักเรียน จากการเรียนออนไลน์ที่มีความเคร่งเครียดมากกว่าปกติ รวมทั้งจัดให้มีช่องทางการรายงานปัญหาต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบ และหาทางแก้ใซปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและใช้งานได้จริง 

4.ในกรณีที่สถานศึกษายังไม่สามารถเปิดทำการเรียนการสอนได้ เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึงกระทรวงศึกษาธิการต้องจัดหาอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และเยียวยาค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงอย่างเร่งด่วนและทั่วถึง

5. กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งทำให้การศึกษาไม่มีคำใช้จ่ายใด ๆ แอบแฝงทั้งทางตรงและทางอ้อม และจัดการศึกษาที่มีอย่างทั่วถึงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยอาจมีการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการศึกษา พักชำระหนี้การศึกษา และจัดหาสวัสดิการการศึกษาที่จำเป็นในเบื้องต้น ให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง เพื่อป้องกันไม่ให้มีนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาไปมากกว่านี้ 

ดังนั้น ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรับฟังความคิดเห็นรวมถึงความเดือดร้อนของนักเรียน และเร่งดำเนินการตามข้อเรียกร้องเพื่อแก้ใขปัญหาโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้การศึกษาไทยเกิดความวิบัติฉิบหายไปมากกว่ที่เป็นอยู่ตอนนี้

จึงเรียนมาเพื่อดำเนินการตามข้อเรียกร้องกลุ่มปฏิวัติการศึกษาไทย -007

ด้านนายวีระ กล่าวว่า ตนจะนำข้อเรียกร้องของนักเรียน เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และปลัด ศธ. ต่อไป ส่วนการฉีดวัคซีนให้นักเรียนนั้น ในวันนี้ รมว.ศธ. ได้สั่งการให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ไปรวบรวมข้อมูลจำนวนนักเรียนที่มีอายุ 12-18 ปี เพื่อส่งต่อข้อมูลให้ทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อให้ สธ.จัดสรรวัคซีนให้กับนักเรียนต่อไป เพราะจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มแรกให้กับนักเรียนที่อายุตั้งแต่ 12-18 ปี ตั้งแต่วันที่ 4-25 ตุลาคม นี้ ซึ่งขณะนี้ได้ให้ ศธจ. ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ได้เตรียมข้อมูลนักเรียนทั้งในและนอกระบบส่งให้กับทาง สธ.เพื่อกระจายวังซีนลงไป ซึ่งในวันนี้ รมว.ศธ.ก็เตรียมการทั้งวันเกี่ยวกับเรื่องการฉีกวัคซีนให้กับนักเรียน 

ส่วนการเรียนการสอนออนไลน์ ที่น้อง ๆรู้สึกมีความเครียดนั้นมตนในฐานะครูเข้าใจดี ซึ่งศธ.ก็ได้พยายามผลักดันให้มีการจัดการเรียนการสอนได้ที่โรงเรียน 100% เพื่อต้องการลดความเครียดของเด็กและครู แต่อำนาจการให้เปิดสอนอยู่ที่คณะกรรมการควบคุมโรคระบาดจังหวัด ที่จะต้องพิจารณาเพราะห่วงหากมีเด็กติดโรค จึงได้ชลอการเรียนที่โรงเรียนไว้ก่อน  ดังนั้นหากมีการฉีดวัคซีดมากขึ้นก็อาจจะจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้ จึงขอขอบคุณนักเรียนที่มาแสดงออกด้วยมิตรภาพต่อ ศธ.และแสดงออกด้วยไมตรีจิต แสดงความต้องการอยากให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลช่วยเหลือนักเรียนทั่วประเทศ 

จากนั้นกลุ่มนักเรียนเลว ก็ได้กล่าวแสดงความขอบคุณ ที่ศธ.ได้รับข้อเรียกร้องไปพิจารณา และหวัว่าทางศธ.จะเรีงแก้ไขปัญหาให้นักเรียนโดยเร็วที่สุด และจะเร่งช่วยเหลือนักเรียนสดความสามารถ แล้วแสดงสัญลักษณ์โดยการกราบพร้อมกัน

‘ครูกัลยา’ แถลงก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนการศึกษาต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601296

‘ครูกัลยา’ แถลงก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนการศึกษาต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ

‘ครูกัลยา’ แถลงก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนการศึกษาต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.50 น.

