เต็มแล้ว! ยอดจองวัคซีน’ซิโนฟาร์ม’สถานศึกษา เปิดให้เด็ก 10-18 ปี ฉีดฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600649

เต็มแล้ว! ยอดจองวัคซีน'ซิโนฟาร์ม'สถานศึกษา เปิดให้เด็ก 10-18 ปี ฉีดฟรี

เต็มแล้ว! ยอดจองวัคซีน’ซิโนฟาร์ม’สถานศึกษา เปิดให้เด็ก 10-18 ปี ฉีดฟรี

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.47 น.

วันที่ 8 กันยายน 2564 จากกรณีที่ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการ “VACC 2 School”  เปิดให้ลงทะเบียนฉีดวัคซีน นำร่องฉีดวัคซีนบริจาค “ซิโนฟาร์ม” ให้กับเด็กและเยาวชน อายุระหว่าง 10 – 18 ปี เพื่อติดตามศึกษาผลของวัคซีน และการกลับคืนสู่การศึกษาปกติอย่างเป็นระบบ โดยผ่านการเปิดรับสมัครให้ “สถานศึกษา” ยื่นความประสงค์ขอรับการจัดสรรวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” ให้แก่กลุ่มนักเรียนในสังกัด ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยรับเยาวชนทั้งหมด จำนวน 50,000 ราย เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยมีกำหนดเริ่มนัดฉีดให้กับสถานศึกษาที่ได้รับการจัดสรร ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ซึ่งถือเป็นวันเยาวชนแห่งชาติด้วย  และเตรียมความพร้อมให้นักเรียนก่อนเปิดภาคเรียนใหม่นั้น

ล่าสุด จากการเข้าตรวจสอบการรับสมัครผ่านระบบออนไลน์ https://vaccine.cra.ac.th ขณะนี้ มีสถานศึกษา ลงทะเบียนเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียนในสังกัด ครบจำนวน 50,000 ราย แล้ว

อย่างไรก็ตาม จะเริ่มฉีดวัคซีนได้ ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.2564 เป็นต้นไป และเข้ารับวัคซีนได้ที่ ศูนย์ฉีดวัคซีนตัวเลือกซิโนฟาร์ม ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ บมจ.โทรคมนาคม อาคาร 9 ถ.แจ้งวัฒนะ -007

‘ตรีนุช’ไขข้อข้องใจกลุ่ม’นักเรียนเลว’ ย้ำ ศธ.ใช้ทุกมาตรการเพื่อการเรียนไม่หยุดชะงัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600592

'ตรีนุช'ไขข้อข้องใจกลุ่ม'นักเรียนเลว' ย้ำ ศธ.ใช้ทุกมาตรการเพื่อการเรียนไม่หยุดชะงัก

‘ตรีนุช’ไขข้อข้องใจกลุ่ม’นักเรียนเลว’ ย้ำ ศธ.ใช้ทุกมาตรการเพื่อการเรียนไม่หยุดชะงัก

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 09.26 น.

“ตรีนุช”ไขข้อข้องใจกลุ่ม”นักเรียนเลว” รับเรียนออนไลน์ไม่ดีเท่าเรียนที่โรงเรียน แต่เป็นระบบหนึ่งที่ใช้ในการขับเคลื่อนการศึกษาภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ย้ำ ศธ.ใช้ทุกมาตรการ เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กไม่หยุดชะงัก ภายใต้ความปลอดภัยสูงสุด

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงข้อเรียกร้องของกลุ่ม “นักเรียนเลว” ที่เรียกร้องให้หยุดเรียนออนไลน์ ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่ม และขอชี้แจงว่าการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 หรือ โควิด-19 ทำให้ ศธ.ต้องออกคำสั่งปรับรูปแบบการศึกษา เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

โดยมีนโยบายและมอบหมายให้หน่วยงานต้นสังกัดจัดทำคู่มือการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และให้โรงเรียนพิจารณาเลือกรูปแบบการเรียนการสอน 5 รูปแบบ คือ 1.On-site เรียนที่โรงเรียน โดยมีมาตรการเฝ้าระวังตามประกาศของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) 2.On-air เรียนผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ DLTV 3.On-demand เรียนผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ 4.On-line เรียนผ่านอินเตอร์เน็ต และ 5.On-hand เรียนที่บ้านด้วยเอกสาร เช่น หนังสือ แบบฝึกหัดใบงาน ในรูปแบบผสมผสาน หรืออาจใช้วิธีอื่นๆ เช่น วิทยุ เป็นต้น และการเรียนตั้งแต่ 2 แบบขึ้นไป โดยพิจารณาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ยึดหลักความปลอดภัย และความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครองเป็นหลัก

รวมถึงได้มอบหมายให้หน่วยงานต้นสังกัดออกแนวปฏิบัติ แนวทางลดภาระครู นักเรียนและผู้ปกครอง เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน หลังจากที่มีการจัดการเรียนการสอนไประยะหนึ่ง และ ตั้ง ศบค.ศธ.เพื่อติดตามสถานการณ์ แก้ไขปัญหา สนับสนุนการเรียนการสอน เพื่อให้การจัดการศึกษาให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก – 006

