‘ศรีสุวรรณ’ ยันไม่ได้หิวแสง ชี้มีแสงในตัวเอง 2 พส.ตอบอย่าเห็นเรื่องขำขัน เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600292

'ศรีสุวรรณ'ยันไม่ได้หิวแสง ชี้มีแสงในตัวเอง 2 พส.ตอบอย่าเห็นเรื่องขำขัน เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

‘ศรีสุวรรณ’ยันไม่ได้หิวแสง ชี้มีแสงในตัวเอง 2 พส.ตอบอย่าเห็นเรื่องขำขัน เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.51 น.

เอาอะไรมาเสื่อม! 2 พส.ตอบ “ศรีสุวรรณ-เจ้าคุณพิพิธ” อย่าเห็นเรื่องขำขันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ด้าน “พระพยอม” ชี้ปรับปรุงกันได้  – แค่หัวเราะมากไปหน่อย

กรณีไวรัล 2 พส. “พระมหาไพรวัลย์” และ “พระมหาสมปอง” ไลฟ์สดพูดคุยกันในหัวข้อศึกชิงบัลลังก์ตั่งทอง สร้างปรากฎการณ์แบรนด์สินค้า เพจใหญ่ ช่องทีวีเข้าไปอยู่ในเพจพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย แต่หลังไลฟ์สด มีสองมุมมอง มุมนึงมองว่าเป็นการเผยแพร่ธรรมะในรูปแบบใหม่ อีกมุมหนึ่งมองว่าเหมือนเอาตลกมาใส่ผ้าเหลือง

รายการโหนกระแสวันที่  6 ก.ย. 64 “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดเลข 33  สัมภาษณ์  “พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ” และ “พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต” เกี่ยวกับประเด็นที่เกิดขึ้น

อะไรคือศึกชิงบัลลังก์ตั่งทองที่มีการไลฟ์ร่วมกัน ?

พระมหาไพรวัลย์ : อยู่วัดเดียวกัน แต่จริงๆ ไม่ได้ถูกกัน

ทะเลาะกันเหรอ?

พระมหาสมปอง : อย่าหาทำ ไอ้ต้าว

พระมหาไพรวัลย์ : เราพยายามถูกกับท่าน แต่ท่านไม่ถูกกับเรา

เหม็นกันเหรอ?

พระมหาสมปอง : เขาไม่ถึงขั้น ด้วยอายุ ด้วยชั้น ไม่ถึงขั้นมาคู่เรา (หัวเราะ)

พระมหาไพรวัลย์ : อุ้ย

ท่านจะอุ้ยแบบนี้ไม่ได้ เดี๋ยวคนตกใจ?

พระมหาสมปอง : เป็นกาสะลองซ้องปีป มุนิน มุตา เหมือนกันมาก

ตกลงศึกชิงบัลลังก์ตั่งทองคืออะไร?

พระมหาไพรวัลย์ : แค่แซวเฉยๆ พอมีการสนุก เฮฮาบ้าง คนก็เข้ามาแซวเยอะขึ้น ถ้าจะขำขนาดนี้ พระอาจารย์สมปองคงตกลงแล้วแหละ ถ้าขำขนาดบัลลังก์ตั่งทองต้องเป็นของพระมหาไพรวัลย์แล้วแหละ เอามาแซว งั้นก็ได้ เดี๋ยวเชิญพระอาจารย์มหาสมปองมาไลฟ์ด้วยกันเลย

หัวข้อที่คุยกันเป็นอะไร เป็นการบรรยายธรรมหรืออะไร?

พระมหาไพรวัลย์ : ไม่มี (หัวเราะ)ไม่ได้คิดหัวข้อ อยากมาคุยให้มันสนุก ให้คนเห็นว่าท้าอาจารย์สมปองแล้วท่านก็มา มาไลฟ์คู่กัน เดี๋ยวก็สอดแทรกธรรมะไปบ้าง

พระมหาสมปอง : แฟนเพจมาดูว่าอาตมาจะตุยหรือเปล่า (ตุยแปลว่าตาย)

พระมหาไพรวัลย์ : จะตุ๊บ ไม่ใช่ตุย (หัวเราะ) จะสู่ขิตมั้ย

พระมหาสมปอง : อาตมาไม่สู่ขิตน่ะสิ

ในการพูดคุยกัน เป็นปรากฎการณ์เหมือนกัน คนเข้าไปดูสองแสนกว่าคน ที่สำคัญมีคำแปลกๆ เช่น สภาพ คืออะไร?

พระมหาไพรวัลย์ : นี่ไงสภาพ อย่างหนุ่มคือสภาพยังดีอยู่ แต่อย่างนี่ (ชี้ไปที่พระมหาสมปอง) คือหมดสภาพ (หัวเราะ)

พระมหาสมปอง : อย่างน้อยไม่มีใครเอาไปทำปากปอ้าๆ

อาหรุ่มเจ๊าะคืออะไร?

พระมหาไพรวัลย์ : ยิ้มอย่างมีเลศนัย

พระมหาสมปอง : นุ่มนวล มีเลศนัยนิดๆ อย่างสองคนนี้จ้องตากัน อาหรุ่มเจ๊าะจังเลย

วันนั้นมีการบรรยายธรรมไปด้วยมั้ย?

พระมหาไพรวัลย์ : อุ้ย เหมือนโดนหลอกด่า (หัวเราะ) มีนะ เวลาเราไลฟ์จะมีพวกคอยโค้ดข้อความ คอยฟังโค้ดข้อความที่เป็นธรรมะ มี แต่อาจจะน้อยนิดนึง

มีสอนอะไรบ้าง?

พระมหาไพรวัลย์ : สอน แต่ตอนนี้มันเพิ่งเริ่ม มันคือการตรึงคนก่อน คนเพิ่งมาดูมาฟัง ถ้ามีกลุ่มคนมาตามค่อยคิดหัวข้อกัน นี่ก็คิดว่าทุกวันศุกร์เราจะไลฟ์ร่วมกัน หาหัวข้อในการคุยกันแต่ละครั้ง แต่นี่ครั้งแรกจะหาสาระมาเลยใครจะฟัง

พระมหาสมปอง : อาตมาเพิ่มเป็น 5 ส. สนุก สาระ สงบ สติ สำนึก สนุกคือดึงคนเข้ามาก่อน ต่อไปก็เติมสาระ ต่อไปก็มีรความสงบ ต่อไปตอนท้ายๆ จะพานั่งสมาธิ 10 นาที จะดูสิว่ายอดจะเพิ่มหรือลด ให้เกิดสติ ให้เกิดสำนึกที่เขาจะไปทำอะไรดีๆ อยากให้ไปอ่านคอมเมนต์ที่ว่าไม่ฟังธรรมะมานานแล้ว นี่ก็เพิ่งได้กลับมาฟัง บางคนบอกว่าฟังธรรมะสามวันรวด ไม่เคยทำมาก่อน อารมณ์อย่างนี้มา ที่ด่าก็มี แต่เราไม่อ่าน

พระมหาไพรวัลย์ : เขาเขียนมาก็ไม่ได้อ่าน

เขาบอกท่านเหมือนปลาแซลมอน?

พระมหาไพรวัลย์ : ทั้งวัดท่านใส่สีนี้คนเดียว ก็ถามว่าพระอาจารย์ทำไมใส่สีนี้ ท่านบอกผมชอบฉันปลาแซลมอน (หัวเราะ)

ทำไมต้องใช้ สอง พส. ก่อนหน้านี้ พส. ไม่ได้ใช่กับพระสงฆ์ เขาใช้เพื่อนสาว เพื่อนสนิท พอมาใช้กับพระ เราเลยแปลงไปเป็นพระสงฆ์เหรอ?

พระมหาไพรวัลย์ : เอาคำฮิตวัยรุ่นมาปรับเปลี่ยน พส.ก็แปลว่าพระสงฆ์ได้ แล้วพอนึกถึงพส. ต่อไปนี้ จะแปลว่าพี่สาวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่จะนึกถึงพระสงฆ์

พระมหาสมปอง : ที่ท่านลึกลงไป ก็เหมือนกลุ่มที่เราไม่ค่อยได้เทศน์ไม่ค่อยได้บรรยาย เขาจะไม่กล้าเข้ามาฟัง เกรงใจพระ วี้ดว้าย  แต่พอพระเอาศัพท์เขามาใช้ เขาก็อยากฟังพระ ทำให้เขาสนใจธรรมะมากขึ้น ซึ่งก็โดนใจ

มีคนชื่นชอบมาก วัยรุ่นเด็กๆ เขาชื่นชอบมาก พระมหาไพรวัลย์ เขาเรียกท่านว่า พีพี เป็นชื่อย่อ?

พระมหาไพรวัลย์ :  ไม่ทราบจริงๆ (หัวเราะ)

พีพี หมายถึงแบรนด์ที่ดังๆ มาก อย่างเช่น ปาเต๊ะฟิลลิปิส์ ยี่ห้อนาฬิกา แบรนด์หรู หรือเป๊ก ผลิตโชค ก็พีพี นักฟุตบอลชื่อดัง ก็พีพี?

พระมหาไพรวัลย์ : อุ้ย จออย่าสลับหน้า เอาเป๊กคนเดียว 

ล่าสุดพีพีได้ถือกำเนิดขึ้นมา คือพระมหาไพรวัลย์ เป็นชื่อย่อของท่านไปแล้ว  พระมหาสมปองก็มี PS?

พระมหาสมปอง : เด็กๆ อาจจะชอบ เจาะกลุ่มเล่นเกม นี่ตั้งใจแกงใช่มั้ย (หัวเราะ) เขาเป็นนาฬิกาหรู นี่เพลย์สเตชั่น

 เพลย์สเตชั่นต้องเข้าแล้วนะ

สองท่านพยายามสอดแทรก เรื่องมุกตลก แสดงธรรม แต่มีคนไม่เข้าใจ ได้ยินเสียงว่าเสียงด่าบ้างมั้ย?

พระมหาสมปอง : ก็มีบ้าง พระเถระท่านเตือนบ้าง มี ส.ส.โทรมาด้วย ว่างๆ เขาจะชวนเราไปชี้แจง กธ. ศาสนา แต่ก็ถือเป็นโอกาสดี จะได้ชี้แจงว่าเผยแพร่คนฟังแล้วบิดสิ่งมีประโยชน์ใส่เข้าไป เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เปลี่ยนพินาศเป็นพัฒนา เปลี่ยนปัญหาให้เป็นบทเรียน ผู้ใหญ่เตือนเราก็ฟัง

พระมหาไพรวัลย์ : ผมบอกแล้วเวลาไลฟ์อย่าไปการเมือง ซิโนแวค ซิโนฟาร์มทำไมก่อน บอกแล้วพระอาจารย์อย่าไทร์อิน(หัวเราะ)

พระมหาสมปอง : ตอนไทร์อินโยมเขาฝากมา ก็เห็นใจเขา

เจ้าอาวาสวัดสร้อยทองเรียกคุยหรือยัง?