เปิดนโยบายก้าวสู่ปีที่ 3 “ครูกัลยา” เร่งขับเคลื่อนพร้อมต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ ด้านรองนายกรัฐมนตรี “ดร.วิษณุ” กล่าวชื่นชมผลงาน 2 ปีกว่าเห็นผลรูปธรรม

10 กันยายน 2564 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวก้าวสู่ปีที่ 3 ชูแนวทาง เติม ต่อยอด ยั่งยืน พร้อมเร่งเดินหน้าและต่อยอด 7 นโยบายสำคัญเร่งด่วน (Quick Win 7+) โดยมี ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดี และชื่นชมการทำงานของคุณหญิงกัลยา พร้อมให้นโยบายเดินหน้ามุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษาวิถีใหม่

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้การปฏิรูปการศึกษาไทยต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ทั้งการปรับหลักสูตรการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนการสอน และการวัดผล รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้การศึกษาเป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์การการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ที่ได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้แต่ภาคการศึกษา เพื่อให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้ติดตามการทำงานของดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาโดยตลอด ได้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของคุณหญิงที่จะขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง จนมีผลงานปรากฏเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรม ต้องขอชื่นชม โดยเฉพาะนโยบาย Coding ที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วซึ่งเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนนโยบายนี้เพราะเล็งเห็นว่าการเรียน Coding มีความสำคัญต่อเยาวชนเป็นอย่างมาก

รวมไปถึงการพลิกโฉมอาชีวะเกษตร ด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำฯ  หรือ “ชลกร” รุ่นที่ 1 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกและหลักสูตรแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนเรื่องการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ระดับ ปวส. จนทำให้มีจำนวนนักศึกษาสมัครเข้าเรียนอาชีวะเกษตรและเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ไม่นับรวมนโยบายและโครงการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาอีกมากมายที่เกิดขึ้น อาทิ นโยบายการศึกษาพิเศษ, นโยบายการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย, โครงการวิทยาศาสตร์พลัง 10, การขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ, รวมไปถึงโครงการ Project 14 ทำให้มั่นใจว่านักเรียนจะได้รับความรู้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพแม้จะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ก็ตาม

“ต้องขอแสดงความยินดี และชื่นชมการทำงานของคุณหญิงกัลยาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญๆได้เป็นผลสำเร็จ และเชื่อมั่นว่าการ “ก้าวสู่ปีที่ 3 ของครูกัลยา” ภายใต้แนวทาง “เติม ต่อยอด ยั่งยืน” จะสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ เพื่อเป้าหมายสุงสุดในการปฏิรูปการศึกษาไทยได้อย่างแน่นอน ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพัฒนารูปแบบการศึกษา เพื่อให้เข้ากับการศึกษาวิถีใหม่”ดร.วิษณุ กล่าว

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายในปีที่ผ่านมานับว่ามีความสำเร็จและมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก แม้จะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ตาม ดังนั้นการบริหารราชการในกระทรวงศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของตนเองในปีที่ 3 นับจากนี้ จะยังมุ่งขับเคลื่อนนโยบาย และเร่งเดินหน้ารวมถึงต่อยอดใน 7 โครงการสำคัญ (Quick Win 7+) ต่อเนื่อง เพื่อสร้างนักเรียนคุณภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย 1.โครงการ Coding For All  คนไทยต้องได้เรียน Coding กระทรวงศึกษาธิการจะสร้าง Coding Community ขยายผล ขับเคลื่อน ทุกภาคส่วน เพื่อกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัย 2.โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ขยายผลสู่ชุมชน สร้างความมั่นคงทางการเกษตร โดยปัจจุบันได้เปิดสอนหลักสูตร “ชลกร” รุ่นที่ 1 แล้ว เพื่อปั้นนักบริหารจัดการน้ำในชุมชน โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน โดยเชื่อว่าอาชีวะเกษตรจะสร้างชาติ ด้วยชลกรที่จะเข้ามาเปลี่ยนประเทศไทย

3.โครงการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แนวสร้างสรรค์ ผ่านสื่อร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย การอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยจะเพิ่มปฏิสัมพันธ์เชิงวิพากษ์ ขยายผลการใช้สื่อสู่ห้องเรียนในรูปแบบหลายหลายช่องทาง ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ เช่น การขยายบน Facebook, Youtube, Page Website, OBEC Center เป็นต้น 4.โครงการสร้างมิติใหม่การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ผสานศาสตร์และศิลป์ เปลี่ยน STEM เป็น STEAM  วิทยาศาสตร์พลังสิบ ลด ความเหลื่อมล้ำ สร้าง Citizen science ให้เกิดขึ้น เป็นการขยายโอกาสให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างกว้างขวาง โดยจะเน้นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติ ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน

5.โครงการการศึกษาที่เท่าเทียม สร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสและพิการ พัฒนาทักษะชีวิตผ่านการเรียนรู้ การศึกษาไทยจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส ผ่านการเรียนการสอนในรูปแบบที่หลากหลายและมีคุณภาพ เน้นการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันและภูมิปัญญาเฉพาะถิ่นในสังคมชุมชนนั้น ๆ จนสามารถนำไปประกอบอาชีพเพื่อดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคตได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ จะอยู่บนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เกษตรกรรม (STIA)

6.โครงการอาชีวะฐานวิทย์ สร้างวิชาชีพคนไทยรุ่นใหม่ ป้อนคนสู่ภาคอุตสาหกรรม ตอบรับโลกดิจิทัล เป็นการพลิกโฉมการเรียนอาชีวศึกษาแนวใหม่ด้วยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ สร้างเด็กสายอาชีพให้กลายเป็นนวัตกร ยกระดับการเรียนในสายอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัล และ 7.โครงการยกระดับการศึกษารอบด้าน เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน ปรับการประเมินผล เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะในศตวรรษที่ 21 และสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งได้มีการปฏิรูปทั้งตัวผู้สอนคือครู และรูปแบบการเรียนการสอน

“ขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่กรุณาส่งกำลังใจมาให้ และสนับสนุนการทำงานมาโดยตลอด เพื่อวางรากฐานทางการศึกษาไทย การก้าวสู่ปีที่ 3 ในการทำงาน ยังมีความท้าทายรออยู่อีกมากมาย เราทุกคนต้องช่วยกัน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติในทุกๆมิติ ดิฉันจะทำสิ่งที่ทำอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องและเห็นเป็นรูปธรรมเป็นการเติม ต่อยอด และยั่งยืน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

บอร์ด กพฐ. จี้เร่งฉีดวัคซีนครู 100% ย้ำไม่ควรบังคับเปิด-ปิดเทอม 2 พร้อมกันทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601228

บอร์ด กพฐ. จี้เร่งฉีดวัคซีนครู100% ย้ำไม่ควรบังคับเปิด-ปิดเทอม 2 พร้อมกันทั่วประเทศ

บอร์ด กพฐ. จี้เร่งฉีดวัคซีนครู100% ย้ำไม่ควรบังคับเปิด-ปิดเทอม 2 พร้อมกันทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.47 น.

บอร์ด กพฐ. จี้เร่งฉีดวัคซีนครู100% ย้ำไม่ควรบังคับเปิด-ปิดเทอม 2 พร้อมกันทั่วประเทศ

10 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้หารือกับนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) , นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) และ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) ถึงการเตรียมความพร้อมในการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 12-18  ปี ในสังกัด ศธ. ซึ่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.ชุดใหญ่ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีการประชุมในบ่ายวันนี้ (10 กันยายน 2564) โดยขณะนี้ทุกหน่วยงานในสังกัด ศธ.ได้ทำการสำรวจและสอบถามความสมัครใจในการฉีดวัคซีน เพื่อเตรียมรองรับการลงมือฉีดวัคซีนแล้ว หาก ศบค.เห็นชอบแผนการฉีดวัคซีนสำหรับเด็ก ที่มีอายุตั้งแต่ 12 -18 ปี

ด้านนายสุภัทร กล่าวภายหลังหารือว่า ศธ. กำลังรอกระทรวงสาธารณสุข ที่จะเสนอให้ ศบค.พิจารณาถึงการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนว่าผลจะออกมาอย่างไร ศธ.จึงได้ประชุมเพื่อเตรียมการว่า หาก สธ.เสนอ ศบค.ผ่านแล้ว ศธ.จะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง

ขณะที่นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ รักษาการประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รักษาการประธาน กพฐ.) กล่าวภายหลังประชุม กพฐ. ว่า ที่ประชุมหารือแนวปฏิบัติการควบรวม ยุบ หรือเลิกสถานศึกษาต้องให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นผู้ดูแล เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ที่จะเปิดในช่วงเดือนพฤศจิกายน นี้ ถ้าต้องการเปิดเทอมโดยเร็ว ไม่ควรจะห่วงเรื่องการฉีดวัคซีนในเด็ก แต่ควรจะเร่งฉีดวัคซีนครูให้ครบ 100% เพราะจากสถิติแล้วเด็กมีโอกาสติดเชื้อต่ำ และจากข้อมูลที่พบมีเด็กติดเชื้อประมาณ 140,000 คน เสียชีวิต 13 คน ดังนั้นครูควรเป็นเป้าหมายหลัก โดยการฉีดวัคซีนต้องคำนึงถึงครูทุกกลุ่มด้วย ไม่ใช่เฉพาะแค่ครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่ควรจะรวมถึงครูทุกสังกัด โดยเฉพาะครูชาวต่างชาติ