‘เรียนรู้แบบไฮบริด’ เทรนด์ใหม่จัดการสอนยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600435

‘เรียนรู้แบบไฮบริด’ เทรนด์ใหม่จัดการสอนยุคโควิด

‘เรียนรู้แบบไฮบริด’ เทรนด์ใหม่จัดการสอนยุคโควิด

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงปาฐกถา เรื่องการเสริมสร้างระบบการเรียนรู้แบบไฮบริดให้มีประสิทธิภาพสำหรับช่วงหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 (Creating anEffective Hybrid Learning for the Post-Pandemic World) ในงานประชุมสัมมนาวิชาการระดับอุดมศึกษา Education NEXT Forum 2021 จัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และสมาคมดิจิทัลไทย (DUGA)

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าวว่า การสร้างระบบการเรียนรู้แบบไฮบริด หรือ Hybrid Learning เป็นการออกแบบและจัดการเรียนรู้ผสมผสานระหว่างชั้นเรียนแบบรักษาระยะห่างกับการเรียนรู้ทางไกลผ่านออนไลน์ กลายเป็นกระแสความนิยมใหม่ที่เกิดขึ้น หลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้สถาบันการศึกษาต่างต้องหยุดการเรียนการสอนในห้องเรียนและปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนโดยการเตรียมแพลตฟอร์มรองรับ

ซึ่งผู้สอนต้องปรับ Mindset เปลี่ยนกลยุทธ์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ใหม่ ด้านผู้เรียนก็ต้องปรับตัวในการเรียนรู้วิถีใหม่และใช้อุปกรณ์ IoTต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งการมีส่วนร่วมและแสดงข้อคิดเห็นในชั้นเรียน โดยปัจจุบันคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำแนวคิด Hybrid Learning เข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตจากโควิด-19 และพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาในอนาคตเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตไปพร้อมกัน โดยจัดการเรียนการสอนในหลายรูปแบบที่สามารถปรับยืดหยุ่นผสมผสานให้เหมาะกับพื้นที่ผู้เรียน และเนื้อหาวิชา

เช่น จัดการเรียนรู้ทั้งหมดในห้องเรียน การเรียนการสอนในห้องเรียนแล้วลงมือทำด้วยตนเองที่บ้าน การเรียนการสอนออนไลน์ที่บ้านแล้วลงมือทำที่ห้องเรียน การเรียนรู้ผ่านคลิปวีดีโอที่บันทึกไว้ร่วมกับการเรียนทางไกล การแบ่งผู้เรียนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเรียนที่ห้องเรียนและถ่ายทอดสดให้อีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ที่บ้านได้เรียนรู้เพื่อลดความแออัดในสถานศึกษา

“การผสมระหว่างเรียนออนไลน์ที่บ้านกับสถานศึกษา หรือการเรียนแบบ Live-Streaming ควบคู่กันไปกับการสอน ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และช่วยแก้ไขปัญหาพัฒนาการเรียนให้เกิดประสิทธิภาพ เหล่านี้ถือเป็นการบริหารจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ของวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผสมผสานการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยีและเครือข่ายโทรคมนาคม สามารถเรียนในห้องเรียนก็ได้ ออนไลน์ก็ได้ คนละที่หรือที่เดียวกันก็ได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนและการเรียนรู้” รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าว

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการวัดประเมินผลการเรียนการสอนแบบไฮบริด (Hybrid Learning) สามารถทำได้หลายด้าน เช่น ด้านสถิติบนแพลตฟอร์มพิจารณาความเสี่ยงต่อสุขภาพ ประสบการณ์ของครู กิจกรรมและสมรรถนะของผู้เรียนในการเรียนทางไกล ด้านการดูแลสุขภาพ จากความก้าวหน้าของหลักสูตร การมีส่วนร่วมของผู้เรียน การมอบหมายงาน ผลการเรียน ด้านการสำรวจครู พิจารณาจากสุขภาวะของผู้เรียน ความพึงพอใจ ด้านการสำรวจผู้เรียน พิจารณาการเข้าถึงได้ครอบคลุม คุณภาพของการถ่ายทอดความรู้ เป็นต้น

‘เซนต์จอร์จ’ปรับปรุงวิทยาเขต ต้อนรับนักศึกษากลับเกรเนดา #SootinClaimon.Com

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600437

‘เซนต์จอร์จ’ปรับปรุงวิทยาเขต  ต้อนรับนักศึกษากลับเกรเนดา

‘เซนต์จอร์จ’ปรับปรุงวิทยาเขต ต้อนรับนักศึกษากลับเกรเนดา

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ (SGU) ก่อตั้งขึ้นในปี 2519 โดยมีเป้าหมายในการดึงผู้มีความสามารถและเชี่ยวชาญสูงสุดจากทั่วโลก ซึ่งได้กลายมาเป็นศูนย์การศึกษาชั้นนำที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ ด้วยนักศึกษาและคณาจารย์ที่มาจากกว่า 150 ประเทศ SGU จึงนับว่าเป็นสถาบันระดับนานาชาติอย่างแท้จริง ด้วยมุมมองระดับโลกที่ไม่เหมือนใคร พร้อมให้ความรู้แก่นักศึกษาในโลกที่เปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วนี้อย่างสมบูรณ์แบบ