พระมหาสมปอง : ก็ลำบากใจกับสองรูปนี้เหลือเกิน ท่านยังไม่เรียก แต่ปกติท่านเจ้าคุณอุทัย ท่านใจดีมาก ท่านสนองงานพระเถระดีมาก ท่านก็อยู่ตรงกลาง ผู้ใหญ่บอกอะไรมาท่านก็บอกเรา บางทีท่านก็บอกอาตมา เบาได้เบา อาตมาเป็นพระอยู่ในกรอบอยู่แล้ว ไปดูที่กุฏิท่าน อาตมาอยู่ในกรอบรูปกับเจ้าอาวาสเลย ท่านไพรวัลย์ไม่มีในกรอบรูปเลย

พระมหาไพรวัลย์ : ก็เคยถามท่านแล้วว่าทำไมเป็นแบบนี้ ท่านก็บอกว่าเรายังอยู่ใกล้กัน เห็นกันบ่อย แต่สมปองเจอปีนึงสองครั้ง

พระมหาสมปอง : อย่าแกงพี่ ออกโหนกระแสด้วย รายการนี้เรตติ้งดี

พระมหาไพรวัลย์ : ตัวไม่ได้อยู่ในโบสถ์ แต่ใจอยู่ใต้ฐานพระประธานเสมอ

ทางท่านสมปองโทรมากลางดึกผมก็โทรกลับไป ตอนแรกก็ถามว่ามันดึกแล้ว ทำไมท่านไม่จำวัด ธรรมดาจำวัดหรือเปล่า?

 พระมหาไพรวัลย์ : พระพุทธเจ้าจำวัด 4 ชม.นะ หลังเที่ยงคืน แต่ภาพคนไทยคือพระต้องนอนเร็ว จริงๆ ไม่นอนเร็วก็ตื่นเช้าได้ พระนักบวชนอน 4 บัณฑิตนอน 6

ตื่นมาทำวัดมั้ย เข้าโบสถ์ไปสวดมนต์เหมือนพระอื่นๆ มั้ย?

พระมหาสมปอง : ก่อนยุคโควิดหรือเปล่า ยุคนี้ก็ห่างๆ หน่อย

กวาดลานวัดมั้ย?

พระมหาสมปอง : ตอนเป็นสามเณรมีการกวาด แต่ตอนนี้หลวงพ่อจ้างโยมไว้แล้ว ก็เหมือนไปซ้ำซ้อนกันโยม โยมจะมองหน้าเหมือนพระไปปแย่งอาชีพเขา  จริงๆ เราสอดแทรกธรรมะเยอะขึ้น แค่คนอย่าออกแล้วกัน ตอนนี้กำลังเริ่มไลฟ์ หาไมค์แล้ว วันเสาร์จะไลฟ์เติมธรรมะเรื่อยๆ เดี๋ยวมาดูกันว่าพอเติมธรรมะ คนดูกี่ร้อย แต่เท่าไหร่ก็ดีหมด

กิจของสงฆ์คือการบิณฑบาต ทำวัตรเช้า สองท่านบิณฑบาตมั้ย?

พระมหาไพรวัลย์ : จริงๆ ไม่ใช่ข้อบังคับ คนชอบคิดว่านั่นคือข้อบังคับ ไม่ทำไม่ได้ จริงๆ คนบิณฑบาต คือคนถือธุดงค์ นั่นคือหนึ่ง แล้วต้องฉันแต่ของบิณฑบาต ไม่ต้องฉันของที่ญาติโยมเอามาให้ แต่ถามก่อน วัดสร้อยทอง พระ 150 รูป บิณฑบาตทุกรูปเอาข้าวที่ไหนฉัน ไม่มีทาง ต้องสลับสับไป แล้วที่วัดสร้อยทองเขามีโรงทาน ก็ไปฉันได้ที่โรงทาน ที่วัดไม่บังคับเลย เพราะที่สำนักเรียนต้องตื่นมาดูหนังสือเพื่อเตรียมเข้าเรียน เราไม่ได้ฉันแล้วนอน บางทีตื่นมาตอนเช้าดูหนังสือไม่ทันก็เรียนไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นสำนักเรียนบาหลี

ล่าสุด “ท่านเจ้าคุณพิพิธ” บอกว่าพระผู้ใหญ่เป็นกังวล ไม่ปลื้ม กลัวไม่มีอนาคตในวงการสงฆ์ ขอถามนิดนึงก่อน วงการสงฆ์ต้องมีอนาคตด้วยเหรอเหมือนวงการบันเทิงมั้ย หมายถึงอะไร มีจุดพีคเหรอ?

พระมหาไพรวัลย์ : ต้องถามก่อนว่าอนาคตเอาไปผูกกับอะไร ถ้าไปผูกว่าท่านจะได้โต มีสมณศักดิ์ มีตำแหน่งหน้าที่ เราไม่ได้มองเรื่องนี้มานานแล้ว พระอาจารย์สมปองท่านก็ไม่ได้มอง ท่านเน้นว่าได้ทำงานกับชาวบ้าน นักศึกษา ประชาชน คนรุ่นใหม่ดีกว่า การเทศน์ก็คืออนาคต

พระมหาสมปอง : ใช่ อาจเป็นเพราะตอนสอนมหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์ ราชวิทยาลัย อาจารย์โยมคนนึงบอกว่าสมณศักดิ์เอามาครอบงำสาธารณจักรเอาไว้ สมณศักดิ์คือยศ  คือชอบประโยชน์นี้ ถ้าเพื่อนพี่ได้เราก็ยินดี แต่เราคงไม่ได้หรอก เราอยากทำงานด้านเผยแผ่นี่แหละ เป็นขวัญใจเด็กๆ ขวัญคนแก่คนเฒ่า วัยรุ่น แต่ก่อนท่านก็ไม่เข้าใจอาตมา ตอนที่อาตมาบอกว่าอยากเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุข ท่านเคยค้านอาตมาด้วย

ถ้าพระไม่ออกทีวี อยู่แต่ในวัด แล้วอนาคตต่อไปท่านจะได้เป็นอะไร?

พระมหาสมปอง : อาตมาอดีตเคยเป็นเหลนเจ้าอาวาสมาก่อน ใหญ่โตมาก

จะมีความใหญ่โต เป็นเจ้าคณะตำบล?

พระมหาไพรวัลย์ : ประมาณนั้น แต่ตอนนี้ภูมิใจกับตำแหน่งที่ได้แล้ว รักษาการณ์พระลูกวัด พระอารามหลวง

พระมหาสมปอง : และประธานจ๊อกจ๊อก

พระมหาไพรวัลย์ : ประธานฝ่ายสงฆ์ (หัวเราะ)

เราต้องทำดีแบบไหน ขนาดไหนถึงได้เป็นเจ้าคณะตำบลหรือจังหวัด?

พระมหาไพรวัลย์ : ถ้าเราหวังจะมีอนาคตทางคณะสงฆ์ ทำอะไรต้องอยู่ในกรอบ ให้เป็นที่โปรดปรานของพระผู้ใหญ่ แล้วจะได้เลื่อนขั้น

ต้องทำดีแบบไหน มุมไหน ถึงได้เป็นเจ้าคณะสูงๆ ต้องไม่กินปลาหรือยังไง ต้องดีขนาดไหน?

พระมหาสมปอง : คืออะไรไม่กินปลา (หัวเราะ) อธิบายอย่างนี้มันมีฝ่ายบริหาร ฝ่ายปกครอง ฝ่ายการศึกษา ถ้าท่านพัฒนาดี ดูแลพระดี ก็ขึ้นเป็นเจ้าคณะตำบล พัฒนาดีอีก ดูแลเก่งอีก ก็ขึ้นเป็นเจ้าคณะอำเภอ บามีแผ่ มีเมตตา เก่งมาก ก็ขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัด ด้านยศก็อาจเป็นพระครู ชั้นนั้น ชั้นนี้ไปเรื่อยด้วยผลงานการศึกษา อย่างหลวงปู่เราที่พระราชทานเพลิงศพไปแล้ว ท่านสนับสนุนการศึกษาดี ท่านก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มีการเจริญก้าวหน้า และมีความเรียบร้อยแหละ แต่หลังๆ พระที่อยู่ในป่าสายปฏิบัติ บางทีถึงพระเนตรพระกัณฑ์ ได้รับยศก็มี อย่างพระพยอม ตอนแรกไม่ได้สนใจยศถาบรรดาศักดิ์เท่าไหร่ ตอนนี้ก็เป็นเจ้าคุณ  เจ้าคณะตำบลก็มาแซว แหมพยอม บันไดมีก็ไม่ขึ้น ขึ้นลิฟท์เลยนะ ลิบๆๆ เลย หมายถึงเลื่อนชั้นข้ามคนที่ใหญ่กว่า แต่สุดท้ายเป็นพระเนตรกระกัณฑ์ที่ในหลวง ร. 9 ถวาย ท่านก็รับไว้

“คุณศรีสุวรรณ จรรยา” อยู่ในสาย ไปร้องมาเรียบร้อยแล้ว?

ศรีสุวรรณ : ทำหนังสือส่งไปให้ทางเถระสมาคม ดำเนินการตั้งกรรมการสอบ แล้วไปพิจารณาออกกฎ ว่าการมีภิกษุสงฆ์ออกมาไลฟ์สดแสดงธรรมตลกขบขันแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อการถือเพศบรรพชิตหรือไม่อย่างไร อีกทั้งการที่พระสงฆ์มาทวงถามเงินปัจจัย แสดงเลขบัญชีพร้อมเพย์แบบนี้ มันเข้าข่ายความผิดตามพระธรรมวินัยหรือไม่อย่างไรครับ

อยากให้มีบทลงโทษอย่างไร?