“ขณะนี้ สพฐ. รายงานว่ามีครูได้รับวัคซีนทั่วประเทศ 70% หากครูได้รับวัคซีนครบ 100% ในเดือนตุลาคม นี้ การเปิดเทอมในโรงเรียนก็สามารถทำได้ ส่วนวัคซีนของเด็ก ทราบว่า ศธ. จะหารือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อจัดสรรวัคซีนอะไรให้เด็ก โดยการฉีดวัคซีนนั้นต้องได้รับความสมัครใจจากผู้ปกครองด้วย

“นอกจากนี้ไม่ควรบังคับให้เปิดและปิดเทอม 2 เหมือนกันทั้งประเทศ ควรจะให้ สพท. และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณาว่าการระบาดในพื้นที่เป็นอย่างไร หากในพื้นที่ไม่มีการระบาดแล้ว ก็ควรจะเปิดเทอม 2 เร็วขึ้นได้ หากพื้นที่ไหนยังมีการระบาดอยู่ อาจจะแบ่งกลุ่มมาเรียนในโรงเรียน เช่น ในระดับชั้นประถมศึกษา ให้เป็นกลุ่มมาเรียนในโรงเรียนสัปดาห์ละครั้ง เป็นต้น แม้นักเรียนจะได้มาโรงเรียนสัปดาห์ละครั้ง แต่ก็ยังดีกว่าเรียนออนไลน์ 100%” นายเอกชัย กล่าว

ศธ.จับตาโรงเรียนยึกยักไม่จ่ายเยียวยา 2 พัน ย้ำห้าม ‘หักเงิน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601219

ศธ.จับตาโรงเรียนยึกยักไม่จ่ายเยียวยา2พัน ย้ำห้าม‘หักเงิน’

ศธ.จับตาโรงเรียนยึกยักไม่จ่ายเยียวยา2พัน ย้ำห้าม‘หักเงิน’

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.29 น.

“ตรีนุช” จี้ต้นสังกัดสถานศึกษาทั้งรัฐและเอกชน กำชับโรงเรียนจ่ายเงินเยียวยาช่วยค่าใช้จ่ายการเรียนรู้ถึงมือนักเรียน ผู้ปกครอง เต็มจำนวน 2,000 บาท หลังพบบางแห่งยังไม่จ่าย-ให้ไม่ครบ

10 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ติดตามการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ คนละ 2,000 บาท ตามโครงการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 

ทั้งนี้ ตนได้รับข้อมูล ว่า ขณะนี้มีสถานศึกษาบางแห่งทั้งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ยังไม่จ่ายเงินให้แก่ผู้ปกครอง หรือหักเงินดังกล่าวไว้ส่วนหนึ่ง โดยใช้เหตุผลต่าง ๆ เช่น ระบุว่าเป็นการหักค่าบำรุงการศึกษา หรือค่าธรรมเนียมการเรียน ที่ผู้ปกครองค้างชำระสถานศึกษาไว้ เป็นต้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการจ่ายเงินเยียวยานี้ รัฐบาล และ ศธ. มีเจตนาให้เป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายในการเรียนที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 เงินนี้ต้องถึงมือนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองเต็มจำนวน เพื่อนำไปใช้ตามความจำเป็น สถานศึกษาไม่มีสิทธิ์หักเงินนี้ไว้ไม่ว่าในกรณีใด ๆทั้งสิ้น  
 

“เมื่อรับทราบข้อมูล ว่า สถานศึกษาบางแห่ง ยังไม่จ่ายเงินให้ผู้ปกครอง หรือมีการหักเงินส่วนหนึ่งไว้ ดิฉันจึงได้ประชุมร่วมกับนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) และนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) โดยได้กำชับให้สั่งการไปยังแต่ละส่วนราชการในสังกัด ให้ดำเนินการตามหนังสือแนวปฏิบัติการเบิกจ่ายเงินตามโครงการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ได้มีหนังสือจากต้นสังกัดแจ้งไปยังสถานศึกษาก่อนหน้านี้อย่างเคร่งครัด รวมถึงดำเนินการจ่ายเงินเยียวยา 2,000 บาท ให้ถึงมือนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครองเต็มจำนวนโดยเร็ว หากพบปัญหาการแจกจ่ายเงินขอให้แจ้งมาที่สายด่วน ศธ. 1579” รมว.ศธ. กล่าว

