โชว์ 12 ผลงานเด่นช่วยชาติ! แก้ว่างงาน U2T เรียนไม่จบไม่ถูกรีไทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601021

โชว์12ผลงานเด่นช่วยชาติ! แก้ว่างงานU2T เรียนไม่จบไม่ถูกรีไทร์

โชว์12ผลงานเด่นช่วยชาติ! แก้ว่างงานU2T เรียนไม่จบไม่ถูกรีไทร์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.43 น.

‘เอนก’โชว์ 12 ผลงานเด่นช่วยชาติ แก้ปัญหาว่างงานผ่าน U2T สร้าง รพ.สนามรับผู้ป่วยโควิด ฉีดวัคซีนให้ประชาชนกว่า 7 แสนโดส เรียนไม่จบไม่ต้องถูกรีไทร์ ได้ศาสตรจารย์โดยไม่ต้องส่งผลงานวิจัย ไปจนถึงการทำวิจัยแก้จนใน 10 จังหวัด พร้อมโครงการสำรวจอวกาศที่ใหญ่ที่สุดของไทย ยกระดับเศรษฐกิจประเทศ 

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าว “12 เดือน 12 ดี” ผลงานของ อว. ในรอบปีงบประมาณ 2564 ว่า ผลงานทั้ง 12 เรื่องของ อว. มีทั้งเรื่องการสร้างผลประโยชน์ในระยะสั้น หรือเฉพาะหน้าเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน และสร้างผลประโยชน์ระยะกลางและระยะยาวให้กับประเทศ

โดยในระยะสั้นที่ อว.ดำเนินการ อาทิ โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศหรือ U2T ที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการว่างงานจากวิกฤติโควิด-19 เป็นการจ้างงานของรัฐบาลที่ทำได้อย่างรวดเร็วที่สุด ทำให้คน 6 หมื่นคนที่เป็นลูกหลานชาวบ้านได้มีงานทำกระจายไป 3 พันตำบลทั่วประเทศ และเป็นครั้งแรกที่เอามหาวิทยาลัยกว่า 76 แห่งลงสู่ตำบลเพื่อทำงานร่วมกับชุมชน ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในชุมชนหลายร้อยล้านบาท ล่าสุดกำลังขออนุมัติโครงการ U2T ในระยะที่ 2 อีก 4 พันกว่าตำบลเพื่อจ้างงานอีกกว่า 1.2 แสนคน ใช้งบประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท 

รมว.อว. กล่าวต่อว่า เรื่องต่อมาคือ รพ.สนามสู้ภัยโควิด ที่เป็นกองหนุนในยามวิกฤติ อว.เปิด รพ.สนาม 60 กว่าแห่งทั่วประเทศเกือบครบทุกจังหวัด โดยใช้เครือข่ายมหาวิทยาลัย รับคนไข้มาแล้ว 6-7 หมื่นคน การสร้าง รพ.สนาม เป็นการผันตัวเองอย่างรวดเร็วของ อว.ในยามวิกฤต แสดงให้ประชาชนเห็นว่ามหาวิทยาลัยลงจากหอคอยงาช้าง หน่วยงานวิจัยออกจากป้อมปราการ เพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนต่อสู้ในยามวิกฤติ

ต่อมาคือการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด โดย อว. ได้เปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล 14 จุดและต่างจังหวัด 76 จุด ซึ่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนไปแล้วกว่า 7 แสนโดส นอกจากนี้ ยังมีโครงการ อว.พารอด เป็นโครงการที่ดึงจิตอาสาและอาสาสมัครมาช่วยผู้ป่วยโควิดทรี่กักตัวอยู่บ้านหรือในชุมชน โดยการโทรศัพท์ไปให้กำลังใจและคำปรึกษาพร้อมส่งกล่องยาสมุนไพรและอุปกรณ์จำเป็นไปให้ โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐเอกชนมาร่วมบริจาคสิ่งของจนเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคม 

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีโครงการ BCG โมเดลเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลที่ อว.ร่วมขับเคลื่อน ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ของประเทศในระยะกลางและระยะยาวเพื่อนำไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม 4.0 และนำไปประเทศไทยไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจแบบทำน้อยได้มาก ไม่ใช้ทำมากได้น้อยเหมือนเดิมอีกต่อไป ขณะเดียวกันมีโครงการธัชชาหรือวิทยสถานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย เพื่อทำให้เห็นว่า อว.ไม่ได้มีแค่วิทยาศาสตร์ เทคโลยีและนวัตกรรม แต่ยังมีเรื่องของสังคมศาสตร์ฯ ด้วยเพื่อสร้างความสมดุลให้กับทุกศาสตร์ ผลงานสำคัญคือการทำเรื่องสุวรรณภูมิศึกษา เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศไทยย้อนหลังไป 2,500 – 3,000 ปี เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าคนไทยมีอารยธรรมและยังช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้  

“ที่สำคัญยังมีผลงานเรื่องการวิจัยความยากจนเพื่อแก้ปัญหาความยากจนแบบพุ่งเป้า โดยการทำวิจัยใน 10 จังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศไทยจนได้ตัวเลขคนจนจริงๆ มากว่า 4 แสนคน เพื่อจัดทำเป็นบิ๊กดาต้านำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนที่ตรงจุดและแม่นยำ พร้อมมีการติดตามประเมินผลจนกว่าจะหายจนอีกด้วย” รมว.อว. กล่าว

ทั้งนี้ ยังมีเรื่องของการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยไม่ต้องส่งงานวิจัยหรือตำราก็ได้ โดยมีคุณสมบัติ อาทิ ทำงานรับใช้สังคมและท้องถิ่น ทำงานสร้างสรรค์หรือด้านศิลปะ มีการสอนที่เป็นเลิศ เป็นต้น การลดค่าเทอมเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาและผู้ปกครองในช่วงโควิด ถือเป็นการแบ่งเบาภาระที่เป็นรูปธรรมอีกผลงานหนึ่งของ อว. 

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวด้วยว่า ขณะที่ การยกเลิกการกำหนดระยะเวลาสำเร็จการศึกษา เรียนไม่จบไม่ต้องถูกรีไทร์ เป็นอีกเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนไปด้วยพร้อมกับทำงานไปด้วย ผลงานต่อมาคือเรื่องของ TSC โครงการสำรวจอวกาศที่ใหญ่ที่สุดของไทย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และสุดท้ายคือการเปิดหลักสูตร WINS ที่เป็นการนำผู้บริหารระดับสูงของ อว.มาอบรมและทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างความรักสามัคคี พร้อมช่วยสร้างและพัฒนางานที่เป็นประโยชน์ให้กับประเทศ 

“ยืนยันว่า อว.ทำงานดี เร็ว คล่องและประสานการทำงานร่วมกันได้อย่างไม่ติดขัด ขอย้ำว่าความสำเร็จทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้ทำคนเดียว แต่เป็นผลงานจากความร่วมมือทั้งทีมการเมือง ทีมผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของ อว.ทกคน” รมว.อว. ระบุ -012

บ้าไปแล้ว! ‘พุทธะอิสระ’ซัดป่วยชัดๆ สองมหาพูดแล้วทำให้คนหัวเราะ ถือเป็นการพ้นทุกข์? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600966

บ้าไปแล้ว! 'พุทธะอิสระ'ซัดป่วยชัดๆ สองมหาพูดแล้วทำให้คนหัวเราะ ถือเป็นการพ้นทุกข์?