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ มีหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต (พ.บ.) สี่, ห้า, หกและเจ็ดปี โดยเรายินดีรับนักศึกษาจากทุกระบบการศึกษาต่างๆ ทั่วโลก SGU มีเครือข่ายโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพขนาดใหญ่ในเครือมากกว่า 70 แห่งในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ ยังมอบโอกาสพิเศษให้นักศึกษาได้เลือกเริ่มต้นประกอบอาชีพแพทย์ในเกรเนดา สหราชอาณาจักร หรืออินเดีย

คณะแพทยศาสตร์แห่ง SGU ถือเป็นอันดับหนึ่งในฐานะผู้ผลิตแพทย์ประจำบ้านฝึกหัดให้กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพียงแค่ปีแรก สามารถผลิตบุคลากรได้มากกว่า 12 ปีที่ผ่านมารวมกัน และภายในปี 2564 นี้ ทางมหาวิทยาลัยได้ผลิตแพทย์ประจำบ้านฝึกหัดไปแล้วมากกว่า 1,090 คน ให้กับสหรัฐฯ (ข้อมูล ณ เดือนก.ค. 2564) โดย 16 คน เป็นนักศึกษาจากเอเชียตะวันออก

ขณะนี้ วิทยาเขตในเกรเนดาพร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักศึกษากลับสู่ถิ่นด้วยรูปโฉมแบบใหม่ ที่เหล่านักศึกษาจะสามารถสังเกตเห็นถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในหลายจุด SGU ได้ให้การสนับสนุนชุมชนในวิทยาเขตที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขยับขยาย และพัฒนาโครงการต่างๆ ขึ้นใหม่ ที่จะแล้วเสร็จในปีการศึกษา 2564-2565 และเมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ทางวิทยาเขตจะสามารถรองรับการศึกษาแบบรายบุคคลและแบบกลุ่มได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในห้องปฏิบัติการทักษะทางคลินิกขั้นสูง

ชาร์ล โมดิกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้ปรับปรุงหลายๆ จุดในวิทยาเขต และเชื่ออย่างแท้จริงว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญให้นักศึกษาของพวกเราประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังรอคอยการกลับมาของนักศึกษาอย่างใจจดใจจ่อ เพื่อทำให้วิทยาเขตกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ขณะที่ เกลน เจค็อบ ผู้บริหารระดับสูงของSGU กล่าวว่า เมื่อนักศึกษา คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของเราได้มาอยู่ในวิทยาเขตพร้อมหน้ากัน ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่วิเศษในการเรียนรู้ และการใช้ชีวิตร่วมกัน การต่อเติมและการปรับปรุงเหล่านี้จะช่วยสร้างประสบการณ์พิเศษที่ไม่เหมือนใครให้แก่นักศึกษา

พาณิชย์ปทุมฯ อวดโฉมผลงานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้นแบบ ฝีมือ 6 นักออกแบบชื่อดัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600473

พาณิชย์ปทุมฯ อวดโฉมผลงานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้นแบบ ฝีมือ 6 นักออกแบบชื่อดัง

พาณิชย์ปทุมฯ อวดโฉมผลงานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้นแบบ ฝีมือ 6 นักออกแบบชื่อดัง

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.41 น.

พาณิชย์ปทุมธานี อวดโฉมผลงานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้นแบบเชิงพาณิชย์ฝีมือ 6 นักออกแบบชื่อดังระดับประเทศ

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี จัดแสดงผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้นแบบเชิงพาณิชย์ ในงาน “Pathum” Creator Roadshow” อวดโฉมผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 12 ผลิตภัณฑ์ จากฝีมือ 6 นักออกแบบชื่อเสียงระดับประเทศที่รังสรรค์จากภูมิปัญญาและวัสดุเหลือใช้ หวังยกระดับโอกาสทางการตลาด พลิกสู่การสร้างรายได้พร้อมตั้งเป้าให้จังหวัดปทุมธานีเป็นศูนย์ผลิตสินค้าเชิงพาณิชย์ของอาเซียน

นางรวีพรรณ ข้างเย็นฉ่ำ พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานีส่งเสริมขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยดำเนินตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ปัจจุบันสถานการณ์โควิดทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ การตกแต่งมุมทำงานในแต่ละที่จึงสำคัญ เป็น “เทรนด์วิถใหม่” เป็นสินค้าที่ตลาดต้องการและมีแนวโน้มสูง จึงได้ดึงนักออกแบบผลิตภัณฑ์ชั้นนำมาออกแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้นแบบเชิงพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี พร้อมจัดแสดงอวดโฉมให้ชมในงานแสดง “Pathum Creator Roadshow ” ครั้งนี้ ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบและสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาพื้นถิ่น ให้บุคคลทั่วไปได้รับชมและรับทราบรายละเอียดพร้อมสัมผัสผลงานจริงจำนวน 12 ผลงาน