ศรีสุวรรณ : ถ้าทางมหาเถระสมาคม ซึ่งมีอำนาจตามพ.ร.บ. คณะสงฆ์ ปี 2505 ที่แก้ไขเพิ่มเติมปี 35 ท่านก็มีอำนาจในการออกมติ ว่าพฤติการณ์หรือการกระทำของพระสงฆ์เหล่านี้เป็นความผิด สองประเด็น หนึ่งเป็นความผิดทางพระธรรมวินัย ซึ่งพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ในศีล 227 การรับเงินจริงๆ ก็เป็นความผิด ฝ่าฝืนพระธรรมวินัย เมื่อเป็นข้อที่ถูกกำหนดในศีล 227 จริงๆ ไม่ได้มีบทลงโทษร้ายแรงอะไร แค่ปลงอาบัติ ก็ได้แล้ว แต่การกระทำแบบนี้เป็นการกระทำที่อาจซ้ำหลายต่อหลายครั้ง ก็มีบทบัญญัติที่หนักเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญเรื่องเหล่านี้แม้จะอ้างว่าเป็นไปตามยุคสมัยในการเผยแพร่พระธรรม แต่ผมคิดว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาเผยแพร่พระธรรม มันก็ไม่จำเป็นต้องมาสร้างมุกตลกโปกฮาใดๆ ทั้งสิ้น

ต้องเทศน์เคร่งๆ?

ศรีสุวรรณ : ครับ

มีคนถามว่าทำไมไม่ไปร้องพระที่กินหมูกระทะ หรือพระที่เสกมนต์คาถา เอาคนลงตุ่มน้ำ?

ศรีสุวรรณ : ผมก็ร้องเรียนอยู่เรื่อยๆ เพียงแต่ว่าเป็นข่าวหรือไม่เท่านั้นเอง พระคนไหนที่ผ่าเหล่าผ่ากอ ฝ่าฝืนพระธรรมวินัยถ้าผมรู้หรือทราบข่าว ผมร้องเรียนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ล่าสุดพระที่ไปสนับสนุนหรือให้กำลังใจนักโทษที่นครสวรรค์ ผมก็ส่งคำร้องไปแล้ว

คนว่าพี่เป็นนักร้องเหรอ วันก่อนมีคนไปหาพี่ เอาไฟฉายไปให้บอกพี่หิวแสง?

ศรีสุวรรณ : ปกติผมก็เป็นข่าวของผมแบบนี้มาตลอด ตั้งแต่เป็น NGO มา 30 ปี ทำงานรณรงค์ก็เป็นแบบนี้มาตลอด เป็นเรื่องปกติ จะมาว่าผมหิวแสงได้อย่างไร ผมมีแสงอยู่ในตัวอยู่แล้ว เคลื่อนไหวอะไรก็เป็นข่าว ไม่เห็นต้องมีวิตกกังวลใดๆ

พี่ศรีลองฟังในมุมพระ ไม่ได้เป็นการดีเบต เพราะไม่เหมาะสม แต่ขอให้ท่านได้ชี้แจงในมุมของท่าน?

พระมหาไพรวัลย์ : ก็ยืนยันเหมือนเดิม ถ้าจะไปแจ้งก็แจ้ง มีความปรารถนาดีต่อศาสนาก็ไป แต่ขอนิดนึงใส่อารมณ์ขันเข้าไปในชีวิตบ้าง อย่าเห็นเสียงหัวเราะเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย คนจะเป็นโรคประสาทตายกันทั้งประเทศแล้ว เพราะมันเครียด คนอินบ็อกซ์มาหาอาตมาตลอด ต้องกินยา ต้องไปหาหมอ  ทำไมไม่เห็นธรรมะที่เราสอนไป สอดแทรกไป มันก็มีอยู่ อาจารย์พยอมตอนเป็นหนุ่มท่านก็มีเสียงหัวเราะ ท่านก็สอดแทรกเข้าไป ทำไมถึงมองว่าการเทศน์ขำการเทศน์สอดแทรกเป็นเรื่องคอขาดบาดตายขนาดนั้น เราก็อยากถาม

เรื่องเงินท่านไม่ได้ไปเรียกเลย ท่านแค่เขียนอำไว้เฉยๆ ในการไลฟ์ของท่านมีพวกแบรนด์เข้ามาอยู่ในเพจของท่าน ท่านเลยเขียนว่าจะเรียกเก็บเงิน เป็นการอำแกล้งกัน พี่ศรีเข้าใจผิดหรือเปล่าตรงนี้?

ศรีสุวรรณ : ถ้าอำ ทำไมต้องไปโพสต์หมายเลขพร้อมเพย์ด้วย

พระมหาไพรวัลย์ : คือบังคับให้โอนหรือเปล่าคุณศรี ถ้าอาตมาจะเอาจริงๆ สปอนเซอร์ก็เข้านะ (หัวเราะ) ต้องมาโพสต์เลขพร้อมเพย์เอาเงิน 10-20 บาทเหรอ

ศรีสุวรรณ : มันสะท้อนให้เห็นว่ามีเจตนา ถ้าไม่เจตนาท่านก็แค่แจ้งว่าขอร่วมบริจาคไปทำบุญ โดยไม่จำเป็นว่าต้องมาโพสต์ตัวเลขบัญชีพร้อมเพย์ใดๆ ทั้งสิ้น การโพสต์เลขบัญชีต้องการให้บุคคล เพจ หรือแอดมินเพจในการโฆษณาสร้างแบรนด์ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันไม่ถูกหลักนะครับ

พระมหาไพรวัลย์ : แล้วยังไงล่ะทีนี้ ก็คือมีคนมาแซว โยมศรีต้องไปฟัง มีกลุ่มคนไปคอมเมนต์ว่าพระอาจารย์เก็บค่าแผงเถอะ เพราะถ้าไม่เก็บค่าแผง พระอาจารย์จะไม่ได้อ่านคอมเมนต์พวกหนูเลย  มีพวกแบรนด์ดังมาไทร์อินตลอด ไทร์อินฟรี ก็โพสต์เลขพร้อมเพย์ไปสิ ทีหลังมันจะได้ไม่ต้องเข้ามา เข้าใจมั้ย ถ้ามันรู้ว่าเข้ามาแล้วเสียตังค์ต่อไปจะได้ไม่ต้องเข้ามา

ศรีสุวรรณ : ถ้าท่านมีความเมตตา ใครเข้ามาแสดงคอมเมนต์แสดงสินค้า ไม่จำเป็นต้องไปเรียก เพราะท่านจ่ายค่าเวลาเขาซะเมื่อไหร่

พระมหาไพรวัลย์ : โยมศรีรู้มั้ยตอนนี้วงการหนังสือขายดีมาก เพราะคนไปแคปรูปที่อาตมาวางอยู่ข้างหลัง ไม่เก็บเงินสักบาท คนเอาอาตมาไปไทร์อินยาสระผม อาตมายังให้เลย โยมศรีไม่ดูเลย ฟรีหมด คนขายของดีมากตอนนี้ แค่เอาตุ๊กตายาดมไปวาง โฆษณาฟรีไม่เก็บเงินสักบาท ไลโอเนี่ย

ศรีสุวรรณ : ท่านเป็นนักบวช อย่าทำเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่น เหมือนท่านมหาสมปอง ที่ไปโฆษณาขายปุ๋ยอินทรีย์ สารเคมี ผมกำลังติดตามอยู่เพราะปุ๋ยที่ท่านเอามาขายผิดกฎหมายด้วยซ้ำไป อย่าทำเป็นเรื่องเล่นนะครับเรื่องนี้

พระมหาสมปอง : อาตมาอยากไปฉันกาแฟกับโยมศรี ก็มีอย.เตือนมาจริงๆ นั่นแหละว่าไม่มีสิทธิ์รีวิว ปรับ 2 หมื่นคุก 2 ปีให้หยุดตรงนั้น จริงๆ มันเป็นของลูกศิษย์ลูกหา มีหลากหลาย มีปลาส้ม ละมุด แต่ถ้าเรารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ขอโทษขออภัย ไม่ทำอีก นี่อาตมาเงียบแล้วนะ อาตมาไปฉันกาแฟบ้านโยมศรีได้มั้ย

ศรีสุวรรณ : นิมนต์เลยครับ ปูเสื่อนิมนต์เลย

พระมหาสมปอง  : ถ้าได้พูดได้เจอกันจะเข้าใจกันด้วยซ้ำ เชื่อว่าโยมศรีก็รักและเป็นห่วงนั่นแหละ เราก็รับฟังก่อน

ศรีสุวรรณ : ยินดีนิมนต์ท่าน ณ บัดนี้เลย

พระมหาไพรวัลย์ : อาตมาไปด้วยได้มั้ย

ศรีสุวรรณ : ได้เลย

งั้นไปดึงหนังสือกลับก่อนแล้วมาคุยกัน?

ศรีสุวรรณ : ไม่ครับ ลูกกระสุนเมื่อยิงออกไปแล้ว ไม่สามารถเรียกคืนได้

พระมหาสมปอง : อาตมาก็ยืนหลบหลังโยมศรีนั่นแหละ

ยืนยันว่าการที่ทำอยู่ไม่ใช่การหิวแสง พยายามให้มีตัวตนเกิดขึ้นในสังคม?

ศรีสุวรรณ : ในสังคมโลก มีซ้ายก็มีขวา มีขาว ก็มีดำ มีกลางคืน กลางวัน การที่ท่านทั้งสองไปเทศน์ลักษณะนี้ อาจมีคนคัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับท่านก็เป็นเรื่องปกติในสังคมมนุษย์ ไม่ใช้ว่าพอท่านไปเทศน์อย่างนี้แล้วคนเฮโลสรรเสริญเยินยอไปหมด อย่างน้อยมีคนชื่อศรีสุวรรณ ไม่เห็นด้วย ท่านอาจเอาไปคิด เอาไปวิเคราะห์ อาจเอาไปปรับปรุงการพูดจา ให้ดูดีมากยิ่งขึ้น ผมว่าใช้วิกฤตเป็นโอกาสก็น่าจะดีกว่า

แต่เด็กเจนนี้ชอบการเทศน์แบบนี้ เราถือว่าให้เด็กรุ่นใหม่ชอบทางนี้ สนับสนุนไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ?

ศรีสุวรรณ : เคยประเมินมั้ย เด็กที่รับฟัง 2 แสนกว่าคนในคืนดังกล่าว รับรู้รสพระธรรม เข้าใจรสพระธรรม แล้วจำได้ เอาไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้มากน้อยแค่ไหน เอาไปประเมินดูได้

เกรงว่าประเมินแล้วจะชอบมากกว่าที่ไปร้องน่ะสิ พี่ศรีไม่ดึงกลับ มีแสงในตัวเอง?

ศรีสุวรรณ : ครับ ลูกกระสุนยิงออกไปแล้วไม่สามารถเรียกกลับได้ครับ

มีแสงในตัวเองเหมือนกระสือ?