บ้าไปแล้ว! ‘พุทธะอิสระ’ซัดป่วยชัดๆ สองมหาพูดแล้วทำให้คนหัวเราะ ถือเป็นการพ้นทุกข์?

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.34 น.

วันที่ 9 กันยายน 2564 นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ “พุทธะอิสระ” ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อยจังหวัดนครปฐฒ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กดังนี้

ถามมา ตอบไป

ถาม พวกเอฟซีของสองมหาและนักวิชาการรุ่นใหม่ ออกมาเขียน ออกมาโพสต์ว่า การทำให้คนหัวเราะถือเป็นการทำให้เขาพ้นจากทุกข์?

ตอบ บ้ากันไปใหญ่แล้ว นี่มันความคิดเห็นของคนป่วยชัดๆ หากพูดแล้วทำให้คนหัวเราะ ถือว่า เป็นการพ้นทุกข์ได้จริง แล้วทำไมองค์พระโพธิสัตว์ต้องทิ้งสมบัติ ออกบวช

ทั้งที่ในพระราชวังก็มีผู้ทำหน้าที่เป็นตลกหลวง คอยให้องค์ราชาและพระราชวงศ์รื่นเริงบันเทิง หากทำให้คนหัวเราะเป็นทางพ้นทุกข์ได้จริง

เช่นนั้นคนที่ทำอาชีพตลก คงจะไม่มีทุกข์งั้นสิ

วิธิคิดแบบนี้มันเป็นมิจฉาทิฐิชัดๆ การที่บุคคลจะหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงได้นั้น

คือการที่จิตนี้ปราศจากอารมณ์ ไม่เว้นแม้แต่อารมณ์สนุกสนาน เพลิดเพลิน แม้แต่อารมณ์ที่เป็นฝ่ายกุศลหรืออกุศลก็ต้องไม่มี

จนพัฒนาถึงขั้นไม่มีแม้แต่ตัวกู ของกู ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเครื่องผูก เครื่องรัด อันได้แก่ โลกธรรมทั้ง ๘ ซึ่งมีอารมณ์ ๒ ขั้วรวมอยู่ คือ ชอบกับไม่ชอบ

อารมณ์ที่ชอบมี ๔ อย่าง คือ มีลาภ มียศ มีสรรเสริญ มีสุข

ส่วนอารมณ์ที่ไม่ชอบ อันได้แก่ มีทุกข์ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสื่อมอารมณ์

อารมณ์ทั้งแปดที่พระพุทธเจ้า ทรงเรียกว่า ธรรมเครื่องผูกสัตว์ให้ตกเป็นทาสนี้ ถือเป็นกิเลสอย่างหยาบ ที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้จักต้องทำให้ได้เสียก่อนเป็นเบื้องต้น

อีกทั้งต้องทำความเข้าใจรู้จักถึงความจริงอันประเสริฐ ที่เรียกว่า อริยสัจ ๔ อันได้แก่ ทุกข์ล้วนเกิดมาจากเหตุ หากต้องการดับทุกข์จักต้องปฏิบัติตามหลักที่ทำให้ทุกข์นั้นดับ

เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ คนหลงมัวเมาอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ บริวาร สุข ทุกข์ คงจะไม่เข้าใจดอก เฮ้อ..เสียดายผ้าเหลือง

พุทธะอิสระ

-007

‘กมธ.ศาสนา’แจงดราม่าไลฟ์สด 2 พส.ขายขำ ชี้ไร้อำนาจฟันผิดถูก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600937

'กมธ.ศาสนา'แจงดราม่าไลฟ์สด 2 พส.ขายขำ ชี้ไร้อำนาจฟันผิดถูก

‘กมธ.ศาสนา’แจงดราม่าไลฟ์สด 2 พส.ขายขำ ชี้ไร้อำนาจฟันผิดถูก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.03 น.

“กมธ.ศาสนา”แจงดราม่าไลฟ์สด 2 พส.ขายขำ ชี้ไร้อำนาจฟันผิดถูก แต่ขอลดความตลกลงเหลือ 30% ด้าน”พระมหาสมปอง”มีต่อรองขอฮาแบบครึ่งๆ เรียกคนดู ชี้สินค้าอุปถัมภ์ ทำได้แค่วางโชว์-เหมาะกับวิถีพุทธแต่ห้ามโปรโมท

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 9 กันยายน 2564 ที่รัฐสภา ภายหลัง พระมหาสมปอง ตาลปุตโต และพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ 2 พระนักเทศน์ชื่อดังแห่งวัดสร้อยทอง ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เป็นเวลาร่วม 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็ได้ลงมาแถลงข่าวร่วมกับ กมธ. (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 2 พส.แจงสภาฯปมไลฟ์สด อ้างไม่ขัดธรรมวินัย หาใช่เรื่องคอขาดบาดตาย)

โดย นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธาน กมธ.กล่าวว่า การประชุมวันนี้บรรยากาศเป็นไปด้วยดี และพระอาจารย์ทั้ง 2 ก็ตอบคำถามได้ชัดเจน ซึ่งมองว่าการไลฟ์สดเป็นเรื่องดีที่สามารถทำได้ แต่จะเหมาะสมหรือไม่อย่างไร มีพระที่เป็นผู้ปกครองดูแลอยู่แล้ว กมธ.ไม่มีอำนาจในการที่จะชี้ผิดหรือชี้ถูก เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม กมธ.ทำได้แค่แลกเปลี่ยนข้อมูลเท่านั้น ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่เข้าฟังการชี้แจงด้วยนั้นก็พอในใจกับการชี้แจง และมีการเคลียร์ทุกประเด็นแล้ว

ด้าน พระมหาสมปอง กล่าวว่า โดยสรุปมีทั้งหมด 3 ประเด็น ในส่วนของด้านดีคือ การทำงานที่ทันยุคทันสมัย ส่วนด้านลบที่ต้องปรับปรุงคือ หากผิดพลาดจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งอาตมาก็จะปรับปรุง โดยกรรมาธิการก็ให้ข้อแนะนำว่าให้ระวังเรื่องคำพูด เพราะหากเกิดผิดพลาดจะแก้ไขได้ยาก โดยมีการตกลงกันว่า เนื้อหาธรรมะ 70% และตลกขบขัน 30% อาตมาก็ได้ต่อรองไปว่าในช่วงต้นไลฟ์ของเรื่องหาธรรมะ 50 ตลก 50 เพื่อดึงคนให้ฟังไลฟ์ต่อ