หลังจากนี้ผู้ประกอบการจะได้รับโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการผลิต การออกแบบ และการตลาดจากดีไซน์เนอร์ ในรูปแบบ Persona Mentor อย่างใกล้ชิด โดยมีการจัดทำคู่มือการผลิตของแต่ละผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย

MHON ING กระเป๋าหนังหมอนอิงสามเหลี่ยม

COLLECTION : Flower structure โคมไฟโครงดอกไม้ & Grid structure โคมไฟโค

Pathum Radiant เก้าอี้จากผ้าใยบัวประดิษฐ์

Floret Lamp : โคมไฟจากต้นโสนหางไก่

BUALUANG FASHION DRESS : ชุดผู้หญิงจากเส้นใยกล้วยบัวหลวง

SABAI MON’FLOOR PILLOW : หมอนรองนั่งถักปักร้อยสไบมอญ

Dusk til Dawn : พวงหรีดจากต้นโสนหางไก่

COLLECTION MYTH : กระจกห่อหุ้มเศษผ้าและหนังเหลือใช้

COLLECTION MYTH : ม้านั่งห่อหุ้มเศษผ้าและหนังเหลือใช้

MODULAR DESIGN COLLECTION : โคมไฟจากพิวเตอร์ และไม้

MODULAR DESIGN COLLECTION : เฟอร์นิเจอร์จากพิวเตอร์ ทองเหลือง และไม้

Pana-ware พลาสติกชีวภาพ จากเปลือกกล้วยหอมทองปทุมธานี

ขณะที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี (นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม) ได้ชื่นชมผลงานและได้เยี่ยมชมงานแสดงโดยกล่าวว่า จังหวัดปทุมธานี ให้ความสำคัญการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานพาณิชย์จังหวัด พัฒนาและสร้างสินค้านวัตกรรมเพื่อสร้างรายได้ สร้างอาชีพอย่างต่อเนื่อง และจาก ผลดำเนินโครงการในครั้งนี้ จะเป็นการส่งเสริมอาชีพสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน ท้องถิ่น และผู้ประกอบการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจังหวัดปทุมธานีโดยรวม

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (นายสมเด็จ สุขสมบูรณ์) พร้อมผู้บริหารที่รับผิดชอบสินค้านวัตกรรมสินค้าของใช้ของตกแต่งบ้าน เข้าเยี่ยมชมงานแสดง ได้กล่าวว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีภารกิจส่งเสริม เชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดต่างประเทศ ได้เห็นโอกาสและศักยภาพของผลิตภัณฑ์ทั้ง 12 ผลิตภัณฑ์ ที่มีความโดดเด่น ตอบโจทย์เทรนด์ตลาดโลก สามารถต่อยอดเชิงธุรกิจ ตอบโจทย์นโยบายตลาดน้ำการผลิต ที่ผู้ประกอบการไทยต้องผลิตสินค้าตรงตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และผลักดันให้มีการส่งเสริมสินค้านวัตกรรมทุกภูมิภาคของไทยสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

งาน “Pathum Creator Roadshow” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 กันยายน 2560 ณ ลานกิจกรรม NineSquare (Center Zone) ศูนย์การค้า เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ จังหวัดปทุมธานี ภายใต้มาตรการป้องกันโรคโดยเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10.30 – 12.00 น. ฟรีไม่มีค่าใช้จ่า

‘ตรีนุช’ เผย ครม.เห็นชอบปรับขึ้นเงินเดือนครูอาชีวะเอกชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600464

'ตรีนุช'เผย ครม.เห็นชอบปรับขึ้นเงินเดือนครูอาชีวะเอกชน

‘ตรีนุช’เผย ครม.เห็นชอบปรับขึ้นเงินเดือนครูอาชีวะเอกชน

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.14 น.

เมื่อวัน 7 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบตามที่ ศธ.เสนอให้ปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครูสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชน ประเภทอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เพิ่มขึ้น 450 บาทต่อคนต่อปี จากอัตรา 8,583.50 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 9,032.50 บาท ให้เท่ากับการอุดหนุนนักเรียนโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อประกันรายได้ครูให้ได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่ทางราชการกำหนด คือ 15,050 บาทต่อเดือน พร้อมกับเห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 โดยใช้งบประมาณปีละ 97,419,600 บาท โดยครอบคลุมสถานศึกษาอาชีวศึกษา 484 แห่ง นักเรียน ปวช.216,488 คน ครู 10,893 คน

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า เนื่องจากที่ผ่านมา มีมติ ครม.เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 ให้มีการปรับอัตราเงินอุดหนุนสมทบเป็นเงินเดือนครู สำหรับนักเรียนประเภทสามัญฯ ระดับมัธยมศึกษา เพิ่มขึ้น 450 บาทต่อคนต่อปี แต่ไม่ครอบคลุมสถานศึกษาอาชีวะเอกชน ซึ่งย้ายจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตั้งแต่ พ.ค.2559 ดังนั้น มติ ครม.9 พ.ค.2560 จึงยังไม่คครอบคลุมโรงเรียนอาชีวะศึกษาเอกชน สังกัด สอศ.ทำให้อัตราเงินอุดหนุนของระดับอาชีวศึกษา ต่ำกว่านักเรียนประเภทสามัญระดับ ม.ปลาย 450 บาทต่อคนต่อปี ครม.จึงพิจารณาเห็นความจำเป็นจึงมีมติให้มีการปรับเพื่อความเท่าเทียม และช่วยเหลือสถานศึกษาอาชีวะเอกชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 – 006