ศรีสุวรรณ : ตำหนิผมเป็นกระสือ เดี๋ยวเอาข้อหาหมิ่นประมาท

“พระพยอม” อยู่ในสาย คุณศรีสุวรรณไปร้องแล้ว มองยังไง?

พระพยอม : นี่ยังดี สมัยอาตมาโดนหนัก โดนผู้ใหญ่ที่สมัยนั้นเป็นที่เลื่องลือนับถือกันทั้งบ้านทั้งเมือง ตอนเทศน์ใหม่ๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ แต่ไม่เป็นสื่อกระจายเร็วแบบนี้ จำได้ว่าช่อง 3 ออกแล้วเรตติ้งก็สูง เป็นน้องรองๆ คุณไตรภพ ลิมปพัทธ์นิดหน่อย พอคนไปแย้งไปร้องแบบนี้ พระเมืองไทยมีองค์เดียวหรือไง ทำไมนิมนต์แต่พระพยอมมาออกช่อง 3 ทำไมไม่นิมนต์ผู้หลักผู้ใหญ่มาบ้าง เขาเลยไปเชิญนพ.มาออกกับอาตมา ให้อาตมาพูดทีหลังด้วย ท่านอายุมากก็พูดช้าๆ เรตติ้งตกวูบ เลยถูกปรับออกจากผังรายการเลย (หัวเราะ) แต่เราก็ได้สติไว กลับตัวไว อายุขัยมากขึ้น ตอนแรกคุณสมัคร สุนทรเวช อ.หม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่าไม่ศรัทธาเลย อาตมาตอนนั้นปากเสียไปหน่อย สวนโครมไปว่าไม่ได้บวชให้อ.คึกฤทธิ์ศรัทธา

สรุปแล้วสองรูปการที่บรรยายกึ่งตลก รับได้ไม่มีปัญหา?

พระพยอม : แสดงแจ่มแจ้ง จงใจ แกล้วกล้า ร่าเริง แสดงธรรมชโลมใจร่าเริงเบิกบานบ้าง ไม่ใช่ง่วงเครียด สักระยะนึงทุกอย่างก็เหมือนที่อาตมาเคยเป็น

สับสนเรื่องอนาคตในวงการสงฆ์ อะไรเป็นตัวตัดสิน?

พระพยอม : ถ้าวิกฤตร้ายแรงถึงขั้นปราชิก นี่มันไม่ได้มีเฉี่ยวโฉบอะไรเลย เพียงแต่ว่าเสียงที่มีว่ามามาก เพราะท่านหัวเราะมากไปนิดนึง

ได้ฟังคุณศรีสุวรรณ และพระพยอม มองยังไง?

พระมหาไพรวัลย์ : จริงๆ เราก็รับฟัง พยายามนำมาใช้ ถือว่าเป็นประโยชน์

พระมหาสมปอง : ถ้าออกแนวยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ได้มีปัญหา ถ้าพี่เพื่อนได้เราก็ยินดี แต่คิดว่าเราคงไม่มีใครให้หรอก เลยมาทางนี้ 

พระพยอม เรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นประเด็น เทศน์แบบนี้ทำได้ ไม่กระทบอนาคตในวงการสงฆ์?

พระพยอม : ถ้าไม่แรงไปมากกว่านี้ นี่ถือว่าอาบัติแค่เล็กน้อย ปรับปรุงกันได้ แก้ไขตักเตือนกันได้ พระทั้งสองรูปไม่ใช่พระหัวดื้อหรือหัวรั้น เดี๋ยวท่านก็ปรับตัวได้ เหมือนตอนที่อาตมาโดนถล่มหนัก จนคนไปฟ้องหลวงพ่อพุทธทาส หลวงพ่อท่านรู้ข้อมูลมาก่อน เลยตอบว่าได้กับเสีย พระพยอมทำได้หรือเสียมากกว่า ตอนนั้นจำได้ไปเทศน์แรกๆ ที่ดังที่สุดในปี 2527 คนฟัง 5 หมื่น สมัยโน้นต้องเดินทางฟังข้ามจังหวัด ไม่เหมือนสมัยนี้ เฟซไลฟ์ไปคนดู 2-3 แสน ต้องถือว่ามากเป็นประวัติการ แซงอาตมาไปเยอะ

ใครต่อว่าต่อขานก็อย่าไปโกรธ?

พระพยอม : อย่าน้อยใจสึกไปเหมือนพระองค์ก่อนๆ ท่านเป็นนักเขียนและเป็นนักบรรยาย แล้วโดนตำหนิ น้อยใจ ลาสึก แต่ก็มาทำคุณประโยชน์ทางฆราวาสได้เยอะ แต่อย่าไปเอ่ยถึงท่านเลย

คุณนิพิธ โพสต์แสดงความเห็นต่อกรณีนี้ ว่าเพราะมีเราจึงมีสงฆ์ สงฆ์จึงควรรับฟังเราบ้าง มองยังไง?

พระมหาไพรวัลย์ : ท่านนิพิธท่านบอกว่าท่านอายศาสนาอื่น แต่ท่านไม่ทราบเลยว่าคนส่วนหนึ่งที่มาฟังเป็นคนต่างศาสนา มีที่ไหนเทศน์แล้วคนต่างเทศนามาเอ็นจอย มาซึมซับ บางคนบอกเป็นคริสต์ อิสลามแต่มาฟัง นี่คือการรวมคนทุกศาสนา แสดงว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้จำกัดศาสนา จะไปอายเพื่ออะไร ถามก่อน

คือตรงกับข้อสองที่ท่านนิพิธลงเอาไว้บอกเห็นท่านพูดคุยหัวเราะร่วน ท่านไม่สำรวม อายคนศาสนาอื่น กลัวเขาจะหมิ่นเอาได้ว่าสงฆ์เราสอนธรรมด้วยอาการไม่สำรวม?

พระมหาไพรวัลย์ : ก่อนไปอายคนอื่น อายตัวเองก่อน ทำไมไม่เห็นข้อดีของการเทศน์แบบนี้ การดึงคนแต่ละศาสนาให้มาฟัง

ทั้งสองรูปยืนยันว่าจะไลฟ์ทุกวันศุกร์ ?

พระมหาสมปอง : ถ้าอุปกรณ์ครบก็จะหัดไลฟ์ ถ้าอยากฟังนิ่มๆ นวลๆ ไม่หัวเราะมากเกินไป อาตมาคิดหัวข้อแล้ว ทุกศุกร์แต่เราจะไม่ทุกข์ จะสุขอย่างเดียว สองทุ่มพบกันทุกวันศุกร์ วีคลี่กันไป

เร็วๆ นี้จะมาทำรายการกับช่อง 3?

พระมหาสมปอง : ทำตลอด

พระมหาไพรวัลย์ : รายการอะไรโหนกะสงฆ์เหรอ (หัวเราะ)

ปธ.กมธ.ศาสนาจ่อเชิญ ’พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง’ หารือไลฟ์สด 9 ก.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600226

ปธ.กมธ.ศาสนาจ่อเชิญ’พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง’ หารือไลฟ์สด 9 ก.ย.นี้

ปธ.กมธ.ศาสนาจ่อเชิญ’พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง’ หารือไลฟ์สด 9 ก.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.11 น.

วันที่ 6 กันยายน 2564 ที่รัฐสภา นายสุชาติ อุสาหะ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึง พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ได้ไลฟ์สดในเพจพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ว่าประเด็นดังกล่าวได้มีประชาชนตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสม และความสำรวมของพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ดังนั้นในวันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายนนี้ เวลา 10.00 น ทางคณะกรรมาธิการฯ จึงได้เชิญพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เข้าให้ข้อเท็จจริงว่าประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างไร หรือมีประเด็นใดที่ควรจะปรับปรุง ซึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนดีก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ และหากประเด็นใดที่กรรมาธิการมองว่าเป็นเรื่องที่ผิด ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมก็คงต้องมาปรับปรุงและพูดคุยกัน ทั้งนี้ในมุมมองส่วนตัวตนมองว่าการไลฟ์สดเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่จะต้องมีความเหมาะสมในการเป็นสมณเพศด้วย เช่น บางช่วงบางตอนที่มีรายการโฆษณาเข้ามา หรือ การหัวเราะที่เสียงดัง เป็นต้น 

โดยนายสุชาติ กล่าวว่า พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ซึ่งเป็นพระลูกวัดของวัดสร้อยทอง ก็จะต้องมาพิจารณาว่ากิริยาท่าทางใดที่ไม่เหมาะสมก็ให้ทางวัดสร้อยทอง โดยท่านเจ้าเอาวาสเป็นผู้กำกับดูแลกันไป ในคณะกรรมาธิการก็จะดูในภาพรวมเป็นหลักว่าสิ่งที่ท่านดำเนินการอยู่นั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากน้อยอย่างไร ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าในโลกโซเชียลบางครั้งการเผยแพร่ไลฟ์สด หรือคลิปวิดีโอก็จะมีการตัดต่อซึ่งเป็นการบิดเบือนจากข้อเท็จจริงก็ต้องมาพิจารณาในประเด็นนี้ด้วยว่าเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหรือเป็นการถูกบิดเบือนทางโซเชียลมีเดีย 

นายสุชาติ กล่าวว่า ส่วนตัวได้เคยเข้าไปดูการไลฟ์สดของพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต มาบ้างซึ่งหากนำมาเทียบกับยุคสมัยปัจจุบันนั้นก็เป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ แต่ในบางเรื่องที่ท่านอาจจะหัวเราะเสียงดังเกินไป หรือ มีการแฝงโฆษณาเข้ามา นั้นต้องมาพิจารณาร่วมกันในชั้นกรรมาธิการในวันที่ 9 กันยายนนี้อีกครั้ง

‘ปู จิตกร’ คอลัมนิสต์ชื่อดัง เห็นต่าง ‘พระมหาไพรวัลย์’’ เลิกตั้งคำถามเด็ก โตขึ้นอยากเป็นอะไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600210

'ปู จิตกร'คอลัมนิสต์ชื่อดัง เห็นต่าง'พระมหาไพรวัลย์’' เลิกตั้งคำถามเด็ก โตขึ้นอยากเป็นอะไร

‘ปู จิตกร’คอลัมนิสต์ชื่อดัง เห็นต่าง’พระมหาไพรวัลย์’’ เลิกตั้งคำถามเด็ก โตขึ้นอยากเป็นอะไร

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.35 น.