เมื่อถามถึงการโฆษณาหรือสินค้าอุปถัมภ์ นายสุชาติ กล่าวว่า สามารถทำได้ ในลักษณะการตั้งโชว์ แต่ไม่ให้พูดถึงตัวสินค้าที่เป็นโฆษณา ไม่ให้เชียร์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่จะอุปถัมภ์ต้องมีความเหมาะสมกับพระพุทธศาสนา

ด้าน พระมหาไพรวัลย์ กล่าวขอบคุณที่ กมธ.ได้เชิญมารับฟังความคิดเห็น ยืนยันว่าจะนำคำแนะนำของ กมธ.ทุกคนไปปรับปรุงให้เหมาะสม ซึ่งอาตมาก็คำนึงถึงความเป็นห่วงของทุกคน ที่ได้เห็นว่าเราเป็นพระที่ได้มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เหมาะสมต่อไป

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีกฎอะไรในการที่จะไลฟ์สดหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า กรณีนี้ถือเป็นกรณีใหม่ ที่มีการเทศน์ออนไลน์และมีคนติดตามเป็นจำนวนหลายแสนคน เราจึงจะนำข้อตกลงในวันนี้มาเป็นบรรทัดฐานในกรณีไลฟ์สดหากมีปัญหาเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธาน กมธ.ออกมาระบุให้พระทั้ง 2 รูป ลาสิขาบทเพื่อไปเป็นดารา นายสุชาติ กล่าวว่า ได้มีการเคลียร์ใจในที่ประชุม กมธ.แล้ว ในขณะที่พระมหาไพรวัลย์ กล่าวย้ำว่า นายไพบูลย์ ฝากมาบอกสื่อว่า อย่าจี้ถามทุกเรื่อง – 006

2 พส.แจงสภาฯปมไลฟ์สด อ้างไม่ขัดธรรมวินัย หาใช่เรื่องคอขาดบาดตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600921

2 พส.แจงสภาฯปมไลฟ์สด อ้างไม่ขัดธรรมวินัย หาใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

2 พส.แจงสภาฯปมไลฟ์สด อ้างไม่ขัดธรรมวินัย หาใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.18 น.

แค่สร้างเสียงฮา! “2 พส.แห่งวัดสร้อยทอง”เข้าแจงสภาฯปมไลฟ์สด อ้างไม่ขัดธรรมวินัย หาใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ยันยินดีตอบทุกคำถาม ฝากธรรมะพ่วงนักการเมือง”ลืมความหลังสร้างปัจจุบันเพื่ออนาคต-เมื่ออยากเป็น ก็ต้องอยากทำงานด้วย”

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 9 กันยายน 2564 พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต และพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ 2 พระนักเทศน์ชื่อดังแห่งวัดสร้อยทอง เดินทางมาที่รัฐสภา ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร นิมนต์ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกรณีเกิดกระแสวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียลถึงการออกมาไลฟ์สดทางโซเชียลฯ

โดยพระมหาสมปอง ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าชี้แจงต่อ กมธ.ว่า วันนี้ ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย เหมือนกับที่อาตมาไลฟ์สดก็ไม่ได้เตรียมอะไร ดังนั้น ก็แล้วแต่ กมธ.ถามว่ามีประเด็นไหนบ้างที่เหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ตรงไหนเกิน ตรงไหนขาด ถ้าเตือนก็คงน่าจะเป็นเสียงของพระมหาไพรวัลย์ ถ้าจะเติมก็เป็นเรื่องของธรรมะ จริงๆ แล้วการไลฟ์สดของอาตมาทั้ง 2 รูปที่ผ่านมา เป็นเพียงคาบเรียนแรก และเป็น 1 ชั่วโมงแรกที่เจอเด็กๆ เพื่อทักทายกัน และให้เขาสนใจ แต่คาบต่อไปคือ วันนี้ จะเข้าสู่เนื้อหามากขึ้น ซึ่งตอนนั้นเด็กๆ ก็คงจะเริ่มหลับกันแล้ว

ด้าน พระมหาไพรวัลย์ กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้ซีเรียสอะไร กมธ.นิมนต์มา เราก็ยินดีที่จะมา และยินดีตอบทุกคำถามอยู่แล้ว กมธ.อาจจะสงสัย ซึ่งเราก็เข้าใจท่าน เพราะบางเรื่องอาจจะทำแบบนี้ได้หรือไม่ เราก็จะตอบให้หมด

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ มีบางฝ่ายมองว่าการไลฟ์สดที่ผ่านมา ผิดพระธรรมวินัย ที่ไม่สำรวม พระมหาไพรวัลย์ กล่าวว่า ไม่กังวล เมื่อวานได้คุยกับหลายท่านว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร จริงๆ เรื่องเสียงหัวเราะไม่น่ามีปัญหา

พระมหาสมปอง กล่าวเสริมว่า เรื่องนี้ไม่กังวล เพราะอาตมาคิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่เป็นห่วง และกมธ.ก็มีหน้าที่อุปถัมภ์ คุ้มครองพระพุทธศาสนา ดังนั้น เราคิดว่าจะคุ้มครอง และดูแลเรา อย่างไรก็ตาม หากใครเชิญให้ไปชี้แจง อาตมาก็จะไป และอาตมาอยากจะถามด้วยว่า กมธ.ศาสนา ที่คุ้มครองและอุปถัมภ์ศาสนา เราทำงานมาไม่ค่อยมีใครอุปถัมภ์ เราไปบรรยายที่นั้นที่นี้ ส่วนใหญ่โรงเรียนก็ดูแลเรา ต่อไปพระรุ่นใหม่ที่กำลังฝึกฝนตัวเองขึ้นมาแทนเรา กมธ.จะดูแลอย่างไร หรือว่ามีใครมาด่าลูกๆ ท่าน ซึ่งเราก็ดูเหมือนลูกศาสนา ท่านจะคุ้มครองเราอย่างไร จะคุ้มครองหรือทำลายเรา โดยเรื่องนี้อาตมาคิดไว้ในหัว ก็ไม่รู้จะกล้าถามหรือไม่

เมื่อถามว่า แม้จะเจอเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ก็ยังจะไลฟ์สดเหมือนเดิมต่อไปหรือไม่ พระมหาสมปอง กล่าว เราจะ “ล.ร.ร.” เราจะ “ไลฟ์เรียบร้อย” ทั้งนี้ พระมหาไพรวัลย์ ตอบเสริมว่า การไลฟ์ ไม่ถึงกับเหมือนเดินเราจะปรับให้ดีขึ้น

เมื่อถามว่า ยังคงมั่นใจว่าการไลฟ์สดลักษณะนี้ ทำให้เยาวชนหันมาฟังธรรมะมากขึ้นใช่หรือไม่ พระมหาสมปอง กล่าวว่า เชื่อมือเราเถอะ อาตมาบรรยายธรรมมา 20 กว่าปี ตั้งแต่ยังไม่ออกทีวี เราทำงานเก็บผู้ฟังอย่างไร ให้อะไรตอนไหน เรามีจังหวะนั้นอยู่แน่นอน แต่การไลฟ์วันแรกก็อย่างที่บอกยังงงกับเด็กนักเรียนอยู่ แล้ว ผอ.มาดุว่า 2 คนนี้สอนอะไรกันเสียงดังไปห้องข้างๆ แล้วท่านก็มาบอกว่าควรจะสอนอย่างนี้ อย่างนั้น เพื่อเกิดความเหมาะสม ซึ่งอาตมามองตรงนั้นมากกว่า