‘อดีตพุทธะอิสระ’ ชี้ 2 พส.พฤติกรรมส่อตัวตน ยกคุณสมบัติ 5 ประการเผยแผ่ธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600400

'อดีตพุทธะอิสระ'ชี้ 2 พส.พฤติกรรมส่อตัวตน ยกคุณสมบัติ 5 ประการเผยแผ่ธรรม

‘อดีตพุทธะอิสระ’ชี้ 2 พส.พฤติกรรมส่อตัวตน ยกคุณสมบัติ 5 ประการเผยแผ่ธรรม

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.49 น.

วันที่ 7 กันยายน 2564 จากกรณีการไลฟ์เฟซบุ๊กของ “พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ” และ “พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต” พระภิกษุวัดสร้อยทอง กทม. ที่สร้างความฮือฮาต่อเนื่อง 2 คืนที่ผ่านมา มียอดผู้ชมไลฟ์เกิน 2 แสนคน โดยเนื้อหาการไลฟ์พูดคุยมีความบันเทิงเป็นเนื้อหาหลัก สอดแทรกธรรมะ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้น 

ล่าสุด นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)” ด้วยข้อความระบุว่า ถามมา ตอบไป
๗ กันยายน ๒๕๖๔

ถาม ท่านรู้สึกยังไงกับเฟซบุ๊กไลฟ์ ของมหาสองรูปที่แสดงธรรม ออกมาเล่นตลกให้คนดู?

ตอบ พฤติกรรมส่อถึงตัวตนของผู้กระทำ ผู้มีปัญญา มองแล้ว เห็นแล้ว รู้แล้ว ก็พอเข้าใจได้ว่า พระธรรมวินัยนี้คงจะไปหวังอะไรกับคนเก้อยาก

ถาม ดราม่าที่เกิดขึ้นในกรณีเฟซบุ๊กไลฟ์ของมหาทั้งสองนี้ท่านมองอย่างไร?

ตอบ ก็มหาออกมาพูดเองไม่ใช่หรือว่า เขาโนสน โนแคร์ เพราะเขามีมวลชนสนับสนุนเขาเป็นแสน ทำให้เขามีตัวตนดังที่เห็น
เมื่อเขาเห็นจำนวนมวลชนยังสนับสนุนเขาจำนวนมากเสียขนาดนี้ ใยเขาต้องมาสนใจพระธรรมวินัย จารีตประเพณี และกฎเถรสมาคมอีกเล่า นั้นก็คงเป็นเพราะ เขายึดจำนวนมวลชนเป็นหลักนั่นเอง

ถาม แล้วพระธรรมวินัยว่าอย่างไร กับการแสดงธรรม?

ตอบ พระธรรมวินัยบอกไว้ชัดว่า ผู้ที่จะประกาศธรรม เผยแพร่ธรรม จักต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ

๑. แสดงธรรมไปโดยลำดับ
๒. อธิบายชี้แจ้งให้เข้าใจตามหลักเหตุและผล
๓. แสดงธรรมด้วยความเมตตา
๔. แสดงธรรมธรรมโดยมิได้มุ่งหวังอามิส
๕. แสดงธรรมโดยไม่กระทบผู้อื่น

และยังต้องมีจุดมุ่งหมายในการแสดงธรรมเพื่อ

ให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหนาย

ให้ผู้ฟังคลายความกำหนัด ความทะยานอยาก

เพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้ฟัง

เพื่อความดับภพ ชาติ

บวชเรียนมาจนได้ปริญญา เรียนได้ถึงมหาเปรียญ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังไม่รู้

ไม่รู้ก็ต้องบอกว่า โนคอมเม้นท์แล้วล่ะ

พุทธะอิสระ

-007

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุชา’ให้มหาเถรฯตัดสินปม’พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง’ไลฟ์สด

‘อนุชา’ ให้มหาเถรฯตัดสินปม ‘พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง’ ไลฟ์สด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600380

'อนุชา'ให้มหาเถรฯตัดสินปม'พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง'ไลฟ์สด

‘อนุชา’ให้มหาเถรฯตัดสินปม’พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง’ไลฟ์สด

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.01 น.