2 พส. เข้ารับฟังโอวาทเจ้าคุณอาจารย์ พระราชปัญญาสุธี เมตตาแนะนำสั่งสอน #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601187

2 พส. เข้ารับฟังโอวาทเจ้าคุณอาจารย์ พระราชปัญญาสุธี เมตตาแนะนำสั่งสอน

2 พส. เข้ารับฟังโอวาทเจ้าคุณอาจารย์ พระราชปัญญาสุธี เมตตาแนะนำสั่งสอน

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.34 น.

วันที่ 10 กันยายน 2564 ภายหลังจาก พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต และ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ แห่งวัดสร้อยทอง เดินทางไปหารือกับ กรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร จากกระแสประเด็นการไลฟ์ซึ่งถูกมองว่าไม่สำรวม เมื่อวันที่  9 กันยายนที่ผ่านมา

ล่าสุด พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เข้ารับฟังโอวาทจากเจ้าคุณอาจารย์พระราชปัญญาสุธี รษก. เจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง พร้อม พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต 

โดยระบุว่า เข้ารับฟังโอวาทจากเจ้าคุณอาจารย์พระราชปัญญาสุธี รษก. เจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง กราบขอบพระคุณเจ้าคุณอาจารย์ ที่ได้เมตตาแนะนำสั่งสอน ทั้งเพื่อการปรับปรุงแก้ไขและการทำหน้าที่ในการเผยแผ่พระศาสนาต่อไป

ปล. เจ้าคุณอาจารย์ฝากว่า ว่างๆ มาทำบุญวัดสร้อยทองกันบ้างนะโยม มาสนับสนุนพระเณรที่ศึกษาเล่าเรียนพระบาลี -007

‘ตรีนุช’ เบรค 2 โรงเรียนนานาชาติ ห้ามขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาอื่น เพื่อลดค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601059

'ตรีนุช'เบรค 2 โรงเรียนนานาชาติ ห้ามขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาอื่น เพื่อลดค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง

‘ตรีนุช’เบรค 2 โรงเรียนนานาชาติ ห้ามขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาอื่น เพื่อลดค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.08 น.

“ตรีนุช” เบรคโรงเรียนเอกชนปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น เพื่อลดค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนผู้ปกครอง ในสถานการณ์โควิด

วันที่ 9 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ลงนามประการศ เรื่อง ค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น  ถึงผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษา ให้โรงเรียนลดอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ประจำปีการศึกษา 2564 โดยให้คงอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น เท่ากับปีการศึกษา 2563 หากมีความจำเป็นให้ปรับขึ้นได้โดยต้องไม่กระทบกับผู้ปกครองของนักเรียนที่เรียนอยู่เดิม 

นอกจากนี้  น.ส.ตรีนุช ยังได้ลงนามประกาศ เรื่อง ค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ถึงผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนนานาชาติ เซต์ แอนดรูว์ส กรุงเทพฯ  โดยให้ทางโรงเรียนลดอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ประจำปีการศึกษา 2564  ให้คงอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นเท่ากับปีการศึกษา 2563 หากมีความจำเป็นให้ปรับขึ้นได้โดยต้องไม่กระทบกับผู้ปกครองของนักเรียนที่เรียนอยู่เดิม 

ทั้งนี้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปกครองจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) -007

‘เดโช บูรณบรรพต’ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ถึงแก่กรรม สิริรวมอายุ 67 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601032

'เดโช บูรณบรรพต'ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ถึงแก่กรรม สิริรวมอายุ 67 ปี

‘เดโช บูรณบรรพต’ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ถึงแก่กรรม สิริรวมอายุ 67 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.19 น.

วันที่ 9 กันยายน 2564 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (อธิบดี สวธ.) เปิดเผยว่า นายเดโช บูรณบรรพต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) พุทธศักราช 2559 ได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 ณ บ้านพักเลขที่ 524/2 ตรอกมาตานุสรณ์ แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร เนื่องจากระบบหัวใจหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ร่วมกับโรคชรา สิริรวมอายุ 67 ปี มีกำหนดรดน้ำศพในวันที่ 9 กันยายน 2564  เวลา 16.00 น. ณ ศาลา 14 วัดธาตุทอง และกำหนดสวดพระอภิธรรมศพระหว่างวันที่ 9 – 11 กันยายน 2564 ณ ศาลา 14 วัดธาตุทอง ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 12 กันยายน 2564 เวลา 14.00 น. ณ เมรุวัดธาตุทอง กทม.