วันที่ 6 กันยายน 2564 ปู จิตกร บุษบา คอลัมนิสต์ นสพ.แนวหน้า ได้โพสต์ภาพ “พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ” ที่มีโควทคำพูด พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ผมเป็นครูคนหนึ่ง ที่ถาม ‘ศิษย์พระดาบส’ ทุกรุ่นว่า “อยากให้ชีวิตเป็นยังไง” บางรุ่นให้เขียนถึงชีวิตในฝัน ชีวิตใน 5 ปีข้างหน้าด้วยซ้ำ ก่อนจะมาตั้งโจทย์ให้แต่ละคนตอบว่า เช่นนั้นแล้ว ปีที่หนึ่ง เดือนที่หนึ่ง วันที่หนึ่ง ก่อนถึง 5 ปีนั้น เราต้อง ‘เริ่มทำอะไร’

คนเป็นครู จะไม่ปล่อยให้ลูกศิษย์ใช้ชีวิตล่องลอยไปตามวันเดือนปี เหมือนฟองสบู่ลอยไปตามลมเพื่อรอวันแตก

ครูดีๆ ครูที่มีสติปัญญา  เขาจะใช้ ‘ความฝัน’ เป็นตัวจุดพลังให้เกิดการออกแบบชีวิต วางแผนชีวิต และออกเดินทางเพื่อไปยังจุดหมายที่ลูกศิษย์เขา ‘คิดเอง’

การถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร ทำได้โดยไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องเอามายด์เซ็ตของตัวเองไปบังคับ  แต่ในฐานะ ‘คนที่ผ่านโลกมาก่อน’ ย่อมทราบดีว่า ชีวิตที่มีจุดหมาย ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร และทำให้เด็กเดินไปอย่างมีทิศทาง –เป็นทิศทางที่เขาฝันถึงปลายทางด้วยตัวเขา และเราช่วยเตือนภัยบางอย่างได้ล่วงหน้า รวมถึงหาทางส่งเสริมให้ฝันนั้นเป็นจริงได้

มันคือการ ‘กระตุ้น’ ให้ลูกศิษย์ได้สำรวจ ‘ความสนใจ/ความต้องการ’ ของตัวเอง  เสร็จแล้วก็มาสร้าง ‘ความเป็นไปได้’ 

และไม่ใช่ว่า เคยคิดอย่างนั้น เคยฝันอย่างนั้น แล้วต้องยึดมั่นถือมั่นเอาความฝันนั้นเป็นสรณะ  คนที่ไม่เคยฝันจะเป็นพระ แต่วันหนึ่งมาเป็นพระ เป็นสุข เป็นประโยชน์ ย่อมกระจ่างแจ้งเรื่อง ‘ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้เสมอ’

ผมจึงเป็นครูที่ชอบกระตุ้นให้เด็ก ‘สำรวจความต้องการ’ ของตัวเขา ด้วยตัวเขา แล้วมาทำ ‘แผนที่ชีวิต’ ของตัวเอง ไว้เป็น ‘ทางเดิน’ ที่ไม่ต้องเหมือนใคร หรือถูกกำหนดโดยใคร  เพื่อห่างไกลจากการ ‘อยู่ไปวันๆ’ 

แน่นอน ชีวิตมันมีการตกผลึกตกตะกอนได้ ไม่ว่าจะมีฝันหรือไม่มี  แต่มันเป็นเรื่องที่ดี ที่เราจะกระตุ้นให้เขา ‘คิดฝัน’ และตกผลึกกับมันได้เร็วขึ้น มิใช่หรือ

ระหว่างเดินทาง  เราอาจ ‘เปลี่ยนแผน’ ได้  เราจะกระจ่างแจ้งด้วยประสบการณ์ ว่าฝันมีการแตกกิ่งแตกยอดออกไปได้อีก หรือเปลี่ยนทางก็ยังได้ แต่ต้องไม่ใช่ “ความเพ้อฝัน” 

ฝัน-แล้วลงมือทำ คือ ประสบการณ์ คือชั่วโมงบิน คือความช่ำชองของชีวิต  ที่เป็น ‘เครื่องมือวิเศษ’ ที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นอุปสรรค เห็นโอกาส ไขว่คว้าโอกาส และบริหารโอกาสที่ได้รับ ให้ดีได้เสมอ

‘ศิษย์พระดาบสที่รัก’ เธอจงอย่าหยุดฝัน เพราะนั่นคือการ ‘กดปุ่มสตาร์ท’ ให้ชีวิตเธอ

‘ตรีนุช’ ตรวจจ่ายเงินเยียวยา ย้ำเงิน 2 พันต้องส่งถึงมือผู้ปกครอง ห้ามหักเป็นค่าเทอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600187

‘ตรีนุช’ตรวจจ่ายเงินเยียวยา ย้ำเงิน 2 พันต้องส่งถึงมือผู้ปกครอง ห้ามหักเป็นค่าเทอม

‘ตรีนุช’ตรวจจ่ายเงินเยียวยา ย้ำเงิน 2 พันต้องส่งถึงมือผู้ปกครอง ห้ามหักเป็นค่าเทอม

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.06 น.

วันที่ 6 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดศธ. และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม โรงเรียนวัดธรรมศาลา โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม และโรงเรียนสุคนธีรวิทย์ จ.นครปฐม เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของผู้ปกครองและนักเรียนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รายละ 2,000 บาท โดยมี นายมติชน มูลสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 พร้อมด้วยผู้บริหารโรงเรียน ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษา และคณะครูอาจารย์ ให้การต้อนรับ

น.ส.ตรีนุช เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ว่า เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการให้ความช่วยเหลือการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ปกครองและนักเรียน จำนวน 2,000 บาท ต่อนักเรียน 1 คน  และทราบว่าขณะนี้ทุกสังกัดได้จ่ายเงินที่รัฐบาลอนุมัติจ่ายเงินกว่า 22,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยา ผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา ทุกสังกัด รวมประมาณ 11 ล้านคน ให้ขบวนการต่าง ๆมีการเร่งรัดและให้มีความโปร่งใส ยืดหยุ่นและสะดวกที่สุด โดยผู้ปกครองสามารถเลือกได้ว่าจะรับเงินสด หรือโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า การจ่ายเงินเยียวยาในสถานการณ์โควิด-19 โรงเรียนต้องมีมาตรการเข้มงวดจัดสรรเวลาให้นักเรียน ผู้ปกครองมารับเงิน เพื่อไม่ให้เกิดการแออัดมากเกินไป ซึ่งที่ผ่านมาพบอุปสรรคในการจ่ายอยู่เงินบ้าง เช่น ผู้ปกครองได้ทำการย้ายนักเรียนไปเรียนโรงเรียนอื่นในระหว่างที่รัฐบาลอนุมัติโครงการนี้ ทำให้ชื่อนักเรียนอาจจะไม่ได้อัพเดตตามการย้ายโรงเรียนของนักเรียน ดังนั้น โรงเรียนจะต้องประสานงานระหว่างกันเพื่อให้เงินไปถึงผู้ปกครองโดยเร็วที่สุด ส่วนกระบวนการตรวจสอบว่าเงินส่งถึงผู้ปกครองจริงหรือไม่นั้น ศธ.ต้องดำเนินการตามระเบียบที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่งศธ.ต้องทำให้เรียบร้อย และโปร่งใสที่สุด โดยมีกระบวนการตรวจสอบตัวตน เอกสารในการรับเงิน ซึ่งศธ.ตั้งเป้าว่าเงินจะถึงมือผู้ปกครองทุกคนภายในวันที่ 7 กันยายน นี้ ขณะเดียวกันหากมีการตกหล่น นักเรียนไม่ได้รับเงินเยียวยาโรงเรียนต้องติดตามผู้ปกครองให้มารับเงินจำนวนนักกล่าว

“ดิฉันได้เน้นย้ำ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดศธ. และผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัด ศธ. ว่า รัฐบาล และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งใจจะให้เงินจำนวนนี้ส่งถึงผู้ปกครองและนักเรียนเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนและเยียวยาในสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้น สถานศึกษาเอกชน ไม่สามารถหักเงินในจำนวนนี้ของนักเรียน ถึงแม้ผู้ปกครองจะค้างจ่ายค่าเทอมก็ตาม เพราะรัฐบาลต้องการส่งเงินจำนวนนี้ให้ถึงมือผู้ปกครองและนักเรียนทุกคน หากการโอนเงินพบปัญหาต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการโอนต่างธนาคาร ผู้ปกครองก็สามารถติดต่อโรงเรียนเพื่อขอรับเป็นเงินสดได้” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมหารหารศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ. มีจำนวนโรงเรียน 28,987 แห่ง มีนักเรียน 6,225,658 คน ได้รับเงิน 12,451.316 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ได้ส่งเงินให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั้ง 245 แห่งเรียบร้อยแล้ว จากข้อมูลเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา สทพ.ได้โอเงินให้โรงเรียน 90 เขต และยังไม่รายงานข้อมูล 155 เขต โดยโรงเรียนได้จายเงินให้ผู้ปกครองไปแล้ว 2,313,784 คน เป็นเงินจำนวน 4,627.57 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37  ซึ่ง สพฐ.ได้โอนเงินลงไปให้เขตพื้นที่การศึกษา ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2564 และวันที่ 2 เขตฯได้โอนเงินให้โรงเรียน และวันที่ 3 โรงเรียนก็ได้เริ่มจ่ายเงินให้ผู้ปกครอง 

สำหรับบรรยากาศการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ปกครองและนักเรียนของโรงเรียนธรรมศาลา  ได้มีผู้ปกครองและนักเรียนจำนวนหนึ่งมารอรับเงินเยียวยา เนื่องจากวันนี้ทางโรงเรียนจะจ่ายเงินเยียวยาเป็นวันสัดท้ายเพราะได้ดำเนินการจ่ายเงินให้นักเรียนเกือบครบทุกคนแล้ว 

โดย‪นางนัทธมน สระสมทรัพย์ คุณย่าของเด็กชายชานนท์ สงษ์ทอง นักเรียนชั้น ม.3/1 โรงเรียนวัดธรรมศาลา เดินทางมารับเงินเยียวยา กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้รับเงินเยียวยาทางการศึกษา จำนวน 2,000 บาท ก็จะเก็บไว้ซื้ออุปกรณ์ทางการศึกษาที่จำเป็น และซื้อชุดนักเรียนเพิ่มเติม สำหรับการเรียนออนไลน์ในช่วงนี้ได้เรียนผ่านมือถือ และจ่ายค่าอินเตอร์เน็ตเดือนละ 200 บาท ก็เพียงพอต่อการเรียน โดยเรียนออนไลน์วันละ 3-5 ชั่วโมง เพราะบางวิชาเรียนผ่านใบงานจึงไม่รู้สึกเคลียดกับการเรียนออนไลน์ ‬

นักเรียนเตรียมตัว! ‘ตรีนุช’ ย้ำ ศธ.-รัฐบาลจ่อฉีดวัคซีนโควิดเด็กอายุ 12-18 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600179

นักเรียนเตรียมตัว! 'ตรีนุช'ย้ำ ศธ.-รัฐบาลจ่อฉีดวัคซีนโควิดเด็กอายุ 12-18 ปี

นักเรียนเตรียมตัว! ‘ตรีนุช’ย้ำ ศธ.-รัฐบาลจ่อฉีดวัคซีนโควิดเด็กอายุ 12-18 ปี

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.48 น.