“อนุชา”ให้มหาเถรฯตัดสินปม”พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง”ไลฟ์สด วอนทุกฝ่ายช่วยประคับประคองพุทธศาสนา

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อกรณีที่ พระมหาสมปอง และพระมหาไพรวัลย์ พระนักเทศน์ชื่อดังแห่งวัดสร้อยทอง ได้มีการถ่ายทอดสดการสอนธรรมะผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งมีผู้เข้าชมและติดตามจำนวนมาก ว่า เรื่องของพระทั้ง 2 รูปดังกล่าว ตนเห็นว่าเป็นเรื่องทางพุทธศาสนา ขณะที่ตนเป็นฆราวาสเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ดังนั้น คงไม่เหมาะสมที่จะให้ตนไปให้ความเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร

“ผมเชื่อว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งเป็นของฆราวาส อีกส่วนหนึ่งเป็นกระแสจากพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง  และในกระแสของฆราวาสยังมี 2 แนวทาง ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาของสังคม เพราะสังคมย่อมมีความคิดแบบที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ  ซึ่งผมได้มอบนโยบายให้พศ.ปฏิบัติตามกรอบอำนาจหน้าที่ พยายามอย่าไปวิพากษ์วิจารณ์”

นายอนุชา กล่าวอีกว่า ขณะที่ส่วนหลักคือมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ต้องดูแลกิจของสงฆ์ในเรื่องต่างๆ จะเป็นผู้ตัดสินหรือดูแลขอบเขตของการปฏิบัติในเรื่องของการแสดงธรรมเทศนา เราในฐานะคนไทยและชาวพุทธถือว่าศาสนาเป็นหนึ่งในเสาหลักของชาติ ตนคิดว่าความขัดแย้งต่างๆ เป็นเรื่องปกติ ทั้งความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางสังคม และความขัดแย้งทางความคิด ล้วนเป็นเรื่องปกติในระบบเสรีประชาธิปไตย แต่เหนืออื่นใดทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายของแต่ละส่วนหรือแต่ละหน่วย ความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรนั้นต้องอยู่ในกรอบของแต่ละส่วน ทั้งนี้ ตนคิดว่าถ้าสังคมเราช่วยกันประคับประคองศาสนาพุทธที่เป็นเรื่องสำคัญและเป็นเสาหลักของประเทศ อย่าเอาศาสนาพุทธลงมาเกี่ยวข้องกับหลายส่วนซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้น เราในฐานะฆราวาสอยากเห็นประชาชนชาวไทยอุปถัมภ์ค้ำชูศาสนาให้เป็นที่พึ่ง เป็นเสาของประเทศของเรา

เมื่อถามว่า มีบางฝ่ายมองว่าเรื่องนี้เป็นการใช้สื่อโซเชียล ทำให้ประชาชนเข้าถึงธรรมะ นายอนุชา กล่าวว่า การกระทำต่างๆ จะมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการนำศาสนาไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใดเป็นการแอบแฝง หรือมีการชักนำความคิดเห็นของประชาชนหรือไม่นั้น ต้องให้ มส.วิเคราะห์หรือตัดสินอีกครั้งต่อสิ่งที่พระสงฆ์ทั้ง 2 รูป ได้กระทำ ทั้งนี้ พวกเราทุกคนคงทราบดี อย่างไรก็ตาม ตนอยากขอร้องว่าศาสนาเป็นเสาหลักของชาติ อยากให้พวกเราช่วยกันประคับประคองศาสนาของเราในยามที่บ้านเมืองต้องการความสงบสุขและสันติ

ต่อข้อถามว่า ตอนนี้มีคนที่มีความคิดเห็นต่างกันเป็น 2 ฝ่าย จะทำอย่างไรให้มีจุดกึ่งกลางได้ นายอนุชา กล่าวว่า ทุกอย่างมีความคิดเห็นออกเป็น 2 ฝ่าย แต่บางครั้งผู้ที่กระทำก็ต้องมีความคิดว่าอะไรที่ทำให้เกิดความคิดแยกเป็น 2 ฝ่าย คนทำจึงต้องคิดได้และคิดออกว่าตัวเองได้ทำให้ความคิดของคนในสังคมแบ่งฝั่งแบ่งฝ่ายหรือไม่ อย่างไร – 006

มรภ.สงขลา ปั้นเยาวชนท้องถิ่น เข้าสู่วงการนักฟุตบอลอาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600217

มรภ.สงขลา ปั้นเยาวชนท้องถิ่น  เข้าสู่วงการนักฟุตบอลอาชีพ

มรภ.สงขลา ปั้นเยาวชนท้องถิ่น เข้าสู่วงการนักฟุตบอลอาชีพ

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) นำโดย รศ.ดร.ทัศนา ศิริโชติ อธิการบดี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านกีฬา โครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านกีฬาฟุตบอล ร่วมกับสโมสรฟุตบอลสงขลาเอฟซี นำโดย นายธิติกร เทพกูลกรรมการผู้จัดการ บริษัท สงขลาเอฟซี จำกัด โดยมี อาจารย์พิเชษฐ์ จันทวี และ นายพงศรัญ อินทุเศรษฐ เป็นพยาน พร้อมด้วย นายประสงค์ บริรักษ์ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสงขลา และคณะผู้บริหาร มรภ.สงขลา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนาม วัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาและนำทักษะการเรียนการสอนกีฬาฟุตบอลที่เป็นมาตรฐานมาฝึกซ้อมให้กับนักศึกษา โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนและการฝึกซ้อมจากบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงเสริมสร้างทักษะและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของนักศึกษาในการเป็นนักฟุตบอลในอนาคต ควบคู่กับการศึกษา และสร้างโอกาสในการศึกษาแก่เยาวชนที่มีความสามารถด้านกีฬาฟุตบอล