อธิบดี สวธ.เปิดเผยอีกว่า นอกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ เผยแพร่และถ่ายทอดผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน แล้ว ในยามที่ศิลปินฯ เสียชีวิต ยังให้การช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท และขอพระราชทานเพลิงศพให้ ตามระเบียบสวัสดิการของศิลปินแห่งชาติ
 สำหรับประวัติของนายเดโช บูรณบรรพต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) พุทธศักราช  2559 เกิดวันที่ 6 กันยายน 2496 ที่จังหวัดนครปฐม  ท่านสร้างสรรค์ผลงานแนวชีวิตศิลปะ มีความสวยงาม และมีเรื่องราวในตัวเองให้คุณค่าทางอารมณ์ สื่อความหมายบรรยายกาศได้อย่างครบถ้วน อาทิ ภาพวิถีชีวิต ภาพธรรมชาติของคน ลักษณะของการแต่งกาย การยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นต้น จนเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และสร้างชื่อเสียงเป็นอย่างมาก พ.ศ. 2531 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถให้ถ่ายภาพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฒโน) เพื่อใช้ในการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ และได้ถวายงานมาโดยตลอด ด้วยผลงานการถ่ายภาพที่โดดเด่นจึงได้รับหนังสือจากสำนักพระราชวังโปรดเกล้าฯ ให้เป็นช่างภาพในการบันทึกพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนต่างประเทศทั้งการเสด็จส่วนพระองค์และการเสด็จแทนพระองค์อย่างเป็นทางการ ตลอดจนร่วมปฏิบัติงานด้านการถ่ายภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์และพระมหากษัตริย์ต่างประเทศ จึงได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) พุทธศักราช 2559 

-007

‘ตรีนุช’ ยืนยันไม่มีนโยบายสั่งทำคลิป ให้นร.ขอบคุณรับเงินเยียวยา 2 พัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601026

'ตรีนุช'ยืนยันไม่มีนโยบายสั่งทำคลิป ให้นร.ขอบคุณรับเงินเยียวยา2พัน

‘ตรีนุช’ยืนยันไม่มีนโยบายสั่งทำคลิป ให้นร.ขอบคุณรับเงินเยียวยา2พัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.02 น.

“ตรีนุช” ยืนยันไม่มีนโยบายให้โรงเรียนทำคลิปขอบคุณหลังรับเงินเยียวยา 2 พัน  ย้ำ! ครู ผู้บริหาร และบุคลากรการศึกษาทั่วประเทศ เร่งรัดจ่ายเงินถึงผู้ปกครองแบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ 

9 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ร่วมรายการ “รมว.ศธ. พบเพื่อนครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ” เพื่อมอบนโยบายพร้อมทั้งชี้แจงทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติในด้านต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านการถ่ายทอดสดทางระบบออนไลน์ OBEC Channel เพื่อสื่อสารไปถึงครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ได้รับทราบเข้าใจไปพร้อมกัน

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทุกคนที่ได้ทำงานกันอย่างหนักในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ที่เราได้เปิดเรียนเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ภายใต้สถานการณ์ของโรคโควิด-19 ซึ่งคุณครูทุกคนต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อปรับตัวกับการจัดการเรียนการสอน ทางกระทรวงฯและผู้บริหารระดับสูงเองก็ได้ทำงานกันอย่างหนักทั้งในเรื่องการออกระเบียบ กระบวนการทำงานต่างๆ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นตั้งแต่เรื่องของการลดภาระงานครู การประเมินนักเรียน รวมถึงการลดการบ้านนักเรียน และลดการสอบต่างๆ เพื่อให้เด็กและผู้ปกครองคลายความเครียดในการเรียน และก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากตอนนี้ได้ โดยในส่วนของการปรับลดภาระงานครูนั้น ก็เพื่อให้ครูได้เน้นในเรื่องการจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียน เพราะถึงแม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เราก็อยากให้เด็กได้เข้าถึงการเรียนรู้ให้มากที่สุด พร้อมทั้งลดความเครียดให้กับเด็ก เพราะการเรียนรู้ที่อยู่ในภาวะสภาพจิตผ่อนคลายจะเป็นการเรียนที่ทำให้เด็กได้รับความรู้อย่างเต็มที่มากที่สุด ดังนั้น การลดภาระด้านการเรียนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และเป็นงานที่กระทรวงฯพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นมาโดยตลอด