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ขอให้พระทั้ง 2 รูป เมื่อมาถึงรัฐสภาแล้ว ขอให้ฝากธรรมะด้วย โดยพระมหาสมปอง กล่าวว่า “จงลืมเสียเถิดความหลัง แล้วสร้างปัจจุบันเพื่ออนาคต” บางท่านก็ยึดติดกับความหลัง และไปรื้อฟื้นต่างๆ มา เหมือนกับไปรื้อฟื้นคลิปเก่าๆ ของพระมหาไพรวัลย์ ที่มีคนฟังหลักสิบหลักร้อย แต่ถ้ารื้อฟื้นแล้วเป็นบทเรียนที่เป็นประโยชน์ก็ดี แต่อย่างไรเราก็สร้างปัจจุบัน เน้นเผยแพร่ศาสนา เหมือนเรามาพีเซนต์หน้าห้อง แล้วพระอาจารย์บอกว่าอันนี้ไม่ดีต้องกลับไปแก้ไข เราก็พร้อมทำอยู่แล้ว เราเป็นพระเด็กๆ ก็พร้อมที่จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ พระมหาสมปอง ยังได้ฝากธรรมะถึงนักการเมืองว่า เมื่อเราอยากเป็น เราก็ต้องอยากทำงานด้วย เหมือนกับถ้าเราอยากไลฟ์ ก็ต้องอยากให้ธรรมะสอนคนด้วย ฉะนั้น ถ้าท่านมาแล้วดูแลประชาชน ก็สมกับที่ท่านอยากเป็น อย่างที่เขาบอกว่า “ธรรมชาติของตา อยู่ต่ำกว่าสมอง จงอย่าตัดสินแค่การมอง โดยลืมไต่ตรองด้วยการใช้สมองที่สูงส่ง ทุกครั้งที่เราดูอะไร เห็นอะไรต่างๆ ก็ตัดสินใจเลย เหมือนกับที่มีคนมาเตือนแต่แรก แต่ใจเขาบอกดูให้จบก่อน พอจบแล้วก็กลายเป็นให้กำลังใจ และชม ถ้าเป็นภาษาดั้งเดิมตอนเด็ก คือดูหนังให้จบม้วนก่อนแล้วค่อยตัดสินเรา และค่อยตัดสินว่าคิดอย่างไร และให้เราแก้ไขอย่างไร ก็บอกกันได้ แต่ทุกวันนี้โลกของโซเซียลมันเรียล มันจริงมาก ชอบไม่ชอบ ดีไม่ดี แต่จะเป็นเกณฑ์เลยหรือไม่ อาตมาไม่เคยตั้งไว้ เพราะกลัวเขาว่า จะทำให้รู้สึกนอย หรือรู้สึกแย่ ดังนั้น ลองชั่งน้ำหนักดู ประโยชน์ หรือโทษ อันไหนหนักกว่ากัน เพราะเราเพิ่มประโยชน์และสิ่งดีมีคุณค่าได้ เหมือนพวกท่านที่สนใจในคลิป เมื่อสักครู่ตอนลงรถ ยังถามพระมหาไพรวัลย์ ว่า เคยคิดว่าจะมีอย่างนี้หรือไม่ อยู่ก็มาเจอคนเยอะ ทั้งนี้ พระมหาไพรวัลย์ ได้ตอบกลับว่า “นึกว่ามางานเมืองคาน”

ทั้งนี้ พระมหาไพรวัลย์ กล่าวเสริมว่า ถือคติว่า ถูกต้องทั้งหมดไม่มี ไม่ถูกต้องทั้งหมดก็อาจจะไม่มี ก็ชั่งใจเอา อาตมาว่าจะทำให้ถูกใจทุกคนคงอยาก อย่างว่าคนดูหลักแสน คนดูหลักสิบในคอมเม้นต์ยังตีกันเลย

จากนั้น พส.ทั้ง 2 รูป ได้ขึ้นลิฟต์ไปยังห้องประชุม กมธ. CA 303 เพื่อร่วมชี้แจงต่อ กมธ. (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 2พส.เข้าสภา! ‘มหาไพรวัลย์-มหาสมปอง’ชี้แจงกมธ.ศาสนา) – 006

2พส.เข้าสภา! ‘มหาไพรวัลย์-มหาสมปอง’ชี้แจงกมธ.ศาสนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600902

2พส.เข้าสภา! 'มหาไพรวัลย์-มหาสมปอง'ชี้แจงกมธ.ศาสนา

2พส.เข้าสภา! ‘มหาไพรวัลย์-มหาสมปอง’ชี้แจงกมธ.ศาสนา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 09.33 น.

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ CA303 อาคารรัฐสภา พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระลูกวัด วัดสร้อยทอง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เข้าชี้แจงถึงกรณีที่มีการไลฟ์สดสอดแทรกเนื้อหาธรรมะ โดยมีการแสดงกิริยาไม่เหมาะสมกับภิกขุภาวะ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์โดยทั่วไป ต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน – 006

สสว. จับมือ ISMED ผุดโครงการ SME SCALE UP พัฒนาด้วยเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม#SootinClaimon.Com

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600702

สสว. จับมือ ISMED ผุดโครงการ SME SCALE UP  พัฒนาด้วยเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม

สสว. จับมือ ISMED ผุดโครงการ SME SCALE UP พัฒนาด้วยเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แถลงผลการดำเนินงาน โครงการส่งเสริมและต่อยอดการพัฒนาเพื่อการขยายธุรกิจสู่สากล (SME SCALE UP)โดยมีหน่วยงานพันธมิตร 19 หน่วยงาน จากภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชน ร่วมเป็นเครือข่ายพัฒนาผู้ประกอบการ MSME เปิดโอกาสทางการตลาด ด้วยการนำเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม มาต่อยอดธุรกิจ ปรับโฉม เพิ่มมูลค่า และเตรียมความพร้อมการลงทุน มั่นใจศักยภาพสินค้าไทยขึ้นแท่นยืนหนึ่งในตลาดโลก โดยในปี 2564 นี้ พร้อมจะถ่ายทอดเทคโนโลยี งานวิจัย นวัตกรรมจากต้นแบบในระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การขยายขนาดการผลิต (Scale up) หรือที่เรียกว่าจากหิ้งสู่ห้าง โดย สสว. สนับสนุนและผลักดันการพัฒนาในหลายมิติ ทั้งการประเมินโอกาสทางการตลาด แล้วจึงสรรหาเทคโนโลยี งานวิจัย นวัตกรรมที่พร้อมจะถ่ายทอด เพื่อ Up Scale สินค้าและบริการควบคู่ไปกับการให้คำปรึกษาแนะนำ สำหรับรูปแบบการทำงานของโครงการ คือ จะให้ผู้ประกอบการ MSME 101 กิจการที่ร่วมโครงการ สามารถเลือก “ช็อปปิ้ง” หน่วยงานให้บริการเอง แต่จะมี ISMED เข้ามาให้คำแนะนำว่าสิ่ง ที่ต้องการนั้นเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งตรงนี้จะแตกต่างจากโครงการทั่วๆ ไป และนอกจากนี้เรายังช่วยประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ผ่านแผนการเงินของผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่นี้ ซึ่งจะช่วยบริหารความเสี่ยงในการลงทุนได้ระดับหนึ่ง