“ตรีนุช”ย้ำ ศธ.-รัฐบาลเตรียมให้เด็กอายุ 12-18 ปี ได้ฉีดวัคซีน ส่วนนักเรียนเลวประกาศหยุดเรียนออนไลน์ 6-10 ก.ย.ให้ครูนักเรียนหาทางออก เพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากร่วมกัน

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีนักเรียนเลว ประกาศชวนนักเรียนไทยทั่วประเทศ หยุดเรียนออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 6 – 10 ก.ย.นี้ เพื่อเรียกร้องให้ ศธ.แก้ปัญหาการเรียนออนไลน์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากขึ้น เพราะนักเรียนมีความเคลียด และเรื่องการจัดสรรวัคซีนให้กับนักเรียน ว่า ตนเข้าใจในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งเป็นสถานการไม่ปกติ ถึงแม้ว่าผลการเรียนออนไลน์จะไม่ได้ดีเท่ากับการเรียนปกติที่โรงเรียนที่นักเรียนได้เจอครูและเจอเพื่อนๆ ซึ่งทาง ศธ.เข้าใจประเด็นนี้ดี และรัฐบาลเองก็เข้าใจจึงได้มีการพูดถึงการฉีดวัคซีนให้กับเด็กที่มีอายุ 12 – 18 ปี ซึ่งขณะนี้วัคซีนไฟเซอร์กำลังจะเข้ามาในเดือนตุลาคมนี้ และ ศธ.ก็กำลังรอ ขณะเดียวกัน ศธ.ก็ได้ประสานงานกับทางกระทรวงสาธารณสุขอยู่ตลอด เพราะเด็กยังถือเป็นกลุ่มเปาะบาง ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองทุกคนด้วย ศธ.จึงให้ความสำคัญและต้องระมัดระวัง รวมถึง ศธ.จะต้องได้รับการยืนยันจากกระทรวงสาธารณสุขด้วยว่าวัคซีนตัวใดที่จะสามารถฉีดให้เด็กได้

“ในหลักการ รัฐบาลโดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มนักเรียนต่างๆ ที่จะได้รับการฉีดวัคซีน เพื่อให้เด็กได้กลับมาเรียน
ในสถานที่ (Onsite) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ได้ เพราะการที่เด็กมาเรียนที่โรงเรียน เป็นวิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุด หากไม่สามารถจัดการเรียนการสอนแบบ Onsite ได้ เด็กจะเกิดความเครียด ส่วนที่กลุ่มนักเรียนเลวประกาศหยุดเรียนออนไลน์นั้น ดิฉันเชื่อว่าคุณครูทุกคนเข้าใจ และ ศธ.ก็ไม่ได้มีมาตรการในการต่อต้าน หรือสร้างความรุนแรง โดยเฉพาะสถานการณ์ช่วงนี้ทั้งครูและนักเรียนก็ตั้งทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ในเรื่องของขบวนการคิดต่างๆ  ที่อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่ก็ให้คุยกันและหาแนวทางร่วมกันเพื่อที่จะก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ซึ่งดิฉันก็เชื่อว่าจะดีขึ้นในเร็วๆ นี้” น.ส.ตรีนุช กล่าว

กสศ.- ธนาคารโลก ห่วงปัญหาความเหลื่อมล้ำการศึกษาพุ่ง ชี้ต้องเร่งยกระดับคุณภาพ รร. อย่างทั่วถึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600178

กสศ.- ธนาคารโลก ห่วงปัญหาความเหลื่อมล้ำการศึกษาพุ่ง ชี้ต้องเร่งยกระดับคุณภาพรร.อย่างทั่วถึง

กสศ.- ธนาคารโลก ห่วงปัญหาความเหลื่อมล้ำการศึกษาพุ่ง ชี้ต้องเร่งยกระดับคุณภาพรร.อย่างทั่วถึง

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.40 น.

กสศ.- ธนาคารโลก ห่วงปัญหาความเหลื่อมล้ำการศึกษาพุ่ง  ชี้ต้องเร่งยกระดับคุณภาพรร.อย่างทั่วถึงและมีมาตรการพิเศษ สำรวจล่าสุดพบนักเรียนยากจนพิเศษทุบสถิตินิวไฮ 1.3 ล้านคน   กว่า 43,060 คนไม่กลับมาเรียนต่อ

ผลสำรวจชี้ว่าเด็กยากจนพิเศษ 271,888 คน ใน 29 จังหวัดระบาดหนัก ขาดแคลนไฟฟ้าและอุปกรณ์เข้าถึงการเรียนออนไลน์ ด้านเวิล์ดแบงก์คาดการณ์ หากปิดโรงเรียนถึงสิ้นปีนี้ เด็กไทยความรู้ถดถอย 1.27 ปี มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 3.9 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 30% ของจีดีพี 

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ‘สำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในวิกฤตโควิด-19 การศึกษาไทยเดินหน้าอย่างไร ไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการเรียนรู้’ 

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดปีการศึกษา 1/2564 มีเด็กยากจนและยากจนพิเศษรวมประมาณ 1.9 ล้านคน ถือเป็นสัดส่วนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับเด็กทั้งหมด  ในช่วงวัยเรียนการศึกษาภาคบังคับที่มีประมาณ 9 ล้านคน 

“ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้รายได้ของครอบครัวเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ลดลงเหลือเฉลี่ยเดือนละ 1,094 บาท อีกทั้งในรายละเอียดพบว่า รายได้จากการเกษตรหรือด้านอื่น ๆ ส่วนใหญ่ลดลง แต่รายได้ที่เพิ่มมาจาก สวัสดิการรัฐ เงินช่วยเหลือเยียวยา และผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้จำนวนเด็กยากจนพิเศษที่คัดกรองรอบใหม่ภาคเรียนที่ 1/2564 เพิ่มมากขึั้นเป็นนิวไฮ คือ 1,302,968 คน หรือเพิ่มขึ้น 128,524 คน จากภาคเรียนที่ 2/2563 โดยคาดหวังว่าจำนวนเด็กที่ยากจนฉับพลันหลังสถานการณ์โควิด-19 จะเป็นแค่เพียงสถานการณ์ชั่วคราวที่จะคลี่คลายและกลับไปสู่สภาวะปกติได้ในอีกระยะเวลาไม่นาน

“จากความสุ่มเสี่ยงที่เด็กยากจนพิเศษจะหลุดจากระบบการศึกษา ที่ผ่านมา กสศ. ได้เข้าไปช่วยสนับสนุนทุนการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อให้นักเรียนยากจนพิเศษในช่วงชั้นรอยต่อกลับเข้าเรียนได้ โดยจากการติดตามล่าสุด ณ เดือนสิงหาคม พบว่านักเรียนยากจนพิเศษช่วงชั้นรอยต่อ 294,454 คนนั้น 82.82% หรือ 242,081 คนเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว แต่ยังมีเด็ก 43,060 คน หรือ 14.6% ยังไม่พบข้อมูลว่าได้กลับเข้ามาเรียนต่อ โดยส่วนใหญ่อยู่ในระดับ ม.3 จำนวน 33,710 คน และ ป.6 จำนวน 8,699 คน เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ติดตามเด็กกลุ่มนี้ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา ทำให้เขาได้รับโอกาสและสิทธิประโยชน์” 

รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวอีกว่า กสศ.ยังได้สำรวจนักเรียนยากจนพิเศษในพื้นที่ 29 จังหวัดที่ประสบปัญหาการเรียนช่วงโควิด-19 เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าและอุปกรณ์ พบว่ามีนักเรียนที่ประสบปัญหาถึง 87.94% หรือ 271,888 คน โดยจังหวัดที่พบปัญหามากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ตาก นครราชสีมา และยะลา 

“โควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อเด็กในเรื่องการติดเชื้อที่พบตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากต้นเดือนสิงหาคมที่มีเด็กติดเชื้อ 65,086 คน ขยับขึ้นเป็น 138,329 คนในต้นเดือนกันยายน และมีเด็ ก 366 คนสูญเสียพ่อแม่จากโควิด-19 ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ควรได้รับการดูแลระยะยาวลักษณะเดียวกับความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ หรือสึนามิ ภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่ให้ความช่วยเหลือเด็กที่ต้องสูญเสียพ่อแม่ผู้ปกครองจากเหตุการณ์เหล่านั้น ให้ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรี เพราะไม่มีใครมาช่วยดูแลพวกเขา รวมทั้งยังมีประเด็นเรื่องผลกระทบระยะยาว หรือ Long Covid ที่เด็กจะได้รับผลกระทบทางสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งควรได้รับการติดตามเป็นระยะ ตั้งแต่ 6 เดือนไปถึง 3 ปี โดยจะเห็นว่าที่ผ่านมา กสศ.ได้ร่วมมือกับหลายฝ่ายตั้งศูนย์ช่วยเหลือวิกฤตโควิด-19 อีกด้านหนึ่ง โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทำให้สูญเสียการพัฒนาทุนมนุษย์ ในวันที่เด็กเกิดน้อยลง มีเด็กจำนวนมากที่กำลังเสี่ยงจะหลุดจากระบบการศึกษา และยังเผชิญกับเรื่องความรู้ถดถอย หลังจากโควิดเราหวังว่าจะนำไปสู่ Build back equity นำความเสมอภาคกลับมา ประเทศก็จะสร้างการเจริญเติบโต 