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและเป็นห่วงนอกจากเรื่องการจัดการเรียนการสอน กับเรื่องการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ จึงได้จัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของผู้ปกครองและนักเรียนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ปกครองและนักเรียนในอัตรา 2,000 บาท ต่อนักเรียน 1 คน ซึ่งในขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการโอนเงินงบประมาณตามโครงการดังกล่าวไปยังหน่วยงานในสังกัดและนอกสังกัด ศธ. เรียบร้อยแล้ว  เป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ประมาณ 10.8 ล้านคน รวมเป็นเงินประมาณ 21,600 ล้านบาท ก็หวังว่าเงินดังกล่าวจะช่วยบรรเทาและลดภาระให้นักเรียนและผู้ปกครอง จึงฝากผู้บริหารและคุณรูดำเนินการจ่ายเงินด้วยความเร่งรัด โปร่งใส ตรวจสอบได้ 

“สำหรับเรื่องการถ่ายคลิปที่มีผู้ปกครองและนักเรียนขอบคุณรัฐมนตรี จากการจ่ายเงินเยียวยา 2,000 บาท ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้นั้น ดิฉันขอยืนยันว่าไม่เคยมีนโยบายใดๆ ที่จะไปสร้างภาระให้กับคุณครูด้วยการถ่ายคลิปขอบคุณมาให้  ด้วยมาตรการที่ได้พูดคุยกันในกระทรวงฯมาตลอดอยู่แล้วว่า ในการลงพื้นที่ไปพบปะเยี่ยมเยียนโรงเรียนในสถานการณ์ตอนนี้ทางโรงเรียนก็มีความยากลำบากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ดิฉันเองจะไม่สร้างภาระต่างๆให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่วนคลิปวิดีโอที่บางท่านมีความตั้งใจที่อยากขอบคุณมาโดยตรงนั้น ดิฉับก็ต้องขอขอบพระคุณที่มีเจตนาดี แต่โดยหลักการแล้วดิฉันไม่ได้มีนโยบายสั่งการตรงนี้ลงไป” นางสาวตรีนุช

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อไปว่า นอกจากเรื่องของการจ่ายเงินเยียวยา นายกฯก็ห่วงเรื่องการจะฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียน โดยก่อนหน้านี้ก็ได้มีการเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้กับครูมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ซึ่งเราได้วางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียนแล้ว ในขณะนี้เราได้ฉีดวัคซีนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาไปแล้วกว่า 70% และกำลังเร่งทยอยฉีดในส่วนที่เหลือ ในการเร่งรัดการฉีดวัคซีนก็เพื่อไม่ให้เด็กสูญเสียการเรียนรู้ในช่วงเวลานี้ ซึ่งสิ่งที่กระทรวงฯคิดมาตลอด คือ ไม่มีการเรียนรู้รูปแบบใดที่จะดีไปกว่าการที่เด็กได้ไปเรียนในโรงเรียน (On -Site) เพราะการเรียนในห้องเรียนจริง ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาหาความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครูและกับเพื่อนนักเรียนและสังคมเข้ามาด้วย รวมถึงเป็นการลดความเครียดของเด็ก เหล่านี้จึงจะเป็นการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ได้ นี่เป็นสิ่งที่กระทรวงฯพยายามคิดอยู่เสมอว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้การเรียนแบบ On-Site เกิดขึ้นได้และมีความปลอดภัย ซึ่งทางด้านกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้เปิดเผยข้อมูลการฉีดวัคซีน ที่จะมีการนำเข้ามาฉีดให้กับเด็กและเยาวชน อายุ 17-18 ปี ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมความพร้อม โดยตนพร้อมด้วยปลัด ศธ. เลขาธิการ กพฐ. และผู้บริหารหน่วยงานหลักของกระทรวงฯ จะได้มีการพูดคุยกับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ในการเตรียมพร้อมการวางแผนการฉีดวัคซีน หากมีวัคซีนเข้ามาตามแผนปฏิทินที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เราจะสามารถฉีดวัคซีนให้กับเด็กรวดเร็วที่สุดได้อย่างไร จะมีหน่วยงานใดที่รับผิดชอบ และต้องคำนึงถึงว่าวัคซีนอะไรที่เหมาะสมจะฉีดให้กับนักเรียน ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงฯก็ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของการสำรวจรายชื่อเด็กนักเรียน โดยทางเลขาธิการ กพฐ. ได้มีการประสานไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้สำรวจว่ามีเด็กนักเรียนในสังกัดเท่าไหร่  รวมถึงการยินยอมของผู้ปกครองที่จะให้บุตรหลานได้รับการฉีดวัคซีนว่ามีจำนวนเท่าไหร่  ซึ่งเราจะเร่งกระบวนการในส่วนนี้ต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า  นอกจากนั้น กระทรวงฯ ได้ทำโครงการ Safety School Sandbox สำหรับโรงเรียนประจำ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมาให้คำแนะนำว่าต้องทำกิจกรรม bubble and seal กันอย่างไร เพื่อไม่ให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ในระยะแรก ศธ.ได้ดำเนินการไปแล้ว 44 โรงเรียน และจะมีการขยายผลต่อไป ซึ่งในการเปิดเรียนเราจะต้องประเมินสถานการณ์ในภาพรวมใหญ่ด้วย และในส่วนของโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอยในโรงเรียน ก็ต้องขอบคุณสถานศึกษา คุณครู ผอ.โรงเรียน ผอ.เขตฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ช่วยเหลือชุมชนในการจัดเตรียมสถานที่ในโรงเรียนให้เป็นโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอย เนื่องจากที่ผ่านมาเรามีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การใช้โรงเรียนเป็นโรงพยาบาลสนามก็ช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ และได้ช่วยเหลือชุมชนด้วย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคนในชุมชนหรือในพื้นที่ใกล้เคียงโรงเรียน