ผอ.สสว. เผยอีกว่า จากการพัฒนาในโครงการ SME SCALE UP นี้ สสว.จะมองจากความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวตั้ง ซึ่งจากการทำงานเรามีเคสที่น่าสนใจที่สามารถสร้างเครือข่าย “ต้นแบบเครือข่ายความร่วมมือ” ระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับวิสาหกิจชุมชน 3 แห่งด้วยกัน โดยมีผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการผ้าที่มีส่วนผสมของเส้นใยผักตบชวา แต่มีจุดคอขวดเรื่องวัตถุดิบ ดังนั้น สสว. จึงเชื่อมโยงให้วิสาหกิจชุมชน 3 แห่ง ที่มีวัตถุดิบในการผลิตสินค้าหัตถกรรมจากผักตบชวา และประสบปัญหาผลกระทบจากยอดขายในช่วงโควิด-19 สามารถส่งต่อวัตถุดิบต่าง ๆ ป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ ทำให้สามารถเพิ่มการใช้ประโยชน์จากผักตบชวาจากเดิมใช้ส่วนของก้านได้เพียง 15% ของทั้งกอเพื่องานหัตถกรรม ไปสู่การใช้ประโยชน์ทั้ง 100% ในระดับอุตสาหกรรม ทั้งการผลิตเส้นใยผักตบชวาเพื่องานสิ่งทอ ผักตบชวากันกระแทกเพื่อสิ่งแวดล้อม และปุ๋ยจากเศษเหลือทิ้งของผักตบชวาเพื่อการเกษตรปลอดภัย ซึ่งการพัฒนารูปแบบนี้เป็นการตอบสนองนโยบาย BCG ของรัฐบาล และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม คาดว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการ ผู้ประกอบการในโครงการจะมียอดขายเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 410 ล้านบาท มีการลงทุนเพิ่มไม่น้อยกว่า 109 ล้านบาท ส่งผลต่ออัตราการจ้างงานที่จะเพิ่มขึ้น 368 อัตรา และจะเกิดความคุ้มค่าของงบประมาณในรูปของภาษีที่ภาครัฐจะได้รับจากกำไรของธุรกิจ

นักเรียนสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 เหรียญทอง การประกวดนวัตกรรมระดับโลกที่ญี่ปุ่น#SootinClaimon.Com

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600700

นักเรียนสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 เหรียญทอง การประกวดนวัตกรรมระดับโลกที่ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ คว้ารางวัลแห่งความสามารถทางด้านนวัตกรรมเทียบชั้นนวัตกร มืออาชีพในระดับนานาชาติจากการประกวดผลงานนวัตกรรมระดับโลก“Japan Design, Idea AndInvention Expo (JDIE 2021)”ซึ่งจัดในรูปแบบออนไลน์ ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โดยคว้ามาได้8 เหรียญทอง 8 เหรียญเงินด้วยผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่เต็มเปี่ยมของนวัตกรตัวน้อย จากการส่งเสริมและสนับสนุนของโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ และศูนย์นวัตกรรม โรงเรียนสาธิตจุฬาฯฝ่ายประถม เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสสร้างสรรค์นวัตกรรม แม้ในช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ไม่สามารถปิดกั้นความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนได้

สำหรับรางวัลเหรียญทองที่ได้รับมีดังนี้ “ระบบห้องน้ำอัจฉริยะ ระเบิดความสนุกสำหรับชีวิตวิถีใหม่ (FunPlosion-Smart Bathroomin the New Normal)” ผลงานของ ด.ญ.ปราณรัก บ่ายคล้อย, ด.ญ.ภารวีหนองหารพิทักษ์, ด.ช.ภูริชา หนองหารพิทักษ์, ด.ช.กวีวัธน์ ศานติวรพงษ์และ ด.ช.ญาณวัฒน์ กฤษดาธานนท์เป็นนวัตกรรมออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตในวิถีใหม่ ตู้อัจฉริยะที่สามารถตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิน้ำ ไฟ เสียง ภาพหน้าจอ และกลิ่นในห้องน้ำ มีอุปกรณ์เสริมฆ่าเชื้อโรค ลดการสัมผัส ควบคุมผ่านแอปและเสียง

“ไอเมดิแคร์ โซลูชั่น (iMedicare Solution” ผลงานของ ด.ญ.ทิตชญา มั่นคง และ ด.ญ.นภัสนันท์ สุเมธพิมลชัยเป็นนวัตกรรมในการดูแลผู้สูงอายุเครื่องจ่ายยาอัจฉริยะและแอปพลิเคชั่นที่ช่วยเตือน/บันทึกการใช้ยา ขอความช่วยเหลือ และเชื่อมต่อนัดหมายแพทย์ประจำตัวได้

“ชุดอุปกรณ์ช่วยออกกำลังกายในผู้ป่วยติดเตียง (Muvtivate : Muscle and Movement StimulationVersatility Tool-for Elderly)”ผลงานของ ด.ช.ธิปก ตั้งศิริพัฒน์, ด.ญ.จิรัชญา เหมรัญช์โรจน์, ด.ช.ศิรณัฏฐ์โตวิกกัย, ด.ช.ณัฐธรรม โอสรประสพ,ด.ญ.ณัฏฐาศิริ โตวิกกัย และ ด.ญ.นารา สถาปิตานนท์ (โรงเรียนบางกอกพัฒนา) เป็นนวัตกรรมพัฒนาสมองและพัฒนาข้อต่อและกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหวทุกส่วนอย่างต่อเนื่องด้วยตัวเองได้อย่างปลอดภัย เพื่อผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ

ส่วนรางวัลเหรียญเงิน มีดังนี้ “TRAVEL POTTY ห้องน้ำสัตว์เลี้ยงพกพา” ผลงานของ ด.ช.วิน บุญญานุสาสน์,ด.ญ.สลิล บุญญานุสาสน์, ด.ญ.บุญญาดาแสงมณี และ ด.ช.ปรมิศวร์ แสงมณี เป็นนวัตกรรมที่ทำให้สัตว์เลี้ยงรู้สึกสบายใจกับการขับถ่าย ใช้งานง่ายไม่เปรอะเปื้อน เก็บล้างทำความสะอาดง่าย