รศ.ดร.ทัศนา กล่าวว่า มรภ.สงขลา จะเปิดโควตารับนักกีฬาเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี ตามคณะที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอน และจะดูแลประโยชน์ของนักศึกษาที่เป็นนักกีฬาเป็นหลัก อาทิ การขอเวลาเรียนและการขอเวลาสอบแบบเฉพาะกิจหรือแบบพิเศษ รวมถึงให้ความอนุเคราะห์สโมสรสงขลาเอฟซีเพื่อให้นักกีฬาและนักศึกษาได้ใช้สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆของทางมหาวิทยาลัย อาทิ สนามฝึกซ้อมโรงยิมเนเซียม ห้องประชุม สระว่ายน้ำเป็นต้น ตลอดจนอนุญาตปล่อยตัวนักศึกษาที่เป็นนักกีฬาของสโมสรสงขลาเอฟซีเมื่อมีการแข่งขัน โดยมีข้อตกลงร่วมกันในเรื่องต่างๆ ดังนี้1.โควตานักเรียนความสามารถพิเศษ(ตามข้อตกลงแต่ละภาคเรียนในปีการศึกษา) 2.นักกีฬาสโมสรสงขลาเอฟซี สามารถเข้าศึกษาใน มรภ.สงขลา หากผ่านเกณฑ์ประเมินของทางมหาวิทยาลัย และอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของ มรภ.สงขลา 3.สโมสรสงขลาเอฟซีสามารถพิจารณานักกีฬาของ มรภ.สงขลาทุกระดับ เพื่อเข้าสู่การเป็นนักกีฬาเยาวชนหรือชุดหลักของสโมสรได้ 4. สโมสรสงขลาเอฟซีสามารถทำการประชาสัมพันธ์ร่วมกับ มรภ.สงขลา ในด้านต่างๆ5.มรภ.สงขลา สามารถส่งนักกีฬาสังกัดสโมสรสงขลาเอฟซี เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลรายการต่างๆของมหาวิทยาลัยได้ หากไม่ตรงกับรายการหลักของสโมสร และไม่อนุญาตให้นักกีฬาเล่นฟุตบอลเดินสายโดยเด็ดขาด

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : วัฒนธรรมในยุค นิว นอร์มอล การเปลี่ยนแปลงธรรมดาที่ไม่ธรรมดา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600218

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : วัฒนธรรมในยุค นิว นอร์มอล การเปลี่ยนแปลงธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คำว่า นิว นอร์มอล ที่พอจะยืนยันได้แล้วว่ มันคือความเป็นอยู่แบบธรรมดาที่ทุกคนเคยปฏิบัติมาตั้งแรกแรกเกิด ถึงคราวที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในยุคนี้ฝูงคนที่ดำเนินชีวิตเพื่อให้ตัวเองเกิดความสุขพบกับความสำเร็จ มันจะถูกเปลี่ยนค่านิยมไปจากการที่เคยใช้มา ที่มีทั้งด้านจิตวิญญาณและการปฏิบัติควบคู่กันไปจะกลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ฝูงชนในสังคมจะคิดถึง มีเพียงในเรื่องการปฏิบัติเท่านั้น เรื่องของจิตวิญญาณจะไม่ถูกนำเอาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือจะสรุปง่ายๆ ก็คือ ชีวิตในวิถีธรรมดาที่ถูกใช้จะคำนึงถึงแต่ผลลัพธ์อย่างเดียว ไม่คำนึงถึงจิตวิญญาณด้วย เรียกว่าการกระทำจะไปกระทบกับจิตใจของใครก็จะไม่คำนึง ขอเพียงให้งานสำเร็จเท่านั้นเป็นพอ อย่างที่บรรดาจอมยุทธ์จะพูดกันจนติดปากว่า “ขอให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่คิดไม่ต้องคำนึงถึงการปฏิบัติว่ามันจะโหดเหี้ยมมากน้อยแค่ไหน”วิถีชีวิตที่มนุษย์โลกเคยใช้มาหลายชั่วคนแล้วก็จะถูกเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านวัฒนธรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

วัฒนธรรมที่เป็นทั้งความงามทางด้านปฏิบัติและด้านจิตวิญญาณจะถูกกลายพันธุ์ไป แบบที่ผู้กระทำเองก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังสร้างบาปให้กับตัวเองและสังคม เพราะ เจตนารมณ์ที่เขาทำไป ผลลัพธ์มันก็คงเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนอะไร

ขอยกตัวอย่างที่เห็นง่ายและเข้าใจง่ายที่สุดคือในเรื่องของความกตัญญู ที่ผู้เป็นบุตรทุกคนต้องปฏิบัติต่อพ่อแม่ให้สุขสบายยามที่ท่านแก่เฒ่า เพื่อตอบแทนพระคุณที่ท่านเลี้ยงเรามาจนเติบใหญ่ จะหายไปจากจิตวิญญาณของมนุษย์ โดยนิว นอร์มอล กำลังสร้างวิถีใหม่ที่ไม่คำนึงถึงจิตวิญญาณ เพียงแค่เห็นว่าสุดท้ายก็ยังเหมือนเดิม คือ ยังกตัญญูกับพ่อแม่ โดยที่เขาไม่คิดถึงว่าจิตวิญญาณของพ่อแม่จะเป็นเช่นไร อาทิ วันนี้และต่อไปข้างหน้า เรื่องของการตอบแทนพระคุณของพ่อแม่จะขาดความงามในเรื่องของจิตวิญญาณ คือ แต่เดิมเราเลี้ยงพ่อแม่ไว้ในบ้าน ได้พูดคุย เจอะเจอ หยอกล้อต่อท่าน เสมือนเมื่อเราเป็นเด็กเล็กๆ จะกลายเป็นว่าทุกบ้านส่วนใหญ่จะเลี้ยงดูท่านแบบใหม่ นั่นคือ ส่งท่านไปสู่สถานพยาบาล หรือนิคมคนชรา ที่พวกเขาคิดว่ามันจะช่วยให้ท่านดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะมีหมอพยาบาล คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ตัวเองจะไปหาไปเยี่ยมจากอาทิตย์ละครั้งแล้วก็เปลี่ยนเป็นเดือนละครั้ง จนกระทั่งเกือบจะลืมท่านไปในที่สุด แต่ตัวเองยังคงภาคภูมิใจว่าได้ส่งเสริมพ่อแม่ให้ไปอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย แล้วก็ไปคุยบอกใครต่อใครว่าหาเงินเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ โดยไม่นึกเลยว่าท่านต้องการชีวิตที่ขาดความสดชื่น
เพราะขาดลูกๆ หรือเปล่า สิ่งเหล่านี้แหละที่จะหมดลงไปในยุค นิว นอร์มอล

วัฒนธรรมที่เราเคยปฏิบัติต่อเนื่องกันมาก็จะถูกกลายพันธุ์ ขาดในด้านของจิตวิญญาณไปอย่างน่าเสียดาย

กระทรวงวัฒนธรรมจึงคงต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่า เพราะไหนจะต้องคอยอนุรักษ์ของเดิมเอาไว้และจะต้องสร้างวัฒนธรรมเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยของความเปลี่ยนแปลงในยุค โดยที่โครงสร้างของวัฒนธรรมยังมีครบทั้งการปฏิบัติอันงดงาม และเต็มไปด้วยการสร้างเสริมจิตวิญญาณของมวลชนที่งดงามแบบเดิมๆ

อีกไม่กี่วัน วัฒนธรรมของบรรดาข้าราชการก็จะเริ่มต้นปีงบประมาณกันใหม่ จึงเป็นเวลาที่สอดคล้องกันอย่างดีว่าในงานงบประมาณที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ กระทรวงวัฒนธรรมควรจะต้องคำนึงถึงงานวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดาให้ทุกคนยอมรับให้ได้ด้วย

เท่าที่ผ่านมา การทำงานของกระทรวงนี้ก็ดูเหมือนจะคำนึงถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงนี้อยู่บ้างเหมือนกัน ดังจะเห็นจะได้จากผลงานที่เป็นที่ยอมรับของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่ามีการปูพื้นฐานที่ดีเอาไว้แล้ว

เมื่องบประมาณที่จะถูกนำออกมาใช้เพื่องานด้านวัฒนธรรมกำลังจะมาใหม่ ก็จะทอนงบประมาณไปใช้ต่องานด้านวัฒนธรรม จึงคงต้องไม่เหมือนกับธรรมดาที่เป็นมาหลายสิบปี แต่คงต้องมองให้ลึกลงไปกว่านั้น เพื่อให้สังคมแห่งความเป็นธรรมดาที่ไม่ธรรมดายอมรับให้ได้ว่า พวกเขาก็เห็นด้วย

ปีงบประมาณใหม่ของกระทรวงวัฒธรรม คงจะเป็นงานหนักมากกว่าเดิมหลายสิบเท่า “แนวหน้า” ขอเป็นกำลังใจให้กับการปรับตัวของกระทรวงวัฒนธรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย เพื่อมิให้วัฒนธรรมของไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น โดยที่คนไทยเองก็นึกไม่ถึงว่ากำลังเดินทางผิดเพราะไม่ได้คิดให้ไกล มุ่งแต่จะหาเงินอย่างเดียว เหมือนไม่มีเทพเจ้าองค์นี้อีกแล้วที่สำคัญมากไปกว่าเทพเจ้าแห่งเงิน

เพราะหากวันนั้นเกิดขึ้นมาจริงประเทศชาติก็จะเป็นเสมือนดินแดนที่แห้งกรอบ เสมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาจากต้น ลงมากองอยู่กับพื้น ปล่อยให้ผู้คนเหยียบย่ำไปอย่างไร้ค่า