“กสศ. กำลังแสวงหาความร่วมมือเพื่อช่วยให้เด็กๆ ไม่หลุดจากระบบการศึกษา เป็นความพยายามที่อยากให้คนไทยทุกภาคส่วนเข้าไปสนับสนุนในส่วนไหนก็ได้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เกิดความร่วมมือ ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ ประชาชน ผู้นำทางความคิด มาร่วมเป็นเครือข่ายทางสังคมที่แน่นแฟ้น เอาชนะอุปสรรคไปด้วยกัน ทาง กสศ.ก็จะพยายามนำข้อมูลที่มีอยู่ มาแปลงเป็นความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้น” รองผู้จัดการ กสศ.กล่าว 

ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา ประจำธนาคารโลกสำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า ผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของโควิด-19 ตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการปิดเรียนราว 369 ล้านคน จากจำนวนประชากรเด็ก 375 ล้านคนทั่วโลก 

หลายประเทศจึงได้นำวิธีการต่างๆ มาใช้เพื่อลดความสูญเสียทางการศึกษาให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ด้วยการจัดการศึกษาผ่านออนไลน์ โทรทัศน์ ผสมผสานกับสื่อการเรียนรู้หลายรูปแบบ เช่น สั่งงานหรือการบ้าน ที่จะครอบคลุมถึงเด็กทุกกลุ่มไม่ให้หลุดจากการเรียนรู้ 100% อย่างไรก็ตาม การเรียนทางไกลกลับทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายิ่งชัดเจนขึ้น 

ประเทศที่ถือว่าจัดการศึกษาออนไลน์ในระดับที่ประสบความสำเร็จ เช่น ประเทศจีน ที่ผลสำรวจชี้ว่าถึงแม้ครูกว่า 70% ยืนยันว่าเครื่องมือและระบบที่พร้อมและมีความเสถียรช่วยให้การจัดการศึกษาเข้าถึงนักเรียนได้ แต่อีก 40% ระบุว่าการเรียนผ่านระบบออนไลน์ทำให้เกิดปัญหาในการโต้ตอบกับนักเรียน รวมถึงอีกมากกว่า 50% ไม่สามารถจัดระเบียบควบคุมชั้นเรียนได้ 

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจาก PISA ระบุว่า ก่อนวิกฤตโควิด-19 มีเด็กนักเรียนในกลุ่มยากจนด้อยโอกาสเข้าถึงคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเพียง 20% ขณะที่กลุ่มเด็กจากครอบครัวที่พร้อมสามารถเข้าถึงได้ 90% ดังนั้นจึงคาดการณ์ได้ว่าหากสถานการณ์การเรียนทางไกลเพื่อรับมือโรคระบาดยังยืดเยื้อต่อไป จะยิ่งส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เกิดช่องว่างเพิ่มขึ้นในเด็กที่มาจากครอบครัวต่างกัน

ผลการศึกษาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบว่า การจัดการศึกษาทางไกลทำให้ความรู้ของเด็กนักเรียนสูญหายไปราว 50% หรือเท่ากับเวลาประมาณครึ่งปี และหากสถานการณ์ยังต่อเนื่องไปถึงสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2021 อัตราการสูญหายทางการเรียนรู้ของเด็กจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปเท่ากับช่วงเวลา 1 ปี การคาดการณ์ดังกล่าวสะท้อนไปถึงผลที่จะเกิดกับเศรษฐกิจในอนาคตว่า จะมีมูลค่าความสูญเสียมากกว่า 9 ล้านล้านดอลลาร์ 

ขณะที่ในประเทศไทย ถ้าสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2021 อัตราการสูญเสียการเรียนรู้จะอยู่ที่ประมาณ 1.27 ปี คิดความเสียหายเป็นมูลค่าประมาณ 3.9 แสนล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่ากับ 30% ของ GDP  ซึ่งในอนาคตเด็กกลุ่มนี้จะทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงาน ความรู้ที่สูญเสียไปจะหมายถึงคุณภาพของตลาดแรงงานที่ด้อยลง และเด็กกลุ่มนี้จะต้องอยู่ในตลาดแรงงานจนถึงปี 2081 หรือ 60 ปีนับจากนี้ และทุนมนุษย์ที่สูญเสียไปในช่วงนี้จะลดทอนศักยภาพอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโดยตรง ทั้งการสะสมทุน ผลผลิตของประเทศ รวมไปถึงการลดลงของพัฒนาการในทุกด้าน 

ดร.ดิลกะ กล่าวว่า ปัญหาการศึกษาไทยมีมาก่อนวิกฤตโควิด-19 โดยตัวเลขจาก OECD ระบุว่า เด็กนักเรียนไทยกว่า 60% มีทักษะทางวิชาการต่ำกว่ามาตรฐานการเรียนรู้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม OECD ด้วยกัน โดยปัญหาหลักที่พบคือ การขาดแคลนทรัพยากรทางการศึกษา โดยเฉพาะบุคลากรครูที่ไม่เพียงพอในโรงเรียนทุกระดับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในโรงเรียน เช่น อุปกรณ์การเรียนการสอน หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเอื้อต่อการจัดการศึกษาในปัจจุบัน

ขณะที่กลุ่มงานการศึกษา ประจำธนาคารโลกสำนักงานประเทศไทย มีแผนการทำงานร่วมกับ กสศ. และ สพฐ. ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยโครงการ Fundamental School Standard ซึ่งทำสำเร็จมาแล้วในประเทศต้นแบบ

โดยจะทำการเก็บข้อมูลเบื้องต้น ทั้งการบริหารจัดการ ความเพียงพอของโครงสร้างพื้นฐาน เริ่มจากโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจนถึงโรงเรียนในเมืองทั่วประเทศ แล้วนำมาออกแบบนิยามมาตรฐานโรงเรียนที่มีคุณภาพ เพื่อให้ สพฐ.มีแนวทางในการแก้ปัญหาของแต่ละโรงเรียนให้ถูกจุด เพิ่มเติมในส่วนที่ขาด และยกระดับมาตรฐานทุกโรงเรียนให้ทัดเทียมกัน  ทำให้ในอนาคตไม่ว่าเด็กจะอยู่ในพื้นที่ใด ก็จะสามารถเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพได้
 

‘พระมหาไพรวัลย์’ ฝากถึง ‘ศรีสุวรรณ’ ทำไมร้องเก่ง คุยธรรมนะ ไม่ใช่เผาศพ จะต้องทำเป็นเศร้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600162

'พระมหาไพรวัลย์'ฝากถึง'ศรีสุวรรณ' ทำไมร้องเก่ง คุยธรรมนะ ไม่ใช่เผาศพ จะต้องทำเป็นเศร้า

‘พระมหาไพรวัลย์’ฝากถึง’ศรีสุวรรณ’ ทำไมร้องเก่ง คุยธรรมนะ ไม่ใช่เผาศพ จะต้องทำเป็นเศร้า

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.12 น.

วันที่ 6 กันยายน 2564 จากกรณีที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ทำคำร้องส่งไปยังมหาเถรสมาคมผ่าน ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแก่งชาติ เพื่อขอให้มีบัญชาสอบสวนเอาผิดภิกษุอลัชชี(ผู้ไม่ละอาย)ที่ชอบเล่นโชเขียลมีเดียโดยไลฟ์สดเอาธรรมะมาสอนเป็นเรื่องตลกขบขัน ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น ‘ศรีสุวรรณ’ร้องมหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ สอบเอาผิด‘2พส.’

ล่าสุด พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กระบุว่า... “ร้องเก่งขนาดนี้ เดอะวอยซ์ต้องเข้าแล้วแหล่ะ สภาพพพ” และ “อ๊าวววว แล้วศรีเป็นนักร้องหรอ ทำไมร้องเก่งงงง” นอกจากนี้ยังได้คอมเมนต์กับแฟนคลับระบุว่า “คุยธรรมนะฮะ ไม่ใช่รอเผาศพคนตาย จะให้ต้องทำเป็นเศร้า”

‘อัษฎางค์’ ชี้เปรี้ยง! 2 พส. อาบัติปาจิตตีย์ คือ ‘การละเมิดอันยังกุศลให้ตกมี 92 ข้อ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600158

‘อัษฎางค์’ ชี้เปรี้ยง!2พส. อาบัติปาจิตตีย์ คือ‘การละเมิดอันยังกุศลให้ตกมี92ข้อ’

‘อัษฎางค์’ ชี้เปรี้ยง!2พส. อาบัติปาจิตตีย์ คือ‘การละเมิดอันยังกุศลให้ตกมี92ข้อ’

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.00 น.

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2564 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ด้านประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค ระบุว่า  อาบัติปาจิตตีย์

คือ “การละเมิดอันยังกุศลให้ตก มี ๙๒ ข้อ เช่น

๑.ห้ามพูดปด

๒.ห้ามด่า

๓.ห้ามพูดส่อเสียด

พูดส่อเสียด หรือ ปิสุณาวาจา โดยทั่วไปหมายถึง เจตนาพูดส่อเสียดเหน็บแหนม กระทบกระเทือบ ถากถาง เย้ยหยันให้ผู้อื่นได้รับความเสียใจ คับแค้นใจ ขุ่นเคือง โกรธ อับอาย มีความทุกข์

แต่ “การพูดส่อเสียด ตามพระศาสดาบัญญัติ” เป็นหนึ่งในสัมมาวาจา ในมรรคแปด

……………………………………………………………………

มรรค 8 คือหนทางสู่การดับทุกข์

เป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา

มรรค คือ หนทางสู่ความดับทุกข์ เป็นหนึ่งใน อริยสัจ 4 จึงเรียกอีกอย่างว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์

มรรค 8 ประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ประการ คือ

๑)สัมมาทิฏฐิ ๒)สัมมาสังกัปปะ ๓)สัมมาวาจา ๔)สัมมากัมมันตะ ๕)สัมมาอาชีวะ ๖)สัมมาวายามะ ๗(สัมมาสติ ๘)สัมมาสมาธิ

จากข้อ ๓)สัมมาวาจา(วาจาที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ

……………………………………………………………………

ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลผู้ประพฤติไม่เรียบร้อย คือ ไม่ประพฤติธรรมด้วยวาจา ๔ อย่าง

๑. เว้นจากการพูดเท็จ

ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้กล่าวคำเท็จ … เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่

๒. เว้นจากการพูดส่อเสียด

เป็นผู้พูดส่อเสียด คือ ได้ฟังแต่ข้างนี้แล้วนำไป

บอกข้างโน้น … และกล่าววาจาที่เป็นเครื่องทำให้แตกกันเป็นพวก ด้วยประการฉะนี้

๓. เว้นจากการพูดหยาบคาย

เป็นผู้มีวาจาหยาบ คือกล่าววาจาหยาบที่เป็นโทษ

เป็นผู้กล่าวไร้ประโยชน์ คือ พูดในเวลาที่ไม่ควรพูด

พูดเรื่องที่ไม่เป็นจริง พูดไม่เป็นประโยชน์ พูดไม่เป็นธรรม พูดไม่เป็นวินัย

๔.เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

กล่าววาจาไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้าง ไม่มีที่สุด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลไม่สมควร

ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลผู้ประพฤติไม่เรียบร้อยคือ ไม่ประพฤติธรรมด้วยวาจา ๔ อย่าง เป็นอย่างนี้แล

……………………………………………………………………

สรุป

การพูดส่อเสียด คือ การเอาเรื่องของอีกคน ไปเล่าให้อีกคนฟัง ด้วยการกล่าววาจาที่เป็นเครื่องทำให้แตกกัน

ซึ่งสังคมที่กำลังแตกแยกก็เพราะ พูดส่อเสียด

•การพูดส่อเสียด เป็นส่วนหนึ่งของ”สัมมาวาจา”

•สัมมาวาจา เป็นส่วนหนึ่งของ”มรรค 8”

•มรรค 8 เป็นส่วนหนึ่งของ”อริยสัจ 4”

•มรรค 8 และ อริยสัจ 4 เป็นหนทางสู่การดับทุกข์

ซึ่งเป็นแก่นแท้อันสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา

ผู้ที่พูดส่อเสียด ต้องอาบัติปาจิตตีย์

แต่การพูดของ พส. 2 คนนี้จะถือเป็นเป็นอาบัติปาจิตตีย์ หรือไม่ต้องรอผู้มีอำนาจพิจารณา

……………………………………………………………………

ผมรู้เรื่อง มรรค 8 เพราะชื่อผม”อัษฎางค์” แปลว่า องค์ ๘

ซึ่งองค์ ๘ ก็คือ มรรค ๘ นั้นเอง

อัษฎางค์ ยมนาค

เริ่มแล้ว 10 หลักสูตร START UP อบรมผู้ประกอบการออนไลน์ กับ สอศ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600137

เริ่มแล้ว 10 หลักสูตร START UP อบรมผู้ประกอบการออนไลน์ กับ สอศ.

เริ่มแล้ว 10 หลักสูตร START UP อบรมผู้ประกอบการออนไลน์ กับ สอศ.

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.21 น.

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมออนไลน์ “การเป็นผู้ประกอบการออนไลน์” ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 6 – 17 กันยายน 2564 ถ่ายทอดสดผ่าน Youtube : BC-BAT (บีซี แบท) Channel เวลา 09.00 – 12.00 น.

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า การผลิตและพัฒนากำลังคนที่มี สมรรถนะ ทักษะ และคุณลักษณะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ให้สามารถปรับตัวและรู้เท่าทันต่อกระแส ความเปลี่ยนแปลงของโลก มุ่งเน้นคุณภาพของ ผู้สำเร็จการศึกษา เสริมสร้างทักษะและสมรรถนะผู้เรียน และกำลังแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะต้องดำเนินการ และเป็นการดำเนินงานที่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้วาระเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ด้านการพัฒนาทักษะอาชีพของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้บูรณาการการทำงานของหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ และได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์พัฒนาอาชีพ และการเป็นผู้ประกอบการ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำจังหวัด (MOE CEC) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน

โครงการอบรมหลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการออนไลน์ เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ กระทรวงศึกษาธิการ (MOE CEC) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาทักษะอาชีพให้กับครู นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้มีความรู้และทักษะอาชีพตามความเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยีและธุรกิจในปัจจุบัน สามารถนำไปสร้างอาชีพอิสระของตนเอง ถือเป็นการเพิ่มโอกาส และการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพตามความต้องการของผู้เรียน ผู้สนใจทั่วไปได้เป็นอย่างดี สามารถดำรงชีวิต ในสังคมในยุคปัจจุบันและสามารถดำเนินการได้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ทั้งนี้การฝึกอบรมในโอกาสข้างหน้ารูปแบบของการอบรม ก็จะมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเพิ่มขึ้นตามบริบท และสถานการณ์ เช่น อาจเป็นการฝึกอบรมแบบออนไซต์ (on site)

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การจัดอบรมหลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการออนไลน์  สอศ.ได้รับเกียรติจากวิทยากรมืออาชีพ ที่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจออนไลน์ มาให้ความรู้ เพื่อให้ผู้ที่เข้าอบรม สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ได้จริง โดยมีหลักสูตรจำนวน 10 หลักสูตร ดังนี้ 1.Start-Up Business สร้างแบรนด์สินค้าให้ปังบนโลก Online 2.Business Model Canvas เข็มทิศนักธุรกิจพิชิตความสำเร็จ 3.เริ่มต้นเป็น Youtuber สู่การสร้างรายได้และอาชีพ 4.เทคนิคการแต่งภาพและตัดต่อวิดีโอ App canva 5.กฎหมายและความรับผิดชอบ ที่ผู้ประกอบการออนไลน์ต้องรู้ 6.พื้นฐานการขายสินค้าออนไลน์บน Facebook 7.การยิงแอดโฆษณาอย่างไร ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย 8.พื้นฐานการขายสินค้าออนไลน์บน IG marketing 9.พื้นฐานการขายสินค้าออนไลน์บน Tik tok marketing และ 10.เทคนิคนักธุรกิจยุค Covid ปั้นยอดขายสู่หลักล้าน

สำหรับผู้สนใจ สามารถลงทะเบียนเรียน และเข้าเรียนออนไลน์ได้ที่ https://sites.google.com/view/neterpreneur-2021 พร้อมรับประกาศเกียรติบัตรเมื่อสำเร็จการฝึกอบรม

‘ศรีสุวรรณ’ ร้องมหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ สอบเอาผิด ‘2พส.’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600109

‘ศรีสุวรรณ’ร้องมหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ สอบเอาผิด‘2พส.’

‘ศรีสุวรรณ’ร้องมหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ สอบเอาผิด‘2พส.’

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 08.55 น.

6 กันยายน 2564 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯได้ทำคำร้องส่งไปยังมหาเถรสมาคม (มส.) ผ่าน ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อขอให้มีบัญชาสอบสวนเอาผิดภิกษุอลัชชี (ผู้ไม่ละอาย) ที่ชอบเล่นโซเชียลมีเดียโดยไลฟ์สดเอาธรรมะมาสอนเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่พอมีคนสนใจเข้ามาดูมากๆ รวมทั้งมีเพจที่มาคอมเมนท์ขายสินค้า มาโปรโมทแบรนด์ตัวเอง กลับมาทวงถามให้จ่ายค่ามาใช้พื้นที่เพจของตนในขณะไลฟ์สดนั้น

พฤติกรรมดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า พส. ดังกล่าวมิใช่วัตรปฏิบัติของภิกษุ ที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มุ่งแสวงหาปรมัติอันเป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสสงสาร เพื่อถึงการดับทุกข์ โดยมีพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้ภิกษุทุกๆรูปที่บวชมาในพระศาสนาต้องปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยบัญญัติทุกรูป ถ้าทำไม่ได้ก็จะเป็นเพียงคนโกนหัวแล้วเอาผ้ามาห่มตนให้ดูเหลืองคล้ายดั่งพระภิกษุ ที่ไม่สังวรณ์ว่าตนต้องบิณฑบาตเลี้ยงชีพเป็นอาจิณ หาใช่มาแสวงหาเงินทองความร่ำรวยจากการบวชเป็นพระ ที่บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อเหมือนประชาชนทั่วไปเท่านั้น

ข้ออ้างของการไลฟ์สดเพื่อต้องการเผยแพร่ธรรมะให้เท่าทันยุคสมัยโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นคนรุ่นใหม่จะได้เข้าถึงธรรมะได้นั้น เห็นว่าเป็นเพียงข้ออ้างที่ไร้น้ำหนักของเหล่า พส.พวกนี้เท่านั้น เพราะคนจะซาบซึ้งในธรรมะต้องมาจากระบบการสั่งสอนอบรมมาตั้งแต่ครอบครัว วัด โรงเรียนร่วมกัน มิใช่มาจากภิกษุที่ทำตนเป็นคณะตลกที่เปลี่ยนหน้าจากหม่ำ เท่ง โหน่ง มาเป็น 2 พส.กลุ่มนี้แต่อย่างใด และเชื่อว่าไม่มีใครซาบซึ้งจากข้อธรรมะ ที่นำมาพูดให้ขบขันได้ แต่กลับเป็นการทำให้ศาสนามัวหมองถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์จากเหล่า พส.ดังกล่าว โดยสังเกตดูได้จากการโพสต์ทวงเพจต่างๆที่มาโปรโมทแบรนด์ของตนในขณะที่ พส.ไลฟ์โดยให้เบอร์พร้อมเพย์ อย่างไม่ละอายต่อพระธรรมวินัย

ทั้งนี้ ตามพระวินัยปิฎก ได้ระบุเอาไว้ในพระมหาวิภังค์ ว่า “อนึ่ง ภิกษุใด รับ ก็ดี ให้รับ ก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือ ยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์” อันถือเป็นอาบัติ เป็นโลกวัชชะ หรือการกระทำที่ทำให้ขาวโลกติเตียนได้ และการเผยแพร่ธรรมะด้วยวิธีตลกขบขัน ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎกแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้เหล่า พส.พวกนี้ก็เคยมีปัญหาจากข้อขัดแย้งเกี่ยวกับค่าตัวที่ไปเป็นวิทยากรในเวทีต่างๆมาแล้ว หรือบางรูปก็ไปช่วยไลฟ์โฆษณาสินค้าต่างๆด้วย ซึ่งก็เข้าข่ายต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ด้วยเช่นกัน ซึ่งตามหลักพระธรรมวินัยนั้นหากต้องอาบัติลักษณะนี้บ่อยครั้งต้องหลุดจากความเป็นพระดั่งโทษปาราชิกเลยทีเดียว

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไม่อาจปล่อยให้ภิกษุอลัชชีเหล่านี้กระทำการย่ำยีพุทธศาสนาได้อีกต่อไป จึงส่งคำร้องไปยังมหาเถรสมาคมผ่านสำนักพุทธฯเพื่อให้มีบัญชาวางกฎเหล็กห้ามภิกษุใดๆกระทำเยี่ยงนี้อีกและให้สอบสวนเอาผิด พส.ที่ต้องอาบัติซ้ำดังกล่าวเพื่อลงโทษขั้นเด็ดขาดต่อไป