“เครื่องจ่ายวิตามินทันใจ (EFFERVESCENT DISPENSER)” ผลงานของ ด.ญ.บุญญาดา แสงมณี,ด.ช.ปรมิศวร์ แสงมณี, ด.ช.วินบุญญานุสาสน์ และ ด.ญ.สลิลบุญญานุสาสน์ เป็นนวัตกรรมสำหรับรวบรวมวิตามินหลากหลายชนิดไว้ด้วยกัน ให้ง่ายต่อการเลือกใช้ ออกแบบให้ใช้งานง่าย ประหยัดเวลา

“แปรงสีฟัน 3 รวมเป็น 1(3 in 1 Travel Toothbrush)” ผลงานของ ด.ญ.พริมลักษณ์ บวรวาณิชย์,ด.ช.ทศ บวรวาณิชย์ และ ด.ช.ปวริศร์ตันตระรัตนะ เป็นนวัตกรรมที่ครบครันเรื่องของแปรงสีฟัน ที่มียาสีฟัน และไหมขัดฟันในตัว ใช้งานง่ายและสะดวกมาก ประหยัดพื้นที่จัดเก็บ พกพาสะดวก

“กล่องสี เอ็มไอวาย (MIY Coloring)” ผลงานของ ด.ญ.ปิยสรณี วินะยานุวัติคุณ, ด.ญ.ชญาภาศรีวรวิไล, ด.ญ.ปริญ อุดมเกียรติกูล,ด.ญ.ปัณฑารีย์ เลิศฤทธิ์จรัสกิจ และ ด.ญ.พิชา บัณฑิตชุติกุล เป็นนวัตกรรมที่ช่วยในการผสมสีให้ได้สีที่ตรงใจและสามารถจดบันทึกส่วนประกอบการผสมสี ไม่ว่าจะผสมใหม่กี่ครั้งก็จะได้สีเดิมที่ต้องการอยู่เสมอ

“คิดส์เพลิน (Kid Play & Learn)” ผลงานของ ด.ช.ธิปก ตั้งศิริพัฒน์, ด.ญ.จิรัชญา เหมรัญช์โรจน์,ด.ช.ศิรณัฏฐ์ โตวิกกัย, ด.ช.ณัฐธรรมโอสรประสพ, ด.ญ.ณัฏฐาศิริ โตวิกกัยและ ด.ญ.นารา สถาปิตานนท์ (โรงเรียนบางกอกพัฒนา) เป็นนวัตกรรมเกมสำหรับเด็กยุคใหม่ที่มีแนวโน้มที่จะติดเกม ติดมือถือมากขึ้น โดยการนำการละเล่นพื้นบ้านของไทยและนำความรู้ทางด้านจิตเวชมาพัฒนาเกม เพื่อส่งเสริมให้เด็กทุกคน เล่นเกมที่ช่วยพัฒนาสมอง สมาธิ และส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

“Shuttlecock Pro” ผลงานของ ด.ญ.ศิริศรัณย์ ดิเรกวัฒนะ, ด.ญ.ปัญญากัญญ์ ไตรทางกูร,ด.ช.บารเมษฐ์ เจริญชัยสมบัติ และ ด.ช.หฤษฎ ปุณณาภิรมย์ เป็นนวัตกรรมฝึกทักษะแบดมินตันสามารถปรับใช้รับลูกแบดมินตันได้ตามความสามารถจำนวนลูกที่เข้าเป้าหมาย เก็บสถิติไว้เพื่อวัดทักษะความแม่นยำ และยังสามารถวางแผนการฝึกซ้อมแต่ละรายบุคคล

ส่วนรางวัลเหรียญทองโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายมัธยมมีดังนี้ “โปรแกรมการสอนสะกดนิ้วมือในภาษามืออเมริกันโดยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (INFING : INtelligent ASLFINGerspelling tutoring system)” ผลงานของ นายพีระวัฒน์ พันธ์นัทธีร์,จีซู ยุน คำวิลัยศักดิ์, รัชพล ธรรมจาโร,นาราภัทร เห็นการไกล, ภิญญดา ธัญญวรรณ์ และ วณิช เชี่ยววณิชชา เป็นนวัตกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับการเรียนรู้ภาษามือแบบอัตโนมัติโดยการใช้เทคโนโลยีการรู้จำท่าสะกดนิ้วมือแบบใหม่

“ชุดทดสอบบอแรกซ์ชนิดเจล (Jelly Borax Tube Kit)” ผลงานของ นายพิรัชย์ อัศวกาญจน์, ด.ญ.ปภาดา อัศวกาญจน์, น.ส.กัลยรักษ์ อัศวกาญจน์และ น.ส.รมณ อัศวกาญจน์ เป็นนวัตกรรมใช้เพื่อทดสอบสารบอแรกซ์ ในอาหาร ใช้งานง่าย และไม่ต้องอาศัยความชำนาญในการใช้งาน

“Less Snore More Sleep” ผลงานของ น.ส.จ้าวไหม ตั้งศิริพัฒน์,ด.ญ.ธันยนันท์ พูนบันดาลสิน, ด.ช.มัชฌิชา สุวิชชโสภณ และ ด.ช.กร เหมรัญช์โรจน์ เป็นนวัตกรรมลดการนอนกรน ปรับสมดุลการนอน ให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย AIที่ช่วยตรวจจับการนอนกรน การหยุดหายใจขณะหลับสำหรับผู้ใช้แต่ละบุคคล

“โปรแกรมฝึกคลื่นสมองด้วยเทคนิคสะท้อนกลับ ป้องกันสมองเสื่อม และลดปัญหาความรุนแรงจากสมาธิสั้น (TRaIN)” ผลงานของ ด.ช.กร เหมรัญช์โรจน์, ด.ช.ธีรภาส อภินันท์กูล และ ด.ช.สุธีพันธุ์ โขวิฑูรกิจเป็นนวัตกรรมจับสัญญาณคลื่นสมอง เพื่อฝึกฝนให้สามารถตั้งสมาธิจดจ่อ คลายความกังวล และเปลี่ยนเป็นการใช้สมาธิที่เพ่งสูงสุด

“Up lift shift life” ผลงานของ ด.ญ.ธันยนันท์ พูนบันดาลสิน,ด.ญ.ณิชาภัทร โกมลบุตร, ด.ช.ปัณณทัตจิตรภักดี, ด.ญ.นภาพร ลี่ดำรงวัฒนากุลและ นายจีราวัฒน์ พูนบันดาลสิน เป็นนวัตกรรมเพื่อให้ผู้ใช้งานนั่งอยู่ในท่าทางที่เหมาะสม ป้องกันการเกิดโรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ (ออฟฟิศซินโดรม)

รางวัลเหรียญเงินโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายมัธยม ได้แก่ “ปากกาต้านโรคระบาด (Anti-Pandemic Pen)”ผลงานของ ด.ช.ธรรมธัช พัวพงษ์พันธ์ และ ด.ช.บุณยกร สัมฤทธิวนิชชา หลิวสุวรรณ เป็นนวัตกรรมต่อต้านโรคระบาดจึงได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น มีฟังก์ชั่นสเปรย์แอลกอฮอล์และสบู่เหลวแบบโรลออน

“พราวด์(มะ)พร้าว (ECO NUT)” ผลงานของ ด.ญ.ณิชานันท์ ทรัพย์สมพล, ด.ญ.ณฐพร พิบูลย์รัตนกิจและ ด.ญ.ลภัสรดา ภาษีผล เป็นนวัตกรรมวัสดุทดแทนพลาสติกและหนังสัตว์จากผลิตผลทางการเกษตรที่สามารถนํามาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเป๋าสตางค์, กระเป๋าช็อปปิ้ง,พวงกุญแจ

อาชีวะอุบลฯคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 แข่งขันวิชาชีพประเภททักษะ One Product One Business #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า https://www.naewna.com/local/600865

อาชีวะอุบลฯคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 แข่งขันวิชาชีพประเภททักษะ One Product One Business

อาชีวะอุบลฯคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 แข่งขันวิชาชีพประเภททักษะ One Product One Business

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.56 น.