“อีกสิ่งที่สำคัญคือการสื่อสารระหว่างโรงเรียนกับนักเรียนและผู้ปกครอง เพราะในการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆเรื่องผู้ปกครองอาจจะยังไม่เข้าใจว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ซึ่งผู้ปกครองอาจจะมีความคาดหวังในระดับหนึ่ง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันเราทำได้อีกระดับหนึ่ง เราจึงต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเด็กและผู้ปกครอง ดังนั้น การสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง  สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อีกทั้งมีกำลังกายกำลังใจที่เข้มแข็ง ในการทำงานให้กับเยาวชนและพี่น้องประชาชนของเราต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.)  กล่าวเสริมว่า ในเรื่องของการจ่ายเงินเยียวยานักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งทาง สพฐ. ได้โอนเงินไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตเรียบร้อยแล้ว สำหรับสถานศึกษาทุกแห่ง เมื่อได้รับการจัดสรรเงินตามมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไปแล้ว ขอให้เร่งดำเนินการโอนเงินหรือจ่ายเงินสดให้ถึงมือผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา อย่างเต็มจำนวนโดยเร็ว โดยไม่มีการหักเงินค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น เพราะตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลต้องการให้เงินนี้เป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายในการเรียนที่เพิ่มขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผู้ปกครองสามารถนำไปใช้ตามความจำเป็น เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า และอื่น ๆ เป็นต้น  ส่วนกรณีของสถานศึกษาหรือนักเรียนที่อาจได้รับเงินเยียวยาล่าช้า เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือเป็นนักเรียนที่ได้มีการโยกย้ายสถานที่เรียนหลังจากการอนุมัติโครงการแล้ว ทำให้เกิดรายชื่อตกหล่น ในส่วนนี้ได้ประสานหน่วยงานต่างๆให้เร่งติดตามและดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว เพื่อให้เงินลงไปถึงมือผู้ปกครองและนักเรียนครบถ้วนทุกคน

“ส่วนการเตรียมความพร้อมการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน ขอให้สถานศึกษาทุกแห่งเร่งสำรวจรายชื่อนักเรียนรวมถึงการยินยอมของผู้ปกครองให้นักเรียนฉีดวัคซีนว่ามีจำนวนเท่าไหร่ เพื่อที่ว่าหากได้รับการจัดสรรวัคซีนจากกระทรวงสาธารณสุขตามแผนปฏิทินที่วางไว้แล้ว เราจะสามารถดำเนินการได้ทันที  ทั้งนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องเพื่อนครูและผู้บริหารทั้งในระดับโรงเรียน และระดับเขตพื้นที่ ที่ได้ทำงานร่วมกันอย่างสุดความสามารถ และขอให้นำนโยบายของ รมว.ศธ. ไปปรับใช้กับการทำงานในพื้นที่ของตัวเองได้อย่างเหมาะสม เพื่อเกิดประโยชน์กับการจัดการศึกษามากที่สุด” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว. 009