สุดยอด นักศึกษาแผนกวิชาการตลาดและการจัดการธุรกิจค้าปลีก อาชีวะอุบลฯ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จาก 25 ทีมทั่วประเทศ ในการแข่งขันทางวิชาชีพ ประเภททักษะ One Product One Business (หนึ่งผลิตภัณฑ์สู่หนึ่งธุรกิจ)

8 กันยายน 2564 ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า วันนี้ แผนกวิชาธุรกิจค้าปลีก วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม ประกาศผลการแข่งขันทักษะ One Product One Business (หนึ่งผลิตภัณฑ์สู่หนึ่งธุรกิจ) อย่างเป็นทางการ โดยเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2564 แผนกวิชาการตลาดและการจัดการธุรกิจค้าปลีก นำตัวแทนนักศึกษา ระดับชั้น ปวส.1 ได้แก่ นางสาวณัฎฐ์จิรา ธรรมสา นางสาวนุชสรา โยสา และนางสาวไพรินทร์ คำสา ชื่อผลงาน “Cherry Crispy หอยเชอรี่อบกรอบ” โดยมีครูผู้ควบคุมการแข่งขัน คือ นางสาวอรทัย ปริต นางประภัสสร คำเจริญ นางสาวศกลรัตน์ อุทธา นางสาววชิราภรณ์ เขม้นดี และนางสาวดวงดาว จันทร เข้าร่วมการแข่งขันทางวิชาชีพ ประเภททักษะ One Product One Business (หนึ่งผลิตภัณฑ์สู่หนึ่งธุรกิจ) ภายใต้โครงการ มหกรรมวิชาชีพธุรกิจค้าปลีก ครั้งที่ 1 ดำเนินการจัดโดย แผนกวิชาธุรกิจค้าปลีก วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม ร่วมกับ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สมาพันธ์ SME ไทย จังหวัดนครปฐม

ทั้งนี้ กติกาการแข่งขัน ให้ผู้เข้าแข่งขันระดมความคิด จัดทำผลงานกับการคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เคยมี เกิดขึ้น หรือซ้ำซ้อน อาจจะเป็นเพียงความคิดที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้ แต่มีความน่าสนใจในการจัดทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีข้อจำกัดของรายละเอียดผลงานไม่เกิน 5 หน้ากระดาษ A4 จากนั้นจัดส่งข้อมูลเพื่อเข้าร่วมแข่งขันผ่าน e-mail ให้คณะกรรมการตัดสินผลงานตามแนวความคิดสร้างสรรค์ จากการแข่งขันดังกล่าวปรากฏว่า นักศึกษา แผนกวิชาการตลาดและการจัดการธุรกิจค้าปลีก วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จาก 25 ทีมทั่วประเทศ ได้รับเงินทุนการศึกษา จำนวน 1,500 บาท พร้อมเกียรติบัตร สามารถพัฒนาศักยภาพของตนจากการเรียนในชั้นเรียนสู่การประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวัน และสามารถคว้ารางวัลได้สำเร็จ

กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และร่วมสร้างสรรค์ผลงานการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร เพิ่มเวทีในการแสดงความสามารถและศักยภาพของผู้เรียนอาชีวศึกษากลุ่มอาชีพค้าปลีก

เรียบเรียงโดย -(016)

สกศ. กางยุทธศาสตร์พัฒนาเด็กปฐมวัย ชูแนวคิด Unplug Coding ทักษะโลกยุคใหม่ สู่การปฏิบัติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600857

สกศ. กางยุทธศาสตร์พัฒนาเด็กปฐมวัย   ชูแนวคิด Unplug Coding ทักษะโลกยุคใหม่ สู่การปฏิบัติ

สกศ. กางยุทธศาสตร์พัฒนาเด็กปฐมวัย ชูแนวคิด Unplug Coding ทักษะโลกยุคใหม่ สู่การปฏิบัติ

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.16 น.

วันที่ 8 กันยายน 2564 ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา  ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมการประชุมชี้แจงแนวทางขับเคลื่อนแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564-2570 ในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านโปรแกรม Cisco WebEx โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ รองศาสตราจารย์ ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ กรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย นายอนุกูล ปีดแก้ว รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และผู้แทนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

โดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. กล่าวถึงแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564-2570 ซึ่งเกิดขึ้นจากคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย แต่งตั้งโดยคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นผู้ดำเนินการในฐานะฝ่ายเลขานุการ ฯ และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว พร้อมขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและคาดหวังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการงานร่วมกัน เพื่อผลักดันให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านและเข้าถึงบริการต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกัน

ด้าน ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ. เสริมความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี ว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเริ่มตั้งแต่ดูแลหญิงตั้งครรภ์ให้มีสุขภาวะที่เหมาะสม รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาเด็กปฐมวัยและสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับจากรัฐ ทั้งนี้เมื่อเด็กเติบโตขึ้น ควรได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Unplug Coding ทักษะที่โลกยุคใหม่ต้องการ คือการเรียนโค้ดดิ้งโดยไม่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ผ่านการเล่น กล้าตัดสินใจ กล้าตั้งคำถามง่าย ๆ เพื่อใช้ชีวิตประจำวัน สร้างภูมิคุ้มกันการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็นพลเมืองโลกในยุคดิจิทัล

หลังจากนั้น ที่ประชุมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 กระทรวง (พม.-มท.-สธ.) รายงานการขับเคลื่อนที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564-2570  โดย นายอนุกูล ปีดแก้ว รองปลัด พม. กล่าวถึงการดำเนินงานระบบสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด และดูแลระบบคุ้มครองเด็ก (Child Protection Information System : CPIS) โดยรับแจ้งเหตุเด็กที่มีความเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือต่อไป  

ต่อจากนั้น  นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รายงานว่า องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความสำคัญในการจัดการเรียนการสอนของเด็กปฐมวัย โดยดำเนินการดูแลโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 20,000 แห่ง และรับผิดชอบเด็กปฐมวัยกว่า 870,000 คน มุ่งเน้นการพัฒนาตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ รวมทั้งดูแลการจัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัว ค่าเครื่องแบบ และค่าอาหารกลางวัน 

และนายแพทย์อรรถพล  แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย สธ. เสนอโครงการส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ และหลังคลอดมีโครงการส่งเสริมการเจริญเติบโตและภาวะโภชนาการในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต รองรับการให้ความรู้ความเข้าใจกับมารดาในการให้นมบุตร รวมทั้งปฏิบัติการติดตามดูแล ให้คำปรึกษากับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านสุขภาพ ผ่านตัวชี้วัด 4D ได้แก่ 1. Diet ด้านข้อมูลโภชนาการ 2. Development & Play ด้านพัฒนาการของเด็กปฐมวัยและการเรียนรู้ผ่านการเล่น 3. Dental ด้านสุขภาพช่องปาก และ 4. Disease ด้านสุขภาพร่างกาย

จากนั้นที่ประชุมพิจารณาแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564-2570 โดย ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา รายงานใจความสำคัญของแผนดังกล่าว ที่ยึดมั่นพัฒนาให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านเต็มศักยภาพ เป็นพื้นฐานของความเป็นพลเมืองคุณภาพ ประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์ โดยสรุป ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดและการให้บริการแก่เด็กปฐมวัย เริ่มตั้งแต่หญิงตั้งครรภ์ได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ และเด็กปฐมวัยได้รับโอกาสเข้าถึงบริการต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม เช่น การสำรวจคัดกรองเพื่อหาภาวะความต้องการพิเศษ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัวในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย พ่อแม่ผู้ปกครองมีทักษะการดูแลและคุ้มครองสิทธิเด็ก (Parenting Skills)

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยสร้างระบบให้คำปรึกษา (Coaching) กับบุคลากรที่ดูแลเด็กปฐมวัย และส่งเสริมให้ได้รับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพตามมาตรฐานอาชีพผู้ดูแลเด็ก และคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพบริการสุขภาพ 

 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาระบบและกลไกการบูรณาการสารสนเทศด้านเด็กปฐมวัยและการนําไปใช้ประโยชน์ ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลรายบุคคลและสารสนเทศเด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดเป็น “ระบบกลางระบบเดียว” เพื่อความถูกต้อง ครอบคลุม และเป็นปัจจุบัน

ยุทธศาสตร์ที่ 5 การจัดทำและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยและการดำเนินการตามกฎหมาย มีระบบและกลไกในการรับเรื่อง ร้องเรียน ไกล่เกลี่ย และดำเนินการทางคดีเพื่อให้เด็กปฐมวัยได้รับประโยชน์ตามสิทธิขั้นพื้นฐาน

ยุทธศาสตร์ที่  6 การวิจัยพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ จากการถอดบทเรียนสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีวิธีปฏิบัติดีเด่น (Good Practices) ส่งเสริมให้มีการเทียบเคียง (Benchmarking) เพื่อให้เกิดการพัฒนาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง

และยุทธศาสตร์ที่ 7 การบริหารจัดการ การสร้างกลไกการประสานการดําเนินงาน และการติดตามประเมินผลหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ แนวทางการขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลแผนดังกล่าว วางกรอบการทำงานระยะแรกในปี พ.ศ. 2564-2565 มุ่งเน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้และการดำเนินงานควบคู่ทั้ง 4 กระทรวง และเผยแพร่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ผ่านกระบวนการจัดประชุมร่วมกับเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการตามแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีรายละเอียดระดับโครงการและงบประมาณรายปีอย่างชัดเจนต่อไป -007

สิ้น ‘แม่ครูสุวรรณี’ ศิลปินแห่งชาติ ละครหลวงสำนักพระราชวังรุ่นสุดท้าย สิริรวมอายุ 95 ปี 4 เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600762

สิ้น'แม่ครูสุวรรณี'ศิลปินแห่งชาติ ละครหลวงสำนักพระราชวังรุ่นสุดท้าย สิริรวมอายุ 95 ปี 4 เดือน

สิ้น’แม่ครูสุวรรณี’ศิลปินแห่งชาติ ละครหลวงสำนักพระราชวังรุ่นสุดท้าย สิริรวมอายุ 95 ปี 4 เดือน

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.32 น.

วันที่ 8 กันยายน 2564 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานว่า นางสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ – ละครรำ) พุทธศักราช 2533  ได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564  เวลาประมาณ  19.42  น. ที่โรงพยาบาลศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ เนื่องจากอาการลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดปอด สิริรวมอายุ 95 ปี 4  เดือน

โดยทายาทได้ขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ วันที่ 9 กันยายน 2564   เวลา 17.30  น. ณ ศาลา 1  และกำหนดสวดพระอภิธรรมศพระหว่างวันที่ 9-11 กันยายน 2564  เวลา 18.00  น. ณ ศาลา 1  วัดบางไผ่ พระอารามหลวง ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพ ในวันอาทิตย์ที่ 12  กันยายน 2564  เวลา 16.00 น. ณ เมรุวัดบางไผ่ จังหวัดนนทบุรี

อธิบดี สวธ. กล่าวต่อว่า นอกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ เผยแพร่และถ่ายทอดผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน แล้ว ในยามที่ศิลปินฯ เสียชีวิต ยังให้การช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน 20,000  บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท และขอพระราชทานเพลิงศพให้ ตามระเบียบสวัสดิการของศิลปินแห่งชาติ

สำหรับประวัติของนางสุวรรณี ชลานุเคราะห์ เกิดเมื่อวันที่ 1  พฤษภาคม พ.ศ.2469  ที่จังหวัดนนทบุรี เป็นละครหลวง สำนักพระราชวังรุ่นสุดท้าย ปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นนาฏศิลปินที่มีความเชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย ทั้งแบบพื้นเมืองและแบบราชสำนัก เคยแสดงเป็นตัวเอกในละครแบบต่างๆ ให้กรมศิลปากรมาแล้วมากมายหลายเรื่องหลายตอน บทบาทที่ได้รับการยกย่องและนิยมชมชอบจากผู้ชมมากที่สุด “ตัวพระ” เช่น อิเหนา สังข์ทอง พระไวย ไกรทอง สัตยวาน บางครั้งก็แสดงเป็น “นางเอก” เช่น ละเวงวัลลา เป็นต้น

แม่ครูสุวรรณี เป็นผู้อนุรักษ์แบบแผนท่ารำนาฏศิลป์ไทย และละครรำไว้ได้มากที่สุด เคยแสดงและนำคณะไปแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในหลายประเทศ ได้ถ่ายทอดวิชานาฏศิลป์ให้กับนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และโรงเรียนต่าง ๆ หลายแห่ง เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยจริยธรรมคุณธรรม และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ให้แก่สาขาวิชาชีพมาเป็นเวลากว่า 50  ปี จนเป็นที่ยอมรับกันในวงการนาฏศิลปินว่า เป็นผู้มีความสามารถสูงยิ่งต่อเนื่องมาตลอด ท่านจึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ – ละครรำ) พ.ศ.  2533